หมอแคนตาบอด สมบัติ สิมหล้า ชื่อนี้คงเป็นที่คุ้นเคยกับผู้อ่าน ที่ติดตามวารสารผู้สื่อข่าวมาบ้าง ในเนื้อที่กระดาษบางฉบับ เขาคือใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร คงพอจะตามหาอ่านกันได้ แต่การได้มีโอกาสสัมผัส ตัวตนและผลงานของเขา ฟังเสียงแคนให้เต็มอิ่ม ลิ้มลองรสดนตรีอีสานให้เต็มหู ดูหมอลำหมอแคนให้เต็มตา และร่วมหัวเราะเฮฮาให้เต็มใจ เป็นเรื่องที่หาไม่ได้ง่ายนัก แต่อย่างไรก็ตาม ทางวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการนัดพบปะ ระหว่างสมบัติ สิมหล้า และศิลปินรับเชิญอีกหลายคน หลายแนวดนตรี รวมทั้งผู้ชมอีกหลายพื้นเพประสบการณ์ ในคอนเสิร์ต "มหัศจรรย์ลำแคนแดนสยาม" โปรแกรมการแสดงวันนั้น แบ่งออกเป็นสองภาค ภาคแรกเกี่ยวกับเพลงแคนในเชิงวิชาการแบบโบราณ และภาคหลังเป็นการเติบโตของแคนกับวัฒนธรรมดนตรีอีสานสมัยใหม่ รวมไปถึงการประชันเพลงแคนกับดนตรีข้ามเขตวัฒนธรรม อันได้แก่ดนตรีไทยของวัฒนธรรมราชสำนักภาคกลางและดนตรีแจ๊ส จากวัฒนธรรมไพร่อเมริกัน โดยมีอาจารย์อานันท์ นาคคง เป็นผู้ดำเนินรายการและคุณเที่ยง เป็นผู้ช่วยพระเอกในฐานะเป็นดวงตาแทนสมบัติและเป็นพี่เลี้ยงคอยจูงขึ้นลงเวที ท่ามกลางเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม หมอแคนสมบัติ นำพาผู้ชมที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นกับระบบดนตรีอีสาน ให้เดินทางร่วมกับเขาไปบน "ลายแคน" หรือ ทำนองเพลงแคนที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานระบบบันไดเสียง "ทางสั้น" และ "ทางยาว" ซึ่งอาจเปรียบได้กับระบบเสียง Major Scale และMinor scale ในดนตรีฝรั่งตะวันตกตามลำดับ ไม่น่าเชื่อว่า จากพื้นฐานโน้ตหลักๆไม่กี่ตัวและเสียงพื้นฐานที่เรียกว่า "เสียงเสพ" หรือ drone อีกหนึ่งหรือสองเสียง ก็สามารถผูกวลี สร้างประโยคขึ้นมาเป็นลายเพลงต่างๆอย่างสลับซับซ้อนเหลือที่จะกล่าว จากลายใหญ่สู่ลายน้อย พลิกผันไปเป็นลายสุดสะแนน ลายโป้ซ้าย ลายสร้อย ลายเต้ยธรรมดา เต้ยพม่า เต้ยโขง ลายลำเพลิน และที่สุดของความมหัศจรรย์ในลายแคนเพียวๆ น่าจะไปอยู่ที่ "ลายรถไฟ" ขบวนสมบัติทัวร์ ที่วาดฉากของรถจักรค่อยๆเคลื่อนตัว กระฉึก กระฉัก ไปท่ามกลางภูมิทัศน์อันสดชื่นของท้องถิ่นที่ราบสูง และชะลอจอดลงตรงชานชาลาที่คึกคักไปด้วยเสียงร้องขายไก่ย่าง โอเลี้ยง หนังสือพิมพ์ ติมหลอด และข้าวโพดต้ม ก่อนที่ พขร.ตาพิการผู้ร่ำรวยอารมณ์ขันจะตัดสินใจเคลื่อนล้อรถต่อไปส ู่สถานีของโลกดนตรีร่วมสมัย
สียงขับลำ เสียงแคน เสียงพิณ เสียงโหวด เสียงโปงลาง เสียงกลอง คละเคล้ากันไปอย่างมีความสุข หมอลำบัวพันปล่อยมุขเด็ดเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการร้อง การเต้น และการทักทายแบบท้าทายกับผู้ชมทั้งหอประชุม ระหว่างช่วงโชว์เพลงแคนเพลงลำม่วนซื่นโฮแซวสนุกสนานกันอยู่นั้น หมอแคนอดิศร เพียงเกษ นักการเมืองชื่อดัง จากจังหวัดขอนแก่นดินแดนดอกคูณ เสียงแคนซึ่งนั่งชมอยู่ข้างหน้าเวที ก็ได้ขึ้นมาร่วมแจมบนเวทีด้วย โดยออกตัวว่ามาในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่งของหมอสมบัติที่ได้ร่ำเรียนวิชาเพลงแคน วันนี้จะมาทำการบ้านอวดครู ขอให้ช่วยพิจารณาให้คะแนนด้วย ว่าแล้วก็เป่าลายแคนให้ฟังสองลาย เมื่อจบลงครูให้คะแนน ๔,๐๐๐ คะแนน นับว่าเป็นการให้กำลังใจศิษย์อย่างมาก และที่น่าชื่นใจกว่านั้นคือการรับขวัญลูกศิษย์ด้วยการบรรเลง ลายแคนเดียวกันคือลายใหญ่ แต่เป่าแคนกลับหัว พลิกวนไปมาเหมือนกายกรรม แถมยังเป่ามือเดียว ควักหวีออกมาเสยผมเล่นเสียอีก เรียกเสียงหัวเราะได้สนั่นห้อง ค่อนรายการหลัง ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เวทีหมอลำถูกเปลี่ยนไปเป็นเวทีประชันดนตรี โดยมีอาจารย์สหรัฐ จันทร์เฉลิม หมอจะเข้ชื่อดังแห่งลุ่มเจ้าพระยา คว้าจะเข้ตัวโปรดขึ้นมาประลองกับหมอแคนสมบัติ ในเพลง "ลาวแพนลำเพลิน" ที่สังคมดนตรีไทยปัจจุบันยอมรับนับถือว่าเป็นเพลงเอกเพลงหนึ่ง ประจำตัวอาจารย์สหรัฐ เนื่องด้วยความโดดเด่นของลูกเล่นพิเศษในเพลงที่ปรับปรุงให้มีสำเนียงลาวอีสาน และลาวเหนือปรากฏอยู่ด้วย และการหยิบยืมลูกเล่นลีลาของพิณแคนอีสานมาประสมรวมเข้า กับกลวิธีการดีดจะเข้ชั้นครูที่เยี่ยมยุทธ ความเร็ว ความไหว และพลังเหลือเฟือที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างอ้อนแอ้นบอบบางของผู้ดีด ดังนั้นเพลงลาวแพนลำเพลินซึ่งมีที่มาจากความประทับใจส่วนตัว ของอาจารย์สหรัฐกับดนตรีพื้นเมือง ก็ได้ถูกนำมาถ่ายทอดความมหัศจรรย์อีกครั้ง โดยมีนักเล่นคำขยำเสียงอาจารย์สมปอง พรหมเปี่ยม จากกลุ่มคีตวรรณกรรมและวงกอไผ่ เป็นดารารับเชิญ หมอแคนสมบัติ เกริ่นกล่าวด้วยเสียงแคนในลายเพลงสุดสะแนน แล้วอาจารย์สมปองจึงเข้าขับขานด้วยเนื้อร้องลาวแพนของโบราณที่เคยร้องรับ ขับขานในหมู่นักแอ่วลาวเป่าแคนย่านเกาะรัตนโกสินทร์ ยุครัชกาลพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว "... ฝ่ายพวกลาวเป่าแคนแสนเสนาะ มาสอเพาะเข้ากับแคนแสนขยัน ...." ไปจนล่วงเข้าท่อนกลาง "...ระเหินระหกตกยาก เป็นคนกากคนแกน พอมีแคนอันเดียว ต้องไปเที่ยวขอทานเขากิน... " และทอดลงท้ายอย่างอ้อยสร้อย ก่อนที่จะเข้จะฉวยไม้ดีดสะบัดรับเป็นเพลงลาวแพนลำเพลิน ซึ่งทั้งแคนและจะเข้ต่างเคล้าเคลียคลอกันไปอย่างราบรื่นและครื้นเครงจนจบเพลง ออกท้ายลาวซุ้มทางพิสดาร เรียกเสียงปรบมือกึกก้องจากฝ่ายผู้ชมฝ่ายแฟนเพลง โดยเฉพาะครูศิริ นักดนตรี กุนซือของอาจารย์สหรัฐ ซึ่งออกอาการลุ้นระทึกอย่างเห็นได้ชัด รายการสุดท้าย เป็นการจากลาผู้ชมทุกท่านด้วยความตื่นเต้นโลดโผนไม่แพ้รายการอื่นๆ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นการโชว์ความมหัศจรรย์สุดยอด ของหมอสมบัติในฐานะนักดนตรีพื้นบ้าน ที่ห้าวหาญประชันฝีมือกับบรรดาคณาจารย์จากภาควิชาแจ๊ส ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ โดยมีอาจารย์แดน ฟิลิปส์ ดีดกีตาร์ อาจารย์นพดล ถิรธาราดล ดีดเบส และอาจารย์กฤษติ์ บูรณวิทยาวุฒิ จอมวิทยายุทธแซกโซโฟนที่ลือลั่นวงการแจ๊สเมืองไทย ทำหน้าที่แลกหมัดซัดเพลงกับหมอแคนสมบัติอย่างถึงพริกถึงขิง ให้จังหวะกลองโดยอาจารย์อานันท์ นาคคงและอาจารย์บรรหาร ปาโล เสียงแซ็กโซโฟนและเสียงแคนต่างหยอกล้อล่อไล่กันอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เหมือนภาพยนตร์จีนกำลังภายใน หากแต่ตรงเบื้องหน้าเวทีนั้นคือหมอแคนตาพิการคนหนึ่ง กับนักดนตรีตาดีอีกกลุ่มหนึ่งกำลังดวลกันอย่างไม่ลดละ เกรี้ยวกราวและปราดเปรียว ไม่น่าเชื่อว่าดนตรีพื้นบ้านไทยและฝรั่งจะผสมกันได้ "มันส์" ถึงเพียงนี้ งานนี้บรรดาอาจารย์แจ๊สต่างทึ่งกับลีลาการเป่าแคนของหมอแคนสมบัติไปตามๆกัน อาจารย์กฤษติ์ถึงกับยกมือไหว้ตอนลงท้ายจบเพลง ส่วนอาจารย์นพดล ถิรธราดล เอ่ยปากชมว่า "หมอแคนสมบัติ เป็นคนที่หูดีมาก เพราะขณะที่มีการบรรเลงสื่อสารกันบนเวทีร่วมกับนักดนตรีท่านอื่นๆ ท่านสามารถที่จะจำ เสียง กระสวนจังหวะ และที่สำคัญที่สุดสามารถจำสำเนียงแจ๊ส แล้วนำมาเป่าให้เข้ากับแคน ได้อย่างน่าฟังและลงตัวทีเดียว"
ผู้สื่อข่าว : มีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับคอนเสิร์ตครั้งนี้คะ บัวพัน สนั่นเมือง : ก็คิดว่าสนุกดี อาจารย์ติดต่อให้มาเล่น ก็เลยอยากจะมาร่วมเล่นกับพวกอาจารย์ค่ะ ดิฉันเป็นหมอลำซิ่งมาตั้งนานแล้ว เล่นงานผ่านมานี่เกือบถึง ๓๐๐ งาน เวลาเล่นจริงๆนี่ทั้งคืน ตั้งแต่สามทุ่ม ถึงสว่าง ถึงจะสนุกดี แต่คราวนี้จะไม่ได้เล่นมาก เขาให้เวลานิดเดียว จะได้ลำนิดเดียว เดินทางมาไกล มีแต่ความคิดถึงจะฝาก ก็ร่วมใจสนุกด้วยกัน เราเป็นคนไทยด้วยกัน ผู้สื่อข่าว : คุณสมบัติคิดอย่างไรกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ สมบัติ : ผมรู้สึกว่าชอบครับผม เวลาเล่นก็สนุกดีครับผม คือดนตรีอีสานก็ไม่มีใครที่จะฟื้นฟูครับผม อยากจะเอาดนตรีอีสานไปผสมกับวงแจ๊สครับผมคือว่า ให้มีแทรกๆ มีรสเด็ดนิดหนึ่ง แปลกๆ นิดหนึ่ง คือผมก็ชอบเหมือนกัน ผมก็เกิดมาไม่เคยฟังวงแจ๊ส ไม่เคยดูวงแจ๊ส ผมก็ชอบที่เขาเล่นยาวๆ ช้าๆ เลยลองเอาดนตรีอีสานมาผสมดู ผู้สื่อข่าว : เหนื่อยไหมคะกับการซ้อมการแสดง สมบัติ : ก็รู้สึกมีบ้างนิดหน่อย แต่ผมก็ทน คือผมก็คิดถึงแฟนที่อยู่ที่บ้าน ผมก็ต้องทนนิดหนึ่งครับผม คือผมไม่รู้ว่าจะหาอะไรไปให้แฟนที่บ้านกิน ผมก็ต้องมาหาอาชีพนี้ครับผม ผู้สื่อข่าว : แล้วกับคุณบัวพัน เคยร่วมแสดงด้วยกันมานานแล้วหรือยัง สมบัติ : แสดงมาสัก 7- 8 ปีแล้วครับ ตั้งแต่พี่บัวพัน อายุประมาณ 30 กว่าปี ส่วนผมอายุประมาณ 27 ปี เวลาไปลำก็ไปด้วยกัน ผมไปเป่าแคนให้เขาบ่อยๆ ยันมหาสารคราม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ก็ไป เวลางานกาชาดก็ไป อย่างงานบุญ เขาเรียกงานบุญแจกข้าว ก็ไปช่วยงานเขาจนถึงสว่างครับผม มีกลอนลำอยู่ประมาณ 4-5 คน ก็สว่างแล้วครับผม ก็มีเพลงมีอะไรก็ลำแก้ไปด้วย ส่วนมากก็เน้นของอีสาน เกี่ยวกับเพลงลำซิ่ง หรืออยากฟังลำไม่ซิ่งก็ได้ แล้วแต่เจ้าภาพเขาจะสั่ง เท่านั้นเอง ผู้สื่อข่าว : มีอะไรฝากถึงแฟนหนังสือผู้สื่อข่าวไหมคะ สมบัติ : ผมขอพูดอย่างนี้นะ ขอให้คนอีสาน คนที่อยู่ประเทศไทย ประเทศชาติบ้านเมือง ให้รู้จักดนตรีพื้นเมืองของอีสาน เช่น แคน อย่าไปถือกีตาร์เหมือนคนหนุ่มทั่วไป ไม่ส่งเสริมดนตรีอีสาน เป็นการที่ไม่ดี ผมอยากให้รุ่นหลาน หรือรุ่นเหลน หรือรุ่นน้อง รู้จักแคน รู้จักดนตรีอีสานบ้างเท่านั้นเอง ครับผม ส่วนท่านผู้อ่าน กระผมก็ไม่มีอะไรที่จะฝาก นอกจากว่า กระผมขอให้รักน้อยๆ แต่ให้นานๆ เท่านั้นเอง คือผมก็เป็นคนที่พิการทางสายตา แต่ผมชอบสนุก เล่นดนตรีครับผม ที่มา : http://www.music.mahidol.ac.th/journal/september2002/kaen.html
|