
ศิลปทุกแขนงล้วนมีรากฐานมาจากธรรมชาติ การฟ้อนซึ่งเป็นศิลปะแขนงหนึ่งก็อาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเช่นเดียวกับศิลปะแขนงอื่นๆ โดยเฉพาะศิลปะการแสดงของภาคอีสานทั้งในด้านดนตรีและนาฏศิลป์ โดยทั่วไปสัตว์แต่ละชนิดจะมีอาการที่น่าสนใจแตกต่างกัน บางชนิดจะมีลักษณะท่วงท่าสง่างาม บางชนิดมีลักษณะแช่มช้อย บางชนิดคึกคักเข้มแข็ง ดังนั้นจึงเกิดมีระบำ รำ เต้น ของไทยหลายชุดที่ได้นำกิริยาอาการของสัตว์เหล่านั้นมาเป็นชุดการแสดงขึ้น
เช่น ระบำไก่ ระบำนกเขา ระบำครุฑ ระบำเงือก ระบำบัยเทิงกาสร ระบำกุญชรเกษม ระบำมยุราภิรมย์ เป็นต้น เฉพาะการฟ้อนเลียนกริยาอาการของสัตว์ในภาคอีสานนั้นมีการแสดงอยู่เพียง 2 ชุด ได้แก่
กะโน้บติงต๊อง
กะโน้บติงต๊อง เป็นการแสดงของชาวจังหวัดสุรินทร์ คำว่า กะโน้บติงต๊อง เป็นภาษาถิ่นของชาวอีสานใต้ แปลว่า ตั๊กแตนตำข้าว กะโน้บติงต๊องเป็นการละเล่นที่ให้ความสนุกสนานด้วยลีลาที่เลียนแบบมาจากการกระโดดหรือการโยกตัวของตั๊กแตน ท่าเต้นแต่ละท่าจะใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา เอว ท่าเต้นจะแสดงลีลาการเกี้ยวพาราสีระหว่างตั๊กแตนตัวเมียและตัวผู้ ลักษณะการละเล่นจะเป็นการเล่นเป็นหมู่ เป็นกลุ่มยิ่งผู้แสดงมากยิ่งเพิ่มความสนุกมากขึ้น
การเต้นกะโน้บติงต๊อง เกิดขึ้นจากความบันดาลใจของนายเหือน ตรงศูนย์ดี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านรำเบอะ ตำบลไพล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ มีอาชีพทำนา วันหนึ่งขณะที่นายเหือนเดินตรวจดูต้นข้าวในนาได้นำเอาอีจู้ไปดักปลาด้วย ขณะที่นั่งพักได้สังเกตเห็นตั๊กแตนทำตัวโยกไปโยกมาเหมือนกำลังเต้นระบำ สักครู่ก็หยุดแสดงท่าทีคุยกันหรือเกี้ยวกัน จากการเฝ้าสังเกตในครั้งนี้จึงได้นำภาพที่เห็นมาเป็นแรงบันดาลใจฝึกเด็กๆ ในหมู่บ้านให้เต้นเลียนแบบท่าเต้นของตั๊กแตน
จนเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ ในหมู่บ้าน ต่อมาราวปี พ.ศ. 2473 นายยันต์ ยี่สุ่นศรี ครูใหญ่โรงเรียนบ้านโพธิ์ทอง ตำบลไพล ได้นำท่าเต้นมาดัดแปลงเพิ่มเติมให้มีลีลาสวยงามยิ่งขึ้น และครูสมพงษ์ สาคเรศ ได้แต่งเนื้อเพลงประกอบการเต้น และก็ได้มีการประดิษฐ์เครื่องแต่งกายให้มีความสวยงามยิ่งขึ้น
เครื่องแต่งกาย การแต่งกายจะใช้สีเขียวเช่นเดียวกับสีของตั๊กแตนมีลักษณะคล้ายชุดหมี ติดปีกสีเขียวขนาดใหญ่ ส่วนศีรษะจะทำด้วยกระดาษทาสีและตกแต่งให้คล้ายกับหัวของตั๊กแตนจริงๆ ตั๊กแตนตัวเมียมีกระโปรงทำให้แยกได้ว่าตัวไหนตัวผู้หรือตัวเมีย
เครื่องดนตรี ดนตรีที่ใช้ในการเล่นกะโน้บติงต๊อง ได้แก่วงมโหรี ซึ่งมีเครื่องดนตรีประกอบด้วย ซอ กลองกันตรึม ปี่สไล และเครื่องกำกับจังหวะได้แก่ กรับและฉิ่ง แต่เดิมนิยมเล่นในเทศกาลประจำปีหรืองานรื่นเริงต่างๆ ทั่วไป หรือจะเล่นเวลาใดก็ได้มิได้มีการจำกัด ปัจจุบันการเต้นกะโน้บติงต๊องนับเป็นการแสดงที่มีชื่อเสียงของชาวอีสานใต้
บทร้องที่ใช้ประกอบการเต้นกะโน้บติงต๊องนั้นไม่ได้จำกัดลงไปว่าจะต้องมีเนื้อร้องอย่างไร จะขึ้นอยู่กับผู้ร้องว่าจะร้องเรื่องใด ทั้งนี้เพราะใช้ด้นกลอนสด
บางครั้งก็ร้องให้เนื้อหาเข้ากับงานที่แสดง ส่วนใหญ่เนื้อร้องจะเป็นเชิงเกี้ยวพาราสี ตัดพ้อต่อว่ากันระหว่างชายและหญิง ตัวอย่างบทเพลงกะโน้บติงต๊องที่ร้องมาแต่เดิมและยังนิยมกันอยู่ในปัจจุบัน (บทร้องเป็นภาษาเขมร) มีดังนี้
|
เนื้อเพลงประกอบการแสดงกะโน้บติงต๊อง
|
โอกะโน้บติงต๊อง ซองซารบอง เอยชี เซลอะราไซ (ซ้ำ)
กะมม มมมูย มมมูย กำเล้าะแบ็ย โอสะระกาแถวเอย ทมโตวบานระนา
โอกะโน้บติงตีอง ซองซารบองเอยชี เซลอะอังกัญ (ซ้ำ)
กะมม มมมูย มมมูย แดลมองขวัญ โอสระกาแกวเอย ทมโตวบาบานกี่
|
เบอมานโมกมอง ซองซารบองเอย ตระกองออมสะตูย(ซ้ำ)
ทะออมันออย มันออยเซร็ย เนียงปรูย โอสระกาแกวเอย ประบากยากกรอ
โอสราเน้าะแมอสกร็อม ซองซารบองเอย จากล็อมนึงเซาะ (ซ้ำ)
ทะออเปรียงบอง เปรียงมองเวียอาเกร้าะ โอสระกาแกวเอย กำเล้าะแบ็ยดอง
|
โอกาเล้าะเซงาะก็ ซองซารบองเอย กำเล้าะมาเนียะมานอง (ซ้ำ)
ทะออกำเล้าะ กำเล้าะโคจดลูนบอง (ซ้ำ) โอสระกาแกวเอย เบ็ยดอกแตแอง
ทะออสราเน้าะคลูนล็อน ซองซารมองเอย ซลาเน้าะคลูล็อน (ซ้ำ)
ทะออดลูนมอง คลูนม็องอ็อดปราบ็วน (ซ้ำ) โอสระกาแก้วเอย ตนำบายโฮบแอง
|
โไดบองเตียงนำ ซองซารบอง เอย ตึกเพะนกโฮรละแฮง (ซ้ำ)
ทะออตนำบาย ตะนำบายโฮบแอง โอสระกาแก้วเอย กำแปลงนึงเคนย
|
ฟ้อนแมงตับเต่า
หมอลำแมงตับเต่า เป็นหมอลำหมู่ที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งการแสดงของหมอลำแมงตับเต่าจะมีการลำแบบตลกคะนอง การลำแมงตับเต่าจะใช้ผู้แสดงเป็นชายล้วน สาเหตุที่เรียกหมอลำที่ขับลำทำนองนี้ว่า หมอลำแมงตับเต่า นั้นคงเรียกตามคำร้องของบทกลอนที่มักจะขึ้นต้นว่า แมงตับเต่า เช่น
"เต่า เล่า เตา เล่า เต่า เล่า เตา แมงตับเต่าแมงเม่าขี้หมา จับอยู่ฝาแมงมุมแมงสาบ จับซาบลาบแมงหวี่แมงวัน อัศจรรย์แมงวันแมงหวี่ ตอมตาตี่เด็กน้อยนอนเว็น.... "
ดังนั้นจึงนิยมเรียกว่า หมอลำแมงตับเต่าและทำนองลำหรือดนตรีประกอบการลำนั้นก็เรียกว่า "ทำนองแมงตับเต่า" ซึ่งในการลำแมงตับเต่านั้นหมอลำแมงตับเต่าจะใช้ไม้กับแก๊บประกอบการลำและการฟ้อน
เครื่องแต่งกาย ผู้ชายนิยมนุ่งผ้าโสร่งพื้นบ้านอีสาน สวมเสื้อม่อฮ่อม มีผ้าขาวม้าคาดเอวและโพกศีรษะ การฟ้อนแมงตับเต่าดั้งเดิมนั้นจะฟ้อนโดยเน้นที่ลีลาของการขยับกับแก๊บ ส่วนการฟ้อนแมงตับเต่าในปัจจุบันเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นหลายสถาบัน
การฟ้อนแมงตับเต่าของวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด การแต่งกายจะให้คล้ายกับแมงตับเต่า สวมปีกและหัว ท่าฟ้อนจะเป็นการเกี้ยวพาราสีของแมงตับเต่าตัวผู้และตัวเมีย
การฟ้อนแมงตับเต่าของวิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ จะแต่งตัวคล้ายกับหมอลำแมงตับเต่าคือนุ่งโสร่งสวมเสื้อม่อฮ่อม ส่วนผู้หญิงจะสวมเสื้อแขนกระบอกคอกลม นุ่งซิ่นพื้นเมือง ห่มสไบพับทบกลางทิ้งชาย 2 ชายด้านหลัง
เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน (พิณ โปงลาง แคน ฯลฯ) ลายแมงตับเต่า
|
เนื้อเพลงแมงตับเต่า
|
|
เอ่า เฮา เอ้า เฮา เอ่า เฮา เอา
|
แมงตับเต่าขอไว้วันทา ไหว้ครู ไหว้บาของเฮาแต่เก่า
|
|
เอ่า เฮา เอ้า เฮา เอ่า เฮา เอา
|
แมงตับเต่านำท่งนำนา มาเฮามาเล่นแมงตับเต่า
|
|
เอ่า เฮา เอ้า เฮา เอ่า เฮา เอา
|
แมงตับเต่ายุคพัฒนา มาเฮามาเล่นแมงตับเต่า
|
|
เอ่า เฮา เอ้า เฮา เอ่า เฮา เอา
|
แมงตับเต่าไผว่าสีหยัง มันเป็นตะซังคือแมงตับเต่า
|
|
เอ่า เฮา เอ้า เฮา เอ่า เฮา เอา
|
แมงตับเต่าถึงว่าสีดำ อย่างลูกปะคำเห็นเป็นของเก่า
|
|
เอ่า เฮา เอ้า เฮา เอ่า เฮา เอา
|
แมงตับเต่ามีอยู่จักขา พอมันบินมาจักขาเท่าเฮา
|
|
เอ่า เฮา เอ้า เฮา เอ่า เฮา เอา
|
แมงตับเต่ามีอยู่หกขา ถ้ามันบินมาจักขาคือเก่า
|
|
เอ่า เฮา เอ้า เฮา เอ่า เฮา เอา
|
แมงตับเต่าโตผู้นอนหงาย ก็มันกินแมงตายทั้งเหม็นทั้งเน่า
|
|
เอ่า เฮา เอ้า เฮา เอ่า เฮา เอา
|
แมงตับเต่าโตแม่นอนหงายก็บ่ก้มบ่เงย คือแมงตับเต่า
|
|
เอ่า เฮา เอ้า เฮา เอ่า เฮา เอา
|
แมงตับเต่าออกลูกทางใด ก็ยังสงสัยคือแมงตับเต่า
|
|
เอ่า เฮา เอ้า เฮา เอ่า เฮา เอา
|
แมงตับเต่าบ่ต้องสงสัยตัวใดบินไวมันก็ออกลูกทางเก่า
|
|
เอ่า เฮา เอ้า เฮา เอ่า เฮา เอา
|
แมงตับเต่าขอสั่งของ ลากลับลงมาหาหนองคือเก่า
|
|
|