นาฏศิลป์และการร่ายรำ

การฟ้อนชุดโบราณคดี
[ ระบำบ้านเชียง | รำศรีโคตรบูรณ์ | ระบำพนมรุ้ง | ระบำจัมปาศรี ]

ภาคอีสานของประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งโบราณคดี โดยเฉพาะชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ที่ปรากฏหลักฐานในภาคอีสานนั้นมีอายุราว 12,000-5,000 ปีมาแล้ว มนุษย์ในสมัยนั้นมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ อาศัยอยู่ตามเพิงผาแนวริมแม่น้ำโขง เช่น ที่ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ตามถ้ำเช่นที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี อาสัยธรรมชาติเป็นสำคัญ หาอาหารโดยการล่าสัตว์ ชุมชนขยายตัวมีการติดต่อสื่อสารคบหาสมาคมแลกเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้ระหว่างกัน มีความร่วมมือและมีการแต่งงานกันระหว่างเผ่าพันธุ์ จึงมีการขยายชุมชนกว้างขวางเป็นสังคมเมือง หรือแว่นแคว้นเล็กๆ
            ภาคอีสานจึงรุ่มรวยไปด้วยแหล่งโบราณคดี การฟ้อนชุดโบราณคดีของภาคอีสานนั้นแตกต่างจากโบราณคดีของภาคกลางหรือของกรมศิลปากรประดิษฐ์ขึ้น เพราะกรมศิลปากรนั้นนำยุคสมัยต่างๆ ทางโบราณคดีมาจัดทำเป็นชุดระบำโบราณคดี ได้แก่ ระบำทวาราวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสนและสุโขทัย ต่อมามีการประดิษฐ์ท่ารำเพิ่มเติม เช่น ระบำอยุธยา ในส่วนระบำโบราณคดีของภาคอีสานนั้นได้นำชื่อของอาณาจักร โบราณสถาน และชุมชนโบราณในภูมิภาคนี้มาจัดทำเป็นชุดฟ้อน ได้แก่ ระบำบ้านเชียง ระบำศรีโคตรบูรณ์ ระบำพนมรุ้ง และระบำจัมปาศรี

dระบำบ้านเชียง

ระบำบ้านเชียงเป็นชุดฟ้อนโบราณคดีที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ โดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม ในปี พ.ศ. 2521 โดยการฟ้อนชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวอันเก่าแก่ของวัฒนธรรมบ้านเชียง ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย เพราะชุมชนบ้านเชียงเป็นแหล่งชุมชนโบราณมีอายุประมาณ 5,600 ปีมาแล้ว โดยการหาอายุจากเครื่องโลหะสำริด แสดงให้เห็นภึงพัฒนาการของการถลุงโลหะและการหล่อสำริดที่ได้มีพัฒนาการขึ้นมาในภูมิภาคนี้ และเก่าแก่กว่าแหล่งสำริดแหล่งใดๆ ในโลก

นอกจากนี้แหล่งชุมชนบ้านเชียง อำเภอหนองหาร จังหวัดอุดรธานี ยังรู้จักการทำลูกปัด รู้จักปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ และรู้จักทำภาชนะดินเผาที่มีการเขียนลวดลายสวยงาม มีรูปทรงงดงามแปลกตา ลายที่เขียนบนหม้อที่พบมากที่สุดได้แก่ ลายก้านขด หรือลายขดน้ำวน ซึ่งอาจารย์จิต บัวบุศย์ ได้เรียกหม้อที่มีลายแบบนี้ว่า หม้อลายวัฏ (Spiral) สันนิษฐานว่าเป็นหม้อที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีฝังศพโดยเฉพาะ ไม่ใช่จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยในชีวิตประจำวัน เป็นสัญลักษณ์ของการเกิดดับ (cycle of Rebirth) โดยเป็นการนำดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปแล้ว จะได้ไปเกิดใหม่อีกโดยส่งข้ามห้วงมหรรณพไปสู่สุคติภูมิ การที่ดวงวิญญาณจะไปเกิดใหม่นั้นต้องมีพิธีกรรมเคาะเรียกและส่งดวงวิญญาณผู้ตาย
            จากการขุดค้นทางโบราณคดีทำให้ทราบถึงประเพณีการฝังศพของยุคสัมฤทธิ์ว่า เมื่อมีการตายเกิดขึ้น ญาติของผู้ตายจะขุดหลุมลึกประมาณ 60-65 เซนติเมตร แล้วนำศพของผู้ตายใส่ลงไปในหลุมในท่านอนหงายเหยียดยาวหันศีรษะไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและหลุมฝังศพจะขุดตื้นๆ บริเวณด้านหัวจะมีเครื่องสังเวยวางอยู่ เครื่องเซ่นสังเวยนั้นได้แก่ หม้อดินเผา และกระดูกสัตว์ การฟ้อนโบราณคดีชุดระบำบ้านเชียง จึงได้แนวความคิดจากการเกิดดับของมนุษย์นี้เอง

 

เครื่องแต่งกาย ผู้แสดงฝ่ายหญิงนุ่งผ้าถุงสีน้ำเงินจีบหน้านาง เสื้อใช้ผ้าขิดพื้นแดงลายขิดสีเหลืองรูดรัดหน้าอก สวมกรองคอสีดำ ส่วนเอวมีผ้าคาดสีน้ำเงินขลิบแดงห้อยด้วยกระดิ่ง ประดับร่างกายด้วยสร้อยหินสีต่างๆ กระพรวน และกำไลสัมฤทธิ์
            ผู้แสดงฝ่ายชายนุ่งกางเกงขาสามส่วนสีน้ำเงิน สวมเสื้อคอกลมไม่มีแขน ส่วนเอวมีผ้าคาดสีทองขลิบน้ำเงินห้อยกระดิ่งประดับด้วยลูกกระพรวน

เครื่องดนตรี เนื่องจากชุมชนบ้านเชียงยังไม่ปรากฏหลักฐานทางดนตรีในระยะใกล้เคียงกันนั้นได้พบเพียงระฆังสัมฤทธิ์ ดังนั้นดนตรีประกอบการฟ้อนชุดระบำบ้านเชียงจึงใช้เครื่องดนตรีประเภทโลหะ ได้แก่ ระฆังและฆ้องประกอบการเคาะเรียกวิญญาณผู้ประดิษฐ์ดนตรีได้แก่ อาจารย์ชฎิล นักดนตรี ส่วนผู้ออกแบบท่าฟ้อนและเครื่องแต่งกายได้แก่ อาจารย์วีณา วีสเพ็ญ
            อุปกรณ์ประกอบการแสดง ได้แก่ คบเพลิง หม้อลายวัฏ และโลงศพ

ลำดับขั้นตอนของการแสดง การฟ้อนชุดระบำบ้านเชียงเริ่มโดยการนำศพมาฝัง โดยฝ่ายชายจะถือคบเพลิงและหามโลงศพออกมา ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้นำเครื่องสังเวยซึ่งอยู่ในหม้อมาประกอบพิธีกรรม เพื่ออัญเชิญวิญญาณผู้ตายมารับเครื่องเซ่นสังเวยนั้น ท่าฟ้อนจึงเริ่มด้วยท่าเชิญซึ่งเป็นการอัญเชิญดวงวิญญาณของผู้ตายให้มารับเครื่องเซ่นสังเวย ท่าลงเป็นท่าซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิญญาณรับเชิญแล้วจะเข้าทรงผู้รำ และลงมากินเครื่องเซ่นสังเวย ต่อไปจะเป็นท่าชมเครื่องเซ่นสังเวยว่ามีอะไรบ้างและจะเป็นท่ากินเครื่องเซ่นสังเวยนั้น

Click to TOP

 

dรำศรีโคตรบูรณ์

การฟ้อนโบราณคดีชุด "รำศรีโคตรบูรณ์" เป็นชุดฟ้อนที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดยข้าราชการในจังหวัดนครพนม คำว่า "ศรีโคตรบูรณ์" เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่ง เดิมอยู่ใต้ปากเซบั้งไฟ มีพระยาติโคตรบูรเป็นผู้ปกครอง ในหนังสืออุรังคธาตุได้กล่าวถึงเมืองศรีโคตรบูรณ์ไว้ว่า "เราทั้งหลายเรียกว่าเมืองศรีโคตโม เหตุเพราะพระโคตโมได้ให้คำวุฒิสวัสดีแก่พระยาติโคตรบูรและบัดนี้คนทั้งหลายชาวเมืองลุ่มเรียกว่า เมืองศรีโคตรบอง"
            เมืองศรีโคตรบอง หรือเมืองศรีโคตรบูรณ์ เป็นนครที่มีความรุ่งเรืองมาแต่อดีต นับเป็นอาณาจักรร่วมสมัยกับอาณาจักรทวาราวดีของภาคกลาง อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ปรากฏหลักฐานขึ้นครั้งแรกในหนังสืออุรังคธาตุว่า
            พระยานันเสนผู้ครอบครองนครโคตรบูรเป็นผู้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างพระธาตุพนม ต่อมาเมืองศรีโคตรบองนี้ได้ย้ายจากบริเวณใต้ปากเซบั้งไฟมายังฝั่งธาตุพนม ณ ดงไม้รวก และได้ขนานนามใหม่ว่า "เมืองมรุกขนคร" ซึ่งก็คือที่ตั้งจังหวัดนครพนมในปัจจุบันนี้
            การฟ้อนโบราณคดีชุดรำศรีโคตรบูรณ์ เป็นชุดฟ้อนที่ท่าฟ้อนประยุกต์มาจากท่าเซิ้งบั้งไฟและท่าฟ้อนผู้ไทรวมกัน ฟ้อนชุดศรีโคตรบูรณ์นี้ใช้เพลงลำผู้ไท หรือเพลงลมพัดไผ่ซึ่งมีทำนองเนิบๆ ทำให้รำศรีโคตรบูรณ์มีลีลานุ่มนวล อ่อนช้อยสวยงามมาก

            การแต่งกาย รำศรีโคตรบูรณ์ใช้ผู้แสดงหญิงล้วน แต่งกายคล้ายชาวไทดำ โดยสวมเสื้อแขนกระบอกสีดำขลิบแดง นุ่งผ้าถุงสีดำคาดเอวด้วยผ้าแถบสีแดง เกล้าผมมวยใช้ผ้าแดงผูกผม
            เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน เพลงลำผู้ไท หรือเพลงลมพัดไผ่

Click to TOP

 

 

dระบำพนมรุ้ง

ปราสาทหินพนมรุ้งตั้งอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว เป็นโบราณสถานที่สำคัญของภาคอีสาน และนับได้ว่าเป็นปราสาทหินที่มีความสมบูรณ์และสวยงามที่สุดในประเทศไทย ปราสาทหินพนมรุ้งตั้งอยู่ ณ บ้านตาเป๊ก อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ สันิษฐานว่าปราสาทหินพนมรุ้งสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 15 (สมัยเกาะแกร์) และพัฒนาความเจริญเรื่อยมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 (สมัยบายน) และหมดความสำคัญลงไป
            ระบำพนมรุ้ง เป็นชุดการฟ้อนที่จัดทำขึ้นโดยทางจังหวัดบุรีรัมย์ได้นำการแสดงชุดนี้ไปแสดงถวายหน้าพระที่นั่ง ณ ตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ในปี พ.ศ. 2521 ในการแสดงครั้งแรกนี้จัดเป็นการรำ 2 ชุด ติดต่อกัน คือชุดที่หนึ่งเป็นการรำเดี่ยวเพื่อเป็นการแนะนำความเป็นมาของจังหวัดบุรีรัมย์ โดยใช้ชื่อว่า "ชุดบุรีรัมย์รำลึก" ต่อมาชุดที่สองจึงเป็นชุด ระบำพนมรุ้ง การฟ้อนชุดระบำพนมรุ้งนี้ใช้ผู้แสดงตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป ท่าฟ้อนแรกใช้เป็นการฟ้อนตีบทตามบทของเนื้อร้องและในเพลงรับจะมีท่าฟ้อนที่ประดิษฐ์ขึ้นจากภาพแกะสลักบนปราสาทหินเขาพนมรุ้ง
            เครื่องแต่งกาย จะใช้เครื่องแต่งกายให้เข้ากับสมัยลพบุรีโดยใส่เสื้อแขนสั้นสีเหลืองคอกลมฟ้า ตัดเสื้อยาวถึงสะโพกบนรัดรูปเล็กน้อยติดสาปสีดำเป็นแถบที่ปลายแขนรอบคอลงมาด้านหน้าจนจดชายเสื้อ รอบตัวใช้เลื่อมสีทองตกแต่งบนแถบที่ปลายแขนในลักษณะพาหุรัดและที่รอบคอในลักษณะกรองคอ ผ้านุ่งจะเป็นผ้าป้ายทับกัน เว้าชายข้างหน้ามีความยาวเพียงครึ่งน่อง ใช้ผ้าแถบคนละสีทาบจากด้านหน้ายาวลงไปจนรอบชาย ทรงผมเกล้าเป็นมวยสูงไว้กลางศรีษะกดให้ผมด้านข้างพองออกเป็นปีก ประดับด้วยผ้าแถบดำปักเลื่อมสีทอง รัดรอบมวยผม รัดข้อมือ ข้อเท้า พร้อมต่างหูทรงยาวเป็นสายอีก 1 คู่ (สายชล สุทธนารักษ์. ม.ป.ป.)
            เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสานใต้วงมโหรีทำนองเพลงเขมรขาวหรือขะแมรซอ

เพลง "ระบำพนมรุ้ง"

คำร้อง : ศุภภิดา   แผ้วพลสง
ท่ารำและออกแบบเครื่องแต่งกาย : สายชล   ชื่นวิเศษ

          บุรีรัมย์เมืองแมนแดนรื่นรมย์
ด้วยเดชะพระบารมีแห่งเทพไท
เหมือนพระพรหมประสิทธิ์สรรพนมรุ้ง
สถิตย์ยังยอดเขาราววิมาน
ลวดลายงามปราสาทวาดวิจิตร
ช่างบรรจงแกะลายละออตา
เสน่ห์เอ๋ยเสน่หาใครมาเห็น
มิตรภาพอาบไมตรีอภิรมย์
แสนชื่นชมชาวประชาหน้าสดใส
ส่งเสริมให้บุรีรัมย์งานตระการ
จรรโลงจรุงบุรีรัมย์เกินคำขาน
เป็นสถานคู่เคียงเมืองเรืองศรัทธา
เหมือนเทพนิมิตรเลิศล้ำงามสูงค่า
สุดจะสรรวาจามากล่าวชม
ธารน้ำใจใสเย็นเป็นสุขสม
หลั่งพร่าวพรมแด่ชนคนไปเยือน

ฟ้อนชุดพนมรุ้งนี้ทางวิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ ได้ประดิษฐ์ชุดฟ้อนรำขึ้นใหม่โดยอาศัยรูปจำหลักในพิพิธภัณฑ์พนมรุ้งเป็นต้นแบบ ผู้แสดงฝ่ายหญิงถือพานพุ่มและฝ่ายชายจะถือพานใส่หมากพลู
            เครื่องแต่งกาย ฝ่ายหญิงจะนุ่งผ้าพื้นเมืองมีผ้าทิ้งชายด้านหน้า สวมเสื้อคอกลมสีเหลืองไม่มีแขนขลิบชายสีแดง เกล้าผมมวยมีเครื่องประดับศรีษะทิ้งเป็นชาย 2 หาง ฝ่ายชายจะนุ่งโจงกระเบนสีน้ำตาล มีผ้าทิ้งชายด้านหน้า ไม่สวมเสื้อ ใช้เครื่องประดับคอ
            เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสานออกสำเนียงเขมร
            ลำดับขั้นตอนของการแสดง ฝ่ายหญิงและชายออกมาพร้อมๆ กัน โดยฝ่ายหญิงจะถือพานพุ่ม ฝ่ายชายถือพานใส่หมากพลู ต่อมาฝ่ายชายจะไปตั้งแถวแสดงลีลาคล้ายๆ กับพระศิวะนาฏราช ส่วนฝ่ายหญิงจะแสดงท่าเหมือนกับการบูชา บวงสรวง

Click to TOP

 

 

 

dระบำจัมปาศรี

อาณาจักรจัมปาศรี หรือ นครจัมปาศรี ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคามนั้นมีความรุ่งเรืองมา 2 ยุคด้วยกันคือ ยุคทวาราวดี (พ.ศ. 1000 - 12000) และยุคลพบุรี (พ.ศ. 1600 - 1800)
            นครจัมปาศรีนี้คงมีอายุใกล้เคียงกับเมืองฟ้าแดดสูงยาง ซึ่งพระอริยานุวัตรเขมจารีเถระ ได้เล่าถึงประวัตินครจัมปาศรีไว้ว่า
            "เมืองนครจัมปาศรีอยู่ในสมัยที่พระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์กำลังเจริญรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้ บรรดาหัวเมืองน้อยใหญ่ในสมัยนั้นพร้อมกันมานอบน้อมเป็นบริวาร ทำให้อาณาเขตของนครจัมปาศรีได้ขยายกว้างขวางออกไป นครจัมปาศรีมีพระยศวรราชเป็นเจ้าผู้ครองนคร มีพระนางยศรัศมีเป็นพระราชเทวี มีวงศ์ตระกูลมาจากกษัตริย์เสนราชา บ้านเมืองในขณะนั้นมีความสงบสุข และพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในช่วงนั้น"
            นครจัมปาศรี เป็นอาณาจักรหนึ่งในยุคเดียวกับอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ทวาราวดีอินทปัตถ์ และเมืองสาเกตุ ซึ่งอยู่ในยุคฟูนัน ในหนังสืออุรังคนิทานได้กล่าวถึงยุคอวสานของนครจัมปาศรีว่า ในสมัยเจ้าฟ้างุ่มแหล่งหล้าธรณี เมืองชวา (หลวงพระบาง) ได้ยกกองทัพข้ามแม่น้ำโขงเข้าโจมตีเมืองสาเกตุนครพร้อมทั้งเมืองบริวาร และเมืองนครจัมปาศรีได้ถึงกาลวิบัติ และกลายเป็นเมืองร้างไปตั้งแต่บัดนั้น
            ในปี พ.ศ. 2522 ชาวอำเภอนาดูนได้ขุดค้นพบโบราณวัตถุรอบกู่สันตรัตน์ ได้พบพระทองสำริด พระพิมพ์แบบต่างๆ เป็นจำนวนมาก และมีการขุดพบซากเจดีย์โบราณและสถูปที่ใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ต่อมาทางจังหวัดมหาสารคามได้ร่วมกันสร้างพระธาตุนาดูน โดยจำลองแบบมาจากสถูปทองสำริดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุนาดูนนับได้ว่าเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา จนมีผู้กล่าวว่าพระธาตุนาดูนเปรียบเหมือนพุทธมณฑลของภาคอีสาน
            ระบำจัมปาศรี จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความเจริญรุ่งเรืองของโบราณสถานในจังหวัดมหาสารคาม และเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของชาวอีสาน พระธาตุนาดูนซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนับเป็นของคู่บ้านคู่เมือง ทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม โดยอาจารย์ชัชวาลย์ วงษ์ประเสริฐ จึงได้จัดทำระบำจัมปาศรีขึ้น โดยอาศัยจากเอกสารทางโบราณคดีและข้อเขียนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนครจัมปาศรี ท่าฟ้อนชุดระบำจัมปาศรีประยุกต์ท่าฟ้อนพื้นเมืองอีสาน ซึ่งได้แก่ ฟ้อนผู้ไท ฟ้อนตังหวาย ฯลฯ ผสมกับท่าระบำโบราณคดี ชุดระบำทวาราวดี และภาพจำหลักที่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยท่าเคลื่อนไหวจะเป็นท่าฟ้อนพื้นเมือง ส่วนท่าหยุดจะเป็นท่าโบราณคดี
            เครื่องแต่งกาย ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน นุ่งผ้าไหมพื้นเมืองอีสานโดบใช้ผ้าถุง 2 ผืน ผ้าถุงผืนในนุ่งธรรมดา ส่วนผ้าถุงผืนนอกพับทบทั้ง 2 ข้างตรงสะโพกหักคอไก่คล้ายรำมโนราห์บูชายันต์ ส่วนบนใช้ผ้าพันรัดหน้าอก สวมเครื่องประดับคอ รัดแขน ต่างหูและเข็มขัด
            เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน ซึ่งได้แก่ พิณ แคน โปงลาง กลอง โหวด ฉิ่ง ฉาบ และใช้เครื่องดนตรีโลหะประกอบ ได้แก่ระนาดเหล็ก เพลงที่ใช้ประกอบการฟ้อนชุดระบำจัมปาศรีใช้เพลง มโหรีอีสาน

 

ระบำบ้านเชียง | รำศรีโคตรบูรณ์ | ระบำพนมรุ้ง | ระบำจัมปาศรี

BACK