การฟ้อนคอนสวัน
ฟ้อนคอนสวันเป็นการฟ้อนเพื่อประกอบทำนองลำคอนสวัน ซึ่งเก็บการลำประจำถิ่นของหมอลำในแขวงสวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้าใจว่าจะเรียกตามชื่อเมืองสวันนะเขตว่า "ลำนครสวันนะเขต" หรือเรียกตามชื่อเมืองสองคอนสวันนะเขตว่า "ลำสองคอน-สวัน" และกลายมาเป็นคำว่า
"ลำคอนสวัน" ในที่สุด (เจริญชัย ชนไพโรจน์ 2531:1) คำว่า คอนสวัน ไม่ใช่ คอนสวรรค์ ซึ่งเป็นชื่ออำเภอหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิแต่อย่างใด แต่เป็นทำนองลำที่นิยมและแพร่หลายอยู่ในแคว้นสวันนะเขต สังเกตว่าลำคอนสวันจะมีคำสร้อยว่า เฮ้ยย่ะ ๆ ๆ ๆ
เครื่องแต่งกาย การแต่งกายชุดฟ้อนคอนสวันซึ่งใช้ผู้แสดงหญิงล้วน โดยสวมเสื้อแขนกระบอกสีดำขลิบแดง นุ่งผ้าถุงยาวสีดำ พาดผ้าแพรวาทิ้งชายที่สะโพก
เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน ทำนองคอนสวัน
|
ลำคอนสวัน
ใหม่ๆ แก้มอ้ายเจ้าใหม่ๆ นางบ่ไปดอกนำอ้าย ส่วนสิเมือนอนำอ้าย พี่เอ๋ยอันวา นางละกับอ้าย กะกับอ้าย
ขอให้เป็นเจ้าคือป้าย สายยาวเชือกว่าว พี่เอ๋ยใด๋อ้ายผู้ดีเอ๋ย คันว่าเป็นเจ้าเลี่ยงช้าง ให้เป็นเพิงอยู่เนืองๆ (เฮ้ย ย่ะ ๆ ๆ ๆ)
พี่เอ๋ยเห็นน้องดำเจ้าขี่หลี่ เจ้าขี่หลี่อย่าฟ้าวขี่เฮือกาย คั่นน้องดำเจ้าปอยลอย อย่าสุพาย หนอ เฮือเว้น (เฮ้ย ย่ะ ๆ ๆ ๆ)
พี่เอ๋ยอุปมาว่าน้องแล้ว ว่าน้องแล้วเปรียบดังเฮือบ่มีน้ำ บ่มีคลองอันกว้างใหญ่ ได้อ้ายผู้ดีเอ๋ย พี่เอ๋ย คันว่าเป็นดังน้องแหล่ว สิได้เป็นค่าไพร่บ้าน สิได้ย้อนว่าใส่แคน ฟังแล้วจังสิยอ (เฮ้ย ย่ะ ๆ ๆ ๆ)
พี่เอ๋ย เจ้าผู้เฮือนก่าแก่ง นอคาแก่ง สั่งบ่ลอยสิผู้ส่ง คันบ่ได้ส่อยยู้ยังสิได้ส่อยพาย (เฮ้ย ย่ะ ๆ ๆ ๆ)
พี่เอ๋ยความสัมพันธ์สิลาแล้ว สิลาแล้ว สาวนางลำสิลาก่อน สวยพอนๆ ละห่านี่ สิลาเจ้าก่อนลง โอหนอ... (เฮ้ย ย่ะ ๆ ๆ ๆ)
|
การฟ้อนตังหวาย ฟ้อนตังหวายนั่นมีที่มาอยู่ 2 ลักษณะ ได้แก่
2.1 ฟ้อนตังหวายเป็นฟ้อนเพื่อบวงสรวงบูชา โดยเฉพาะชนชาติที่อาศัยอยู่ตามแถบลุ่มแม่น้ำโขงมีความเชื่อและยึดมั่นในการนับถือเทวดาฟ้าดิน ภูติผีวิญญาณ ต้นไม้ใหญ่ จอมปลวก งูใหญ่ หนองน้ำใหญ่ เป็นต้น และเข้าใจว่าสิ่งที่ตนให้ความนับถือนั้นสามารถจะบันดาลให้เกิดผลสำเร็จ
หรือเมื่อเกิดอะไรที่ผิดจากธรรมดาขึ้นมาก็เข้าใจว่าสิ่งที่ตนนับถือโกรธจึงบันดาลให้เป็นไปอย่างนั้น
จึงจัดให้มีการบวงสรวงบูชา หรือจัดให้มีพิธีขอขมาขึ้นมาเพื่อขอให้มีโชคลาภ โดยมีหัวหน้าเป็นผู้บอกกล่าวกับสิ่งนั้นโดยผ่านล่ามเป็นผู้บอกขอขมา มีการฆ่าสัตว์ ไก่ หมู วัว ควาย และสิ่งอื่นๆ ตามกำหนดเพื่อนำมาบูชาเทพเจ้าหรือเจ้าที่เจ้าทางที่ตนเองนับถือ เท่านั้นยังไม่พอได้มีการตั้งถวาย ฟ้อนรำถวายเป็นการเซ่นสังเวย
พอถึงฤดูกาลชาวบ้านต่างจะนำเอาอาหารมาถวายเจ้าที่เจ้าทาง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยถือว่าปีใด "ขนไก่ ไม่ตก ขนนก ไม่หล่น" ก็ถือว่าปีนั้นดี เทวดาจะให้ความคุ้มครอง จะต้องมีการจัดฉลองใหญ่โดยมีการ "ตั้งถวาย ฟ้อนรำถวาย" แต่ต่อมาคำว่า "ตั้งถวายฟ้อนถวาย" คำนี้ได้สึกกร่อนไปตามความนิยมเหลือเพียงคำสั้นๆ ว่า "ตั้งหวาย" หรือ "ตังหวาย"
2.2 ฟ้อนตังหวายกับลำตังหวาย ลำตังหวายเป็นทำนองลำของหมอลำในแคว้นสวันนะเขต คำว่า ตังหวาย น่าจะมาจากคำว่า "ตั่งหวาย" ซึ่งในสูจิบัตรการแสดงศิลปวัฒนธรรมของคณะศิลปินและกายกรรมแห่งชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ก็ใช้คำว่า "ขับลำตั่งหวาย"
คำว่า "ตั่งหวาย" ถ้าพิจารณาตามความหมายของคำแล้ว คำว่า "ตั่ง" หมายถึงที่สำหรับนั่งไม่มีพนัก อาจมีขาหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น "ตั่งหวาย" น่าจะหมายถึง ที่นั่งที่ทำมาจากหวาย
จึงสันนิษฐานว่า การลำตั่งหวายเป็นทำนองลำที่นิยมลำของหมอลำในหมู่บ้านที่มีอาชีพผลิตตั่งหวายออกจำหน่าย แต่เมื่อทำนองลำนี้เผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยจึงกลายมาเป็น "ลำตังหวาย" ลำตังหวายเป็นทำนองลำที่มีความเร้าใจ สนุกสนานและมีความไพเราะเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะลักษณะของกลอนลำจะมีการยกย่องทั้งฝ่ายชายและหญิง
กลอนลำมีลักษณะโต้ตอบกัน จะมีคำสร้อยลงท้าย เช่นคำว่า หนาคิงกลม คนงามเอย ซำบายดี และคำขึ้นต้นว่า ชายเอย นางเอย
การฟ้อนที่อ่อนช้อยของตังหวายนี้ นายประดิษฐ์ แก้วชิณ ได้พบเห็นการแสดงที่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เห็นว่ามีลีลาการแสดงอ่อนช้อยงดงามน่าจะฟื้นฟูจึงได้นำมาทดลองฝึกให้เด็กรำเห็นว่าเหมาะสมดี จึงได้นำชุดฟ้อนนี้ออกแสดงในงานปีใหม่ ที่ทุ่งศรีเมือง ในปี พ.ศ. 2514 ต่อมา อาจารย์ศิริเพ็ญ อัตไพบูลย์ หัวหน้าภาควิชานาฏศิลป์ วิทยาลัยครูอุบลราชธานี
นำต้นแบบมาดัดแปลงท่ารำให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แล้ววงโปงลางวิทยาลัยครูอุบลราชธานีได้นำออกมาแสดงจนเป็นที่นิยมและเป็นเอกลักษณ์ของวงมาจนบัดนี้
เครื่องแต่งกาย ผู้แสดงเป็นหญิงล้วนเครื่องแต่งกายนิยมใช้อยู่ 2 แบบ คือ
- สวมเสื้อแขนกระบอกสีพื้น นุ่งผ้าถุงมัดหมี่คาดเข็มขัดเงินทับ ผมเกล้ามวย ใช้ฝ้ายสีขาวมัดผมคล้ายอุบะ
- ใช้ผ้าแพรวารัดอกทิ้งชายทั้งสองข้าง นุ่งผ้าถุงมัดหมี่ยาวครึ่งแข้ง เกล้าผมมวยใช้ผ้ามัดหรือใช้ดอกไม้ประดับรอบมวยผม
เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน (โปงลาง) ทำนองลำตังหวาย
|
ลำตังหวาย
โอ.... วาสนาอีน้องน้อย (บ่คอยได้ ฮ่วยพี่ชาย) ออ.... เอ้ย
|
ตังหวายนี้มีมาแต่โบราณ
ของเขาดีมีไว้อย่าทำลาย
เขมราฐอำเภอถิ่นบ้านเกิด
ท่าร่ายรำต่างๆ ช่วยเพิ่มพูน
บัดนี้ข้าจักยอนนอแม้นมือน้อม
ถวายให้ดอกผู้อยู่เทิง
ชายเอย จุดประสงค์นอแม่นหมายแม้ง
ตั้งแต่ครั้งโบราณผู้ให้เฟื่องฟู
คำนางปูเป็นทางนอเพื่อเดินแต้ม
แม่นพวกพ้องนำมาร้องออกโฆษณา
|
ชาวอีสานบำรุงไว้อย่าให้หาย
ขอพี่น้องทั้งหลายจงได้ชม
ช่วยกันเถิดรักษาไว้อย่าให้สูญ
อย่าให้สูญเสียศิลปะเรา
ธุลีกรนอแม้นก้มกราบ ชูสลอนนอแม้นนบนิ้ว
หล้าพี่คนงามนี่นา หนาคิงกลม
เพื่อเผยศิลปนอแม้นพื้นบ้านเก่าของไทยเฮา
อ้ายพี่ ของน้องนี่นา หนาคิงกลม
ทางอีสานบ่ให้หลุดหล่น นอเฮานอ
เหล่าพี่คนงามนี่เอย หนาคิงกลม
|
ชายเอย คันจบๆ หนอแม่นจั่งน้อง
กินข้าว หัวมองนอแม่นนำไก่
บ่ายปลา ท้ายล่ามคนงามนี่นา
ชายเอย คิดเห็นคราวนอแม่นเฮาเว้า
แม่สิย้อนนอแม่นไม่แส้ ดีน้องนั่นแต่ผู้เดียวๆ ๆ
นางเอย ไปบ่เมือนอแม่นนำอ้าย
ค่าเฮียอ้ายนี่บ่ให้จ้าง
เอราวัณหนอให้น้องขี่
ให้นางน้องออกแม่นขี่เมือ
ชายเอย ย้านบ่จริงนอแม่นจั่งว่า
ดำนาแล้วตอกเหยียบใส่ตมๆ ๆ
บัดนี้ขอส่งพระ สะละแม่นไปให้
ทั้งชายแดนและตำรวจน้ำ
ขอให้สุขนอแม่นถ้วนหน้าประชาทุกคืนวัน
|
งามๆ หนอแม่นจั่งน้อง สังบ่ไปนอแม่น
คันขี้ล่ายเด๊อแม่นจั่งอ้าย กินข้าวดอกแม่น
หนาคิงกลม
ในเถียงนาคันบ่มีฟ้า แม่สิลากนอแม้นไม้ค้อน
บุญน้องนั่นบ่สมอ้ายนา หนาคิงกลม
เมือนำนอแม่นอ้ายบ่ ค่ารถนี่บ่ให้เสีย
อ้ายสิกลายนอแม่นเป็นช้าง
กลายเป็นรถนอแม่นแท็กซี่
ชู้พี่คนงามนี่เอย หนองหมาว้อ
สีชมพูเจ้าจึงว่า ย้านเป็นตอกนอแม่นมัดกล้า
อ้ายพี่ น้องบ่ลืมอ้ายนา หนองหมาว้อ
ทหารไทยคันผู้กล้าแก่น
อ.ส.กล้าคันจงเจริญ สรรเสริญภิญโญเจ้านอ
(หล่าพี่, อ้ายพี่) คนงามน้องนี่นา ซำบายดี
|
เอ้าลาลาลาที ขอให้โชคดีเถิดนะแฟนจ๋า
ถ้าหากสนใจละหนูขอขอบคุณ คันไกลคันไกลกันแล้ว
จากต้น ผู้จากต้น ผู้จากต้น บ่ได้แม่กลิ่นหอม
ดินของขอลาไปแล้ว (ซ้ำ) เจ้าไปแล้ว
|
เสียงจากลูกทุ่งบ้านนา โชคดีเถิดหนาลองฟังกันใหม่
เรือแจวมันไกลจากฝั่ง ดอกสะมัน มันไกลผู้จากต้น
นั่นละหนานวลนา ละนาพี่นวลนา หางตาผู้ลักท่าลา
|
|