ชิงผ้าตีนซิ่นมาห่มแทน
ฟ้อนผู้ไทจังหวัดกาฬสินธุ์ มีลักษณะการแต่งกายแตกต่างจากฟ้อนผู้ไทในถิ่นอื่น จะสวมเสื้อสีดำขลิบด้วยผ้าขิด ห่มผ้าแพรวา นุ่งผ้าถุงมัดหมี่มีเชิง ลีลาการฟ้อนได้รับการผสมผสานจากท่าฟ้อนผู้ไท และเซิ้งบั้งไฟ ท่าฟ้อนจะเริ่มจากท่าฟ้อนไหว้ครู ท่าเดิน ท่าช่อม่วง ท่ามโนราห์ ท่าดอกบัวบาน ท่ามยุรี ท่ามาลัยแก้ว โดยใช้ผู้หญิงฟ้อนล้วนๆ
ฟ้อนผู้ไทของกาฬสินธุ์จะมีการขับลำประกอบเรียกว่า "ลำภูไท" ฟ้อนผู้ไท 3 เผ่าเป็นการประยุกต์การฟ้อนผู้ไทของทั้ง 3 ถิ่น ให้เห็นถึงลีลาการฟ้อนที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละถิ่น ซึ่งการฟ้อนผู้ไท 3 เผ่าจะแสดงให้เห็นถึงลักษณะร่วมกันของชาวผู้ไททั้ง 3 เผ่า
ฟ้อนผู้ไท 3 เผ่าจะเริ่มจากฟ้อนผู้ไทกาฬสินธุ์ ผู้ไทสกลนครและผู้ไทเรณูนคร ในการฟ้อนผู้ไท 3 เผ่านี้จะเพิ่มผู้ชายฟ้อนประกอบทั้ง 3 เผ่า มีการโชว์ลีลาของรำมวยโบราณต่อสู้ระหว่างเผ่าและ หรือการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างชายหญิง
ฟ้อนเผ่าไทยภูพาน
บริเวณเทือกเขาภูพานซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนมและอุดรธานี นับเป็นเทือกเขาภูพานที่มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่หลายเผ่าด้วยกัน
- เผ่าผู้ไท ซึ่งเดิมอาศัยอยู่แถบเมืองแถง ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า สิบสิงเจ้าไทย หรือ สิบสองจุไทย หรือสิบสองภูไท ต่อมาได้เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทยนั้น ส่วนใหญ่ถูกกวาดต้อนมาในคราวที่ไทยกวาดต้อนผู้คนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงในคราวกบฏเจ้าอนุวงศ์ ปัจจุบัน ชาวผู้ไทตั้งบ้านเรือนอยู่ในท้องที่อำเภอวาริชภูมิ และอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร อำเภอธาตุพนม อำเภอเรณูนคร อำเภอคำชะอี จังหวัดนครพนม และอำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์
- เผ่าแสก เดิมอาศัยอยู่แถบเทือกเขาบรรทัดต่อแดนญวณ ต่อมาชาวแสกเห็นว่าที่อยู่เดิมไม่ค่อยจะอุดมสมบูรณ์ จึงอพยพข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ฝั่งไทย ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง แต่ก็มีพวกพ้องพอใจกับความอุดมสมบูรณ์ก็เลยตั้งรกรากตามระยะทางที่อพยพมา จึงมีชาวแสกบางส่วนอาศัยอยู่ในประเทศลาว พวกที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั้นตั้งบ้านเรือนอยู่ที่อาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม
และในคราวกบฏเจ้าอนุวงศ์ไทยได้กวาดต้อนชาวแสกเข้ามาอีกจำนวนหนึ่ง เดิมชาวแสกมีเจ้าเมืองปกครองตนเองและไม่ได้ขึ้นต่อหัวเมืองต่างๆ แต่ก็ต้องส่งส่วยให้กับกรุงเทพฯ ปัจจุบันชาวแสกอาศัยอยู่มากที่บ้านอาจสามารถ บ้านไผ่ล้อม บ้านมะหว้า และบ้านดอนส้มมอ อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม
- เผ่าโส้ ถิ่นเดิมอาศัยอยู่แถบเมืองมหาชัยกรองแก้ว ในประเทศลาว อพยพและถูกกวาดต้อนเข้ามาอาสัยอยู่ในภาคอีสานของไทย มีภาษาพูดคล้ายภาษามอญปนเขมร อาศัยอยู่มากที่อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร อำเภอศรีสงคราม กิ่งอำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม
- เผ่าย้อ เดิมตั้งถิ่นฐานแถบเมืองคำเกิด คำม่วง ขึ้นอยู่ในความปกครองของนครเวียงจันทน์ ต่อมาเวียงจันทน์ตกเป็นของไทยราวปี พ.ศ. 2379 เจ้าเมืองคำเกิดจึงสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพฯ และอพยพราษฎรจากเมืองคำเกิด คำม่วน มาตั้งถิ่นฐานในประเทสไทย พวกที่มาถึงก่อนก็ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณจังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร อุดรธานี กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม
- เผ่ากะเลิง มีถิ่นฐานเดิมอยู่เมืองกะตาก แต่ไม่รู้ว่าเมืองกะตากอยู่ที่ไหน ส่วนมากอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร ที่บ้านเชิงชุม ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม
นอกจากนี้ ยังมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ พวกโย้ย และกะตาก ซึ่งมีอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การฟ้อนชุดเผ่าไทยภูพานจึงได้นำเอาชนกลุ่มน้อยพวกต่างๆ 5 กลุ่ม ข้างต้นมาจัดทำเป็นชุดฟ้อน พร้อมมีเนื้อร้องประกอบอธิบายให้ทราบถึงที่มาของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ พร้อมหลักแหล่งอาศัยในปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันชนกลุ่มน้อยต่างๆ เหล่านี้ก็มีลักษณะไม่แตกต่างจากชาวอีสานโดยทั่วๆ ไป การฟ้อนชุดนี้ใช้ผู้แสดงเป็นหญิง 10 คน โดยใช้ผู้แสดงเผ่าละ 2 คน
เครื่องแต่งกายชุดฟ้อนเผ่าไทยภูพาน
กลุ่มแรกชุดผู้ไท สวมเสื้อแขนกระบอกเข้ารูปสีดำ ขลิบสีแดง เสื้อผ่าอกตลอด ติดกระดุมสีขาวเรียงเป็นแถว ตั้งแต่คอจนถึงเอว ชายเสื้อด้านหน้าแยกจากกัน ผ้านุ่งสีดำยาวต่อเชิงด้วยผ้าขิด สวมเล็บมือทั้งสิบเล็บ ปลายเล็บมีพู่ เกล้าผมสูงเอียงซ้าย คาดผ้าสีแดงปล่อยชายลงข้าง ห่มสไบผ้าขิด
กลุ่มที่สองชุดกะเลิง สวมเสื้อแขนสั้น คอรูปตัวยู จีบรูดรอบๆ คอ นุ่งผ้าหมี่สั้นยาวกรอมเท้า คาดเข็มขัดเงิน เกล้าผมมวย สวมเครื่องประดับเงิน
กลุ่มที่สามชุดย้อ ใช้ผ้าขาวม้าคาดอกเก็บชาย นุ่งผ้าซิ่นหมี่สั้นมีเชิง ผ้าขาวม้าคาดเอวห้อยชายข้างซ้าย เกล้าผม เครื่องประดับทำด้วยเงิน เช่น กำไล ตุ้มหู
กลุ่มที่สี่ชุดโส้ เสื้อสีแดงทรงตรง ยาวแค่ตะโพก แขนยาวแค่ข้อศอก คอเสื้อแหลมป้ายข้างขลิบชายเสื้อด้วยสีดำ ติดกระดุมเรียงกัน นุ่งผ้าซิ่นหมี่มีเชิง ห่มสไบตวัดลงข้างหน้า เกล้าผมคาดด้วยสีขาว เครื่องประดับทำด้วยเงิน ได้แก่ สร้อยคอ ตุ้มหู กำไลแขน กำไลเท้า
กลุ่มที่ห้าชุดแสก เสื้อขาวแขนกระบอกขลิบดำหรือน้ำเงิน ติดกระดุมเรียงถี่ๆ นุ่งผ้าซิ่นหมี่ทับเสื้อ คาดเข็มขัดเงิน เกล้าผม มีเครื่องประดับทำด้วยเงินที่ข้อมือข้อเท้า
เครื่องดนตรี
ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน เพลงผู้ไท เพลงเต้ยโขง เพลงแมงตับเต่า เพลงบ้งไต่ขอน เพลงลำเพลินและเพลงลำยาว
|
เพลงรำเผ่าไทยภูพาน
ผู้แต่ง : วิรัช บุษยกุล (วิทยาลัยครูสกลนคร)
(ผู้ไท) ซุมข้าน้อยเป็นชาวภูไท ถิ่นอยู่ไกลอีสานบ้านเกิด แสนประเสริฐอุดมสมบูรณ์ ศูนย์โอมใจคือองค์พระธาตุ สาวน้อยนางเอย สาวภูไทเอย
(กะเลิง) ซุมข้าน้อยสาวกะเลิงน้อยอ่อน มาอยู่สกลนคร บ่อนดินดำน้ำซุ่ม แถบที่ลุ่มน้ำใหญ่แม่นหนองหารนี้ละนา
(ย้อ) ซุมข้าน้อยกะคือไทยย้อ บ่อนอยู่ม่อเมืองท่าอุเทน มาหลายเซ่นหลายซั่วลูกหลาน ข้าวปลาอาหารบ่อึดบ่อยาก มาได้มากพออยู่พอมี ของแซบอีหลี่แม่นปลาแดกอึ่ง
(โส้) หมู่ข้าน้อยไทยโส้กุสุมาลย์ เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ที่ฮาบลุ่มเขาภูพาน ติดเขตแดนหนองหาร อยู่สำราญกันตลอดมา
(แสก) สาวน้อยแสกเพิ่นหากงามแท้น้อ แม้นไผได้พ้อกะจิตต่อใจฝัน แต่ก่อนนั้นอยู่ฝั่งซ้ายน้ำของ แล้วจึงล่องลงมาสู่อีสานคู่มื้อนี้
(เผ่าไทยภูพาน)
(1) เหมือนแคว้นดินแดนอีสาน
ที่ตั้งของเมืองทั้งหลาย
ขุนเขาเป็นถิ่นอำนวย
หนองหารหนองใหญ่หนึ่งนั้น
|
เทือกภูพานตระการสูงใหญ่
ทั้งน้อยใหญ่อยู่ใกล้เคียงกัน
บึงหนองห้วยน้ำใหญ่หลายพัน
น้ำภูพานไหลลงมาห่ง
|
(2) น้ำพุงกับน้ำสงคราม
ที่ฮาบเป็นป่าเป็นทุ่ง
พี่น้องคนไทยในถิ่น
เผ่าไทยภูพานท่านว่า
|
ไหลล่องตามทางลงน้ำโขง
ได้เฮ็ดอยู่เฮ็ดกินสืบมา
พออยู่กินบ่อนาถา
ตามสมญาขุนเขาสำคัญ
|
(3) ภูไทยนั้นอยู่หลายบ่อน
ไทยภูพานฮักหมู่พวกพ้อง
ไทยภูพานฮักหมู่พวกพ้อง
หากินเฮ็ดนาเฮ็ดไฮ่
|
เมืองนครแสกย้อมีอยู่กัน
กะเลิงนั้นมีอยู่กะบ่หลาย
เป็นพี่น้องแบบเฮาคนไทย
มีหนองใหญ่ปูปลากะได้กิน
|
(ลำล่อง) โอ้......
ความสำคัญมีหลายต่อคนอีสานนั้น
ซุ่มหมู่ผลหมากไม้ปลูกได้คู่สู่อัน
ชาวภูพานหากินปูปลาอยู่ในน้ำ
เป็นที่ฮู้ภูพานราชนิเวศน์
แผ่บารมีท่วมท้าวมาปกเกล้า
|
ขุนเขานั้นเทือกใหญ่ภูพาน
นัยหนึ่งหั้นดินดำน้ำซุ่ม
ที่สองนั้นหนองใหญ่คือหนองหาร
นัยที่สามตำหนักเนาพระเจ้าอยู่หัวอยู่
ไท้เสด็จสู่หม่องหั้นเนาว์อยู่คู่ปี
แม้นชาวไทย.... ละนา
|
| |
|