|
สังคมและวัฒนธรรมแถบลุ่มแม่น้ำโขง ยังคงยึดมั่นกับความเชื่อในเรื่องภูติ ผี วิญญาณ ผีฟ้า ผีแถน ผีปู่ย่าตายาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ดังนั้น ลูกหลานที่สืบทอดความเชื่อนี้ จะต้องให้ความเคารพและเซ่นสังเวย เพื่อบูชาเป็นประจำทุกๆ ปี ซึ่งเชื่อว่าเมื่อได้ทำการเซ่นสังเวยตามพิธีกรรมแล้วจะทำให้ผู้ปฏิบัตินั้นได้รับผลดี
ถ้าไม่ปฏิบัติแล้วจะให้ร้ายแก่ผู้ไม่ปฏิบัติ ดังนั้น จึงมีการฟ้อนเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภูตผี วิญญาณ นั้นพึงพอใจ เพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข การฟ้อนเพื่อเซ่นสรวงบัดพลีหรือบูชานั้น สามารถแบ่งย่อยได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
การฟ้อนเพื่อบูชา
การฟ้อนเพื่อบูชานั้น ส่วนใหญ่เป็นการฟ้อนชุดดั้งเดิมที่มีมาแต่โบราณ เพื่อบูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นที่นับถือของคนโดยทั่วไป เช่น การฟ้อนผู้ไท เพื่อบูชาพระธาตุเชิงชุมของชาวจังหวัดสกลนคร เพื่อบูชาวิญญาณบรรพบุรุษ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชนกลุ่มนั้น การฟ้อนเพื่อบูชาได้แก่
ฟ้อนภูไทหรือผู้ไท
พระธาตุเชิงชุมเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของจังหวัดสกลนคร ซึ่งในสมัยโบราณนั้นต้องมีคนคอยเฝ้าดูแล รักษาทำความสะอาดอยู่ตลอดทั้งปี ซึ่งพวกที่ดูแลทำนุบำรุงพระธาตุเชิงชุมนี้จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีรัษฏชูปการ ซึ่งมีหลายชนเผ่าด้วยกัน ซึ่งในกลุ่มผู้ดูแลนั้นมีชาวผู้ไทรวมอยู่ด้วย ในตอนนั้นมักจะมีงานบุญทอดผ้าป่าและฉลององค์พระธาตุเชิงชุม ชาวบ้านจะนำข้าวเม่า ปลาย่าง มาติดกัณฑ์เทศน์
ชาวผ๔้ไทซึ่งเป็นกลุ่มที่อาสาเป็นผู้ปฏิบัติรักษาองค์พระธาตุ โดยเฉพาะผู้ชายจะแต่งตัวนุ่งกางเกงขาก๊วย และนุ่งโสร่งทับ สวมเสื้อดำ จะฟ้อนด้วยลีลาอันอ่อนช้อยสวยงาม โดยร้องและฟ้อนกันเป็นหมู่ๆ แล้วจึงถวายผ้าป่า ต่อมาได้มีการดัดแปลงท่าฟ้อนให้สวยงามยิ่งขึ้นเปลี่ยนจากผู้แสดงชายมาเป็นหญิงล้วน
เครื่องแต่งกาย
ผู้แสดงหญิงจะนุ่งผ้าซิ่นสีดำขลิบแดง นุ่งยาวกรอมเท้า สวมเสื้อสีดำขลิบแดง หรือแดงขลิบดำก็ได้ แต่ขลิบคอ แขนและชายเสื้อ สวมเล็บมือแปดเล็บ ติดพู่สีแดง ผมเกล้ามวยผูกผมด้วยผ้าสีแดง
เครื่องดนตรี
ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน ลายผู้ไทของจังหวัดสกลนคร ซึ่งมีลีลาและจังหวะเร็วกว่าลายผู้ไทของจังหวัดอื่นๆ
เพลงประกอบการฟ้อนผู้ไท
เพลงประกอบการฟ้อนผู้ไทของจังหวัดสกลนครจะมีเนื้อร้องประกอบ แต่งโดยคุณคมคาย ณ หนองคาย ซึ่งมีเนื้อเพลงดังนี้
| เพลงฟ้อนผู้ไท (สกลนคร) |
| |
ไปเยอเฮาไป
ไปโฮมพี่และโฮมน้อง
เทิงเขาแสนจน
ข้อยสู่ทนยาก
มีโชคมีชัย
พ้นภัยไร้ทุกข์
หลับไปให้ได้เงินหมื่น
อิ่มใจเหมือนแป้น
มาเน้อเฮามา
มาให้พรทั้งพี่และน้อง
|
ไปให้เอาชัยเอาช่อง (ซ้ำ)
ไปโห่เอาช่องเอาชัย
หนทางก็ลำบาก (ซ้ำ)
มาฟ้อนรำให้เพิ่นเบิ่ง
ให้ท่านมีสุขสมใจ
ตื่นให้ได้เงินแสน
มีคู่มีแฟนคู่ใจเงินทองไหลมาไวไว
มาโห่มาลาพี่น้อง
มาโห่เอาช่องเอาชัย
|
แต่เนื้อร้องที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปนั้น แต่งโดยคุณครูบัวผัน วงศ์เทพ โรงเรียนบ้านหนองศาลา ตำบลพังขว้าง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร และเพลงฟ้อนภูไทนี้ทางกรมศิลปากรได้นำไปเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ซึ่งมีเนื้อเพลงดังนี้
|
เพลงฟ้อนผู้ไท
|
| |
ไปเย้อเฮาไป
ไปโฮมพี่โฮมน้อง
เพิ่งเขาแสนจน
ข้อยสู้ทนยาก
ข้อยอยู่เทิงเขา
พวกข้อยขออำนวย
ขออำนาจไตรรัตน์
ชาวไทยทั่วหน้า
เวลาก็จวน
ขอความมีชัย
ข้อยลาละเน้อ
|
ไปโห่เอาชัยเอาช่อง (รับ)
ไปช่วยแซ่ฮ้องอวยพร
หนทางก็ลำบาก (รับ)
มาร้องรำให้เพิ่นซม
เอาใจมาช่วย (รับ)
อวยชัยให้ละเนอ
จงปกปักฮักษา (รับ)
ให้วัฒนาสืบไป
ข้อยสิด่วนไป (รับ)
แต่ทุกท่านเทอญ
ข้อยลาละเน้อ
|
การฟ้อนภูไทของจังหวัดสกลนครนี้จะมีการฟ้อนใน 2 ลักษณะ คือ
- ฟ้อนตีบทตามเนื้อเพลง ให้เหมาะสมกับเนื้อเพลงในแต่ละท่อน
- ฟ้อนประกอบทำนองเพลง ซึ่งก็คือเพลงรับนั้นเอง เมื่อขับร้องเนื้อเพลงจบในแต่ละท่อนก็จะมีดนตรีรับ ซึ่งท่าฟ้อนนั้นจะใช้ท่ามาตรฐานที่ชาวผู้ไทประดิษฐ์ขึ้นเป็นท่าหลักที่ใช้ในการฟ้อนซึ่งได้แก่
ท่าดอกบัวตูม มีลักษณะคล้ายฟ้อนเล็บของภาคเหนือ ใช้สองมือจีบกรีดนิ้วออกหลังมือชนกันหมุนสลับไปสลับมา เป็นท่าเริ่มต้นของการฟ้อน
ท่าดอกบัวบาน มีลักษณะคล้ายท่าสร้อยมาลาแปลง คือ มีการตั้งวงบนสลับกับการจีบหงายระดับหัวเข็มขัด สลับกับการคลายจับไปตั้งวงบน
ท่าแซงแซวลงหาด มือซ้ายและขวาจีบหงายพร้อมกันที่ระดับเอว เริ่มจากจีบด้านซ้ายแล้วเปลี่ยนมาด้านขวา คล้ายจีบส่งมือไปด้านหลังในท่ายูงฟ้อนหาง ลากมือกลับจีบระดับหน้าแล้วม้วนมือคลายจีบในระดับศีรษะ
ท่าบังแสง คล้ายท่าชักแป้งผัดหน้า หงายมือทั้ง 2 ข้าง มือขวาปะที่แก้ม มือซ้ายเหยียดตึงไปข้างหน้า
ท่านางไอ่เลาะดอนหรือนางไอ่เลียบหาด มือขวายกสูงจีบและคลายมือแบหงาย มือซ้ายจีบส่งไปด้านหลัง หมุนตัวอยู่กับที่ 2 ครั้ง หมุนครั้งที่สองสลับมือสูงมาต่ำ มือต่ำไปสูงเดินสลับแถว หมุนตัว 2 ครั้ง แล้วกลับมาแถวเดิม
ท่านาคีม้วนหาง มือทั้งสองจีบเข้าหาตัวพร้อมกันในระดับเอว แล้วกรีดมือทั้งสองออกพร้อมกัน มือหนึ่งคลายจีบออกด้านนอก ตั้งวงบน มือหนึ่งคลายจีบส่งมือไปด้านหลังแล้วกลับมาเริ่มด้านใหม่เป็นท่าจบ
แสกเต้นสาก
ชาวแสกมีถิ่นฐานเดิมอยู่ใกล้กับญวณแถบเมืองรอง ซึ่งขึ้นอยู่กับกรุงเว้ ในตอนกลางของประเทศเวียตนาม จากนั้นค่อยๆ อพยพเข้ามาอยู่ตามลุ่มแม่น้ำโขงในประเทศลาว และอพยพเข้ามาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยในราวสมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา และอพยพครั้งใหญ่อีกครั้งในสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวส่งกองทัพไปปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์
ได้กวาดต้อนผู้คนจากฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขงมายังฝั่งไทย โดยเริ่มตั้งถิ่นฐานที่บ้านอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ในปัจจุบันนอกจากที่บ้านอาจสามารถแล้ว ยังมีชาวแสกที่บ้านมะหว้า บ้านดอนส้มมอ บ้านท่าบ่อสงคราม อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนมและยังกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดสกลนคร และมุกดาหารอีก
ชาวแสกซึ่งยังคงดำรงรักษาขนบธรรมเนียมและความเชื่อดั้งเดิม ดังนั้นในเดือนสามข้างขึ้น 1-3 ค่ำของทุกปี ชาวแสกจะมีประเพณีตรุษแสก ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อบวงสรวงบูชาศาลเจ้าองมู่ ซึ่งชาวแสกเชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษซึ่งคุ้มครองรักษาให้ชาวแสกปราศจากภยันตรายทั้งปวง โดยมีหมอเหยา หรือเจ้าจ้ำ หรือที่ภาษาแสกเรียกว่า ก๋วนจ้ำ
เป็นผู้ทำพิธี เมื่อทำพิธีบวงสรวงเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะร่วมรับประทานอาหารดื่มสุรา และร้องรำทำเพลงกัน การละเล่นที่นิยมเล่นในวันตรุษนี้ก็คือ การเต้นสาก ซึ่งชาวแสกเองเรียกว่า แสกแซงสาก ซึ่งในคราวที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จไปตรวจราชการมณฑลอุดรและมณฑลอีสานในปี พ.ศ. 2449 นั้นได้ทรงเล่าถึงการเต้นสากไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดีไว้ว่า
"เขาพาพวกผู้หญิงแสกมา มีการเล่นให้ฉันดูอย่างหนึ่งเรียกว่า "เต้นสาก" มีผู้หญิง 10 คู่นั่งหันหน้าหากันเรียงเป็นแถว แต่ละคนถือปลายไม้พลองมือละอันทั้งสองข้าง วางไม้พลองบนไม้ขอนที่ทอดไว้ตรงหน้า 2 ท่อน มีทางอยู่ตรงกลาง เวลาหญิงทั้งสิบคู่นั้นขับร้องแล้วเอาไม้พลองที่ถือลงกระทบไม้ขอนพร้อมๆ กัน เป็นจังหวะ 1 กับจังหวะ 2
คือ ไม้พลองให้ห่างกัน ถึงจังหวะ 3 รวบไม้พลองเข้าชิดกัน มีหญิงสาว 4 คน ผลัดกันเต้นทีละคู่ เต้นตามจังหวะไปในระหว่างช่องไม้พลองทั้ง 10 คู่นั้น ต้องระวังเมื่อถึงจังหวะ 3 อย่าให้ถูกไม้พลองหนีบข้อเท้า กระบวนการเล่นมีเท่านั้น"
การเต้นสากของชาวแสกนี้นับว่าเป็นการแสดงพื้นบ้านของชาวอีสานที่เก่าแก่ และยังคงรูปลักษณ์ของการละเล่นพื้นบ้านไว้คงเดิมมากที่สุด การแสดงเต้นสากนี้ถ้าเป็นการแสดงของชาวบ้านจริงๆ จะไม่มีดนตรีประกอบจะใช้เสียงกระทบไม้พลองเป็นจังหวะที่เร้าใจ การเต้นสากนี้ผู้เต้นไม่จำกัดเพศและวัย แต่ส่วนใหญ่ผู้หญิงยังคงนิยมเต้นมากกว่าผู้ชาย ในสมัยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
การแสดงแสกเต้นสากนี้มีการร้องประกอบ แต่ในปัจจุบันไม่มีการขับร้องแต่อย่างใด ส่วนท่ารำก็ไม่มีแบบแผนมาตรฐาน มีเพียงการเต้นเข้าสากตามจังหวะกระทบของสากเท่านั้น มือก็จีบขึ้นลงแบบง่ายๆ
เครื่องแต่งกาย
การแสดงแสกเต้นสากนี้ถ้าเป็นการแสดงของชาวบ้านแท้ๆ จะใช้ผู้แสดงหญิงล้วน สวมชุดสีดำแขนกระบอก ผ้าซิ่นดำห่มสไบแดง ส่วนการแสดงแสกเต้นสากที่วิทยาลัยครูสกลนครนำไปประยุกต์นั้น จะใช้ผู้แสดงชายและหญิง ผู้แสดงหญิงจะสวมชุดสีดำ แขนกระบอก ผ้าถุงดำห่มสไบแดงเช่นกัน แต่ผู้ชายจะใส่เสื้อม่อฮ่อม กางเกงขาก๊วย ดพกผ้าขาวม้า และใช้ผ้าขาวม้าคาดเอว
เครื่องดนตรี
อาศัยจังหวะของการกระทบไม้ เครื่องดนตรีจึงประกอบด้วยไม้กระทบ 5-6 คู่ กลอง ฉิ่ง ซึ่งจังหวะในการกระทบไม้จะมี 2 จังหวะ จังหวะช้าและเร็ว การแสดงจะเริ่มต้นด้วยจังหวะช้าเพื่อเป็นการเริ่มต้น จากนั้นจะเริ่มเร็วขึ้น การกระทบไม้ในจังหวะเร็วจะทำให้เกิดความสนุกสนานมีชีวิตชีวา ดังนั้นผู้ที่มีความสามารถหรือเป็นผู้ชำนาญเท่านั้น ที่จะเข้าออกตามจังหวะของการกระทบไม้ได้
ในขณะเดียวกันจะต้องฟ้อนประกอบให้เกิดความสวยงามกลมกลืนกับลีลาการเต้นสากด้วย โดยทั่วไปการเต้นสากจะมี 3 ลีลาคือ ลีลาการเต้นเดี่ยว ลีลาการเต้นคู่ในทิศทางเดียวกัน และลีลาการเต้นคู่สลับสวนทิศกัน การเต้นสากของวิทยาลัยครูสกลนครจะใช้เพลงบ้งไต่ขอนประกอบการกระทบสาก
โส้ทั่งบั้ง
ชาวโส้เป็นชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ที่ ตำบลนาโพธิ์ ตำบลโพธิ์ไพศาล ตำบลนาเพีย อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร และยังกระจัดกระจายอยู่ที่อื่นๆ เช่น ตำบลล้านค้อ ตำบลขมิ้น อำเภอท่าอุเทน อำเภอปลาปาก อำเภอศรีสงคราม กิ่งอำเภอดงหลวง และกิ่งอำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ในคราวสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จไปตรวจราชการมณฑลอุดรและอีสานในปี พ.ศ. 2449 ซึ่งกล่าวถึงคนต่างจำพวกไว้ว่า
"พวกกะโซ้ เป็นข่าผิวคร้ามกว่าชาวเมืองพวกอื่น และพูดภาษาของตนต่างหาก มีในมณฑลอุดรหลายแห่ง แต่รวมกันอยู่มากเป็นปึกแผ่นที่เมืองกุสุมาลย์มณฑลในจังหวัดสกลนคร เจ้าเมือง กรมการเมือง และราษฎรล้วนเป็นข่ากะโซ้ทั้งนั้น บอกว่าถิ่นเดิมอยู่ ณ เมืองมหาชัยกรองแก้วทางฝ่ายซ้าย" ชาวโส้มีการอพยพถิ่นฐานหลายครั้งด้วยกัน ส่วนใหญ่การอพยพเกิดขึ้นหลังจากไทยส่งกองทัพไปปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์ในปี พ.ศ. 2369
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงการละเล่นของชาวโส้ในนิทานโบราณคดี ไว้ว่า
"ฉันเห็นการเล่นอย่างหนึ่ง ซึ่งพระอรัญอาษาเจ้าเมืองกุสุมาลย์มณฑลเอามาให้ดูเรียกว่า "สะลา" คนเล่นล้วนเป็นชายเปลือยตัวเปล่า นุ่งผ้าขัดเตี่ยวหรือมีชายห้อยข้างหน้ากับข้างหลังอย่างเดียวกับเงาะนุ่ง "เลาะเตี๊ยว" ลักษณะเล่นนั้นมีหม้ออุตั้งอยู่ตรงกลางหม้อหนึ่ง คนเล่นเดินเป็นวงรอบหม้ออุ มีต้นบทนำขับร้องคนหนึ่ง สะพายหน้าไม้คนหนึ่งมีฆ้องเรียกว่า "เพนาะ" คนหนึ่ง ถือไม้ไผ่ 3 ปล้องสำหรับกระทุ้งดินเป็นจังหวะ 2 คน
คนรำ 3 คน ถือชามติดเทียน 2 มือคนหนึ่ง ถือตะแกรงคนหนึ่ง ถือมีดกับสิ่วเคาะกันเป็นจังหวะคนหนึ่ง รวม 8 คนด้วยกัน กระบวนการเล่นไม่มีอะไรนอกจากเดินร้องรำเวียนเป็นวง เล่นพักหนึ่งแล้วก็นั่งลง กินอุ แล้วก็ร้องรำไปอีกอย่างนั้น เห็นได้ว่าเป็นการเล่นของพวกข่าตั้งแต่ยังเป็นคนป่า เมื่อมาเล่นให้ดู ดูคนเล่นก็ยังสนุกกันดี"
การฟ้อนโส้ทั้งบั้งได้มีการปรับปรุงขึ้นใหม่โดยใช้ผู้แสดงหญิงล้วน ซึ่งแตกต่างจากการแสดงดั้งเดิม มีดนตรีประกอบทำนองลำผู้ไทของสกลนคร การฟ้อนโส้ทั้งบั้งประกอบด้วย
1. ล่ามผู้ชาย
3. เพื่อนนางเทียม
5. คนทั่งบั้ง
7. นางรำ
|
1 คน
3 คน
6 คน
10-12 คน
|
2. นางเทียม
4. นักดนตรีชาย
6. ผู้แสดงประกอบ
|
1 คน
6 คน
6 คน
|
เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีประกอบด้วย กลองเส็ง 1 คู่ ฉาบ แคน ฉิ่ง กระจับปี่ ซอ บั้งไม้ไผ่ และพะเนาะ การแสดงจัดรูปขบวนโดยล่ามนางเทียม เพื่อนนางเทียม พร้อมด้วยนักดนตรี 3 คน นั่งเป็นวงกลมล้อมรอบคายขนาบด้วยนางรำ 3-5 คู่ ปิดท้ายด้วยคนตีกลองข้างหลังของพวกตีกลองจะเป็นนักดนตรีและคนทั่งบั้ง
เมื่อเริ่มการแสดงล่ามจะสะเหน็ดโส้ เชิญผีฟ้าให้เข้าทรงนางเทียม ล่ามพร้อมนางเทียม เพื่อนนางเทียม และนักดนตรีจะลุกขึ้นร่ายรำไปรอบๆ คาย เมื่อเสร็จพิธีจะนั่งลง คนตีกลองจะเริ่มรัวกลองเป็นสัญญาณ ให้นางรำลุกขึ้นฟ้อน ดนตรีจะเริ่มบรรเลงเพลงผู้ไท ล่ามจะสะเหน็ดโส้ไปเรื่อยๆ
พร้อมกับทิ้งจังหวะให้พวกทั่งบั้งเปล่งเสียง เออเลอะ เออเลอะ เออเลอะ เออเลอ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจบท่าฟ้อนซึ่งมีท่าต่างๆ ดังนี้ ท่าเชิญผีฟ้า ท่าส่งผีฟ้า โส้ทั่งบั้ง ถวายแถน และเลาะตูบ
|