ฟ้อนอุบล
ฟ้อนอุบล เป็นชุดฟ้อนที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยชาวอุบลราชธานี การฟ้อนมุ่งความอ่อนช้อยสวยงาม ท่วงทำนองเพลงที่ใช้ประกอบการฟ้อนคือ เพลงอุบลราชธานี (ลาวอุบล) การฟ้อนอุบลนี้เดิมไม่มีปรากฏ ชาวอุบลส่วนใหญ่จะได้ยินได้ฟังเฉพาะเพลงลาวอุบล ซึ่งแต่งและบรรเลงโดยครูดนตรีไทยอาวุโสผู้หนึ่ง สำหรับเป็นเพลงประจำจังหวัด ระยะหลังจึงมีผู้คิดท่าฟ้อนประกอบเพลงขึ้น เนื้อเพลงจะถ่ายทอดให้เห็นถึงจังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานที่มีความอุดมสมบูรณ์และความเจริญในหลายด้านจนได้ชื่อว่าเป็น "ถิ่นไทยดี" ผู้คนเต็มไปด้วยความโอบอ้อมอารี มีน้ำใจ สมชื่อว่าเป็นเมืองแห่งดอกบัวงาม
เครื่องแต่งกาย ผู้แสดงใช้ผู้หญิงล้วน แต่งกายด้วยผ้าขิดรูดหน้าอก คลุมไหล่ด้วยผ้าโปร่งสีนวล ผ้าถุงจะเป็นผ้าสีชมพูจีบหน้านาง ในมือถือดอกบัวสีขาวคนละ 1 ดอก
เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน ทำนองเพลงอุบลราชธานี
อุปกรณ์ประกอบการแสดง ดอกบัวประดิษฐ์คนละ 1 ดอก
| | เพลงอุบลราชธานี (ลาวอุบล) |
| |
อุบลราชธานี นี้ไทยดีเมืองหนึ่ง หากอยู่ถึงแดนแม่โขง ที่คดโค้งไหลลงเป็นทาง ไหลไปหว่างกลาง ไม่มีเหินไม่มีห่าง เมืองไทยอยู่ทาง พี่น้องลาวอยู่ทาง
อุบลราชธานี นี้เป็นที่ชุมชน แห่งดอกโกสุม หรือเจ้าปทุมมาลย์ นั้นคือดอกบัวบาน ตระการก้านใบ มีดีอย่างไร ทั่วแคว้นแดนไทย ไม่น้อยหน้าใคร
ศึกษาซึ่งความดี เหมือนบัวมีสีรื่นรมย์ กลิ่นหอมชื่นชม ภิรมย์หฤหรรษ์ กลิ่นของบัวนั้นสุขสันต์เพิ่มพูน อยู่ในแม่น้ำ..มูล นั้นเหมือนอุบล เป็นสุข นิราศทุกข์ปวงภัย อุบลนั้นไซร้ถิ่นไทยของไทย
|
ลำดับขั้นตอนการแสดง ท่าทางในการฟ้อนอุบลจะมี 2 ประเภท คือ
- ท่าฟ้อนประกอบเนื้อเพลง เป็นการฟ้อนประกอบเนื้อหาของเพลงหรืออาจเรียกว่า รำตีบท
- ท่าสลับเพลง เป็นการฟ้อนแปรท่าต่างๆ เน้นความสวยงาม และความพร้อมเพรียงกัน
ดังนั้นในการฟ้อนจะมีลำดับขั้นตอนดังนี้
- เริ่มต้นด้วยการบรรเลงเพลงลาวอุบลท่อนละ 1 เที่ยว ทั้ง 3 ท่อน ผู้ฟ้อนจะออกด้วยท่ามือขวาถือกระทงในระดับสูงกว่าศีรษะ เอียงตัวตามมือสูง มือซ้ายจีบหงายระดับต่ำส่งมือไปด้านหลัง ผู้ฟ้อนจะยืนเรียงแถวหน้ากระดาน 2 แถว แถวหน้า 4 คน แถวหลัง 4 คน
- ร้องเพลงท่อนที่ 1 ผู้ฟ้อนทำท่าให้สอดคล้องกับเนื้อเพลง
- ดนตรีบรรเลงรับท่อน 1 ผู้ฟ้อนแบ่งเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 4 คน นำดอกบัวมารวมกันเป็นสี่มุม สลับการหมุนตัวเข้าออกภายในวงและนอกวง มือทั้งสองเปลี่ยนท่าสลับไปมาตามจังหวะที่หมุนตัว พอจบท่อนเพลงกลับไปยืนเรียง 2 แถวเหมือนเดิม
- ร้องเพลงท่อนที่ 2 ผู้ฟ้อนทำท่าให้สอดคล้องกับเนื้อเพลง จบลงด้สยการแปรแถว 4 แถว ผู้ฟ้อนนั่งหันหน้าเข้าหากัน
- ดนตรีรับท่อน 2 ผู้ฟ้อนทั้งหมดยก 2 มือ ประคองดอกบัวยกสลับซ้ายขวา
- ร้องเพลงท่อนที่ 3 ผู้ฟ้อนทำท่าให้สอดคล้องกับเนื้อเพลง จบลงด้วยท่าที่ผู้ฟ้อนทั้ง 8 คนจะยืนเรียงเป็นครึ่งวงกลม
- ดนตรีรับท่อน 3 ผู้ฟ้อนยืนแถวเรียงสองทะแยงกับความยาวของเวที มือซ้ายตั้งวงบนไว้ตลอด มือขวายกกระทงร่อนสูงขนานกับวงบน สลับกับการส่งกระทงไปด้านหลัง มือสูงระดับเอว
ฟ้อนกลองตุ้ม
ฟ้อนกลองตุ้ม บางที่เรียกกันว่า เวิ้งกลองตุ้ม เป็นการฟ้อนเซิ้งแบบสนุกสนานของชาวบ้านภาคอีสานในเทศกาลบุญเดือนหก หรือบุญบั้งไฟ หรือบุญเดือนสี่หรือบุญมหาชาติของชาวอีสาน ฟ้อนกลองตุ้ม เป็นการฟ้อนรำประกอบจังหวะกลองที่เรียกว่า "กลองตุ้ม" ผู้ชายฟ้อนล้วนๆ ท่าฟ้อนเป็นท่าอิสระไม่จำกัดตายตัว สุดแต่ผู้ฟ้อนจะคิดขึ้น จุดมุ่งหมายในการฟ้อนเป็นไปเพื่อขอเหล้าหรือปัจจัยไทยทาน โดยผู้ฟ้อนจะว่ากลอนเซิ้งขอบริจาค หรือเล่าเรื่องราวที่สนุกสนานให้ชาวบ้านฟัง
จากการพิจารณาที่มาของฟ้อนกลองตุ้มจะเห็นว่า มีความเกี่ยวพันกับบุญบั้งไฟอย่างใกล้ชิด เพราะทำนองที่ใช้ในการว่ากลอนเซิ้งนี้เหมือนทำนองเซิ้งบั้งไฟทุกประการ เพียงแต่ช้าเนิบนาบกว่าเล็กน้อย ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่า ฟ้อนกลองตุ้มนี้มีที่มาจากเซิ้งบั้งไฟนี่เอง แต่เป็นไปในตอนที่ชาวบ้านเดินทางไปตามบ้าน และว่ากลอนเพื่อขอปัจจัยตามบ้านต่างๆ และในการไปไม่ได้ใช้เครื่องดนตรีมากนัก นอกจากกลองตุ้มคอยตีให้จังหวะ
โดยปกติเรามักจะรู้จักการรำเซิ้งในขบวนแห่บั้งไฟเป็นส่วนใหญ่ ฟ้อนกลองตุ้มไม่ค่อยมีผู้ใดรู้จักมากนัก เมื่อนายนิพนธ์ รองทอง นิสิตภาคสมทบวิชาเอกภาษาไทย รุ่น 12 นำมาเผยแพร่ ทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม เห็นว่า ควรอนุรักษ์ไว้ จึงได้มีการฝึกฟ้อนกลองตุ้มขึ้น โดยท่าทางฟ้อนรำนำมาจากการได้เห็นฟ้อนกลองตุ้ม ของชาวตำบลนาคำใหญ่ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ควบคุมการฝึกซ้อมคือ อาจารย์จารุวรรณ ธรรมวัตร
เครื่องแต่งกาย เมื่อพิจารณาเครื่องแต่งกายฟ้อนกลองตุ้ม พบว่าที่น่าสนใจศึกษาเป็นพิเศษก็คือ เครื่องประดับศีรษะ จะเห็นว่าทำมาจากเส้นใยของบวบแห้งประดับด้วยดอกไม้ต่างๆ น่าสังเกตว่า เครื่องสวมหัวทำนองนี้ไม่ค่อยมีในภาคอีสาน เท่าที่ปรากฏอยู่มักเป็นเครื่องสวมศีรษะของชาวภาคเหนือใช้สวมให้เด็กชายหรือหนุ่มในพิธีบวช ซึ่งจะมาปรากฏในภาคอีสานได้อย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่น่าศึกษาต่อไป ส่วนเสื้อผ้าจะถือเอาตามสะดวก บางหมู่บ้านจะนุ่งกางเกง บางหมู่บ้านนุ่งโสร่ง เสื้อบางทีเป็นเสื้อที่ใช้ทั่วไป บางทีอาจเป็นเสื้อม่อฮ่อม มีฝ้ายคล้อยเฉียงไหล่เป็นเครื่องประดับ มือสวมเล็บซึ่งทำจากโครงไม้ไผ่พันรอบๆ ด้วยฝ้ายสีต่างๆ
ทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม ได้ดัดแปลงจากเดิมเล็กน้อย นั่นคือสวมเสื้อม่อฮ่อม นุ่งโสร่ง และให้ผู้ฟ้อนแต่งกายเหมือนกันทุกคนเพื่อความสวยงาม
เครื่องดนตรี ประกอบด้วยกลองตุ้ม ฉิ่ง ฉาบ
| | เพลงฟ้อนกลองตุ้ม คำร้อง : อาจารย์จารุวรรณ ธรรมวัตร |
| |
โอมพุทโธกะนโมเป็นเจ้า
เป็นจังได๋ตั้งใจซอมเบิ่ง
เป็นทำนองเอิ้นว่ากลองตุ้ม |
โอ เฮาโอ กะเฮาโอเฮาโอ
เซิ้งกินเหล้ายามบุญบั้งไฟ
ตุ้ม ตุ้ม เติง ตุ้ม ตุ้ม เสียงกลอง
ตุ้มอ้ายแน สาวตุ้มอ้ายแน |
| |
โอมพุทโธนโมเป็นเจ้า
เป็นภาระมีมาหลายเทื่อ
มีละครฟ้อนรำระบำแอ่น
ขอเหล้าแน ขอเหล้าอ้ายแน
อ้ายขอเป็นแฟนแน สาวสงขลา
มีใจผูกพันแน สาวประสานมิตร
ขางามๆ แม่นสาวพิษณุโลก
ความงามเกินเกณฑ์เห็นสาวพละ
โอนอ โอนอ สาวเอย |
โอเฮาโอ กะเฮาโอ เฮาโอ
ข้อยสิเว้าเรื่องงานศิลปะ
เบิ่งบ่เบื่อจิตใจฮ่ำฮอน
มีหมอแคนแล่นแตแล่นแต
ใจเผื่อแผ่แก่สาวบางแสน
มีจิตเมตตาแน สาวปทุมวัน
นุ่งฟิตๆ แม่นสาวสารคาม
ตาโศกๆ แม่นสาวบางเขน
เชฟบ๊ะๆ แม่นพวกผู้ชม
ขอเหล้าแน ขอเหล้าอ้ายแน... |
เซิ้งกะโป๋
เซิ้งกะโป๋ เป็นการละเล่นที่เน้นความสนุกสนานเป็นหลักโดยใช้กะโป๋ หรือ กะลามะพร้าว เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการเล่น เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศต่างๆ ในแถบเอชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ฟิลิปปิน อินโดนีเซีย โดยเฉพาะมาเลเซีย มีการละเล่นซึ่งใช้กะลาประกอบอยู่ ซึ่งเมื่อเสร็จจากการเก็บเกี่ยวชาวมาเลย์ก็จะมีการรื่นเริงและฉลองกัน บ้างก็ช่วยกันขูดมะพร้าวและตำน้ำพริก จึงได้นำเอากะลามะพร้าวมาเคาะประกอบจังหวะกันเป็นที่สนุกสนาน ระบำกะลาของมาเลเซียมีชื่อเป็นภาษามาเลย์ว่า "เดมปุรง" หรือแม้แต่ประเทศกัมพูชาก็มีการละเล่นที่ใช้กะลาเป็นอุปกรณ์เช่นเดียวกัน เซิ้งกะโป๋คงได้แบบอย่างมาจากระบำกะลาที่นิยมเล่นกันในกัมพูชาและแถบอีสานใต้ ระบำกะลามีจังหวะเนิบนาบ จึงมีการปรับปรุงใหม่โดยใช้เพลงพื้นเมืองอีสาน และยังนำเอาเพลงพื้นเมืองของอีสานใต้มาใช้ประกอบอยู่คือเพลง เจรียงซันตรูจ
เครื่องแต่งกาย เซิ้งกะโป๋จะแบ่งผู้แสดงออกเป็น 2 ฝ่าย คือ หญิงและชาย ฝ่ายหญิงนุ่งซิ่นพื้นเมืองอีสาน สวมเสื้อแขนกระบอก เกล้าผมมวยใช้แพรมนรัดมวย ฝ่ายชายนุ่งกางเกงขาก๊วย สวมเสื้อคอกลม มีผ้าขาวม้าผูกเอว
เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน แต่เล่นลายพื้นเมืองของอีสานใต้คือ เจรียงซันตรูจ
เซิ้งกะโป๋ หรือ เซิ้งกะลา นี้มีผู้ประดิษฐ์จัดทำเป็นชุดฟ้อนที่แตกต่างกันออกไป เช่น
- วิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ จะใช้ลีลาการกระทบกะลาที่ไม่คล้ายกับระบำกะลาของอีสานใต้มากนัก และนำการละเล่นของพื้นเมืองของเด็กอีสานมาประกอบ เช่น การเดินกะโป๋ หรือ หมากกุ๊บกั๊บ ฯลฯ
- วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด จะใช้ลีลาการกระทบกะลา ซึ่งพอจะเห็นเค้าว่าได้แบบอย่างมาจากระบำกะลาของอีสานใต้ แต่งกายเช่นเดียวกับระบำกะลา คือฝ่ายหญิงนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อแขนกระบอก คล้องสไบผูกชายที่เอว ฝ่ายชายนุ่งโจงกระเบนสวมเสื้อคอกลมแขนสั้น มีผ้าขาวม้าพับทบด้านหน้า ทิ้งชายด้านหลัง
|