รำลายกลองกิ่งกุสุมาลย์
กลองกิ่ง หรือบางแห่งเรียก กลองจิ่ง เป็นกลองขนาดใหญ่ หน้ากลองกว้าง 50 ซ.ม. ก้นกลองกว้างประมาณ 20 ซ.ม. เป็นกลองที่แปลกคือ ไม่ได้ใช้ในพิธีหรือให้จังหวะแต่ทำกลองขึ้นมาสำหรับตีแข่งขันกันให้เสียงดังที่สุด ซึ่งชาวอีสานเรียกว่า เส็งกลอง คำว่า เส็ง แปลว่า การแข่งขัน การเส็งกลองก็คือการแข่งขันหรือการประกวดตีกลอง นอกจากจะใช้ตีแข่งขันที่เรียกว่า เส็งกลองแล้วยังนิยมวางนอนกับพื้นแล้วตีด้วยท่าต่างๆ เรียกว่า ลายกลอง
ชาวโส้ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่มากที่อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร มีความสนใจการเล่นลายกลองมากกว่ากลุ่มอื่นๆ และเนื่องจากกลุ่มชาวโส้มีภาษาพูดซึ่งมีสำเนียงแตกต่างจากชนกลุ่มอื่นๆ จึงทำให้ชาวโส้มีทำนองเพลงหรือลายแคนแตกต่างจากกลุ่มไทยลาว การตีลายกลองนี้เวลาตีผู้ตีจะเคลื่อนไหวร่างกายไปมา ยิ่งกว่านั้นบางรายอาจจะนำเอาลีลาการเลียนแบบของสัตว์ต่างๆ มาตั้งเป็นชื่อลายต่างๆ จากการเล่นตีกลองลายต่างๆ นี้เองทางวิชานาฏศิลป์ วิทยาลัยครูสกลนคร จึงนำแนวคิดนี้มาประยุกต์เป็นท่าฟ้อนขึ้นเรียกว่า "รำลายกลองกิ่งกุสุมาลย์" โดยมีท่าทางการรำเลียนแบบท่าตีกลองเป็นท่าต่างๆ
เครื่องแต่งกาย ผู้แสดงใช้ผู้หญิงล้วนแต่งกายแบบพื้นเมืองของชาวโส้ คือ นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่ สวมเสื้อคอกลมแข้นสั้นป้ายข้าง ติดกระดุมสีขาวตลอดแนว ผมเกล้ามวยสูงใช้ฝ้ายผูกมวย
เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน ประกอบด้วยกลองกิ่ง กลองตุ้ม เพลงบ้งไต่ขอน เพลงแมงตับเต่า และเพลงโปงลาง
อุปกรณ์การแสดง กลองกิ่ง และไม้ตีกลอง
ลำดับขั้นตอนการแสดง ผู้แสดงจะถือไม้ตีกลองออกมาทำท่าต่างๆ ตามบทร้อง ท่าฟ้อนที่เลียนแบบท่าตีกลอง
- ท่าเสือลากหาง ผู้ตีกลองจะลากแขนทั้งสองไปข้างหลังในขณะที่เอี้ยวตัวพร้อมกับตีไปที่หน้ากลองพร้อมกัน
- ท่ากวางเหลียวเหล่า ผู้ตีกลองจะยืนในลักษณะไขว้กันไปข้างหน้าพร้อมกับหันหน้าไปตามทิศทางของไม้ในท่ากวางระวังภัย
- ท่าไก่เลียบครก ผู้ตีกลองจะหมุนตัวเดินรอบกลองแต่ในขณะเดียวกันต้องตีให้ถูกหน้ากลองลูกใดลูกหนึ่ง
- ท่านกเขากระพือปีก ผู้ตีกลองจะย่อตัวในท่านั่งตีกลองและส่งไม้ไปข้างๆ พร้อมกับกระดกข้อมือให้ไม้กลองยกขึ้นในท่านกกำลังบิน
- ท่าไม้ลอดขา ในขณะที่ตีกลองให้ยกขาข้างหนึ่งขึ้น แล้วส่งไม้ตีกระทบกันใต้ขาในจังหวะว่าง
- ท่ากาเต้นก้อน เป็นท่าเลียนแบบการกระโดดจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ผู้ตีกลองจะแยกสองลูกออกจากกันในลักษณะหันหน้ากลองไปคนละด้าน ขณะที่ข้ามกลองลูกหนึ่งในท่ากระโดดมือก็จะตีกลองทั้งสองลูกพร้อมๆ กัน
- ท่าเคาะหลังงูสิง ผู้ตีกลองจะใช้ไม้เคาะที่ตัวกลองในจังหวะแทรกให้มีเสียงดังแตกต่างจากตีด้านหน้ากลอง
- ท่าลิงไหว้ข้างหลัง ในท่านี้ผู้ตีกลองจะส่งไม้ไปตีกระทบกันข้างหลัง ให้มีเสียงดังในจังหวะที่ต่อจากจังหวะพื้นที่ลงหน้ากลอง
รำส่วงเฮือ
ชาวอีสานถือคติความเชื่อที่ถือกันเป็นประเพณีอย่างหนึ่งคือ การแข่งเรือ โดยเฉพาะชาวอีสานชนบทที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้แม่น้ำเช่น แม่น้ำมูล แม่น้ำชี แม่น้ำเสียว และแม่น้ำโขง เป็นต้น น้ำจะหลากในระหว่างเดือน 11 เดือน 12 ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวชาวบ้านจะเสร็จสิ้นการดำนา และรอเวลาข้าวออกรวง จึงจัดให้มีการแข่งเรือ (ส่วงเฮือ) โดยออกหนังสือเชิญไปตามหมู่บ้านต่างๆ ให้จัดส่งเรือและฝีพายมาร่วมสนุก
ในภาคอีสานที่มีการแข่งเรือกันจนเป็นประเพณีประจำได้แก่ ที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ทางวิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ จึงได้นำเอาประเพณีการแข่งเรือนี้มาจัดทำเป็นชุดฟ้อนรำขึ้น
เครื่องแต่งกาย ฝ่ายชายซึ่งอยู่ที่หัวเรือและท้ายเรือจะสวมเสื้อม่ฮ่อม นุ่งโสร่ง ใช้ผ้าขาวม้าคาดเอว ฝ่ายหญิงจะสวมเสื้อแขนสั้นคอกลม นุ่งซิ่นใช้ผ้าคาดเอว ห่มสไบ ผมเกล้ามวยทัดดอกไม้
เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน เพลงแข่งเรือ
อุปกรณ์การแสดง เรือทำเฉพาะโครงด้านนอก ผู้พายสามารถเข้าไปยืนได้ ทำเป็น 2 ลำ และไม้พายสำหรับพายเท่ากับผู้พาย
รำจก
หลังจากการทำงานอันเหน็ดเหนื่อย ชาวอีสานนิยมจัดการรื่นเริงเพื่อความสนุกสนาน โดยเฉพาะในกลุ่มของชาวผู้ไท ในการฟ้อนจะมีการฟ้อนเพื่อแสดงการเกี้ยวพาราสี เย้าหยอกเพื่อความสนุกสนาน ซึ่งคล้ายกับชาวลาวโซ่ง ในจังหวัดเพชรบุรีซึ่งมีการฟ้อนประจำถิ่นโดยมีเพลงอยู่ 2 ทำนอง คือ ทำนองแคนย่าง (แคนเดิน) กับแคนแล่น (แคนวิ่ง) ในทำนองแคนแล่น ชายหนุ่มและหญิงสาวจะรำจก คือการล้วงคล้ายกับการยืนมือล้วงเข้าไปในผ้าซิ่นของฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงก็จะพยายามหลบหลีกให้พ้นการจู่โจมของฝ่ายชาย ซึ่งการหลบหลีกนั้นจะมีลีลาเฉพาะตัว คล้ายกับของชาวผู้ไท
ทางภาควิชานาฏศิลป์ วิทยาลัยครูสกลนคร จึงนำลีลาการฟ้อนเช่นนี้มาจัดทำเป็นชุดฟ้อนขึ้น โดยใช้ผู้แสดงชายและหญิงฟ้อนออกมาเป็นคู่ๆ ในแต่ละคู่จะแสดงลีลาการรุกไล่ หลบหลีก ปัดป้อง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว
เครื่องแต่งกาย ฝ่ายหญิงสวมเสื้อแขนกระบอก นุ่งผ้าซิ่นพื้นเมือง ผมเกล้ามวยทัดดอกไม้ ฝ่ายชายสวมเสื้อม่อฮ่อม กางเกงขาก๊วย มีผ้าขาวม้าคาดพุงและโพกศีรษะ
เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน ลายสังข์ศิลป์ชัย
รำชุดบุรีรัมย์ตำน้ำกิน
จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นจังหวัดหนึ่งที่อยู่ในเขตอีสานทางตอนใต้ เนื่องจากแต่เดิมเมืองบุรีรัมย์ขาดแคลนน้ำมาก โดยเฉพาะในหน้าแล้ง ไม่มีน้ำพอสำหรับบริโภค เพราะพื้นดินแถบจังหวัดบุรีรัมย์เป็นดินทรายไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ ชาวบ้านจึงได้หาวิธีการเพื่อให้มีน้ำสำหรับบริโภค โดยใช้วิธีอันชาญฉลาด โดยไปตักเอาน้ำที่ขุ่นๆ ตามก้นบ่อหรือสระมาทำให้ตกตะกอน โดยใช้ไม้กระบอกตำเพื่อทำน้ำให้ใสสามารถนำไปบริโภคได้ ทำให้คนทั่วไปพากันร่ำลือถึงชาวบุรีรัมย์ว่า "บุรีรัมย์ตำน้ำกิน" ติดปากมาจนทุกวันนี้
ทางวิทยาลัยครูสุรินทร์ โดยท่านอาจารย์ทองคูณ หงส์พันธ์ ได้คิดที่จะอนุรักษ์วิธีการตำน้ำกินไว้ในรูปของการแสดง ทางภาควิชานาฏศิลป์ โดยอาจารย์ผกา เบญจกาญจน์ และอาจารย์ภูมิจิตร เรืองเดช ได้นำเอาข้อมูลของการตำน้ำกินมาประดิษฐ์เป็นชุดฟ้อนให้ใช้ชื่อว่า "บุรีรัมย์ตำน้ำกิน"
การทำน้ำขุ่นให้เป็นน้ำใส มีขั้นตอนดังนี้
บริเวณหนองน้ำ ในฤดูแล้ง เมื่อน้ำแห้งลง น้ำในหนองน้ำเหล่านั้นจะขุ่นเป็นสีขาวออกเหลือง ไม่สามารถตักเอามากินได้ วิธีตำน้ำกิน ชาวบ้านจะขุดหลุมใกล้ๆ บริเวณหนองน้ำ ซึ่งน้ำขุ่นอย่างน้อยก็ต้องขุดสัก 2 หลุม ครอบครัวใหญ่มีสมาชิกหลายๆ คน ก็จะขุด 2-5 หลุม ขนาดของหลุมจุน้ำได้ 1-2 หาบ เมื่อขุดหลุมเรียบร้อยแล้วก็ตักน้ำมาเทลงในหลุมให้เต็ม แล้วโกยเอาดิน (ดินส่วนที่ขุดจะต้องเป็นดินเหนียว) ซึ่งอยู่ขอบๆ หลุม ใส่ลงไปประมาณ 2-3 กะลา (กะลามะพร้าวใช้ตักน้ำแทนขัน) จากนั้นก็เริ่มตำ โดยใช้ไม้ไผ่ขนาดยาวประมาณ 50-70 ซ.ม. ตัดด้านโคนบริเวณที่เป็นปล้องไม้ไผ่
วิธีตำน้ำ
กดกระแทกไม้ไผ่ที่ใช้ตำ หมุนข้อมือเล็กน้อย พยายามไม่ยกไม้ไผ่มาบนผิวน้ำ เพราะจะทำให้น้ำกระฉอก ตำไปเรื่อยๆ ประมาณ 15-20 นาที น้ำในหลุมจะเริ่มเปลี่ยนสภาพคล้ายๆ เอาสารส้มลงไปกวน ถ้าหากว่าน้ำยังไม่มีการเปลี่ยนสภาพต้องเติมดินลงไปอีก แล้วตำไปเรื่อยๆ เมื่อมองเห็นว่าน้ำเริ่มตกตะกอน ก็หยุดไปตำหลุมใหม่ ทิ้งน้ำให้ตกตะกอนในหลุม ค่อยๆ เอากะลาตักน้ำขึ้นมาจากหลุมจะได้น้ำที่ใสสะอาดไว้ดื่ม ถ้าตำในช่วงเช้าก็จะตักน้ำขึ้นจากหลุมในช่วงบ่าย พร้อมกับตำไว้ใหม่อีก และลุกมาตักน้ำในช่วงเช้าสลับกันไปอย่างนี้เรื่อยๆ ก็จะได้น้ำที่ใสสะอาดนำไปเก็บไว้ดื่ม "น้ำที่นำมาตำ ต้องไม่มีกลิ่นเหม็นสาป หากแต่ว่าเป็นน้ำขุ่นๆ ซึ่งจะเอามาตำ ให้เป็นน้ำใสเท่านั้น"
ลำดับขั้นตอนการแสดง
- ชายหนุ่มหญิงสาวเดินทางออกจากบ้าน โดยฝ่ายหญิงหาบครุน้ำมีกะลาตักน้ำอยู่ข้างใน ส่วนฝ่ายชายถือกระบอกไม้ไผ่ และเสียมสำหรับขุดดิน
- ฝ่ายชายจะขุดหลุมดินใกล้ๆ บ่อน้ำหรือหนองน้ำ ฝ่ายหญิงจะตักน้ำมาใส่หลุม ฝ่ายชายจะปาดปากหลุมให้เรียบ
- ฝ่ายหญิงจะดกยดินใส่หลุม ฝ่ายจะตำน้ำด้วยลำไม้ไผ่
- ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะคอยให้น้ำตกตะกอน ซึ่งในช่วงนี้จะมีการเกี้ยวพาราสีกัน ได้เวลาพอสมควรคาดว่าน้ำตกตะกอนแล้ว จะตักน้ำในหลุมหาบกลับบ้าน
เครื่องแต่งกาย ชายนุ่งโจงกระเบน โดยใช้ผ้าขาวม้าพื้นเมือง สวมเสื้อคอกลมแขนสั้น ใช้ผ้าขาวม้าคาดเอว หญิงนุ่งโจงกระเบนผ้าพื้นเมืองสีสด ใช้ผ้าขาวม้าพื้นเมืองห่มแบบตะเบ็งมาน ผมเกล้ามวยต่ำ ทัดดอกไม้สีขาวข้างซ้าย
เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสานใต้ วงกันตรึม ทำนองเพลงกัดเตรยและอาไขเวง
อุปกรณ์การแสดง 1) ครุสานด้วยไม้ชันยา 2) กะลามะพร้าวสำหรับตักน้ำ 3) เสียมสำหรับขุดดิน 4) ลำไม้ไผ่สำหรับตำน้ำขนาด 50-70 ซ.ม.
|