IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate KruMontree.com IsanGate IsanGate
IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate
IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate
IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate
IsanGate IsanGate
IsanGate   IsanGate

เพลงลูกทุ่งและหมอลำ

ภาคกลางเขามี Man City Lion ภาคอีสานบ้านเฮากะมี Star Home Don คือกัน
ดาว บ้านดอน
  ดาว บ้านดอน

ดาว บ้านดอน ชื่อจริงว่า เทียม เศิกศิริ ที่บ้านดอนมะยาง ต.ตาดทอง อ. เมือง จ.ยโสธร เป็นบุตรนายผ่าน - นางแพง เสิกศิริ ที่มีอาชีพทำนา จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านดอนมะยาง จากนั้นก็มาช่วยครอบครัวทำไร่นา แต่เมื่อมีเวลาว่างชอบที่จะมาทำหน้าที่เด็กวัดบ้านดอนมะยาง ที่อยู่แถวบ้าน เนื่องจากโปรดปรานการได้ขึ้นมาร้องเพลงลูกทุ่งบนหอระฆังของวัด ที่เขาบอกว่าเวลาขึ้นมาที่นี่ เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจดี โดยเพลงที่เขาโปรดปรานส่วนมากเป็นเพลงของ โฆษิต นพคุณ

มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน ลำบากมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เรียนหนังสือจบแค่ ป.4 ไม่มีโอกาสเรียนต่อทั้งๆ ที่เป็นคนเรียนเก่งความจำดี เมื่ออายุ 12 ปีได้บวชเป็นสามเณรที่วัดนี้ และสอบได้เปรียญธรรมชั้นตรี ระหว่างนั้นเขายังคงชื่นชอบการร้องเพลงอยู่ แต่ไม่สามารถร้องได้เพราะผิดศีล เพื่อหาทางออก เขาตัดสินใจสมัครเรียนการเทศน์มหาชาติ ที่ต้องอาศัยทักษะไม่ต่างไปจากการร้องเพลง

เขาฝึกเรื่องนี้อยู่ 2 ปี จนช่ำชอง และกลายเป็นสามเณรเสียงดี อาศัยร่มผ้ากาสาวพัสตร์ หัดเทศน์ทำนองแหล่จนชำนาญ เป็นสามเณรเสียงทองที่มีปฏิภาณเป็นเลิศ กลายเป็นสามเณรนักเทศน์แหล่อันดับหนึ่งของแผ่นดินที่ราบสูงในสมัยนั้น ที่ตระเวนเทศน์ในหลายพื้นที่ จนผู้คนเรียกกันว่า เณรบ้านดอน

ต่อมา สามเณรวัย 18 ปีก็เกิดไปหลงเสียงของ ชาตรี ศรีชล ทำให้ต้องตัดสินใจสึกออกมา ในช่วงเดียวกับที่วงดนตรีมิตรเพชรประชา วงดนตรีแถวบ้านประกาศรับสมัครนักร้อง ซึ่ง ดาว บ้านดอน และน้าชาย ก็มาเป็นนักร้องอยู่กับวงนี้ แต่หลังจากที่ทางวงช่วยกันเก็บเงินซื้อกลองชุดมาได้ชุดหนึ่ง และเกิดเหตุให้กลองตกลงมาแตก วงก็เลยแตกไปตามกลอง

ดาว บ้านดอน กลับมายึดอาชีพทำไร่ปอและทำนาตามเดิม เพื่อหาทุนรอนในการตามหาความฝันเรื่องการเป็นนักร้องอัดแผ่น เพราะเพื่อนชาวร้อยเอ็ดที่เป็นนักร้องวงดนตรีอุรารักษ์ในกรุงเทพฯ ชื่อ จะเด็ด เพชรอีสาน บอกกับเขาว่ามีทางลัดในการเป็นนักร้อง นั่นก็คือการหาเงินเพื่อบันทึกเสียง ยกระดับตัวเองเป็นนักร้องอัดแผ่น แล้วค่อยเอาแผ่นเสียงไปเสนอวงดนตรีดังๆ หรือครูเพลง ซึ่งจะทำให้ดูมีภาษีกว่าการไปสมัครมือเปล่าๆ

ดาวบ้านดอน

หลังจากทำไร่ปอจนเก็บเงินได้ 8,000 บาท ดาว บ้านดอน กับเพื่อนอีกคน ก็เข้าห้องอัด โดย ดาว บ้านดอน อัดเพลง หนุ่มยโสธร ที่เขาแต่งเอง แต่เป็นการเลียนแบบเพลงบุพเพสันนิวาส ของครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่แต่งให้ ศรคีรี ศรีประจวบ งานนี้อดีตสามเณร หันมาใช้ชื่อ ดาว บ้านดอน ที่ตั้งขึ้นเอง โดยมีที่มาจากฉายา เณรบ้านดอน สมัยยังบวชเป็นเณรอยู่ งานนี้ทั้งสองคนตกลงออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่งคือ คนละ 3,000 บาท

ที่เมืองกรุง ทั้งสองไปบันทึกเสียงกันที่ห้างแผ่นเสียงกมลสุโกศล โดยมีวงดนตรีเพชรสำราญเล่นดนตรีให้ ซึ่งก็ใช้เครื่องดนตรีแค่ 4 ชิ้นเท่านั้น หลังบันทึกเสียงเสร็จ ก็สั่งตัดแผ่นออกมา 200 แผ่น เพื่อนำไปตระเวนแจกตามสถานีวิทยุ และหนึ่งในนั้น ดาว บ้านดอน ต้องการนำไปให้ นพดล ดวงพร เจ้าของวงดนตรีเพชรพิณทอง อันลือลั่นที่อุบลราชธานี แต่ปรากฏว่าคำแรกที่นพดล ดวงพร พูดหลังจากให้ฟังแผ่นเสียง และดาว บ้านดอน ย่ื่นความจำนงอยากจะขอเป็นนักร้องหรือนักแต่งเพลงในวงก็คือ "ดายหญ้าเป็นหรือเปล่า?" ทำเอา ดาว บ้านดอน ต้องผิดหวังและรีบกลับบ้านทันที

จากนั้น ดาว บ้านดอน ได้นำแผ่นเสียงไปให้นักจัดรายการเพลงลูกทุ่ง 2 คน ที่สถานีวิทยุ จ.ส. ร้อยเอ็ด ก่อนที่จะนำส่วนที่เหลือออกเร่ขายในราคาถูกๆ เพื่อหาทุนคืน จากนั้นเขากับเพื่อนก็ไปสมัครเป็นนักร้องอยู่กับวงดนตรีอุรารักษ์ และต่อมาย้ายมาอยู่กับเพชรสำราญ

ในขณะนั้นเพลง "หนุ่มยโสธร" ที่เขานำไปฝากกับนักจัดรายการที่ร้อยเอ็ด ก็เป็นที่ชื่นชอบของนักฟังเพลงทีร้อยเอ็ด จนเพลงติดอันดับ 1 ของร้อยเอ็ดอยู่หลายสัปดาห์ ทำให้ในที่สุด เทพบุตร สติรอดชมพู เจ้าของวงดนตรีและคณะหมอลำชื่อดังของภาคอีสาน ต้องรุดมาเอาตัวดาว บ้านดอน ไปร่วมงานด้วย โดยส่งเขาไปประจำคณะหมอลำเพชรสยาม

ดาว บ้านดอน ในฐานะนักร้องอย่างเต็มภาคภูมิ ออกแสดงครั้งแรกที่สุรินทร์ การเดินสาย ทำให้เพลง หนุ่มยโสธร ของเขาโด่งดังมากขึ้น เขาจึงได้แต่งเพลงเพิ่มอีกหลายเพลง ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมาก เทพบุตร สติรอดชมพู จึงตั้งวงดนตรีดาว บ้านดอน ให้เขา จากนั้นในปี 2516 ดาว บ้านดอน ก็มาโด่งดังอย่างสุดๆ จากเพลง ลำเพลินเจริญใจ เพลงนี้ทำให้งานเพลงเก่าๆ ของเขา และการแสดงหน้าเวทีได้รับความนิยมตามไปด้วย แต่หัวหน้าวงตัวปลอมเช่นเขาก็ยังคงได้รับเงินเดือนจากหัวหน้าตัวจริงเดือนละ 2,500 บาทเท่าเดิม

ดาว บ้านดอน

ดาว บ้านดอน จึงไปขอขึ้นค่าตัว และได้รับการปรับขึ้นมาเป็นวันละ 300 บาท ใกล้เคียงกับศักดิ์สยาม เพชรชมภู เบอร์ 1 ของเครือที่ได้วันละ 450 - 500 บาท แต่นักร้องทั้งสองก็ยังรู้สึกว่า รายได้ของพวกเขาไม่เป็นธรรม ดาว บ้านดอน จึงทิ้งวง หนีตามไปอยู่กับศักดิ์สยามที่ทางภาคเหนือ ซึ่งทางเทพบุตร สติรอดชมพู พยายามตามทั้งสองคนกลับมา แต่ได้กลับมาเฉพาะศักดิ์สยามเท่านั้น ส่วนดาว บ้านดอน ไม่ยอมกลับมารับค่าตัววันละ 300 บาทตามเดิม

ดาว บ้านดอน กลับมาทำไร่ปอและแตงโมที่บ้านเกิด เพื่อหาทุนตั้งวงดนตรีของตัวเอง ขณะเดียวกันก็พยายามผลิตผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้แฟนเพลงลืม ในที่สุดเขาก็ตั้งวงได้ และออกเดินสายแถวภาคอีสาน ต่อมาเขาได้รู้จักกับ คมศร พรสวรรค์ นักจัดตารางการแสดงวงดนตรีในกรุงเทพฯ และก็ได้มอบหมายให้คมศรช่วยจัดตารางการแสดงของวงให้ ทำให้เขาสามารถเปิดการแสดงในพื้นที่ที่กว้างมากขึ้น

แต่หลังจากคบค้ากันมานาน ดาว บ้านดอน ก็ได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว คมศร พรสวรรค์ ก็คือธุรกิจสายหนึ่งของ เทพบุตร สติรอดชมพู นั่นเอง ทำให้เขารู้สึกอึดอัดไม่น้อยที่ต้องกลับมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของเจ้านายเก่า แต่ก็ทำใจได้ และเดินหน้าทำงานกับเจ้านายต่อไปตามเดิม

ดาว บ้านดอน

ปี 2525 ดาว บ้านดอน ออกผลงานชุด ยอดตำลึงชุมแพ ก่อนที่จะประกาศปิดวง นำรถอุปกรณ์ และเครื่องดนตรีให้วงดนตรีของนักร้องหน้าใหม่เช่า ส่วนตัวเองก็หันไปเป็นนักร้องรับเชิญกับวงดนตรีหน้าใหม่เหล่านี้ แต่ก็ยังคงผลิตผลงานเพลงของตัวเองออกมาเรื่อยๆ ร่วมทั้งตั้งหน้าตั้งตาแต่งเพลงปั้นนักร้องแนวหมอลำหน้าใหม่

ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างมากกับ สมจิตร บ่อทอง และ ฮันนี่ ศรีอีสาน และอีกหลายคน นอกจากนั้น ก็ยังแต่งเพลงให้นักร้องมากมายทั้ง ศักดิ์สยาม เพชรชมพู จินตหรา พูนลาภ พิมพา พรศิริ สันติ ดวงสว่าง สดใส รุ่งโพธิ์ทอง สาธิต ทองจันทร์ ลูกแพร - ไหมไทย อุไรพร พิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย ศรเพชร ศรสุพรรณ

สำหรับชีวิตครอบครัวนั้น ดาว บ้านดอน แต่งงานตอนอายุ 21 ปี คือก่อนตอนเป็นนักร้องกับสาวบ้านเดียวกันและมีลูก 1 คน ก่อนจะเลิกรากันไป พอถึงปี 2518 ช่วงที่กำลังดังเต็มที่ก็แต่งงานอีกครั้งกับสาวร้อยเอ็ดชื่อ บุญเรือง และมีลูก 5 คน และในปี 2521 ก็แต่งงานอีกครั้งกับสาวร้อยเอ็ดอีกคนชื่อคำพัน และ มีลูกอีก 1 คน ปัจจุบัน ภรรยาทั้งสอง และลูกๆ ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน


รางวัลเกียรติยศ
  • รางวัลเสาอากาศทองคำพระราชทานปี พ.ศ. 2519 จากเพลง "คนขี่หลังควาย"
  • รางวัลกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2534 จากเพลง "คนขี่หลังควาย"

 


 

Home ภาษาอีสานวันละคำ ผญา สุภาษิต อักษรโบราณอีสาน ธรรมะจากหลวงพ่อ ไปเอาบุญบ้านเฮา มาม่วนซื่นโฮแซว มาม่วนซื่นโฮแซว แผนผังเว็บไซต์