IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate Easyhome in Thailand IsanGate IsanGate
IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate
IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate
IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate IsanGate
IsanGate IsanGate
IsanGate   IsanGate

หนังปราโมทัย ตำนานที่ต้องสืบสานต่อลมหายใจ

หนังปราโมทัยหรือหนังตะลุงอีสานนั้นมีชื่อเรียกแตกต่างกันหลายชื่อ เช่น หนังปะโมทัย หนังประโมทัย หนังปราโมทัย หนังบักตื้อ และหนังบักป่องบักแก้ว คำว่า หนังปราโมทัย น่าจะมาจากคำว่า ปราโมทย์ ซึ่งหมายถึงความบันเทิงใจ ความปลื้มใจ ส่วนคำว่า ประโมทัยและปะโมทัย สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นชื่อของคณะหนังตะลุงก็ได้ ส่วนหนังบักตื้อ และหนังบักป่องบักแก้ว มาจากชื่อตัวตลก (ตัวหนัง)

หนังปราโมทัยคณะเพชรโพนทัน

หนังปราโมทัย ซึ่งได้รับความนิยมจากชาวบ้าน เป็นการละเล่นซึ่งผสมผสานกันระหว่างหนังตะลุงกับหมอลำ โดยตัวที่เป็นตัวเอก ตัวพระ ตัวนาง หรือเป็นเจ้าจะพูดภาษากลาง ตัวตลก เหล่าเสนาอำมาตย์ จะเป็นภาษาอีสาน เรื่องที่นำมาแสดงก็จะเอาวรรณกรรมพื้นบ้านมาแสดง เช่น สังข์ศิลป์ชัย จำปาสี่ต้น การะเกษ ผาแดงนางไอ่ ท้าวก่ำกาดำ รวมทั้งวรรณคดีเอกอย่าง รามเกียรติ์

หนังปะโมทัยอีสานนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นศูนย์กลางแห่งแรก คณะหนังปะโมทัยคณะเก่าแก่ที่สุดคือ คณะฟ้าบ้านทุ่ง ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2467   คณะหนังปราโมทัยที่เก่าแก่รองลงมาได้แก่ คณะบุญมี ซึ่งมาจากจังหวัดอุบลราชธานี

และมาตั้งคณะขึ้นในจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อปี พ.ศ. 2476   คณะประกาศสามัคคี ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2490   นอกจากนี้ยังมีคณะ ช. ถนอมศิลป์ บ้านโคกไพลี ตำบลโพธิ์ทอง กิ่งอำเภอศรีสมเด็จ คณะ ป. บันเทิงศิลป์ บ้านสีแก้ว ตำบลสีแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด คณะหนังปะโมทัยของผู้ใหญ่ถัง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เป็นต้น

คณะหนังปะโมทัยคณะหนึ่งมีประมาณ 5 - 10 คน เป็นคนเชิด 2 - 3 คน ซึ่งจะทำหน้าที่พากย์และเจรจาด้วย แต่ก็มีบางคณะที่ทำหน้าที่เชิดอย่างเดียว โดยมีคนเจรจาแยกเป็นชายจริงหญิงแท้ต่างหาก มีนักดนตรีประมาณ 3 - 5 คน เครื่องดนตรีจะประกอบด้วย ระนาดเอก 1 ราง ตะโพน 1 ใบ ฉิ่ง 1 คู่ ต่อมามีการนำเอา พิณ แคน กลอง ฉิ่งฉาบ เข้ามาเสริมเพื่อให้เกิดความไพเราะเร้าใจขึ้น ทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาคล้ายกับหมอลำนั่นเอง คณะหนังตะลุงที่ผม (ผู้ทำเว็บไซต์) ได้รู้จักและเคยเฝ้าดูการละเล่นมาตั้งแต่เด็กจนหนุ่มคือ คณะ ฟ.บันเบิงศิลป์ แต่ช่วงหลังก็หายไปคงจะเลิกกิจการไปแล้ว

การเชิดหนังปราโมทัยยุคใหม่

bgความเชื่อเกี่ยวกับการแสดง

ความเชื่อของผู้เล่นหนังประโมทัยนั้น มีข้อห้ามต่างๆ ที่ถือเป็นเรื่องเคร่งครัด อย่างเช่น ห้ามตั้งโรงหนังหันหน้าไปทางทิศตะวันตกโดยเด็ดขาด เพราะเชื่อกันว่าเป็นทิศอัปมงคล จะทำให้การแสดงตกต่ำไม่รุ่งเรือง ก่อนการแสดงทุกครั้ง ต้องระลึกถึงครูอาจารย์ของแต่ละคณะ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คณะ และทำให้ผู้ชมนิยมชมชอบ หากเดินทางไปแสดงหนังแลกข้าวจากหมู่บ้านอื่น ก็ต้องไม่ออกเดินทางไปในวันพระแรมและขึ้น 15 ค่ำ หัวหน้าคณะหนังต้องนำดอกไม้ธูปเทียนมาทำพิธีบูชาหน้าที่บันไดบ้านเสียก่อน และต้องหันหน้าไปทางทิศเหนือ เมื่อกล่าวคาถาจบก็ต้องกลั้นลมหายใจพร้อมกับกระทืบเท้าข้างขวาอีก 3 ครั้ง

bgวิธีการและขั้นตอนการแสดง

การแสดงหนังประโมทัยเริ่มเวลา 2-3 ทุ่ม จบประมาณ 6 ทุ่ม ถึงตี 1 หรือตี 2 ก่อนเริ่มการแสดงหัวหน้าคณะทำพิธีไหว้ครู เพื่อคารวะครูบาอาจารย์ และขอให้การแสดงในครั้งนี้ราบรื่น เป็นไปด้วยดี และให้เป็นที่นิยมของผู้ชม หัวหน้าคณะประนมมือยกขึ้นเหนือศีรษะสวดบริกรรมคาถา "ยกอ้อ ยอครู"

สิ่งของสำหรับพิธีกรรมไหว้ครู (เครื่องคาย) ของพ่อคำตา อินทร์สีดา ได้แก่ ขันธ์ห้า (ดอกไม้ 5 คู่ เทียน 5 คู่) เหล้าขาว 1 ขวด ไข่ดิบ 1 ลูก เงิน 12 บาท ถ้าถุง 1 ผืน และแป้ง 1 กระป๋อง

bgขั้นตอนการไหว้ครู

หัวหน้าคณะ ได้จัดเตรียมเครื่องคายสำหรับไหว้ครูรวมทั้งตัวหนังตะลุง การไหว้ครูนั้นมีหัวหน้าคณะและลูกวงบางส่วนร่วมพิธีไหว้ครู เรียกว่า "พิธียกอ้อ ยอครู" โดยนำตัวหนังที่เด่นๆ (ตัวพระ ตัวนาง และตัวตลกสำคัญ) มาวางไว้ด้านหน้าเครื่องคาย รวมเครื่องคายทั้งหมดใส่ถาดแล้วผู้นำยกอ้อ ยอครู จุดเทียน 1 คู่ กราบ 3 ครั้ง เพื่อคารวะครูบาอาจารย์ และทั้งตัวหนังตะลุงที่ถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ด้วย ยกเครื่องคายขึ้นสูงประมาณจมูกของผู้กล่าวยกอ้อ ยกครู แล้วผู้กล่าวนำสวดบริกรรมคาถา วางเครื่องคายลง แล้วทาแป้งที่ใบหน้าของผู้นำยกอ้อ ยอครู แล้วส่งแป้งต่อๆ ไปให้ลูกวงทาที่ใบหน้าด้วย

bgขั้นตอนการเชิดหนังประโมทัย

ก่อนการแสดง มีการเตรียมตัวหนังที่ใช้ในการแสดงโดยปักตัวละครไว้ที่ต้นกล้วย ที่มัดไว้ห้อยหัวทิ้งลงข้างล่าง ดนตรีเริ่มบรรเลง นักแสดงเริ่มจัดฉากละครตัวหนังที่ตนรับผิดชอบ เรียงไปจนเต็มฉาก ก่อนการโหมโรงก็มีผู้แสดงประกอบจำนวนหนึ่งมาเต้นประกอบดนตรี อยู่ด้านข้างซ้าย-ขวาของเวที 1 เพลง แล้วเริ่มการโหมโรงต่อ

การออกโรง หรือการโหมโรง โดยการตีระนาด ซึ่งหัวหน้าคณะเป็นคนตีระนาดบรรเลงเพลงและร้อง เออ... พร้อมกับการตีระนาดสลับกันไป-มา ในเนื้อหามีคำขอขมาครูบาอาจารย์ เมื่อจบการขอขมาครูอาจารย์และออกแขกแล้ว นักแสดงแต่ละคนก็จะเชิดตัวหนังทีละตัวตามเนื้อเรื่องที่ใช้แสดง ตั้งแต่ตัวพระตัวนางไปเรื่อยๆ จนหมด สลับกับการเล่นดนตรี ตัวหนังที่แสดงชูโรงซึ่งเป็นตัวเอกตลอดกาลของหนังประโมทัย คือ ตัวหนัง "ปลัดตื้อ" นั่นเอง


alertหนังปราโมทัย : ตำนานที่ต้องสืบสานต่อลมหายใจ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2548 ที่ผ่านมาได้ทราบข่าวจากแม่ยายว่า จะมีคณะหนังปราโมทัยมาแสดงที่วัดแสนสำราญ อำเภอวารินชำราบ จึงไม่พลาดที่จะต้องไปชมรำลึกถึงความหลัง ว่าหนังปราโมทัยเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ผมรู้จักกับวันนี้ต่างกันอย่างไร

กลองชุด กีตาร์และเบสกระหึ่ม

ผิดคาดตั้งแต่เข้าไปในบริเวณวัดแล้วครับ เพราะได้ยินแต่เสียงดนตรีสไตล์ลำซิ่ง กลองชุด กีตาร์ เบส ม่วนหลาย สายตาเหลือบไปเห็นจอหนังปราโมทัยแน่ๆ แต่ดนตรีนี่ซิมันขัดแย้งอดีต

มองดูบริเวณหน้าจอมีผู้คนจำนวนไม่น้อย (ดูวัยก็เลยสามสิบห้าขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ เด็กเล็กๆ ไม่เห็นมีวัยจ๊าบส์เลยแฮะ) แต่ด้านข้างโรงทำไมคนตรึมเลยล่ะ ทั้งหนุ่มทั้งแก่ชูคอกันเพียบเลย

จะไม่ให้ตรึมได้ไง เพราะด้านหลังโรงคือกลุ่มของนักดนตรีเจ้าของเสียงเมื่อสักครู่กำลังบรรเลงอย่างมันในอารมณ์ทีเดียว ด้วยเครื่องดนตรีสมัยใหม่ เพลงและกลอนลำสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกลอนลำซิ่งของประสาน เวียงสีมา เมียผู้ใหญ่บ้านกับอีกหลายเพลงฮิต พอมองดูไปที่จอเหล่านักเชิดวัยซิ่ง (คะเนด้วยสายตา 45 ขึ้นทั้งนั้น) กำลังชักเชือกให้สาวซิ่งบนจอยักย้ายส่ายสะโพกอย่างสนุกสนาน

ผมยังอดที่จะขยับเท้าตามไปด้วยไม่ได้เลย แน่แล้วนี่คือการสืบสานต่อลมหายใจให้กับหนังปราโมทัยอีกเฮือก ไม่ต่างจากหมอลำคู่ที่พัฒนามาเป็นลำซิ่ง หนังปราโมทัยก็ย่อมจะต้องซิ่งเพื่อความอยู่รอดเช่นเดียวกัน

นางรำซิ่งบนจอ เต้นกันม่วนหลายโดยคนเชิดวัยซิ่ง
การแสดงเรื่องรามเกียรติ์

การแสดงหน้าม่านด้วยความสนุกสนานนี่ดำเนินไปอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ได้เวลาที่การแสดงตามรูปแบบหนังปราโมทัยดั้งเดิม จะเริ่มต้น เรื่องราวที่นำมาแสดงในวันนี้ก็ยังคงเป็น "รามเกียรติ์" เหมือนเมื่อครั้งอดีต เพียงแต่จะจับตอนใดมาแสดงตามความเหมาะสม (กับสถานการณ์บ้านเมืองขณะนั้น จะได้แทรกมุขตลกโปกฮาได้)

ลักษณะการแสดงของหนังปราโมทัยของชาวอีสาน ตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ จะใช้ภาษาไทยกลาง (ค่อนข้างแปร่งๆ ตามประสาครับ) ส่วนเหล่าเสนา อำมาตย์ ทหาร และชาวบ้านจะใช้ภาษาอีสาน ผู้ให้เสียงในคณะนี้จะมีนายหนังที่สามารถในเรื่องบทกลอนเป็นผู้นำเรื่อง ส่วนตัวอื่นๆ จะมีทั้งชายจริง หญิงแท้ช่วยกันประมาณ 3 คน ที่เหลือจะเป็นเพียงผู้เชิดหนัง ให้แสดงบทบาทตามเสียงพากย์

alertมุมมอง : ของคนร่วมสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงในวันนี้

ผมค่อนข้างจะผิดหวังกับตัวหนังมากครับ ไม่มีรายละเอียด ฝีมือการตัดหนัง ฉลุลวดลาย ไม่ถึงศิลปะของลวดลายไทยแบบดั้งเดิม แม้แต่สีสันก็ฉูดฉาดเกินจริง และไม่ตรงกับความหมายของตัวละคร ตามแบบแผนศิลปกรรมไทยดั้งเดิมครับ (เพราะผมถูกเคี่ยวเรื่องศิลปไทยจากท่านอาจารย์จุลทัศน์ พยัคฆรานนท์ มาสมัยเรียนที่ มศว.ประสานมิตร เลยตาถึงนิดหน่อยครับ)

ตัวละครที่เป็นเสนาและตัวตลก ซึ่งจะต้องมีการชัก และเชิดท่าทางการเคลื่อนไหวต่างๆ ก็ทำได้อย่างหยาบๆ เท่านั้นเอง แต่ผมก็ยังให้ความชื่นชมของผู้สืบสานต่อลมหายใจให้กับหนังปราโมทัยกลุ่มนี้อยู่ครับ

ตัวหนังสีฉูดฉาด แต่ขาดรายละเอียดทางศิลป์
ระนาด ยังคงใช้ในการดำเนินเรื่อง ส่วนคีย์บอร์ดนี่มาเสริม

เพราะนี่คือฝีมือแบบชาวบ้านจริงๆ ไม่ได้รับการปรึกษาจากผู้รู้เพียงแต่จดจำสืบทอดกันมา ไม่ได้เรียนศิลปไทยจากที่ใดมาก่อน ทำกันเพราะใจรักจริงๆ ก็ต้องยกย่องชื่นชมครับ

เครื่องดนตรีดั้งเดิม ระนาดเอก ตะโพน ฉิ่ง ยังคงอยู่ครับสำหรับการดำเนินเรื่องของตัวเอก (ตัวพระ ตัวนางและยักษ์) แต่ทัพเสริมนี่มีทั้งกลองชุด กีตาร์ เบส คีย์บอร์ดมาช่วยเสริม ซึ่งจะใช้ในตอนที่ตัวตลกออกมาดำเนินเรื่องแก้ง่วงช่วงดึกๆ

ลักษณะของการแสดงในวันนี้เมื่อมีการเปลี่ยนไปแล้วก็จริง แต่การจะดึงดูดให้ผู้ชมยังคงอยู่กับหนังปราโมทัยได้ตลอดคืน เหมือนเมื่อครั้งอดีตคงเป็นเรื่องยากเสียแล้ว เพราะจุดน่าสนใจมีน้อยมาก สู้การแสดงของหมอลำไม่ได้ ทำไมหรือ?

หมอลำหมู่หรือแม้แต่หมอลำซิ่ง ผู้ชมได้รับความสนุกสนานทั้งเสียงดนตรี เสียงร้องและเสียงลำ ส่วนสายตาก็ได้ชื่นชมท่าทางการฟ้อนของผู้รำ (ที่อาจมีการสวมชุดที่ออกจะออกอาการหวาดเสียวนิดๆ ด้วย)

ในขณะที่หนังปราโมทัยนั้น ผู้ชมได้ยินเสียงครึกครื้น จากเสียงดนตรี แต่สายตาเห็นแต่เงาเต้นกระย่องกระแย่งอยู่บนจอ มันขาดรสชาติอยู่นะครับ ถ้าเนื้อหาการแสดงไม่ดึงดูดใจ ให้ตรึงผู้ชมอยู่กับที่ได้ โอกาสที่คนดูจะลุกไปก่อนเที่ยงคืนก็มีสูงมาก อย่างตะลุงภาคใต้นั้นมีแรงดึงดูดคือพลังทางการเมือง ความสนใจของผู้คนต่อปัญหาสังคม ทำให้นายหนังมีโอกาสฉวยเอาเรื่องเล่านั้นมาเล่า มาแสดงให้ตลกได้ แต่สำหรับคนอีสานคงจะยากอยู่พอสมควร

ผมยังคงมองไม่ออกว่าจะปรับเปลี่ยนในรูปใด จึงจะสานต่อให้หนังปราโมทัยยังคงอยู่ได้ ให้มีการแสดงแพร่หลายออกไป ได้แต่เอาใจช่วยนำมาเสนอให้ท่านทั้งหลายได้รู้จักกัน

การเชิดตัวตลกขณะจะเข้าเฝ้าตัวพระ

ผมไม่มีโอกาสได้สนทนากับนายหนัง หรือหัวหน้าคณะเลย เพราะติดการแสดงตลอดเวลา (คณะเดินทางมาถึงงานช้า เพราะหลงทางไม่เคยมา พอมาถึงก็ติดตั้งอุปกรณ์แสดงกันเลย) ได้สอบถามจากนักดนตรี และคณะผู้ร่วมงาน ก็ทราบเพียงว่า มาจากบ้านโพนทัน จังหวัดยโสธร ทั้งหมดเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน ได้รับการสอนแนะนำจากหัวหน้าคณะ ช่วยกันทำและฝึกซ้อม ออกแสดงรับงานทั่วไป ไม่แน่ใจว่าจะยังคงอยู่ได้นานอีกเท่าใด เพราะหลังๆ ก็ไม่ค่อยมีงานมากนัก


alertบันทึกสุดท้าย :

นับว่าเป็นโอกาสดีที่ผมได้ทราบข่าวนี้และไปบันทึกภาพและเหตุการณ์นี้ไว้ ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะนึกถึงและโหยหาอดีตแต่ก็ยากที่จะได้ชม ก็ต้องฝากไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (กระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานอื่นๆ) ที่จะต้องช่วยกันหาทางอนุรักษ์สืบสานไว้ให้ลูกหลานเราได้ชม ได้ศึกษาถึงความงดงามของศิลปการแสดง "หนังปราโมทัย" นี้ มีเอกสารทางวิชาการมาฝาก เผื่อใครจะศึกษาและนำไปอนุรักษ์เผยแพร่ต่อ หนังประโมทัย : ศิลปการแสดงอีสานที่กำลังเลือนหายไป


หนังประโมทัย (หนังบักตื้อ) เรื่อง สังข์สินชัย คณะ "ทวีคูณ หนังตะลุง" บ้านโคกทม ต.บัวแดง อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด 45190


Back

 

Home ภาษาอีสานวันละคำ ผญา สุภาษิต อักษรโบราณอีสาน ธรรมะจากหลวงพ่อ ไปเอาบุญบ้านเฮา มาม่วนซื่นโฮแซว มาม่วนซื่นโฮแซว แผนผังเว็บไซต์