"ตอนนั้นได้ร้อยหนึ่ง โอ๊ย! ดีใจมากเลยนะตอนนั้น เพราะต้องนั่งรถจากหนองหอยมาประกวดกับเขา ทั้งที่ไม่มีเงินค่ารถอะไรหรอก ด้วยความอยากไปเลยขโมยข้าวเปลือกแม่ขายไป 2 ปี๊บ ได้เงินมาสัก 37 บาทได้ ก็เอามาเป็นค่ารถไปประกวด พอมาถึงโคราช รถจะวิ่งเข้าบขส. ต้องเดินออกมาที่เวทีประกวดก็จะผ่านอนุสาวรีย์ย่าโม นั่นคือวันที่ได้ไหว้ย่าโมครั้งแรก ยกมือไหว้ไกลๆ ขอย่าว่าให้ลูกชนะด้วยเถิด ไม่ได้มีดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปจุดไหว้อะไร ตอนหลังจะเข้ากรุงเทพฯ ถึงได้เข้าไปไหว้ลาจริงๆ ที่ขออย่างนั้น เพราะว่าวันนั้นเราต้องชนะให้ได้นะ คิดดูสิ ชั่วโมงนั้นถ้าไม่ชนะก็ไม่รู้ว่าจะกล้ากลับบ้านหรือเปล่า เพราะโขมยข้าวแม่ขายเอาตังค์มาเป็นค่ารถ จึงต้องชนะให้ได้รางวัลไปใช้คืนแม่น่ะ จำได้เลยว่าข้าวก็ไม่มีตังค์ไปกิน เพราะพาน้องชายไปเป็นเพื่อนเลยให้น้องกินคนเดียว ตัวเองตอนหิวออกมาเปิดน้ำก๊อกที่ข้างหลังเวทีกิน ไม่ได้กินอะไรเลย หกโมงเย็นเขาถึงจะตัดสินก็พอดีรถคิวบ๊วยหมด เดินมาหน้า บขส. หอบข้าวของรางวัลมาพะรุงพะรัง แฟ้บ ยาสีฟัน สบู่ ตอนนั้นได้ยี่ห้อนกแก้วนะ แล้วก็แป้งสปริงซอง...พวกสามล้อเห็นก็เวียนมาถามไปไหมๆ แต่เราไม่ขึ้นหรอก ไม่อยากจะจ่ายเงิน ก็เลยเดินกลับกันเอง พอเขาไปบอกว่าจะปั้นให้เป็นนักร้องดีใจไหม?"ไม่เลย ตกใจมากกว่าว่าเขามาได้อย่างไร ยิ่งพอเขาบอกว่าจะเอาไปปั้นเป็นนักร้องยิ่งไม่สนใจเลย"
"...สำหรับสุ นี่คือวิธีที่ทำให้เราหาเงินช่วยครอบครัวได้" ตกลงว่าอย่างไรกัน"ก็ถามเขาว่าต้องเป็นเมียคุณก่อนหรือเปล่าถึงจะมีแผ่นเสียงออกมา... โอ๊ย ! พอพูดอย่างนั้น เขายกพระในคอขึ้นมาสบถสาบานวุ่นวาย ถ้าเป็นคนอย่างนั้นขอให้ฉิบหายอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เรายังไม่ไว้ใจ เลยบอกว่าต้องถามพ่อแม่ก่อน พอไปหาพ่อแม่ๆ ก็บอกแล้วแต่เรา แต่พี่สาวเขาเชียร์เต็มร้อย เลยคิดว่า เออ...ลองดูก็แล้วกัน ตกลงเขาไปเพราะแรงยุของพี่สาว แรกๆ ที่ไป บริษัทอยู่ปากคลองตลาด พี่สาวก็จะพานั่งรถเมล์สาย 60 มีนบุรี-ปากคลองตลาดทุกวัน แต่กว่าจะถึงก็เมารถอย่างแรงจนอ้วกแตกไปทุกวัน พอถึงบริษัทก็สลบไสลไม่มีแรงทำอะไรแล้ว อาเขาเลยให้ไปอยู่ที่บ้านเขา แรกๆ ก็ระแวงเหมือนกัน แต่พี่สาวให้หลานไปนอนเป็นเพื่อน แล้วอยู่ไปๆ ก็เห็นว่าจริงๆ แล้วเขาก็คนบ้านนอกเหมือนเรานี่ล่ะ กินอยู่กันอย่างไร มีความเป็นอยู่แบบไหน นอกจากลูกเมีย ก็มีลูกน้องในบ้านอีกหลายคน เพราะตอนนั้นอาเขาทำวงชาตรี ศรีชล กับแสนสุข แดนดำเนิน อยู่แล้ว สักพักก็วางใจ..."
เป็นเพลงที่เกี่ยวกับโคราชทั้งนั้นเลย ตั้งใจปั้นที่ความเป็นคนโคราชกันเลยหรือ? "ยังไงไม่ทราบเหมือนกัน เพราะเป็นความคิดของอาเขากับอาจารย์ชลธี ธารทอง นักแต่งเพลง เราไม่ประสีประสาอะไรเขาให้ร้องก็ร้อง มานึกสมัยนี้ยังขำเลยว่ารถไฟอะไรของเขาแล่นปราดๆ เขาเขียนมาให้ร้องนะ ...รถไฟแล่นปราดๆ กลับโคราชบ้านเอ็ง... คิดว่าเขาคงจะให้เข้าสัมผัสกับโคราชนะ เพราะถ้ารถไฟแล่นฉึ่กฉั่กคงไม่เข้าโคราชแน่เลย" (ยิ้มอารมณ์ดี) ชุดไหนถึงดัง? "หลังจากนั้นอีกหลายชุด ตอนไปอยู่กับบริษัทชัวร์ออดิโอ ซึ่งตอนที่มาอยู่กับชัวร์ฯ นี่เขาบอกต้องเปลี่ยนไปใช้ชื่อเดิม คือสุนารี ราชสีมา หลังจากที่อาเขาเคยให้ใช้ ทับทิม นิยมทอง นายห้างชัวร์ฯ เขาบอกว่าไม่งั้นคนจะไม่รู้จักเลยว่า เราเป็นนักร้องชนะการประกวดมา แต่เปลี่ยนชื่อแล้วก็ยังไม่ดัง !" จับจุดได้ไหมว่าทำไมถึงไม่ดังสักที ทั้งที่แต่ละเพลงที่พูดถึงก็เพราะและทุกวันนี้ก็คือเพลงดังเพลงหนึ่ง"ค่ะ ตอนที่มาทำชุด สุดท้ายที่กรุงเทพฯ นี่ มีเพลงในชุดชื่อ กลับไปถามเมียคุณดูเสียก่อน เพลงนี้คนฟังแล้วเขาฟีดแบกมาที่บริษัทว่าดี เขาชอบ ทำให้รู้สึกว่าเขาชอบเพลงช้าของเรา ตอนหลังก็เลยทำเพลงช้าออกมาอย่าง รายงานหัวใจ ทางสายใหม่ พวกนี้ เริ่มดังแล้ว จริงๆ แล้วกี่ชุดๆ ที่ทำออกมาจะเป็นเพลงเร็ว เพลงเต้น เพราะตอนนั้นตลาดลูกทุ่งเป็นของพุ่มพวง เพลงกระแซะกำลังดัง เลยตามตลาดพุ่มพวง เฮทำเพลงเต้น เพลงเร็วกัน เราก็หลงทางไปกับเขาด้วย บังเอิญว่าในชุดที่เราทำเพลงเร็วมันก็มีเพลงฟังอยู่บ้าง ชุดละ 2-3 เพลง แต่ไม่ได้โปรโมท ต้องคนที่ซื้อเทปถึงจะได้ฟังเพลงช้าของเรา ซึ่งเขาฟังแล้วชอบก็บอกทางบริษัทว่าเขาชอบสุนารีแบบนี้มากกว่า ทีนี้พอเริ่มดังของเราเอง เพลงเก่าๆ ที่ร้องไว้ชุดก่อนๆ เลยได้ทยอยมาดังตามน้ำทีหลัง กราบเท้าย่าโม ก็เหมือนกัน ทำไว้ตั้งแต่ชุดที่ 3หรือที่ 4 ถึงมาดังทีหลัง"
จากท้องนาสู่ฉายาราชินีลูกทุ่งยุคนี้ ถึงจุดสูงสุดของสุนารีแล้วหรือยัง? "ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะไปอย่างไร ขนาดไหน แต่เท่าที่ผ่านมาสุพูดได้ว่าในหน้าที่การงาน ในสายอาชีพของสุ รู้สึกว่าเป็นเกียรติสูงสุด มีบุญที่สุด ที่ได้ร้องเพลง ส้มตำ พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพฯ แล้วต่อมาก็ได้ร้องในชุดมณีพลอยร้อยแสง ที่พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงแต่งร่วมกับสมเด็จพระเทพฯ แล้วก็วันที่ร้องเพลงส้มตำถวายหน้าพระที่นั่ง พระราชินี ในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทยที่ศูนย์วัฒนธรรม ร้องเสร็จ ผู้จัดเขาก็มาบอกว่า ทรงให้เข้าเฝ้า ซึ่งไม่มีใครรู้มาก่อน ร้องเสร็จลงมาก็ไปเข้าเฝ้าตื่นเต้นมาก คลานเข้าไปนี่รองเท้าหลุดเลย พอเข้าไปใกล้ๆ พระเทพฯท่านก็บอกแม่ท่านนะว่า นี่ไง คนที่ร้องเพลงที่หม่อมฉันแต่งอะไรทำนองนี้ พระราชินีท่านก็คุยสุภาพมาก ประทับใจไม่ลืมเลย ทุกวันนี้ยังเล่าให้ลูกฟังอยู่เลย ว่าแม่นี่ได้เข้าเฝ้าพระราชินีมาแล้วนะลูก" นอกจากเหตุการณ์ครั้งนี้ มีครั้งไหนที่ประทับใจคุณสุอีก"เคยไปร้องเพลงถวายในงานปาร์ตี้ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ สมัยที่ท่านยังอยู่ที่อเมริกา เขาบอกว่างานเริ่ม 6 โมงเย็น สามทุ่มจะเลิก แต่ร้องไป 60 เพลง ตีสามยังไม่เลิกเลย โอโห ประทับใจมาก งานนี้ไปไม่ได้ค่าตัวนะคะ แต่ว่าการบินไทยที่เป็นคนจัดงานเขาอัพเกรดที่นั่งขากลับให้เป็นชั้นเฟิร์สคลาส นอนตีลังกากลับมาเลย" "เขาเชิญไปงานวันเกิดของหลวงพ่อวัดไทยที่อเมริกา พระเทพประสิทธิมนต์ วัดพุทธาราม หลวงพ่อองค์นี้ท่านชอบเพลงสุชุดคุณแม่ยังสาว ประมาณเพลงเก่าเอามาร้องใหม่น่ะ เขามาว่าให้ไปงานนี้ ซึ่งการไปงานนี้ทำให้เรารู้ว่ามีช่องทางทำกินได้เงินดีมากเลยที่เมืองนอกน่ะ พอเราเล่นงานของหลวงพ่อเสร็จ เขาให้ไปต่อที่งานปาร์ตี้ของทูลกระหม่อม ไปแล้วก็ทำให้มีคนอยากให้ราไปโชว์อีกหลายที่เลย แต่ทีนี้เราไม่ได้เตรียมตัวไป มีงานรออยู่ที่เมืองไทย เลยนัดกันว่ารับงานไว้ที่ไหนบ้างว่ามา แล้วอีก 6 เดือนเคลียร์งานที่เมืองไทยเสร็จเราจะไป คราวนี้พอไปอีกที โอโห ! รับเงินกันไม่หวาดไม่ไหว เที่ยวเดียว 3 เดือน ได้เงินกลับมา 8 ล้านบาท" มาถึงตรงนี้อย่างทุกวันนี้ เคยมองย้อนกลับไปคิดถึงชีวิตแบบเก่าๆ ที่ยังไม่เป็นนักร้องบ้างไหมว่าเราได้อะไรจากสิ่งที่ทำอยู่"อย่างน้อยที่สุด สุว่าตัวเองได้เข้ามาฝึกความอดทน ได้ประสบการณ์ ได้เพื่อนแม้ว่าบางคนอาจจะดีไม่ดีไม่เท่ากัน ทั้งที่จริงใจและไม่จริงใจ แต่เราก็มีความสุขกับงานนี้ จากเดิมที่ไม่คิดอยากเป็นนักร้องอาชีพโชคชะตาก็ได้พาเราเข้ามา แล้วเราก็รักงานนี้ เหมือนมันซึมเข้าไปเป็นครึ่งหนึ่งในตัวเราแล้ว
ยังมีความฝันสูงสุดอะไรที่อยากไปให้ถึงอีกบ้าง "คิดว่าไม่มีอะไรแล้วในชีวิตนี้ ถ้าจะมีก็คงมีอยู่อย่างเดียวที่อยากให้พ่อแม่ของสุมีอายุยืนนานได้มากๆ ที่สุด เพื่อที่จะอยู่กับสุไปอีกน้าน...นาน เพราะในบั้นปลายของตัวเอง ได้คิดไว้แล้วว่าจะกลับไปอยู่กับพ่อกับแม่ที่บ้าน ตอนนี้ก็เริ่มเตรียมที่ทางเอาไว้แล้ว มะม่วง ขนุนอะไรก็ลงไว้บ้างแล้ว เตรียมจะไปทำสวนที่บ้าน ให้พ่อขุดบ่อเก็บน้ำไว้รอบๆ ที่ของเราแล้ว จะได้เอาไว้เก็บน้ำฝนไว้ใช้เพาะปลูกของเรา ถ้าเป็นในสายงานถ้าไม่ร้องเพลงแล้ว อยากจะถอยไปทำงานเบื้องหลังบ้าง อย่างการแต่งเพลงหรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งได้พยายามฝึก พยายามลองทำดูบ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่สำเร็จเลยนะ คิดว่าจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ในวันหนึ่ง ก็แค่นี้..."
|