![]() ฝน เป็นชีวาของทุกชีวิตในโลก ทุกชีวิตในโลกถ้าปราศจากความชุ่มฉ่ำของสายฝนย่อมเหี่ยวเฉา ถ้าขาดฝนตกมีแต่ความแห้งแล้งพืชพันธุ์ธัญญาหารก็เหี่ยวแห้ง เมื่อแห้งแล้วก็ตาย เหล่าสรรพสัตว์ก็ขาดแคลนอาหาร ล้มตาย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเรียกได้ว่า น้ำฝนเป็นชีวาของทุกชีวิตในโลก สาเหตุที่ฝนไม่ตก ท่านผู้รู้กล่าวไว้ว่า น้ำฝนนั้นเป็นน้ำของเทวดา ดังมีศัพท์บาลีว่า เทโว ซึ่งแปลว่า น้ำฝน เป็นเอกลักษณ์ของความดี ความบริสุทธิ์ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษมากๆ ควันและละอองเขม่าน้ำมัน ห่อหุ้มโลกทำให้เป็นภัยแก่มนุษย์ ผู้ที่จะล้างอากาศได้ทำให้ละอองพิษพวกนั้นตกลงดิน ทำให้อากาศสะอาดคือ "เทโว" หรือ "ฝน" นั่นเอง ดังจะเห็นได้จากเมื่อฝนหยุดตกใหม่ๆ อากาศจะสดชื่น ระงมไปด้วยเสียงของกบ เขียด สาเหตุที่ฝนไม่ตกด้วยเหตุ
ดังนั้น ถ้ามนุษย์อยากให้เทวะคือน้ำฝนที่ดีไม่ใช่ดีเปรสชั่น มาเยี่ยมตามกาลเวลา มนุษย์ก็ควรตั้งอยู่ในศีลในธรรม เพราะคนที่มีศีลมีธรรมท่านจึงเรียกว่า "เทวะ" ทั้งๆ ที่เป็นคน เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ เทวะคือฝน กับเทวะคือคนผู้มีคุณธรรม ย่อมจะมาหากันเพราะเป็นเล่ากอแห่งเทวะด้วยกัน เหมือนพระย่อมไปพักกับพระเป็นต้น แต่ถ้าเกิดอาเภทผิดแผกจากฤดูกาล ไม่ตกตรงตามเวลา ท่านก็ให้ทำพิธีขอฝน ซึ่งจะได้หรือไม่ได้ก็ลองเสี่ยงดู การขอฝนตามประเพณีท่านให้ทำดังนี้ ให้เอาแมวมา 1 ตัว ใส่ในกระทอ มีคนหามตั้งคายขัน 5 หามประกอบพิธีป่าวสัคเค เทวาเชิญเทวดาลงมาบอกกล่าวขอน้ำฝนกับเทวดาว่า จะขอฝนด้วยการใช้พิธีแห่นางแมว แล้วสั่งให้พวกหามแมวแห่เซิ้งไปตามถนนในหมู่บ้าน มีคนทั้งชาย หญิง และเด็กเดินถือดอกไม้ตามไปถึงเรือนหลังไหน คนในเรือนหลังนั้นก็เอาน้ำสาดมาใส่ทั้งแมวและคน เล่นเอาทั้งแมวทั้งคนหนาวไปตามๆ กัน ในบางแห่งจะมีการผูกเอวคนหัวล้าน 2 คน ทำฮึดฮัดจะชนกันตามกระบวนไปด้วย บางจุดก็หยุดให้หัวล้านชนกัน สลับคำเซิ้งชาวก็บ้านจะเอาน้ำรดแสดงไปเรื่อยๆ ดังนี้ คำเซิ้งนางแมว เซิ้งอันนี้เผิ่นว่า เซิ้งนางแมว ย่างเป็นแถวกะนางแมวออกก่อน ไปตามบ่อนกะตามซอกตามซอย ไปบ่ถอยกะขอฝนขอฟ้า เฮาคอยถ้าให้ฝนเทลงมา ตามประสาแมวโพงแมวเป้า แมวดำกินปลาย่าง แมวด่างกินปลาแห้ง ฝนฟ้าแล้ง กะขอฟ้าขอฝน ขอน้ำมนต์กะรดหัวแมวบ้าง (ชาวบ้านก็สาดน้ำลงใส่) เทลงมากะฝนเทลงมา ท่วมไฮ่ท่วมนา ท่วมฮูปลาไหล ท่วมไม้โสงเสง หัวล้านชนกันฝนเทลงมา (ซ้ำ) จะเซิ้งอย่างนี้เริ่มจาก 3 โมงเย็นจนถึง 2 ทุ่ม หรือรอบหมู่บ้านแล้วหยุด พอหยุดไม่นานฝนก็จะตกฟ้าแลบฟ้าร้องฟ้าผ่าตามมา ในบางหมู่บ้าน จะมีการเซิ้งขอฝนแตกต่างออกไป เต้าแม่นางด้ง เป็นประเพณีที่นำเอาอุปกรณ์บางอย่างจากบ้านแม่หม้าย (ผัวตาย) หรือแม่ฮ้าง (ผัวหย่า) มาดังนี้
สถานที่ดำเนินการมักจะทำภายในวัด หรือบริเวณศาลากลางบ้าน เวลาประมาณ 2 ทุ่ม พิธีกรก็จะมาประกอบพิธี โดยให้ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ 2 คน จับที่หัวไม้คาน ที่ปากกระด้งคนละด้าน แล้วนำว่า เซิ้งแม่นางด้ง ทุกคนในที่นั้นก็จะว่าตาม พอจบแล้ว ถ้ากระด้งไม่กระดุกกระดิกเลย ถือว่าแม่นางด้งไม่ชอบคนจับ ต้องเปลี่ยนคู่ใหม่ แล้วว่าคำเซิ้งจนกว่ากระด้งจะกระดุกกระดิก แล้วนำคนจับลอยไปตีหลักไหน ถ้าตีหลักแล้งฝนก็แล้ง ถ้าตีหลักฝนฝนก็จะไม่แล้ง พิธีนางด้งนี้เป็นการขอฝนในอีกรูปแบบหนึ่ง หรือจะใช้เสี่ยงทายหาคนหาย ของหายก็แม่นมาก เหมือนกันกับนางข้องนั่นเอง คำเซิ้งแม่นางด้ง เต้าแม่นางด้ง เฮ็ดโล้งโค้งเสมอดังกงเกวียน มาเวียนนี้ได้สองสามฮอบ มาคอบนี้ได้สองสามที ตักตุลีแมงหวี่ตุลา พาสาวหลงเข้าดงกำแมด มาสู่แดดหรือมาสู่ฝน มากำฮนนำแม่เขียดใต้ เฮ็ดซักไซ้นั่นแม่นเขียดเหลือง มีแต่เสียงนั่นแม่นเขียดจ่อง ลอยอ่องล่องนั่นแม่นเขียดจานา หลังซาๆ นั่นแม่นเขียดคันคาก ขอเชิญคกไม้บากมาสูนด้งเยอ สากไม้แดงมาสูนด้งเยอ เชิญทั้งแองข้าวหม่าให้มาสูนด้งเยอ ด้งน้อยๆ ฮ่อนข้าวกินขาว อีสาวๆ กะให้มานั่งอ้อม เขาควายพร้อมเอามาเฮ็ดเป็นหวี เหล้าไหดีเอามาต้อนฮับไถ่ เหล่าไหใหญ่เอามาต้อนฮับแถน แขนลงมาแต่เทิงวีด้ง เต้นเยอด้งเปอเคอด้ง มาปิ่นวัดเดียวนี้ ปิ่นเวียนเดียวนี้ ฝนบ่ตกข้าวไฮ่ตายคา ฝนบ่มาข้าวนาตายแล้ง ฝูงหมู่แฮ้งลงซากลงโคลง ดินเป็นผงของตายเหมิดแล้ว น้ำเต้าแก้วไหลหลั่งลงมา มานำกูให้เหมิดให้เสี้ยง สาวไทเวียงเต้าแม่นางด้ง เต้นเยอด้งเปอเคอเยอด้ง เต้นเยอด้งเปอเคอเยอด้ง มาสูมาให้สูมาเฮวเฮ่ง มาเป่งน้ำเดือนเก้าเข้านา เทลงมากะฝนเทลงมา มีตำนานกล่าวไว้ว่า ในอดีตกาลพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปลาค่อ (ปลาช่อน) แต่พระองค์ไม่เคยกินปลาเล็ก สัตว์เล็ก เคย กินตะไคร้น้ำและสาหร่ายอย่างอื่นแทน ครั้นฝนแล้ง น้ำแห้งปลาอื่นกำลังจะตาย พระโพธิสัตว์จึงโผล่ขึ้นมาจากเปลือกตมแหงนมองดูฟ้า แล้วตั้งสัจจะวาจาว่า "ดูกรเมฆฝน แม้ข้าพเจ้าเป็นปลา ข้าพเจ้าก็ไม่ได้กินปลาและบังเบียดปลา บัดนี้เพื่อนร่วมชาติและตัวข้าพเจ้ากำลังทุกข์หนัก และกำลังจะตายเพราะขาดน้ำ ด้วยอานุภาพแห่งศีลบารมี และสัจจบารมีขอฝนจงตกลงมาให้ชีวิตชีวาแก่เราด้วยเถิด" ครั้นจบสัจจะวาจาของโพธิสัตว์ ฝนก็ตกลงมาอย่างงดงาม ไม่มีฟ้าร้อง ฟ้าแลบ และฟ้าผ่าเลย วิธีทำ ให้แต่งการมงคลเหมือนการสวดมงคลทั่วไป นิมนต์ภิกษุจำนวนคี่ คือ 5 รูป 7 รูปหรือ 9 รูป มาสวดคาถาขอฝน ให้สวด 7 วัน เป็นคาถาขอฝน วันละ 3 รอบก็พอ เพื่อให้ได้ผผลให้ญาติโยมที่มาร่วมพิธีรับศีลทุกครั้ง เฉพาะคนแก่ให้จำศีลเข้าพิธีทั้ง 7 วันจนจบพิธี สำหรับพระสวดวันแรกให้ตั้งมงคลก่อน แล้วสวดคาถาขอฝนสุดท้าย อีก 6 วันหลังให้สวด นะโม ฯลฯ และพุทธัง สรณัง คัชฉามิ ฯลฯ ทุติยัมปิ ตะติยัมปิ ฯลฯ แล้วสวดคาถาขอฝนเลยวันละ 3จบ แล้วฝนจะตกดี ตกงามไม่มีฟ้าผ่าน่าสพรึงกลัวแล ตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาคันคาก เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองชมภู พระบิดามีพระนามว่า พระเจ้าเอกราช พระมารดาคือ สีดา เมื่อทรงเจริญวัยพระราชบิดาทรงมอบสมบัติให้ ต่อมาได้เกิดฝนแล้งผู้คนสัตว์ได้อดอยากล้มตายกันมาก พญาคันคากจึงสั่งให้พญานาคเอาหินก่อขึ้นไปเมืองแถน สั่งให้ปลวกเอาดินฉาบทาไม่ให้หินพัง ทำเป็นทางไปรบแถน ทำอยู่ 3 เดือนจึงเสร็จ จึงได้เกณฑ์พลอากาศ มี หงส์ แตน ต่อ ผึ้ง ทางน้ำคือ ปลา ทางบก คือ ช้าง ม้า รบอยู่ 2 ปี พญาคันคากจึงชนะ แล้วมีบัญชาให้แถนส่งฝนให้ตามฤดูกาล วิธีทำ ใหขุดสระมีขนาดพอสมควร เอาน้ำมาใส่ เอาจอก แหน มาใส่ เอาปลาและเต่มาปล่อย เอาบัวมาปลูก ตามขอบสระให้ทำรูปช้าง ม้า วัว ควาย ผึ้ง ต่อ แตน กบ เขียด อึ่งอ่าง แล้วจัดเครื่องฮ้อย หมากฮ้อยจอกหนึ่ง เมี่ยงฮ้อยจอกหนึ่ง ข้าวตอกฮ้อยจอกหนึ่ง (หมายถึงอย่างละ 100 อันรวมเข้าใส่ในจอก ขนาดใหญ่พอบรรจุได้ เช่น ข้าวตอกฮ้อยหนึ่งจอก หมายความว่า ข้าวตอกแตกบ้านเราร้อยดอก (เม็ด) ใส่ไว้ 1 จอก เป็นต้น) น้ำส้มป่อยหนึ่งขัน ขัน 5 ขัน 8 พระสงฆ์ 5-7-9 รูป ตามแต่จะนิมนต์ แต่อยู่ในจำนวนนี้ ห้ามคู่ ชาวบ้านโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่นุ่งขาวห่มขาว บวชชีพราหมณ์ฟังพระสวดและเทศน์ พญาคันคากอยู่ 3 วัน 3 คืน ทุกคนตั้งจิตอธิษฐานขอให้ฝนตก ฝนก็จะตกต้องตามฤดูกาล และตกอย่างงาม คือเป็นสัมมาธรัง ปะเวสสันโต ซึ่งแปลว่า หลั่งธารน้ำ ฝนลงมางามๆ ไม่มีฟ้าผ่าน่าสพรึงกลัวแล นอกจากวิธีการขอฝนดังกล่าวมาแล้วนั้น ยังมีประเพณีการดึงครก ดึงสาก การแห่ข้าวพันก้อน ประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งเป็นความเชื่อและศรัทธาของแต่ละพื้นถิ่นแตกต่างกันไป ล้วนแต่มีความเชื่อว่า ฝนจะตกลงมาถูกต้องตามกาลเวลาอันสมควร
|
|
|