![]()
งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นงานประเพณีที่รวมความผูกพันของชุมชนท้องถิ่น โดยเริ่มตั้งแต่การที่ชาวบ้านร่วมบริจาคเทียนเอามาหลอม หล่อเป็นเทียนเล่มใหญ่เล่มเดียวกัน เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีกลมเกลียวในหมู่คณะไปในตัว การสรรหาภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่มีฝีมือทางช่าง มีความรู้ ความชำนาญในเรื่อง การทำลวดลายไทย
การแกะสลักลวดลายลงบน ต้นเทียน การทำเทียนให้เป็นลายไทย แล้วนำไปติดบนต้นเทียน การประดับด้วยผ้าฝ้าย ผ้าไหม ดอกไม้สด ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของช่างในท้องถิ่น ส่วนการจัดขวนแห่ก็ล้วนแต่ใช้ของพื้นเมือง เช่น เครื่องแต่งกายขอขบวนฟ้อน จะใช้ผ้าพื้นเมืองเป็นหลัก การฟ้อนรำจะใช้ท่ารำที่ดัดแปลงมาจาก วิถีชีวิต การทำมาหากินของชาวบ้าน เป็นท่ารำในรูปแบบของศิลปะที่งดงาม ดนตรีประกอบก็เป็น เครื่องดนตรีประจำถิ่น ผสมเข้ากับการขับร้องที่สนุกสนานเร้าใจ ทำให้งานประเพณีนี้ยิ่งใหญ่
ประชาชนต่างเฝ้ารอคอย
สุภาษิตอีสานบทนี้ บอกให้ทุกคนรู้ว่าสิ่งที่ดีงาม ที่ชุมชนถือปฏิบัติร่วมกัน เป็นวัฒนธรรม ที่ดีของชุมชนมาแต่อดีต หากไม่รักษาไว้ให้คงอยู่ ปล่อยให้วัฒนธรรมสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ชุมชน ของเราจะอยู่เป็นสุขได้อย่างไร หมายเหตุปิดท้าย : วันนี้ผมย้อนนึกไปถึงสมัยเมื่อยังเป็นเด็กเรียนชั้นประถมศึกษา งานแห่เทียนพรรษายังแยกกันทำในแต่ละท้องที่ไม่ใช่งานใหญ่อย่างนี้ ต้นเทียนเกิดจากใจศรัทธาของญาติโยมที่ซื้อเทียนเหลืองเล่มใหญ่นำมามัดรวมกันรอบแกนไม้ไผ่ มัดด้วยเชือกหรือด้าย หุ้มด้วยการตัดกระดาษเงินกระดาษทองเป็นลวดลาย ตั้งบนเกวียนแห่ไปรอบหมู่บ้านแล้วนำถวายที่คุ้มวัดใกล้บ้าน
ประโยชน์ของเทียนนั้นยังคงสมบูรณ์เต็มร้อย พระเณรได้แกะเทียนเล่มเล็กเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ตลอดพรรษา แต่วันนี้เทียนเล่มใหญ่ที่แกะสลักวิจิตรงดงามนั้นหลังจากผ่านการแห่แหนรอบเมืองแล้ว กลับถูกปล่อยปละละเลยให้ฝุ่นเกาะจนครบขวบปีจึงจะถูกปัดฝุ่นนำมาบูรณะใหม่อีกครั้ง
|