คนเผ่าไทย-ลาว อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำโขงและสาขาต่างๆ ของแม่น้ำโขง ตั้งแต่แคว้นสิบสองปันนาในมณฑลยูนนานของประเทศจีน ลงมาจนถึงลุ่มน้ำโขงตอนล่างในภาคอีสานของประเทศไทย และภาคใต้ของประเทศลาว คนเหล่านี้มีวัฒนธรรมและอารยธรรมที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน ภาคอีสานและชาวไทยอีสานเป็นส่วนหนึ่งของผู้สืบทอดวัฒนธรรมและอารยธรรมดังกล่าว กาลเวลาได้ล่วงพ้นมาจนถึงปัจจุบัน สภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การปกครองของคนเผ่าไทย-ลาวได้เปลี่ยนแปลงไป โดยมีแนวคิด วิทยาการ และภูมิปัญญาจากดินแดนอื่นเข้ามาผสมปนเป ดังนั้น วัฒนธรรมและอารยธรรมของคนเผ่าไทย-ลาวเอง ก็ไม่ได้รับการยกเว้น
การสู่ขวัญ หรือ การสูตรขวน
ชีวิตที่แห้งแล้ง หดหู่ ห่อเหี่ยว หวั่นหวิวไปด้วยความวิตกกังวลและหมดหวังตลอดเวลา เรียกว่า ชีวิตที่ไม่มีชีวา ความเต็มเปี่ยมด้วยความพอใจรอบด้านน่าจะเรียกได้ว่านี่คือ "ชีวา" ศูนย์แห่งความสมดุลของชีวานี้จะเรียกได้ว่า "ขวัญ" การเสียขวัญย่อมจะส่งผลให้คนทำอะไรไม่ได้ ดีไม่ดีถึงกับเจ็บป่วยและอาจถึงตายก็ได้ ดังนั้นการสู่ขวัญจึงเป็นวิธีกรรมหนึ่งที่เรียกชีวากลับมาสู่ชีวิต ถ้าชีวิตมีชีวาก็จะสามารถทำอะไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกี่ยวกับขวัญนี้มีการดำเนินการ เพื่อบำรุงขวัญดังนี้ เป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งซึ่งปราชญ์โบราณอีสานได้คิดขึ้น เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่คน และเสริมศิริแก่บ้านเรือน ล้อเลื่อน เกวียน วัว รถ เป็นต้น เป็นการรวมศิริแห่งโภคทรัพย์ ดังคำที่ท่านพระศิริมังคลมหาเถระกล่าวไว้ว่า "สิริโภคานมาสโย" แปลว่า ศิริเป็นที่มารวมแห่งโภคสมบัติ
จะใช้ภาชน์โตกที่ทำด้วยไม้หรือทำด้วยทองก็ได้ มีประเพณีนิยมตั้งเครื่องบูชา คือ บายศรี หรือขันหมากเบ็งซ้ายขวา (ทั้งนี้แล้วแต่ท้องถิ่น)
เมื่อนั่งแล้วให้ประณมมือไปทางทิศหัวใจเป็นอยู่ ถ้าไม่รู้ให้พราหมณ์ในพิธีบอก หัวใจนั้น อยู่ประจำทิศต่าง ๆ ดังนี้
จำง่ายๆ ว่า ทิตย์อุ จันทร์หอ คารอิ พุธบู พหัสอา ศุกร์พา เสาร์ทัก ประณมมือไปทิศทาง หัวใจเป็นอยู่ ทำให้เกิดมงคลแล การสู่ขวัญนี้ไม่นิยมทำเฉพาะในวันจมและวันเดือนดับ (ข้างแรม) นอกนั้นไม่ห้าม การสู่ขวัญมักทำในเวลากลางวัน แต่ตอนเย็นหรือกลางคืนก็เห็นมีการทำอยู่ จึงไม่สำคัญเรื่อง กลางวันกลางคืน แต่ให้เริ่มเวลาเป็นมงคลเท่านั้นก้พอ เวลาเป็นมงคลนั้นให้ดูในหมวดว่าด้วย ฤกษ์งามยามดี แล้วให้ถือปฏิบัติตามนั้นอย่างเคร่งครัด ก่อนที่จะทำการสู่ขวัญนั้น ให้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
|