กากับนกเค้าบ่เข้าฮ่วมแกวกัน
คือดั่งหมีกับไม้ผันทนังค้อป่า
|
หนูกับแมวบ่ฮ่วมเฮือนกันได้
งูเห่ากับเห็นห้อมบ่มีมื้อถืกกัน
|
ดังนั้นอาตมา ขอให้โยมเลิกพยาบาทจองเวรกัน "นหิ เวเรน เวรานิ สมฺมนตีธ กุทาจนํ" ในกาลใดๆ เวรในโลกนี้ย่อมระงับด้วยเวรไม่ได้
พระพุทธเจ้าทรงให้นางกุลธิดา นำนางยักษิณีไปเลี้ยงดู นางจึงนำนางยักษิณีไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น ชายคาบ้าน ประตูบ้าน ทำให้นางยักษิณีไม่พอใจ
นางกุลธิดาจึงให้นางยักษิณีไปอยู่ที่ตาแฮกซึ่งเป็นที่แจ้ง นางยักษิณีเป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าฝน ปีใดฝนจะแล้ง น้ำจะท่วม ก็บอกให้นางกุลธิดารู้ นางจึงทำนาได้ผลกว่าคนอื่นๆ ในเมืองนั้น
ต่อมาชาวเมืองรู้ความจริง ก็นับถือนางยักษิณี ต่างก็พากันไปถามเกณฑ์ฟ้าฝนก่อนลงมือทำนา ทำให้การทำนาแต่ละปีได้ผล ชาวเมืองจึงพร้อมใจกันนำข้าวปลาอาหารไปให้นางยักษิณีเป็นการตอบแทน ส่วนมากนิยมกระทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10
เมื่อนางยักษิณีเห็นข้าวปลาอาหารที่ชาวเมืองนำมามากมายเช่นนั้น จึงพาชาวเมืองนำสำรับกับข้าวไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่วัดพระเชตวันมหาวิหาร การทำบุญในกลางเดือนสิบดังกล่าวนี้ เรียกว่า การทำบุญข้าวสาก ซึ่งชาวพุทธได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา
 บุญเดือนสิบ หรือ บุญข้าวสาก คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพยนต์สั้น
|