foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
ช่วงนี้อากาศวิปริตแปรปรวนนะครับ ทั้งพายุฝนฤดูแล้ง มีฝนฟ้าคะนอง ให้ระมัดระวังโตกันแหน่เด้อ อยู่กลางแจ้งให้ระวังฟ้าผ่า บ่ต้องสาบานกับไผกะอาจจะถูกแจ็คพอตได้ บ่ว่าคนหรือสัตว์เลี้ยง อย่าสิไปหลบใต้ต้นไม้ใหญ่เด้อบ่อนนี้แหละฟ้ามักลง หลายๆ ที่มีลูกเห็บตกกะมี แต่บ้านอาวทิดหมูคือมิดสี่หลี่แท้ล่ะ แห้งแล้งหลายหลูโตนกกไม้ใบเหี่ยวเบิดแล้ว ตักน้ำมาหดตอนเช้าบ่ทันพอเพลกะแห้งคือเก่า เทวดากะอย่าสิเฮ็ดบาปผู้ข้าหลาย หยอดมาทางนี้แหน่เด้อ ...😭🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

No. of Page View

paya supasit

ju juใจบ่โสดาด้วยเว้าแม่นกะเป็นผิด ใจบ่โสดาดอมเว้าดีกะเป็นฮ้าย

        ## แม้นไม่สบอารมณแล้วจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางถูกใจได้ @อย่าทำร้ายจิตใจกันเลย ##

art local people

สมาน หงษา

saman 1หมอลำสมาน หงษา

ลมใต้ปีกหงษ์ทอง

ในบรรดาศิลปินหมอลำรุ่นเก่าๆ มิตรหมอแคนแฟนหมอลำคงคุ้นเคยกันดีกับชื่อ สมาน หงษา ที่จัดอยู่ในลำดับต้นๆ ในทำเนียบหมอลำอีสาน แม้แต่ ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม ศิลปินแห่งชาติ ปีล่าสุดก็ยกย่องให้เป็นอาจารย์

หมอลำสมาน หงษา เกิดวันที่ 11 พฤษภาคม 2585 ที่บ้านดงบาก หมู่บ้านเล็กๆ บริเวณชายแดนประเทศไทย ในเขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ในวัยเด็กได้รับการซึมซับศิลปะการลำจากพี่ชาย ซึ่งเป็นหมอลำเช่นเดียวกัน ในตอนเด็กจะได้ฟังการฝึกลำของพี่ทุกๆ วัน เด็กชายสมานเลียนแบบการลำของพี่อยู่เสมอ เมื่อคราวไปเลี้ยงวัวควายตามทุ่งนา ทำให้เสียงกลอนลำได้ซึมซาบเข้าสู่จิตใจ แล้วจึงมีโอกาสเรียนการลำกับ อาจารย์ทองคำ เพ็งดี

หลังเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หมอลำสมานได้บวชเป็นสามเณร เพื่อเข้าศึกษาต่อในวัดเนื่องจากฐานะยากจน กระทั่งสอบได้นักธรรมโทและบาลีไวยากรณ์ ก่อนจะลาสิกขาตอนอายุ 19 ปีแล้วเข้าทำงานตำแหน่ง พนักงานตรวจสายโทรเลข ณ ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ในจังหวัดศรีสะเกษ ในระหว่างนี้เขาเริ่มเล่นหมอลำไปพร้อมๆ กัน

ต่อมาภายหลังด้วยใจรักในศิลปะหมอลำ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากราชการ หันมาทุ่มเทกับอาชีพหมอลำอย่างจริงจัง โดยตั้งคณะหมอลำหมู่ชื่อ “คณะ ส.สมานศิลป์” รับค่าจ้างแสดงทั้งวงคืนละ 800 - 1,000 บาท ส่วนการลำกลอน 2 คน ได้รับค่างจ้างคืนละ 300-500 บาท

อดีตบุรุษไปรษณีย์หมอลำกลอน มีความโดดเด่นเป็นที่รู้จักในด้านน้ำเสียงอันป็นเอกลักษณ์ มีความสามารถร้องหมอลำได้หลายประเภททั้งหมอลำหมู่ ลำกลอน ลำเต้ย หรือกระทั้งลำซิ่ง ก็ได้ดัดแปลงการลำเพื่อเอาใจตลาด ผลงานที่มีชื่อเสียงประเภทหมอลำหมู่ เช่น เรื่องแม่เฒ่ากับลูกเขย, แม่ฮ้างสามผัวเจ้าหัวสามโบสถ์, สากกะเบือล้างแค้น ฯลฯ ประเภทลำเต้ย เช่น เต้ยหม่าเข้าไป่, เต้ยปลาบู่พี่อ้าย

ด้านผลงานประเภทการลำกลอนหมอลำสมาน มีความสามารถโดดเด่นอาศัยพื้นฐานการศึกษาครั้งบวชเรียน นำมาประยุกต์ใช้ในการประพันธ์กลอนลำ ทั้งรูปแบบตำนาน หรือกลอนลำสอดแทรกคติสอนใจ ทั้งหมดได้สะท้อนระบบวัฒนธรรมคติชนท้องถิ่น เช่น ประวัตินครพนม, ประวัติศาสตร์เมืองเวียงจันทร์, ประวัติศรีโคตร, ประวัติช้างสามเศียร, น้ำเต้าปุ่งเครือเขาขาด, ประวัติขอนแก่น เมืองเลย, ท้าวขุนกลม ฯลฯ

แต่ผลงานที่เป็นที่ชื่นชอบเพราะสร้างความสนุกสนามแก่ผู้ฟัง คือชุดกลอนลำประเภทตลกขำขัน เป็นกลอนลำนิทานที่สะท้อนวิถีชีวิตแนวตลกสัปดนเรื่องเพศ เช่น เฒ่าสาเฝ้าสวน ปอบเข้าเมีย กินหัดหัด ฯลฯ ผลงานในแนวการเล่าเรื่องลักษณะนี้เองที่หมอลำดังรุ่นลูกหลายคน ได้พัฒนาต่อจนเป็นแนวการเขียนเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง

วันนี้ของหมอลำเรืองนาม สมาน หงษา เข้าสู่ปีที่ 64 ที่ผ่านมาแสดงในบ้านเราและต่างแดนร่วม 20 ประเทศ ทั้งอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ ญี่ปุ่น ลาว ฯลฯ ได้หันหลังให้วงการหมอลำแล้ว โดยใช้ชีวิตอย่างพอเพียงในกระท่อมน้อย ตรงข้ามสำนักงานริมถนนใหญ่ ใน จังหวัดอุบลราชธานี

morlum zing 03 morlum zing 04

สมาน ย้อนถึงวัยหนุ่มที่เป็นยุคเฟื่องของหมอลำกลอน ที่ถือเป็นแม่แบบของหมอลำปัจจุบัน "จบเปรียญสามประโยค แล้วมาเรียนหมอลำกับพี่ชาย ตั้งแต่ปี 2508 ครูที่สอน คือ อาจารย์ทองคำ เพ็งดี ส่วน อาจารย์เคน ดาเหลา นั้น พ่อผมไปเรียนวิชากับเขา เริ่มเล่นหมอลำตั้งแต่อายุ 19 ปี มีแคนดวงเดียวเล่นกันยันสว่าง สมัยนั้นมีงานกันเป็นเดือน เล่นกันทั้งกลางวัน กลางคืน จนตัวเหลืองหมด รุ่นเดียวกันมี เสาร์ พงษ์ภาค (พ่อของนพดล ดวงพร) เป็นเพื่อนกัน และก็ ฉวีวรรณ ดำเนิน ส่วนใหญ่จะตายหมดแล้ว ยุคนั้นเล่นกันคืนละ 300 บาท คู่กับ จันทร์แดง โสภา การเดินทางนั้น รถจะมีเป็นช่วงๆ ที่ไหนไม่มีรถต้องเดินกันไป เวทีแสดงไม่ใหญ่ เจ้าภาพจะจัดให้ ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ โลกเจริญแต่เราก็จะดับ"

ครูสมานกล่าวอย่างคนปลงตก หลังจากเลิกลำมาได้ 3 ปี เพราะเส้นเลือดตีบ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ ยืนไม่ได้ "เรื่องความรู้ก็ต่าง แต่ก่อนเล่นกันสดๆ มีกลอนถามไถ่กัน ด่ากันก็ใช้กลอน ต้องเรียนสูงเพื่อต่อสู้ (ในทางวิชา) กัน ถ้าอยากลำเก่งต้องเรียนสูงๆ บาลีก็ต้องเรียน สมัยก่อนมีกลอน เช่น เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ลาว นครเวียงจันทน์ เขาจะตั้งเป็นถาม-ตอบกัน หมอลำยุคนี้ไม่ได้กินหรอก ตอนนี้กลอนเก่าๆ ก็ถ่ายทอดให้ลูกชาย แต่บางอันก็ล้าสมัยไปบ้าง บางกลอนมีค่ากว่ากลอนสมัยใหม่ ปราชญ์สมัยใหม่แต่งไม่ได้อย่างสมัยเก่า พื้นฐานมันต่างกัน ถ้าคนเรียนสูงจะด้นได้สดเลย หมอลำยุคนี้แปรสภาพไปมาก เหมือนต้นไม้ที่ขยายสาขาออกไป แต่ไม่แข็งแรงเหมือนก่อน ทุกวันก็ยังติดตามอยู่ ฟังทางวิทยุ เมื่อคืนเขาเปิดลำกลอนสุนราภิรมย์ ฟังแล้วน้ำตาคลอนึกถึงอดีต" หมอลำฝีปากเฉียบเปรียบเทียบวงการหมอลำสมัยก่อนกับวันนี้

ครูสมาน ได้บันทึกลำกลอนไว้หลายชุด โดยล่าสุดอยู่กับค่ายท็อปไลน์ 3 ชุด ก่อนหน้านั้นสังกัดค่ายกรุงไทย ออดิโอ ที่มีผลงานประมาณ 6 ชุด และที่ค่ายราชบุตร ใน จังหวัดอุบลราชธานี อีกเกือบ 20 ชุด โดยมีลำกลอนที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ "เต้ยหัวหงอกหยอกสาว" ที่ ไวพจน์ เพชรสุรรณ นำมาร้องใหม่ เมื่อไม่นานมานี้ ในช่วงที่โด่งดัง ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม ก็เคยสะพายกระเป๋า ขึ้นเกวียนไปงานด้วยกัน

ด้านชีวิตส่วนตัวครูสมานมีเมียเป็นหมอลำชื่อ ศรีอุบล (ล่วงลับไปแล้ว) มีลูก 9 คน เจริญรอยตามสายหมอลำสองคน คือ หงษ์ทอง หงษา ส่วนอีกคนเป็นครูเล่นหมอลำไม่เต็มตัว

saman saman cd hongtong

หงษ์ทอง หงษา เจ้าของเสียงเพลง "หนุ่มหมอลำซิ่ง" "หงษ์ทองพาซิ่ง" และเพลง "ชายอิสระ" ที่สร้างชื่อให้ ปัจจุบันเจ้าของวงหมอลำซิ่งวงใหญ่สืบตำนานต่อจากพ่อ กล่าวถึงวงของตนเองว่า "คอนเสิร์ตหมอลำเดี๋ยวนี้ลงทุนเป็นล้าน เล่นสนุกอย่างเดียว ผมเอากลอนสมัยพ่อมาเล่นด้วย เช่น กลอน "ผู้ใหญ่สาเฝ้าสวน" วงหมอลำซิ่งต่างจากวงหมอลำสมัยก่อนตรงที่ เน้นความสนุก มัน เร้าใจ เวทีปรับคล้ายเธค ให้คนเต้นกันสนุก"

กลอนลำตลกๆ "เมียต้มผัว" โดย สมาน หงษา

ทุกวันนี้ ครูสมาน หงษา ยังเป็นครูให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่มาร่ำเรียนกลอนลำกัน และเป็นดั่งลมใต้ปีกที่จะช่วยดันให้หมอลำหนุ่ม "หงษ์ทอง" ได้บินขึ้นสูงต่อไป ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า ลูกชายจะพัฒนาฝีมือให้ได้อย่างรุ่นพ่อหรือไม่

"อย่าประมาท พยายามให้สติผ่องใสตลอด อย่ากินน้ำเมา ศัตรูของเรา คือ น้ำเมา ทำให้เราเพี้ยนไป หมอลำในอดีตตก เพราะเหล้ามันทำลาย" หมอลำพญาหงษ์ กล่าวทิ้งท้ายเตือนสติคนรุ่นหลัง

รวมกลอนลำ ของ สมาน หงษา

ถ้าสนใจไปดูกลอนซิ่ง หมอลำกลอนซิ่ง ของ สมาน หงษา กันคลิกเลย หมอลำสมาน หงษา ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวทีการประกวดมามากมาย และที่ได้รับการยกย่องจากหน่วยงานต่างๆ เช่น

  • รางวัลชนะเลิศการประกวดกลอนลำ เนื่องในงานประกวดการแสดงพื้นบ้าน ของสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติในปี 2536
  • รางวัลโล่เชิดชูเกียรติผู้มีผลงานดีเด่นสาขาภาษาและวรรณกรรม (แต่งกลอน) ของสถาบันวิจัยศิลปวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2537
  • รางวัลเกียรติยศชนะเลิศการประกวดหมอลำกลอนแห่งประเทศไทย ของสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติในปี 2539.

พ่อสมาน หงษา ต้องเลิกแสดงลำ เพราะเส้นเลือดตีบ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ ยืนไม่ได้ แต่ก็มีผลงานบันทึกลำกลอนไว้หลายชุด เช่น

  • ค่ายท็อปไลน์ 3 ชุด
  • สังกัดค่ายกรุงไทย ออดิโอ ที่มีผลงานประมาณ 6 ชุด
  • ค่ายราชบุตร ใน จังหวัดอุบลราชธานี อีกเกือบ 20 ชุด

และเมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา หมอลำสมาน หงษา ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยอาการนอนหลับแล้วสิ้นลมไป ภายหลังที่พักรักษาตัวมานานกว่า 10 ปี ที่บ้านพักเลขที่ 113/3 ถนนวาริน-ศรีสะเกษ ตำบลกุดเป่ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ภายหลังที่พักรักษาตัวมานานกว่า 10 ปี จากอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ไม่สามารถยืน-เดินได้ จำต้องยุติการเป็นหมอลำในขณะที่มีชื่อเสียงอยู่

redline

backled1

art local people

barnyen

บานเย็น รากแก่น

บานเย็น รากแก่น ยอดหมอลำที่มีเสียงไพเราะเพราะพริ้ง เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ ด้วยลีลาและท่วงท่า การฟ้อนรำอันอ่อนช้อยสวยงาม ยังคงประทับใจไทยอีสานอยู่มิรู้ลืม ศิลปินเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวอุบลราชธานีอีกคนหนึ่ง การกลับมาบันทึกเสียงลำ ชุด "แม่ไม้หมอลำ" ของเธอนับว่าได้ กระตุ้นเตือนให้วงการหมอลำของฅนอีสานคึกคักอีกครั้งหนึ่ง ด้วยสำเนียงเสียงสดใสคงเดิม และลีลาร่ายรำอันสวยงามที่หาตัวจับยากของเธอ ประทับใจครับ นอกจากนั้นยังอุทิศตน อุทิศเวลา เดินทางมาให้ความรู้กับลูกศิษย์ด้านศิลปะการแสดง ณ สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอีกด้วย นับว่า เป็นยอดศิลปินที่ไม่เคยลืมบ้านเกิดตัวเองจริงๆ

  • งิ้วต่องต้อนอ้อนผู้บ่าว ลำงิ้วต่องต้อน เป็นท่วงทำนองการลำอีกแบบหนึ่งที่มีความไพเราะยิ่ง น่าฟังมากครับ
  • ตั้งตาคอย ลำซิ่ง สไตล์สนุกสนาน ฟังแล้วครึ้มหัวใจ รับรองได้ว่าแข้งขาของคุณ ต้องขยับ ตามจังหวะอย่างแน่นอน
  • หัวใจเตื้องต่อ กลอนลำเสียงออดอ้อนชุดใหม่ 1999 สาวหมอลำระเบิดโลก

บานเย็น รากแก่น กับหน้าที่ "แม่พิมพ์ของชาติ"

banyen 02ใน พ.ศ.นี้ หากจะหา "หมอร้อง – หมอลำ" แล้วล่ะก้อหากันไม่ยาก แต่ถ้าจะหาแบบที่เป็นหมอลำโดยแท้ คงจะยากสักหน่อย เพราะส่วนมากจะเป็น "หมอลำ" ลักษณะลูกผสมเสียส่วนใหญ่ แต่ถ้าจะถามหาผู้ที่ยังคงอนุรักษ์ความเป็นหมอลำกันจริงๆ ก็คงหนีไม่พ้นสาวใหญ่ ที่ได้สมญานามว่า "ราชินีหมอลำ บานเย็น รากแก่น"

เพราะเธออยู่คู่กับ "หมอลำ" มานานหลายสิบปี ด้วยประสบการณ์ อันยาวนานทั้งด้าน "หมอลำ" และ "ลูกทุ่ง ..อีสาน" ที่สะสมมาตั้งแต่เยาว์วัย โดยเธอเคยเป็นถึง "นางเอก" หมอลำเรื่องต่อกลอนให้กับ "คณะรังสิมันต์" ร่วมกับ หมอลำทองคำ เพ็งดี และหมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน ที่เคยเฟื่องฟูมากมายในอีสานยุคหนึ่ง จากนั้นก็มาโด่งดังเอาดีทางการร้องเพลง "ลูกทุ่งอีสาน" อยู่พักใหญ่ และไม่ใช่จะเอาดีแต่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น เธอยังโด่งดังไปไกลข้ามทวีป รวมถึงการออกทัวร์คอนเสิร์ตข้ามทวีปเป็นว่าเล่น และนับเป็นศิลปินหมอลำอันดับหนึ่ง ที่มีงานแสดงในต่างประเทศมากที่สุดคนหนึ่ง

banyen 04ถ้าจะถามถึงแนวการร้องเพลงลำของเธอแล้ว เธอมีทั้งแนว "ลำเรื่องต่อกลอน" "ลำเพลิน" "ลำมโนราห์" หรือแม้แต่เพลง "ลำเพลิน-แคนอีสาน" "ลำเพลินเจริญจิต" และ "ลำงิ้วต่องต้อนอ้อนผู้บ่าว" ที่อยู่ในชุด "สาวหมอลำระเบิดโลก" ล้วนเป็นผลงานการร้องเพลงลำของเธอทั้งสิ้น 50 กว่าปีกับการคว่ำหวอดในวงการหมอลำ ถึงวันนี้แม้เธอจะมีอายุอานามเข้าไปเลยเลข 60 ไปแล้วก็ตาม แต่ความสามารถของเธอก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปด้วยเลย กลับมีชีวิตชีวากลมกลืนไปกับยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงได้ดีทีเดียว

รางวัลพระราชทาน "พระพิฆเนศทอง" กับบทเพลง "รอรักจากแดนไกล" ผลงานการแต่งเนื้อร้องของครู "ดอย อินทนนท์" จากอัลบั้มชุด "เสื้อหลายสีพี่หลายใจ" เป็นอีกหนึ่งผลงานที่แสดงให้เห็นถึง ความเป็นศิลปินมีคุณภาพ และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อต้นปี 2544 ที่ผ่านมา บานเย็นยังได้รับพระราชทาน ปริญญามหาบัณฑิต (กิติมศักดิ์) จากสถาบันราชภัฎอุบลราชธานี คณะศิลปศาสตร์บัณฑิต ในฐานะที่เธอเป็น ผู้ร่วมอนุรักษ์และถ่ายทอดศิลปะการร้อง - ลำ หมอลำคนหนึ่ง เพราะนอกจากเธอจะเป็นศิลปินหมอลำเต็มตัวแล้ว เธอยังได้เกียรติจากสถาบันให้เป็นอาจารย์สอนนักศึกษาในด้านที่เธอถนัดด้วย สมควรแล้วกับการได้รับปริญญามหาบัณฑิต จากสถาบันที่เธอร่วมสืบสานศิลปวัฒนธรรม ประเพณี อันดีงามของจังหวัดไว้ให้ลูกศิษย์ได้สืบทอดต่อไป

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อใครสักคนได้รับโอกาสให้ออกเทป เป็นศิลปินนักร้องแล้ว สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือ ชื่อเสียง-เงินทอง และความสุขสบายในชีวิต สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน จากที่เคยอยู่ตามต่างจังหวัด ต้องย้ายที่พำนักเข้ามาอยู่ในเมืองกรุง ชีวิตในแต่ละวัน แต่ละเดือน ผ่านไปกับการเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตที่ไม่ได้จำกัด เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงต่างประเทศ ที่มีคนไทยอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งนอกจากจะได้รับเงินเป็นค่าตอบแทนแล้ว ยังถือว่าได้เปิดหูเปิดตาท่องเที่ยวไปในคราวเดียวกัน

banyen4 banyen5

อย่างเช่น บานเย็น รากแก่น ที่เพิ่งเดินทางกลับจากทัวร์คอนเสิร์ตที่ประเทศเยอรมนี สวีเดน และฟินแลนด์ เธอบอกว่าไปคราวนี้ใช้เวลานานถึง 3 เดือนแต่ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะนอกจากจะได้พบปะแฟนเพลงแล้ว ยังถือว่าได้ช่วยเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยให้ฝรั่งดูด้วย

banyen2

"ถือว่าโชคดีมากค่ะ ที่ได้เกิดมาเป็นบานเย็น เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนแฟนเพลงให้การต้อนรับอบอุ่นมาก บางคนอยู่ไกลบ้านร้องไห้เลย พอได้ฟังเพลงเรา มีบางคนที่เป็นฝรั่ง พอได้ยินเพลงหมอลำ ก็ทำให้อยากจะเดินทางมาเที่ยวที่เมืองไทย ตรงนี้ภูมิใจนะ แต่ในชีวิตที่ดีใจ และภูมิใจที่สุด เห็นจะเป็นการได้รับรางวัลพระราชทานพระพิฆเนศทองคำ กับบทเพลง 'รอรักจากแดนไกล' จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตรงนี้ภาคภูมิใจมาก เพราะรางวัลนี้สำหรับศิลปินทุกคนถือว่าเป็นบันไดขั้นสุดท้ายของชีวิตหมอลำเลยทีเดียว"

วันนี้วันที่ "บานเย็น รากแก่น" หรืออีกฉายา "ราชินีหมอลำ" ผู้คว่ำหวอดกับวงการลูกทุ่งอีสาน และหมอลำ–หมอร้อง จนมีชื่อเสียงโด่งดังขจรไกลไปถึงต่างแดน กำลังจะมีลูกศิษย์ – ลูกหา ที่นับวันจะเพิ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ มารับหน้าที่ถ่ายทอดสายเลือดศิลปินหมอลำ จากรุ่นไปสู่รุ่น ฉะนั้น "บานเย็น รากแก่น" จึงนับเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่มีไม่มากนักในการได้รับคัดเลือกให้เป็นปูชนียบุคคล เพื่อร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ และความรู้ ทางด้าน "หมอลำ – หมอร้อง" ที่สั่งสมมานานหลายสิบปีให้แก่ลูกหลานได้สืบทอดต่อกันมา

banyen 05 banyen6

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2548 ที่ผ่านมาก็ได้ตามไปฟังลำจากเสียงใสกังวานของ หมอลำบานเย็น รากแก่น ในงาน "ป่าวเติน เอิ้นข่าว" ที่บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดอุบลราชธานี งานนี้ครึกครื้นครับสมกับที่รอคอย โดยมี วงโปงลางสังข์เงิน จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เป็นแบ็คอัพและหางเครื่อง มาสนุกและถูกใจแฟนๆ สุดๆ เมื่อสุดยอดหมอแคนแดนอีสาน สมบัติ สิมหล้า พาแคนคู่ใจมาเป่าให้หมอลำบานเย็นได้ลำล่อง ลำเต้ย ม่วนอีหลีคักๆ เด้อพี่น้อง ขนาดวันนั้นอากาศร้อนสุดๆ แต่แฟนๆ ชาวอุบลฯ ก็ไม่มีถอยเลยสักคน

 

รายการที่นี่หมอชิต ตอน บานเย็น รากแก่น

ประวัติของ หมอลำบานเย็น รากแก่น

บานเย็น รากแก่น มีชื่อจริงคือ นิตยา รากแก่น เกิดวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2495 ที่บ้านกุดกลอย ตำบลโนนสวาง อำเภอตระการพืชผล (ปัจจุบันคือ อำเภอกุดข้าวปุ้น) จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของ นายสุดตา และนางเหมือย รากแก่น หลังจบ การศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านท่าวังหิน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี จึงได้คลุกคลีอยู่กับคณะหมอลำของคุณป้าหนูเวียง แก้วประเสริฐ หมอลำกลอนชื่อดังของจังหวัด โดยฝึกฝนทักษะการลำ และการร่ายรำท่าต่างๆ อย่างสวยงาม จนเป็นที่ชื่นชมของคุณครู ครอบครัว ญาติผู้ใหญ่ และผู้คนในท้องถิ่น

บานเย็น รากแก่น ออกแสดงหมอลำครั้งแรกเมื่อ อายุ 14 ปี ด้วยน้ำเสียงมหาเสน่ห์ รูปร่างหน้าตาสะสวย มีลีลาในการลำ และร่ายรำที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ ทองคำ เพ็งดี พระเอกชื่อดัง คณะหมอลำรังสิมันต์ หมอลำเรื่องต่อกลอนชื่อดังในขณะนั้น ได้ชวนมาเป็นนางเอกของคณะ

rang si man
ลำเรื่องต่อกลอน "ศรีธน-มโนห์รา" คณะรังสิมันตร์ โดย ทองคำ เพ็งดี - บานเย็น รากแก่น

ต่อมา บานเย็น แยกตัวมาเป็นหัวหน้าวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำ คณะบานเย็น รากแก่น เมื่ออายุเพียง 18 ปี จากการสนับสนุนของ เทพบุตร สติรอดชมภู โดยมีงานแสดงตามจังหวัดต่างๆ และต่างประเทศอยู่หลายครั้ง เช่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อีกทั้งยังได้แสดงเพื่อสาธารณกุศลอีกมากมาย ทำให้มีชื่อเสียงในระดับประเทศและระดับโลก เนื่องจากหมอลำบานเย็นได้ประยุกต์การแต่งตัวและการโชว์อย่างอลังการ จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ราชินีลูกทุ่งหมอลำประยุกต์” คนหนึ่งของเมืองไทย

banyen7ผลงานเพลงที่สร้างชื่อให้กับ บานเย็น รากแก่น ได้แก่เพลง งิ้วต่องต้อนอ้อนผู้บ่าว รวมทั้งลำเพลิน และลำเรื่องต่อกลอนอีกมากมาย เคยออกอัลบั้มบันทึกเสียงร่วมกับ ปริศนา วงศ์ศิริ นักร้องหมอลำและนักแสดง อดีตนางเอกภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง แม่นาคพระโขนง

ด้านการแสดงภาพยนตร์ บานเย็น เคยแสดงภาพยนตร์เรื่อง “แผ่นดินแม่” ของ ชรินทร์ นันทนาคร ในปี พ.ศ. 2518 แสดงร่วมกับ สมบัติ เมทะนี และ เพชรา เชาวราษฎร์

ชีวิตครอบครัว สมรสกับ นายเทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ หรือที่รู้จักกันในนาม เทพบุตร สติรอดชมภู มีบุตรด้วยกัน 3 คน เป็นหญิง 2 คน ชาย 1 คน คือ แอนนี่, แคนดี้ และ โทนี่ รากแก่น แต่ภายหลังเลิกรากันไปด้วยปัญหาความขัดแย้งส่วนตัว ขณะที่เธอยังเดินสายทัวร์อเมริกา ยุโรป ส่วนสามีทำธุรกิจเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างไทยและออสเตรเลีย ซึ่งได้นำลูกทั้งสามคนไปเลี้ยงดูที่ออสเตรเลีย

บานเย็นเล่าถึงความหลังว่า "แต่งงานตอนอายุ 25 เราเป็นศิลปิน เค้าเป็นเจ้าของสำนักงาน สมัยนั้นเรียกแบบนั้น ก็เป็นเจ้าของ "ค่าย" จนมีลูก แต่ต้องเลิกกันเพราะทัศนคติไม่ตรงกัน ลูกก็อยู่กับพ่อที่ออสเตรเลีย ตอนแรกๆ แม่อยู่อเมริกา ไปแสดงที่ต่างประเทศติดต่อลูกไม่ได้เลย คิดถึงลูกมากน้ำตาไหล สอนลูกเสมอว่า ไม่ว่าพ่อจะเป็นยังไง ก็อย่าเกลียดพ่อ คุณย่าด้วยเหมือนกัน ลูกต้องเคารพบูชา คำว่าแม่ยังไงต้องห่วงลูกไม่จบสิ้น ที่ยังรู้สึกตลอดเวลา คือ ทำให้ลูกไม่มีความอบอุ่น มีปมด้อย สงสารลูก แต่ที่ลูกโตขึ้นมา ดูแลตัวเองได้ ดูแลพ่อแม่ได้ ภูมิใจ จะบอกลูกว่าแม่มี ไม่ต้องห่วง ไม่มีก็บอกว่ามี ไม่อยากให้ลูกเป็นห่วง"

ปัจจุบัน แคนดี้ รากแก่น เป็นดีเจและนักร้อง ทำวงดนตรีรับงานแสดงร่วมกับแม่บานเย็นใช้ชื่อว่า แคนดี้ แฟมิลี่ (Candy Family) โดยมี บานเย็น รากแก่น จะร้องและฟ้อนแบบอีสาน ส่วนลูกสาวจะออกไปในแนวหมอลำซิ่ง และลีลาการเต้นสมัยใหม่ ส่วน โทนี่ เป็นสไตล์ลิสต์ทรงผม นายแบบ และนักแสดงขวัญใจวัยรุ่น นอกจากนี้ บานเย็น ยังเป็นอาจารย์พิเศษ สาขาวิชานาฏศิลป์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และเจ้าของโรงเรียนสอนศิลปะการแสดงอีสาน บานเย็น เพื่อถ่ายทอดศิลปะการแสดงหมอลำให้กับคนรุ่นหลัง

รางวัลเกียรติยศ

  1. รางวัลพระราชทาน ผู้อนุรักษ์เพลงพื้นบ้านดีเด่น จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชา ทินัดดามาตุ ปี 2539
  2. เกียรติบัตรศิลปินพื้นบ้านอีสาน จากกรมศิลปากร ปี 2542
  3. เกียรติบัตรสมาพันธ์ หมอลำแห่งประเทศไทย ปี 2542
  4. โล่จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ งาน “60 ปี เล่าขานตำนานลูกทุ่งไทย” ปี 2542
  5. รางวัลพระพิฆเนศทองคำพระราชทาน ปี 2542
  6. รางวัลศิลปินดีเด่นจังหวัดอุบลราชธานี จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ปี 2543
  7. ปริญญากิตติมศักดิ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขานาฏศิลป์และการแสดง จากสถาบันราชภัฏ อุบลราชธานี ปี 2543
  8. รางวัลเชิดชูเกียรติ วัฒนธรรมสัมพันธ์ สาขาศิลปกรรม (ขับร้องเพลงลูกทุ่งอีสาน) ประจำปี 2555 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น
  9. ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน- หมอลำ) ประจำปี พ.ศ. 2556 (ประกาศผลเมื่อ 16 มกราคม 2557)

banyen mike tongkam
รายการ "ไมค์ทองคำ หมอลำฝังเพชร" ทางช่อง Workpoint

redline

backled1

art local people

นายเปลื้อง ฉายรัศมี

pluang 1นายเปลื้อง ฉายรัศมี

ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน)

นายเปลื้อง ฉายรัศมี เป็นนักดนตรีพื้นบ้านอีสาน ที่มีความสามารถพิเศษ สามารถเล่นและถ่ายทอดการเล่นดนตรีพื้นบ้านอีสาน ได้เกือบทุกชนิด ทั้ง พิณ แคน ซอ โปงลาง และอื่นๆ โดยเฉพาะ "โปงลาง" นั้น สามารถเล่นและถ่ายทอดการเล่นได้เป็นพิเศษ และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นผู้ศึกษา ค้นคว้า ปรับปรุงและพัฒนาโปงลางมาตลอดระยะเวลา 40 ปี จนทำให้ "เกราะลอ" ซึ่งเป็นเพียงสิ่งที่ใช้ตีไล่นก กา ตามไร่ ตามนา

จากเกราะลอพัฒนามาเป็น "โปงลาง" ที่มีสภาพเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงไพเราะ กังวาน และให้ความรู้สึกของความเป็นพื้นบ้านอีสานอย่างแท้จริง เป็นที่นิยมกันแพร่หลายและยอมรับกันว่า "โปงลาง" เป็นเครื่องดนตรีเอกลักษณ์ของภาคอีสาน เคียงคู่กับ "แคน" ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว จึงสมควรยกย่องและเชิดชู นายเปลื้อง ฉายรัศมี ไว้ในฐานะเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน) อย่างแท้จริง และได้รับพระราชทานโล่ เข็มเชิดชูเกียรติในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2530 ซึ่งเป็นวันศิลปินแห่งชาติ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

 พ่อเปลื้อง ฉายรัศมี แสดงการเดี่ยวแคนและโปงลาง

ประวัติ

นายเปลื้อง ฉายรัศมี เป็นบุตรของ นายคง นางนาง ฉายรัศมี เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2475 ที่บ้านเลขที่ 7 บ้านนา ตำบลม่วงนา อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

การศึกษา จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านนา ถิ่นกำเนิด ปัจจุบันพักอยู่บ้านเลขที่ 157 หมู่ 13 ตำบลเหนือ บ้านโพนทอง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และทำงานอยู่ที่ วิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์

pluang 02นายเปลื้อง ฉายรัศมี แต่งงานครั้งสุดท้าย พ.ศ 2519 กับนางยุพิน ฉายรัศมี ซึ่งมีอาชีพทำนา มีบุตรชาย 2 คน และหญิง 1 คน

เมื่ออายุ 27 ปี นายเปลื้อง ฉายรัศมี ได้เข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว อยู่ที่โครงการเขื่อนลำปาว (พ.ศ. 2502 - 2510) ต่อมา พ.ศ. 2516 ได้สอบบรรจุเป็นลูกจ้างประจำ อยู่ในสำนักงานป่าไม้จังหวัดกาฬสินธุ์ จนถึง พ.ศ. 2519 จึงได้ลาออก

ต่อมาปี พ.ศ. 2520 ได้เข้าทำงานที่ชลประทานจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาปี พ.ศ. 2521 ได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนครพนม ถึงปี พ.ศ. 2524 ได้ย้ายมาทำงานที่อ่างเก็บน้ำห้วยมโน บ้านนา อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์

 พ่อครูเปลื้อง ฉายรัศมี บรรเลงเดี่ยวโปงลาง "ลายกาเต้นก้อน"

pluang 01ในด้านผลงานนั้น นายเปลื้อง ฉายรัศมี เป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษทางด้าน ดนตรีพื้นบ้านอีสาน สามารถเล่นและสอนถ่ายทอดได้ทั้ง พิณ แคน ซอ โปงลาง และเครื่องดนตรีอื่นq แทบทุกชนิดในภาคอีสาน โดยเฉพาะโปงลางนั้น มีความสามารถเล่นได้ดีเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะเป็นผู้ที่ได้วิวัฒนาการเครื่องดนตรีชนิดนี้ขึ้นมานั่นเอง

อาลัย พ่อเปลื้อง ฉายรัศมี

ขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ คุณพ่อเปลื้อง ฉายรัศมี ในวัย 75 ปี เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2550 เหลือไว้เพียงตำนานของโปงลางอีสาน ที่ลูกหลานจะสืบทอดต่อไปอีกนานแสนนาน

นายเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2529 สาขาศิลปะการแสดง เครื่องดนตรีพื้นบ้านโปงลาง ได้ถึงแก่กรรมแล้วเมื่อเวลา 06.30 น.วันนี้ (2 ธ.ค. 2550) ที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ หลังจากที่เข้ารับการรักษาด้วยโรคปอดติดเชื้อ และโรคตับอักเสบมาเป็นระยะเวลาอาทิตย์เศษ โดยทางจังหวัด และวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ จะเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันนี้ (2 ธ.ค. 2550) เป็นต้นไป ที่วัดไชยสุนทร อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์

นับว่าเป็นการสูญเสีย ทรัพยากรบุคคลด้านดนตรีพื้นเมือง ไปอีกคนหนึ่ง แต่ก็นับว่าโชคดีที่ยังมีผู้สืบสาน การละเล่นดนตรีพื้นเมืองนี้อยู่มากมายทั้ง โปงลาง พิณ แคน ซอ ศิลปะการขับร้อง และฟ้อนรำกันอยู่มากมาย โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษา ทั้งในโรงเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และในระดับอุดมศึกษาก็มีอีกมาก

ดนตรีพื้นบ้านอีสาน จะยังคงมีผู้สืบต่อลมหายใจอยู่อีกมากมายในวันนี้ "

pluang 03

ปราชญ์แห่งแดนอีสาน เปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ 2529

redline

backled1

art local people

sombat header

sombat 05สมบัติ สิมหล้า หมอแคนระดับเทพเจ้า เขาคือเทพแห่งแคนจริงๆ และที่สำคัญคือ เขา...ไ ม่ มี ต.. า ....ครับ ตาเขาบอดทั้งสองข้าง ความที่เก่งกล้าสามารถในเรื่องแคน ถึงขนาดที่ อาจารย์บรูซ แกสตัน ต้องขอทำความรู้จัก

แต่ก่อนไม่มีใครรู้จัก สมบัติ สิมหล้า อยู่ๆ เมื่อ ประมาณปี พ.ศ. 2518--2520 (ไม่แน่ใจ) มีเพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่งโด่งดังทะลุฟ้าเมืองไทย และสร้างความตื่นตะลึงในหมู่คนฟังมาก จากการขับร้องของ ศรชัย เมฆวิเชียร ในเพลง "เสียงซอสั่งสาว"

ที่ว่าพิเศษจนคนตื่นตะลึงก็เพราะ เสียงซอสั่งสาว เป็นเพลงที่ขึ้นอินโทรโดยใช้การโซโลเดี่ยวซอล้วนๆ ยาวประมาณ 20 วินาที.. มันไพเราะมากๆ มากจนผู้คนไต่ถามว่า มันผู้ใด๋กันที่เดี่ยวซอได้คักถึกใจขนาดนี้ คำเฉลยคือ.. สมบัติ สิมหล้า เป็นบุคคลผู้นั้นครับ

ตั้งแต่นั้นมา ชื่อ สมบัติ สิมหล้า ก็ดังยิ่งกว่า ศรชัย เมฆวิเชียร เสียอีกครับท่านผู้ชม หลังจากนั้น อาจารย์บรูซ แกสตัน ก็ไปตามหาตัว ดึงมาเล่นดนตรีร่วมในวงฟองน้ำด้วยกัน ที่นี้ยิ่งไปกันใหญ่เลย มารับรู้กันกว้างขวางยิ่งขึ้นว่า สมบัติ เล่นดนตรีอิสานได้เก่ง เฉียบขาด แทบทุกชิ้นรวมทั้งการเป็นเซียนแคนที่สามารถอีกด้วย

sombat 03นายสมบัติ สิมหล้า เกิดเมื่อวันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2506 เป็นบุตรของคุณพ่อโป่ง คุณแม่บุดดี สิมหล้า ซึ่งคุณพ่อเป็นหมอแคน คุณแม่เป็นหมอลำกลอน ปัจจุบันพำนักที่ บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 8 บ้านวังไฮ ต.วังใหม่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม โทร.(043) 727184

เมื่อแรกเกิดดวงตาของ สมบัติ สิมหล้า แฉะ หมอตำแยจะทำการหยอดตาให้แต่ใช้ยาผิด โดยเอายาที่ใช้เช็ดสะดือมาหยอดตา จากการที่ใช้ยาผิด จึงเป็นสาเหตุทำให้ดวงตาของสมบัติ สิมหล้า เริ่มมืดและมองไม่เห็นในที่สุด

ประวัติการศึกษา ศึกษาอักษรเบลล์ จาก โรงเรียนคนพิการ ปากเกร็ด นนทบุรี เป็นเวลา 3 เดือน ได้เริ่มฝึกหัดเป่าแคนตั้งแต่อายุได้ 6 ขวบ พ่อชื้อแคนมาให้เป่า หวังจะให้มีลูกมีอาชีพเป็นหมอแคนในอนาคต ทั้งที่ตอนแรกสมบัติยังไม่รักที่จะเป่าแคนเลย

เมื่อได้รับการฝึกฝนทักษะจากผู้เป็นบิดาที่มีอาชีพเป็นหมอแคน ก็สามารถเป่าแคนให้กับหมอลำกลอนเมื่ออายุได้ 14 ปี โดยเป่าแคนให้ หมอลำบัวผัน ดาวคะนอง, หมอลำคำพัน ฝนแสนห่า, หมอลำวิรัติ ม้าย่อง โดยได้รับค่าตอบแทนในตอนนั้นเป็นจำนวนเงิน 500 บาท และได้ยึดอาชีพหมอแคนมาจนถึงปัจจุบัน

sombat 02ผลงาน

  • ร่วมบรรเลงในวงแกนอีสาน ของวิทยาลัยครูมหาสารคาม เพื่อทำการบันทึกเสียง
  • เป็นวิทยากรให้กับสถานศึกษาต่างๆ เช่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โรงเรียนบรบือวิทยาคาร
  • ร่วมแสดงกับวงดนตรี เช่น วงฟองน้ำ, หงา คาราวาน, สนธิ สมมาตร , สายันต์ สัญญา ฯลฯ
  • ได้รับเชิญจากรายการ ทไวไลท์โชว์ ในช่วง ทอล์คโชว์
  • ร่วมบรรเลงแคนประยุกต์กับดนตรีรูปแบบต่างๆ ในรายการ คุณพระช่วย
  • บันทึกเทป เดี่ยวแคน บริษัทชัวร์ ออดิโอ
  • สอนเป่าแคนให้แก่ ประชาชน และผู้สนใจทั่วไป ในเวลาว่าง

 สถานภาพครอบครัว

สมรสแล้วกับ นางนิว สิมหล้า (นิว ทึนหาญ) และมีบุตรสาว 1 คน ชื่อ เด็กหญิง สุพัตรา สิมหล้า

 

 ลายโหวด โดย สมบัติ สิมหล้า

 รายการ แทนคุณแผ่นดิน ตอน หมอแคนแดนโลกมืด #1

 รายการ แทนคุณแผ่นดิน ตอน หมอแคนแดนโลกมืด #2

มหัศจรรย์ลำแคนแดนสยาม

อถาตทาในกาลเมื่อนั้น สมบัติท้าวบายแคนมาเป่า
ท้าวก็เป่าจั้นๆ ปานฟ้าล่วงบน เสียงแคนท้าวดูดังฟังม่วน
คือดั่งดนตรีเทพ เสพเมืองสวรรค์ฟ้า
เป็นที่อัศจรรย์แท้ชาวเมืองผู้มาเบิ่ง
ไผก็บ่ไอเว้า ฟังแท้บ่ติง

สุดยอดหมอแคน อ.สมบัติ สิมหล้า - เดี่ยวแคน

sombat 09ปรมาจารย์แคนกับการแสดงที่ยิ่งใหญ่

อัญมณีอีสานเม็ดเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ เดินทางไกลจากถิ่นเกิด ทุ่งนาบ้านบรบือ มหาสารคาม มาสู่รั้ว วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม และเปิด การแสดงคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2545 ที่ผ่านมา แม้มีผู้ชมไม่มากนัก แต่ทุกคนยอมรับกันโดยทั่วหน้าว่า ทุกจังหวะทำนองที่อัญมณีเล็กๆ คนนี้เนรมิตรขึ้นผ่านลมหายใจไปสู่แคนไม้ไผ่คู่มือของเขา ดูมหัศจรรย์เหลือแสน และทุกนาทีที่ผ่านไปในค่ำคืนนั้น ช่างยิ่งใหญ่ในความรู้สึกเหลือประมาณ

หมอแคนตาบอด สมบัติ สิมหล้า ชื่อนี้คงเป็นที่คุ้นเคยกับผู้อ่าน ที่ติดตามวารสารผู้สื่อข่าวมาบ้าง ในเนื้อที่กระดาษบางฉบับ เขาคือใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร คงพอจะตามหาอ่านกันได้ แต่การได้มีโอกาสสัมผัส ตัวตนและผลงานของเขา ฟังเสียงแคนให้เต็มอิ่ม ลิ้มลองรสดนตรีอีสานให้เต็มหู ดูหมอลำหมอแคนให้เต็มตา และร่วมหัวเราะเฮฮาให้เต็มใจ เป็นเรื่องที่หาไม่ได้ง่ายนัก แต่อย่างไรก็ตาม ทาง วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการนัดพบปะ ระหว่าง สมบัติ สิมหล้า และศิลปินรับเชิญอีกหลายคน หลายแนวดนตรี รวมทั้ง ผู้ชมอีกหลายพื้นเพประสบการณ์ ในงานคอนเสิร์ต "มหัศจรรย์ลำแคนแดนสยาม"

โปรแกรมการแสดงวันนั้น แบ่งออกเป็นสองภาค ภาคแรกเกี่ยวกับเพลงแคนในเชิงวิชาการแบบโบราณ และภาคหลังเป็นการเติบโตของแคนกับวัฒนธรรมดนตรีอีสานสมัยใหม่ รวมไปถึงการประชันเพลงแคนกับดนตรีข้ามเขตวัฒนธรรม อันได้แก่ ดนตรีไทยของวัฒนธรรมราชสำนักภาคกลาง และดนตรีแจ๊สจากวัฒนธรรมไพร่อเมริกัน โดยมี อาจารย์อานันท์ นาคคง เป็นผู้ดำเนินรายการ และคุณเที่ยง เป็นผู้ช่วยพระเอกในฐานะเป็นดวงตาแทนสมบัติ และเป็นพี่เลี้ยงคอยจูงขึ้นลงเวที

เทพเจ้าหมอแคน สมบัติ สิมหล้า
ณ หอประชุมใหญ่ชั้น 4 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

ท่ามกลางเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม หมอแคนสมบัติ นำพาผู้ชมที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นกับระบบดนตรีอีสาน ให้เดินทางร่วมกับเขาไปบน "ลายแคน" หรือ ทำนองเพลงแคนที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานระบบบันไดเสียง "ทางสั้น" และ "ทางยาว" ซึ่งอาจเปรียบได้กับระบบเสียง Major Scale และ Minor Scale ในดนตรีฝรั่งตะวันตกตามลำดับ ไม่น่าเชื่อว่า จากพื้นฐานโน้ตหลักๆ ไม่กี่ตัวและเสียงพื้นฐานที่เรียกว่า "เสียงเสพ" หรือ drone อีกหนึ่งหรือสองเสียง ก็สามารถผูกวลี สร้างประโยคขึ้นมาเป็นลายเพลงต่างๆ อย่างสลับซับซ้อนเหลือที่จะกล่าว จากลายใหญ่สู่ลายน้อย พลิกผันไปเป็นลายสุดสะแนน ลายโป้ซ้าย ลายสร้อย ลายเต้ยธรรมดา เต้ยพม่า เต้ยโขง ลายลำเพลิน และที่สุดของความมหัศจรรย์ในลายแคนเพียวๆ น่าจะไปอยู่ที่ "ลายรถไฟ" ขบวนสมบัติทัวร์ ที่วาดฉากของรถจักรค่อยๆ เคลื่อนตัว กระฉึก กระฉัก ไปท่ามกลางภูมิทัศน์อันสดชื่นของท้องถิ่นที่ราบสูง และชะลอจอดลงตรงชานชาลาที่คึกคักไปด้วยเสียงร้องขายไก่ย่าง โอเลี้ยง หนังสือพิมพ์ ติมหลอด และข้าวโพดต้ม ก่อนที่ พขร.ตาพิการ ผู้ร่ำรวยอารมณ์ขันจะตัดสินใจเคลื่อนล้อรถต่อไปสู่สถานีของโลกดนตรีร่วมสมัย

sombat 10เมื่อมีเสียงแคนแล้ว ใยเล่าจะทิ้งเสียงขับเสียงลำ สาวมั่น ผู้มาเติมสีสัน และ ความกระชุมกระชวยในอารมณ์ให้กับมิตรรักแฟนเพลง ที่มาเฝ้าชมงานคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ บัวพัน สนั่นเมือง หมอลำสาวใหญ่จากดินแดนบรบือ มหาสารคาม เช่นเดียวกับหมอแคนสมบัติ มาในชุดสีชมพูสดใส และรอยยิ้มพริ้มพราย พร้อมกับกรีดกรายร่ายรำในท่วงท่าอีโรติค ที่กระชากหัวใจหนุ่มๆ หลายคนที่ได้ยลลีลา แต่ที่เหนืออื่นใดคือความเป็น "ปฏิภาณกวี" ของเธอ ที่สามารถด้นถ้อยคำกลอนลำได้อย่างมีชั้นเชิง และน้ำเสียงที่ไพเราะ เหมาะเจาะ และด้วยความเป็นผู้สนใจใฝ่รู้ หมอลำบัวพัน ยังสามารถแนะนำท่วงทำนอง ร้องกลอนลำที่แตกต่างกัน ระหว่างท้องถิ่นย่อยๆ ในอิสาน เช่น ลำล่องมหาสารคาม ลำล่องขอนแก่น และการลำยุค ใหม่ๆ มาเสนอแก่ผู้ฟังเป็นการเปรียบเทียบกันด้วย การร้องลำแบบยุคใหม่

นอกจากจะมีเสียงแคนของสมบัติเคล้าคลออยู่แล้ว ก็ยังมีแบ็คอัพเป็น ดนตรีหมอลำลูกทุ่งบรรเลงประกอบจากคณะดนตรี "มหิดลบันเทิงศิลป์" หรือ Mahidol University Polang Orchestra (MSPO) น้องเล็กอันดับรองของวง Mahidol University Symphony Orchestra (MUSO) ที่เพิ่งเปิดเผยตัวต่อสาธารณชน ณ หอประชุมใหญ่ใกล้ๆ กันไปเมื่อต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ควบคุมวงโดย อาจารย์สนอง คลังพระศรี สมาชิกในวงเป็นนักศึกษาภาควิชาดนตรีไทยและตะวันออก

สียงขับลำ เสียงแคน เสียงพิณ เสียงโหวด เสียงโปงลาง เสียงกลอง คละเคล้ากันไปอย่างมีความสุข หมอลำบัวพันปล่อยมุขเด็ดเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการร้อง การเต้น และการทักทายแบบท้าทายกับผู้ชมทั้งหอประชุม

ระหว่างช่วงโชว์เพลงแคน เพลงลำ ม่วนซื่นโฮแซว สนุกสนานกันอยู่นั้น หมอแคนอดิศร เพียงเกษ นักการเมืองชื่อดัง จากจังหวัดขอนแก่น ดินแดนดอกคูณ เสียงแคนซึ่งนั่งชมอยู่ข้างหน้าเวที ก็ได้ขึ้นมาร่วมแจมบนเวทีด้วย โดยออกตัวว่ามาในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่งของ หมอแคนสมบัติ ที่ได้ร่ำเรียนวิชาเพลงแคน วันนี้จะมาทำการบ้านอวดครู ขอให้ช่วยพิจารณาให้คะแนนด้วย ว่าแล้วก็เป่าลายแคนให้ฟังสองลาย เมื่อจบลงครูให้คะแนน 4,000 คะแนน นับว่าเป็นการให้กำลังใจศิษย์อย่างมาก และที่น่าชื่นใจกว่านั้นคือการรับขวัญลูกศิษย์ด้วยการบรรเลง ลายแคนเดียวกันคือ ลายใหญ่ แต่เป่าแคนกลับหัว พลิกวนไปมาเหมือนกายกรรม แถมยังเป่ามือเดียว ควักหวีออกมาเสยผมเล่นเสียอีก เรียกเสียงหัวเราะได้สนั่นห้อง

สมบัติ สิมหล้า เดี่ยวแคน ประชัน วง Thailand Philharmonic Orchestra
ณ หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ค่อนรายการหลัง ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เวทีหมอลำถูกเปลี่ยนไปเป็นเวทีประชันดนตรี โดยมี อาจารย์สหรัฐ จันทร์เฉลิม หมอจะเข้ชื่อดังแห่งลุ่มเจ้าพระยา คว้าจะเข้ตัวโปรดขึ้นมาประลองกับ หมอแคนสมบัติ ในเพลง "ลาวแพนลำเพลิน" ที่สังคมดนตรีไทยปัจจุบันยอมรับนับถือว่าเป็นเพลงเอกเพลงหนึ่ง ประจำตัวอาจารย์สหรัฐ เนื่องด้วยความโดดเด่นของลูกเล่นพิเศษในเพลง ที่ปรับปรุงให้มีสำเนียงลาวอีสาน และลาวเหนือปรากฏอยู่ด้วย และการหยิบยืมลูกเล่นลีลาของพิณแคนอีสานมาประสมรวมเข้า กับกลวิธีการดีดจะเข้ชั้นครูที่เยี่ยมยุทธ ความเร็ว ความไหว และพลังเหลือเฟือที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างอ้อนแอ้นบอบบางของผู้ดีด ดังนั้นเพลงลาวแพนลำเพลินซึ่งมีที่มาจากความประทับใจส่วนตัว ของอาจารย์สหรัฐกับดนตรีพื้นเมือง ก็ได้ถูกนำมาถ่ายทอดความมหัศจรรย์อีกครั้ง โดยมีนักเล่นคำขยำเสียง อาจารย์สมปอง พรหมเปี่ยม จากกลุ่มคีตวรรณกรรมและวงกอไผ่ เป็นดารารับเชิญ

หมอแคนสมบัติ เกริ่นกล่าวด้วยเสียงแคนใน ลายเพลงสุดสะแนน แล้วอาจารย์สมปองจึงเข้าขับขานด้วยเนื้อร้อง ลาวแพน ของโบราณที่เคยร้องรับ ขับขานในหมู่นักแอ่วลาวเป่าแคนย่านเกาะรัตนโกสินทร์ ยุครัชกาลพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว "... ฝ่ายพวกลาวเป่าแคนแสนเสนาะ มาสอเพาะเข้ากับแคนแสนขยัน ...." ไปจนล่วงเข้าท่อนกลาง "...ระเหินระหกตกยาก เป็นคนกากคนแกน พอมีแคนอันเดียว ต้องไปเที่ยวขอทานเขากิน... " และทอดลงท้ายอย่างอ้อยสร้อย ก่อนที่จะเข้จะฉวยไม้ดีดสะบัดรับเป็นเพลงลาวแพนลำเพลิน ซึ่งทั้งแคนและจะเข้ต่างเคล้าเคลียคลอกันไปอย่างราบรื่นและครื้นเครงจนจบเพลง ออกท้ายลาวซุ้มทางพิสดาร เรียกเสียงปรบมือกึกก้องจากฝ่ายผู้ชม ฝ่ายแฟนเพลง โดยเฉพาะครูศิริ นักดนตรี กุนซือของอาจารย์สหรัฐ ซึ่งออกอาการลุ้นระทึกอย่างเห็นได้ชัด

รายการสุดท้าย เป็นการจากลาผู้ชมทุกท่านด้วยความตื่นเต้นโลดโผน ไม่แพ้รายการอื่นๆ หรืออาจจะเรียกได้ว่า เป็นการโชว์ความมหัศจรรย์สุดยอด ของหมอแคนสมบัติในฐานะนักดนตรีพื้นบ้าน ที่ห้าวหาญประชันฝีมือกับบรรดาคณาจารย์จากภาควิชาแจ๊ส ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ โดยมีอาจารย์แดน ฟิลิปส์ ดีดกีตาร์ อาจารย์นพดล ถิรธาราดล ดีดเบส และอาจารย์กฤษติ์ บูรณวิทยาวุฒิ จอมวิทยายุทธแซกโซโฟนที่ลือลั่นวงการแจ๊สเมืองไทย ทำหน้าที่แลกหมัดซัดเพลงกับหมอแคนสมบัติอย่างถึงพริกถึงขิง ให้จังหวะกลองโดยอาจารย์อานันท์ นาคคงและอาจารย์บรรหาร ปาโล

เสียงแซ็กโซโฟนและเสียงแคนต่างหยอกล้อ ล่อไล่กันอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เหมือนภาพยนตร์จีนกำลังภายใน หากแต่ตรงเบื้องหน้าเวทีนั้นคือ หมอแคนตาพิการคนหนึ่ง กับนักดนตรีตาดีอีกกลุ่มหนึ่ง กำลังดวลกันอย่างไม่ลดละ เกรี้ยวกราด และปราดเปรียว ไม่น่าเชื่อว่าดนตรีพื้นบ้านไทยและฝรั่งจะผสมกันได้ "มันส์" ถึงเพียงนี้

sombat 08งานนี้บรรดาอาจารย์แจ๊สต่างทึ่งกับลีลาการเป่าแคนของ หมอแคนสมบัติ ไปตามๆ กัน อาจารย์กฤษติ์ถึงกับยกมือไหว้ตอนลงท้ายจบเพลง ส่วนอาจารย์นพดล ถิรธราดล เอ่ยปากชมว่า "หมอแคนสมบัติ เป็นคนที่หูดีมาก เพราะขณะที่มีการบรรเลงสื่อสารกันบนเวที ร่วมกับนักดนตรีท่านอื่นๆ ท่านสามารถที่จะจำ เสียง กระสวนจังหวะ และที่สำคัญที่สุด สามารถจำสำเนียงแจ๊ส แล้วนำมาเป่าให้เข้ากับแคน ได้อย่างน่าฟังและลงตัวทีเดียว"

หมอแคนฝรั่งอีกคนหนึ่ง ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์แทรี่ มิลเลอร์ (Prof. Terry Miller) แห่งมหาวิทยาลัยเค้นสเตท (Kent State University) รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในผู้ชมประเภทแฟนพันธุ์แท้ และเป็นผู้เชี่ยวชาญดนตรีอีสาน ที่เขียนตำราวิชาการให้แก่วงการดนตรีโลกมากมาย ได้กล่าวความในใจในงานคอนเสิร์ตคืนนั้นว่า "นี่เป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งของความยิ่งใหญ่ในดนตรีพื้นบ้านอีสาน ผมรู้สึกภูมิใจแทนคนไทย ประเทศไทยที่มีนักดนตรีอัจฉริยะอย่างหมอแคนสมบัติ เขาเป็นคนที่มีค่าของโลก ไม่ต้องไปคิดว่าเขาจะตาพิการหรือเปล่า แต่เพลงของเขาไม่เคยพิการ จินตนาการของเขาไม่เคยสิ้นสุด"

"ผมรู้สึกทึ่งมากๆ ที่เห็นเขาเล่นแคนกับดนตรีของเขาเอง และเล่นแคนกับดนตรีอย่างอื่น ซึ่งมันไปกันได้อย่างวิเศษ และการจัดคอนเสิร์ตของมหิดลอย่างนี้ทำให้ผมนึกถึงอดีตบรรยากาศ ของงานมหกรรมดนตรีพื้นบ้านอเมริกันเมื่อหลายสิบปีก่อน โอเค บางเรื่องบางอย่างอาจจะไม่สมบูรณ์ คนดูก็อาจจะมีอารมณ์ร่วมบ้าง ไฟติดบ้างดับบ้าง เสียงได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง แต่นี่แหละคือดนตรีจริงๆ ละครับ ไม่ใช่ของเสแสร้ง และการมาเห็นสมบัติเป่าแคนครั้งนี้ผมมีความสุขมาก"

ม่วนซื่นบีโทเฟน (คอนเสิร์ตคุณพระช่วยสำแดงสด)

ผู้สื่อข่าว : มีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับคอนเสิร์ตครั้งนี้คะ
บัวพัน สนั่นเมือง : ก็คิดว่าสนุกดี อาจารย์ติดต่อให้มาเล่น ก็เลยอยากจะมาร่วมเล่นกับพวกอาจารย์ค่ะ ดิฉันเป็นหมอลำซิ่งมาตั้งนานแล้ว เล่นงานผ่านมานี่เกือบถึง 300 งาน เวลาเล่นจริงๆ นี่ทั้งคืน ตั้งแต่สามทุ่ม ถึงสว่าง ถึงจะสนุกดี แต่คราวนี้จะไม่ได้เล่นมาก เขาให้เวลานิดเดียว จะได้ลำนิดเดียว เดินทางมาไกล มีแต่ความคิดถึงจะฝาก ก็ร่วมใจสนุกด้วยกัน เราเป็นคนไทยด้วยกัน

ผู้สื่อข่าว : คุณสมบัติคิดอย่างไรกับคอนเสิร์ตครั้งนี้
สมบัติ : ผมรู้สึกว่าชอบครับผม เวลาเล่นก็สนุกดีครับผม คือดนตรีอีสานก็ไม่มีใครที่จะฟื้นฟูครับผม อยากจะเอาดนตรีอีสานไปผสมกับวงแจ๊สครับผมคือว่า ให้มีแทรกๆ มีรสเด็ดนิดหนึ่ง แปลกๆ นิดหนึ่ง คือผมก็ชอบเหมือนกัน ผมก็เกิดมาไม่เคยฟังวงแจ๊ส ไม่เคยดูวงแจ๊ส ผมก็ชอบที่เขาเล่นยาวๆ ช้าๆ เลยลองเอาดนตรีอีสานมาผสมดู

ผู้สื่อข่าว : เหนื่อยไหมคะกับการซ้อมการแสดง
สมบัติ : ก็รู้สึกมีบ้างนิดหน่อย แต่ผมก็ทน คือผมก็คิดถึงแฟนที่อยู่ที่บ้าน ผมก็ต้องทนนิดหนึ่งครับผม คือผมไม่รู้ว่าจะหาอะไรไปให้แฟนที่บ้านกิน ผมก็ต้องมาหาอาชีพนี้ครับผม

ผู้สื่อข่าว : แล้วกับคุณบัวพัน เคยร่วมแสดงด้วยกันมานานแล้วหรือยัง
สมบัติ : แสดงมาสัก 7- 8 ปีแล้วครับ ตั้งแต่พี่บัวพัน อายุประมาณ 30 กว่าปี ส่วนผมอายุประมาณ 27 ปี เวลาไปลำก็ไปด้วยกัน ผมไปเป่าแคนให้เขาบ่อยๆ ยันมหาสารคราม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ก็ไป เวลางานกาชาดก็ไป อย่างงานบุญ เขาเรียกงานบุญแจกข้าว ก็ไปช่วยงานเขาจนถึงสว่างครับผม มีกลอนลำอยู่ประมาณ 4-5 คน ก็สว่างแล้วครับผม ก็มีเพลงมีอะไรก็ลำแก้ไปด้วย ส่วนมากก็เน้นของอีสาน เกี่ยวกับเพลงลำซิ่ง หรืออยากฟังลำไม่ซิ่งก็ได้ แล้วแต่เจ้าภาพเขาจะสั่ง เท่านั้นเอง

ผู้สื่อข่าว : มีอะไรฝากถึงแฟนหนังสือผู้สื่อข่าวไหมคะ
สมบัติ : ผมขอพูดอย่างนี้นะ ขอให้คนอีสาน คนที่อยู่ประเทศไทย ประเทศชาติบ้านเมือง ให้รู้จักดนตรีพื้นเมืองของอีสาน เช่น แคน อย่าไปถือกีตาร์เหมือนคนหนุ่มทั่วไป ไม่ส่งเสริมดนตรีอีสาน เป็นการที่ไม่ดี ผมอยากให้รุ่นหลาน หรือรุ่นเหลน หรือรุ่นน้อง รู้จักแคน รู้จักดนตรีอีสานบ้างเท่านั้นเอง ครับผม ส่วนท่านผู้อ่าน กระผมก็ไม่มีอะไรที่จะฝาก นอกจากว่า กระผมขอให้รักน้อยๆ แต่ให้นานๆ เท่านั้นเอง คือผมก็เป็นคนที่พิการทางสายตา แต่ผมชอบสนุก เล่นดนตรีครับผม

ที่มา : http://www.music.mahidol.ac.th/journal/september2002/kaen.html 

 

 สมบัติ สิมหล้า - ฐานข้อมูลศิลปืนมรดกอีสาน

redline

backled1

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)