foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
มันเป็นฤดูใดกันแน่หนอพี่น้อง ลมหนาวมา 2 มื้อแล้วก็หนีหาย ลมร้อนรัวๆ ต่อเนื่องกันมาเลยครับ บ้านอาวทิดหมูช่วงบ่ายโมงมี 34-35 องศาเซลเซียสติดๆ กันมาหลายมื้อแล้ว เสื้อกันหนาวที่ขนออกมาซักสงสัยสิได้เก็บเข้าตู้อีกเหมือนเคย หรือว่า "ความหนาว" หลูโตนอาวทิดหมูคนไร้คู่้เคียงหมอนซั่นบ้อ เห็นว่ากะดายสิให้ได้แต่อิจฉาหมู่ ผู้เพิ่นส่งซองสีชมพูมาเชิญ หรือมาเยาะเย้ยกะบ่เข้าใจ สาวๆ บ้านใดหนาวใจบอกมาได้เลยพะนะ ทิดหมูพร้อมไปปลอบใจเด้อ!

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

: Number of Page View ::

09715433
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
2788
8699
26783
8582617
173459
224733
9715433

Your IP: 34.200.252.156
2020-11-26 08:23
paya supasit

ju juได้ขึ้นเฮือแล้วอย่าลืมแพป้องไม้ไผ่ ได้เป็นใหญ่แล้วอย่าลืมข้าผู้พลอย

        ## ถ้าได้ดิบได้ดีหรือได้เป็นใหญ่แล้ว ก็อย่าได้หลงลืมผู้คนที่เคยช่วยเหลือ @เลือกตั้งท้องถิ่น ##

pong lang

โปงลาง

โปงลาง มีชื่อเรียกหลายชื่อด้วยกัน เช่น หมากกลิ้งกล่อม หมากขอลอ หรือหมากโปงลาง เป็นต้น โปงลางเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน ประกอบด้วยไม้ตัดเป็นท่อน เจาะรูร้อยเรียงกันจำนวน 13 ท่อน ทำให้เกิดเป็นเสียงสำหรับเล่นดนตรีได้เกือบทุกเสียงตามมาตรฐานดนตรีสากล ใช้แขวนตีกับเสาบ้าง ขึงบนรางบ้าง หรือบางทีก็ผุกกับตัวผู้บรรเลง ถือกันว่า กาฬสินธุ์ เป็นแหล่งที่เริ่มการเล่นโปงลางเป็นแห่งแรก ต่อมาได้รับการสร้างสรรค์และส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักจนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันนอกจากจะใช้บรรเลงโดยลำพังแล้วยังบรรเลงรวมวงกับเครื่องดนตรีอื่นๆ รวมถึงประกอบการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสานด้วยการฟ้อนท่วงทำนองหลากหลาย

ลักษณะเด่นเชิงรูปธรรม เป็นเครื่องดนตรีที่ให้ท่วงทำนองสนุกสนานเร้าใจ

ลักษณะเด่นเชิงนามธรรม แสดงถึงความสนุกสนาน และการใช้เป็นสัญญลักษณ์บอกเหตุลางดีและลางร้าย

pong lang 01

โปงลาง มีลักษณะวิธีการบรรเลงคล้ายกับระนาดเอก คือนำท่อนไม้ หรือกระบอกไม้มาร้อยติดกันเป็นผืน และใช้ไม้ตีเป็นทำนองเพลง แขวนตี กับเสาบ้าง ขึงบนรางบ้าง หรือบางทีก็ผูกติดกับตัวผู้บรรเลง เครื่องดนตรีชนิดนี้พบทั่วไปในหลายประเทศ สำหรับในประเทศไทยพบในแถบภาคอีสาน และเรียกเครื่องดนตรีนี้หลายชื่อด้วยกัน เช่นเรียกว่า หมากกลิ้งกล่อม หมากขอลอ หรือหมากโปงลาง เป็นต้น ที่ได้ชื่อว่า หมากขอลอ เพราะเวลาเคาะแต่ละลูกมีเสียงดังกังวานคล้าย ขอลอ (หมายถึง เกราะ ในภาษาอีสาน)

pong lang2ส่วนคำว่า โปงลาง นั้น เดิมเป็นคำที่ใช้เรียก กระดึงสำริด ที่ใช้แขวนคอวัวในสมัยโบราณที่เรียกกระดึงนี้ว่าโปงลางคงเรียกตามเสียงที่ได้ยิน ต่อมามีผู้นำชื่อนี้ไปตั้งเป็นชื่อ ลายแคน (การบรรเลงแคน) ที่เป่าเลียนเสียงโปงลางที่ผูกคอวัวเรียกว่า ลายโปงลาง และที่เรียกว่าหมากกลิ้งกล่อมก็เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงไพเราะ สามารถกล่อมให้ผู้ฟังมีความเคลิบเคลิ้มเพลิดเพลิน

โปงลาง นิยมทำจากไม้มะหาด หรือไม้หมากเหลื้อม เพราะเป็นไม้ที่มีความอยู่ตัวมากกว่าไม้อื่นๆ วิธีการทำเอาไม้มาถากเหลาให้ได้ขนาดลดหลั่นกันตามเสียง ที่ต้องการในระบบ 5 เสียง โปงลาง 1 ชุดจะมีจำนวนประมาณ 12 ลูก ใช้เชือกร้อยรวมกันเป็นผืน เวลาตีต้องนำปลายเชือกด้านหนึ่งไปผูกแขวนไว้กับเสาในลักษณะห้อยลงมา ส่วนปลายเชือกด้านล่างจะผูกไว้กับขา หรือเอวของผู้ตี วิธีการเทียบเสียง โปงลาง ทำโดยการเหลาไม้ให้ได้ขนาด และเสียงตามต้องการ ยิ่งเหลาให้ไม้เล็กลงเท่าใดเสียงก็จะยิ่งสูงขึ้น ซึ่งแตกต่างจากระนาดในปัจจุบัน ที่มีเจ็ดเสียง

pluang 02และมีการปรับแต่งเทียบเสียงด้วยการใช้ ตะกั่วผสมขี้ผึ้ง ถ่วงใต้ผืนระนาด เพื่อให้ได้ระดับเสียง และคุณภาพเสียงที่ต้องการ การบรรเลงหมากกลิ้งกล่อม หรือโปงลาง นิยมใช้ผู้บรรเลงสองคนต่อเครื่องดนตรีหนึ่งชิ้น แต่ละคนใช้ไม้ตี 2 อัน การเรียกชื่อเพลงที่บรรเลงด้วยโปงลางมักจะเรียกตามลักษณะและลีลาของเพลง โดยการสังเกตจากสภาพของธรรมชาติที่อยู่รอบๆ ตัว เช่น เพลง "ลายนกไซบินข้ามทุ่ง" หรือเพลง "ลายกาเต้นก้อน" เป็นต้น

โปงลางนั้นนอกจากจะใช้บรรเลงตามลำพังแล้ว ยังนิยมใช้บรรเลงเป็นวงร่วมกับ เครื่องดนตรีอื่นๆ เช่น พิณ แคน กลอง เพื่อการฟังและใช้บรรเลงประกอบการฟ้อนพื้น บ้านอีสานได้เป็นอย่างดี ต่อมาภายหลัง อาจารย์เปลื้อง ฉายรัศมี ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ ได้ประยุกต์วงโปงลางขึ้นใหม่ โดยนำกระดึงผูกคอวัวที่เป็นโลหะมาแขวนเรียงแทนลูกโปงลางเดิมที่ทำด้วยไม้ ทำให้เกิดมิติของเสียงที่แตกต่างจากการบรรเลงโปงลางแบบเดิม นับเป็นต้นแบบของ การพัฒนาโปงลางในระยะต่อมา เช่น การทำลูกโปงลางด้วยแผ่นทองเหลืองขนาดต่างๆ รวมถึงการนำเอาไม้ไผ่มาเหลาให้มีขนาดลดหลั่นกัน ทำให้ได้เสียงที่ทุ้มและนุ่มนวลขึ้น

ต้นกำเนิดโปงลาง

pong langโปงลาง บางแห่งเรียกว่า หมากกลิ้งกล่อม หมากเตอะเติน เป็นเครื่องดนตรีที่พัฒนามาจาก "เกราะลอ" หรือ ขอลอ คำว่า "โปงลาง" นี้ ใช้เรียกดนตรีชนิดหนึ่ง ที่มีการเล่นแพร่หลายทางภาคอีสานตอนกลางและตอนเหนือบางส่วน โดยเฉพาะจังหวัดกาฬสินธุ์ มีการเล่นแพร่หลายมาก เพราะเป็นที่กำเนิดโปงลาง ความหมายของโปงลางนั้นมาจากคำ 2 คำ คือ คำว่า "โปง" และ "ลาง"

โปง เป็นสิ่งที่ใช้ตีบอกเหตุ เช่น ตีในยามวิกาลแสดงว่ามีเหตุร้าย ตีตอนเช้าก่อนพระบิณฑบาตให้ญาติโยมเตรียมตัวทำบุญตักบาตร และตีเวลาเย็นเพื่อประโยชน์ให้คนหลงป่ากลับมาถูก เพราะเสียงโปงลางจะดังกังวาลไปไกล (สมัยก่อนใช้ตีในวัด) ส่วนคำว่า ลาง นั้น หมายถึง ลางดี ลางร้าย

โปงลางนั้นก่อนที่จะเรียกว่า โปงลาง มีชื่อเรียกว่า "เกราะลอ" ซึ่ง เกราะลอ มีประวัติโดยย่อคือ ท้าวพรหมโคตร ซึ่งเคยอยู่ประเทศลาวมาก่อนเป็นผู้ที่คิดทำเกราะลอขึ้น โดยเลียนแบบ "เกราะ" ที่ใช้ตีตามหมู่บ้านในสมัยนั้น เกราะลอทำด้วยไม้หมากเลื่อม (ไม้เนื้ออ่อน สีขาว มีเสียงกังวาล) ใช้เถาวัลย์มัดร้อยเรียงกัน ใช้ตีไล่ฝูงนก กา ที่มากินข้าวในไร่ ในนา ต่อมาท้าวพรหมโคตร ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านกลางเหมือน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และได้ถ่ายทอดการตีเกราะลอให้แก่นายปาน นายปานได้เปลี่ยนเกราะลอ จากเดิมมี 6 ลูก เป็น 9 ลูก มี 5 เสียง คือ เสียง โด เร มี ซอล และ ลา

เมื่อนายปานเสียชีวิต นายขานน้องนายปานได้รับการถ่ายทอดการตีเกราะลอ และนายขานนี่เองที่เป็นคนถ่ายทอด การตีเกราะลอให้กับศิลปินแห่งชาติผู้พัฒนาโปงลางให้เป็นเครื่องดนตรีที่ใครๆ ก็รู้จัก นายเปลื้อง ฉายรัศมี

เนื่องจากเกราะลอใช้สำหรับตีไล่ ฝูงนก กา ที่มากินข้าวในไร่นา ดังนั้น จึงมีเกราะลออยู่ในทุกโรงนา (อีสานเรียกว่า เถียงนา) เมื่อเสร็จจากภาระกิจในนาแล้ว ชาวนาจะพักผ่อนในโรงนาและใช้เกราะลอเป็นเครื่องตี เพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ โดยเกราะลอนี้จะตีนอกหมู่บ้านเท่านั้น เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าตีในหมู่บ้านจะเกิดเหตุการไม่ดี เช่น ฟ้าฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล เป็นต้น

การเรียนการตีเกราะลอในสมัยก่อน เป็นการเลียนแบบ คือเป็นการเรียนที่ต้องอาศัยการจำโดยการจำทำนองของแต่ละลาย เกราะลอที่มี 9 ลูกนี้จะเล่นได้ 2 ลายคือ ลายอ่านสือใหญ่ (อ่านหนังสือใหญ่) และลายสุดสะแนน (เช่นเดียวกับลายแคนและลายพิณ ดังนั้นเมื่อนำมาเล่นผสมผสานกันจึงได้อรรถรสยิ่งนัก)

pluang 01ปี พ.ศ 2490 นายเปลื้อง ได้เรียนวิธีทำเกราะลอ และการตีเกราะลอ จากนายขาน ลายที่ตีคือ ลายภูไทใหญ่ หรืออ่านหนังสือใหญ่ นอกจากนั้น นายเปลื้อง ยังเป็นคนที่นำเกราะลอมาตีในหมู่บ้านเป็นคนแรก ในปีแรกนั้นการตีเกราะลอไม่เพราะหูคนฟังเท่าไรนัก 2 ปีต่อมาการตีเกราะลอของนายเปลื้องจึงดีขึ้น จนชาวบ้านพากันนิยมว่าตีได้ดี

ปี พ.ศ 2500 นายเปลื้อง ได้วิวัฒนาการ การทำเกราะลอ จากแต่ก่อนหน้านี้ที่ทำด้วยไม้หมากเลื่อม มาเป็นไม้หมากหาด (มะหาด, หาด) ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง เวลาตีแล้วไม่บวมง่าย โดยเฉพาะไม้ที่ตายยืนต้น เสียงจะกังวาล ที่เอาไม้หมากหาดมาทำโปงลางนี้ นายเปลื้องได้รับแนวคิดจากพระที่วัด ที่นำไม้นี้มาทำโปงที่ตีบอกเหตุ หรือตีให้สัญญาณดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ต่อมานายเปลื้อง ได้คิดทำเกราะลอ เพิ่มลูกจาก 9 ลูกมาเป็น 12 ลูก เมื่อทำเสร็จลองตีดูเห็นว่าเสียงเพราะมาก

ดังนั้นในปี พ.ศ 2502 นายเปลื้อง จึงเพิ่มลูกเกราะลอจาก 12 ลูกมาเป็น 13 ลูก และเพิ่มเสียงจาก 5 เสียงเป็น 6 เสียงคือ เสียง โด เร มี ฟา ซอล และลา (ส่วนเสียง ซี นั้น ดนตรีพื้นเมืองของอีสานจะไม่ปรากฏเสียงนี้ จึงไม่เพิ่มเสียงนี้ไว้) และได้คิดลายใหม่ๆ เพิ่มเป็น 5 ลาย คือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ ลายอ่านหนังสือน้อย ลายสุดสะแนน ลายสร้อย และได้เปลี่ยนชื่อ "เกราะลอมา" เป็น "โปงลาง" ซึ่งเรียกชื่อดนตรีชนิดนี้ว่า โปงลาง จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ปี พ.ศ 2505 นายเปลื้องซึ่งสนใจและศึกษาโปงลาง หรือ เกราะลอเดิม มาตั้งแต่อายุ 14 ปี ตั้งแต่การเล่นนอกหมู่บ้านและนำมาเล่นในหมู่บ้าน และเคยรับงานแสดงในเทศกาลต่างๆ แต่การเล่นมักจะเป็นการเล่นเดี่ยวเท่านั้น นายเปลื้องจึงได้เกิดแนวความคิดว่า ดนตรีอีสานมีหลายอย่างด้วยกัน หากนำมาบันเลงร่วมกันคงจะมีความไพเราะและเร้าใจมากขึ้น จึงได้รวมเพื่อนๆ ตั้งวงโปงลางขึ้น โดยนำเอา ซอ พิณ แคน กลอง หมากกั๊บแก้บ ไห มาร่วมกันบรรเลง และได้รับความสนใจจากผู้ที่ได้รับชมเป็นอันมาก

ปี พ.ศ 2511 นายเปลื้อง ได้พบกับนายประชุม อินทรตูล ซึ่งเป็นป่าไม้ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ นายประชุมให้การสนับสนุน และตั้งวงโปงลางขึ้นใหม่ ชื่อว่า วงโปงลางกาฬสินธุ์ นอกจากจะมีเครื่องดนตรีและเครื่องประกอบจังหวะแล้ว ยังมีรำประกอบอีกด้วย รำในขณะนั้นก็มีรำโปงลาง รำซวยมือ รำภูไท เป็นต้น วงโปงลางกาฬสินธุ์ได้รับความนิยมตลอดมา และได้มีการอัดเทปขายให้กับผู้สนใจด้วย

เนื่องจากนายเปลื้อง ได้เปลี่ยนและย้ายไปทำงานหลายแห่ง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่นายเปลื้องทำงานในที่ต่างๆ ก็จะเผยแพร่และฝึกสอนโปงลาง และดนตรีพื้นบ้านอีสานแก่ผู้สนใจ และตั้งวงโปงลางให้แก่ที่ที่ทำงานนั้นๆ เสมอ โดยเฉพาะวงโปงลางกาฬสินธุ์นั้น นายเปลื้องได้ควบคุม ดูแล ฝึกสอนและพัฒนาตลอดมา จนสามารถสร้างชื่อเสียงให้อย่างแพร่หลาย จนเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวาง ได้มีโอกาสแสดง ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ขอนแก่น แสดงงานเฉลิมพระชนมพรรษา ที่อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นต้น

pong lang3นอกจากจะได้แสดงเผยแพร่ทางสื่อมวลชนสาขาต่างๆ แล้ว วงโปงลางยังได้มีโอกาสไปแสดงที่สวนจิตรลดา วังละโว้ วังสราญรมย์ สวนอัมพร และตามจังหวัดสำคัญใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี เมืองโบราณสมุทรปราการ โดยก่อนหน้านั้น นายเปลื้องยังได้มีโอกาสนำโปงลางไปบรรเลง เพื่อเป็นการต้อนรับ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในโอกาสที่ท่านเดินทางมาเยี่ยมค่ายพระยอดเมืองขวาง จังหวัดนครพนมอีกด้วย

ถึงแม้ว่า โปงลาง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่นายเปลื้องได้พัฒนาขึ้นมานี้ จะมีอายุไม่มากนัก เมื่อเทียบกับเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานชนิดอื่น เช่น แคน พิณ ซอ เป็นต้น แต่เนื่องจากโปงลาง เป็นดนตรีที่มีเสียงไพเราะกังวาล และให้ความรู้สึกของความเป็นพื้นบ้านอีสานได้อย่างแท้จริง

จึงทำให้โปงลางได้รับความนิยม และเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ได้รับเลือกเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบภาพยนตร์ โดยเฉพาะเรื่อง "แคนลำโขง" และ "แผ่นดินแม่" ซึ่งนายเปลื้องได้ลงมือบรรเลงโปงลาง ดนตรีที่ตนเองพัฒนามาประกอบภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องนี้ด้วยตนเอง

เนื่องจาก "โปงลาง" ได้รับความนิยมสูงมาก ดังนั้นทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 โดยรายการชีพจรลงเท้า ได้ติดต่อนายเปลื้อง เพื่อสัมภาษณ์สาธิตวิธีทำและการเล่น ให้ได้ออกอากาศเผยแพร่ไปทั่วประเทศ

นอกจากจะเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในประเทศไทยเราแล้ว เมื่อปี พ.ศ 2516 นายเปลื้อง ฉายรัศมี โดยการนำของ ร้อยโทวิรัตน์ พงษ์สวัสดิ์ ได้เดินทางไปในลักษณะการท่องเที่ยว แต่ได้นำศิลปะวัฒนธรรมไปแสดงด้วย ซึ่งในครั้งนี้ นายเปลื้อง ได้มีโอกาสนำ โปงลาง ไปแสดงที่มาเลเซีย สิงคโปร์ อิหร่านและกรีซ ซึ่งทำให้ "โปงลาง" ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายขึ้น และสามารถใช้เป็นสื่อทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ยิ่งกว่านั้นยังมีชาวสวิสและชาวอเมริกัน ได้ฟัง "โปงลาง" แล้วสนใจ และได้นำไปยังประเทศของตนอีกด้วย

นอกจากจะทำหน้าที่สอนดนตรีพื้นบ้านอีสานแก่ นักเรียนนาฎศิลป์ ของวิทยาลัยนาฎศิลป์กาฬสินธุ์แล้ว นายเปลื้องยังได้ร่วมมือกับ ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ จัดการอนุรักษ์ เผยแพร่ และพัฒนามรดกทางวัฒนธรรมของอีสานอีกทางหนึ่งด้วย โดยจัดการอบรมและฝึกสอนดนตรีพื้นบ้านอีสาน จัดการประกวดโปงลาง จัดกิจกรรมวัฒนธรรมสัญจร เป็นต้น นอกจากนั้นด้วยความร่วมมือของท่านผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฎศิลป์กาฬสินธุ์ ได้ตั้งวงโปงลางของวิทยาลัยขึ้น ได้มีโอกาสเผยแพร่ไปในต่างจังหวัด เช่น พิษณุโลก นครสวรรค์ เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี และยังมีโอกาสไปแสดง ณ. ประเทศอินเดียด้วย

pong lang4

ปัจจุบันนี้นายเปลื้องได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่ที่วิทยาลัยนาฎศิลป์กาฬสินธุ์ ทำหน้าที่สอนดนตรีพื้นบ้านอีสาน ได้แก่ พิณ ซอ แคน โปงลาง โหวด และอื่นๆ แก่นักเรียนนาฎศิลป์ พร้อมทั้งควบคุมวงโปงลางของวิทยาลัยนาฎศิลป์กาฬสินธุ์

นายเปลื้อง ฉายรัศมี เป็นนักดนตรีพื้นบ้านอีสานอย่างแท้จริง เป็นผู้มีความสามารถพิเศษ สามารถเล่นและสอนดนตรีพื้นบ้านอีสานได้เกือบทุกชนิด ทั้ง พิณ แคน ซอ โปงลาง และอื่นๆ โดยเฉพาะโปงลางนั้น สามารถถ่ายทอดและเล่นได้ดีเป็นพิเศษ

และที่สำคัญที่สุดคือ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ได้เป็นผู้ศึกษา ค้นคว้า ปรับปรุง และพัฒนาโปงลางตลอดระยะเวลา 40 ปี จนทำให้เกราะลอซึ่งเป็นเพียงสิ่งที่ใช้ตีไล่นกกาตามไร่ ตามนา พัฒนาเป็น "โปงลาง" ที่มีสภาพเป็นเครื่องดนตรี เอกลักษณ์ของภาคอีสานเคียงคู่กับแคน ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว นายเปลื้อง ฉายรัศมี จึงควรแก่การยกย่องเชิดชูไว้ในฐานะเป็น "ศิลปินแห่งชาติ" สาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน โดยแท้จริง

วิธีทำโปงลาง

ไม้ที่ใช้ทำโปงลางนั้นส่วนมากจะไม้เนื้อแข็ง เพราะจะให้เสียงที่ไพเราะและกังวาล ไม้ที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ ไม้หมากหาด (มะหาด) ใช้ทำลูกโปงลาง ไม้ประดู่ใช้ทำไม้ตีและขาตั้ง ไม้มะหาดนั้นจะแบ่งได้เป็น 3 ชนิด โดยจะแบ่งตามเกรด ดังนี้

  1. ไม้มะหาดทองคำ จัดอยู่ในเกรด A
  2. ไม้มะหาดดำ จัดอยู่ในเกรด B
  3. ไม้มะหาดน้ำผึ้ง จัดอยู่ในเกรด C

การเลือกไม้

การเลือกไม้ที่จะนำมาใช้ทำโปงลางนั้น จะต้องเป็นไม้มะหาดที่ตายแล้วประมาณ 20 ปีขึ้นไป เพราะจะให้เสียงที่ดี กังวาน และไม่ผิดเพี้ยนหลังจากการผลิต ส่วนไม้มะหาดที่ยังสดอยู่นั้น จะไม่ใช้เพราะจะทำให้เสียงเพี้ยนไปจากความเป็นจริง และเสียงจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เมื่อไม้แห้งลง

วิธีทำลูกโปงลาง

ไม้ที่ตัดมาจากต้นจะตัดเป็นท่อนๆ ท่อนละ 65 เซนติเมตร ท่อนหนึ่งจะผ่าแบ่งเป็นลูกโปงลางได้ 4-8 ลูก แล้วแต่ขนาดของท่อนไม้ ถ้าเป็นวิธีทำสมัยโบราณไม่มีเครื่องทุ่นแรงใดๆ เมื่อนำมีดมาถากไม้พอกลม ก็นำมาใช้ได้เลย ต่อมาได้นำเครื่องทุ่นแรงมาใช้คือ กบมือ จึงได้นำกบมือมาไสไม้ที่ทำโปงลางให้มีความกลมและสวยงามมากขึ้น จนถึงปัจจุบัน

ใช้มีดถากให้กลมพอประมาณ และขั้นตอนต่อไป นำไปเข้าเครื่องกลึงเพื่อความสวยงาม ละเอียด และกลมมากขึ้น เมื่อกลึงเสร็จแล้ววัดและตัดขยาดความยาว ลูกแรกยาว 60 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์ 7 เซนติเมตร ลูกต่อมาลดลงตามส่วน ห่างกันลูกละ 1 เซนติเมตร ลูกสุดท้ายยาว 29 เซนติเมตร

ขั้นตอนต่อไป นำไม้มาวัดหัวท้ายข้างละ 12 เซนติเมตร และลดลงตามส่วน ลูกล่างสุดวัดได้ 6 เซนติเมตร ในแต่ละข้าง เรียงไม้ให้สม่ำเสมอกัน แล้วนำมีดมาถากให้มีลักษณะเว้าทั้ง 2 ข้าง ของลูกโปงลาง แล้วนำมาแต่งเสียงโดยวิธีการตัดไม้ออก และเทียบเสียงให้เข้ากับ โปงลางต้นแบบ ขั้นตอนสุดท้าย เจาะรู โดยวัดเข้ามาวิธีเดียวกันกับการถากลูกโปงลางให้เว้า

 

การเทียบเสียง

เสียงโปงลางถ้าใช้กับวงพื้นบ้านอีสานทั่วไป จะใช้ แคน เป็นหลักในการบันทึกเสียง แต่ถ้าจะใช้บรรเลงกับวงดนตรีสากล จะต้องใช้ คีย์บอร์ด, อิเล็คโทนในการเทียบเสียง หรือไม่ก็ใช้เครื่องเทียบเสียงสากล ในการเทียบเสียงลูกโปงลางในแต่ละลูก เสียงที่ได้มาจะเข้ากับเครื่องดนตรีสากลได้เป็นอย่างดี

 

redline

backled1

 

pin 01

การขึ้นสาย/ตั้งสายพิณ

การขึ้นสายพิณ หรือการตั้งสายพิณ หรือการตั้งเสียงพิณ นั้นจะพบว่ามีความแตกต่างกันตามลักษณะของพิณว่า มีกี่สาย และใช้เล่นเพลงแบบใด พบว่ามีอยู่ 4 ลักษณะ ดังนี้

  1. แถบอีสานกลาง ในแถบบริเวณจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ จะใช้พิณแบบ 2-3 สาย โดยมีการตั้งสายดังนี้

lai pin 3sai

สายที่ 1 สายล่างเสียง ม (E) สายที่ 2 สายกลางเสียง ล (A) สายที่ 3 สายบนเสียง ม (E)
  1. แบบโบราณดั้งเดิม จะใช้พิณแบบ 2 สายหรือ 3 สาย จะมีการตั้งสายและเฟรตไม่ค่อยแน่นอน แล้วแต่ลายเพลงที่เล่น โดยมีการตั้งสายดังนี้

lai pin boran

สายที่ 1 สายล่างเสียง ม (E) สายที่ 2 สายกลางเสียง ล (A) สายที่ 3 สายบนเสียง ล (A)
  1. แบบ 2 สายทางอุบลราชธานี จะใช้พิณแบบ 2 สายหรือ 3 สาย จะมีการตั้งสายครั้งเดียว นิยมเล่นกับขบวนแห่ หมอลำเพลิน หมอลำหมู่ ดนตรี หมอลำซิ่ง โดยมีการตั้งสายดังนี้

lai pin 2sai

สายที่ 1 สายล่างเสียง ร (D) สายที่ 2 สายกลางเสียง ล (A)
  1. แบบพิณ 4 สาย พิณชนิดนี้ประดิษฐ์ขึ้นโดยลูกหลานเมืองอุบลราชธานี นายคณาวิจก์ โถตะบุตร เมื่อปี 2524 ซึ่งสามารถเล่นได้หลายระดับเสียง รวมทั้งเล่นคอร์ดได้คล้ายกับกีตาร์ จึงสามารถเล่นร่วมกับเพลงลูกทุ่ง หมอลำ หรือเพลงสากลอื่นๆ โดยไม่ต้องใช้กีตาร์ มีการตั้งสายดังนี้

lai pin 4sai

สายที่ 1 สายล่างเสียง ร (D) สายที่ 2 สายกลางเสียง ล (A) สายที่ 3 สายกลางบนเสียง ม (E) สายที่ 4 สายบนเสียง ล (A)

ซึ่งการตั้งสายพิณแบบ 4 สายนี้จะทำให้ได้เสียงที่ตรงกับเสียงเครื่องดนตรีสากล สามารถร่วมบรรเลงไปด้วยกันได้ มีเสียงครบตั้งแต่ โด (ด = C), เร (ร = D), มี (ม = E), ฟา (ฟ = F), ซอล (ซ = G), ลา (ล = A), ที (ท = B) และยังมีครึ่งเสียงทั้งสูงกว่าเสียงเดิม ชาร์ฟ (#) และที่มีเสียงต่ำกว่าเสียงเดิมครึ่งเสียง แฟท (b)

หลักการเล่นพิณ

  1. จับที่ดีด (หรือปิ๊ก) ตามถนัด แล้วฝึกดีดขึ้นลงในแต่ละสายให้คล่องโดยการสลัดข้อมืออย่างสม่ำเสมอ (ควบคุมจังหวะในการดีดให้สม่ำเสมอ)
  2. เมื่อดีดคล่องแล้วให้ใช้นิ้วกดสายลงบนเฟรตที่ดีดให้ตรงกับสายที่ดีด
  3. ฝึกไล่ลำดับเสียงตามตัวโน๊ตและตามชนิดของพิณ (ต้องทราบว่าพิณที่เราใช้ตั้งสายแบบใด)
  4. รายละเอียดลูกเล่นควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือฝึกจากการฟังเสียงจากต้นฉบับต่างๆ ให้แม่นยำ
  5. ถ้าเป็นพิณไฟฟ้า สามารถต่อเข้ากับเครื่องปรับแต่งเสียง (Effect) ได้เหมือนกับกีตาร์ ให้ทดลองปรับแต่งเพื่อหาเอกลักษณ์ตามที่ต้องการ

รายการ แทนคุณแผ่นดิน ตอน มือพิณถิ่นอีสาน #2

ตัวอย่างลายพิณ (โน๊ต) เพื่อการฝึกฝน

ตัวอย่างลายพิณเหล่านี้ใช้สำหรับการฝึกฝน เมื่อมีความชำนาญอาจจะปรับปรุงระดับเสียงใส่ลูกเล่นเข้าไปได้อีกมากมาย

ลายนกไส่บินข้ามทุ่ง
* / ม ซ ล ล ด ซ ล / ม ซ ล ล ด ซ ล / ด ร ม ม ซ ร ม / ด ร ม ม ซ ร ม / ม ซ ล ล ด ซ ล /
ม ซ ล ล ด ซ ล / ม ร ด ล ด ซ ล / ม ร ด ล ด ซ ล / ล ซ ม ม ซ ร ม / ล ซ ม ม ซ ร ม /
ด ม ร ด ล ซ ล / ด ร ม ร ด ล ซ ล / (ซ้ำ * 5 รอบ)

 

ลายแมลงภู่ตอมดอกไม้
(เกริ่น) ด . . . . ./ ร . . . . ./ ม . . . . ./
*/ ล ล ล / ล ม / ม ซ ม / ร ม ซ ม / ล ล ล / ล ร / ด ร ม ร ด / ล ด ล ม / ม ซ ม /
ร ม ซ ม / ล ด ล ร / ด ร ม ด ร / ล ซ ม / ซ ร ม ด / ร ซ ร ม / ซ ม / ล ซ ม / ซ ร ม ด /
ร ซ ม / ซ ม / ล ซ ม / ซ ล ซ ล / ด ร ด ล ซ ล / ล ซ ม / ซ ล ซ ล / ด ร ด ล ซ ล/
ด ร ม ร ม / ซ ล ซ ม ร ม / ด ร ม ร ม / ซ ล ซ ม ร ม / ล ด ร / ม ร ด ร / ด ร ม ร ด ร /
ด ล ด ร ด ร / ด ร ม ร ด ร / ล ซ ม / ซ ร ม ด / ร ซ ร ม ซ ม / ล ซ ม / ซ ร ม ด /
ร ซ ร ม ซ ม / ล ด ร / ด ล ด / ร ซ ร ม ซ ม / ล ด ร / ด ล ด / ร ซ ร ม ซ ม / (กลับไปซ้ำ *)
(ท่อนจบ) ล ม / ร ซ / ร ม ล ด / ล ม ซ ร / ด ร ม ซ / ล . . . . / (ช้า)

 

ลายเต้ยโขง
* / ล ซ ม ล / ซ ด ล ซ ล ม / ล ซ ม ล / ซ ด ม ล / ซ ด ล ซ ม ล / ซ ม ร ด ม / ร ซ ม ร ด ล /
ด ร ม / ร ด ซ ล / ด ร ม / ร ด ซ ล / (ซ้ำ * 5 รอบ)

 

ลายเต้ยพม่า
* / ล ท / ล ซ ล ซ / ล ซ ท ล / ซ ร ม / ล ท / ล ซ ล ซ / ล ซ ท ล / ซ ร ม / ม ซ ล ซ / ม ร /
ด ร ล ด / ร ม ร ด / ล ด ร ม / ซ ล ซ ม / ซ ร ร / ล ร / ล ท / ล ซ ล ล / ร ด ท ล /
ล ซ ล ล / ร ด ท ล / (ซ้ำ * 5 รอบ)

 

ลายโปงลาง
* / ม ซ ล ซ ล / ล ด ล ซ ล / ด ร ม ร ม / ล ซ ม ร ม / ม ซ ล ซ ล / ร ด ล ซ ล / ซ ม ล ซ ม /
ด ร ซ ม ร ม / ซ ม ล ซ ม / ด ร ซ ร ม / ม ร ด ล ซ ล / ด ร ม ร ด ล ซ ล / (ซ้ำ * 5 รอบ)

 

ลายเซิ้งบั้งไฟ
* / ล ด ล ด ล ด ล / ล ด ล ด ล ด ล / ล ด ล ด ร ด ล / ร ด ร ด ร ด ล / ร ด ร ด ร ด ล /
ม ร ม ร ม ด ร / ม ร ม ร ม ด ร / ม ร ม ล ด ร ม ร ม / ม ร ม ล ด ร ม ร ม / ม ร ม ด ม ร ล ด /
ม ร ม ด ม ร ล ด / ด ม ร ด ม ร ด ล ล / ด ม ร ด ม ร ด ล ล / ม ร ม ด ม ร ด ล ด / ม ร ม ด ม ร ด ล ด /
(ซ้ำ * 5 รอบ)

 

ลายลำเต้ย
* / ล ด ร ม ด / ม ด ม ร ล ด / ล ซ ล ด ร ม / ล ม ซ ล ซ ม ซ / ร ล ด ร ม ซ /
ด ร ม ซ ร ม ด / ซ ม ร ซ ร ม ด / ซ ม ร ด ล ซ / ซ ม ร ด ร ม ซ ล / (ซ้ำ * 5 รอบ)

 

ลายศรีโคตรบูรณ์
* / ด ล ด / ร ม ซ ม / ล ม ซ ด / ร ม ซ ม / ด ล ด / ร ม ซ ม / ล ม ซ ม / ร ม ซ ล /
ด ล ซ ม ล / ด ล ซ ม ล /ร ด ล / ซ ม ล / ด ล ซ ม ล / ด ล ซ ม ล / ด ซ ด ล / ซ ม ร ม /
ด ร ม / ซ ร ม / ด ร ม / ซ ร ม / ด ร ม / ร ล ด / ม ร ด ล / ม ร ด ร / ด ร ม ร ด ร /
ด ล ด ร ด ร / ม ซ ม / ร ด ท ล / ม ร ด ท ล / ม ร ด ท ล / ท ล ร / ล ด ท ล / ท ล ซ ล /
ท ล / ร ล ท ล / ซ ล ท ล / ท ล ซ ล ท ล / (ซ้ำ * 3 รอบ)

การฝึกฝนการเล่นพิณนั้นคงต้องอาศัยทักษะเช่นเดียวกับดนตรีชนิดอื่นๆ คือฝึกให้สามารถจดจำทำนอง (ลาย) พิณให้ได้ จึงจะสามารถสอดแทรกใส่ลูกเล่นต่างๆ ลงไปในลายให้เกิดความไพเราะ สนุกสนาน

ทำนอง (ลาย) ข้างบนนั้น นอกจากใช้เล่นกับพิณแล้ว ยังใช้กับการเป่าแคน โปงลาง ได้ด้วย ผู้ที่ชำนาญในการเล่น จะสามารถดัดแปลงใส่เสียงประสาน ทำให้เล่นร่วมกันเกิดความไพเราะ ยิ่งขึ้นได้

 

"ลำเพลินโบราณ แบบอีสานบ้านเฮา" บรรเลงพิณ : พ่อทองใส ทับถนน

 

redline

backled1

 

pin 01

พิณ ซุง ซึง : กีตาร์แบบฅนอีสาน

พิณพื้นเมือง ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปเช่น ทางจังหวัดอุบลราชธานี เรียกพิณว่า "ซุง" น่าจะเรียกมาจากท่อนไม้ที่นำมาทำ ทางจังหวัดชัยภูมิเรียกว่า "เต่ง" หรือ "อีเต่ง" หนองคายเรียกว่า "ขยับปี่" นอกจากนั้นยังมีเรียกแตกต่างออกไปอีก เช่น ซึง หมากจับปี่ หมากตดโต่ง หมากตับเต่ง เป็นต้น พิณทำด้วยไม้ เช่น ไม้ขนุน (ไม้บักมี่) เพราะมีน้ำหนักเบาและให้เสียงทุ้มกังวานไพเราะกว่าไม้ชนิดอื่น มีรูปร่างคล้ายกีตาร์แต่ฝีมือหยาบกว่า พิณอาจจะมี 2 สาย 3 สาย หรือ 4 สายก็ได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 คู่ เป็นสายเอก 2 สาย และสายทุ้ม 2 สาย ดั้งเดิมใช้สายลวดเบรครถจักรยานเพราะคงทนและให้เสียงดังกว่าสายชนิดอื่น แต่ในปัจจุบันนิยมใช้สายกีตาร์แทน การขึ้นสายไม่มีระบบแน่นอน นมหรือขั้น (Fret) ที่ใช้นิ้วกดบังคับระดับเสียงจะไม่ฝังตายตัวเหมือนกีตาร์หรือแมนโดลิน การเล่นก็เล่นเป็นเพลงเรียกว่าลาย โดยมากพิณจะเล่นคู่กันกับแคน

pinลักษณะของพิณอีสาน

พิณอีสาน มีส่วนประกอบหลักๆ 7 ส่วนดังนี้

  1. ตัวพิณ หรือเต้าพิณ ส่วนใหญ่ทำจากไม้ที่มีน้ำหนักเบา เนื้อไม้ที่นิยมกันมากคือ ไม้ขนุน (ไม้บักมี่) เพราะให้เสียงที่ทุ้มกังวาน มีน้ำหนักเบา ถ้าเป็นแก่นที่นำมาจากต้นที่มีอายุมากจะให้สีสัน เมื่อเคลือบด้วยแชลแลคหรือยูรีเทนแล้วสวยงามดี ไม้ที่นำมาทำเต้าพิณจะขุดให้เป็นโพรงเพื่อให้เกิดการก้องกังวาลของเสียง เสียงที่ได้จากพิณขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาผลิต เต้าพิณที่มีขนาดใหญ่และลึกจะมีเสียงดังกว่าเต้าพิณที่มีขนาดเล็กและตื้น
  2. คอพิณ ทำจากไม้เนื้อแข็ง เหลาผิวให้เกลี้ยง คล้ายกับคอของกีตาร์ ส่วนต้นต่อเข้ากับตัวเต้าพิณ ตกแต่งให้เป็นเนื้อเดียวกัน (หากได้ไม้ที่เหมาะสม อาจทำเต้าพิณและคอพิณเป็นชิ้นเดียวกันตลอดได้) ส่วนปลายทำเป็นร่องสำหรับใส่ลูกบิดขึ้นสาย
  3. pin 03ขั้นแบ่งเสียง ทำจากซี่ไม้ไผ่แบนๆ หันด้านติว (ด้านผิว) ขึ้นรองรับสาย ยึดติดคอพิณด้วยขี้สูด (เป็นขี้ผึ้งเหนียวสีดำ ได้จากรังของผึ้งป่าตัวเล็กๆ สีดำ มีปลายปีกสีขาว ทำรังในโพรงไม้ใต้ดิน รังผึ้งชนิดนี้มีน้ำหวานน้อยมาก แต่มีประโยชน์ในการทำแคนและทำโหวดมาก เพราะเหนียวไม่ติดมือและไม่แห้งกรอบแม้จะใช้เวลาสิบๆ ปีก็ตาม)
  4. pin 04หย่อง ทำจากซีกไม้ไผ่เหลาให้แบน มีติวด้านหนึ่ง แต่งรูปให้โค้งนิดหน่อยและปาดความสูงให้พอเหมาะกับการพาดสาย ติดให้ห่างจากระดับคอพอที่ที่จะกดนิ้วได้สะดวก
  5. ลูกบิดขึ้นสาย ทำจากไม้เนื้อแข็งหรือไม้ไผ่ ปัจจุบันมีการนำเอาลูกบิดขึ้นสายของกีตาร์มาใช้แทนเพราะสะดวกในการขึ้นสายและปรับแต่งเสียงมากกว่า
  6. สายพิณ ทำจากลวดเส้นเล็กๆ แต่แข็ง เช่น สายเบรกจักรยาน สายคลัชรถยนต์ หรือลวดสลิงอ่อน ปัจจุบันนิยมใช้สายกีตาร์เหล็กมาทำแทน ตามขนาดดังนี้
    • สายที่ 1 ขนาด 009
    • สายที่ 2 ขนาด 011 หรือ 012
    • สายที่ 3 ขนาด 0016
    • สายที่ 4 ขนาด 022 หรือ 024 (เฉพาะพิณ 4 สาย)
  7. ปิ๊ก หรือที่ดีดสายพิณ แต่ก่อนทำจากเขาควาย ปัจจุบันหายาก จึงใช้ขวดน้ำพลาสติกแทน โดยนำมาตัดตกแต่งให้เหมาะมือ มีปลายด้านหนึ่งแหลมมนและอ่อน มีสปริงใช้สำหรับดีด (เพราะสายเบรกจักรยานจะแข็งมากๆ) เมื่อพัฒนามาใช้สายกีตาร์แทนก็เลยนำเอาปิ๊กดีดกีตาร์มาแทนด้วยเสียเลย

การขึ้นสายของพิณอีสาน

พิณอีสานนั้นมีทั้งแบบพิณ 2 สาย 3 สาย และ 4 สาย

  • พิณ 2 สาย
    • สาย 1 เป็นสายเอก ขึ้นสายเปล่าเป็นเสียง มี
    • สาย 2 เป็นสายทุ้ม ขึ้นสายเปล่าเป็นเสียง ลา
  • พิณ 3 สาย
    • สาย 1 เป็นสายเอก ขึ้นสายเปล่าเป็นเสียง มี
    • สาย 2 เป็นสายทุ้ม ขึ้นสายเปล่าเป็นเสียง ลา
    • สาย 3 จะขึ้นสายเป็นเสียงประสาน
  • พิณ 4 สาย
    • สองสายล่าง เป็นเสียง โด เป็นเสียงคู่แปด (สายแรก โดต่ำ สายสอง โดสูง)
    • สองสายบน ขึ้นเสียงเป็น ซอล เป็นเสียงคู่แปด (สายสอง ซอลต่ำ สายหนึ่ง ซอลสูง)

การติดขั้นแบ่งเสียงของพิณอีสาน

การติดขั้นแบ่งเสียงลงบนคอพิณ ทำได้หลายสเกล (Scale หมายถึง ขั้นของเสียง) ตามแต่ชนิดของเพลงที่จะใช้พิณบรรเลง เพราะขั้นของพิณนั้นสามารถเคลื่อนที่ได้ เนื่องจากการใช้ขี้สูดติด ขั้นแบ่งเสียงเข้ากับคอพิณ แต่ส่วนใหญ่นักดนตรีอีสาน จะแบ่งสเกลเสียง โด เร มี ซอล ลา เป็นพื้นฐาน เพราะเพลงที่เล่นมักจะเป็นเพลงที่มาจากลายแคนเป็นส่วนใหญ่ มีช่างทำพิณหลายคนแบ่งสเกลเสียงตามแบบไมเนอร์อยู่บ้าง คือ ในชั้นเสียงที่ 3 และ 6 เป็นครึ่งเสียง นอกนั้นเต็มเสียง และเนื่องจากเครื่องดนตรีตะวันตกจำพวกกีตาร์เข้ามาได้รับความนิยมในหมู่นักดนตรีรุ่นใหม่ นักดนตรีเหล่านั้นปรับปรุงการแบ่งสเกลเสียงของพิณให้เหมือนสเกลของกีตาร์ไปเลยก็ย่อมได้เหมือนกัน ซึ่งจะทำให้เหมาะกับการเล่นเพลงสากล

 pin sum
พิณอีสานหลังจากผ่านระยะเวลามาเนิ่นนานรูปแบบก็พัฒนาไปจากเดิมอย่างนี้
พิณทั้งหมดนี้เป็นผลงานของศิลปินพื้นบ้าน : นายสงวน ทรัพย์เตี้ย
95 หมู่ 2 บ้านอำนาจ ตำบลอำนาจ อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ

วิธีดีดพิณอีสาน

  1. มือซ้ายคุมคอซอง ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อย กดเสียงที่ต้องการตามลายพิณและการแบ่งเสียงตามแบบต่างๆ นิ้วโป้งออกแรงกดรับกับนิ้วทั้ง 4
  2. มือขวาดีดสายตรงลำโพงเสียง อาจดีดด้วยนิ้วโป้งหรือใช้ปิ๊กดีดก็ได้ เวลาดีดสาย 1 และสาย 2 เพื่อเล่นทำนอง ให้ดีดสาย 3 เป็นเสียงประสานด้วย ซึ่งเสียงของสาย 3 นี้ จะทำหน้าที่เหมือนกับการเคาะลูกเสิบของโปงลางหรือลูกติดสูดของแคน คือทำหน้าที่เป็นเสียงประสานไปตลอดเพลง

pin 02ลายพิณอีสาน

คำว่า ลาย หมายถึง ท่วงทำนองเพลงที่ใช้เป่า หรือบรรเลง ด้วยเครื่องดนตรีอีสาน ซึ่ง ลาย ก็คือ เพลง นั่นเอง เพลงที่ใช้กับพิณ เป็นเพลงที่มาจากลายแคน มีหลายลาย เช่น ลายใหญ่ ลายน้อย ลายลำเพลิน ลายนกไทรบินข้ามทุ่ง ลายแมลงภู่ตอมดอก ลายลมพัดไผ่ ลายกาเต้นก้อน ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลายไล่งัวขึ้นภู ลายโป้ซ้าย ภูไทเลาะตูบ เต้ยหัวดอนตาล ลายสร้อยสีกซิ่น เซิ้งขิก มโนราห์ ศรีโคตบูรณ์ สังข์ศิลป์ชัย ลมพัดพร้าว เซิ้งกลองยาว ทองสร้อย เป็นต้น

เพื่อให้ท่านได้รับฟังความงาม ของลายพิณอีสาน จึงได้นำเอาตัวอย่างของลายพิณที่ดีดโดยศิลปินพื้นบ้าน มาทำเป็นไฟล์ MP3 ให้ท่านดาวน์โหลดไปฟัง ต้องขออภัยในคุณภาพเสียงครับ เพราะเป็นแค่ระบบโมโนเท่านั้น แต่ก็ชัดเจนพอควรครับ บันทึกจากคาสเซ็ทธรรมดา ณ ลานบ้าน (ไม่มีห้องอัดครับ) เลือกเอาที่โหลดได้นะครับ

การประยุกต์ใช้

พิณใช้เล่นกับวงซอ โปงลาง แคน หมอลำ กลองยาว และจะมีเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ เช่น กลอง กรับ ฉิ่ง ฉาบและไหซอง เป็นต้น

 

รายการ แทนคุณแผ่นดิน ตอน มือพิณถิ่นอีสาน #1

next green อ่านต่อ ตอนที่ 2

 

redline

backled1

 

morlum ubon

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2546 ที่ผ่านมาได้ไปร่วมชม การประกวดหมอลำซิ่งท่องเที่ยวทั่วอีสาน ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชบุรี ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ครึกครื้นมากทีเดียวครับ มีคณะหมอลำตัวแทนจากจังหวัดต่างๆ จำนวน 6 คณะ คือ อำนาจเจริญ นครราชสีมา อุดรธานี มหาสารคาม สกลนคร และกาฬสินธุ์ เข้าร่วมชิงชัยหาตัวแทนภาคอีสาน 10 คณะไปชิงชนะเลิศที่กรุงเทพฯ (ยังมีรอบก่อนรองชนะเลิศอีก 2 แห่ง ที่จังหวัดนครราชสีมาและขอนแก่น สำหรับตัวแทนใน 13 จังหวัดที่เหลือ)

morlum zing 05 morlum zing 06
morlum zing 03 morlum zing 04

การแข่งขันในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและยกระดับวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยเฉพาะหมอลำซิ่งให้มีพัฒนาการในทางร่วมสมัย รับใช้สังคมและท้องถิ่น โดยใช้สื่อกลอนลำที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในภาคอีสาน แหล่งวัฒนธรรมที่สำคัญ และส่งเสริมการผลิตและซื้อขายหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล จึงได้เห็นเครื่องแต่งกายของคณะหมอลำซิ่งที่ใช้ผ้าพื้นเมือง และสิ่งประดับอื่นๆ ในท้องถิ่น

morlum zing 07 morlum zing 08
morlum zing 09 morlum zing 10

การประกวดแข่งขันครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยจัดแข่งขันในระดับจังหวัดมีคณะหมอลำซิ่งเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 95 คณะ เพื่อหาตัวแทนแต่ละจังหวัดรวม 19 คณะเข้าแข่งขันในรอบรองชนะเลิศ 3 สนามคือที่ อุบลราชธานี นครราชสีมาและขอนแก่น เพื่อหาตัวแทน 10 คณะจาก 3 สนามแข่งขันไปชิงชัยที่กรุงเทพมหานคร ด้วยเงินรางวัลสูงสุดถึง 1 ล้านบาท รองชนะเลิศห้าแสนบาท รองอันดับสามสามแสนบาท และรางวัลชมเชย 2 รางวัลๆ ละหนึ่งแสนบาท นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษอีกหลายรางวัล ข่าวความคืบหน้าจะนำมาเสนอในโอกาสต่อไปครับ

หมอลำกลอนซิ่ง ชุด เอวค้าง โดย สมาน หงษา และ อุไร ปุยวงศ์
ศิลปินรับเชิญ หมอลำทองมาก จันทะลือ (หมอลำถูทา ศิลปินแห่งชาติ)

รวมกลอนลำ ของ สมาน หงษา

 

redline

backled1

 

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)