foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
ช่วงนี้ เศร้า หดหู่ วิตกกังวล สมองไม่แล่นจนไม่อยากเขียนบทความใดๆ เลยครับ สถานการณ์โรคระบาดจากพยาธิโควิดครั้งนี้รุนแรงมาก คนติดกันเยอะ ตายกันแยะเป็นใบไม้ร่วง แต่ก็ยังมีพวกที่เอาแต่สนุก เย้วๆ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวการระบาด ไปมั่วสุมทั้งในแหล่งการพนัน โบก ไพ่ ไฮโล สนุกเกอร์ ตลอดจนการกินดื่มร่วมกันแบบไม่ระวังตัว จนระบาดกลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ สงสารคนเฒ่าคนแก่อยู่บ้านที่พลอยติดไปกับลูกหลานขี้ดื้อหลายเด้อพี่น้อง เป็นตาซังแท้สู 🙏🙏🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

No. of Page View

paya supasit

ju juใจบ่โสดาด้วยเว้าแม่นกะเป็นผิด ใจบ่โสดาดอมเว้าดีกะเป็นฮ้าย

        ## แม้นไม่สบอารมณแล้วจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางถูกใจได้ @รักกันไว้เถิด ##

pee ta kon header

ผีตาโขน

ผีตาโขน เป็นการละเล่นในงานบุญประเพณีใหญ่ที่เรียกว่า "งานบุญหลวง" หรือ "บุญผะเหวด" ซึ่งเกี่ยวโยงกับพระธาตุศรีสองรัก ปูชนียสถานสำคัญของชาวด่านซ้าย จัดเป็นงานบุญที่สำคัญเพราะอยู่ในฮีต 12 ตรงกับเดือน 7 แม้ว่าการจะมีการละเล่นผีตาโขนที่อื่นๆ ในอีสานบ้าง แต่ขบวนแห่ผีตาโขนจัดขึ้นที่บริเวณวัดโพนชัย และหน้าที่ว่าการอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย นั้นเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด ว่าเป็นประเพณีที่ใกล้เคียงกับการบูชาบรรพบุรุษของอาณาจักรล้านช้าง อีกที่มาหนึ่งกล่าวกันว่า การแห่ผีตาโขนเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระเวสสันดรและนางมัทรีเดินทางออกจากป่ากลับสู่เมือง บรรดาผีป่าหลายตนและสัตว์นานาชนิดอาลัยรัก จึงพากันแห่แหนแฝงตนมากับชาวบ้าน เพื่อมาส่งทั้งสองพระองค์กลับเมือง เรียกกันว่า "ผีตามคน" หรือ "ผีตาขน" และกลายเป็น "ผีตาโขน" อย่างในปัจจุบัน

ลักษณะเด่นเชิงรูปธรรม เครื่องแต่งกายของผีตาโขนมีเอกลักษณ์ สีสันสดใส สะดุดตา มีการนำวัสดุท้องถิ่นอย่าง "หวดนึ่งข้าวเหนียว" มาตกแต่งเป็นหน้าตาผีและนำมาสวมหัว ลีลาท่าทางในการเต้นสนุกสนาน

ลักษณะเด่นเชิงนามธรรม การระลึกถึงวิญญาณผีบรรพชน ความศักดิ์สิทธื์ที่น่าเกรงขาม และการละเล่นที่นำพาให้เกิดความสนุกสนาน

ประเพณีเล่นผีตาโขน เป็นประเพณีที่ชาวอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ถือปฏิบัติสืบต่อกันอย่างยาวนาน ผู้ที่สวมบทบาทเป็นผีตาโขนนั้นจะต้องสวมหน้ากากที่น่าเกลียดน่ากลัว ทำจากหวดนึ่งข้าวเหนียว แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใส ออกเดินร่วมขบวนไปกับขบวนแห่ ซึ่งจะจัดร่วมไปกับงานบุญหลวง ที่วัดโพนชัย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

pee ta kon 03

คำว่า “ผีตาโขน” นั้นสันนิษฐานได้อยู่ 2 ทาง คือ หนึ่ง มีที่มาจากเรื่องราวของ พระเวสสันดรชาดก ว่า เมื่อพระเวสสันดรและพระนางมัทรีเสด็จออกจากป่า กลับคืนสู่เมืองนั้น บรรดาผีป่าและสิงสาราสัตว์ทั้งหลายต่างพากันแฝงเร้นมากับชาวบ้าน เพื่อรอส่งพระเวสสันดรกลับบ้านกลับเมือง จึงเรียกกันว่า "ผีตามคน" จนกระทั่งเพี้ยนเสียงมาเป็น ผีตาโขน

อีกทางหนึ่ง คือ เชื่อว่าประเพณีผีตาโขน เป็นการละเล่นเพื่อบวงสรวงบูชาดวงวิญญาณบรรพชน เนื่องจากชาวด่านซ้ายเชื่อกันว่า บรรพชนที่เสียชีวิตไปแล้วจะกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สามารถดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์หรือความหายนะกับบ้านเมืองได้ เพื่อให้เป็นที่พอใจของดวงวิญณาณบรรพชน ชาวบ้านจึงจัดให้มีการละเล่นผีตาโขนขึ้น เป็นสีสันแห่งการเฉลิมฉลองในงานบุญหลวงและโดยเฉพาะในพิธีอันเชิญพระเวสสันดรและนางมัทรีเข้าเมือง ตามฮีตเดือนสี่ (บุญผะเหวด) ของชาวอีสาน ซึ่งชาวด่านซ้าย ได้รวมเอางานบุญฮีตเดือนสี่ (บุญผะเหวด) ฮีตเดือนห้า (บุญสงกรานต์) ฮีตเดือนหก (บุญบั้งไฟ) และฮีตเดือนเจ็ด (บุญซำฮะ) มาจัดขึ้นพร้อมกันในช่วงเดือนเจ็ดของทุกปี ซึ่งมักจะอยู่ระหว่างปลายเดือนมิถุนายนถึงช่วงต้นเดือนกรกฏาคมของทุกปี

รายการทีวีชุมชน ตอน ผีตามคน

ชนิดของผีตาโขน

ผีตาโขน ในขบวนแห่จะแยกเป็น 2 ชนิดคือ ผีตาโขนใหญ่ และผีตาโขนเล็ก

pee ta kon 01

  • ผีตาโขนใหญ่ จะมีลักษณะเป็นหุ่นที่ขึ้นรูปจากโครงไม้ไผ่สานที่มีขนาดใหญ่ แล้วห่อคลุมด้วยผ้าหรือกระดาษสี มีขนาดใหญ่กว่าคนธรรมดา ประมาณ 2 เท่า ประดับตกแต่งรูปร่างเป็นเพศชายและหญิงด้วยเศษวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น มีการประดับอวัยวะเพศที่แสดงออกถึงความเป็นชายและหญิงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นตามความเชื่อในสมัยโบราณที่สื่อว่า อวัยวะเพศของมนุษย์จะแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่ความคิดพิเรนหรือทะลึ่งของผู้ที่เข้ามาร่วมเล่นแต่อย่างใด การจัดงานแต่ละปีจะมีการทำผีตาโขนใหญ่เพื่อร่วมขบวนแห่เพียง 1 คู่ เท่านั้น คนเล่นจะต้องเข้าไปอยู่ข้างในตัวหุ่น ผู้มีหน้าที่ทำผีตาโขนใหญ่จะมีเฉพาะกลุ่มเท่านั้น เพราะคนอื่นไม่มีสิทธิ์ทำ การทำก็ต้องได้รับอนุญาตจากผีหรือเจ้าก่อน ถ้าได้รับอนุญาตแล้วต้องทำทุกปี หรือทำติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปี

pee ta kon 02

  • ผีตาโขนเล็ก ผีตาโขนเล็กเป็นการละเล่นของเด็ก ไม่ว่าเด็กเล็ก เด็กวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ ทั้งผู้หญิงชาย มีสิทธิ์ทำและเข้าร่วมสนุกได้ทุกคน แต่ผู้หญิงไม่ค่อยเข้าร่วม เพราะเป็นการเล่นค่อนข้างผาดโผนและซุกซน ผู้เข้าร่วมในพิธีนี้จะแต่งกายคล้ายผีและปีศาจ ใส่หน้ากากขนาดใหญ่ เครื่องแต่งกายของผีตาโขน ส่วนใหญ่มักประกอบด้วยส่วนประกอบของหัว หรือที่เรียกว่า หน้ากาก นั้น ทำด้วย "หวด" หรือภาชนะที่ใช้นึ่งข้าวเหนียว ซึ่งเป็นส่วนด้านบนดูคล้ายหมวก ส่วนหน้านั้นทำจากโคนก้านมะพร้าว นำมาตัดปาดให้เป็นรูปหน้ากากและเจาะช่องตา จมูกนั้นทำจากไม้เนื้ออ่อน แกะให้เป็นรูปทรงต่างๆ ตามแต่จินตนาการของผู้สร้างสรรค์ โดยทำเป็นลักษณะยาว แหลมคล้ายงวงช้าง ส่วนเขานั้นทำจากปลีมะพร้าวแห้ง โดยนำส่วนประกอบต่างๆ มาเย็บติดเข้าไว้ด้วยกัน และทาสีสันวาดลวดลายไปบนด้านหน้าของหน้ากากนั้นๆ หลังจากนั้นจะเย็บเศษผ้าติดไว้บริเวณด้านบน (หลัง) เพื่อให้คลุมส่วนคอของผู้ใส่ไปจนถึงไหล่

ประเพณีบุญหลวงและการละเล่น ผีตาโขน อ.ด่านซ้าย จ.เลย

การแต่งกาย และการละเล่นผีตาโขน

ผู้เข้าร่วมในพิธีนี้ จะแต่งกายด้วยผ้าสีสันสดใสให้คล้ายผีและปีศาจ ใส่หน้ากากขนาดใหญ่ ทำจากกาบมะพร้าวแกะสลัก และมีการตกแต่งวาดลวดลายลงบนหน้ากากเป็นรูปผีต่างๆ ให้ดูน่ากลัว มีการเจาะช่องตา จมูก ปาก และใบหู และนำเอาหวดนึ่งข้าวเหนียวมาสวมศีรษะ โดยกดด้านล่างหวดให้เป็นรอยบุ๋มเหมือนหมวก แต่งแต้มด้วยสีสันต่างๆ ให้ดูน่ากลัว หงายปากหวดขึ้นเพื่อสวมลงบนศีรษะ ส่วนชุดจะใช้เศษผ้าหลากสีมาเย็บต่อกันเป็นชุดยาวสวมคลุมทั้งตัว

pee ta kon 05

นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ประกอบในการละเล่นอีก 2 ชิ้น คือ “หมากกระแหล่ง” หรือกระดึงแขวนคอวัว นำมาแขวนเอว ใช้เขย่าให้เกิดเสียงดังเวลาเดิน และ “อาวุธประจำกาย” ของผีตาโขน ซึ่งหลักๆ คือ ดาบไม้ ซึ่งไม่ได้เอาไว้รบกันแต่เอาไว้ควงหลอกล่อ และไล่จิ้มก้นสาวๆ ซึ่งก็จะร้องวิ๊ดว้ายหนีกันจ้าละหวั่น ทั้งอายทั้งขำ แต่ไม่มีใครถือสา เพราะเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา

pee ta kon 06

เหตุที่วิ่งหนีเพราะปลายดาบนั้นแกะสลักเป็น รูปอวัยวะเพศชาย หรือ “ปลัดขิก” แถมยังทาสีแดงให้เห็นอย่างเด่นชัด การเล่นแบบนี้ไม่ถือเป็นเรื่องหยาบ หรือลามก แถมยังสร้างสีสันความสนุกสนานให้กับชาวบ้าน และผู้ที่มาร่วมงานประเพณีเป็นอย่างมาก เพราะมีความเชื่อกันว่า หากเล่นตลกและนำอวัยวะเพศชายหญิงมาเล่นมาโชว์ในพิธีแห่และงานบุญบั้งไฟ จะทำให้พญาแถนพอใจ ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์

pee ta kon 07

การเล่นผีตาโขนนั้นจะเล่นกันเฉพาะในงาน ประเพณีบุญหลวง ที่จะจัดขึ้นในเดือน 8 (ตามปฏิทินไทย) นิยมจัดงาน 3 วัน ด้วยกัน

วันแรก ชาวด่านซ้ายจะเรียกวันนี้ว่า วันรวม หรือ วันโฮม ชาวบ้านจะช่วยกันสร้างหออุปคุตต์ขึ้นก่อน ในบริเวณระหว่างลำน้ำหมันกับลำน้ำศอก เริ่มพิธีตอนเช้า 04.00 - 05.00 น. คณะแสนหรือข้าทาสบริวารของเจ้าพ่อกวนจะนำอุปกรณ์ มีด ดาบ หอก ฉัตร พานดอกไม้ ธูปเทียน ขันห้า ขันแปด (พานดอกไม้ 5 คู่ หรือ 8 คู่) ถือเดินนำขบวนไปที่ริมแม่น้ำหมัน เพื่อนิมนต์พระอุปคุตต์ พระผู้มีฤทธานุภาพมาก และมักเนรมิตกายอยู่ในมหาสมุทร เพื่อป้องกันภัยอันตราย และให้ เกิดความสุข สวัสดี เมื่อถึงแล้วผู้อันเชิญต้องกล่าวพระคาถา และให้อีกคนลงไปในน้ำ งมก้อนหินใต้น้ำขึ้นมาถามว่า "ใช่พระอุปคุตต์หรือไม่" ผู้ที่ยืนอยู่บนฝั่งตอบว่า "ไม่ใช่"

พอก้อนหินก้อนที่ 3 ให้ตอบว่า "ใช่ นั่นแหละ พระอุปคุตต์ที่แท้จริง" เมื่อได้พระอุปคุตต์มาแล้วก็นำใส่พาน แล้วนำขบวนกลับไปที่หอพระอุปคุตต์ ทำการทักขิณาวัฏ 3 รอบ มีการยิงปืนและจุดประทัด ซึ่งช่วงเวลานั้นบรรดาผีตาโขนที่นอนหลับ หรือ อยู่ตามที่ต่างๆ ก็จะมาร่วมขบวนด้วยความยินดีปรีดา เต้นรำ เข้าจังหวะกับเสียงหมากกระแหล่ง ซึ่งเป็นกระดิ่งผูกคอวัวหรือกระดิ่งให้เสียงดัง

pee ta kon 03

วันที่สอง จะเป็นพิธีอัญเชิญพระอุปคุตต์เข้ามาประดิษฐานภายในวัด ด้วยเชื่อกันว่า การอัญเชิญตัวแทนพระอุปคุตต์เข้ามาประดิษฐานในวัด จะช่วยป้องกันเหตุเภทภัยต่างๆ ไม่ให้เกิดขึ้นในงานได้ ในขบวนประกอบด้วย พระพุทธรูป 1 องค์ พระสงฆ์ 4 รูป นั่งบนแคร่หาม ตามด้วย เจ้าพ่อกวนนั่งอยู่บนกระบอกบั้งไฟ ท้ายขบวนเป็นเจ้าแม่นางเทียมกับบริวาร ชาวบ้านและเหล่าผีตาโขนเดินตามเสด็จไปรอบเมือง ในวันนี้จะมีพิธีจุดบั้งไฟบูชา ขบวนแห่ผีตาโขนออกมาร่ายร่ำ ประกอบเครื่องดนตรีพื้นเมืองอย่างสนุกสนานไปตลอดเส้นทางจนกระทั่งถึงวัด

ก่อนตะวันตกดิน สำหรับคนที่เล่นเป็น ผีตาโขนใหญ่ ต้องถอดเครื่องแต่งกายผีตาโขนใหญ่ออกให้หมด และนำไปทิ้งในแม่น้ำหมัน ห้ามนำเข้าบ้าน เป็นการทิ้งความทุกข์ยากและสิ่งเลวร้ายไป รอจนปีหน้าฟ้าใหม่แล้วค่อยทำเล่นกันใหม่

pee ta kon 04

วันที่สาม จะเป็นวันประกอบพิธีทางศาสนา และอุทิศบุญกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ชาวบ้านจะไปทำบุญตักบาตรที่วัด ฟังเทศน์มหาชาติ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัด

pee ta kon 08
ผู้เขียนเมื่อไปเยือนพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน วัดโพนชัย อำเภอด่าซ้าย จังหวัดเลย

ปัจจุบัน ประเพณีเล่นผีตาโขน นอกจากจะเป็นประเพณีที่ชาวด่านซ้ายช่วยกันอนุรักษ์ไว้ เพื่ออนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนแล้ว ประเพณีนี้ยังช่วยกระตุ้นในเรื่องของการท่องเที่ยว นำเม็ดเงิน ชื่อเสียงมาสู่จังหวัดเลยเป็นประจำทุกปี

เที่ยวงานผีตาโขน ประเพณีที่มีหนึ่งเดียวในโลก | ตะลอนข่าวสุดสัปดาห์

ประเพณีการละเล่นผีตาโขน นี้ ในทางฝั่งประเทศเพื่อนบ้านของเรา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในเมืองปากลาย และเมืองไชยะบุรี เรียกการละเล่นนี้ว่า "บุญแห่ผีโขน - ບຸນແຫ່ຜີໂຂນ" จึงขอนำมาเสนอให้ทุกท่านได้เห็นความเหมือนและความต่างดังนี้

ເລາະລຸຍລາວ EP18 ຊາຍຜູ້ສືບທອດຜີໂຂນ

เรียนรู้เรื่องราวชาวอีสาน : อัตลักษณ์ท้องถิ่นอีสาน

redline

backled1

 

pook siew header

ผูกเสี่ยว

ผูกเสี่ยว เป็นประเพณีเก่าแก่และสำคัญของชาวอีสาน โดยพ่อแม่จะนำลูกหลานที่รักกันมาผูกแขนป็นเพื่อนกัน คำว่า "เสี่ยว" ในภาษาอีสานมีความหมายว่า "เพื่อนรัก หรือ เพื่อนตาย" ประดุจมีชีวิตเดียวกัน จึงต้องมีความซื่อสัตย์จริงใจต่อกัน มีความผูกพันกันด้านจิตใจอย่างจริงจังและเต็มใจ ไม่มีสิ่งใดจะมาพรากจากกันได้แม้แต่ความตาย ในพิธีผูกเสี่ยวจะมีผู้อาวุโสที่เป็นที่เคารพนับถือมาเป็นสักขีพยาน หลังผู้ทำพิธีกล่าวคำว่า "สักเค" ให้จองเกลอ (คู่ที่ผูกเสี่ยว) กล่าวคำสาบานโดยมีความหมายว่า "เราทั้งสองมาสาบานต่อกันว่าจะซื่อสัตย์ต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถ้าใครคิดคดทรยศต่อกันขอให้คนนั้นต้องมีอันเป็นไป" จากนั้นจะดื่มน้ำสาบานต่อหน้าผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส ผู้ประกอบพิธีก็ผูกข้อมือให้แก่คู่จองเกลอก็เป็นอันเสร็จพิธี

ลักษณะเด่นเชิงรูปธรรม เป็นประเพณีเก่าแก่และเป็นภูมิปัญญาที่ทำให้สังคมของชาวอีสานเข้มแข็ง เป็นสังคมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างเสี่ยวหรือเพื่อนรักเพื่อนตาย และเครือญาติของทั้งสองฝ่าย

ลักษณะเด่นเชิงนามธรรม การมีเพื่อนตายที่มีความรัก ความจริงใจ ความเข้าใจต่อกันเป็นอย่างดี

ประเพณีผูกเสี่ยว

pook siew 02ประเพณีผูกเสี่ยว เป็นประเพณีดั้งเดิมของกลุ่มวัฒนธรรมไท-ลาว การผูกเสี่ยว คือ การสัญญาที่จะเป็นเพื่อนรัก ร่วมเป็นร่วมตาย โดยมีสักขีพยาน การผูกเสี่ยวนิยมกระทำระหว่างชายกับชาย หรือหญิงกับหญิงที่วัยใกล้เคียงกัน และลักษณะนิสัยใจคอที่คล้ายคลึงกัน โดยพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่จะเป็นผู้ทาบทาม ขอผูกเสี่ยวกัน เรียกว่า "แฮกเสี่ยว" เมื่อตกลงก็จะผูกเสี่ยวโดยใช้ฝ้ายมงคล ผูกข้อมือของแต่ละคนเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่คู่เสี่ยว บางแห่งก่อนจะผูกเสี่ยวจะจัดพิธีสู่ขวัญ ให้ศีล ให้พร อบรมสั่งสอนให้แก่คู่เสี่ยวฮักนับถือกัน ตลอดถึงพ่อแม่ พี่น้อง และวงศาคณาญาติของกันและกัน ให้การช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันตลอดไป ตอนนี้เรียกว่า "ขอดเสี่ยว" หลังจากนั้นก็จะมีการเลี้ยงข้าวปลาอาหารกันตามสมควรแก่ฐานะ

เสี่ยว หมายถึง สหาย, มิตร, เพื่อน, เกลอ (friend, buddy, comrade.) คนที่มีรูปร่างหรือ นิสัยใจคอเหมือนกันหรือเกิดไล่เลี่ยกัน พ่อแม่ผูกให้เป็นมิตรกัน เรียกว่า "ผูกเสี่ยว" ซึ่งเขาทั้งสองจะผูกสมัครรักใคร่ คอยช่วยเหลือเกื้อกูลจนวันตาย หรือจะเรียกว่า "เป็นเพื่อนตาย" ก็ยังได้

เสี่ยว น. สหาย มิตร เพื่อน เกลอ คนที่มีรูปร่างหรือนิสัยใจคอเหมือนกันหรือเกิดไล่เลี่ยกัน พ่อแม่ผูกให้เป็นมิตรกัน เรียก เสี่ยว อย่างว่า โขโนเจ้าพรานสวงสองเสี่ยว (กาไก). friend, buddy, comrade. "

สารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ โดย ดร.ปรีชา พิณทอง

คำว่า "บักเสี่ยว" ที่คนในภาคอื่นๆ นำมาใช้เรียกคนอีสานอย่างดูถูกดูแคลน (ในความหมาย ไม่เป็นท่า เด๋อๆ ด๋าๆ) จึงไม่ถูกต้อง เพราะ คำว่า "บัก" เป็นคำที่ใช้เรียกชื่อชายที่มีอายุเสมอกัน หรือต่ำกว่ากันว่า บักสี บักสา บักมี บักมา (นายสี, นายสา, นายมี, นายมา) ถือเป็นคำพูดพื้นๆ ไม่หยาบคายแต่อย่างใด คำว่า "บักสี่ยว" จึงหมายถึงการเรียกว่า ไอ้เพื่อนเกลอ เท่านั้นเอง

pook siew 04

มูลเหตุของพิธีกรรมผูกเสี่ยว

ความเป็นมาของประเพณีผูกเสี่ยวไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่า การผูกเสี่ยวเริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อใด จากหลักฐานที่ปรากฎพอจะสืบค้นหลักฐานอ้างอิงเกี่ยวกับผูกเสี่ยวมีอยู่ 2 ทาง คือ

1. ด้านวรรณคดี พบข้อความในวรรณคดีอีสานกล่าวถึงคำ "เสี่ยว" อยู่หลายแห่ง เช่น

อันว่าบิดาพระพ่อพญาภายพุ้น ฮ้อยว่าจักไปหาเจ้าสหายแพงเป็นเสี่ยว"
                                                                                          (พระลักพระลาม)

สั่งเล่ามาล่วงม้างพญากล้าพ่อพระองค์กุมพลเจ้าสุริวงเป็นเสี่ยว"
                                                                                           (สุริยวง)

2. ด้านประวัติศาสตร์ อาจารย์จารุบุตร เรืองสุวรรณ ได้กล่าวไว้ว่า

ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และในสมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้มีการสำรวจประชาชนไทยที่มี วัน เดือน ปี เกิดตรงกับวันพระราชสมภพ เพื่อขึ้นบัญชีเป็น "สหชาติ" โดยเฉพาะรัชกาลที่ 7 นั้น ได้พระราชทานเหรียญมงคลเป็นที่ระลึกแก่ "สหชาติ" คือเพื่อนร่วมวันเกิดด้วย"

ในพงศาวดารล้านนาไทย ปรากฏว่า พ่อขุนรามคำแหง พ่อขุนเม็งราย พ่อขุนงำเมือง ได้จัดให้มีพิธีกรรมปฏิญาณตนเป็น "สหาย" หรือ "เสี่ยว" กัน โดยกรีดเลือดลงในจอกสุรา แล้วทรงดื่มเลือดของกันและกัน พร้อมกับกราบไหว้เทพาอารักษ์ให้เป็นพยาน จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญของการผูกเสี่ยว

pook siew 01

พิธีกรรม การผูกเสี่ยวทำให้เกิดมิตรภาพต่อเนื่องกันยาวนาน และไม่ขาดสาย ในหมู่บ้านต่างๆ อาจมีวิธีผูกเสี่ยวแตกต่างกันออกไป แต่มีจุดประสงค์ตรงกันคือ "มิตรภาพที่ยั่งยืน" วิธีผูกเสี่ยวประมวลได้ 5 ลักษณะ คือ

  • แบบที่ 1 เมื่อคู่เสี่ยวมาพร้อมกันแล้ว ประธานในพิธีจะนำ "มีดสะนาก" (มีดหนีบหมาก หรือหนีบสีเสียด) มาตั้งไว้กลางขันหมาก โดยถือเอามีดสะนากเป็นหลัก และเปรียบเทียบให้เห็นว่า มีดจะใช้ประโยชน์ได้ต้องมี 2 ขา และจะต้องติดกัน เหมือนคนเราจะมีชีวิตปลอดภัยต้องมีมิตรเป็นมิตรในทุกแห่ง คนจะต้องมีเพื่อนคอยช่วยเหลือกันและกันเหมือนมีดสะนาก จะอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวไม่ได้ แล้วทำพิธีผูกแขนให้แก่คู่เสี่ยว
  • แบบที่ 2 เมื่อคู่เสี่ยวมาพร้อมกันแล้ว ก่อนจะผูกเสี่ยวผู้เป็นประธานจะนำ เกลือ พริก มาวางไว้ต่อหน้าในพิธี โดยให้เกลือกับพริกเป็นตัวเปรียบเทียบ เกลือมีคุณสมบัติไม่จืดจาง พริกเผ็ดไม่เลือกที่ เสี่ยวจะต้องมีลักษณะรักษาคุณสมบัติคือ รักกันให้ตลอดไปเหมือนเกลือรักษาความเค็ม พริกรักษาความเผ็ด แล้วก็ทำพิธีผูกแขนให้คู่เสี่ยว
  • แบบที่ 3 แบบง่ายๆ คือ เมื่อคู่เสี่ยวพร้อมแล้ว ผู้เป็นประธานก็จะผูกแขนให้คู่เสี่ยว และอวยชัยให้พร ใช้คำพูดเป็นหลักในการโน้มน้าวให้คู่เสี่ยวรักกันและกันตลอดไป
  • แบบที่ 4 เป็นแบบที่มีการจองคู่เสี่ยวไว้ก่อน หรือพิจารณาดูเด็กที่รักกันไปด้วยกัน ทั้งๆ ที่เด็กไม่รู้ว่าเป็นคู่เสี่ยวกัน แล้วนำเด็กมาผูกเสี่ยวกันโดยการเห็นเห็นดีเห็นงามของผู้ใหญ่ ประธานในพิธีจะนำฝ้ายผูกแขนมาผูกให้คู่เสี่ยว ต่อหน้าบิดามารดาของทั้งคู่ให้รับรู้ความรักของเด็กทั้งสอง
  • แบบที่ 5 เป็นพิธีผูกเสี่ยวแบบผู้ใหญ่ คือ ผูใหญ่ที่รักกันมาแต่เด็ก หรือมาชอบพอกันเมื่อโตแล้ว มีใจตรงกันจะผูกเสี่ยว ก็ขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ผูกแขนให้เป็นเสี่ยวกัน หรือผูกแขนในพิธีผูกเสี่ยวที่จัดขึ้นเป็นกิจลักษณะก็ได้

อุปกรณ์ที่สำคัญมี พานบายศรี อาจเป็นบายศรี 3 ชั้น 5 ชั้น หรือ 7 ชั้น และมีเครื่องประกอบภายในพานอีกหลายอย่าง คือ สุรา 1 ขวด ไข่ไก่ต้ม 1 ฟอง ข้าวต้มมัด 4 ห่อ กล้วยสุก 4 ผล ข้าวเหนียวนึ่ง 1 ปั้น ใบพืชที่เป็นมงคล เช่น ใบคูน ใบเงิน ใบทอง ใบยอ ดอกรัก และที่ขาดไม่ได้คือ ฝ้ายผูกแขน

เชิญแขกมงคลมาร่วมพิธี คู่เสี่ยว นั่งล้อมพานบายศรี หมอพราหมณ์เริ่มพิธีด้วยการจุดเทียนที่พานบายศรี อัญเชิญเทวดาลงมาเป็นสักขีพยาน กล่าวถึงงานบายศรีสู่ขวัญเนื่องในโอกาสต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส มีบุตรใหม่ ขึ้นบ้านใหม่ การเลื่อนยศ การผูกเสี่ยว การบวชนาค ฯลฯ แล้วกล่าวคำอัญเชิญขวัญตามโอกาส เมื่อถึงบทเชิญขวัญ ผู้ร่วมพิธีจะตะโกนเรียกขวัญของผู้ร่วมพิธีให้มาอยู่กับเนื้อกับตัวว่า "มาเยอขวัญเยอ มาเยอขวัญเอย"

สู่ขวัญจบแล้ว หมอพราหมณ์และแขกจะนำด้ายมงคลผูกข้อมือของคู่เสี่ยว พร้อมทั้งให้ศีลให้พร ให้รักใคร่สามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ต่อจากนั้นคู่เสี่ยวก็จะผูกข้อมือซึ่งกันและกัน เป็นอันเสร็จพิธี

ประโยชน์ของการผูกเสี่ยว

การผูกเสี่ยว เป็นการสร้างความเป็นเพื่อน สร้างความรัก ความผูกพัน ความนับถือกันให้เกิดขึ้นในหมู่ชน ความรักความผูกพันดังกล่าวไม่จำกัดอยู่เฉพาะผู้เป็นเสี่ยวกันเท่านั้น แต่แผ่กระจายไปถึงพ่อ-แม่ ญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายด้วย

pook siew 03

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา "พิธีผูกเสี่ยว" ได้ถูกกำหนดให้มีขึ้นในงาน "เทศกาลไหม ประเพณีผูกเสี่ยว แะงานกาชาด" ของจังหวัดขอนแก่น จนถึงปัจจุบัน

ประเพณีผูกเสี่ยว จังหวัดขอนแก่น

เรื่องราวอีสานที่น่ารู้ : อัตลักษณ์ท้องถิ่นอีสาน

redline

backled1

dab took manual

  1. จงประพฤติศีล 5 ให้สมบูรณ์ ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ทุกชนิด ไม่ขโมยสิ่งของของใคร ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่โกหกหลอกลวงใคร ไม่ดื่มหรือเสพติดของมึนเมา
  2. แบ่งเวลาในแต่ละวันให้พอเหมาะพอดีแก่สภาพชีวิตตนเอง มีเวลาพักผ่อนในครอบครัวตามสมควรสำหรับผู้เป็นฆราวาส และมีเวลาฝึกจิตให้เป็นสมาธิทำให้จิตใจสงบ
  3. ในการฝึกสมาธินั้นให้นั่งอยู่อย่างสงบสำรวม อย่าเคลื่อนไหวอวัยวะมือและเท้า จะนั่งกับพื้นเอาขาทับขาข้างหนึ่งข้างใดก็ได้ หรือจะนั่งพับเพียบก็ได้ หรือจะนั่งบนเก้าอี้ตามสบายก็ได้ ไม่มีปัญหา
  4. วิธีการฝึกสมาธินั้น ขอให้เข้าใจว่าท่านจะทำจิตใจให้สงบ ปราศจากความคิดนึกปรุงแต่งในเรื่องภายนอก ทุกอย่างชั่วระยะเวลาที่ทำสมาธินั้น ท่านจะไม่ปรารถนาที่จะพบเห็น รูป รส สี แสง เสียง สวรรค์ นรก หรืออินทร์พรหมที่ไหน เพราะสมาธิที่แท้จริงย่อมไม่มีสิ่งเหล่านั้นอยู่ในจิต สมาธิที่แท้จริงจะมีแต่จิตที่่สะอาด บริสุทธิ์ และสงบเย็นเท่านั้น

sura oonnawong 07

  1. พอเริ่มทำสมาธิ โดยปกติแล้วให้หลับตาให้สบาย สำรวมจิตให้เข้านับที่ลมหายใจ ทั้งหายใจเข้าและหายใจออก โดยจะนับอย่างนี้ว่า หายใจเข้านับหนึ่ง หายใจออกนับสอง เรื่อยไป ทีแรกนับช้าๆ เพื่อให้สติต่อเนื่องอยู่กับการนับนั้น แต่ต่อไปพอจิตสงบเข้าที่แล้วมันจะหยุดนับของมันเอง
  2. หรือบางทีอาจจะกำหนด พุท โธ หายใจเข้ากำหนด พุท หายใจออกกำหนด โธ อย่างนี้ก็ได้ไม่ขัดแย้งกันเลย เพราะการนับอย่างนี้ มันเป็นเพียงอุบายที่ทำให้จิตนึกคิดปรุงแต่งเท่านั้น
  3. ในการฝึกแรกๆ นั้น ท่านจะยังนับและกำหนดไม่ได้อย่างสม่ำเสมอ หรืออย่างตลอดรอดฝั่ง เพราะมักจะมีความคิดต่างๆ แทรกเข้ามาในจิต ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ช่างมัน ให้เข้าใจว่าฝึกครั้งแรกๆ มันก็เป็นอย่างนี้นี่เอง แต่ให้ท่านตั้งนาฬิกาเอาไว้ตามเวลาที่พอใจว่า จะทำสมาธินานเท่าใด แรกๆ อาจจะสัก 15 นาที อย่างนี้ก็ได้ และให้เฝ้านับหรือกำหนดอยู่จนครบเวลาที่กำหนดจิตไว้ มันจะมีความคิดมากน้อยก็ช่างมัน ให้พยายามกำหนดนับตามวิธีการที่กล่าวมาแล้วจนครบเวลา ไม่นานนักจิตมันก็จะหยุดคิดและสงบได้ของมันเอง
  4. การฝึกสมาธินี้ให้พยายามทำทุกวันๆ ละ 2-3 ครั้ง แรกๆ ให้ทำครั้งละ 15 นาที แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มให้มากขึ้นๆ จนถึงครั้งละ 1 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นตามที่จิตปรารถนา
  5. ครั้นกำหนดจิตด้วยการนับอย่างนั้นจนมีประสบการณ์พอสมควรแล้ว ท่านก็จะรู้สึกว่าจิตนั้นสะอาด สงบเย็น ผ่องใสไม่หงุดหงิด ไม่หลับใหล ไม่วิตกกังวลกับสิ่งใด นั่นแหละ คือ สัญลักษณ์ที่แสดงว่า สมาธิกำลังเกิดขึ้นในจิต
  6. เมื่อจิตสงบเย็น ไม่หงุดหงิดเช่นนั้นแล้วอย่าหยุดนิ่งเฉยเสีย ให้ท่านเริ่มน้อมจิตเพื่อที่จะพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ต่อไป ถ้ามีปัญหาชีวิตหรือปัญหาใดๆ ที่ทำให้ท่านกำลังเห็นทุกข์กลัดกลุ้มอยู่ ก็จงน้อมจิตเข้าไปคิดนึกพิจารณาปัญหาด้วยความสุขุมรอบคอบ ด้วยความมีสติ
  7. จะยกเอาปัญหานั้นมาพิจารณาว่า ปัญหานั้นมาจากไหน? มันเิดขึ้นเพราะอะไร? เพราะอะไรท่านจึงหนักใจกับมัน ทำอย่างไรท่านจึงจะแก้ไขปัญหามันได้ ทำอย่างไรท่านจึงจะเบาใจและไม่เป็นทุกข์กับมัน?
  8. การพิจารณาด้วยจิตอันสงบอย่างนี้ การถามหาเหตุผลกับตนเองอย่างนี้ จิตของท่านมันจะค่อยๆ รู้เห็น และเกิดความคิดนึกรู้สึกอันฉลาดขึ้นมาโดยธรรมชาติของมัน จิตจะสามารถเข้าใจต้นสายปลายเหตุของปัญหาต่างๆ ได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง นักปฏิบัติจึงต้องพยายามพิจารณาปัญหาต่างๆ อย่างนี้เรื่อยไปหลังจากที่จิตสงบแล้ว
  9. จงเข้าใจเป้าหมายที่ถูกต้องของการฝึกสมาธินั้นคือ ท่านจะฝึกสมาธิเพื่อให้จิตสงบจากอารมณ์ภายนอกชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้ว จิตนั้นจะมีกำลังและมั่นคง สภาพจิตเช่นนั้นเองที่มันจะมีความพร้อมในการที่จะรู้และเข้าใจปัญหาต่างๆ หรือสิ่งต่างๆ ที่แวดล้อมตัวท่านเอง ได้อย่างถูกต้องตามความจริง
  10. สรุปว่า ท่านจะฝึกสมาธิเพื่อจะเรียกกำลังจิตจากสมาธินั้นไปพัฒนาความคิดนึก หรือความรู้สึกของท่านให้ถูกต้อง ซึ่งความรู้สึกคิดนึกที่ถูกต้องนั้น แท้จริงแล้วก็คือ "ปัญญา" นั่นเอง

 sura oonnawong 02

 ผศ.สุระ อุณวงศ์ ชมรมผูสูงอายุวัดหนองปลาปาก

redline

backled1

 

nok hasadee link

นกหัสดีลิงค์ การจัดการปลงศพของเจ้านายชั้นสูงในอีสาน

nok hasadee link 05

ประเพณีและความเชื่อเกี่ยวกับนกหัสดีลิงค์

นกหัสดีลิงค์ เป็นความเชื่อที่ปรากฏตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 10-13 ในแผ่นดินสุวรรณภูมิ โดยสิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นจินตนาการของชุมชน โดยอาศัยคัมภีร์จักภวาฤทีปน์ ซึ่งเป็นคัมภีร์ทางพุทธศานาที่พยายามอธิบายเรื่องราวของโลกและจักรวาล โดยเฉพาะเรื่องป่าหิมพานต์ โดยในป่าดังกล่าวยังได้มีการแบ่งสัตว์ไว้อย่างหลากหลาย เช่น ราชสีห์ เหมราอัศดร มังกรวิหก คชสีห์ สนนร สนรี และนักหัสดีลิงค์ จากบทบาทที่โดดเด่นของวรรณกรรมทางพุทธศาสนา ที่สามารถหล่อหลอมจินตนาการของช่าง ถูกการปรุงแต่งให้เหนือธรรมชาติทั้งรูปลักษณ์และปาฏิหาริย์ เพื่อจะรับความชอบธรรมในบทบาทที่ถูกกําหนดขึ้น เพื่อรับใช้สังคมสืบต่อไป

คําว่า “หัสดีลิงค์” มีความหมายในสารานุกรมอีสาน ไว้ว่า

  • หัสดิน หัสดี น. ช้าง
  • หัสดีลิงค์ ๑ น. นกที่มีรูปร่างเหมือนช้าง เป็นนกขนาดใหญ่มีกล่าวไว้ในธรรมบทภาค ๒ ว่า พระเจ้าปรันรัตนะ เจ้าเมืองนครโกสัมพี ในประเทศอินเดียพระองค์อยู่บนปราสาทชั้นสูงสุดกับพระมเหสี พระมเหสีมีครรภ์จวนประสูติ ขณะบรรทมห่มผ้าสีแดง นกหัสดีลิงค์บินมาพบเข้าสําคัญว่าเป็นก้อนเนื้อ จึงบินมาโอบเอาพระมเหสีไปวางไว้บนคาคบต้นไม้ใหญ่ในป่าหิมพานต์ ตกเวลาจวนจะรุ่งเกิดลมพายุพัดผ่านฝนกระหน่ําลงมา พระนางประสูติพระโอรสบนต้นไทรใหญ่นั้น จึงขนานนามพระโอรสว่า อุเทน เพราะเมื่อประสูติก็สว่างพอดี คําว่าอุเทนหรืออุทัยคือเวลาจวนสว่าง เมื่อพระอุเทนซึ่งเป็นโอรสได้เสวยราชในเมืองโกสัมพีสืบต่อจากพระบิดาแล้ว ได้นําพระมารดามาอยู่ในนครโกสัมพี ครั้นเมื่อพระมารดาสวรรคตได้จัดการพระบรมศพ โดยเอานกหัสดีลิงค์ตัวนั้นมารองพระบรมศพ เผาทั้งนกและนางพร้อมกัน การที่นํานกหัสดีลิงค์มาเผาก็เพราะเกี่ยวข้องกับพระมารดาดังกล่าว
  • หัสดีลิงค์ ๒ น. ธรรมเนียมเจ้าเมืองในภาคอีสาน เมื่อถึงแก่กรรมมักจัดงานศพเป็นการใหญ่โตมโหฬาร ทําเมรุเป็นรูปนกหัสดีลิงค์ คล้ายกับพระอุเทนทําแก่พระมารดาในกรุงโกสัมพี การทําอย่างนั้นเพื่อให้แปลกกว่าประชาชนคนธรรมดา หรืออย่างไรไม่ทราบ พระตา พระวอ ตามประวัติก็ทําศพแบบนกหัสดีลิงค์ สําหรับจังหวัดอุบลราชธานีปรากฏว่า พระปทุมราชวงศา (คําผง) พระพรหมราชวงศา (พรหม) พระปทุมราชวงศา (กุทอง) เจ้าเมืองอุบลทั้ง ๓ นี้จัดทําาศพแบบนกหัสดีลิงค์ ส่วนทางศาสนา ญาท่านธรรมบาล วัดป่าน้อย พระครูวิโรจน์รัตโนบล วัดทุ่งศรีเมือง พระศรีธรรมวงศาจารย์วัดสุปัฏน์ และพระครูนวกรรมโกวิท วัดมหาวนาราม ก็จัดทําศพแบบนกหัสดีลิงค์

จากการศึกษาของสมชาติ มณีโชติ ได้ยกศัพท์คําว่า นกหัสดีลิงค์ ออกเป็น 2 คํา คือ

  1. หัสดี (หรือหัสดิน) มีความหมายว่า ผู้ใช้งวงแทนมือ หรือผู้ใช้มือ
  2. ลิงค์ (หรือลึงค์) มีความหมายถึง เครื่องหมายทางเพศชาย

เมื่อรวมความหมายแล้วหมายถึง นกที่มีหมายเป็นช้างเป็นองค์ประกอบสําคัญ ซึ่งในที่นี้คือ นกที่มีหัวเป็นช้าง หรือ นกที่มีงวงที่ปากเป็นงาช้างที่มองเห็นได้ชัดเจน หรือนกผู้มีงวงเป็นช้าง หรือครึ่งนกครึ่งช้าง

จากความหมายดังกล่าว จึงพอสรุปได้ว่า คติในเรื่องนกหัสดีลิงค์นั้น กรอบความคิดเดิมได้อิงอยู่ในธรรมบทของพุทธศาสนา ที่กล่าวถึงป่าหิมพานต์และกล่าวถึงสัตว์นิทาน และเมื่อคตินิยมกล่าวถึงถอดความหมายมีนัยยะของชุมชนเคลื่อนอยู่ นกดังกล่าวจึงมีลักษณะผิดปกติอย่างสัตว์สามัญเป็นรูป เพราะตัวนั้นเป็นนกที่มีปีกมีหาง แต่ส่วนหัวเป็นช้างมีงวงมีงา

nok hasadee link 12

banner 728x90
สนับสนุนให้เว็บเราคงอยู่ให้บริการด้วยการคลิกไปชมสปอนเซอร์ของเราด้วยครับ

ตํานานนกหัสดีลิงค์ : ประเพณีความเชื่อเกี่ยวกับการเผาศพ

ในเรื่องตํานานนกหัสดีลิงค์คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากจะพูดถึงตํานานดังกล่าวอย่างเป็นเอกภาพ เพราะดูเหมือนว่าไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนไทย-ลาว สายล้านช้าง ล้านนา เป็นต้น ต่างก็พยายามผูกเรื่องดังกล่าวขึ้นไว้กับชุมชนของตนเองทั้งสิ้น ดังนั้นการสร้างตํานานนกหัสดีลิงค์ของชุมชน โดยปกติแล้วจะต้องตั้งอยู่บนความเชื่อพื้นฐานของชุมชนนั้นๆ ซึ่งบางครั้งเป็นการยากต่อการหาคําตอบของพฤติกรรมดังกล่าวว่า กระทําขึ้นเพื่ออะไร นอกจากจะหาคําตอบอธิบายกว้างๆ ในลักษณะข้อสังเกตว่า ตํานานนกหัสดีลิงค์นั้นได้ผูกพันกับบรรพบุรุษไทย-ลาว ไม่ว่าจะเป็นเชียงรุ้ง แสนหวี เป็นต้น

ปัจจุบันเป็นตํานานที่ปรากฏพอสรุปได้ 3 กระแส คือ

ตํานานนกหัสดีลิงค์กระแสที่ 1 กล่าวว่า......

นกหัสดีลิงค์ นั้นจะมีหัวเป็นช้างตัวเป็นนก จะชอบกินช้างหรือสัตว์ใหญ่เป็นอาหาร เช่น คน เสือ ควาย เป็นต้น ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อนกหัสดีลิงค์ได้จับลูกสาวเจ้าเมืองหลายต่อหลายเมืองมากินเป็นอาหารแล้ว มาหยุดพักที่ ปางทุ่งหลวง เมืองสุวรรณภูมิ เพื่อจะรอจับลูกสาวเจ้าเมืองดังกล่าวกินเป็นอาหาร ครั้นเจ้าเมืองทราบข่าวจึงสืบเสาะหาบุคคลที่มีความสามารถ ที่จะฆ่านกหัสดีลิงค์ จนในที่สุดก็มาถึงเมืองตักศิลาและลูกสาวเจ้าเมืองนั้นชื่อ “เจ้านางสีดา” ซึ่งได้รับมอบคันศรจากพระราชบิดา เพื่อจะนําไปฆ่านกหัสดีลิงค์ และในที่สุดเจ้านางสีดาก็สามารถฆ่านกหัสดีลิงค์ได้

ตํานานนกหัสดีลิงค์กระแสที่ 2 กล่าวว่า......

ในกาลครั้งหนึ่งมีเมืองๆ หนึ่งเกิดอาเพศเพราะมีนกหัสดีลิงค์คอยเฝ้าจับคนเป็นอาหาร ทําให้ผู้คนบาดเจ็บและล้มตายเป็นอันมาก แม้แต่เจ้าเมืองยังทรงสวรรคต พระมเหสีทรงโศกเศร้าเสียใจเป็นอันมาก จึงคิดหาหนทางที่จะแก้แค้นโดยการฆ่านกหัสดีลิงค์ จึงได้ป่าวประกาศหาผู้มีความสามารถมาปราบนกหัสดีลิงค์ได้ จะมีรางวัลสมนาคุณให้อย่างงาม ในที่สุดเจ้าหญิงแห่งเมืองตักศิลาได้อาสาปราบนก และสามารถปราบนกดังกล่าวได้ โดยมีศรเป็นอาวุธ ดังนั้นประเพณีเจ้าเมือง จึงได้ทําพิธีเผานกหัสดีลิงค์พร้อมศพเจ้าเมือง โดยมีการจัดวางหีบศพบนหลังนก และสร้างหอแก้วกั้นหีบศพให้สวยงาม และสิ่งดังกล่าวได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ตํานานนกหัสดีลิงค์กระแสที่ 3 กล่าวว่า......

มีนครแห่งหนึ่งชื่อ นครเชียงรุ้งตักศิลา เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต พระมเหสีจึงนําพระบรมศพแห่แหนไปถวายพระเพลิงที่นอกเมือง นกหัสดีลิงค์ หรือ นกสักกะไดลิงค์ ซึ่งบินมาจากป่าหิมพานต์มาเห็น จึงได้โฉบลงมาแย่งพระศพ พระมเหสีจึงหาคนมาปราบนกที่แย่งพระศพ ในที่สุดก็มีหญิงสาวผู้หนึ่งชื่อ “เจ้านางสีดา” มีฝีมือในการยิงธนูเป็นเยี่ยม ได้ใช้ลูกศรยิงนกตกลงมาตาย พระมเหสีจึงให้ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพร้อมนกใหญ่ จึงกลายเป็นธรรมเนียมตั้งแต่นั้นมา

nok hasadee link 02

นกหัสดีลิงค์ ที่ว่านี้ได้สดับมาว่า สมัยโบราณหลายพันปีมาแล้ว ในนครตักกะศิลาเชียงรุ้งแสนหวีฟ้ามหานคร พระมหากษัตริย์แห่งนครนั้นถึงแก่สวรรคต ตามธรรมเนียมต้องอัญเชิญพระศพออกไปฌาปนกิจที่ทุ่งหลวง ในครั้งนั้นพระมหาเทวีให้จัดการพระศพตามโบราณประเพณี ได้แห่พระศพออกจากพระราชวังไปยังทุ่งหลวงเพื่อถวายพระเพลิง

ขณะนั้นมี นกสักกะไดลิงค์ (ทางอีสานเรียกเช่นนี้) หรือ นกหัสดีลิงค์ ซึ่งกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารบินมาจากป่าหิมพานต์ นกได้เห็นพระศพคิดว่า เป็นอาหารของเขา จึงบินโฉบลงมาเอาพระศพจะไปกิน เมื่อพระมหาเทวีเห็นเช่นนั้น ก็ประกาศให้คนดีต่อสู้นกหัสดีลิงค์ เพื่อเอาพระศพคืนมา คนทั้งหลายก็อาสาต่อสู้นกหัสดีลิงค์ไม่ได้ ถูกนกหัสดีลิงค์จับกินหมด ในครั้งนี้ ธิดาแห่งพญาตักกะศิลาจึงเข้ารับอาสาสู้นกหัสดีลิงค์นั้น นางมีนามว่า สีดา นางได้ใช้ศรอาบยาพิษยิงนกหัสดีลิงค์ นกหัสดีลิงค์ถึงแก่ความตายตกลงมาพร้อมพระศพแห่งกษัตริย์องค์นั้น พระมาหาเทวีจึงโปรดสั่งให้ช่างทำเมรุคือ หอแก้วบนหลังนกหัสดีลิงค์ แล้วเชิญพระศพขึ้นประดิษฐานบนหลังนกหัสดีลิงค์ แล้วถวายพระเพลิงไปพร้อมกัน ตำนานมีกล่าวไว้ดังนี้

ประเพณีและความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างนกหัสดีลิงค์

เจ้าเมืองเชื้อสายลาวจําปาสัก จนถึงเจ้าเมืองอุบลฯ นิยมสร้างเมรุรูปนกหัสดีลิงค์ประกอบหอแก้ว เชิญศพขึ้นประดิษฐาน แล้วชักลากไปเผาที่ทุ่ง จึงเป็นธรรมเนียมสําหรับเจ้านายที่สืบเชื้อสายสืบมาแต่โบราณ ที่เรียกว่า อัญญาสี่ ได้แก่ เจ้าเมือง เจ้าอุปราชย์ เจ้าราชวงศ์ เจ้าราชบุตร และบุตรหลาน ที่ได้รับราชการงานเมือง เมื่อท่านผู้ใดผู้หนึ่งถึงแก่อาสัญกรรม เจ้านายและประชาชนของเมืองอุบล จึงได้สร้างเมรุรูปนกหัสดีลิงค์ประกอบหอแก้ว แล้วได้ชักเมรุออกไปเผา ณ ทุ่งศรีเมือง กลางเมืองอุบลฯ

ต่อมา เมื่อมีการส่ง ผู้สําเร็จราชการแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณ มาปกครองเมืองอุบลฯ จึงได้ห้ามมิให้มีประเพณีเผาศพเจ้านายแบบนกหัสดีลิงค์ ที่นำไปเผาที่ทุ่งศรีเมือง ถือว่าเป็นการกระทำที่คล้ายกับการถวายพระเพลิงเจ้านายที่ทุ่งสนามหลวง (ทุ่งพระเมรุ) กรุงเทพฯ เชื้อสายเจ้าเมืองอุบลฯ หากจะทําศพแบบนกหัสดีลิงค์ จะต้องไปทําที่วัดใดวัดหนึ่งที่เห็นสมควร เนื่องด้วยความเชื่อดังกล่าว ปรากฏในตํานานเมืองเชียงรุ้งแสนหวี ในดินแดนล้านนา จึงได้รับอิทธิพลความเชื่อเกี่ยวกับนกหัสดีลิงค์เช่นเดียวกับดินแดนล้านช้างจําปาสัก และเนื่องจากเป็นสายวัฒนธรรมเดียวกันซึ่งได้แก่ เชื้อชาติ ศาสนา หรือแม้กระทั่งกษัตริย์ผู้ครองนครเคยปกครองดินแดนสองแคว้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช (ระหว่าง พ.ศ. 2093-2115) เคยเสด็จเป็นกษัตริย์แคว้นล้านนาเมืองเชียงใหม่ หลังจากพระราชบิดาคือ พระยาโพธิสาร สวรรคต ก็เสด็จกลับมาเป็นกษัตริย์แคว้นล้านช้าง ที่เมืองหลวงพระบาง ทรงอาราธนาพระพุทธรูปสําคัญจากเมืองเชียงใหม่ คือ พระแก้วมรกต และหลังจากนั้นทรงย้ายราชธานีจาก หลวงพระบาง มาอยู่ เวียงจันทน์

จากความเชื่อดั้งเดิมที่เคยมีมา นกหัสดีลิงค์ ถูกสร้างขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคล 2 กลุ่มได้เสียชีวิตไปคือ

  • กลุ่มอาญาสี่/อัญญาสี่ ซึ่งประกอบด้วย

1. เจ้าเมือง
2. อุปฮาด/อุปราช
3. ราชวงศ์
4. ราชบุตร

  • เถระชั้นผู้ใหญ่ของชุมชน

ในการสร้าง นกหัสดีลิงค์ พิธีกรรมต่างๆ จะเริ่มเมื่ออัญญาสี่ หรือเถระชั้นผู้ใหญ่ได้เสียชีวิต หรือมรณภาพไป และดูเหมือนกฎเกณฑ์ดังกล่าวจะมีการยึดถืออย่างเคร่งครัด หลังจากนั้นญาติพี่น้องต้องตั้งศพบําเพ็ญกุศล 7 วัน และต้องเก็บศพไว้อีก 3 เดือน เพื่อรอการทํานกหัสดีลิงค์และการทําหอแก้ว ในการเตรียมการในอดีต ส่วนใหญ่จะเป็นการเกณฑ์วัสดุสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นไม้ไผ่จักตอก กระดาษสา หวาย จากญาติโยมเป็นหลัก

ในส่วนของช่างที่มีชื่อเสียงนั้น ล้วนแต่เป็นช่างที่มีพื้นเพเป็นคนเมืองอุบลราชธานีทั้งสิ้น ซึ่งได้แก่ ญาท่านดีโลด (พระครูวิโรจน์รัตโนบล) วัดทุ่งศรีเมือง ญาท่านพระมหาเสนา วัดทุ่งศรีเมือง ช่างโพธิ ส่งศรี ช่างสาย สุททราวงศ์ ช่างสีห์ ช่างครูคําหมา แสงงาม ช่างศิลป์ ฟุ้งสุข ซึ่งท่านดังกล่าวก็เสียชีวิตไปหมดแล้วปัจจุบันนี้ยังมีช่างทํานกหัสดีลิงค์อยู่คือ พระอาจารย์สมสิทธิ์ รักขิตสีโล (พระครูสีลสาราภรณ์) เจ้าอาวาสวัดป่าสักดาราม จังหวัดร้อยเอ็ด และท่านเป็นนายช่างใหญ่สร้างนกหัสดีลิงค์ ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระอริยานุวัตร (อารีย์ เขมจารี) อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม และอดีตเจ้าอาวาสวัดมหาชัย

ก่อนสร้างนกหัสดีลิงค์ 1 วัน จะต้องมีการบวงสรวง เพื่อเป็นศิริมงคลและการเตรียมการบวงสรวง ยังเป็นการเตรียมขั้นต้นของการเตรียมร่างทรงนางสีดา ที่จะมาฆ่านกหัสดีลิงค์อีกด้วย โดยมีเครื่องบวงสรวง ดังนี้

  1. คาย (ค่าครู) เป็นเงิน 11 ฮาง
  2. ขันหมากเบ็งซ้ายขวา 2 คู่
  3. ขัน 5 ขัน 8 อย่างละ 1 ขัน
  4. ขันผ้านุ่งซิ่นและเมรุ 1 ขัน
  5. เหล้า 1 ไห (ขวด)
  6. หัวหมู 1 ชุด
  7. ผ้าขาวยาว 5 ศอก 1 ผืน
  8. ไก่ต้ม 1 ตัว
  9. ข้าวต้ม ขนมหวาน ขันน้ํา หมาก พลู บุหรี่

ลักษณะของนกหัสดีลิงค์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าฝีมือเชิงช่างมีความพิถีพิถันสูงมาก เพราะนกหัสดีลิงค์ที่สร้างขึ้นจะไม่ใช้ตะปูเป็นส่วนประกอบ แต่จะใช้วิธีการเข้าลิ่ม และจะใช้หวายมัดแทน และลักษณะอีกประการหนึ่งคือจะต้องสร้างให้นกเหมือนมีชีวิตจริง คือสามารถลืมตา อ้าปาก ส่งเสียงร้อง และสะบัดงวงได้ด้วย

หลังจากบวงสรวงนกแล้ว ญาติพี่น้องจะต้องแต่งตัวนุ่งขาวห่มขาว เมื่อพร้อมกันแล้วญาติผู้ใหญ่จะนําขัน 5 ประกอบด้วย เทียน 5 คู่ ดอกไม้ 5 คู่ มาขอขมาศพ แล้วนําศพสู่เมรุนก ตั้งศพเรียบร้อยแล้วนิมนต์พระเถระทั้ง 4 นั่งบนหลังนก เพื่ออ่านคัมภีร์บนนกนั้นด้วย กระบวนแห่ศพจะต้องนําเชือกหนังอย่างดีผูกมัดกับฐานนก ซึ่งทําเป็นตะเข้ใหญ่ 3 เส้น แล้วจัดคนเข้าตามแถวตามเส้นนั้น 3 แถว กระบวนแรกสุด คือต้นแถวจะมีคนหามฆ้องใหญ่ตีให้สัญญาณนําหน้า แถวถัดมา จะเป็นขบวนพิณพาทย์ราชตะโพน เครื่องประโคมแห่ มีคนถือโคมแห่ มีคนถือธงสามหางและธงช่อ ธงชัย กระบวนหอก กระบวนดาบ กระบวนเครื่องยศของผู้ตาย แล้วจึงเป็นกระบวนชักลากด้วยเชือกสามสายดังกล่าว เมื่อได้สัญญาณแล้วก็ดึงนกให้เคลื่อนที่แห่ไปตามถนนจนถึงวัด กระบวนสุดท้าย คือผู้ที่ใช้ท่อนไม้งัดตะเข้ นกใหญ่หากติดขัด โดยรูปการจัดขบวนแห่ มีแผนผังดังนี้

nok hasadee link 11

เมื่อมีการเคลื่อนนกหัสดีลิงค์เรียบร้อยแล้ว พิธีกรรมอีกส่วนหนึ่งที่จะดูมีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพิธีกรรมอื่นๆ คือ พิธีการฆ่านกหัสดีลิงค์ และเชื้อสายของเมืองตักสิลาจึงรับสืบทอดมรดกพิธีนี้มาเป็นประจําเอง ผู้ที่ฆ่านกหัสดีลิงค์ประจําเมืองอุบลราชธานีของเราผู้สืบทอดกันมา ดังนี้

  • ยุคแรกคือ ญาแม่นางสุกัณ ปราบภัย ผู้สืบเชื้อสายมาจากเมืองตักกะสิลา เมื่อญาแม่สุกัณถึงแก่กรรมไปแล้วบุตรสาวของท่านคือ
  • คุณยายมณีจันทร์ ผ่องศรี เป็นผู้รับช่วงในการทรงเจ้านางสีดาลงมาฆ่านกหัสดีลิงค์ เมื่อคุณยายมณีจันทร์ ผ่องศรี ถึงแก่กรรมแล้ว บุตรสาวของท่านคือ
  • คุณสมวาสนา รัศมี (ฆ่าในพิธีพระราชทานเพลิงศพพระอริยานุวัตร 2536) รับช่วงเป็นคนทรงเจ้านางสีดาลงมาฆ่านกหัสดีลิงค์ต่อมา ต่อมาเมื่อคุณสมวาสนา รัศมีถึงแก่กรรมไปแล้ว
  • คุณยุพิน ผ่องศรี เป็นผู้รับช่วงในการเข้าทรง เจ้านางสีดา ลงมาฆ่านกหัสดีลิงค์ต่อไป (พระราชทานเพลิงศพพระราชรัตโนบล 17-19 มิถุนายน 2538 ณ วัดทุ่งศรีเมือง)
  • คุณยายประทิน วันทาพงษ์ (บุตรีญาแม่มณีจันทร์, พี่สาวคุณยายสมวาสนา) และคนปัจจุบันผู้สืบเชื้อสายนางสีดาคือ
  • คุณเมทินี หวานอารมย์ (หลานคุณยายประทิน) ผู้ทำพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์มาแล้ว 2 งาน คือ ในงานพระราชทานเพลิงศพพระสิริพัฒนาภรณ์ (สมหมาย โชติปุญโญ บุญเอื้อ) อดีตเจ้าอาวาสวัคทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี วันที่ 26 พ.ค. 2557 และงานพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2562 ที่พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดขอนแก่น

nok hasadee link 06
ขอบคุณภาพประกอบจาก GuideUbon.com

ในการที่จะเชิญเจ้านางสีดามาฆ่านกหัสดีลิงค์นั้นโบราณมีว่า ตัวแทนของอัญญาสี่ จํานวนผู้ชาย 4 คน ผู้หญิง 4 คน ที่เป็นบุตรหลานของอัญญาสี่ (แต่เดิมตัวแทนอาญาสี่ต้องเป็นคนมาจากตระกูลผู้สืบเชื้อสาย อาญาสี่เมืองอุบล คือ สกุล ณ อุบล, สิงหัษฐิต, บุตโรบล, พรหมวงศานนท์ เป็นต้น ในภายหลังได้ปรับเปลี่ยนโดยคัดเลือก ข้าราชการบำนาญ, ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นที่นับหน้าถือตาของบ้านเมือง ทำหน้าที่แทน) จะต้องนําขันห้า คือ ดอกไม้ขาว 5 คู่ เทียนแท้ 5 คู่ ยาวคืบหนึ่ง ใส่พานไปที่ตําหนักทรงของเจ้าแม่สีดา เพื่อบอกกล่าวเชิญเจ้าแม่ไปฆ่านกหัสดีลิงค์

อาญาสี่จะกล่าวคำเชิญเจ้านางสีดาว่า "นกโตนี้กาลีบ้านกาลีเมือง กินคนมาร้อยเอ็ดเจ็ดหัวเมืองแล้ว อาญาสี่เพิ่นกะมาขอเชิญญาแม่สีดาไปปราบนก" ฝั่งเจ้านางสีดาจะถามกลับว่"นกโตนี้อยู่ไส" อาญาสี่ตอบว่า "อยู่ท่งหลวงท่งปาง ขอเชิญญาแม่สีดาไปปราบนกเทอญ"

เมื่อผู้ทรงได้รับขันเชิญ ก็จะเข้าทรงเชิญเจ้าแม่สีดาลงมาพบตัวแทนอัญญาสี่ แล้วว่าจะรับหรือไม่ เมื่อท่านเจ้าแม่ในร่างทรงรับจะไปฆ่านกหัสดีลิงค์แล้ว ก็จะถวายเครื่องบูชา เรียกว่า คายหน้า คือ เครื่องบูชาบวงสรวงก่อนที่จะไปฆ่านกหัสดีลิงค์ จะต้องมีการบวงสรวงเข้าทรงเสียก่อนตามประเพณีโบราณ เครื่องบูชาครูหรือเครื่องบวงสรวงมีทั้งหมด 20 รายการ (บางตําราบอกว่า 17 รายการ) ได้แก่

  1. เทียนขี้ผึ้งอย่างดียาว 1 คืบ จํานวน 1 กิโลกรัม
  2. มะพร้าวอ่อน 4 ทะลายกับอีก 4 ลูก
  3. กล้วย 4 เครือกับอีก 4 ชุด
  4. หัวหมู 2 ชุด
  5. ไก่ต้ม 4 ตัว
  6. อ้อยลํางาม 4 ต้น
  7. หน่อกล้วยกําลังงาม 4 หน่อ
  8. พานบายศรีเจ็ดชั้น 1 สํารับ
  9. ขันหมากเบ็งซ้ายขวา 1 คู่
  10. ขัน 5 เทียนเงิน 1 ขัน
  11. ขัน 8 เทียนทอง 1 ขัน
  12. คายหลัง 15 ตําาลึง
  13. คายหน้า 12 ตําาลึง
  14. สัปทน สําหรับกางให้ร่างนางสีดา
  15. วอเงิน สําหรับใส่เครื่องบวงสรวง
  16. วอทอง สําหรับเชิญร่างทรงนางสีดา
  17. ข้าทาสบริวาร ชาย-หญิง ช้าง ม้า วัว ควาย
  18. เหล้า 1 ไห กับ 2 ขวด
  19. อาหารคาวหวาน อย่างละ 2 สําารับ
  20. เงินคําพันฮ้อย (เงินหนึ่งพันบาท และเครื่องประดับเป็นทองแท้หนัก 10 บาท สําหรับให้ร่างทรงนางสีดา)

ครั้นบวงสรวงและประทับร่างทรงเสร็จ ค่อยแต่งตัวนางสีดาด้วยเครื่องทรงเฉพาะ ได้แก่ ผ้าซิ่นยกดิ้นทองแบบลาว หมวกทรงแหลมคล้ายหมวกเจ้านายยามออกศึก และอาวุธประจํากาย คือ ศร ตลอดระยะเวลาการประทับทรงจะดื่มหรือล้างอาบน้ํามะพร้าว เพราะถือว่าเป็นน้ําบริสุทธิ์เท่านั้น เมื่อขบวนแห่ไปถึงบริเวณที่ตั้งเมรุนกสักกะไดลิงค์หรือนกหัสดีลิงค์แล้ว ขบวนก็จะเดินไปรอบๆ พอนกหัสดีลิงค์เห็นเช่นนั้น ก็จะหันซ้าย หันขวา งวงก็จะไขว่คว้า ตาก็จะเหลือกขึ้นลง หูก็กระพือ ปากก็จะอ้าร้องเสียงดัง พร้อมที่จะต่อสู้ เจ้าแม่สีดาก็ไม่รั้งรอ โดยร่างทรงจะแทงหอกสามครั้งที่ตัวนก แล้วเอาผ้าคลุมศีรษะนก ไปอีกก็จะกลับมายิงนกหัสดีลิงค์อีก จนนกหัสดีลิงค์หมดแรงไม่เคลื่อนไหว ซึ่งแสดงว่านกหัสดีลิงค์ตายแล้ว แผลที่ถูกยิงก็จะมีเลือดไหลออกมา

เมื่อเห็นว่า นกหัสดีลิงค์หมดกําลังแล้ว บริวาร (ขุนตูม ขุนตาม ขุนซ้ํา ขุนพลอย) ของเจ้าแม่สีดาก็จะช่วยเอาหอก หลาว แหลน เอาดาบฟันนกหัสดีลิงค์ เมื่อเสร็จจากการฆ่านกหัสดีลิงค์แล้ว แล้วจึงเผานกและฌาปนกิจไปทั้งหมด ร่างทรงและคณะต้องรีบกลับบ้านโดยทันที เพื่อทําพิธีบวงสรวงให้กับวิญญาณของนกและผู้ตาย

เมื่อพิธีฆ่านกเสร็จสิ้นก็จะเป็นพิธีทางพุทธศาสนา และเมื่อได้ประชุมเพลิงตามปกติจะทําเวลากลางคืนระหว่าง 4-5 ทุ่ม พร้อมกัน จากนั้นผ่านไปสามวัน จึงทําพิธีเก็บอัฐิและเลี้ยงลูกน้องเจ้าแม่สีดา ที่เรียกว่า งาน “กินลาบนก” โดยการบวงสรวงจะประกอบไปด้วย

  1. หัวหมู 1 ชุด
  2. ไก่ต้ม 2 ตัว
  3. มะพร้าวอ่อน 4 ลูก
  4. กล้วย 4 หวี
  5. บายศรีเจ็ดชั้น 1 สํารับ

nok hasadee link 01

แต่เดิมในเมืองอุบลราชธานีนี้ มีตำนานการสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์อยู่เป็นของประจำเมือง พร้อมทั้งพงศาวดารเมือง ต่อมาทางราชการมาขอยืมไปเพื่อตรวจสอบ ทั้งตำนานเมือง ตำนานนกหัสดีลิงค์ โดยอ้างว่าจะไปเรียบเรียงใหม่ ภายหลังผู้มาขอยืมที่เป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองชั้นสูงได้เดินทางไปปักปันดินแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ในคราวไทยเสียดินแดนฝั่งซ้ายให้แก่ฝรั่งเศส แล้วป่วยไข้มาลาเรียเสียชีวิต ตำนานนี้กล่าวมาก็หายสาบสูญไป ต่อมาจึงมีแต่เพียงคำบอกเล่าของผู้ได้ปฏิบัติมา และผู้สืบทอดเชื้อสายเล่าให้ลูกหลานฟังเท่านั้น ราชประเพณีของเมืองจึงเลือนรางไปดังที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

วัฒนธรรมประเพณีพื้นเมืองจะยังอยู่สืบเชื้อสายได้ ก็จะต้องมีผู้รักษา หากขาดผู้รักษาแล้ว วัฒนธรรมท้องถิ่นก็หมดไปด้วย นกหัสดีลิงค์ ที่ว่านี้เป็นเรื่องประชาชนในท้องถิ่นถวายให้เกียรติแก่ผู้ตาย ไฟพระราชทานนั้นเป็นพระเมตตาของพระมหากษัตริย์ที่พระราชทานมาให้ผู้ตาย นกหัสดีลิงค์ ก็เท่ากับว่าเป็นพานทองรับไฟเพลิงพระราชทานของพระมหากษัตริย์ นั่นเอง ดอกไม้มีพานใส่ฉันใด นกหัสดีลิงค์ก็ฉันนั้น

ที่กล่าวมานี้ ก็ได้จากการที่ได้เคยพบเห็นมาแต่สมัยยังเป็นเด็ก และจากผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือเล่าให้ฟังสืบทอดกันมาขอเอ่ยนามคือ อัญญาใหญ่นางแพง อัญญาใหญ่นาง อบ อัญญาใหญ่ท้าวจอม อัญญาเจ้าเรือนสมบูรณ์ ในฐานะที่ข้าพเจ้าผู้เล่าต่อเป็นลูก-หลานเหลน จึงขอเล่าสู่ท่านผู้อ่านได้รู้เพื่อประดับสติปัญญาสืบไป หากผิดพลาดประการใดขออภัยท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วย

nok hasadee link 03

หมายเหตุผู้เขียน (นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา)

เมื่อพิจารณาจากบทความของพี่ บำเพ็ญ ณ อุบล อดีตอัยการชั้นฎีกา เขต 4 และจากการที่ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้โดยถ่องแท้จะเห็นได้ว่า "การสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์นั้น สมัยโบราณนิยมสร้างให้ท้องนกติดพื้นดิน เพื่อให้เป็นไปตามธรรมชาติของนกที่อาศัยอยู่ในป่า ไม่มีการยกร้าน หรือยกพื้นสูงขึ้นเหมือนปัจจุบัน" เพื่อสะดวกในการเผาศพ เพื่อให้ตัวนกโดดเด่น และเพื่อความสะดวกในการทำงานต่างๆ แต่การยกร้านหรือยกพื้นให้ท้องนกสูงขึ้นจากพื้นดินประมาณ 1.00 - 1.20 เมตร ทำให้มองคล้ายกับว่า “นกหมอบอยู่บนพื้นไม้ หรือนกอยู่ในกรง” ซึ่งไม่เป็นไปตามธรรมชาติ อีกประการหนึ่ง “เมรุหอแก้วบนหลังนก” สมัยโบราณสร้างบนตัวนก แต่ปัจจุบันสร้างคร่อมตัวนกโดยเสาเมรุ 4 เสาตั้งอยู่นอกตัวนก เช่นเดียวกับเมรุทั่วไป ทำให้ไม่ตรงกับความหมายที่ว่า “ศพตั้ง ณ หอแก้วบนหลังนก”

ในฐานะที่พี่ บำเพ็ญ ณ อุบล และนายสุวิชช คูณผล ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการจัดสถานที่ สร้างเมรุนกหัสดีลิงค์ ประดับตกแต่งใน งานพระราชทานเพลิงศพ พระราชรัตโนบล เมื่อวันที่ 17 - 19 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ณ วัดทุ่งศรีเมือง จึงได้หารือคณะกรรมการให้มีการสร้างเมรุตามแบบโบราณ เพื่อคงความหมายดั้งเดิมไว้ โดยไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ “นกหัสดีลิงค์ ท้องนกติดกับพื้นดินตามธรรมชาตินกในป่า และเมรุหอแก้ว สร้างบนตัวนก”

คุณบำเพ็ญ ณ อุบล ได้เสริมความรู้เรื่องนี้ว่า "... แล้วอีกอันหนึ่ง ผมไปค้นตําราและได้เห็นภาพถ่ายตอนจะไปบรรยายประวัติเมืองต่างๆ ในภาคอิสานร่วมกับอาจารย์คนหนึ่ง (จะเป็นคนไหนผมจําไม่ได้แล้ว) เขาพูดถึงขี่นกหัสดีลิงค์ เขาว่าเมืองที่ขี่นกหัสดีลิงค์ได้มีอยู่ 3 เมือง คือ เมืองแสนหวีหรือเมืองเชียงรุ้ง เมืองหลวงพระบาง และเมืองอุบลฯ โดยเขาถ่ายภาพขี่นกหัสดีลิงค์มาจากเมืองหลวงพระบาง ตอนงานศพเจ้าเมืองหลวงพระบาง แล้วเมืองอุบลฯ ก็มาขี่นก ตายแล้วจั่งขี่นก... ขี่นกหัสดีลิงค์

ภาพถ่ายขี่นกหัสดีลิงค์ที่บ้านผมมีของญาพ่อใหญ่ พระอุบลการฯ (พระอุบลการประชากิจ) ตัวสุดท้ายกว่าหมู่ สร้างที่หน้าโฮงเพิ่น สร้างแล้วก็แก่(ลาก)ไปไว้ที่วัด ไม่ได้สร้างกับวัด เกณฑ์เอาคนเบิดบ้านเบิดเมืองมาแก่ไป(ลากไป)

เขาเรียกว่า หอแก้ว แต่อุบลฯ จะมีพิสดารอย่างหนึ่งคือ เมื่อสร้างนกหัสดีลิงค์ จะต้องมีการฆ่านก ต้องมีการประทับทรง แล้วมีการประทับทรง แล้วมีธนูประจําเมือง เดี๋ยวนี้ก็ยังมีธนูประจําเมืองอยู่ เขาก็เลี้ยงกันทุกปี บวงสรวงกันทุกปี เมืองสารคามเฮ็ดนกก็ต้องไปเอาแม่... เมืองเสลภูมิก็ไปเอาคนนั้น (แม่สีดา?) มายิง เขาบอกว่าลาวเป็นผู้สืบเชื้อสายฆ่านกมาแต่บรรพกาลต่อๆ กันมา นางต้นวงศ์นั้นเขาบอกว่าจะต้องเป็นนางที่มาจากตักสิลา เมืองลา... หรือจะเป็นเมืองราศีไศลก็บ่จัก ยังมีธรรมเนียมอยู่... เป็นตระกูลฆ่าอย่างเดียวขี่ไม่ได้...

ตระกูลขี่ก็มีแสนหวี หลวงพระบาง และอุบลฯ ตระกูลฆ่านกจะมีเมืองอุบลฯ ตระกูลเดียว พิธีฆ่านก จะมีการปรับปรุงตรงเครื่องบวงสรวง และมีทหารหอก ทหารง้าวแห่ คนฆ่าเขาก็ต้องแต่งเครื่องสีแดงใส่หมวกยอด ถือธนู ได้เวลาจะแห่รอบนกก่อน มีสัปทนสีแดงกั้นให้ เพราะเป็นเจ้าเหมือนกัน แต่เป็นเจ้าผู้หญิง ต้องเป็นผู้หญิง (ยิง, ญีง?) คนฆ่าต้องเป็นผู้หญิง ผู้หญิงทั้งนั้น

เวลาจะฆ่านั้นคนข้างใน (คนที่อยู่ในตัวนก) จะชักสายชัก นกมันก็ดิ้น หู ตา งวง คอ ทางนี้ก็ยิง ยิงฉับเข้าไปคนข้างในก็จะเทเลือดออกมา ยิงสามดอก นกก็จะอ่อนลง งวงก็จะม้วน คอก็จะหมุนไปข้างหลัง พอนกตายแล้ว ก็จะเอาผ้าขาวไปคลุมหัวมัน และก็เผามันไปนําศพนั่นแหละ

มีนกที่ฆ่าไม่ได้คือ นกพระเถระ มีขี่ได้คือเจ้าเมืองกับพระเถระ แต่พระเถระเขาไม่ได้ฆ่าเด๊ ที่เขาเอามาฆ่ายาคูเมืองเสล์ (เสลภูมิ) นั่นเพิ่นอยากให้ลาวมาฆ่าซื่อๆ เมื่อฆ่าแล้ว งานศพก็เรียบร้อยแล้ว

ไปถึงบ้านแม่คนทรงต้องมีการเลี้ยงอีก เขาเรียกว่า “กินลาบนก” จะไปฆ่าที่เมืองไหนก็ตาม หลังจากมื้อกลับมาฮอดบ้านแล้ว ๓ มื้อ ต้องทําพิธีฆ่านกเพื่อกินลาบนก เป็นการเลี้ยงบวงสรวงธรรมดา"

nok hasadee link 08

อนึ่ง ตามบทความ “เรื่องราวนกหัสดีลิงค์” ที่ คุณวรา ไวยหงษ์ เขียนไว้ว่า “ไม่มีคำนี้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2493 และ พ.ศ. 2525" (เนื่องจากเขียนบทความเรื่องนี้ประมาณ พ.ศ. 2538) เมื่อเปิดดูพจนานุกรม ฉบับบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542 หน้า 1,287 มีคำว่า “หัสดีลิงค์” น.นกในวรรณคดีมีจะงอยปากยาวคล้ายงวงช้าง สรุปได้มีการอธิบายความหมายไว้ชัดเจนแล้ว (เครดิต ขอบคุณ คุณ สุวิชช คูณผล)

nok hasadee link 09

อ้างอิง

สุจิตต์ วงษ์เทศ. หลวงพ่อขี้หอม. กรุงเทพฯ : มติชน, 2544.
สุวิชช คูณผล. ตําานานนกหัสดีลิงค์และวิธีเผาศพ. ม.ป.ท. : ม.ป.ป.
อรรถ นันทจักร์. รวมบทความว่าด้วยนกหัสดีลิงค์. มหาสารคาม : ประสานการพิมพ์, 2536.

นางสีดาฆ่า “นกหัสดีลิงค์” เมืองเกษมสีมา
รื้อฟื้นตำนาน สืบสารมรดกทางวัฒนธรรม ต.เกษม อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี

เอกสารเกี่ยวข้องให้ดาวน์โหลด

lilred

ตำนานนกหัสดีลิงค์ (1) | ตำนานนกหัสดีลิงค์ (2) | ตำนานนกหัสดีลิงค์ (3)

เมรุุนกหัสดีลิงค์เทินบุษบก ใน งานพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่พระเทพวิทยาคม "หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ"

redline

backled1

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)