foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
ช่วงนี้ เศร้า หดหู่ วิตกกังวล สมองไม่แล่นจนไม่อยากเขียนบทความใดๆ เลยครับ สถานการณ์โรคระบาดจากพยาธิโควิดครั้งนี้รุนแรงมาก คนติดกันเยอะ ตายกันแยะเป็นใบไม้ร่วง แต่ก็ยังมีพวกที่เอาแต่สนุก เย้วๆ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวการระบาด ไปมั่วสุมทั้งในแหล่งการพนัน โบก ไพ่ ไฮโล สนุกเกอร์ ตลอดจนการกินดื่มร่วมกันแบบไม่ระวังตัว จนระบาดกลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ สงสารคนเฒ่าคนแก่อยู่บ้านที่พลอยติดไปกับลูกหลานขี้ดื้อหลายเด้อพี่น้อง เป็นตาซังแท้สู 🙏🙏🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

No. of Page View

paya supasit

ju juใจบ่โสดาด้วยเว้าแม่นกะเป็นผิด ใจบ่โสดาดอมเว้าดีกะเป็นฮ้าย

        ## แม้นไม่สบอารมณแล้วจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางถูกใจได้ @รักกันไว้เถิด ##

isan son name

อาวทิดหมู มักหม่วน เคยเขียนเรื่อง "การตั้งชื่อให้ดีเหมาะสมกับดวงชะตา" ซึ่งอิงตามตำราการตั้งชื่อมงคลนามหลายๆ ตำรามาไว้ แต่ก็ยังมีผู้ถามมาว่า "คนอีสานบ้านเฮาในอดีตนั้นเพิ่นตั้งชื่อให้ลูกหลานแปลกๆ พยางค์เดียวบ้าง สองพยางค์บ้าง และบางชื่อก็อาจเป็นชื่อสิงสาราสัตว์ หรือชื่อที่ไม่ตรงกับความจริง หรือไม่ตรงปก เป็นตรงกันข้ามเสมอ คนโบราณมีหลักการตั้งชื่ออย่างไร?" ซึ่งอาวทิดหมูก็ได้โยนคำถามนั้นมาทางผมพร้อมกับสำทับว่า "ครู เฉลยให้แฟนนานุแฟนฮู้แหน่ ผมเกิดบ่ทันได้ถามอีพ่อว่าเป็นหยังจั่งตั้งชื่อผมว่า 'หมู' เลาตายไปสาก่อนแล้ว" ผมเลยต้องมาค้นหาตำรามาเรียบเรียงบอกกันในวันนี้

การตั้งชื่อลูกหลานของคนอีสานโบราณ

"ชื่อ" เป็นคำเรียกแทนตัวของบุคคล การตั้งชื่อลูกหลานของชาวอีสานนั้นมีลักษณะที่ปรากฏชัดเจน อยู่ 2 แบบ คือ การตั้งชื่อเป็นมงคล และการตั้งชื่อแก้เคล็ด ดังนี้

  • การตั้งชื่อเป็นมงคล เมื่อเด็กเกิดมา ปู่ย่า-ตายาย หรือ พ่อแม่ มักจะเป็นคนตั้ง ชื่อเล่น และให้ พระสงฆ์ที่เคารพนับถือ ตั้งชื่อจริง เพราะเชื่อว่าจะเกิดสิริมงคลแก่ชีวิตของเด็กตลอดไป ชื่อที่เป็นมงคลมีที่มาจากสิ่งต่างๆ ดังนี้
    • ตั้งชื่อตามธรรมชาติ เช่น ภู ผา เมฆ ฟ้า ฝน จันทร์ เดือน เกิ้ง (พระจันทร์)
    • ตั้งชื่อตามชื่อต้นไม้ เช่น ดู่ (ประดู่) ขาม (มะขาม) ไผ่ หวาย
    • ตั้งชื่อตามสิ่งของมีค่า เช่น แก้ว แหวน เงิน ทอง คำ นาก
    • ตั้งชื่อเป็นสีต่างๆ เช่น เขียว แดง ขาว ดำ
    • ตั้งชื่อตามชื่อสัตว์ เช่น ไก่ อึ่ง หมู หมี เสือ ช้าง

สำหรับผู้เขียนเองนั้นตั้งชื่อลูกสาว-ลูกชายเองตามตำรานามมงคล ในตอนแรกคลอดต้องไปแจ้งเกิดที่เทศบาลนครอุบลราชธานี ที่นั่นมีหนังสือ "ตำราการตั้งชื่ออันเป็นมงคลตามวัน/เดือน/ปีเกิด" ให้บริการอยู่ ก็เปิดเลือกหานามที่เป็นมงคลได้ก่อนการแจ้งเกิดครับ

  • การตั้งชื่อแก้เคล็ด เมื่อเด็กเกิดมาแล้วลักษณะไม่สมบูรณ์ หรือพ่อแม่เกรงว่าจะเจ็บป่วยบ่อย ผู้ใหญ่มักจะตั้งชื่อที่ไม่ไพเราะ เพราะเชื่อว่าถ้าชื่อไม่ดีผีจะไม่พาตัวไป ชื่อที่ตั้งหลอกผีจะแสดงลักษณะที่ไม่สวยงาม ดังนี้
    • ตั้งชื่อเป็นของเสีย เช่น บูด เน่า
    • ตั้งชื่อไม่สมประกอบ เช่น แหมบ (จมูกบี้) หล่อย (เป๋) ส่อย (แหว่ง) เหงี่ยง (เอียง)
    • ตั้งชื่อเป็นรูปร่างที่ไม่ดี เช่น จ่อย (ผอม) แห้ง (ผอมแห้ง) เหี้ยน (สั้น,เตี้ย)
    • ตั้งชื่อตามสีที่ไม่สวย เช่น แหล่ (คล้ำ)

ชาวอีสานเชื่อว่า "ชื่อดีมีชัยไปตลอดชีวิต" หากมีเหตุต้องเปลี่ยนชื่ออาจเนื่องมาจากการถือโชคลาภ เชื่อว่าเมื่อเปลี่ยนชื่อแล้วจะโชคดี อีกกรณีคือเปลี่ยนชื่อเพื่อแก้เคล็ดเรื่องความเจ็บป่วย ดังนั้นการตั้งชื่อจึงมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตบนพื้นฐานความคิด ความเชื่อเรื่องสิริมงคลสืบเนื่องกันไป

[ การตั้งชื่อให้เหมาะสมกับดวงชะตาราศี ]

khon isan

การนับลำดับเครือญาติของชาวอีสาน

นอกจากการตั้งชื่อแล้ว ก็ยังมีเรื่อง การนับเครือญาติ ด้วย ที่มีความสำคัญ บ่งบอกความเกี่ยวดองกันในครอบครัว เพราะสภาพครอบครัวของชาวอีสานมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ครอบครัวขยาย ซึ่งมีทั้งปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ-แม่ ลูก หลาน อยู่ในครอบครัวเดียวกัน หรือมีการสร้างบ้านอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ความสัมพันธ์จึงแน่นแฟ้น โดยผู้ใหญ่จะให้ความรู้แก่เด็กๆ หรือลูกหลาน ตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว ขัดเกลาให้เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม สอนให้พึ่งพาตนเองได้ ยึดมั่นในจารีตประเพณี ถ่ายทอดประสบการณ์และฝึกฝนอาชีพจากรุ่นสู่รุ่นเป็นลำดับ คำเรียกเครือญาติของชาวอีสานจึงมีความละเอียด ดังนี้

ทวด (ผู้ชาย) พ่อซ่น ทวด (ผู้หญิง) แม่ซ่น
ปู่ ปู่, ตู้ปู่ ย่า ย่า, ตู้ย่า
ตา พ่อตู้, พ่อใหญ่ ยาย แม่ตู้, แม่ใหญ่
พ่อ พ่อ, อีพ่อ แม่ แม่, อีแม่
ลุง ลุง, พ่อลุง ป้า ป้า, แม่ป้า
น้า (ผู้ชาย) น้าบ่าว น้า (ผู้หญิง) น้าสาว
น้าเขย น้าเขย น้าสะใภ้ น้านาง
อา (ผู้ชาย) อาว อา (ผู้หญิง) อา
อาเขย อา อาสะใภ้ อา
พี่ชาย อ้าย พี่สาว เอื้อย
ลูกคนโต ลูกกก ลูกคนสุดท้อง ลูกหล้า
ลูกเขย ลูกเขย ลูกสะใภ้ ลูกใภ้
พี่เขย พี่อ้าย พี่สะใภ้ พี่เอือย, พี่นาง
น้องชาย น้อง น้องสาว น้อง
น้องเขย น้องเขย น้องสะใภ้ น้องใภ้
พ่อเลี้ยง พ่อน้า แม่เลี้ยง แม่น้า

ตอนนี้ก็คงจะทราบแล้วว่า ผู้เขียน กับ อาวทิดหมู มีความเกี่ยวดองกันอย่างไร? ท่านก็ลองสำรวจเครือญาติดูครับจะได้นับลำดับญาติกันถูกต้อง คนนั้นเกี่ยวข้องกับเรา กับพ่อ-แม่เราอย่างไร

ส่วน คำเรียกขาน แบ่งตามสรรพนาม ดังนี้

สรรพนามที่ 1 ข้อย สัน (ฉัน) นาง (ผู้หญิง) กู แม่ซ่น พ่อซ่น ซ่น ปู่ ย่า พ่อตู้ แม่ตู้ พ่อ แม่ อ้าย เอื้อย ลุง ป้า น้า อา อาว ฯลฯ
สรรพนามที่ 2 เจ้า มึง นาง อีนาง (ลูกสาว/หลานสาว) ท้าว อีท้าว (ลูกชาย/หลานชาย)
สรรพนามที่ 3 เพิ่น เลา มัน

somma wedding isan

งานกินดอง (แต่งงาน) แบบอีสานต้องมีการสมมา (กราบฝากเนื้อฝากตัว) ญาติผู้ใหญ่

ไหนๆ ก็เขียนเรื่อง ชื่อ เรื่อง การนับลำดับญาติ แล้ว ก็ขอเสนอคำและความหมายที่คนอีสานมักจะใช้สื่อสารกัน เป็นคำวิเศษณ์ขยายคำหรือความหมายให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งท่านอาจจะได้ยินได้ฟังจากญาติผู้ใหญ่ คนเฒ่า คนแก่ ในชนบท หรือจากในกลอนลำ หรือในเพลงลูกทุ่งอีสาน โดยเฉพาะสมัยนี้ ลูกทุ่งอีสานอินดี้ มาแรงก็อาจจะมำเหล่านี้แทรกอยู่

คำวิเศษณ์หรือคำขยาย

คำวิเศษณ์ คือ คำที่ทำหน้าที่ขยายคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา หรือคำวิเศษณ์ด้วยกัน เพื่อให้ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น ในภาษาอีสานมีคำวิเศษณ์เป็นสร้อยคำที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจน มีลักษณะเป็นคำคล้องจองไม่มีความหมายตายตัว แต่รับรู้ความหมายได้จากการออกเสียงและตีความภาษา ดังนี้

  • คำวิเศษณ์บอกสีสัน เช่น
แหล่กวดตวด สีคล้ำมาก เช่น อีนางน้อยคนนั้นผิวแหล่กวดตวด
แดงจึ่งขึ่ง แดงจัด เช่น ไฟลุกแดงจึ่งขึ่ง (ไฟลุกโชน)
แดงจายวาย สีแดงกำลังสวย เช่น ผู้สาวคนนี้คืองามแท้ ปากแดงจายวายเลย
เหลืองเอ้อเฮ่อ สีเหลืองอ๋อย เช่น แข่ว (ฟัน) เหลืองเอ้อเฮ่อ
ขาวจุนพุน ขาวสวย เช่น ผู้สาวงามหลาย ผิวขาวจุนพุนเลย
ขาวโอกโลก มอมแมม เช่น ไปล้างเนื้อล้างตัวซะ แขนขาขาวโอกโลกยุ
ดำปิ๊ด ดำสนิท เช่น ขี้หมิ่นหม้อ (คราบเขม่า) ติดมือดำปิ๊ดเลย
ดำปี้ๆ ดำมาก เช่น เสื้อผ้าดำปี้ๆ แท้ เอาไปซักแหน่อีนาง
  • คำวิเศษณ์บอกขนาด เช่น
    • คำบอกขนาดรู หรือ ช่อง เรียงลำดับจากขนาดใหญ่ไปหาเล็ก ได้แก่ ฮูจ่างป่าง ฮูโจ่งโป่ง ฮูจ่องป่อง ฮูแจ่งแป่ง และฮูจิ่งปิ่ง
    • คำบอกขนาดของก้อนหิน หรือสิ่งของในลักษณะคล้ายกัน เช่น โข่โหล่ (ก้อนใหญ่) ข่อหล่อ (ก้อนเล็ก) ข่อหล่อแข่แหล่ (เล็กๆ น้อยๆ)
  • คำวิเศษณ์บอกอาการ เช่น
ยิงแข่วกีกซีก ยิ้มแฉ่ง, ยิงฟันกว้างๆ, ยิ้มจนเห็นฟัน
ปากบานเพ่อเว่อ ทำปากบานๆ
อ้าปากซอวอ อ้าปากค้าง
ตาสวดโป้โล่ ทำตาโต ตาถลน ตาเหลือก
ส่องป้อล่อ แอบส่องดู
ย่างมาโพ่โว่ เดินโผล่มาพอดี
ย่างเที่ยงที่ลี่ เดินตัวตรง
ขดกอซอ นั่งหรือนอนขดตัว (หมดหวัง)
มิดซีลี เงียบสนิท ไม่มีสัญญาณตอบรับ
ยิ้มปุ้ยๆ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
กรนสอดๆ กรนสนั่น นอนกรนเสียงดัง (หลับสนิท นอนมีความสุขหลาย)
กัดแข่วก้วดๆ เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน (อาจด้วยความโกรธที่รุนแรงมาก)
หมุ่นอุ้ยปุ้ย เละตุ้มเป๊ะ ไม่มีชิ้นดี
แปนเอิดเติด โล่งมาก ไม่มีอะไรขวางกั้น
เปิดอาดหลาด โกยอ้าว, เผ่นแนบ, หนีไปอย่างรวดเร็ว

perd ard lard

  • คำวิเศษณ์บอกสัณฐาน เช่น
แหลมปี๊ด แหลมมาก สูงโจ่นโท่น (เจิ่นเทิ้น ก็ว่า) สูงมาก
กองโจ้โก้ กองใหญ่ๆ มหึมา ซือคิ่งนิ่ง (เอียดเหลียด ก็ว่า) ตรงมาก
  • คำวิเศษณ์บอกกลิ่น เช่น
หอมฮวยๆ หอมมาก หอมฮินๆ กลิ่นตุๆ
เหม็นแหญด เหม็นอับ แหญดแต่งๆ เหม็นอับมาก
  • คำวิเศษณ์บอกรสชาติ เช่น
ส้มปี๊ด เปรี้ยวมาก ขมปี๊ด ขมจัด
ขมอ่ำหล่ำ ขมแบบกลมกล่อม หวานจ้อยๆ คำพูดหวานมาก
หวานจ้วยๆ น้ำตาลหวานมากๆ จ่อยล่อย จืดจาง ไม่มีรส

ข้อมูลจาก : ภูมิปัญญาท้องถิ่นในภาษาและวัฒนธรรมอีสาน โดย อรัญญา แสนสระ

 

redline

backled1

erotic header

ประเพณีวัฒนธรรมพื้นเพดั้งเดิมชาวอีสาน

ก่อนจะมาเขียนบทความนี้นั้น เคยมีกรณีของคนถิ่นอื่นตีความหมายของ "คำ" ในภาษาอีสาน โดยเอาจริตแห่งตนมาตีความ หรือเอาขนบจากถิ่นหนึ่งมาครอบให้กับอีกถิ่นหนึ่ง แล้วตีความว่า "สิ่งนั้นไม่ศิวิไลซ์" หรือ "หยาบคาย" โดยไม่เข้าใจในบริบทท้องถิ่นอื่น ไม่ศึกษามาให้ดีเสียก่อนทำให้เข้าใจผิดมากมาย แล้วก็ตีความ ฟันธงว่าสิ่งนั้นไม่ถูกต้องควรแก้ไข กรณีเมื่อปี พ.ศ. 2559 มีปมดราม่าชื่อ "วัดเสียวสวาท" ที่บรรดาคนเมือง (ที่มักอ้างตนว่าศิวิไลซ์เสมอ) รวมทั้งนักเลงคีย์บอร์ดทั้งหลายต่างอ้างว่า "มีชื่อไม่เหมาะสม ชาวบ้านจะไม่กล้ามาทำบุญ ควรเปลี่ยนชื่อใหม่" ขุ่นพระ!!!

wat siew sawat

ชาวบ้านที่ไหนล่ะครับ ก็ชื่อนี้ "ชาวบ้าน" เขาก็ตั้งกันเองมานานนับร้อยปี เป็นคำของชาวภูไทในท้องถิ่นโดยแท้ คนกุงเตบ! ไม่รู้เรื่องแล้วมาตีความได้อย่างไรกันว่า "ไม่เหมาะสม" ชื่อของ "วัดเสียวสวาท" มาจากคำ 2 คำ คือ

  • เสียว คือ ชื่อต้นไม้ ต้นเสียว เป็นพรรณไม้ขนาดเล็กเป็นเถา เกิดตามคันนา ชาวบ้านใช้สำหรับร้อยกบ หรือเขียดเวลาไปจับกลางทุ่ง แล้วไม่ได้เอาข้องมาใส่ ลำต้นคล้ายต้นมะขามป้อม ใบคล้ายใบหางนกยูง มีมากมายในพื้นที่นี้ ขึ้นชุกชุมมานานนับร้อยปี จึงเอามาตั้งเป็นชื่อแรก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus taxodifolous Beille อยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae ชื่ออื่นๆ เช่น ตะไคร้หางสิงห์ (สุพรรณบุรี) เสียวน้อย (ขอนแก่น) เสียวน้ำ (อุบลราชธานี, ปราจีนบุรี) สรรพคุณทางยา รากใช้ต้มน้ำดื่มแก้มดลูกอักเสบ ขับปัสสาวะ แก้เลือดออกตามไรฟัน
  • สวาท มาจาก “สะว่ะสะเหว่ย” เป็นภาษาผู้ไทดั้งเดิม หมายถึง ความสุข ความเจริญ โล่งอก โล่งใจ ไร้กังวล

เมื่อนำชื่อต้นไม้คือต้น “เสียว” มารวมกับ “สวาท” ที่มาจาก “สะว่ะสะเหว่ย” แล้ว วัดเสียวสวาท จึงหมายถึง วัดที่สร้างขึ้นในดงต้นเสียวที่มีแต่ความสุขความเจริญ

วัดเสียวสวาท ตั้งอยู่ที่ตำบลต้นผึ้ง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2463 (ตอนนี้ พ.ศ. อะไร นานไหม) แต่เพิ่งได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วันที่ 2 มิถุนายน 2532 มีเจ้าอาวาสสืบทอดกันมาแล้ว 7-8 รุ่น ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านนี้สืบเชื้อสายผู้ไท

ton siew

แต่ก็ยังมีอีกข้อสันนิษฐานหนึ่งว่า น่าจะมาจากพืช 2 ชนิด คือ ต้นเสียว กับ ต้นสวาท ก็เป็นได้ ซึ่งสืบต่อไปพบว่า ยังมีพืชที่มีชื่ออกทำนองอีโรติกให้คิดลึกอีกคือ ต้นสวาด กับ ต้นสวาท

  • ต้นสวาด คือไม้เถาเนื้อแข็ง ลำต้นมีหนาม ฝักก็มีหนามละเอียด ในฝักมีเมล็ดกลมเปลือกแข็งสีเทาอมเขียว จากสีของเมล็ดสวาด นำไปเรียกชื่อแมวพันธุ์ "แมวสีสวาด" ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Caesalpinia bonduc (L) Roxb. อยู่ในวงศ์ Leguminosae คำไทยใต้เรียก "หวาด" สรรพคุณเป็นยาขับลม แก้จุกเสียด ผลใช้แก้กระษัย มีเคล็ดในพิธีมงคลสมรส ผู้เฒ่าผู้แก่มักใช้ "ใบรักและใบสวาด" รองพานขันหมาก
  • ต้นสวาท ถ้าคำเดียว "สวาท" มักจะถูกตีความว่า รักใคร่ พอใจ ยินดีในกามารมณ์ หรือ พิศวาส ก็ว่า แถบจังหวัดสุรินทร์เรียก "ต้นสวาท" คือต้นไม้ที่มีหนาม สวาท เป็นภาษาของชาวกวยคือ ต้นส้มป่อย ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Acacia concinna (Willd.) DC. เรียกชื่ออื่นๆ เช่น ส้มขอน หมากขอน หม่าทัน เป็นพืชผัก พืชยา และไม้มงคล สรรพคุณทางยา น้ำต้มใบส้มป่อยช่วยถ่ายระดูขาว ฟอกโลหิตรอบเดือนสตรี คนทางภาคอีสานและใน สปป.ลาว ใช้ฝักส้มป่อยในพิธีเสริมศิริมงคล พิธีไหว้ครู สะเดาะเคราะห์ แก้อาถรรพ์ไล่ภูตผี แช่น้ำล้างมือ ล้างหน้าหลังกลับจากงานศพ หรือแช่น้ำเพื่ออาบศพ

ทำไม ชาวผู้ไท จึงเอานามในภาษากูยมาตั้งชื่อได้ เมื่อสืบข้อมูลเชิงลึกไปจะเห็นว่า ดั้งเดิมในแถบถิ่นนี้มีชนชาวข่า กูย (กวย) ส่วย ไทโส้ (กะโซ้) อาศัยอยู่มาก่อน ซึ่งใช้ภาษาตระกูลมอญ-เขมร ก่อนจะโยกย้ายขยับขยายไปที่อื่น แล้วชาวผู้ไทเคลื่อนย้ายเข้ามาอาศัยอยู่แทน จึงสืบทอดชื่อต่อกันมาก็เป็นได้

ความรู้เสริมจาก : ภูมิบ้าน นามเมือง คำใคร ไทย-มอญ-เขมร
โดย ประสิทธิ์ ไชยชมพู

เสียวสวาด - เฉลียวฉลาด

ก็เลยอยากเขียนเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบทกลอน (กลอนลำ) ผญา สุภาษิต คำสอนต่างๆ ของคนอีสานนั้นล้วนมีเรื่องราวต่างๆ ที่ทำให้คนภาคอื่นสามารถตีความว่า คนอีสานหยาบคาย ไม่สุภาพได้ เพียงเพราะในประเพณีวัฒนธรรมของคนอีสานนั้น มีเรื่องของ "เสียวสวาท" หรือ "เสียวสวาด" หรือจะพูดแบบฝรั่งหน่อยๆ ก็ต้องบอกว่าเรื่อง "อีโรติก" นั้นมีมานานในสังคมอีสานบ้านเฮา จนถึงขั้นมีวรรณกรรมชาวบ้านที่เรียกว่า "นิทานเสียวสวาท" และในฝั่งบ้านพี่เมืองน้องของเฮา สปป. ลาว ก็มีนิทาน "เสียวสะหวาด" เช่นเดียวกัน ถ้าจะให้ไพเราะดูเท่ห์ขึ้นมาก็ต้องบอกว่า นิทานเฉลียวฉลาด ตามความหมายของคนอีสานและคนลาวกันดีกว่าครับ

siew sawat
ปกหนังสือ นิทานเสียวสะหวาด ของ สปป.ลาว

นิทานเรื่อง "เสียวสวาท, เสียวสวาด" หรือ "เสียวสะหวาด" เป็นนิทานที่ได้รับความนิยมอย่างมากในแถบภาคอีสาน หรือในดินแดนอาณาจักรล้านช้างเดิม นิทานเสียวสวาทสำนวนต่างๆ จารด้วยตัวอักษรธรรมและอักษรไทยน้อย และมีรูปแบบการแต่งเรื่องราวต่างจากนิทานชาดกภาคอีสานเรื่องอื่นๆ ลักษณะของเนื้อเรื่องเป็นนิทานซ้อนนิทาน แสดงอุทาหรณ์แก่ผู้ฟัง ในบางตอนยังสอดแทรกภาษิต และคำสอนโดยตรงแก่ผู้ฟัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ฟังที่เป็นชนชั้นปกครองให้นำไปปฏิบัติ เพื่อความสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ดังเช่นเรื่อง โฆษกะเศรษฐี, พระโมคคัลลาน์กับโจรห้าร้อย, ชายใจบุญสร้างศาลา, ครอบครัวของชายหูตึง, เต่ากับครุฑ, ชายเลี้ยงโคหลอกลวงเพื่อนบ้าน ฯลฯ มีงานวิจัยเรื่องนี้ไว้ให้อ่าน คลิกเลย

ในสมัยโบราณนั้น ที่เรียนรู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับบุตรหลานไม่ใช่ "โรงเรียน" เพราะยังไม่มีโรงเรียนสอนหนังสือ และวิชาความรู้ดังเช่นปัจจุบัน การถ่ายทอดจึงเกิดจากญาติผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ผู้ที่ทรงความรู้ศึกษาบวชเรียนมาก่อน หรือทำอาชีพใดๆ จนเชี่ยวชาญเป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้าน เป็นที่นับหน้าถือตาให้เป็น "ครู" ในด้านต่างๆ เช่น เป็น หมอยา เพราะเชี่ยวชาญในการใช้พืชสมุนไพรต่างๆ รักษาโรค หมอสูตร เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญในพิธีกรรมสู่ขวัญ ทำขวัญ เป็นต้น

ใต้ถุนบ้าน หรือลานบ้านของท่านผู้รู้ จึงมักจะเป็นที่รวมของบรรดาลูกหลาน ไทบ้าน ทั้งเด็กเล็ก ชาย-หญิง หนุ่ม-สาว มาล้อมวงฟังผู้ใหญ่สนทนาถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาในช่วงเวลาต่างๆ ถ้าเป็นช่วงเวลากลางวัน ไม่มีงานในไร่นาก็จะเป็นการสอนให้ทักษะวิชาชีพ เช่น การจักสานเครื่องใช้ในครัวเรือน หรือเครื่องมือดักจับสัตว์ต่างๆ การทำคราด ไถ หรือซ่อมแซมเกวียน รวมทั้งการตีเหล็ก มีด พร้า จอบ เสียม ฯลฯ ทางฝ่ายหญิงก็จะเป็นที่ชุมนุมสอนการทอผ้า ตัดเย็บเครื่องนุ่มห่ม การฟอกย้อมผ้า รวมทั้งการถ่ายทอดสูตรเด็ดการทำอาหารการกิน ให้ทุกคนได้ร่วมชิมด้วยกันทั้งหมดในลานบ้าน นับเป็นการสร้างรักและสามัคคีในชุมชนนั้น

ถ้าเป็นช่วงเวลาเย็นย่ำ เมื่อเสร็จจากเวียกงานกลับมาหมู่บ้าน ก็มักจะมารวมกันที่ศาลากลางบ้าน หรือบ้านของผู้ใหญ่บ้าน เพื่อร่วมฟังข่าวสารต่างๆ ที่ผู้นำชุมชนจะนำมาแจ้งข่าว ทั้งเรื่องการระวังโรคภัยไข้เจ็บที่มีการระบาดในช่วงเวลานั้นๆ ระวังโจรขโมยที่จะมาลักทรัพย์สิน วัว ควาย เป็นต้น แล้วจะมีการเล่านิทานที่มีคติสอนใจให้ลูกหลานฟัง มีการจ่ายผญา การให้ความรู้ด้านขนบธรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่สำคัญ การบอกบุญเพื่อช่วยเหลือกันในชุมชนตนเองและใกล้เคียง

tai talang
ใต้ถุนบ้าน คือแหล่งถ่ายทอดความรู้และวัฒนธรรมอีสาน

และในบางครั้งก็จะมีการเล่า "นิทานก้อม" (แปลเป็นภาษาไทยกลางก็น่าจะเป็น เรื่องสั้นขำๆ ที่ลงท้ายด้วยการฮัมเพลง ตะแล่มๆๆๆ ตะล่ะแล่มแต่มๆๆ นั่นเอง เคยฮิตติดลมนำมาเล่าผ่านวิทยุกระจายเสียง) สมัยนั้น สมัยผมยังเด็กๆ บรรดาผู้ใหญ่รวมทั้งพ่อผมเองด้วย มักจะเล่านิทานที่หมิ่นเหม่ทางศีลธรรมให้ฟังเสมอ ถ้าสมัยนี้ก็ต้องบอกว่า เรื่อง อีโรติก นั่นเอง

นิทานก้อมที่เล่ากันบ่อยๆ มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ "ลูกเขยเอาชนะพ่อตา" (ด้วยเล่ห์ต่างๆ ซึ่งในความจริงแล้วลูกเขยมักจะแพ้พ่อตาในชีวิตจริง แต่เมื่อเป็นนิทานก้อม ก็จะต้องเล่าแบบเอาคืนให้ได้ เพราะคนเล่ามักจะเป็นลูกเขยเสียส่วนใหญ่) หรือเรื่องลูกเขยหลอกกินตับแม่ยายที่กระท่อมกลางทุ่งนา พี่เขยหลอกกินตับน้องเมีย หรือพระแอบไปขึ้นสาว แต่ก็ถูกหลอกให้ไปเจอพระอีกรูปหนึ่งแทน เรื่องพวกนี้มักจบลงด้วยเสียงหัวเราะ ครื้นเครง แต่ไม่ค่อยมีใครคิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริงดอก มันถูกเล่าเพื่อความสนุกของหนุ่มๆ หรือเขยใหม่ รวมทั้งเด็กๆ เท่านั้น และมักจะพูดถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมาเสมอ เห็นเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน

เมื่อมีงานบุญ ช่วงออกพรรษา หรืองานบุญเดือนสี่ หมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีเงินพอจ้าง 'หมอลำหมู่' (คณะหมอลำใหญ่) ก็มักจะจ้าง 'หมอลำคู่' โดยมีหมอลำสองคน ชาย-หญิง กับหมอแคนประจำตัวอีก 2 คน ถูกจ้างมาลำบนเวทีเดียวกัน ในลักษณะประชันขันแข่งความสามารถทางกลอนลำ หรือด้นกลอนสด เวทีแสดงหมอลำก็มักจะตั้งอยู่ภายในวัด (เพราะเป็นงานบุญประเพณี) หมอลำคู่จะเริ่มเปิดเวทีด้วยกลอนไหว้ครู ไหว้พระรัตนตรัย ลำนิทานชาดกหรือพุทธประวัติ พรรณนาอานิสงส์ของการทำบุญ ในช่วงหัวค่ำตั้งแต่ 20.00 - 21.00 น. หรือดึกกว่านั้นนิดหน่อย ช่วงเวลาดังกล่าวจึงไม่มีอะไรให้บรรดาพวกคนหนุ่ม-สาว หรือคนแก่ได้คึกคัก มีแต่ชักชวนให้ศรัทธาในศาสนาและร่วมกันทำบุญให้วัดวาอาราม

แต่เมื่อถึงช่วงดึก คือ เลยเวลา 22.00 น. เป็นต้นไป แนวการลำก็จะเปลี่ยนเป็นเรื่องสองแง่สองง่าม (ลำเพอะ) การเกี้ยวกันระหว่างหมอลำหนุ่ม (แก่) กับสาวหมอลำ การต่อสู้กันด้วยกลอนลำ เรียกว่า แก้กลอนลำ โดยฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายลำถาม (โจทย์) อีกฝ่ายต้องลำแก้โจทย์นั้นให้ได้ (ถ้าไม่เข้าใจให้ลองนึกถึงการแก้ทางมวยของการชกมวยไทย) จะสร้างความคึกคักในยามดึกดื่นเที่ยงคืนไปจนเกือบสว่าง (แล้วแต่ความสามารถของหมอลำว่า จะดึงผู้ชมไว้ได้นานหรือไม่ เพียงใด ถ้าเป็นหมอลำคู่ดังก็จะตอบโต้กันจนสว่างคาตาเลยทีเดียว) เรื่องส่วนใหญ่ที่ลำสลับกันไปมาระหว่างคู่ชายหญิงก็มีหลากหลาย แต่เรื่องที่เรียกความสนใจได้ดีที่สุดก็คือเรื่อง "ใต้สะดือ" นี่แหละ ระหว่างการลำโต้ตอบกันจะมีช่วง "หมอสอย" ที่คอยมาพูดสอยสอดแทรกด้วยถ้อยคำที่ทำให้เกิดความสนุกสนาน ครึกครื้นยิ่งขึ้น

morlum klon
การแสดงหมอลำคู่โดย แม่ฉวีวรรณ ดำเนิน และพ่อเคน ดาเหลา

หมอลำที่มีชื่อเสียงในเรื่องนี้คือ หมอลำคูณ ถาวรพงษ์ ในสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องขยายเสียง การลำต้องลำด้วยปากเปล่า การเดินทางต้องเดินด้วยเท้าบ้าง ใช้เกวียนบ้าง (ไม่ได้มีรถประจำทางอย่างสมัยนี้) ท่านเป็นหมอลำที่มีน้ำเสียงดี ก้องกังวาน ชัดเจน และถนัดในการลำ "กลอนเพอะ" (สองแง่สองง่าม) คนทั่วไปจึงพากันตั้งฉายาให้ท่านว่า “หมอลำคูณหี” (เพราะกลอนลำของท่านเฉียดฉิวอยู่กับอวัยวะเพศชาย-หญิงนั่นเอง) แต่นิสัยของท่านนั้น เป็นคนมีศีลธรรม ซื่อสัตย์สุจริต สันโดษ ไม่ดื่มสุรา และไม่มีนิสัยทางชู้สาวเลย เป็นคนสุขุม ค่อนไปในทางเก็บตัว จึงมีลูกศิษย์น้อย ลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงคือ หมอลำวังสถาน สิงห์ธรรม

หมอลำฝ่ายหญิงที่ลำคู่กันกับ "หมอลำคูณ" มีหลายคน ได้แก่ หมอลำจอมศรี บรรลุศิลป์, หมอลำหม่อน, หมอลำอั้ว, หมอลำเที่ยง, หมอลำสุบรรณ เป็นต้น แต่ที่ลำด้วยกันบ่อยที่สุด คือ หมอลำจอมศรี จนกิตติศัพท์ดังไกลถึงหูของ นาย ต.เง็กชวน นายห้างเจ้าของห้างแผ่นเสียงตรากระต่าย จึงได้ถูกชักชวนให้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยรถไฟ เมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2483 โดยมีหมอแคน คือ นายชื่น ทานให้ และนายบัว มีทรัพย์ เพื่อบันทึกแผ่นเสียง ออกจำหน่ายในครั้งนั้นคือ "ลำทางสั้น กลอนศีลห้า" และลำคู่กันคือ "ลำเว้าสาว" เป็นแผ่นเสียงชุดแรกและชุดสุดท้ายของท่านทั้งสอง มีการจำหน่ายเผยแพร่และได้รับการตอบรับอย่างดี ทำให้ชื่อเสียงของท่านทั้งสองโด่งดั่งมากขึ้นไปอีก จนมีงานลำมากมายทุกวันจนไม่มีเวลาพักผ่อน

ลำทางสั้น กลอนศีลห้า-หมอลำคูณ ถาวรพงษ์

หมอลำคู่มักจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเซ็กส์ (Dirty Joke) อย่างตรงไปตรงมา เช่น หมอลำเคน ดาเหลา ได้รับความนิยมมากด้วยกลอนลำ “แตงสังหารสาว” วิทยุทุกสถานีเปิดกลอนลำนี้ให้ได้ยินกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งในงานบ้านและในงานวัด พอมีงานบุญก็จะได้ยิน “แตงสังหารสาว” ของ เคน ดาเหลา (ซึ่งต่อมาได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ปี พ.ศ. 2534)

“แตงสังหารสาว” เล่าเรื่องราวของหญิงสาว ที่ทุกๆ เช้าจะไปรดน้ำผักสวนครัวที่ปลูกไว้ในสวนท้ายหมู่บ้าน วันเกิดเหตุ ขณะตักน้ำรดแปลงปลูกแตง หญิงสาวแลเห็น "ผลแตงกวา" (ในกลอนลำจะเรียกว่า หมากแตงซ้าง) รูปร่างคล้ายอวัยวะเพศชาย เธอเกิดอยากรู้ว่าการมีอะไรกับไอ้นั่น (แตงกวา) จะเป็นอย่างไร เลยเก็บเอาแตงขนาดพอเหมาะมาใช้ด้วยความมันจนลืมตัว ผลแตงเกิดหักและติดอยู่ข้างใน เอาออกไม่ได้ จนกระทั่งได้เวลาพระฉันเพล

ken dalao 07
หมอลำคู่ที่มีชื่อเสียง 3 ศิลปินแห่งชาติ (ป.ฉลาดน้อย, ฉวีวรรณ ดำเนิน, เคน ดาเหลา)

พ่อจึงออกตามหาเพราะด้วยความเป็นห่วงว่า ลูกสาวของตนจะเกิดเหตุร้าย กลอนลำจบด้วยประโยคคำพูดของพ่อที่สาบส่งลูกสาวให้ไปตายซะ เพราะนางโง่แทั “แข้วมึงมีบ่แพ้ เอาหีหย่ำ หน่วยบักแตง” (ฟันก็มี แต่ดันเอาหอยเคี้ยวผลแตงซะงั้น) แน่นอน ทั้งหมดเป็นเรื่องอารมณ์ขัน ที่ทุกคนฟังแล้วก็หัวเราะสนุกสนานกันไป

ส่วนเรื่องของลูกเขยกับพ่อตาและแม่ยายนั้นมีหลายเรื่อง แต่จะขอเอาเรื่องที่สามารถชนะทั้งพ่อตาและแม่ยายได้พร้อมกันทีเดียว เรื่องมีอยู่ว่า

พ่อตาและลูกเขยได้ชวนกันไปหาปลาและตัดไม้ไผ่ที่หัวนา หลังจากที่ตัดไม้ไผ่ไปหลายลำ มีดอีโต้ที่ใช้ตัดไม้นั้นทื่อหมดคม จึงเอ่ยปากบอกลูกเขยว่า "บักทิด มึงขึ้นไปเอาหินฝนพร้าอยู่เถียงนามาแหน่ ถ้าหาบ่เห็นให้ถามแม่เบิ่งเด้อ" ส่วนลูกเขยนั้นไม่ได้คิดถึงหินลับคมมีดแต่อย่างใด ขณะเดินกลับขึ้นมากระท่อมนั้นก็คิดหาทางจะแอ้มแม่ยายแบบเนียนๆ อยู่ว่า จะใช้เล่ห์กลอันใดดี

 

ครั้นมาถึงกระท่อมกลางนาก็แว๊บปิ๊งขึ้น จึงเอื้อนเอ่ยวาจากับแม่เฒ่าว่า "แม่ อีพ่อเลาให้ข่อยมาเอาเจ้า"

แม่ยายได้ฟังถึงกับตกใจฮ้องว่า "บักผีบ้า..."

ลูกเขยเลยก้มหน้าพูดเบาๆ ว่า "คันบ่เซื่อกะถามอีพ่อเลาเบิ่ง"

ด้วยความโมโหนางเลยร้องเสียงดังไปทางชายทุ่งว่า "เฒ่า เจ้าสิให้ข่อยเอาให้มันอยู่บ้อ!"

 

พ่อตาเลยตะโกนสวนมาด้วยความโมโหว่า "โอ้ย! มึงสิแพงไว้เฮ็ดหยัง ไวไว.."

จากนั้นลูกเขยก็เลยลูบปากด้วยความสะใจ ตะแล่มๆๆๆ ตะแล่ม ตะละแล่ม แต่มๆ... "

การพูดเรื่องเพศและการมีเพศสัมพันธ์ในวัฒนธรรมอีสานนั้น ช่างตรงไปตรงมา วัฒนธรรมที่มี "นิทานก้อม" แบบหมิ่นเหม่ศีลธรรมเต็มไปหมด ซึ่งผมได้ฟังตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก จนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่คนในสมัยนั้น ก็ไม่มีใครในหมู่บ้านที่กระทำการหมิ่นเหม่ต่อเรื่องศีลธรรมทางเพศ จนเกิดความเสียหายแบบในนิทาน ผมได้ยินแต่ผู้ใหญ่เขาพูดกับลูกหลานว่า "เมื่อมีอะไรกันแล้ว ก็ต้องเลี้ยงดูเป็นผัวเป็นเมียกันไปตลอดชีวิต อย่าปล่อยปละละทิ้ง"

nitan kom
นิทานก้อม (เรื่องสั้นขำๆ อีโรติกของฅนอีสานนานมา)

ในวันนี้ คนไทยจำนวนหนึ่ง (ซึ่งมีมากขึ้นทุกที) กำลังใช้จริยธรรม (ที่ไม่ได้เป็นรากฐานทางจริยธรรมอะไรนัก) ไปกดทับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอ้างศีลธรรมอันดีงามเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ การรักนวลสงวนตัว วัฒนธรรมอันดีงามของไทย ผมคิดว่า สิ่งที่คนเหล่านี้ขาดไป ก่อนลงมือตัดสินจริยธรรมและความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น คือ "การเรียนรู้วัฒนธรรมอื่นๆ การตระหนักรู้ถึงความไม่รู้ของตนเอง การตรวจสอบมาตรฐานทางจริยธรรมที่ตนเองยึดถือ และการรู้จักเคารพในวัฒนธรรมที่ต่างออกไป พวกเขาควรจะตรวจสอบตนเองว่า มีอคติทางจริยธรรมเจือปนอยู่ในคำตัดสินทางจริยธรรมหรือไม่ มากน้อยเพียงใด"

วันนี้ผมได้เห็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนอีสาน ที่รู้และเข้าใจรากเหง้าของบรรพบุรุษตนเอง ได้ถ่ายทอดความเป็นอีสานออกมาในรูปการแสดง และขับร้องหมอลำ ในชื่อคณะว่า "เพชร น้ำหมาก" ซึ่งมีการบันทึกเป็นคลิปออกมาทาง Youtube หลายชุด เช่น ลำสาวมหาวิทยาลัย ลำชมเซเว่น ลำชีวิตคนโสด และคลิปข้างล่างนี้ "ลำสาวนักศึกษา" ที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นอีสานออกมาให้เห็นถึง คนรุ่นใหม่ที่ลืมกำพืดผลาญเงินพ่อแม่ เพื่อความสุขของตนจนลืมอนาคตเสียสิ้น

ฟังกลอนลำสาวนักศึกษาบ่ทัน อยากฮู้ คลิกโลด

redline

backled1

nok hasadee link

สืบเนื่องมาจากงานพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) ที่ทำพิธีปลงศพบนเมรุรูปนกหัสดีลิงค์ ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนให้ความสนใจค้นหาเรื่องราวของ "นกหัสดีลิงค์" กันมากมาย และข้อมูลเรื่องนี้ในเว็บไซต์ประตูสู่อีสานมีการเข้ามาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากเกินกว่า 50,000 วิวในเวลาแค่สัปดาห์เดียว เพื่อให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เลยขอนำภาพเก่าๆ ในอดีตในการจัดทำพิธีปลงศพบนเมรุนกหัสดีลิงค์มาให้ชมกัน ขอขอบคุณภาพจาก เพจคณะละคอนสุดสะแนน หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี ที่ได้รวบรวมไว้ให้ลูกหลานได้เรียนรู้กัน

nok hasadee link 33

วัฒนธรรมประเพณีพื้นเมืองเก่าแก่ จะยังอยู่สืบเชื้อสายได้ ก็จะต้องมีผู้รักษา หากขาดผู้รักษาแล้ว วัฒนธรรมท้องถิ่นก็หมดไปด้วย นกหัสดีลิงค์ ที่ว่านี้เป็นเรื่องประชาชนในท้องถิ่นถวายให้เกียรติแก่ผู้ตาย ไฟพระราชทาน นั้นเป็นพระเมตตาของพระมหากษัตริย์ที่พระราชทานมาให้ผู้ตาย นกหัสดีลิงค์ ก็เท่ากับว่าเป็นพานทองรับไฟเพลิงพระราชทานของพระมหากษัตริย์ นั่นเอง ดอกไม้มีพานใส่ฉันใด นกหัสดีลิงค์ก็ฉันนั้น

รวมภาพเก่าในอดีตและปัจจุบันเกี่ยวกับ "นกหัสดีลิงก์"

nok hasadee link 17

(ซ้าย) ญาแม่สุกัณ ปราบภัย นางเทียมเจ้านางสีดา ในพิธีส่งสะการ ญาพ่อท้าวสิทธิสาร พระอุบลการประชานิจ (บุญชู พรหมวงศานนท์) สตรีที่ยืนอยู่ข้างๆนั้น คือ หมอลำทองสามส่าว ผู้ลำขับกล่อมนางสีดา (ขวา) เมรุหอแก้วนกหัสดีลิงค์ พ.ศ. 2464 พิธีปลงศพ อาชญาท่านธรรมบาล (ผุย ธมฺมปาโล) หลักคำเมืองอุบลราชธานี เจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม (วัดป่าน้อย)

 nok hasadee link 18

(ซ้าย) เมรุหอแก้วนกหัสดีลิงค์ พ.ศ. 2486 พิธีปลงศพ พระครูวิโรจน์รัตโนบล (ญาท่านดีโลด) อดีตเจ้าคณะเมืองอุบลราชธานี และเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง ช่างทำเมรุในงานดังกล่าว มีทั้งช่างที่เป็นพระภิกษุและฆราวาสซึ่งเป็นศิษยานุศิษย์ร่วมกันสร้างถวาย เช่น พระครูวิสสุกรรมโกศล ช่างโพธิ์ ส่งศรี นายพิเชียร ศรีสมบูรณ์ ช่างล้วน มุขสมบัติ นายสาย เสาโท ในความอุปการะของนายวิชิต โกศัลวิตร (ขวา) เมรุหอแก้วนกหัสดีลิงค์ งานส่งสะการพระอุปัชฌาย์เคน อดีตเจ้าคณะตำบลหนองบ่อ วัดบูรพาพิสัย จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2504 พระอุปัชฌาย์เคน คมฺภีรปญฺโญ เป็นช่างทำเมรุ ร่วมกับพระมหาถวัลย์ ภายหลังคือ พระปริยัติโกศล (ถวัลย์ อาจารสุโภ) รองเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี วัดทุ่งศรีเมือง

nok hasadee link 19

เมรุนกหัสดีลิงค์ หลวงปู่นาค วัดป่าใหญ่ (ไม่ทราบปี พ.ศ.)

nok hasadee link 23

เมรุนกหัสดีลิงค์ ในงานศพ พระอุบลการประชานิตย์ (บุญชู พรหมวงศานนท์) ณ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2471 (ภาพของหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี)

nok hasadee link 24

ภาพ : นกหัสดีลิงค์ในงานศพ พระอุบลการประชานิตย์ (บุญชู พรหมวงศานนท์) ณ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2471 (ภาพของหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี)

ความยิ่งใหญ่ของพิธีกรรมและมหรสพในงานศพของ เจ้าเมืองอุบลราชธานี จากหลักฐานวรรณกรรมท้องถิ่นเมืองอุบลราชธานี "พื้นเมืองอุบล" งานปลงศพพระพรหมราชวงศา (กุทอง) เจ้าเมืองท่านที่ 3 (ครองเมือง พ.ศ. 2398 - 2406)

...บรบวนตั้ง พระเมรหลวงกลางท่ง
ฮอดมื้อเต้า ศพย้ายจากโฮง
การละเล่น ระงมคนขับเสบ
พิณพาทย์ฆ้อง เสียงก้องทั่วเมือง
ขลุ่ยแคนไค้ หอยสังข์กลมกล่อม
ซุงต่อยต้อง กลมกลั่วปี่แถ
ฆ้องกลองพร้อม ไชยพาทย์สันเสียง
เสียงสนั่นก้อง ระงมห้าวกล่อมขวัญ
โฮมงันได้ เจ็ดวันเลยจูด
เททอดน้ำ นำเจ้าส่งสการ
สังฆเจ้า ทังมวลพร้อมพร่ำ
มาจูดเมี้ยน เทิงซ้ำสูตรพระธรรม
พากันสร้าง บังสกุลทานทอด
หมายหยาดน้ำ บุญยู้พระยอดเมือง
จูดเมี้ยนแล้ว ศพเมรยาพ่อใหญ่
สามขวบมื้อ ตามจาฮีตบูฮาณ
พากันเก็บกระดูกเจ้า ลาเลิกหดสรง
โถลายคราม หน่วยงามประสงค์เมี้ยน..."

จาก ปรีชา พิณทอง. "ประวัติเมืองอุบลราชธานี สำนวนอิสานคัดจากใบลาน". อุบลราชธานี : โรงพิมพ์ศิริธรรม, 2506. หน้า 191 (ในวรรณกรรมออกนามพระพรหมราชวงศาว่า พระประทุมราชวงศา)

พระพรหมราชวงศา (กุทอง) เป็นบุตรพระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) เจ้าเมืองอุบลคนแรก มารดาคือเจ้านางตุ่ย พระธิดาเจ้าอุปราช (ธรรมเทโว) เจ้าอุปราชจำปาสัก พระองค์ที่ 2  พระพรหมกุทอง เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าฮุย เจ้านครจำปาสักองค์ที่ 7 จึงนับสืบเนื่องเป็นเชื้อพระวงศ์จำปาสัก แต่เสียดายที่ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงเท่าไหร่

nok hasadee link 25

(ซ้าย) นกหัสดีลิงค์ในงานศพ พระอุบลการประชานิตย์ (บุญชู พรหมวงศานนท์) ณ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2471 (ภาพของหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี) (ขวา) เมรุนกหัสดีลิงค์ ส่งสะการ ญาแม่คำยาน ณ อุบล

nok hasadee link 20

ผังขบวนแห่อันแสดงถึงฐานานุฐานะของเจ้านางสีดา ประกอบด้วย

  • ฆ้องไชย ตีให้สัญญาณนำขบวน
  • อาญาสี่ ชาย-หญิง แต่งกายแบบโบราณ ชายนุ่งโจง หญิงนุ่งสิ้น แบบเจ้านายสมัยโบราณ แต่เดิมเป็นบุคคลในตระกูลที่สืบเชื้อสายเจ้านายเมืองอุบล เช่น สกุล ณ อุบล, บุตโรบล, สิงหัษฐิต, พรหมวงศานนท์, สุวรรณกูฏ, ทองพิทักษ์ ภายหลังจึงแต่งตั้งผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง หรือ ข้าราชการบำนาญผู้มีความประพฤติดีเป็นที่นับถือของคนทั่วไปทำหน้าที่แทน
  • วอเงิน วางเครื่องบวงสรวง ที่แบ่งมาจาก "คายหน้า"
  • วอทอง หรือ เสลี่ยงเจ้านางสีดา มีสัปทนกางกั้น เสลี่ยงนี้ต้องทำไม้หลักด้านขวา สำหรับให้นางสีดาจับเวลายืนฟ้อนรำศร ฆ่านก มีนางเทียมอาชญ์องค์ต่างๆ ติดตามเต็มกระบวน
  • เครื่องยศ โดยมีผู้ถือพานใส่คันศร ลูกศร เครื่องราชูปโภค คนโทเงิน-ทอง กาน้ำเงิน-ทอง พานน้ำเงิน-ทอง เครื่องศาสตราวุธ ดาบเงิน-ทอง หอก ง้าว ขอ
  • ขบวนทหาร บริวารนางสีดา คือ ขุนตูม ขุนตาม ขุนซ้ำ ขุนพลอย ถือ ดาบ หอก 4-8 คน
  • ขบวนผู้ติดตาม ถือเครื่องบวงสรวง คือ มะพร้าว, กล้วย, อ้อย, หน่อกล้วย
  • ดนตรีมโหรี ประกอบด้วย แคน กลอง ฉิ่ง บรรเลงตลอดพิธี
  • ธงช่อธงชัย

ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์เรื่อง "การรำในพิธีทำศพแบบนกหัสดีลิงค์ในอุบลราชธานี" โดย อ.วิราณี แว่นทอง

nok hasadee link 21

นางเทียมเจ้านางสีดา (ญาแม่มณีจันทร์) ฟ้อนท่าค้ำฟ้า เตรียมฆ่านก ในงานส่งสะการ ดร.คำหมา แสงงาม จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้ที่ถือขันวางศรคันธนู คือคุณยายประทิน วันทาพงษ์ ซึ่งต่อมาเป็นผู้สืบทอดเป็นนางเทียมเจ้านางสีดาคนที่ 5

ท่าฟ้อนของเจ้านางสีดาเป็นท่าเฉพาะเรียกว่า "ท่าค้ำฟ้า" คือ ม้วนจีบทีละข้าง เริ่มจากมือขวา ซ้าย แล้วคลายจีบออกเป็นตั้งวง แขนตึงระดับไหล่ ใช้มือทั้งสองข้างหันฝ่ามือไปในทิศบน หรือหันฝ่ามือขึ้นท้องฟ้า แขนตึงชี้ไปข้างหน้าประมาณ 45 องศา มีการใช้กำลังแขนและสายตาที่มุ่งมั่น ท่านี้ ไม่เคยมีการปรับเปลี่ยน มาเป็นเวลาสองร้อยปี และสืบทอดเฉพาะในสายตระกูลนางเทียมเจ้านางสีดา เท่านั้น (ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์เรื่อง "การรำในพิธีทำศพแบบนกหัสดีลิงค์ ในอุบลราชธานี" โดย วิราณี แว่นทอง: 2551)

 nok hasadee link 22

(ซ้าย) ญาแม่มณีจันทร์ ผ่องศิลป์ ฟ้อนศรฆ่านก ด้วยท่าฟ้อนที่สืบทอดในวงศ์ตระกูลมากว่า 200 ปี สังเกตที่คันศรเป็นรูปนาค สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์ปราบนกหัสดีลิงค์ (ขวา) ญาแม่สุกัญ ปราบภัย แผลงศรฆ่านกหัสดีลิงค์ในงานส่งสะการ ญาพ่อโฮงแพ พระอุบลการประชานิตย์ (บุญชู พรหมวงศานนท์) ณ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2471

เจ้านางสีดาปราบนกหัสดีลิงค์ (ญาแม่มณีจันทร์)

nok hasadee link 29

ตัวแทนอาญาสี่ นำขันห้ามาเชิญเจ้านางสีดาไปฆ่านกหัสดีลิงค์ อาญาสี่จะกล่าวคำเชิญเจ้านางสีดาว่า "นกโตนี้กาลีบ้านกาลีเมือง กินคนมาร้อยเอ็ดเจ็ดหัวเมืองแล้ว อาญาสี่เพิ่นกะมาขอเชิญญาแม่สีดาไปปราบนก" ฝั่งเจ้านางสีดาจะถามกลับว่า "นกโตนี้อยู่ไส"  อาญาสี่ตอบว่า "อยู่ท่งหลวงท่งปาง ขอเชิญญาแม่สีดาไปปราบนกเทอญ"

แต่เดิมตัวแทนอาญาสี่ต้องเป็นคนมาจากตระกูลผู้สืบเชื้อสาย อาญาสี่เมืองอุบล คือ สกุล ณ อุบล, สิงหัษฐิต, บุตโรบล, พรหมวงศานนท์ เป็นต้น ในภายหลังได้ปรับเปลี่ยนโดยคัดเลือก ข้าราชการบำนาญ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นที่นับหน้าถือตาของบ้านเมือง ทำหน้าที่แทน

nok hasadee link 26

(ซ้าย) เครื่องคาย ในพิธีเลี้ยงคายหน้า ณ หอโฮงนางสีดา บ้านด้ามพร้า (ขวา) บรรดานางเทียมแต่ละอาชญ์องค์ที่เข้าร่วมพิธีเลี้ยงคายหน้า ณ หอโฮงเจ้านางสีดา แต่ละองค์จะยกขันคารวะองค์ที่อาวุโสตามลำดับ

nok hasadee link 27

การบายศรี เจ้านางสีดาและบรรดามเหสักข์ในพิธีเลี้ยงคายหน้าก่อนไปฆ่านกหัสดีลิงค์

nok hasadee link 28

การฟ้อนรำ เล่นศร ในพิธีเลี้ยงคายหน้า

nok hasadee link 30

วอทอง หรือเสลี่ยงเจ้านางสีดา สำหรับแห่ไปฆ่านกหัสดีลิงค์ แต่ดั้งเดิมโบราณในสมัยที่ยังเผาศพกลางทุ่งศรีเมือง เจ้านางสีดาจะเริ่มฟ้อนท่าค้ำฟ้า บนเสลี่ยง คือ มือขวาจับเสา มือซ้ายม้วนจีบแล้วตั้งวงแขนตึง ประกอบการตบเท้าขวาเพื่อสะดุ้งจังหวะ ขบวนเสลี่ยงจะเวียนซ้าย สามรอบ เมื่อมาหยุดตรงหน้านกหัสดีลิงก์ เจ้านางสีดาจะแผลงศร ถูกคอนกหัสดีลิงค์

nok hasadee link 31

(ซ้าย) นำแนบ (บริวารผู้ติดตามเจ้านางสีดา) ถือกุบศึก และศรชัย ซึ่งใช้ฆ่านกหัสดีลิงค์มากว่า 200 ปี (ขวา) ขบวนแห่นางสีดาไปฆ่านกหัสดีลิงค์

nok hasadee link 32

(ซ้าย) ฆ้องไชย นำขบวนอาญาสี่ แห่เจ้านางสีดาเข้าไปฆ่านก (กลาง) หอก ดาบ ที่นำเข้าขวนแห่ เป็นของโบราณที่เก็บรักษาโดยทายาทตระกูลเจ้านางสีดา (ขวา) ขบวนขุนตูม ขุนตาม ขุนซ้ำ ขุนพลอย บริวารเจ้านางสีดา ทำหน้าที่แทงหอก ดาบ ซ้ำที่นกหัสดีลิงค์ หลังจากเจ้านางสีดายิงศรแล้ว

ประมวลภาพจากพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์ งานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ

lilred

ตำนานนกหัสดีลิงค์ (1) | ตำนานนกหัสดีลิงค์ (2) | ตำนานนกหัสดีลิงค์ (3)

เมรุุนกหัสดีลิงค์เทินบุษบก ใน งานพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่พระเทพวิทยาคม "หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ"

redline

backled1

 

sanu wao header

ช่วงเดือนธันวาคม หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จ หนุ่มนาบ้านทุ่งก็จะเตรียมทำ "ว่าวสะนู" เพื่อปล่อยขึ้นให้ล่องลอยบนท้องฟ้า "สะนูว่าว" หรือในท้องถิ่นบ้านทุ่งบางแห่งเรียกว่า "ธนูว่าว, ทะนูว่าว, อูด" หรือ "หมากตื้อ" ทางใต้เรียกว่า "แอก" มีลักษณะคล้ายคันธนู ที่ติดอยู่บนหัวว่าว เมื่อว่าวล่องลอยอยู่บนท้องฟ้ามีลมพัดผ่านใบสะนู เมื่อว่าวติดลมบนลมจะสะบัดสะนูทำให้เกิดเสียง ตื๊อตึ่ง ตื๊อตือ ตื๊อตึ่ง คล้ายเสียงดนตรี จึงเรียกว่าวที่ติดสะนูนี้ว่า “ว่าวสะนู” จะเกิดเสียงฟังดูแล้วให้ความรู้สึกวังเวง ท่ามกลางความเงียบสงบแห่งราตรีกาล เป็นเหมือนดนตรีที่ขับกล่อมบ้านทุ่ง ฝากความฮัก ความคึดฮอด คึดถึง ไปยังสาวนาที่หมายปองในอีกหมู่บ้านหนึ่งให้ได้ยินในยามค่ำคืน

สะนู น. เครื่องทำเสียงชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายหน้าจ้าง ใบสะนูทำด้วยใบตาล ใบลาน ติวไม้ไผ่ หรือทำด้วยแผ่นเงินแผ่นทอง ถ้าได้แผ่นเงินแผ่นทองเสียงจะไพเราะนัก สะนูนี้ใช้ติดที่หัวว่าว ปล่อยว่าวขึ้นไปในอากาศ ลมพัดสะนูเสียงจะดัง ฟังแล้วเกิดความเพลิดเพลินเจริญใจ ชาวนาที่ต้องใช้หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินหากินมาแต่ดึกดำบรรพ์ ได้รับความทุกข์ทรมาน เมื่อได้ยินเสียงสะนูดังก็จะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมกระทั่งความทุกข์ยากปากหมอง... "

จากหนังสือ : สารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ โดย ดร.ปรีชา พิณทอง

ช่วงปลายปีในภาคอีสานจะอยู่ในช่วงฤดูหนาว จะมีลมหนาวพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้อากาศเย็นลง หรือบางครั้งชาวบ้านจะบอกว่า "ลมว่าว"  มาแล้ว ซึ่งจะอยู่ในช่วงหลังการเก็บเกี่ยวข้าวของชาวนา ชาวอีสานจึงนิยมเล่นว่าวกันในช่วงนี้ คือ ช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี

sanu wao 03

ว่าว ที่คนอีสานนิยมเล่นกันนั้น คือ ว่าวสองห้อง หรือ ว่าวดุ๊ยดุ่ย ถือเป็นว่าวพื้นเมืองอีสาน รองมาคือ ว่าวอีลุ้ม ว่าวจุฬา ว่าวประทุน และเมื่อถึงเทศกาลงานบุญ เช่น งานบุญกุ้มข้าวใหญ่ ประชาชนมักจะจัดให้มีการแข่งขันว่าว โดยมีการกำหนดการตัดสินที่หลากหลายกันไป เช่น ความสวยงาม หรือว่าวที่ขึ้นลมได้สูงที่สุด ว่าวที่มีเสียงดังและไพเราะที่สุด เป็นต้น

สะนู หรือ ธนูว่าว

สำหรับ สะนูว่าว หรือ ทะนูว่าว (ตามการออกเสียงแบบชาวอีสาน) หรือ ธนูว่าว คือ เครื่องไม้หรือของเล่น ที่ทำไว้ใช้ในช่วงเวลาว่างจากการทำงานของคนไทยในสมัยโบราณ โดยจะใช้ติดอยู่บนหัวของว่าวที่ทำให้ว่าวมีความสมดุล และติดลมได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ ยังเป็นสิ่งอัศจรรย์อย่างยิ่งที่สามารถทำให้เกิดเสียงดนตรีบรรเลงได้อย่างไพเราะจับใจ ทางภาคกลางเรียก "ว่าวหง่าว" หรือ "ดุ๊ยดุ่ย"

sanu wao 01

คนไทยโดยเฉพาะทางภาคอีสานมีความเชื่อว่า ว่าวที่มีแอกหรือสะนูประกอบว่าว ถือเป็นเครื่องบ่งบอกถึงการเสี่ยงทายเรื่องต่างๆ เช่น การเสี่ยงทำนายฟ้าฝนในแต่ละฤดูกาล ถ้าว่าวติดลมลอยอยู่บนท้องฟ้าตลอดทั้งคืน มีความเชื่อว่าปีนั้นฝนฟ้าจะตกต้องตามฤดูกาล ไร่นาและการทำมาหากินจะอุดมสมบูรณ์

แต่ถ้าว่าวขาดหรือเชือกขาด เสียงแอกไม่ดัง ก็มีความเชื่อว่า ในปีนั้นน้ำจะแล้ง ส่วนการเสี่ยงเพื่อเลือกคู่ครอง ถ้าใครเก็บว่าวได้จะถือว่าเป็นคู่ครองอยู่กินกันอย่างมีความสุข (ตำนานในนิทานเรื่อง แก้วหน้าม้า ที่คุ้นเคยกันดีนั่นเอง) นอกจากจะเป็นการละเล่นแล้ว ยังใช้ประกอบพิธีกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณีความเชื่อและวัฒนธรรม เช่น การเสี่ยงทาย สะเดาะเคราะห์ เป็นต้น

ว่าวที่จะติดสะนูได้ต้องมีขนาดใหญ่ ทำจากไม้ไผ่นำมาเหลาให้ได้ขนาด จากนั้นจึงมัดเป็นรูปสัตว์ตามจินตนาการของผู้เป็นเจ้าของ แต่ที่บ้านทุ่งจะนิยมทำว่าวจุฬากัน เมื่อทำโครงร่างจากไม้ไผ่เสร็จสมบูรณ์แล้วใช้เชือกมัดให้แข็งแรง ยึดด้วยกระดาษแข็งหรือวัสดุที่ทนต่อการเสียดสีของอากาศ ในขณะที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า (กระดาษถุงปูนซีเมนต์ จะเหมาะสมที่สุดเพราะทนทานแม้โดนไอน้ำจากหมอกก็ไม่ขาดทะลุง่าย) ในอดีตกาวที่ใช้ติดกระดาษคือ ยางมะตูม ที่ได้มาจากลูกตูมกา สมัยปัจจุบันกาวลาเทกซ์หาได้ง่ายและสะดวกกว่า

ส่วนหูและหางของว่าวนำมาจากวัสดุที่อ่อนพริ้วเช่น กระดาษย่นสีสันต่างๆ หรือพลาสติกจากถุงก็อบแก็บก็ได้ โดยเฉพาะส่วนหาง ซึ่งเป็นส่วนที่เกิดความสมดุลย์ในขณะที่อยู่บนอากาศ เมื่อตอนเด็กๆ พวกเราจะลงทุนไปขอจีวรเก่าๆ ของพระที่วัดที่ท่านไม่ได้ใช้แล้ว มาทำเป็นหางว่าวได้ตามขนาดที่ต้องการ (ตามภาพประกอบด้านบน เพราะทนทานจริงๆ ลมแรงเพียงใดก็ไม่ขาดง่ายๆ)

เมื่อได้ว่าวตามขนาดที่ต้องการแล้ว ก็จะถึงขึ้นตอนการทำสะนู ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ กับธนูที่ใช้ล่าสัตว์ เพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากสายเชือกมาเป็น ใบลาน หรือใบตาล ยึดด้วยเชือกติดกับปลายสะนูทั้งสองข้าง จากนั้นจึงใช้ขี้สูดยึดประกบรอยของเชือกเพื่อมิให้หลุดเมื่ออยู่บนท้องฟ้า

เมื่อประกอบเสร็จแล้ว จะนำมาแกว่งเพื่อทดสอบเสียง จนได้เสียงเป็นที่พอใจ แล้วจึงนำมามัดไว้บริเวณส่วนหัวของว่าว ก่อนที่ปล่อยว่าวจะต้อง "แต่งเคาว่าว" เพื่อเชื่อมโยงระหว่างตัวว่าวกับเชือกว่าว เพื่อให้เกิดความสมดุลย์กัน จากนั้นจึงโยงด้วยเชือกจากเคาว่าวเป็นระยะกว่า 100 เมตร

sanu wao 02

จากนั้นเจ้าของว่าวจะเตรียมวิ่ง โดยมีผู้ช่วยจับว่าวหนึ่งคน แต่ถ้าเป็นว่าวขนาดใหญ่ต้องใช้ผู้ช่วยไม่น้อยกว่า 2 คน เมื่อเริ่มวิ่งทำให้เชือกตึง จะฉุดให้ตัวว่าวล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วคลายเชือกให้ได้ระยะตามที่ต้องการ ผูกไว้กับต้นไม้ที่แข็งแรง ส่วนพื้นที่สำหรับการปล่อยว่าวสะนู ก็จะเป็นบริเวณทุ่งนาหลังการเก็บเกี่ยวเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมนักแล ในสมัยก่อนยังไม่มีสายไฟฟ้าแรงสูง ทำให้สะดวกต่อการปล่อยว่าว แต่ในยุคนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

เมื่อว่าวล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า เจ้าของว่าวจะมองเห็นลิบๆ มองผลงานอย่างชื่นชม และกลับไปนอนฟังเสียงสะนูของตนเองในยามค่ำคืน เจ้าของว่าวแต่ละคนจะจำเสียงสะนูของตนเองได้เป็นอย่างดี หากคืนไหนเสียงสะนูหายไป นั้นหมายความว่า ว่าวได้ร่วงหรือเชือกขาดไปแล้ว เขาจะเกิดความกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก รุ่งเช้าจึงต้องเป็นภาระที่จะต้องตามเก็บว่าวคืนมาให้ได้ บางครั้งตามไปพบบนต้นไม้สูง หรือปลายต้นไผ่ ต้องใช้เวลานานพอสมควรจึงจะตามเก็บคืนได้ หรือบางครั้งบางคราวตกไปไกลถึงในบริเวณป่าช้า ก็ต้องทำใจกล้าชวนเพื่อนฝูงไปเป็นเพื่อนเพื่อตามเก็บคืนมาจนได้

การทำสะนูว่าว

สะนู หรือ ทะนู (เขียนอย่างภาษาอีสาน) เป็นเครื่องเล่นประกอบว่าว ในภาคอีสานมาแต่โบราณ โดยมีส่วนประกอบหลักคือ คัน เคา เปิ้น

คันสะนู ทำมาจากไม้ไผ่ซางไพ หรือไผ่บ้าน อายุตั้งแต่ 3-4 ปีขึ้นไป เพราะจะได้มีความแข็งเหนียว ยืดหยุ่นดี ไม่หักง่าย

เคา หมายถึง ส่วนที่เป็นสายระหว่างเปี้น (ปื้น) สะนู กับปลายคันทั้งสองข้าง แต่ก่อนนิยมใช้เส้นไหมมาทำ (หาง่ายในยุคสมัยนั้น) แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ด้ายไนล่อนอ่อนแทนเพราะหาง่ายกว่าและมีราคาถูก

sanu wao 04

เปี้น (ปื้น) หรือใบ (พัด) เป็นตัวที่ทำให้เกิดเสียงเวลาถูกลมพัด เปี้นจะหมุนไปมาโดยมีเคาเป็นตัวยึด เกิดเป็นเสียงสูงต่ำ เปี้นสะนู อย่างพื้นฐานจะใช้ ใบลาน ใบตาล ใบเกด (การะเกดหรือต้นลำเจียก) มาทำ สำหรับว่าวที่เด็กๆ เล่นกัน ถ้าเป็นสะนูมาตรฐานของหนุ่มๆ ก็จะทำจากหวาย เครือหมากแตก หรือทองเหลืองตีเป็นแผ่นแบนหลาบยาวๆ แต่โดยทั่วไปนิยมใช้หวาย เพราะเหนียวและให้เสียงดี ส่วนเครือหมากแตกให้เสียงนุ่มนวล แต่ก็ไม่ค่อนทนทาน โดนลมไปนานๆ มักเปี้นขาดหรือหัก สมัยใหม่นี่สะดวกมากหันไปใช้แถบพลาสติกแบนๆ (ที่ใช้รัดกล่องพัสดุสิ่งของในการขนส่ง)

อุปกรณ์ในการทำสะนู

  • ไม้ไผ่ซาง หรือไม้ไผ่บ้าน ความยาว 3-4 ปล้อง ตามความเหมาะสม สำหรับนำมาผ่าเหลาทำคันสะนู
  • หวายแก่ปล้องเท่าๆ กัน ขนาดนิ้วก้อย ยาว 4 ปล้อง หรือตั้งแต่ 9 กำมือขึ้นไป
  • พร้าสำหรับผ่าไม้ไผ่ มีดตอกสำหรับปาด เหลาเปี้นสะนู และคันสะนู
  • เหล็กซี (เหล็กหมาด) ขนาดเล็ก ประมาณซี่ก้านร่ม ตีปลายแล้วฝนปลายให้แหลม สำหรับเจาะรูหัวใบเปิ้นสะนู
  • ด้ายสำหรับทำสายต่องหรือสายยน (ห่วงหัวสะนูเพื่อร้อยเคายึดกับคันธนู)

สอนทำสะนูว่าวจากหวาย ร่วมอนุรักษ์สืบสานประเพณีอีสานพื้นบ้าน

วิธีทำสะนู

  • นำไม้ไผ่มาผ่าซีกให้ได้ขนาดกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร เหลาให้กลมเหลือขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร แล้วเหลาตกแต่งส่วนปลายทั้งสองด้านให้เรียวสมดุลย์กัน เพื่อจะได้คล้องสายเคา/เปิ้นสะนูได้ตึง อย่าให้เล็กนักเดี๋ยวจะหักเสียก่อน อาจต้องมีการลนไฟเพื่อดัดแต่งเล็กน้อยให้มีความโค้งสวยงาม
  • นำหวายตัดให้เกินขนาดความยาวที่กำหนด (คันสะนู) ไปสัก 1 ฝ่ามือ นำไปลนไฟถ่าน หรือแก๊ส อ่อนๆ ดัดให้ตรงด้านใดด้านหนึ่ง พอดัดได้ที่แล้วรีบเอาผ้าชุบน้ำเย็นลูบหรือแช่น้ำสักครู่หนึ่ง เพื่อไม่ให้หวายคืนตัว
  • ปาดเอาเปี้นและหัวสะนู โดยเล็งเอาด้านที่ตรงเป็นหลักเพื่อทำเปิ้นเริ่มปาดจากข้อหวายด้านหนึ่งไปพอประมาณช่วงกลาง ก็เปลี่ยนไปปาดจากข้อหวายอีกด้านหนึ่ง เพื่อจะได้เล็งหาเอาความตรงของเปิ้นสะนูไปด้วย ใช้คมมีดตอกปาดขูดให้ได้พอประมาณก่อน อย่าเพิ่งปาดลงจนลึก จากนั้นก็พลิกกลับด้านตรงข้ามกับที่ปาดไว้แล้ว ทำเหมือนกันกับด้านที่แล้ว
  • เมื่อปาดหัวปาดท้ายได้พอประมาณแล้ว (ปกติความหนาบางของเปี้นสะนู 1/16 นิ้ว หรือครึ่งหุน) แต่อย่าเพิ่งให้บางเท่าขนาดที่จะเอาจริง เพราะอาจจะลำบากในการแต่งใบ
  • นำไปแช่น้ำไว้ ประมาณ 6-12 ชั่วโมง เพื่อง่ายต่อการเหลาเปิ้น พอเห็นสมควรว่าเกือบได้ความบางตามต้องการแล้ว นำไปถ่วงเพื่อให้เปี้นสะนูเหยียดตรงดี หาของหนักๆ ถ่วงไว้ ประมาณ 3-5 วัน ค่อยนำมาเหลา แต่งต่ออีกทีอาจขัดด้วยกระดาษทราย (สมัยก่อนใช้ขวดแก้วทุบให้แตก เอาคมแก้วค่อยๆ ปาดเบาๆ จนเรียบเสมอกัน แต่บางคนชำนาญใช้มีดตอกก็ค่อยๆเหลาแต่งได้เรียบเนียนเหมือนกัน)
  • จากนั้นก็จะเอาเหล็กซีเผาไฟให้แดงเจาะรูที่หัว ตรงใต้ข้อหวาย ประมาณรอยบากเปี้น เจาะให้ได้ตรงกลางทั้งสองข้างทะลุกัน อีกด้านหนึ่งของหัวสะนูก็ทำเหมือนกัน เมื่อเจาะเสร็จทั้งสองด้าน ก็มาหั่นเหนือข้อหวายเพื่อบากเอาหัวสะนู หั่นตัดส่วนที่ไม่ต้องการออก แล้วจะได้หัวสะนู นำไปเจียน ไปตัดขัดกระดาษทรายให้กลมกลึง
  • ส่วนหัวสะนูนี้เป็นส่วนสำคัญเกี่ยวกับเสียงที่เกิดจากการสั่นของใบสะนู ถ้าเล็กไปเสียงอาจจะแหลมเพราะสั่นด้วยความเร็ว สมัยก่อนช่างสะนูจะใช้ขี้สูด (ชันโรง หรือชำมะโรง) หุ้มให้ใหญ่มีน้ำหนักขึ้น เสียงก็จะทุ้มนุ่มนวลขึ้น สมัยปัจจุบันใช้เศษพลากติกลนไฟหุ้มแทนเพราะหาง่ายดี

การปรับแต่งเสียงสนูด้วยขี้สูด หรือขี้ผึ้ง (ชันโรง)

  • การทำใบเปิ้นหรือใบสะนูในปัจจุบัน ผู้เขียนพบว่ามีช่างทำสะนูยุคใหม่ใช้วัสดุพลาสติกแทนหวาย โดยใช้พลาสติกรัดของเส้นยาวๆ ที่ชาวบ้านนำไปสานเป็นตะกร้านั่นแหละมาทำ ส่วนหัวสะนูก็หุ้มด้วยพลาสติก (ด้ามแปรงสีฟัน) มาลนไฟหุ้ม ก็ได้เสียงแปลกๆ ดีเหมือนกัน

เพลง สะนูว่าวข่าวรัก ศิลปิน : เอกพล มนต์ตระการ

new1234อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง : นิทานพญาคันคาก เมื่อได้ยินเสียงสะนูว่าว

redline

backled1

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)