foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
ช่วงนี้ เศร้า หดหู่ วิตกกังวล สมองไม่แล่นจนไม่อยากเขียนบทความใดๆ เลยครับ สถานการณ์โรคระบาดจากพยาธิโควิดครั้งนี้รุนแรงมาก คนติดกันเยอะ ตายกันแยะเป็นใบไม้ร่วง แต่ก็ยังมีพวกที่เอาแต่สนุก เย้วๆ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวการระบาด ไปมั่วสุมทั้งในแหล่งการพนัน โบก ไพ่ ไฮโล สนุกเกอร์ ตลอดจนการกินดื่มร่วมกันแบบไม่ระวังตัว จนระบาดกลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ สงสารคนเฒ่าคนแก่อยู่บ้านที่พลอยติดไปกับลูกหลานขี้ดื้อหลายเด้อพี่น้อง เป็นตาซังแท้สู 🙏🙏🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

No. of Page View

paya supasit

ju juใจบ่โสดาด้วยเว้าแม่นกะเป็นผิด ใจบ่โสดาดอมเว้าดีกะเป็นฮ้าย

        ## แม้นไม่สบอารมณแล้วจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางถูกใจได้ @รักกันไว้เถิด ##

philosopher header

"ไม่มีเงิน ก็มีกิน" จากที่เคยประสบภาวะวิกฤตในชีวิต มีหนี้สินจำนวนมาก ต้องขายทรัพย์สินที่มี และนำที่ดินไปจำนอง กระทั่งต้องไปทำงานรับจ้างที่ประเทศมาเลเซีย แต่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ทำงานหนัก และอดออม ภายในระยะเวลา 1 ปี จึงเหลือเงินกลับมาจนสามารถใช้หนี้ และไถ่ถอนที่ดินคืนมาได้ แล้วจึงเริ่มต้นวิถีเกษตรผสมผสานตั้งแต่ปี 2534 ด้วยทุนที่มีเหลืออยู่กับตัว คือ สองมือและอุปกรณ์ข้างกาย ได้แก่ จอบและบุ้งกี๋ ขุดสระน้ำด้วยแรงงานที่มีในครัวเรือน จำนวน 4 คน ใช้เวลา 3 เดือน จึงเริ่มเก็บกักน้ำได้ ดำรงตนอย่างสมถะสร้างอาหารไว้กินเองในครอบครัว และใช้แรงงานภายในครอบครัว 6 คน ไม่มีการจ้างแรงงานภายนอก มาเรียนรู้ "ทางเดินชีวิต… สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ของ

Jantee 01นายจันทร์ที ประทุมภา

ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2554

นายจันทร์ที ประทุมภา เกิดในปี พ.ศ. 2481 ภูมิลําเนาเดิมอยู่ที่ บ้านเชือก อําเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้บวชเรียนและสอบได้นักธรรมโท ในอดีตได้พากเพียรสร้างครอบครัว ด้วยการประกอบอาชีพเป็นพ่อค้ารับซื้อเส้นไหม แล้วนำไปขายต่อและทำนาบนพื้นที่ 22 ไร่ควบคู่ไปด้วย จนมีฐานะพอประมาณในหมู่บ้าน มีร้านขายของชำ มีโรงสีรับสีข้าว และเลี้ยงหมูไปด้วย

ในปี พ.ศ. 2524 เห็นเขาจัดหาคนงานไปทำงานต่างประเทศ เกิดอยากรวย จึงรับเป็นนายหน้าหาคนไปทำงาน โดยเก็บค่าใช้จ่ายจากคนที่สนใจรายละ 25,000 - 40,000 บาท แล้วนำเงินส่งให้บริษัทรับส่งแรงงานไปต่างประเทศ เพื่อทำวีซ่าทำงาน ปรากฏว่า บริษัทนายหน้าเชิดเงินหนีหาย ทำให้นายจันทร์ทีต้องรับผิดชอบหาเงินมาใช้คืนกับคนงานทั้งหมด

การเปลี่ยนฐานะทางครอบครัวอย่างกระทันหัน จากที่เคยมีฐานะค่อนข้างดีมาเป็นหนี้กว่า 200,000 บาท ทำให้คิดสั้นจะฆ่าตัวตายแต่ภรรยาห้ามไว้ทัน จึงต้องนำที่นาไปจำนอง ขายโรงสี และทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีมาชดใช้หนี้สินทั้งหมด ทำงานรับจ้างทุกอย่าง ต่อมาจึงได้ไปเป็นคนงานต่างประเทศได้เงินมาก้อนหนึ่งกลับมาไถ่นาที่จำนองไว้คืน และกลับมายึดอาชีพทำนาอีกครั้ง

Jantee 02

ต่อมานายจันทร์ทีได้ไปศึกษาดูงานแปลงเกษตรผสมผสานของ พ่อผาย สร้อยสระกลาง ปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์ จึงได้แนวความคิดการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ และพบทางออกจากทุกข์ด้วยการเรียนรู้วิถีเกษตรผสมผสาน พึ่งตนเอง และพึ่งพากันเองของเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน แล้วจึงเริ่มต้นวิถีเกษตรผสมผสานตั้งแต่ปี 2534 ด้วยทุนที่มีเหลืออยู่กับตัว คือ สองมือและอุปกรณ์ข้างกาย ได้แก่ จอบและบุ้งกี๋ ขุดสระน้ำด้วยแรงงานที่มีในครัวเรือน จำนวน 4 คน ใช้เวลา 3 เดือน จึงเริ่มเก็บกักน้ำได้ ดำรงตนอย่างสมถะ สร้างอาหารไว้กินเองในครอบครัว และใช้แรงงานภายในครอบครัว ไม่มีการจ้างแรงงานภายนอก

ในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่นั้น นายจันทร์ที มีการแบ่งพื้นที่การใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ จำนวน 22 ไร่ มีการบริหารจัดการ โดยแบ่งเป็นพื้นที่นาข้าว 10 ไร่ พื้นที่ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย 2 ไร่ และมีสระน้ำรวมกว่า 10 สระ พร้อมกับการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย พืชผัก พืชสมุนไพร เพื่อให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกันเหมือนต้นไม้ในป่าธรรมชาติเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน อันเป็นระบบนิเวศน์ที่สมดุล มีการเลี้ยงหมู เป็ด ไก่ ปลา และปลูกผักทุกชนิดที่ตนเองเคยซื้อกิน เพื่อลดรายจ่าย ขณะเดียวกันสามารถนำผักที่ปลูกไปจำหน่ายในตลาดได้ ทำให้มีรายได้ทุกวันจากการขายผัก ส่วนรายได้หลักต่อเดือนได้จากการขายปลาและสัตว์ที่เลี้ยง สำหรับรายปีก็มีรายได้อีกจากการขายผลผลิตของไม้ยืนต้นประเภทให้ผล ขณะเดียวกันก็จะแปรรูปผลผลิตในครัวเรือน อาทิ จากกล้วย น้ำเสาวรส น้ำมะพร้าว พันธุ์พืชทุกชนิดที่ปลูกจะขยายพันธุ์ด้วยตนเองโดยไม่ซื้อมาจากแหล่งอื่น

Jantee 05

นายจันทร์ที ได้เริ่มดำเนินการเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตั้งแต่ปี 2540 – 2541 โดยทราบจากสำนักงาน กปร. และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด จึงได้ศึกษาว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างไร ก็ได้รับทราบว่า ต้องพยายามลดรายจ่ายในครอบครัวให้มากที่สุด เมื่อศึกษาแล้วจึงทราบว่าจริงๆ แล้วค่าใช้จ่ายประจำวัน คือ อาหารที่ต้องกินต้องใช้ แล้วมาคิดต่ออีกว่า อาหารที่ต้องซื้อเขากินมีอะไรบ้าง จึงมาเริ่มคุยกันในครอบครัวว่า เราต้องปลูกทุกสิ่งทุกอย่างที่เราซื้อกินทุกวัน ดังนั้นทุกอย่างที่เคยซื้อจะต้องปลูกเองทั้งหมด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากที่วันหนึ่งเคยซื้อ 20 – 30 บาท ก็ไม่ต้องซื้อ และยังมีเงินไว้เก็บออมอีกด้วย

พื้นที่ทั้งหมดของนายจันทร์ที จะปลูกตั้งแต่พืชผักสวนครัว ทุกสิ่งทุกอย่างที่กินและขายได้ นอกจากพืชผักสวนครัวแล้ว ยังมีไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้เศรษฐกิจ ซึ่งที่ปลูกแล้วได้ผลดี และมีพืชที่เป็นที่สนใจของคนทั่วไป คือ ผักหวานป่า เพราะราคาดี และมีคนสนใจมาก ราคากิโลกรัมละ 200 บาท รวมไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้เศรษฐกิจทั้งหมดก็ทำให้มีรายได้ประมาณหมื่นกว่าบาทต่อเดือน หลายๆ คนบอกว่าปลูกป่าไม่ได้ เพราะไม่มีหัวไร่ปลายนา แต่ท่านก็ทำเป็นตัวอย่างโดยใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์อย่างที่สุด คือ ปรับคันคูให้ใหญ่แล้วปลูกพืชสวนครัว ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้เศรษฐกิจ หลากหลาย ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมขึ้นมา สร้างป่าขึ้นมา เพื่อเป็นบำนาญชีวิตให้กับลูกกับหลาน เป็นการฝากเงินไว้กับต้นไม้ ฝากเงินไว้กับดิน ลองคิดดูว่าต้นไม้ต้นหนึ่งปีแรกลงทุนไม่ถึง 10 บาท เมื่อผ่านไป 30 ปี แปรรูปต้นเพิ่มมูลค่าเป็นเงินได้หมื่นกว่าบาท คุ้มค่ามาก

นายจันทร์ที ได้ดำเนินกิจกรรมการเกษตรผสมผสาน โดยมีความโดดเด่นในเรื่อง เพาะต้นกล้าผักหวานป่า ที่ไม่ต้องบุกป่าฝ่าดงไปค้นหา เก็บมาขาย แต่ทำการเพาะต้นกล้าผักหวานป่าแล้วปลูกในที่ของตนเอง สามารถจำหน่ายเพิ่มรายได้อีกทาง

Jantee 03

การเพาะต้นกล้าผักหวานป่า

มีสิ่งจำเป็นที่ต้องเตรียม ได้แก่ เมล็ดผักหวานป่าที่สุกแล้ว (การเก็บเมล็ดผักหวานป่า สามารถเก็บได้ในช่วงเดือนเมษายน - เดือนพฤษภาคมของทุกปี) ปุ๋ยคอก แกลบดิบ แกลบดำ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ดินร่วน ถุงเพาะ ขนาด 3×7 นิ้ว และแผ่นผ้ายาง โดยจะต้องเตรียมดินในการเพาะปลูกผักหวานป่า ดังนี้

  • นำปุ๋ยคอก แกลบดิบ แกลบดำ และดินร่วนมาผสมให้เข้ากัน ในอัตรา 1 ต่อ 1
  • นำปุ๋ยน้ำชีวภาพ 1 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลิตร ผสมให้เข้ากัน รดกองปุ๋ยหมักที่เตรียมไว้
  • นำถุงเพาะที่เตรียมไว้นำดินกรอกใส่ให้เต็ม
  • นำผ้ายางปูพื้นรองวางถุงเพาะต้นกล้าผักหวานป่า

วิธีการเพาะเมล็ดผักหวานป่า นำเมล็ดผักหวานป่าที่ได้นำมาบีบให้เปลือกแตกออกเหลือแต่แกน นำมาคลุกปูนขาวเพื่อป้องกันเชื้อราและแมลง แล้วจึงนำไปปลูกในถุงเพาะที่เตรียมไว้ โดยวางเมล็ดเพียงครึ่งแกนเมล็ดไม่ต้องกลบให้มิดและรดน้ำ ผักหวานป่าไม่ชอบน้ำขัง และห้ามรดน้ำบริเวณใบ ให้รดน้ำบริเวณราก และไม่ควรใช้สารเคมีใดๆ ทิ้งไว้ 3-7 วัน เมล็ดจะแตกคล้ายถั่วงอก หลังจากนั้นทิ้งไว้ 30-40 วัน เมล็ดถึงจะแทงยอดขึ้นบนดิน ผักหวานป่าเมื่อแตกใบ 4-5 ใบ ก็สามารถขายต้นกล้าได้ โดยจะขายส่งราคา ต้นละ 15 บาท ขายปลีก ต้นละ 20 บาท ผักหวานป่าเมื่อมีอายุ 2-3 ปี ก็สามารถเก็บผลผลิตเพื่อนำมารับประทานหรือจำหน่ายได้แล้ว

Jantee 04

หลังจากได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ แล้วประสบผลสำเร็จ ทำให้ที่บ้านจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ และถ่ายทอดความรู้เรื่องทฤษฎีใหม่ของพระองค์ ซึ่งขณะนี้เปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้  ที่ใช้อบรมให้กับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้หนึ่งในจำนวน 151 ศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศ ผู้ที่เข้าอบรมคือ เกษตรกรที่สนใจในเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ มาอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนแนวความคิด เปลี่ยนจิตสำนึก ให้รู้จักพึ่งตนเอง และพึ่งพากันเองในชุมชนได้

ถ้าเกษตรกรอยากจะลดรายจ่ายในการทำเกษตร ก็ต้องให้ความรู้ในด้านต่างๆ เช่น การขยายพันธุ์พืช เพาะเมล็ด ติดตา ทาบกิ่ง เสียบยอด การขยายเพาะพันธุ์ปลาเลี้ยงเอง และสอนวิธีทำหัวอาหารเลี้ยงปลา ซึ่งจะเป็นการประหยัดและลดรายจ่ายได้เป็นอย่างมาก วัตถุดิบที่ทำหัวอาหารปลาก็มาจากการเกษตรทั้งนั้น เช่น ถั่ว มัน ข้าวโพด ทุกอย่างที่เกษตรกรทำ และอีกส่วนหนึ่งคือสอนการทำปุ๋ยชีวภาพ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเกษตร หรือเกี่ยวกับการลดรายจ่าย และจากการทำงานเพื่อสังคมที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงที่ได้สั่งสมมานั้น ทำให้นายจันทร์ทีได้รับการยอมรับให้เป็นปราชญ์อีสาน ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้สนใจทั่วไปและในปีหนึ่ง มีผู้เข้ามาเรียนรู้และชื่นชมผลงานของนายจันทร์ที ไม่ต่ำกว่า 2-3 พันคน จากความมุ่งมั่นและจริงใจในการให้ความรู้ เนื่องจากนายจันทร์ทีคิดว่า การที่รู้แล้วไม่ควรเก็บไว้เพียงผู้เดียว ควรถ่ายทอดสิ่งดีๆ ให้กับชุมชน เพราะคิดว่าตนเองเคยตกทุกข์ได้ยากมา จึงรู้ว่า ถ้าเราทำอย่างถูกต้องจะทำให้สำเร็จ ดังนั้นจึงต้องขยายความรู้ให้กับคนอื่นและชุมชนต่อไป

นายจันทร์ที ประทุมภา ปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดนครราชสีมา

ท่านที่สนใจอยากจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถติดต่อได้ที่

นายจันทร์ที ประทุมภา

138 หมู่ที่ 6 บ้านโนนรัง ตำบลตลาดไทร อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา 30270
โทรศัพท์ (089) 948-4737, (081) 074-2843

redline

backled1

philosopher header

แม้จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาพืชไร่ จากมหาวิทยาลัยด้านการเกษตรที่ดีแห่งหนึ่งของประเทศ ก็ใช่ว่าจะมาทำการเกษตรแล้วประสบผลสำเร็จกันทุกคน จำต้องมีองค์ความรู้ด้านอื่นๆ มาประกอบด้วย จึงจะสามารถพ้นออกจากวังวนการทำการเกษตรเชิงเดียว เกษตรที่ทำให้มากๆ เพื่อขายให้ได้เงินมากมายตามความคาดหวังในวงการธุรกิจการเกษตร เมื่อใคร่ครวญและถามตัวเองเสมอว่า "อะไรคือความหมายของชีวิต" จึงได้พบทางออก ใช่แล้วเรากำลังกล่าวถึง "ลุงโชค" หรือ โชคดี ปรโลกานนท์ : วิถีวนเกษตรเพื่อชีวิตพอเพียงที่เปี่ยมสุข

Chokdee 01นายโชคดี ปรโลกานนท์

ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2556

นายโชคดี ปรโลกานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2500 จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาพืชไร่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (แม่โจ้รุ่น 45) ทำงานในบทบาทของนักพัฒนาภาคเอกชน (NGO) ร่วมกับ นายนิคม พุทธา เจ้าหน้าที่มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ที่เข้ามาดำเนินงานโครงการพัฒนาชนบท เพื่อการอนุรักษ์ชุมชนรอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยนายโชคดี ปรโลกานนท์ ริเริ่มงานพัฒนาในภาคเอกชน ในบทบาทของนักส่งเสริมการเกษตรของโครงการ และขณะเดียวกันก็ได้ฟื้นฟูที่ดินของตนเอง เพื่อสร้างสวนเกษตรกรรมยั่งยืน ในรูปแบบวนเกษตร โดยได้เรียนรู้มาจาก ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม และปราชญ์ชาวบ้านอีกหลายคน จากโอกาสที่ได้นำพาชาวบ้าน ในโครงการพัฒนาชนบทเพื่อการอนุรักษ์ชุมชนรอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไปเรียนรู้ศึกษาดูงานมานั่นเอง

“ผมชอบการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อแม่เป็นชาวนาชาวไร่ เลยคิดว่าตัวตนของเราน่าจะเป็นเกษตรกร” ‘โชคดี ปรโลกานนท์’ หรือ ‘ลุงโชค’ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2556 และนักอนุรักษ์ผู้มีส่วนพลิกฟื้นพื้นที่สีเขียวบนเขาแผงม้า อำเภอวังน้ำเขียว กว่า 2 หมื่นไร่ เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้หนุ่มชาวพัทลุงคนหนึ่ง เลือกเรียนสาขาพืชไร่ ที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และจบออกมาโดยไม่คิดทำอาชีพอื่นใด นอกจากมุ่งหน้าเป็นเกษตรกร

Chokdee 02

31 ปีก่อน ‘โชคดี’ บัณฑิตใหม่ พกความรู้ด้านเกษตรที่ร่ำเรียนมาเต็มอ้อมแขน ลงแรงทำไร่ข้าวโพด ที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา แต่ความรู้ในชั้นเรียนที่สอนให้รู้จักความสำเร็จในอาชีพเกษตรกร โดยวัดเพียงปริมาณผลผลิตและรายได้ที่ได้รับ ทำให้ 5 ปีแรก ในการปลูกข้าวโพดก็ต้องล้มเหลวไม่เป็นท่า ‘ลุงโชค’ เล่าว่า ผลของการเร่งปลูกพืชเชิงเดี่ยวทำให้ดินเสื่อมโทรม ยิ่งต้องใช้ปุ๋ยใช้ยา เงินที่ได้มาก็ยังหมดไปกับการซื้ออาหารและดื่มเหล้าคลายเครียด ทำให้สุขภาพย่ำแย่ ไม่มีความสุขและไม่ร่ำรวยอย่างที่คิดฝัน

ตอนนั้นเลยหันมาทบทวนตัวเองและปรับวิถีคิดใหม่ โดยพยายามหารูปแบบทางเกษตรที่มีเป้าหมายของชีวิต คือ ความสุข แทนตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ ปรากฏว่าไปตรงกับแนวคิดวนเกษตรของพ่อผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม และตรงกับหลักการทรงงานของในหลวง ที่ต้องพึ่งตนเอง ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งผมชอบมากๆ เราต้องพึ่งตนเองโดยเริ่มจากปัจจัยสี่ในการดำรงชีพให้ได้ก่อน ต้องมีอาหารกิน มียา มีที่อยู่อาศัย พอพิจารณาดูแล้วปัจจัยสี่ทั้งหลายก็มาจาก ‘ต้นไม้’ นั่นเอง

Chokdee 03

และนั่นเป็นที่มาของ ‘สวนลุงโชค’ สวนวนเกษตร จากน้ำพักน้ำแรงกว่า 24 ปี บนพื้นที่ 100 ไร่ ที่เต็มไปด้วยความเขียวชะอุ่มของพันธุ์ไม้หลากชนิด ทั้งข้าว พืชผักพื้นบ้าน พืชสมุนไพร ไม้ใช้สอย ไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งแม้ไม่ได้ปลูกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งเพื่อขายโดยเฉพาะ แต่ ‘ลุงโชค’ บอกว่า วนเกษตร ก็สามารถสร้างรายได้อย่างที่ใครคิดไม่ถึง

การปลูกต้นไม้หลากหลายแบบวนเกษตรไม่ใช่ว่าจะไม่มีรายได้ ปีที่ 2 ของการทำวนเกษตรผมก็เริ่มมีรายได้จากการขายพันธุ์ต้นไม้ ขายผลิตภัณฑ์จากต้นไม้ เช่น ต้นไม้บางชนิดที่มีกลิ่นหอม อย่าง ใบเสน่ห์จันทร์หอม ตะไคร้ ใบมะกรูด ก็เอามากลั่นเป็นน้ำมันหอมระเหย หรือทำเป็น สเปรย์ไล่ยุง ขาย รายได้อีกส่วนที่หลายคนคิดไม่ถึงคือ การขายใบไม้ ใบไม้หลายชนิดมีรูปทรงแปลกๆ ก็ขายไปทำพวงหรีดงานศพได้ เพราะฉะนั้นใบไม้จึงเป็นที่ต้องการมาก รายได้จากวนเกษตรจึงเป็นการเปลี่ยนคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ให้กลายเป็นมูลค่าขึ้นมา

เมื่อถามถึงปัญหาความยากจนของอาชีพเกษตรกรไทย ปราชญ์เกษตรของแผ่นดินสาขาเศรษฐกิจพอเพียงแสดงทัศนะว่า เพราะเกษตรกรยุคนี้ไม่ได้ใช้วิถีเกษตรในการดำรงชีวิต เกษตรกรเป็นคนสร้างอาหารแต่กลับไม่มีอาหารไว้กินเอง และต้องพึ่งพาทุกอย่างตามที่ระบบทุน ผ่านกลไกของรัฐจัดหาไว้ให้ ทั้งปัจจัยการผลิต ของกินของใช้

Chokdee 04

เกษตรมันไม่ใช่แค่อาชีพ แต่มันใหญ่กว่านั้น มันเป็นวัฒนธรรมและเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ แต่พอเรามองเกษตรเป็นแค่อาชีพ ไปเน้นแต่ตรงรายได้ แต่ไม่เคยคิดเรื่องรายจ่าย จึงสู้เขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องกลับไปใช้วิถีอย่างเดิม คือต้องพอเพียง และพึ่งตนเองให้ได้

ที่ผ่านมาประเทศไทยดีใจว่า เราขายข้าวได้เยอะที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่คนปลูกข้าวกลับจนที่สุดในประเทศ คนที่รวยคือ พ่อค้าส่งออก กับ รัฐมนตรีที่ขายข้าว แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ทำเท่าไหร่ภาคเกษตรก็กลายเป็นเพียงคนงานของบริษัทยักษ์ใหญ่ในระบบเกษตรพันธะสัญญา ที่ไม่ได้เงินเดือนและสวัสดิการ”

แม้จะเข้าสู่วัยชราอายุเกิน 60 ปี อันเป็นวัยที่สุกงอมทางความคิด และเป็นต้นแบบวิถีเกษตรพอเพียงให้ลูกหลานจำนวนไม่น้อย จนกระทั่งได้รับการยกย่องเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดินในปีนี้ แต่ ‘ลุงโชค’ กล่าวว่า แม้แต่ผู้ที่ได้ชื่อว่า ‘ปราชญ์’ ก็ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้

“ผมคิดว่าเราต้องรู้ทันทุกมิติ คงไม่ใช่แค่ก้มหน้าก้มตาปลูกต้นไม้ต่อไป คงต้องเรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลก และสิ่งที่เราทำมันจะไปตอบโจทย์ได้อย่างไร คงต้องเรียนรู้ตลอดเวลา” ปราชญ์เกษตรผู้ไม่หยุดเรียนรู้กล่าวทิ้งท้าย

...การหมั่นเรียนรู้และทบทวนสิ่งที่ได้กระทำคงเป็นเคล็ดลับความสุขตามวิถีเกษตรในแบบฉบับของเขา ‘โชคดี ปรโลกานนท์’

ผลงานสร้างคุณประโยชน์ที่โดดเด่น

นายโชคดี ปรโลกานนท์ ในบทบาทของหัวหน้าโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัวฯ ปี พ.ศ. 2537-2539 พื้นที่เขาแผงม้า อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ในจำนวนพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเอกชนบริจาคงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันป่ากำลังฟื้นตัว และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของพื้นที่ลุ่มน้ำลำพระเพลิง เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งที่อยู่อาศัยของกระทิง โดยได้ส่งมอบพื้นที่ให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ดูแลพื้นที่เมื่อปี 2540

Chokdee 05

ช่วงปี พ.ศ. 2540-2543 ได้ทำพื้นที่โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ มูนหลง-มูนสามง่าม ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จำนวนพื้นที่ 10,000 ไร่ ปัจจุบันป่ากำลังฟื้นตัว และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของพื้นที่ลุ่มน้ำมูนตอนบน โดยได้ส่งมอบพื้นที่ให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ดูแลพื้นที่เมื่อปี 2543 หลักคิดในการทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติคือ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ นำหลักการของระบบป่าธรรมชาติ มาใช้สร้างให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ปลูกป่า มีความหลากหลายของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และดำรงไว้ซึ่งความสมดุลของระบบนิเวศ เป็นแหล่งเก็บรักษาพันธุกรรมท้องถิ่นและ สร้างการเรียนรู้ เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการฟื้นฟูป่า

งานขยายผลเกษตรกรรมยั่งยืน รูปแบบวนเกษตร พ.ศ. 2543-2545 นายโชคดี ปรโลกานนท์ เป็นหัวหน้า โครงการหมู่บ้าน ปตท.พัฒนา โดยนำแนวคิดวนเกษตร ที่ขยายผลมาจาก โครงการพัฒนาชนบทเพื่อการอนุรักษ์ มาขยายผล ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายโครงการหมู่บ้าน ปตท.พัฒนา ใน 3 พื้นที่ คือ พื้นที่ทับลาน จังหวัดนครราชสีมา, พื้นที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี, พื้นที่กุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลรักษาป่า และส่งเสริมอาชีพเกษตรพึ่งพาตนเอง ลดการใช้ปัจจัยภายนอก หลีกเลี่ยง และปฏิเสธปุ๋ยเคมี สารเคมีในการเกษตร สร้างการเรียนรู้ สนับสนุนให้เกิดเครือข่ายชุมชน เกิดกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำมูน

นอกจากนั้น ยังได้เข้าร่วม โครงการอนุรักษ์และวิจัยกระทิงเขาแผงม้า เก็บรวบรวมผลข้อการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศโดยรวมของเขาแผงม้า ทั้งสังคมพืชและสังคมสัตว์ โครงการห้องเรียนธรรมชาติ ค่ายเยาวชนกระทิงน้อย นำเอาองค์ความรู้ที่ได้จากการฟื้นฟูป่าเขาแผงม้า เก็บรวบรวมผลข้อการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศโดยรวมของเขาแผงม้า ทั้งสังคมพืชและสังคมสัตว์ จัดกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ในรูปแบบกิจกรรม "ค่ายเยาวชน" ได้มาศึกษาเรียนรู้ เสริมสร้างจิตสำนึกให้สังคมได้ตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

Chokdee 06

โครงการส่งเสริมเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พื้นที่ต้นน้ำมูนตอนบน ลำพระเพลิง และโครงการเครือข่ายการเรียนรู้ทางเลือกวิถีชีวิตท้องถิ่นยั่งยืน แนวคิดสร้างหลักสูตรเรียนรู้ท้องถิ่น นำเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นมาเรียนรู้เรื่องเขาแผงม้า เรียนรู้เรื่องวิถีชีวิตในท้องถิ่นทางออกของวิถีชีวิตท้องถิ่นยั่งยืน พ.ศ. 2550 - ปัจจุบัน ดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อการอนุรักษ์กระทิง ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ในพื้นที่เขาแผงม้า และส่งเสริมการเรียนรู้ท้องถิ่น ในพื้นที่ต้นน้ำมูนตอนบน และส่งเสริมการเรียนรู้โครงการ โรงเรียน บ้านป่า และเครือข่าย โรงเรียนเรารักษ์น้ำแม่มูน

เยี่ยมชม "โรงเรียน ป่า ไผ่" ลุงโชค-โชคดี ปรโลกานนท์

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งได้มีการขยายผลองค์ความรู้ไปสู่สมาชิกชุมชนปราชญ์ เกิดเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดทักษะชีวิต และนำวิถีแห่งความพอเพียง มาเป็นเป้าหมาย เป็นหลักคิดแห่งการดำเนินชีวิต เกิดแหล่งเรียนรู้เกษตรกรเพื่อการพึ่งตนเองและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น (สวนลุงโชค) ได้รับการส่งเสริมให้เป็นเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมองค์ความรู้เกษตรกรรม เป็นแหล่งศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดูงาน แสดงนิทรรศการงานด้านแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงต่อไป

ท่านที่สนใจอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ ลุงโชค เชิญได้ที่ :

นายโชคดี ปรโลกานนท์

บ้านเลขที่ 14 บ้านคลองทุรียน หมู่ที่ 6 ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา 30370
โทรศัพท์: 084-3554720, 081-7251179, 081-9553018, 091-876-8199

redline

backled1

philosopher header

ทำเกษตรมีแต่จน ทำแล้วมีแต่หนี้... จริงหรือ...?

วันนี้มีตัวอย่างดีๆ จากเกษตรกรตัวจริง เสียงจริง มาเล่าสู่กันฟังว่า ถ้าเอาเข้าจริงทำด้วยความรู้ มีสติ คิดพิจารณาก่อนจะลงมือ การเป็นเกษตรกรนั้นแสนจะมั่งมีขนาดไหน รวยทั้งอาหาร รวยเงิน และรวยความสุข นี่คือหนึ่งตัวอย่างดีๆ ที่ทุกคนสามารถเลียนแบบเอาเยี่ยงอย่างได้

Kampan Laowong 02นายคำพันธ์ เหล่าวงษี

ปราชญ์เกษตร สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2559

คำพันธ์ เหล่าวงษี เป็นชาวอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ชีวิตเคยทำมาหลายอาชีพ ตั้งแต่รับจ้างตามโรงงาน เพราะร่ำเรียนสายอาชีพในแผนกช่างกลโลหะ และเข้ามาทำงานในโรงงานที่กรุงเทพฯ จนได้พบว่า รายได้ในแต่ละเดือนไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่มี จึงหันกลับมาเปิดโรงกลึงที่บ้านเกิด โดยนำที่นาไปจำนองมาเป็นทุน แต่สุดท้ายก็เป็นหนี้สินจนต้องตัดสินใจขายที่นาทั้งหมดเพื่อชำระหนี้

และได้ทบทวนบทเรียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พร้อมศึกษาแนวพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้คำพันธ์ หันกลับมาทำการเกษตร ตามแนวพระราชดำริ ในปี พ.ศ. 2541 โดยดำเนินชีวิตตามหลักความพอประมาณ คือ ทำตามสภาพของตนเอง ทำจากน้อยไปมาก จากง่ายไปยาก พึ่งพาตนเอง เน้นความพอเพียง ใช้เหตุผลในการวางแผนการดำเนินชีวิต โดยพิจารณาตามหลักการว่าจะทำอะไร ช่วงไหน อย่างไร เท่าไหร่ และแบ่งหน้าที่ให้กับสมาชิกในครอบครัว พร้อมทั้งมีการวางแผนรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ทั้งด้านการใช้จ่ายโดยมีการเก็บออม วางแผนด้านการเกษตร โดยคิดหาวิธีกักเก็บน้ำในช่วงแล้ง ปลูกพืชหลายชนิดเพื่อป้องกันความเสี่ยง มีการศึกษาหาความรู้ให้กับตนเองอย่างสม่ำเสมอ

ส่งผลให้ครอบครัวมีอยู่มีกิน พึ่งพาตนเองได้ จากการต้องดิ้นรนออกไปรับจ้างหาเงิน ปรับเปลี่ยนเป็นการสร้างรายได้ให้เกิดในพื้นที่การเกษตรของตนเอง ปลูกพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิดไว้บริโภค แลกเปลี่ยนในชุมชน แจกจ่าย เมื่อเหลือจึงนำไปจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว และทุกคนในครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน ไม่ต้องออกไปดิ้นรนต่างถิ่น ทำให้เกิดความอบอุ่นในครอบครัว

Kampan Laowong 01

ผลจากความไม่ย่อท้อในการดำเนินชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ช่วง 1-3 ปีแรก ครอบครัวมีความพออยู่พอกินมีผลผลิตเหลือขาย เริ่มมีเงินออม และในปีที่ 6 สามารถชำระหนี้สินได้หมดสิ้น สร้างบ้านอยู่อาศัยได้เพิ่ม อีก 3 ปีต่อมาก็สามารถซื้อที่ทำการเกษตรเพิ่มได้อีก 7 ไร่ และส่งลูกเรียนได้ทุกคน นอกจากนั้น นายคำพันธ์ ยังเป็นผู้มีความซื่อสัตย์ เอื้ออาทร ไม่มัวเมาอบายมุข ประกอบสัมมาอาชีพโดยไม่เบียดเบียนใคร ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนในชุมชน อุทิศตนในการทำงานให้กับสังคมด้วยการเป็นผู้นำ และผู้ร่วมในการพัฒนาด้านต่างๆ เป็นอาสาสมัครครูบัญชี เป็นศูนย์อบรมผู้มีจิตอาสาพัฒนาสังคมที่ขาดโอกาสในการศึกษาต่อ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

จากวันนั้นถึงปัจจุบันเกือบ 20 ปี ที่ผ่านมา เขาประสบความสำเร็จในการทำการเกษตร จนสามารถปลดหนี้ และสร้างชีวิตใหม่ สร้างครอบครัว จนได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง ทั้งคนในจังหวัด และรวมถึงเป็น "ศูนย์เรียนรู้" ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้สนใจทั่วประเทศ จนกระทั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณาและประกาศคัดเลือกให้ได้รับรางวัล สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2559 และเข้ารับโล่รางวัลพระราชทาน เมื่อวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2559

นายคำพันธ์ เป็นผู้คิดค้นผลงานสร้างองค์ความรู้ที่มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง เช่น ศึกษาและคิดค้น โมเดล 1 งาน 1 แสน โดยผสมผสานกับองค์ความรู้ เทคนิคการทำเกษตรกรรมยั่งยืนแบบผสมผสาน ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้ ให้แก่เกษตรกรที่ต้องการทำการเกษตรตามหลักการพึ่งพาตนเอง สามารถนำไปปฏิบัติตามได้จริง ศึกษาองค์ความรู้ในการทำนาอินทรีย์ต้นทุนต่ำ ด้วยวิธีการปลูกข้าวแบบต้นเดียว ที่นอกจากจะลดต้นทุนในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตที่ได้ จัดตั้งตลาดชุมชนหรือตลาดสีเขียวแก้ไขปัญหาทางด้านการตลาดให้กับสมาชิกในชุมชน สร้างให้เกิดความร่วมมือของสมาชิกในชุมชน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาผ่านกลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืน โดยให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา เป็นต้น

Kampan Laowong 05

นายคำพันธ์ ได้ดำเนินกิจกรรมการเกษตรโดยมีความโดดเด่นในเรื่อง การปลูกข้าวอินทรีย์ โดยการนำเอา "ข้าวพันธุ์หอมมะลิแดง พันธุ์หอมนิล พันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ พันธุ์ข้าวเหนียวดำ" ผ่านกระบวนการผลิต แล้วนำมาแปรรูปเป็น ข้าวกล้องและข้าวกล้องงอก โดยกระบวนการผลิตทั้งหมดมีต้นทุนต่ำ เนื่องจากใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปอเทือง การไถกลบตอซัง เพื่อเตรียมความพร้อมของแปลงนา หลังจากนั้นใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพตามช่วงระยะเวลาของต้นข้าว ช่วงหว่านข้าว ช่วงข้าวตั้งท้อง และก่อนการเก็บเกี่ยว สามารถเพิ่มได้ตามความเหมาะสม

ด้านการดูแลรักษาจะเน้นการจัดการระบบน้ำ การควบคุมน้ำในแปลงนาให้เหมาะสมเพื่อป้องกันโรคแมลงศัตรูพืช ส่วนมากไม่ได้รับผลกระทบต่อผลผลิต และเสียหายน้อยเนื่องจากไม่ได้ใช้สารเคมี จึงทำให้ต้านทานโรคได้ ในส่วนของการตลาดจะเป็นการขายตรงสู่ผู้บริโภค ผ่านการขายในตลาดนัดของกลุ่มภายในชุมชน หน่วยงานราชการ และในจังหวัดที่จัดขึ้นเป็นประจำ โดยผลิตภัณฑ์จะเป็นที่รู้จักและยอมรับของผู้บริโภค ทำให้มีตลาดรองรับที่แน่นอนและสามารถกำหนดราคาได้ เคล็ดลับและข้อแนะนำในการปลูกข้าวอินทรีย์ คือต้องหมั่นปรับปรุงบำรุงดิน ดูแลเอาใจใส่ในการเพิ่มแร่ธาตุอาหารในดินก่อนทำนา และการคัดเมล็ดพันธุ์ควรเป็นพันธุ์แท้ หรือแหล่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่เชื่อถือได้ ในการแปรรูปต้องตากข้าวให้แห้งก่อนการจำหน่าย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการขึ้นรา

นายคำพันธ์ เล่าว่า เนื่องจากตัวเองมีที่ดินไม่มาก มีพื้นที่ทำการเกษตรเพียง 6 ไร่ เมื่อตัดสินใจทำการเกษตร เขาได้ไปศึกษาการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ก็พบว่า จะต้องเริ่มสร้างความมั่นคงให้ที่ดินที่จะทำการเกษตรเสียก่อน ซึ่งก็คือ แหล่งน้ำ จึงได้เริ่มขุดบ่อน้ำโดยใช้พื้นที่ 2 ไร่ อีก 1 ไร่ ทำที่อยู่อาศัย และอีก 1 ไร่ ปลูกข้าวเพื่อที่จะเป็นแหล่งอาหารของครอบครัวเพื่อลดรายจ่าย และพื้นที่ที่เหลือใช้สำหรับประกอบอาชีพ ที่มีทั้งการปลูกไม้ผล ปศุสัตว์ ประมง และพืชผักสวนครัว

“เหนือบ่อน้ำผมทำเป็น คอกหมู เล้าไก่ เมื่อมันขี้ก็จะลงไปเป็นอาหารปลา มีปลาหลายชนิดและกบ ซึ่งเป็นเงินที่สะสมในธนาคาร จับขายก็ได้เงิน ในพื้นที่บกหรือพื้นที่สวนจะปลูกผัก ไม้ผลหลากหลายชนิดที่เป็นที่ต้องการของตลาดในพื้นที่ เป็นรายได้รายวัน สำหรับมูลสุกรที่ได้มาก็นำไปทำปุ๋ยคอก ทั้งหมดทำให้ผมมีทั้งอาหารที่พอกิน ถ้าเหลือก็นำไปจำหน่าย และที่สำคัญผมได้วัตถุดิบการเกษตรชั้นดีคือ ปุ๋ยคอก ทำให้ไม่มีค่าใช้จ่ายในเรื่องปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญเกือบ 20-30% ของสินค้าเกษตรแต่ละตัว”

Kampan Laowong 03

แต่ที่น่าพิศวง คือ การสร้างรายได้ให้ 1 งาน 1 แสนบาทได้อย่างไร เพราะจากเนื้อที่ทำการเกษตร คิดอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะได้ผลผลิตจำนวนมากและก่อให้เกิดรายได้ขนาดนั้น

นายคำพันธ์ เล่าว่า เดิมนั้นปลูกผัก ปลูกมะนาว มะละกอ ขาย ก็มีรายได้เพียงเลี้ยงครอบครัว จึงมาคิดว่าทำอย่างไรจะต่อยอดสร้างรายได้เพิ่ม จึงไปอบรมการติดตา ตอนกิ่งการทาบกิ่ง ไปเรียนรู้จากศูนย์ถ่ายทอดของกระทรวงเกษตรฯ บ้าง ของปราชญ์ชาวบ้านในที่อื่นๆ บ้าง และกลับมาเริ่มต้นทำใหม่ โดยการหัดพัฒนาสายพันธุ์พืชผลที่ปลูกและมีความถนัด เหตุที่เขาต้องคิดและพัฒนาตัวเองอย่างนั้น เนื่องจากส่วนมากเกษตรกรจะมีที่ดินน้อย และขาดแหล่งน้ำ การที่เขาทำและประสบความสำเร็จ ทำให้กลายเป็นต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรด้วยกัน

“ในที่ดินแต่ละ 1 งาน หรือ 100 ตารางวา ผมจะมีการปลูกทั้งผัก ไม้ผล พืชสวนครัว และเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งไก่ หมู ซึ่งจะคละกันไปทุกอย่างจะปลอดสารพิษ และมีการทำปุ๋ยใช้เอง เพราะฉะนั้นใน 1 งาน ผมจะมีพืชผักสวนครัว กลุ่มพืชเหล่านี้ ผมเรียกว่า เป็นพืชที่สร้างรายได้เข้าบ้านรายวัน ทั้งพริก มะเขือ ผักสวนครัว ที่รองรับตลาดความต้องการในชุมชน โดยเฉพาะมะเขือ ที่ได้มีการพัฒนาจนได้มะเขือยักษ์ เป็นที่ต้องการของตลาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่นิยมนำไปทำซุปมะเขือ เป็นต้น หรือผักทั่วไป คนมาซื้อกันเยอะ เพราะที่สวนผมไม่มีการใช้สารเคมีมาเกือบ 15 ปีแล้ว ส่วนไม้ผล ปลา กบ เป็นเงินสะสมในธนาคาร สิ้นปีหรือผลผลิตออก ผมจะมีเงินก้อนมาเก็บเข้าธนาคาร”

นายคำพันธุ์ เล่าว่า เกษตรกรไทยจำนวนมากเลือกที่จะขายผลผลิต ซึ่งหมายถึงเขาต้องมีที่ดินหลายสิบไร่ ที่จะสามารถขายสินค้า เช่น มะละกอ เป็นร้อยกิโลกรัม หรือข้าวเป็นสิบๆ เกวียน เพื่อจะได้เงินก้อน และแน่นอนว่าต้องใช้เงินมากเพื่อลงทุนใหม่ ทุกครั้งเมื่อเริ่มการผลิต เช่น เริ่มปลูกข้าว เริ่มปลูกมัน เพราะขาดการสร้างธนาคารของครัวเรือน เพราะฉะนั้นทางรอดของเกษตรกรไทย คือ ต้องหัดเรียนรู้และทำมากกว่า 1 อาชีพ 

Kampan Laowong 06

“ต้องทำแบบเกษตรผสมผสาน และยึดเอาแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ มาใช้ในการวางแผนจัดการที่ดิน เอาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในครอบครัว และต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เช่น มะละกอ ผมจะปลูกไม่มาก แต่ทั้งหมดจะเป็นต้นที่ผมคัดพันธุ์พัฒนาพันธุ์เอง แต่ละต้นจะดูแลอย่างดี ให้ออกลูกแล้วไม่เกินต้นละ 5 ลูก เมื่อได้ที่ ผมเก็บเมล็ดมาเพาะต้นขาย ซึ่งทุกคนก็ยอมรับว่ามะละกอสวนผมดี ดังนั้นมะละกอแต่ละลูกของผมจะทำรายได้ให้กับผมไม่น้อยกว่า 1,000 บาท/ลูกจากเพาะเมล็ดไม่ใช่แค่ขายลูกไปกิน”

ไม้ผลที่เลือกมาปลูกนั้น ย้ำว่า ต้องเป็นไม้ที่ตลาดต้องการในพื้นที่ จะได้ไม่เสียเงินค่าขนส่งเพื่อไปขายนอกพื้นที่ เช่น มะรุม ที่เขาขายได้ทั้งฝักสด เมล็ดแห้ง และยังสามารถขายกิ่งพันธุ์ ไม้แต่ละต้นจึงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเขาได้อย่างน่าพอใจ เช่นเดียวกับ มะนาว ที่จะเน้นขายกิ่งพันธุ์มากกว่าขายผล สิ่งเหล่านี้เขาบอกว่าได้มาจากการศึกษาเรียนรู้และเป็นการต่อยอดรายได้

“ไม้ผลผมปลูกประมาณ 30 ชนิด ทุกชนิดผมขายกิ่งพันธุ์ ไม่ได้ขายเป็นผล มะม่วง มะนาว ผมตอนกิ่งขายทั้งหมด  เช่น มะนาวแต่ละฤดูสามารถทำรายได้เกือบ 5 หมื่นบาท จากการขายกิ่งพันธุ์เพียงอย่างเดียว ทำให้แต่ละปีเขามีรายได้ จากการทำการเกษตรไม่ต่ำกว่า 3-4 แสนบาท/ปี”   

Kampan Laowong 04

ในขณะที่แปลงนา นายคำพันธ์ ถือเป็นต้นแบบที่ดีของการลดต้นทุนการผลิต โดยนาที่เขาทำจะเป็นการปลูกแบบข้าวต้นเดียว ทำให้ได้ผลผลิตที่ดีและลดต้นทุนการผลิตชนิดที่กระทรวงเกษตรฯ ควรจะเอาไปเป็นต้นแบบ

“การทำนามีต้นทุนเพียง 800 บาท/ไร่จากค่าไถ 400 บาท/ไร่ และค่าแรงที่คิดกันเองในครัวเรือน โดยการทำนาจะเริ่มจากการปรุงดิน ที่จะปลูกปุ๋ยพืชสด ที่จะไถกลบ ก่อนที่จะปล่อยน้ำสำหรับหว่านข้าว ซึ่งจะใช้เมล็ดพันธุ์เพียงครึ่งถึง 1 กิโลกรัม/ไร่เท่านั้น จากปกติที่ชาวนาทั่วไปจะใช้ถึง 30-50 กิโลกรัม/ไร่หลังข้าวอายุกล้าได้ 10-12 วัน จะนำมาปักดำกอละ 1 ต้น ด้วยระยะห่าง 40 คูณ 50 เซนติเมตรโดยทุกต้นที่ปักจะต้องมีเมล็ดข้าวติดอยู่เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงต้นกล้า สำหรับปุ๋ยที่ใช้จะเป็นปุ๋ยเมล็ดชีวภาพที่ทำเองและเมื่ออายุข้าว 1 เดือนจะฉีดพ่นด้วยปุ๋ยฮอร์โมนที่หมักเองจากหอยเชอรี่และรกหมู ที่ได้จากคอกหมู และเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็จะใช้แรงงานในครัวเรือน ซึ่งผลผลิตที่ได้มากถึง 760 กิโลกรัม/ไร่”

ทั้งนี้ ข้าวที่ปลูก นายคำพันธ์ บอกว่า เขาเก็บพันธุ์ข้าวไว้เอง จึงเป็นพันธุ์ดี พันธุ์บริสุทธิ์ ซึ่งที่บ้านจะปลูกพันธุ์พื้นเมืองคือ ข้าวหอมนิล 1 ไร่สำหรับบริโภค ส่วนที่ดินอีก 5 ไร่ จะปลูก 3 สายพันธุ์ คือ ข้าวหอมนิล ข้าวหอมใบเตยและข้าวเหนียวสันป่าตอง เพื่อจำหน่าย ซึ่งมีผู้สนใจมารับซื้อถึงแปลง เนื่องจากเป็นข้าวปลอดสารเคมี และในฐานะเป็นอาสาสมัครครูบัญชีมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าเป็นคนที่มีวินัยทางการเงินระดับหนึ่งทีเดียว

วิถีไทย วิถีพอเพียง - คำพันธ์ เหล่าวงษี

นายคำพันธ์ เล่าว่า สิ่งที่ได้จากการเป็นเกษตรกร คือ 1. มีกินแน่นอน จากผลผลิตจากสวนเกษตร 2. มีรายได้ทุกวันจากการขายผลผลิต และ 3.มีความมั่นคงในอาชีพหากคนยังต้องกินต้องใช้สินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจะขายได้แน่นอน นายคำพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า

การทำเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มีวันจน ผมพิสูจน์และทำสำเร็จมาแล้ว ”

ท่านที่สนใจอยากไปเยี่ยมชม ปรึกษาในเรื่องการทำเกษตรแบบพอเพียง ติดต่อที่

นายคำพันธ์ เหล่าวงษี
บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 บ้านดอนแดง ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม 44150
โทรศัพท์ 089-618-4075, 061-582-2235

redline

backled1

philosopher header

tad krayom 01พ่อทัศน์ กระยอม

ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สำเร็จได้เพราะ 5 พระ

พ่อทัศน์ กระยอม เกิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2471 เกิดที่บ้านโคกใหญ่ อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เกิดมาไม่ได้ใช้นามสกุล “สุมัง” ตามพ่อแม่ เนื่องจากพ่อเป็นนักเลง ท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ กว่าจะพบกันก็ตอนแก่ ตอนเด็กๆ จึงต้องอยู่กับตาและยาย และใช้นามสกุล “กระยอม” ตามนามสกุลของตา

ตอนเด็กๆ เป็นคนมีอุปนิสัยหนีคน และไปบวชเณรตั้งแต่อายุ 7 ปี จนสอบได้นักธรรมตรี เมื่ออายุ 11 ปี ได้สึกออกมาเรียนต่อจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วสืบทอดวิชาหมอยา และหมอธรรมจากคุณตา แล้วอาศัยความรู้ทางยาและทางธรรมะ ขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากของคนจนในหมู่บ้าน เป็นที่เคารพยกย่องของคนในหมู่บ้าน ได้แต่งงานกับแม่ม่งจนมีลูกชายด้วยกันห้าคน ต่อมาภรรยาคนแรกเสียชีวิต จึงได้แต่งงานกับภรรยาคนใหม่กินอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และมีลูกสาวด้วยกันอีก 5 คน

25 มิถุนายน 2510 พ่อทัศน์ได้พาชาวบ้านมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ติดกับโสกน้ำขาว และตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านโสกน้ำขาว ตำบลก้านเหลือง อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ด้วยความที่เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต มีวิชาความรู้ด้านหยูกยา และธรรมะ ในการช่วยเหลือผู้คน ทำให้ชาวบ้านศรัทธา และพร้อมใจกันตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน และได้พาชาวบ้านพัฒนาบ้านเมือง เช่น ตัดถนนหนทาง โดยไม่ได้ใช้งบประมาณจนชาวบ้านรักใคร่ ยามใดที่เดินผ่านพ่อทัศน์เมื่อกำลังเกี่ยวข้าวจะมาช่วยทันที โดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ หรือจ้างวาน

tad krayom 04

หลังจากเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ 5-6 เดือน มีเจ้านายจากอำเภอหลายคนเข้าไปตรวจเยี่ยมท้องที่ เจ้านายบอกให้หาเหล้ามาให้กิน และสั่งให้นั่งดื่มเป็นเพื่อน พ่อทัศน์ก็ปฏิเสธโดยอ้างว่า เป็นหมอธรรม ต้องรักษาศีล ดื่มเหล้าไม่ได้ เจ้านายบอกว่าไม่เป็นไร นิมนต์หมอในใจไปนั่งรอข้างวงเหล้าก่อน แล้วค่อยนิมนต์มาเข้าตัวใหม่ก็ได้

ด้วยความกลัวร่วมกับความไม่รู้ว่า เจ้านายจะว่าอย่างไร? หรือจะมีอันตราย หรือเปล่าทั้งต่อตนเอง ครอบครัวและคนในชุมชน ทำให้พ่อทัศน์ไม่กล้าขัดคำชักชวนของเจ้านาย เริ่มดื่มเหล้าจนติด เสื่อมลงเรื่อย ๆ เสียผู้เสียคนจนชาวบ้านเรียกว่า "ผู้ใหญ่ขี้เหล้า" เพราะติดเหล้า ไม่มีใครมาช่วยงานพ่อทัศน์อีกต่อไป

ความเสื่อมของสังคมเริ่มครอบงำ เมื่อพ่อทัศน์กลายเป็นผู้ใหญ่บ้านขี้เหล้า ที่กินเหล้าตามเจ้านายทุกครั้งที่เข้ามาตรวจหมู่บ้าน นอกจากเจ้านายแล้ว ลูกยุของเพื่อนๆ (ขี้เหล้า) ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ จากผู้ใหญ่บ้านไปลงสมัครเป็นกำนัน 2 ครั้ง หมดนาไป 2-3 ทุ่ง ความล้มเหลวทำให้เป็นหนี้ จึงไปทำไร่ข้าวโพดที่อื่น 2 ปี

ปี 2513 ในแผนพัฒนาประเทศ ฉบับที่ 3 และ 4 พ่อทัศน์ได้พาตนเอง ครอบครัว และชุมชน ไปสู่บ่วงกรรมของหนี้สิน ด้วยการกู้เงิน ธกส. การขาดข้อมูล ขากการคิดวิเคราะห์ และเกิดความโลภ ทำให้นำเงินกู้ ธกส. มาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายผิดวัตถุประสงค์ ทำให้จ่ายหนี้และดอกเบี้ยคืนไม่ได้ เป็นผลให้ลำบากมาก ยากจนข้นแค้น บางปีต้องไปขอทานข้าวมากิน

tad krayom 03

ชาวบ้านพากันทำบัญชีหางว่าว เรียกร้องให้ผู้ใหญ่บ้านกลับมาอยู่ในบ้านของตนเอง เมื่อกลับมาอีกครั้ง ได้คิดทบทวนเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมาให้เชื่อมโยงกัน จึงคิดได้ว่า ตนเองเสียคนเพราะคนอื่นไปเชื่อคนภายนอก ละเมิดศีลธรรม ตั้งแต่วันนั้นจึงหยุดดื่มเหล้า ตั้งอกตั้งใจทำงานช่วยเหลือประชาชน พาชุมชมรวมกลุ่ม และเรียนรู้ในการดำเนินกิจกรรมธนาคารข้าว ทำโอ่งน้ำ ทำส้วม ออมทรัพย์ เป็นต้น จนได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านดีเด่น ได้รับการสนับสนุนให้ไปดูงานต่างประเทศ

จากประสบการณ์เป็นบทเรียน พ่อทัศน์ กระยอม จึงเปลี่ยนความคิดตนเอง โดยยึดหลักธรรมะ หลักอิทธิบาท 4 และหลักอัตตาหิ อัตตโน นาโถ "เลิกเชื่อคนอื่น หันมาเชื่อภูมิปัญญาชาวบ้าน" ลงมือทำการเกษตรแบบผสมผสาน ขุดสระน้ำ ปลูกกล้วยเป็นหลัก ปลูกไม้ผล และเลี้ยงสัตว์ รู้จักออม "ไม่ประมาทว่าเงินน้อย ไม่คอยแต่วาสนา" ให้ถือหลัก 5 พระองค์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระมหากษัตริย์ และ พยายาม

วิ่งตามเงิน เดินเข้ากองไฟ วิ่งตามธรรมะ เย็นฉ่ำชื่นใจ "

เมื่อมองดูแผนพัฒนาประเทศตั้งแต่ฉบับที่ 1 ถึง 7 ที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง และประสบความสำเร็จในการหลอกล่อให้คนอยากได้เงินเร็วๆ มากๆ และง่ายๆ พ่อแม่สมัยก่อนจะสอนให้ลูกหาอยู่หากิน เช้าขึ้นมาต้องไปไร่ไปนาหาผักหาปลา แต่ทุกวันนี้สอนให้ไปหาเงิน ตื่นเช้าขึ้นมาจึงนั่งรถซื้อของที่เอามาขายในหมู่บ้าน

อยากแต่จะไปแสวงโชคในกรุงเทพฯ ทิ้งลูกไว้ให้อยู่กับปู่ย่า-ตายาย คนที่อยู่บ้านก็ไม่ได้ตั้งใจอบรมสั่งสอนลูกหลาน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูที่โรงเรียน พอลูกโตก็ให้ลูกไปเป็นกรรมกรในเมือง วนเวียนกันอยู่แบบนี้ วิถีชีวิตแบบนี้อทำให้ครอบครัวแตกกระจาย ชุมชนล่มสลาย ลืมรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเอง ละเมิดศีลธรรม และทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ

ปี 2532 พ่อทัศน์ และครอบครัวจึงเริ่มออกมาอยู่นา เพราะอยู่บ้านถูกชวนออกไปทำเรื่องอื่นหมดเวลาไปวันๆ การไปอยู่นาทำให้มีเวลามากขึ้นในการเรียนรู้จากธรรมชาติ เริ่มขุดสระด้วยมือ เพื่อกักเก็บน้ำ ผ่านไป 2-3 เดือน เริ่มกักเก็บน้ำได้เมื่อมีน้ำจึงเริ่มปลูกกล้วย 30 กอ ค่อยเป็นค่อยไป เรียนรู้จนเข้าใจแล้วเริ่มปลูกต้นไม้ และเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดที่กินได้ใช้ได้ แจกญาติพี่น้องได้ เหลือกินเหลือแจกก็ขายไปผสมผสานกัน พ่อทัศน์บอกว่า ที่ต้องปลูกกล้วยก่อน เพราะกล้วยเป็นต้นไม้ยืนต้น เมื่อโตขึ้นสามารถย้ายกล้วยไปปลูกที่อื่น ซึ่งนอกจากจะป้องกันโรคแล้วยังให้ผลผลิตระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ไม่ต้องลงทุน สามารถใช้หน่อขยายพันธุ์ได้ ระหว่างต้นกล้วยเสริมด้วยขิง ข่า ตะไคร้ พืชผักผลไม้ระยะสั้นๆ นับร้อยนับพันชนิด รวมทั้งปลูกไม้ยืนต้นหลากหลายพันธุ์ เช่น ขี้เหล็ก สะเดา ผักติ้ว กะท้อน ขนุน มะขาม ประดู่ มะค่า แดง จิก เป็นต้น

tad krayom 02

ค่อยๆ ถอยห่างออกจากพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าว ปอ มัน การวิ่งตามธรรมะ หรือธรรมชาติทำให้เกิดปัญหาและความสุขอย่างมาก ทั้งหมดเป็นทั้งไม้ยืนต้น ผักผลไม้ และไม้สำหรับใช้สอย นับได้เกือบ 60 ชนิดในผืนดิน 12 ไร่ "ทำไว้กิน เหลือกินแจก เหลือแจกขาย" เป็นข้อคิดที่พ่อทัศน์ฝากไว้ ผืนดิน 1 ไร่ สำหรับพ่อทัศน์จึงไม่ได้มีความหมายเพียงพื้นดิน 1,600 ตารางเมตร

พ่อทัศน์ กระยอม ได้ทดลองปลูกกล้วยจนมั่นใจ และฟันธงวิเคราะห์ให้ฟังถึงผลดีด้านเศรษฐกิจว่า "ลองปลูกกล้วยระยะห่าง 4 เมตร 1 ไร่ จะปลูกกล้วยได้ถึง 100 กอ พอเข้าปีที่ 2 กล้วย 1 กอ จะออกเครือได้อย่างน้อย 3 เครือ ไร่หนึ่งๆ จะมีกล้วยไม่น้อยกว่า 5 หวี ก็จะได้กล้วยไร่ละไม่น้อยกว่า 1,500 หวี หากขายได้หวีละ 5 บาท ก็จะได้เนื้อกล้วยถึงไร่ละ 7,500 บาท ซึ่งยังไม่รวมใบกล้วย ปลีกล้วย และหน่อกล้วย

อย่างไรก็ตาม หากปลูกกล้วยทั่วประเทศอย่างเดียวจำนวนมากๆ ก็จะเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดอีก จึงต้องเสริม ขิง ข่า ตะไคร้ และพืชผักผลไม้ระยะสั้นๆ รอบต้นกล้วยนับร้อยนับพันชนิด รวมทั้งระหว่างกล้วยแต่ละต้นหาไม้ยืนต้นที่หลากหลายทั้งผัก เช่น ขี้เหล็ก สะเดา ผักติ้ว ไม้ยืนต้นที่เป็นผลไม้ เช่น กะท้อน ขนุน มะขาม และไม้ยืนต้นที่เป็นไม้ใช้สอย เช่น ประดู่ มาคร่า แดง จิก กุง เป็นต้น สลับกันจะได้กล้วย 100 ต้น และต้นไม้ใหญ่ถึง 100 ต้นต่อไร่

เมื่อต้นไม้ยืนต้นโตขึ้นก็สามารถย้ายกล้วยไปปลูกที่อื่น การทำเช่นนี้นอกจากป้องกันโรคได้แล้ว ยังช่วยให้ได้ผลผลิตระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ไม่ต้องลงทุนเพาะพันธุ์กล้วย พันธุ์ต้นไม้ยืนต้นก็มีอยู่แล้วในพื้นที่ สามารถเอาหน่อ เอาเมล็ดพันธุ์จากไม้ยืนต้นที่แม่พันธุ์สวยและแข็งแรงมาเพาะกล้าไม้ไปปลูก ทำให้ไม่เสียเงินซื้อพันธุ์ไม้ เหลือขายก็ใช้วิธีเอาพันธุ์ดีมาต่อกิ่งหรือติดตาหรือเปลี่ยนยอดกับต้นตอ ในที่สุดก็ได้ผลผลิตพันธุ์ดีไว้รับประทาน เหลือขายรวมทั้งได้เนื้อไม้เป็นบำนาญชีวิตในระยะยาว"

ปราชญ์ชาวบ้าน - พ่อทัศน์ กระยอม 1

6 รู้ที่พึงมี ของพ่อทัศน์

  • รู้เรื่องที่คิด
  • รู้กิจที่ทำ
  • รู้คำที่พูด
  • รู้จุดประสงค์
  • รู้ตรงความจริง
  • รู้สรรพสิ่งทั้งปวง

ปราชญ์ชาวบ้าน - พ่อทัศน์ กระยอม 2

 

redline

backled1

 

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)