foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
บ่ทันพอได๋หันใจถิ่มกะฮอดปลายปีแล้วเด้อพี่น้อง ทั้งบักพยาธิโควิด-19 ที่บ่ทันจางไป แถวบ้านอาวทิดหมูยังติดอันดับ 10 ของประเทศอยู่เลย หลังจากหมดพายุฟ้าฝนผ่านไปแล้ว ตอนนี้กะฮอดยามหนาววอยๆ มาอีกปี นอนผู้เดียวเปลี่ยวอุราคือเก่า สาวๆ สำใหญ่ส่ำน้อยเพิ่นกะแนมกายอาวทิดหมูคนผู้ฮ้ายไปเบิด แม่ฮ้างแม่หม้ายเพิ่นกะว่าแต่ผู้ข้าสิตั๋วสิต้ม กะเลยบ่ชายตามาหา กะคือสิได้นอนหนาวกอดผ้าห่มอยู่กระท่อมน้อยฮิมมูล หาปูปลาเลี้ยงปากเจ้าของผู้เดียวนี่หล่ะ สู้ๆๆ ต่อไปเด้ออาว!

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

No. of Page View

paya supasit

ju juทุกข์บ่มีเสื้อผ้า ฝาเฮือนเพกะพออยู่ ทุกข์บ่มีข้าวอยู่ท้อง นอนลี้อยู่บ่เป็น

        ## ความทุกข์เพราะขาดแคลนเสื้อผ้าที่อาศัยพอทนได้ แต่ท้องกิ่วนี่นอนหลับไม่ได้จริงๆ @ความจนทนไม่ไหว ##

philosopher header

Parinya 04นายปริญญา นาเมืองรักษ์

"แผน ปราชญ์ชาวบ้านแห่งลุ่มน้ำสงคราม" ผู้นำหลักกสิกรรมธรรมชาติ และหลักเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติ เพื่อสร้างพื้นที่ภาคอีสานให้อุดมสมบูรณ์เป็นดินแดนสุวรรณภูมิ เขาเป็นหนึ่งใน "เจ็ดประจัญบาน" และ "หนึ่งโหลโสถิ่ม" (12 เดนตาย) ผู้นำยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้วยศาสตร์พระราชา และภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวอีสาน โดยมีความตั้งใจสูงสุดที่จะเห็นเกษตรกรนำหลัก 4 พอ คือ "พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น" ไปพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ

นายปริญญา นาเมืองรักษ์ หรือ แผน ภูมิลำเนาเดิมเป็นคนร้อยเอ็ด ก่อนจะย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ลุ่มน้ำสงคราม จึงเป็นที่ที่เขาเกิดและเติบโต เมื่อจบการศึกษาระดับ ปวช. ด้านการบัญชี ได้เดินทางไปทำงานเป็น "ผู้ใช้แรงงาน" ที่ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ตามกระแสนิยม ระหว่างปี พ.ศ. 2530 - 2535 และเมื่อเดินทางกลับมาเมืองไทย แผนได้ไปทำงานประจำที่กรุงเทพฯ จนถึงปี พ.ศ. 2540

Parinya 05

แต่เพราะทางบ้านประสบปัญหาภาระหนี้สิน ประกอบกับเพิ่งมีบุตรคนแรก เขาอยากเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง และเพราะเขาเห็นคุณค่าของผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย ที่มีทั้งแสงแดด อากาศ ดิน น้ำ และป่า ต่างจากซาอุดีอาระเบีย ที่เคยไปแสวงโชคที่มีแต่ทะเลทรายและลมแล้ง เขาจึงมุ่งมั่นที่จะนำพาชาวอีสานให้รักษาผืนแผ่นดินไว้ให้ได้ แม้ว่าคนส่วนมากจะมองว่าอีสานแล้ง แต่ในสายตาของเขาอีสานนั้นร่ำรวยทั้งวัฒนธรรม ประเพณี น้ำใจ และทรัพย์ในดินเพียงแต่จะต้องมองและแก้ปัญหาให้ตรงจุด

ทำเกษตรผสมผสาน ลดต้นทุนแต่ไม่สร้างรายได้

หลังจากกลับไปตั้งรกรากที่บ้านเกิดที่ จังหวัดสกลนคร แผนเข้าร่วมโครงการ "ทายาทรับภาระหนี้แทน" กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการเกษตรผสมผสานไทย-เบลเยี่ยม อันเป็นโอกาสที่ทำให้แผนได้พบกับ อาจารย์ปัญญา ปุลิเวคินทร์ หัวหน้าศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งในขณะนั้นทำงานอยู่กับ ธ.ก.ส. แผนจึงได้แนวคิดในการทำการเกษตรผสมผสาน ทั้งปลูกพืช ประมง และเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อลดต้นทุน แต่ยังไม่สามารถสร้างรายได้ แม้ว่าเกษตรกรมีความสามารถในการผลิต แต่มีต้นทุนการผลิตทั้งเรื่องเมล็ดพันธุ์และอาหาร อีกทั้งการตลาดที่ไม่สามารถกำหนดราคาขายได้ เกษตรกรจึงยังคงมีหนี้สินอยู่

Parinya 03

ปี พ.ศ. 2546 โครงการเกษตรผสมผสานจบ กลุ่มคนที่เข้าร่วมโครงการใน จังหวัดสกลนครมี 18 อำเภอ จึงมารวมกลุ่มกันตั้ง "โรงเรียนชาวนา" ขึ้นมาในแต่ละอำเภอ โดยอำเภอสว่างแดนดินมีแผนเป็นคนรับผิดชอบ ได้ทำขั้นตอนกระบวนการลดต้นทุนในการทำนา ตั้งแต่การเก็บเมล็ดพันธุ์ การเตรียมแปลง การตกกล้า การปักดำ การสำรวจระบบนิเวศ ข้าวแตกกอ ข้าวตั้งท้อง การเก็บเกี่ยว ครบทุกกระบวนการในการทำนา ทำไป 2 ปี นำองค์ความรู้ทั้งหมดมาตกผลึก สรุปเป็นปฏิทินงาน เพื่อที่จะให้เกษตรกรทำตามและเกิดความผูกพันกับแปลงนาของตัวเอง

ปี พ.ศ. 2548 กลุ่มโรงเรียนชาวนาได้รับการพัฒนาขึ้นเป็น "ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ฅน ฮัก ถิ่น" ใช้แนวคิด สร้างงาน ประสานวิชา พัฒนาอาชีพ มาเป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนกลุ่ม โดยใช้ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าของตัวเอง ไม่ละทิ้งถิ่นฐาน รบด้วยปัญญา ชนะด้วยความรู้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ อาจารย์ปัญญา ลาออกไปทำงานที่ ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จังหวัดนครนายก "ฅน ฮัก ถิ่น" จึงไปช่วยงาน อาจารย์ปัญญา 2 ปี และได้ไปเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่นั่น

แต่ก่อนทำเรื่องเกษตรผสมผสาน ปลูกพืช ประมง เลี้ยงสัตว์ ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็รู้แต่หลักการ แต่ไม่รู้วิธีปฏิบัติ ฉะนั้นในปี พ.ศ. 2555 อาจารย์ปัญญาจึงพาแผนและเครือข่ายไปเรียนรู้อย่างลึกซึ้งกับ อ.ยักษ์ - ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ซึ่งนอกจากได้เรียนรู้เรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และศาสตร์พระราชาแล้ว ยังได้เรียนรู้การนำมาใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน คือ เรื่องบันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียงด้วย

Parinya 02

เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐานหัวใจหลักประกอบด้วย 4 พอ คือ พออยู่ พอกิน พอใช้ และพอร่มเย็น ก็เริ่มเอามาใช้ในพื้นที่ของตนเอง และในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ "ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ฅน ฮัก ถิ่น" พื้นที่ 50 ไร่ จากที่เคยทำเกษตรผสมผสานมาปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง โดยปลูกตามแนวเขตสวนยางพารา และทั้งแนวเขตที่นา ปลูกแทรกในสวนยางพารา และปลูกเป็นป่าต้นน้ำ ตรงกลางทำหนองน้ำ ทำโคกกลางหนอง หัวคันนาทองคำ ธนาคารอาหาร หลุมพอเพียง สุดท้ายก็คือ แปลงนา ในเมื่อเรามีอยู่ มีกิน มีใช้ มีความร่มเย็น ก็จะเกิดความมั่งคั่งในเรื่องของอาหาร มั่งคั่งในเรื่องของญาติมิตร จากเดิมที่พื้นที่ไม่มีอะไร ก็เริ่มมีคนอยากเข้ามาศึกษามาเรียนรู้ในส่วนที่โครงการดำเนินการ เกิดความมั่งคั่งยั่งยืนในชีวิตประจำวัน

อีสานเขียว ทำให้เห็นตำตา

หลังจากแผนและเครือข่ายได้ทุ่มเทและบากบั่น นำเอาศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ของตนเอง จนเกิดผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ เขาก็รับเป็นวิทยากร ทั้งสอนและฝึกอบอบรมชาวบ้านให้พัฒนาอาชีพ สร้างงานและรายได้จากทรัพยากรของตัวเอง การรณรงค์อีสานเขียว เพื่อให้อีสานอุดมสมบูรณ์เป็นดินแดนสุวรรณภูมิ

Parinya 06

“เมื่อก่อนเกษตรกรบอกมันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำปุ๋ยชีวภาพใช้เอง เพราะเชื่อว่าถ้าไม่ใส่ปุ๋ยเคมีจะไม่ได้ผลผลิต แต่ กลุ่ม ฅน ฮัก ถิ่น ของเราพยายามโน้มน้าวให้ชาวบ้านเห็นว่า สมัยปู่ย่าตายายปุ๋ยหรือสารเคมียังไม่มี เกษตรกรแค่เอามูลสัตว์ที่เลี้ยงไปใส่ในแปลงเกษตร ก็ยังได้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ เราจึงรณรงค์แนวทางอีสานเขียว คือ การทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวทางอาจารย์ยักษ์สอน คือ ต้องทำให้เห็นตำตาว่าทำได้และสำเร็จ ซึ่งเครือข่ายเราก็ทำจนมีต้นแบบความสำเร็จเยอะมาก นอกจากนี้ ยังนำภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมของคนอีสานมาเผยแพร่ ให้กับเกษตรกรได้ใช้แปรรูปและถนอมอาหาร เพื่อสะสมไว้กินใช้ได้ข้ามปี เช่น ทำน้ำปลา ทำปลาร้า แจ่วบอง ฯลฯ” แผนกล่าวอย่างภูมิใจ

รวมพลังตามรอยพ่อฯ อย่างพร้อมเพรียง

“แผน” เข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ตั้งแต่ปี 1 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมี บริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (สจล.) เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนโครงการ นอกจากนั้นเมื่อกลางปีที่ผ่านมา แผนในฐานะประธานเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติภาคอีสาน ก็เป็นแกนนำสำคัญในการขับเคลื่อนอีกหนึ่งโครงการ คือ “ฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก ตามรอยพ่อ” ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง เชฟรอนประเทศไทย และมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ที่เน้นการอบรมและสร้างครูพาทำ ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดในลุ่มน้ำป่าสัก แผนและพี่น้องเครือข่ายภาคอีสาน จึงเป็นเหมือนเจ้าบ้านในการจัดงานกิจกรรม “แตกตัวทั่วไทย สานพลังสามัคคี” ที่ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย

Parinya 01

“เครือข่ายกสิกรรมฯ ที่ผมดูแลอยู่คือทั้ง 20 จังหวัดของภาคอีสาน ที่ใกล้ชิดมากหน่อยจะเป็น ลุ่มน้ำสงคราม และลุ่มน้ำก่ำ ที่ครอบคลุม บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร และนครพนม ซึ่งลุ่มน้ำนี้มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี จนกลายเป็นความเคยชินของชาวบ้าน เมื่อปี 2556 น้ำท่วมใหญ่ทางลุ่มน้ำแถบนี้ ชาวบ้านก็อยากได้ทางออกที่ยั่งยืน ผมชวนให้ไปทำกิจกรรมกับโครงการรวมพลังตามรอยพ่อฯ ให้พี่น้องได้เห็นตัวอย่างจากแปลงอื่นในลุ่มน้ำป่าสัก ได้เรียนรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมของเราเอง ก็กลับมาอบรมจัด ‘ปราชญ์ชาวบ้าน’ ของกระทรวงเกษตรฯ โดยผมใช้หลักสูตรกสิกรรมธรรมชาติของอาจารย์ยักษ์

มีบางคนที่ลงมือทำจริงก็ได้กลับมาช่วยเป็นครู และเวลามีกิจกรรมของโครงการรวมพลังตามรอยพ่อฯ ก็จะไปเข้าร่วมด้วยเสมอตลอด 7 ปี โดยเฉพาะปีนี้ที่เราเป็นเจ้าบ้าน ก็ช่วยกันเตรียมงานล่วงหน้าจนถึงเก็บงานตามหลัง วันนี้ผมได้คนมีใจที่มีความพร้อมใหม่เพิ่มขึ้นอีก 55 คน และอีกใน 12 กลุ่มอำเภอ เข้าร่วมเป็นเครือข่ายฟื้นฟูลุ่มน้ำสงคราม-ลุ่มน้ำก่ำ ทั้งหมดผ่านการอบรมหลักสูตรกสิกรรม 3 วัน 2 คืนแล้ว แต่ยังไม่ได้ขุดปรับพื้นที่ ตอนนี้เราเริ่มหมุนเวียนเอามื้อเดือนละครั้ง ทำงานเตรียมความพร้อม และทุกวันอาทิตย์ คนที่อยากให้ครอบครัวเข้าใจหรืออยากได้ความรู้เพิ่มก็จะพา ลูก-เมีย มาเรียนเพิ่ม คาดว่าหลังฤดูเก็บเกี่ยวต้นปีหน้านี้ เราจะสามารถเริ่มปรับพื้นที่บางแปลงได้อย่างน้อย 10 แปลง เพื่อสร้างต้นแบบตัวอย่างความสำเร็จของลุ่มน้ำนี้ให้ได้เร็วที่สุด”

ปริญญา นาเมืองรักษ์ - Inspired by the King

หวังทายาทเกษตรสร้างอีสานเป็นดินแดนสุรรณภูมิ

“ความคาดหวังของผม คือ อยากให้คนอีสานและทายาทเกษตรมองเห็นสิ่งดีๆ ที่บรรพบุรุษให้มา ทั้งวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรธรรมชาติที่มี เอาสิ่งเหล่านี้มาถอดบทเรียน แล้วจะเห็นว่าคนอีสานไม่จนแล้ว จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งอีสานด้วย หากนำความรู้ที่ได้มาจากที่อื่นกลับมาพัฒนาท้องถิ่นของตัวเอง ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่ทุกคนต้องกลับมาที่บ้านของตัวเอง มาเป็น ฅน ฮัก ถิ่น มารักษามรดกทรัพยากรที่ปู่ย่าตายายรักษาไว้ให้ ผมเชื่อว่าองค์ความรู้เหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องของศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น จะสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาถิ่นฐานอีสานให้มีความอุดมสมบูรณ์สมกับคำว่า ดินแดนสุวรรณภูมิ”

Parinya 07

 

redline

backled1

 

philosopher header

Liam 01นายเลี่ยม บุตรจันทา

นายเลี่ยม บุตรจันทา หรือพ่อเลี่ยม ถือเป็นผู้รู้ด้านเกษตรที่คนทั่วไปรู้จักกันดีมากที่สุดคนหนึ่ง เกิดเมื่อวันจันทร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 ที่อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ จบการศึกษาผู้ใหญ่ระดับ 4 จากโรงเรียนวัดใหญ่ชัยมงคล อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ และนักธรรมเอก เป็นชาวอีสาน มีอาชีพปลูกอ้อย และมันสำปะหลัง ทำมานานตั้งแต่เด็ก จนหนี้สินพอกพูน

เนื่องจาก เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงปีละ 1 ครั้ง แต่ค่าใช้จ่ายมีอยู่ทุกวัน จนทะเลาะกับสมาชิกในครอบครัว เนื่องจากปัญหาหนี้สิน สุดท้ายก็หาทางออกด้วยการกินเหล้า เผาความกลัดกลุ้ม ประกอบอาชีพแล้วมีรายได้ไม่พอกับหนี้สิน ธรรมดามีหนี้เพราะการประกอบอาชีพอย่างเดียวก็พอทน แต่หนี้ที่เกิดขึ้นเพราะอบายมุข ทั้งสิ้น ทั้งกินเหล้า เล่นหวย เล่นโป สารพัด โดนยายตุ๋ย (ภรรยา) ด่าทุกวัน เมียด่าก็กินเหล้า สุขภาพแย่ เมียด่ามากๆ เข้าก็ขายที่ใช้หนี้

เมื่อปี 2529 ได้ตัดสินใจขายที่ดิน เพื่อนำเงินไปใช้หนี้ทั้งหมด เหลือเงินจากการใช้หนี้จำนวน 1 แสนบาท จึงอพยพมาอยู่บ้านนาอีสาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมนางสมบูรณ์ บุตรจันทา ภรรยา และลูกอีก 1 คน และซื้อที่ดิน 1 แปลง จำนวน 50 ไร่ พร้อมแผ้วถางป่าจนเป็นพื้นที่โล่ง โดยประกาศจะไม่ปลูกมันและอ้อยอีกต่อไป

Liam 02

ทีแรกก็ไปถางป่า ปลูกข้าว ปลูกผัก ทำอยู่ 1 – 2 ปี ติดเขตเขาฉกรรจ์ ต่อมาได้รับคัดเลือกเข้ามาทำกินในที่ ส.ป.ก. เมื่อปี 2534 แต่สุดท้ายคู่ชีวิต ก็ชักชวนปลูกข้าวโพด เพราะเห็นพี่น้องปลูกข้าวโพด ก็เลยทดลองปลูกบ้าง ปลูกไปไม่นานก็ขาดทุนเหมือนเดิม ปัญหาหนี้สินก็ตามมา

จึงนำเงินที่เหลือมาลงทุน แต่ก็ขายได้ปีละ 1 ครั้งเหมือนเดิม จากนั้นก็นำเงินที่ได้ไปใช้จ่ายเพื่อให้ครบปี สุดท้ายก็กลายเป็นหนี้สินอีกเช่นเดิม และปี 2536 ยอดหนี้ก็เพิ่มจำนวนมหาศาล สุดท้ายก็กินเหล้า และเมาเหมือนเดิม

ชีวิตมีแต่เรื่องเมา ทะเลาะกับครอบครัวทุกวัน สุดท้ายได้ไปเรียนรู้ข้างนอก มีคนไปชวนให้เข้าอบรมกับ ตชด. อยากไปอบรมมาก เพราะคิดว่า "ถ้าได้ไปอบรมจะห่างเมียและมีเหล้ากินนอกบ้าน" วันที่ไปอบรมได้แนวคิดจากผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ซึ่งเป็นวิทยากร ผู้ใหญ่ได้เล่าประสบการณ์ พร้อมแนวคิดเชิงดูถูกว่า "เกษตรกรไม่รู้จักตนเอง" พ่อเลี่ยมเถียงในใจว่า "ทำไมจะไม่รู้จักตัวเอง อาทิตย์ละ 3 – 4 วันเมียก็ด่าให้รู้ตลอด"

Liam 03

แต่ผู้ใหญ่วิบูลย์บอกว่า "การที่จะรู้จักตัวเองต้องมีเครื่องมือ คือต้องทำบัญชี" ตอนไปอบรม ไม่ได้กินเหล้าอย่างที่คิด ต้องงดเหล้า 2 – 3 วัน เมื่อเลิกสัมมนากลับมาบ้านเริ่มมีไฟในตัวเอง ก็เริ่มทำบัญชี ขอสมุดจากลูกชายมาตีเส้นทำแบบบัญชีเอง เกือบจะไม่ได้ทำต่ออยู่แล้ว เพราะถามลูกชายว่า "แม่ให้เงินไปโรงเรียนใช้จ่ายอะไรบ้าง และถามยายตุ๋ยเมียรักว่าใช้จ่ายอะไร" แต่ก็โดนยายตุ๋ยด่าหาว่าไม่ไว้ใจ ก็ถามค่าใช้จ่ายยายตุ๋ยอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ ยายตุ๋ยก็ด่าทุกวันเหมือนกัน

BCC CHANNEL ฅน พอ ดี ตอน สวนออนซอนพ่อเลี่ยม

พอหลังจากนั้น เมียด่าอยู่สักอาทิตย์ ในที่สุดก็เลิกด่า เพราะถามทุกวัน และลงบัญชีทุกวัน พอต้นปี 2539 ได้สรุปบัญชีรับจ่ายในครัวเรือน และก็เรียกยายตุ๋ย พร้อมลูกชายทั้ง 2 มานั่งคุยกัน พอยายตุ๋ยเห็นบัญชีหันมาบอกเลยว่า "ถ้าแกเลิกเหล้าได้ก็จะมีเงินถึง 40,000 กว่าบาทใช้หนี้ ธกส." พอหันมาอ่านบัญชีของแม่บ้าน แม่บ้านก็ด่าอีก บอกว่า "สิ่งที่เขาซื้อไป 20,000 บาทนั้นใช้ในครอบครัวซึ่งดีกว่าที่พ่อเลี่ยมหมดไปกับการกินเหล้า เล่นโป" สุดท้ายยายตุ๋ยก็ถามว่า "จะอยู่กับเมียก็ให้เลิกอบายมุข หรือถ้าจะเลือกอบายมุขต้องก็เลิกกับเมีย"

ตอนนั้นชีวิตไม่รู้ว่าจะเลือกอะไร "จะเลิกอบายมุขก็เสียดาย จะเลิกกับเมียก็ไม่ได้" ก็ลองหันไปเห็นลูกชาย 2 คน ถามลูกว่า "เลือกใครระหว่างพ่อกับแม่" ลูกชายทั้ง 2 ตอบเหมือนกันว่า "เลือกแม่" เมื่อได้ยินคำตอบของลูกชายทั้ง 2 ก็เริ่มทบทวนตัวเองว่า "ทำไมลูกถึงเลือกอยู่กับแม่ และชีวิตทำไมมันเศร้าอย่างนี้" สุดท้ายก็เลยตัดสินใจที่จะเลิกอบายมุข เสร็จแล้วก็กลับมาดูรายจ่ายของเมีย เห็นว่ารายจ่ายของเมียหมดไปกับค่าพืชผักสวนครัว จึงตัดสินใจปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก

Liam 04

จากนั้น พ่อเลี่ยม ได้ออกเรียนรู้ และศึกษาจากวิทยากรหลายท่าน มีการพูดถึง "ชาวนา ชาวไร่ว่าโง่ และได้อธิบายว่าโง่อย่างไร จึงได้เข้าใจ เพราะสิ่งที่เขาว่าโง่นั้น คือตัวเรา" นอกจากนี้ยังได้พูดถึงศาสตร์พระราชา และปรัชญาของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ด้วยการพึ่งพาตนเอง โดยวิทยากรเหล่านั้น ได้แนะนำให้เริ่มจากทำบัญชีครัวเรือน และเมื่อสิ้นปี มาดูจึงรู้ว่า รายจ่ายที่จ่ายไป เราสามารถทำเองได้ สำคัญกว่านั้น เสียเงินไปกับการซื้อเหล้า และเล่นการพนันจำนวนมาก

ดังนั้นในปี 2540 จึงประกาศเป็นวาระครอบครัวว่า "จะไม่ปลูกอะไร เพื่อนำไปขายอีกแล้ว แต่จะปลูกสิ่งที่เรากิน ทั้งข้าว พืชผัก และผลไม้ต่างๆ" มีโอกาสได้ไปฟัง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และพ่อใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดฉะเชิงเทรา พูดถึงเรื่อง "ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง" ที่สร้างประโยชน์และคุณค่ามหาศาล แล้วนำความรู้ประสบการณ์มาปรับใช้ที่ไร่ของตนเอง โดยตั้งชื่อสวนว่า "สวนออนซอน"

Liam 05

ได้เริ่มปลูกป่าตั้งแต่ปี 2542 ทั้งไม้กินผล ไม้ยืนต้น และไม้ใช้สอยต่างๆ ผสมกับพืชผักหลากหลายชนิด ปัจจุบันมีเนื้อที่ป่าประมาณ 13 ไร่ มีทุกอย่างที่เราอยากกิน ทำให้ไม่ต้องซื้ออะไร เพราะของกินมีทุกชนิด ส่วนของใช้ เช่นสบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน หรือน้ำยาซักผ้า ก็ทำใช้เอง

จากนั้นก็ทำเกษตรผสมผสาน ตามศาสตร์พระราชา ที่เน้นเรื่องการพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก เมื่อเหลือกินก็แบ่งปัน เหลือจากแบ่งปันก็ขาย จนมีชาวบ้านมาขอซื้อผลผลิตและพืชผักต่างๆ จากนั้นอีก 6 ปี ก็สามารถใช้หนี้ก้อนสุดท้ายได้หมด สำคัญกว่านั้น เมื่อเป็นป่า ทำให้ไม่ต้องซื้อปุ๋ย เพราะเศษวัชพืชหรือใบไม้ต่างๆ เป็นปุ๋ยได้ทั้งหมด นี่คือศาสตร์พระราชา และไม่ได้นำองค์ความรู้มาใช้อย่างเดียว แต่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ อยู่บนหัวนอน และห้อยคอไว้ตลอดเวลา เพื่อระลึกถึงพระองค์ และเป็นคติเตือนใจ ที่พระองค์ทำให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ และความยากจน

ส่วนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ได้ชักชวนญาติพี่น้องมาทำแบบเรา และนำพาปฏิบัติจริง จากนั้นก็มีคนที่สนใจมาศึกษาเรื่อยๆ ประมาณ 5-6 พันคนต่อปี โดยมาไกลสุดจากประเทศแคนาดา

Liam 06

“แรกๆ คนไม่ค่อยเชื่อว่า การไม่มีเงินใช้ แล้วจะมีอาหารกินครบ 3 มื้อ ได้อย่างไร ก็พามาปฏิบัติจริง เช่น เรามีข้าว อยากกินปลา เราก็มีปลาในบ่อ อยากกินต้มยำ หรือแกงใส่อะไร ก็ไปหาในสวน แล้วสุดท้ายก็ไม่มีใครได้ไปจ่ายตลาด แต่มีกินครบทุกมื้อ”

ปัจจุบัน จากสวนกลายเป็นป่า ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกับครอบครัว โดยมีประชาชนและผู้สนใจด้านเกษตรทั่วประเทศ มาศึกษาเรียนรู้ และพร้อมถ่ายทอดวิชาต่างๆ ให้กับคนทั่วไป เพื่อสานต่อหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และศาสตร์พระราชา เพื่อให้อยู่กับลูกหลานไปนานเท่านาน

ดังนั้นวันนี้ เลี่ยม บุตรจันทา จึงถือเป็น "ปราชญาเดินดิน" ที่คนทั่วประเทศรู้จัก และบ้านนาอีสาน แหล่งพักพิงของครอบครัวได้กลายเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานของหลายหน่วยงาน รวมถึงโครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบล วิถีพอเพียง ที่มีพี่น้องหลายตำบลได้ไปแวะเยี่ยมเยือนพ่อเลี่ยม และยายตุ๋ย (ภรรยา) เพื่อนำประสบการณ์ที่ล้มเหลวจากการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว มาเป็นแรงบันดาลใจ

ปัจจุบัน นายเลี่ยม บุตรจันทา เป็นปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นเกษตรกรนักคิด นักปฏิบัติ และเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้กับประชาชน ผู้ที่สนใจใฝ่รู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย มีผู้คนหลั่งไหลมาศึกษาดูงานที่บ้านนายเลี่ยม บุตรจันทา เป็นประจำไม่เคยขาดเพราะมีกิจกรรมหลากหลายที่น่าสนใจ

รายการ Perspective : พ่อเลี่ยม บุตรจันทา - ปราชญ์ชาวบ้าน แห่งบ้านสวนออนซอน

เพื่อหาความสุข สงบ และสบายในชีวิตบั้นปลาย อย่างสองสามีภรรยาคู่นี้ สำหรับผู้สนใจศึกษาดูงาน หรืออยากเรียนรู้การทำเกษตรผสมผสาน และลงมือปฏิบัติจริง สามารถสอบถามพ่อเลี่ยม ได้ที่เบอร์ 084-711-6099 โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือหากจะช่วยค่าน้ำ ค่าไฟ ก็จะดีไม่น้อย หรือไม่ให้เลย ก็สามารถไปเรียนรู้ได้ ที่บ้านเลขที่ 411 บ้านนาอีสาน หมู่ที่ 16 ตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา 24160

 

redline

backled1

 

philosopher header

pai sroysaklang 01นายผาย สร้อยสระกลาง

ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขา ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2553

นายผาย สร้อยสระกลาง เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2473 ที่บ้านสระคูณ ตำบลโคกล่าม อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เพราะครอบครัวยากจน เด็กชายผายจึงมีโอกาสได้เรียนแค่ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ก็ต้องออกมาเป็นลูกจ้างเลี้ยงวัว ต่อมาไม่นานพ่อแม่ก็เสียชีวิตลง ด้วยอายุเพียง 15 ปี จึงมีภาระต้องดูแลน้องอีก 3 คน ด้วยผืนนามรดกเพียง 10 ไร่ เมื่ออายุ 17 มีได้โอกาสบวชเรียน และสอบได้นักธรรมโท บวชอยู่นานถึง 10 พรรษาจึงได้สึกออกมา แล้วแต่งงานกับแม่ลา สร้อยสระกลาง

ปี พ.ศ. 2508 ได้รับเลือกเป็น "ผู้ใหญ่บ้าน" บ้านสระคูณ ด้วยคะแนนศรัทธาท่วมท้นจากชาวบ้าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักพัฒนา เนื่องจากได้ผ่านการบวชเรียนมาหลายพรรษา ทำให้พ่อผายสามารถประยุกต์ใช้หลักธรรมพูดคุยกับชาวบ้าน เพื่อหาแนวร่วมทางความคิดในการพัฒนาหมู่บ้าน

แม่ไปไฮ่หมกไข่มาหา แม่ไปนาหมกไข่ปลามาป้อน แม่เลี้ยงม้อนอยู่ป่าสวนมอน ”

เป็นเพลงกล่อมลูกๆ ของแม่ ที่พ่อผายยังจำได้ขึ้นใจ และมีผลต่อการใช้ชีวิตกระทั่งปัจจุบัน พ่อผายนำเพลงกล่อมเด็กที่จำขึ้นใจของแม่ เป็นแนวคิดแนวทางแก้ปัญหาปากท้องคนชนบท เพราะเกือบทุกครัวเรือนล้วนทอผ้า พ่อผายจึงใช้ที่ดินสาธารณะของชุมชน จำนวน 400 ไร่ พาชาวบ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และยังตั้งกองทุนสวัสดิการบ้านสระคูณ ปลุกจิตสำนึกให้คนหวงแหนบ้านเกิด

ผาย สร้อยสระกลาง - ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ตอนที่ 1

การปฏิวัติเขียว ความจนที่ยั่งยืน

จุดเปลี่ยนทางความคิดเกิดอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2525 เกิดภัยแล้งจัดทำให้เกิดปัญหาปากท้องในพื้นที่ ผลจากการพัฒนาประเทศโดยรวมได้นำพาอีสานเข้าสู่กระแสพายุ "การปฏิวัติเขียว" พ่อผายและชาวบ้านได้ถูกกระแสนิยมดังกล่าวส่งให้เกิดแนวคิดใหม่ จากการทำเกษตรเพื่ออยู่เพื่อกินมีใช้ตามอัตภาพ เปลี่ยนมาเป็นการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อสนองความต้องการของตลาด โดยมีความหวังว่าจะได้เงินทองจำนวนมาก

พ่อผายเกิดความคิดว่า ต้องช่วยตัวเองก่อน แล้วจึงกลับมาช่วยชาวบ้าน จึงได้กู้เงินจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) จำนวน 60,000 บาท ไปซื้อที่ดินที่อำเภอละหานทราย แล้วถางป่าปลูกข้าวโพด ปีแรกได้ราคาดีแต่ผลผลิตไม่ดี ปีที่สองผลผลิตมากแต่ราคาต่ำ เพราะไม่มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง ทำให้ไม่มีเงินใช้หนี้ และเงินลงทุนในปีต่อไป

pai sroysaklang 05

ประสบการณ์ครั้งนั้นสอนบทเรียนว่า ความโลภอยากรวยจึงทำให้สร้างหนี้ แล้วยังทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะปลูกพืชชนิดเดียว ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ และยังทำลายครอบครัว สังคม เพราะการละถิ่นฐานเดิมไปทำกินในที่อื่น พ่อผายนั่งสมาธิ คิดเพื่อหาทางออก จนคิดได้ว่า ต้องกลับมาตั้งหลักที่บ้านเกิด โดยการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เร่งสร้างกองทุนโดยการพึ่งพาตนเองจากทุนเดิมที่พ่อแม่มอบให้ คือ มือซ้ายห้าแสน มือขวาห้าแสน โดยการขุดสระเพื่อการออมน้ำ การสร้างปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ และการฝากเงินออมโดยการออมสัตว์เลี้ยง การรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโดยการออมต้นไม้แทน

พ่อผายตั้งมั่นว่า “จะไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่จะเอางานและความสุขเป็นตัวตั้ง” จึงขายที่ดินบางส่วนใช้หนี้ ธกส. จนหมด และเริ่มต้นทำเกษตรผสมผสาน “เราเป็นชาวนา จะไปเป็นนายอำเภอ ไปเป็นหมอย่อมฝืนธรรมชาติ น่าจะเป็นชาวนาที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี และที่สำคัญมีความสุข” ความสุขที่ว่าของพ่อผายคือ มีหลักประกันชีวิตครบถ้วน มีสุขภาพกายและใจแข็งแรง มีครอบครัวอบอุ่น มีชุมชนเข้มแข็ง มีสิ่งแวดล้อมดี มีอิสรภาพ มีความภาคภูมิใจและเข้าถึงธรรมะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง

ผาย สร้อยสระกลาง - ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ตอนที่ 2

สร้างความเชื่อมั่นให้ครอบครัวก่อน

พ่อผายใช้เวลาถึง 8 เดือน ในการลงแรงใช้จอบขุดดิน ปั้นคูสระด้วยสองมือเพียงลำพัง ด้วยภาพฝันที่จะมีต้นไม้หลายชนิดอยู่รายรอบสระ โดยไม่ฟังคำทัดทานของเมียที่เห็นว่า ที่ดินมีน้อยน่าจะเอาไว้ทำนา ไม่แต่เท่านั้นแกก็ยังดั้นด้นไปเรียนวิชาเลี้ยงปลาที่จังหวัดขอนแก่น กลับมาพร้อมลูกปลาจำนวน 1,000 ตัว เพื่อมามาเลี้ยงในสระที่ลงแรงขุดไว้ เมื่อมีผลผลิตมีปลาตัวโตเต็มที่ ก็ได้ออกอุบายให้ภรรยามาช่วยจับปลา เมื่อภรรยาเห็นปลาที่อยู่ในสระก็ดีใจยอมรับในความคิดของสามี พ่อผายก็สามารถขยายแนวร่วมในครอบครัวได้แล้ว

pai sroysaklang 04

หลังจากประสบความสำเร็จในการขุดบ่อเลี้ยงปลา พ่อผายก็ขุดสระเพิ่มอีก 2 บ่อ โดยพื้นที่บนสระก็ปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงหมู, เป็ด, ไก่, ในฤดูทำนาก็มีน้ำสำหรับทำนา ผลผลิตทีได้ก็นำไปบริโภคในครอบครัว ส่วนที่เหลือจากบริโภคก็นำไปขาย จนสามารถเก็บเงินไปใช้หนี้ที่กู้ยืมมาจนหมด เงินที่เหลือก็นำไปซื้อที่เพิ่มจากเดิมมีพื้นที่ 15 ไร่ ปัจจุบันพ่อผายมีพื้นที่ทั้งหมด 95 ไร่ จากกิจกรรมที่หลากหลายในแปลงเกษตร มีพืชพันธุ์มากมาย อาทิ ไม้ยืนต้น ผัก ผลไม้ต่างๆ ทำให้พื้นที่ของพ่อผายมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรียืวัตถุ ที่สำคัญผลผลิตที่ได้ปลอดจากสารพิษ สามารถนำมาบริโภคได้อย่างปลอดภัยจากสารพิษ

ขยายแนวคิดสู่ชุมชน

เมื่อปฏิบัติจนประสบผลสำเร็จสามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว จากครอบครัวตนเอง ก็กลายเป็นทั้งชุมชนบ้านสระคูณที่เชื่อพ่อผาย ขุดบ่อเลี้ยงปลาทำเกษตรผสมผสาน เริ่มขยายแนวคิดและวิธีการทำนี้ให้กับญาติ พี่น้อง คนในชุมชน และผู้ที่สนใจโดยทั่วไป ซึ่งได้มีการปฏิบัติจนสามารถรวมกลุ่มเพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้ชื่อกลุ่ม "อีโต้น้อย” กิจกรรมที่กลุ่มทำได้ได้แก่ การทำเกษตรแบบผสมผสาน การจัดบุญประทายข้าวเปลือก การเทศน์มหาชาติ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การรักษาโรคแบบพื้นบ้าน ส่งเสริมให้เยาวชนในหมู่บ้านทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับหมู่บ้าน จัดตั้งกองทุนวัว จัดตั้งกองทุนหมุนเวียน จัดตั้งศูนย์สาธิตการตลาดและกลุ่มออมทรัพย์ และจัดตั้งกองทุนสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์ศพ

pai sroysaklang 02

รวมกลุ่มกันสร้างความเข้มแข็ง

นอกจากที่พ่อผายทำกิจกรรมภายใต้กลุ่มอีโต้น้อยแล้ว ก็ยังดำเนินกิจกรรมร่วมกับปราชญ์ท่านอื่นอีก เช่น ในช่วง ปี พ.ศ. 2534 องค์กรพัฒนาเอกชนมูลนิธิหมู่บ้าน โดย ดร.เสรี พงศ์พิศ และอาจารย์ยงยุทธ์ ตรีรุชกร ได้เข้ามาผลักดันให้เกิดการรวมตัวของปราชญ์ภายใต้ชื่อ "ชมรมอุ้มชูไทยอีสาน” เป็นการนำปราชญ์ผู้ที่มีความรู้เรื่องธาตุทั้ง 4 มารวมตัวกัน ประกอบด้วย พ่อผาย สร้อยสระกลาง (ธาตุดิน) พ่อทัศ กระยอม (ธาตุน้ำ) พ่อหนูเย็น ศรีสิงห์ (ธาตุลม) และพ่อบัวศรี ศรีสูง (ธาตุไฟ) โดยมีพ่อบัวศรี เป็นประธานกลุ่ม แนวดำเนินการของชมรมนี้ จะส่งเสริมกันและกัน และเสนอทิศทางที่เหมาะสมให้กับสถาบัน และสังคมอื่นๆ ได้รับรู้บนพื้นฐานของแนวทางแก้ไขปัญหาขององค์กรชาวบ้าน เหตุเนื่องจากการพัฒนาภาคอีสานที่ผ่านมา ไม่สามารถตอบสนองการแก้ไขปัญหาของอีสานได้อย่างมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่จะลากไปตามกระแสสายธารใหม่ ซึ่งรังแต่จะทำให้คนอีสานจมน้ำตาย อีกสาเหตุหนึ่ง คือองค์กรชาวบ้านไม่มีการรวมตัวกัน

pai sroysaklang 06

ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 อาจารย์เสน่ห์ จามริก เข้ามาร่วมทำโครงการ โรงเรียนชุมชนอีสาน ภายใต้การนำกลุ่มชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์ ประกอบด้วย พ่อผาย สร้อยสระกลาง พ่อสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ และพ่อคำเดื่อง ภาษี วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมา ก็เพื่อแสดงบทบาท และทำหน้าที่เป็นสถาบันประสานงานเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคอีสาน เป็นการพัฒนาคนอีสานให้มีความเข้มแข็งพึ่งตนเอง พึ่งพากันเองได้ในชุมชนท้องถิ่นโดยเฉพาะภาคอีสาน เป็นการพัฒนาคนอีสานให้มีความเข้มแข็งพึ่งตนเอง พึ่งพากันเองได้ในชุมชนท้องถิ่น และพัฒนาขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนเพื่อมีส่วนร่วมเสริมสร้างการพัฒนาประเทศชาติโดยรวมให้มั่นคง โรงเรียนชุมชนอีสาน จึงได้กลายเป็นต้นแบบของการสร้างกระบวนการเรียนรู้ และสมาชิกของโรงเรียนทุกคนกลายเป็นกำลังสำคัญหลักของเครือข่าย

พ่อผายสรุปความสุขตามแนวทางและรูปธรรมนี้ คือ

  • เศรษฐกิจดีขึ้น จากรายจ่ายที่ลดลงรายได้เพิ่มขึ้น เหลือกินเหลือแจกเหลือขาย
  • สิ่งแวดล้อมดีขึ้น จากดินดีน้ำดี มีไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ผักผลไม้ปลอดสารพิษ
  • สุขภาพดีขึ้น กินได้นอนหลับไม่มีหนี้ มีสมุนไพรเป็นอาหารและยา
  • ปัญญาดีขึ้น จากการเรียนรู้พึ่งตนเองและพึ่งพิงกัน
  • สังคมดีขึ้น มีเพื่อนกว่า 200 หมู่บ้านใน 7 จังหวัดที่ชวนกันคิดดีทำดีเพื่อสังคม

pai sroysaklang 03

และนี่คือบทสรุปของคำว่า “ชาวนาที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีความสุข” คือ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2553 “พ่อผาย สร้อยสระกลาง”

พ่อผาย อารมณ์ดี๊ดี - ลุยไม่รู้โรย ThaiPBS

redline

backled1

 

philosopher header

kamduang 01นายคำเดื่อง ภาษี

ฉายา "คนบ้าปลูกต้นไม้" อีกคน

นายคำเดื่อง ภาษี เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2495 เป็นลูกคนที่ 6 ในบรรดาลูกๆ 7 คน ของพ่อไพร และแม่สี ภาษี ที่บ้านโนนขวา ตำบลหัวฝาย อำเภอแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ เกิดในครอบครัวชาวนาที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับชีวิตมาตั้งแต่เล็ก หลังเรียนจบชั้นประถมศึกษาแล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทํานา ซึ่งตลอดเวลาต้องเผชิญกับปัญหา การลงทุนที่สูงทั้งค่าไถหว่าน ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ซึ่งผลสุดท้ายผลผลิตที่ได้ก็ไม่คุ้มกับการลงทุน ทําให้ต้องเป็นหนี้สินเพิ่มพูนขึ้นทุกปี

คําเดื่อง ภาษี เรียนรู้วิธีการทํานาแบบดั้งเดิมจากพ่อแม่ และจากพี่น้องชาวนาในละแวกใกล้เคียง มาตั้งแต่เล็กจนโต ได้รับรู้ความจริงมาโดยตลอดว่า ชาวนาขายข้าวไม่พอใช้หนี้แต่อย่างใด เมื่อโตเป็นหนุ่ม เป็นช่วงที่บ้านเมืองอยู่ในยุคปฏิวัติเขียวทางด้านเกษตรกรรม เป็นยุคทองของการปลูกพืชเศรษฐกิจ เพื่อการค้าขายเป็นหลัก แต่ในชั่วระยะเวลาไม่นานนัก ปัญหาต่างๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น ทั้งปัญหาราคาพืชตกต่ํา ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ปัญหาความเสื่อมโทรมของหน้าดิน ซึ่งกลายเป็นปัญหาสําคัญที่ไม่มีผู้ใดแก้ไขได้สําเร็จ

จากชีวิตชาวนาสู่ชาวไร่

เมื่อการทํานาไม่ได้ผล คําเดื่อง ภาษี เห็นว่า น่าจะทดลองทําไร่ดูบ้าง จึงเปลี่ยนอาชีพจากการทํานาไปทําไร่อ้อย โดยกู้เงินจากธนาคาร มาลงทุนทั้งสิ้น 33,000 บาท แต่โชคของคําเดื่องมิได้ดีอย่างที่คิดและหวังไว้ ทั้งนี้เพราะพอลงทุนทําไร่ก็ปรากฏว่า ในปีนั้นต้องเผชิญกับปัญหาฝนทิ้งช่วง และกลายเป็นฝนแล้งไปในที่สุด ทําให้การลงทุนทั้งหมดสูญเปล่าไปในทันที

kamduang 02

พ.ศ. 2528 การลงทุนที่ล้มเหลวซ้ําแล้วซ้ําเล่า ถึง 4 ครั้งติดต่อกัน ประกอบกับยังหาทางออกที่ดีให้แก่ชีวิตยังไม่ได้ ทําให้เขาหันไปหาทางออกด้วยการดื่มเหล้า สูบบุหรี่อย่างหนัก จนเกือบจะเสียคน แต่โชคยังดีที่น้องสาวซึ่งบวชชีอยู่ที่ สํานักปฏิบัติธรรมไทรงาม จังหวัดลพบุรี ได้พยายามโน้มน้าวให้ คําเดื่อง คิดตั้งต้นอนาคตใหม่ ด้วยการใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มาเป็นเครื่องกล่อมเกลาชีวิต จนผลสุดท้าย คําเดื่องก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ทําให้ลด ละ เลิก อบายมุขได้ในที่สุด

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชีวิตของ คําเดื่อง ภาษี ก็เริ่มต้นใหม่โดยยึดธรรมะเป็นธงชัย ของชีวิตเคร่งครัดในแนวทางปฏิบัติ กินอาหารมังสวิรัติ ประหยัด และอดออม สวมใส่ เสื้อผ้าตามสภาพที่เป็นจริงของชีวิต

การเรียนรู้และศึกษาธรรมชาติ

หลังลด ละ เลิก จากอบายมุขต่างๆ แล้ว คําเดื่อง ภาษี หันกลับมาทํานาอีกครั้ง ในระหว่างการทํานาได้สังเกตเห็นเพื่อนชาวนา นําฟางข้าวไปคลุมแปลงปลูกกระเทียม เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน จะได้ไม่ต้องรดน้ําบ่อยๆ เขาจึงนําวิธีการนั้นมาใช้บ้าง โดยปลูกพริกไว้ใกล้ๆ แปลงนาแล้วใช้ฟางคลุมไว้

ฟางข้าวที่นําไปคลุมแปลงพริก มักจะมีเมล็ดข้าวติดไปด้วยเสมอ เมื่อเมล็ดข้าวร่วงลงก็จะงอกขึ้นมา เขาก็จะคอยถอนต้นข้าวทิ้ง เพราะเกรงว่าต้นข้าวจะไปแย่งอาหารจากต้นพริกที่ปลูกไว้ เป็นด้วยเหตุบังเอิญ มีพริกต้นหนึ่งตาย เมล็ดข้าวที่หล่นก็งอกขึ้นมา คําเดื่องเห็นว่า พริกต้นนั้นตายแล้ว จึงมิได้ถอนต้นข้าวที่งอกทิ้งแต่อย่างใด พอสิ้นปีเมื่อไปเกี่ยวข้าวก็นึกแปลกใจว่า ข้าวเพียงเมล็ดเดียวที่งอกขึ้นมานั้น ทําไมลําต้นจึงแข็งแรง และออกรวงมากถึง 20 รวงได้ เขาคิดหาคําตอบอยู่นาน ผลสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า

การที่ข้าวมีลําต้นแข็งแรงนั้น เป็นเพราะต้นข้าวดังกล่าวมิได้ถูกตัดรากเหมือนข้าวนาคํา ที่เมื่อถอนต้นกล้าขึ้นมารากก็จะขาด เมื่อนําไปไปปักดําต้นกล้าก็จะอ่อนแอ กว่าจะปรับตัวให้แข็งแรงก็ต้องใช้เวลา ส่วนเมล็ดข้าวที่แปลงพริกงอกขึ้นมาทั้งๆ ที่อยู่บนที่สูง ไม่มีน้ําขัง ก็เพราะฟางที่คลุมนั้นช่วยรักษาความชื้นในดินไว้ ทําให้เมล็ดข้าวงอกขึ้นมาตามธรรมชาติได้เช่นกัน

kamduang 04

ทำให้ คําเดื่อง ภาษี เริ่มหันมาศึกษาและสังเกตธรรมชาติอย่างจริงจัง จากการศึกษาพบว่า เมล็ดข้าวที่ติดมากับฟางนั้นสามารถงอกงามแข็งแรง และออกรวงเหมือนข้าวที่ปลูก โดยการไถหว่านได้ ทั้งๆ ที่ที่ดินดังกล่าว เป็นเนินสูงและไม่มีน้ําขัง มีเพียงแค่ฟางคลี่คลุมเอาไว้เท่านั้น การสังเกตเห็นเมล็ดข้าวงอกได้เองแม้ไม่มีน้ําขัง ทําให้เขาองเกิดความคิดว่า "ในความเป็นจริงแล้ว การปลูกข้าวตามวิธีธรรมชาติ น่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าการปลูกข้าวโดยอาศัยปุ๋ย อาศัยสารเคมี ที่ต้องลงทุนสูงและไม่คุ้มทุน จึงเริ่มหันมาทํานาแบบธรรมชาติ โดยใช้ปุ๋ยคอกแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

ดังนั้น การปลูกข้าวของ คำเดื่อง ภาษี จึงไม่ไถ ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่กำจัดวัชพืช แต่กลับให้ผลผลิตดีกว่าเดิม ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มจากการใส่แกลบลงไปก่อน แล้วจึงไถหน้าดินให้ร่วนซุย เพราะเนื้อดินแข็งมาก จากนั้นหว่านถั่วลงไป เมื่อถั่วงอกสูงขึ้นราวๆ 1 ศอก จึงหว่านข้าวทับลงไปโดยไม่ต้องไถอีก  เมล็ดข้าวที่หว่านต้องเคลือบด้วยดินเหนียว โดยดินเหนียวแต่ละก้อนจะมีเมล็ดข้าวติดอยู่ 2-3 เมล็ด โดยที่ดิน 1 งาน จะใช้พันธุ์ข้าวประมาณ 6 กิโลกรัม

หลังจากฝนตกข้าวก็จะงอกขึ้นเลยต้นถั่ว ให้ปล่อยน้ำเข้านา 2 วัน จนสูงประมาณ 2 เซนติเมตร เพื่อชะลอการเจริญเติบโตของถั่ว จากนั้นไขน้ำออก ต้นข้าวได้รับแสงแดดก็จะขึ้นงาม ในขณะที่หญ้าจะถูกคลุมอยู่ใต้ฟาง ทั้งหญ้า ทั้งถั่ว จะเป็นปุ๋ย หลังจากนั้นไส้เดือนก็จะมาพรวนดิน ข้าวจะขึ้นแข็งแรงพอๆ กับการปักดำและใส่ปุ๋ย

ดังนั้น การทำนาแบบธรรมชาติของ คำเดื่อง ภาษี จึงได้ผลดีมาก จนเพิ่มพื้นที่ทำนาไปเรื่อยๆ ซึ่งผลผลิตข้าวที่ได้ไม่แตกต่างกับที่นาของเกษตรกรที่ใช้สารเคมี แต่การปลูกข้าวแบบธรรมชาติสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก ทำให้มีรายได้จากการจำหน่ายข้าวได้มากกว่า เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับครอบครัว

ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่น้องสาวได้ส่ง "วารสารแสงสูรย์ และสารอโศก" มาให้ศึกษา เขาได้อ่านหนังสือเล่มนั้น แล้วประทับใจเรื่องราวการทําการเกษตรแบบธรรมชาติของ ฟูกูโอกะ เกษตรกรชาวญี่ปุ่น ที่ทําเกษตรแบบธรรมชาติมาก่อนหน้าเขา และก็ประสบความสําเร็จเป็นอย่างดี ทําให้เขามีความมั่นใจในการตัดสินใจของตนเองมากยิ่งขึ้น

เมื่อทดลองทําเกษตรธรรมชาติได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว คําเดื่อง ภาษี ยิ่งมั่นใจว่า การปลูกข้าวตามวิธีธรรมชาติ น่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าการปลูกข้าวโดยอาศัยปุ๋ย อาศัยสารเคมี ที่ต้องลงทุนสูง วิธีการนี้จะเป็นทางเลือกใหม่ในการแก้ปัญหาของชาวนาได้ จึงลงมือทําเกษตรธรรมชาติเต็มพื้นที่ทั้ง 18 ไร่

kamduang 03

องค์ความรู้จากการสังเกตและปฏิบัติ

การทํานาแบบธรรมชาติทําให้คําเดื่องได้ค้นพบ "องค์ความรู้ 4 ไม่" ในการทําเกษตรธรรมชาติให้ประสบความสําเร็จ คือ

1. ไม่ไถพรวนดิน

การที่ไม่ไถพรวนดิน เพราะเขาเห็นว่า การไถพรวนดินจะทําให้ดินโปร่งเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น นอกจากนี้การไถดินยังเป็นการทําลายสัตว์ในดิน เช่น ไส้เดือน ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยพรวนดิน และถ่ายมูลมาเป็นปุ๋ยธรรมชาติอย่างดีให้กับพืช

2. ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี

ปุ๋ยเคมีมีสภาพเป็นกรด เมื่อใส่ลงในดินแล้ว ต้นพืชจะนําไปใช้ได้บางส่วน ส่วนที่เหลือจะสั่งสมอยู่ในดิน เมื่อใส่ลงไปปีละหลายๆ ครั้ง สารเคมีที่สั่งสมจะทําให้ดินเริ่มแข็ง และขาดความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเขาแก้ไขโดยใช้ปุ๋ยธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยไนโตรเจนจากพืชตระกูลถั่ว ปุ๋ยโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสจากการเน่าของฟาง เป็นต้น

3. ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง

การใช้ยาฆ่าแมลงจะทําให้แมลงสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ทําให้เกิดการดื้อยา จึงต้องเพิ่มปริมาณยาฆ่าแมลงในการใช้แต่ละครั้ง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การงดใช้ยาฆ่าแมลงยังมีส่วนอย่างสําคัญ ที่ทําให้สภาพแวดล้อมกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นผลดีแก่สุขภาพของทุกคนในชุมชน

4. ไม่กําจัดวัชพืช

สําหรับคําเดื่องแล้วเห็นว่า วัชพืชเป็นเสมือนโรงงานผลิตปุ๋ยชั้นดี ที่ตั้งโรงงานอยู่กลางแปลงนา ด้วยเหตุนี้เองในการทําเกษตรแบบธรรมชาติ จึงได้ปล่อยให้ วัชพืชขึ้นสูงแล้วจึงใช้ฟาง หรือพืชตระกูลถั่วควบคุม ทําให้หญ้าเหล่านั้นกลายเป็นปุ๋ยชั้นดีสําหรับพืชที่ปลูกไว้

kamduang 05

การปรับประยุกต์ใช้องค์ความรู้ : จากแปลงนาสู่สวนและแปลงผัก

การทดลองทําเกษตรกรรมธรรมชาติที่ประสบความสําเร็จ ทําให้ คําเดื่อง ภาษี ค้นพบความจริงว่า นอกจากการทํานาด้วยวิธีธรรมชาติแล้ว ยังสามารถนําความรู้ดังกล่าวไป ประยุกต์ใช้กับการปลูกผัก ปลูกไม้ผลแบบธรรมชาติได้อีกด้วย เขาใช้เวลาทดลองทํานา ปลูกผัก และปลูกไม้ผลแบบธรรมชาติอยู่ 4 ปี ทําให้ค้นพบต่อไปอีกว่า การกระทําดังกล่าวนอกจากจะมีต้นทุนที่ต่ําแล้ว เมื่อดินเริ่มฟื้นตัวด้วยระบบนิเวศน์ ทําให้ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมาอีกครั้ง และเป็นผลดีต่อการเพาะปลูกเป็นอย่างยิ่ง

คำเดื่อง ภาษี แต่งงานกับ นางอมร งามชัด ลูกสาวผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองแก ตำบลช่องสามหมอ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ มีลูกชาย 2 คน และลูกสาว 1 คน ทำเกษตรธรรมชาติในพื้นที่เริ่มต้น 50 ไร่ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ตั้งแต่การปลูกไผ่ ขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกพืชนานาชนิด ซึ่งชีวิตก็อยู่ได้อย่างมีความสุข

kamduang 06

เกียรติประวัติ

  • พ.ศ. 2535 คนดีศรีสังคม จากมูลนิธิหมอชาวบ้าน
  • พ.ศ. 2544 ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี

คำเดื่อง ภาษี สารภาพว่า ตัวเองคือผู้พ่ายแพ้สงครามเกษตรเชิงเดี่ยว ก่อนหน้านี้เขาเน้นการผลิตเพื่อขาย เอาเงินเป็นตัวตั้ง เน้นปลูกพืชเศรษฐกิจเป็นหลัก จนในที่สุด ดินก็เสื่อมโทรม และพืชเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำรายได้มากอย่างที่คิด แต่ยังสร้างหนี้สินจำนวนมาก

คนบ้า "ปลูกต้นไม้" : สะเทือนไทย ThaiPBS

หลังเกิดความพ่ายแพ้ คำเดื่อง ภาษี ตัดสินใจสร้าง "อาณาจักรสีเขียวหมื่นปี" บนพื้นที่ของตัวเอง เน้นปลูกพืชที่หลากหลาย และด้วยความที่กลัวว่า เมื่อตัวเองสร้างเสร็จแล้ว ลูกๆ จะขายที่ดินที่เขาสร้างมากับมือให้กับคนอื่น เขาจึงสร้างหลักสูตรการศึกษาเพื่อความยั่งยืนให้ลูกได้ตัดสินใจเองว่า จะลาออกจากการศึกษาในระบบ มาใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรกับเขาหรือไม่ ในที่สุด ลูกๆ ก็ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน มาเรียนรู้หลักสูตรโรงเรียนธรรมชาติที่พ่อของเขาเป็นผู้สร้างขึ้น

คำเดื่อง ภาษี เสนอแนวคิดการทำเกษตรแบบปราณีต โดยเน้นปลูกพืชที่กินได้ เป็นยาได้ ปลูกไม้ไว้สร้างบ้านในอนาคต ขุดบ่อเลี้ยงปลา เน้นทำการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี เน้นการเพาะต้นกล้า และปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพื้นที่กว่า 200 ไร่ของเขา กลายเป็นป่าขนาดใหญ่ มีต้นไผ่เป็นแนวรั้ว จนกล่าวได้ว่า "อาณาจักรสีเขียวหมื่นปี" ได้เริ่มปรากฎตัวขึ้นแล้ว

วันนี้ บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ได้กลายเป็น ศูนย์การอบรม เพื่อแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวของภาคอีสาน เป็นแหล่งการเรียนรู้เกษตรแบบปราณีตใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่ คำเดื่อง ภาษี ยังได้รับความไว้ใจให้ดำรงตำแหน่ง ประธานเครือข่ายปราชญ์ฯ ขับเคลื่อนให้จังหวัดบุรีรัมย์เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก

รายการเวทีชาวบ้าน - อาณาจักรเขียวหมื่นปีของพ่อคำเดื่อง

"ไม่มีทางที่เราจะเทปุ๋ยใส่ต้นไม้ทุกต้น บนพื้นที่ 200 ไร่ แต่ถ้าเราปล่อยให้ธรรมชาติทำงานเอง ปุ๋ยที่เราเทใส่ตั้งแต่วันแรก ใบไม้ที่หล่นลงมาจากต้นในวันต่อมา น้ำฝนที่ตกลงมาคลุกเคล้าดิน นั่นแหละคือ ปุ๋ยชั้นดีที่เกิดจากการปล่อยให้ธรรมชาติทำงานเอง" นี่คือแนวคิดของ คำเดื่อง ภาษี ที่เน้นหลักเรียนรู้จากธรรมชาติ และถือหลักให้ธรรมชาติทำงานเอง เขาปิดท้ายว่า

ถึงต้องจากโลกไปวันนี้ ก็ไม่เสียใจ เพราะได้สร้างปอดอีกแห่ง ไว้ให้โลกได้หายใจแล้ว "

 

redline

backled1

 

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)