- Details
- Written by: ทิดหมู มักม่วน
- Category: Artist
- Hits: 19744


แดง จิตรกร
แดง จิตกร ชื่อจริง คือ นายสมจิตร เกตุภูเขียว เกิดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่บ้านศรีสุข ตตำบลศรีสุข อำเภอสีขมภู จังหวัดขอนแก่น จากครอบครัวชาวนาที่แสนยากแค้น ครอบครัวมีปัญหาเพราะพ่อแม่แยกทางกัน ตั้งแต่แดงอายุได้เพียง 2 ขวบ โดยทิ้งให้แดงผจญชะตากรรมอยู่กับยายเพียงลำพัง
หลังอายุได้ 13 ปี ต้องออกจากโรงเรียน จึงมีวุฒิแค่ประถมศึกษาปีที่ 4 เพราะยายอายุมากขึ้น บวกกับความยากจนหาเช้ากินค่ำ ต้องออกมารับจ้างทำนา โดยได้ส่วนแบ่งเป็นข้าวพอประทังชีวิตกับยาย อาหารหลักที่กินประจำคือ หน่อไม้ที่ต้องขึ้นไปหาบนภูเขา ต้องเดินทางไปกลับไกลกว่า 15 กิโลเมตร กุ้งฝอย หอยขม ปูนา ปลาสารพัดชนิด ซึ่งหายากเนื่องจากความแห้งแล้ง
ด้วยความที่ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก เมื่อว่างจากการรับจ้างทำนาแล้ว จึงไปสมัครงานเป็น “คอนวอย” อยู่กับวงดนตรีชื่อ “ชุมแพคอมพิวเตอร์” มีหน้าที่ทำงานจิปาถะทุกอย่างตั้งแต่ ขนของขึ้นรถ ติดตั้งเวที ขนเครื่องเสียง ติดตั้งแสงไฟ ใครเรียกใช้เวลาใดก็ต้องทำ โดยได้ค่าแรงเพียงวันละ 50 บาทต่องาน แดงเป็นคอนวอยอยู่กับวงถึง 4 ปี จึงมีโอกาสจับไมโครโฟนร้องเพลง เพราะนักร้องประจำวงไม่สบาย แดงจึงได้ฝึกร้องเพลงและเล่นหมอลำอย่างจริงจังตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เหมือนชะตาฟ้าลิขิตให้ได้เป็นนักร้อง

ข้อมูลจากปกเทปชุดหนึ่งของแดง จิตรกร กล่าวว่า "ชีวิตแดง จิตกร เริ่มดีขึ้น ส่งเงินให้ยายใช้เป็นประจำ ส่วนตัวเขาก็อยู่กับวง "ชุมแพคอมพิวเตอร์" จึงได้เป็นพระเอกหมอลำอย่างเต็มตัว วันหนึ่ง สุทัศน์ เอี่ยมชโลธร จาก บริษัท นิธิทัศน์โปรโมชั่น ต้องการนักร้องเข้าสังกัด และได้มาฟังแดงร้องเพลง จึงเกิดชอบในน้ำเสียงและชักชวนแดงมาทำเทป ซึ่งแดงดีใจมากที่ฝันของตนจะได้เป็นจริง สุทัศน์พาแดงเข้ากรุงเทพฯ และทำเทปชุดแรกให้กับแดงทันทีโดยมี อ๊อด คีรีบูน เป็นโปรดิวเซอร์ ชื่อชุด "ร.ป.ภ.หัวใจ" ซึ่งเป็นแนวลูกทุ่งอีสานที่แดงถนัด แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ"
แดง จิตกร ผิดหวังมากและเริ่มท้อ จึงเลิกร้องเพลงเพราะคิดว่าคงไม่มีโอกาสเป็นนักร้องที่โด่งดังได้ จึงหันไปทำงานก่อสร้างและไปอยู่กับเรือหาปลาถึง 2 ปี ต่อมาแดงได้เจอกับ ป๊อด บัณฑิต เอี่ยมสะอาด ได้นำแดงกลับมาทำเพลงอีกครั้งในสังกัด เคซีเอสกรุ๊ป และทำอัลบั้มชุดที่ 2-3-4 และชุดที่5 ชื่อ "พี่แดงคนเดิม" ถึงแม้อัลบั้มจะไม่โด่งดัง แต่แดงก็ยังรู้สึกที่ได้ทำเพลงที่ตนเองรักซึ่งช่วงนั้น เคซีเอส ทำเพลงและท็อปไลน์ ไดม่อนจัดจำหน่าย ว่ากันมา แดงได้เซ็นสัญญากับท็อปไลน์ ในช่วงนั้นไว้ แต่ยังไม่มีการทำเพลงเพราะยังไม่ได้จังหวะ และแดง จิตกร ก็ไม่ใช่นักร้องดังมาก่อน
หลังจากนั้น ป๊อด บัณฑิต ได้นำแดงมามอบให้ เสี่ยแบงค์ แห่งบริษัท ลาวัลย์การ์เมนท์ สกลนคร ซึ่ง ปัญญา คุณวุฒิ ได้เล่าให้ฟังว่า เสี่ยแบงค์ เจ้าของค่ายลาวัลย์เอนเตอร์เทนเมนท์ มีเพลงชุด "ลืมใจไว้อีสาน" ซึ่ง ครูสลา คุณวุฒิ กับ ปัญญา คุญวุฒิ ได้เตรียมไว้ให้ เอกชัย ศรีวิชัย เพื่อนของเสี่ยแบงค์ ขับร้อง ซึ่งในชุดนี้มีเพลงชื่อ "น้ำตาผ่าเหล้าด้วย" แต่จังหวะตอนนั้น เอกชัย กลับมาโด่งดังจาก "หมากัด" พอดี จึงไม่มีเวลาไปอัดเสียงชุดนี้
แดง ซึ่งว่างงานและโต๋เต๋อยู่แถวโรงงานการ์เมนท์ ได้อัดเพลง "น้ำตาผ่าเหล้า" ที่ ชุมแพ ขอนแก่น ห้องอัด อาจารย์หนุ่ม ภูไท จนเพลงนี้เพลงโด่งดังเปรี้ยงปร้าง แต่เพลงชุดนี้ มีปัญหาในการจัดจำหน่ายเพราะ เสี่ยแบงค์ นำไปให้ ซีเอ็นซีจัดหน่าย แต่ยอดขายช้า ทั้งๆ ที่เพลงดังมาก จึงพยายามนำมาให้อาร์เอสโปรโมชั่น โดยมนต์ เมืองเหนือ จัดจำหน่าย แต่เมื่อได้ตรวจสอบสัญญาแล้ว พบว่า ป๊อด ได้เซ็นสัญญาแดง จิตกร กับ ท็อปไลน์ ไว้ก่อน ในช่วงที่ เคซีเอส ผลิต ท็อปไลน์ขาย อาร์เอสจึงส่งกลับมาให้ท็อปไลน์ ซึ่งในเวลานั้น เสี่ยแบงค์ ค่ายลาวัลย์ จึงปั้น เขียว ดวงสดใส ขึ้นมา ต่อเนื่องกับแดง จิตกร ซึ่งเพลง "น้ำตาผ่าเหล้า" จึงเป็นเพลงที่มีปัญหาซับซ้อนเรื่องลิขสิทธิ์
เส้นทางนักร้องเริ่มต้นขึ้น เมื่อเขาได้มีโอกาสทำเพลง และให้บริษัทท็อปไลน์ฯ เป็นผู้จัดจำหน่าย ผลงานที่ที่สร้างชื่อให้เขาก็คือ เพลง "น้ำตาผ่าเหล้า" และล่าสุด ก็คือ เพลง "หัวใจคิดฮอด" เป็นผลงานการแต่งของ "สลา คุณวุฒิ"
หัวใจคึดฮอด - แดง จิตรกร
จากนั้น แดง จึงได้มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของสลา คุณวุฒิ ครูสลาจึงแต่งเพลง "ผ่าเหล้าผ่ารัก" "หัวใจคิดฮอด" "มนต์รัก ตจว." ให้แดงจนโด่งดังและตามมาอีกหลายๆ บทเพลงกับบริษัทท็อปไลน์ และเพลงดังล่าสุด ก่อนเสียชีวิต คือ เพลง "สักวาหน้าหนาว"
ส่วนเพลง "มนต์รัก ตจว." ที่กำลังโด่งดังอยู่ตอนนี้ เป็นผลงานการแต่งของ "พิณ พานทอง" นักแต่งเพลงชื่อดังอีกคนของวงการเพลงลูกทุ่ง (อีกนามแฝงของครูสลา คุณวุฒิ ที่ใช้แต่งเพลงเพื่อเพื่อนพ้องและศิษย์ต่างค่าย) โดยมีแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงนี้จากเพลง "มนต์รักลูกทุ่ง" ที่โด่งดังในอดีต เพียงแต่เปลี่ยนเนื้อหาให้เหมาะกับยุคสมัย อีกทั้งยังใช้ภาษาอีสานเพื่อสื่อความหมายโดยตรงกับคนอีกสาน และก็ไม่คิดว่าเพลงนี้จะฮิตมากขนาดนี้ และถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงเพลงหนึ่งของทั้งผู้แต่ง และนักร้องอย่าง "แดง จิตกร"
ปัจจุบันอยู่ที่ บ้านทุ่งสว่าง ต.ตูมใหญ่ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ แดง จิตกร มีทายาทกับภรรยา ชื่อ อุไรวรรณ 3 คน คือ น้องเอม เกตุกนก เกตุภูเขียว เอิร์น ฐิติมา เกตุภูเขียว และ เอิร์ธ ศุภกฤต เกตุภูเขียว บุตรชายคนโตต้องหยุดเรียนระดับวิทยาลัย เพราะพ่อป่วย ไม่มีเงินส่งเรียนต่อ

“หลังจากล้มป่วย ก็ต้องใช้เงินเก็บที่ได้จากการร้องเพลงแสดงคอนเสิร์ต เป็นค่ารักษาตัว และค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปทำคีโมหรือฉายแสงที่กรุงเทพมหานครจนหมดแล้ว จึงตัดสินใจหยุดไปรักษาเป็นเวลานานกว่า 3 เดือนแล้ว เพราะสงสารภรรยา ที่ต้องมาแบกรับภาระทั้งกู้ยืมเงิน หยิบยืมญาติและเพื่อนบ้าน ปัจจุบันกินเพียงยาสมุนไพรเท่านั้น แต่หากเป็นอะไรไปก็เป็นห่วงแต่ภรรยาและลูกอีก 3 คน จึงอยากวิงวอนให้ต้นสังกัดหรือผู้ที่มีจิตศรัทธาช่วยเหลือ” แดง จิตกร กล่าว

(30 เม.ย. 2559) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักร้องลูกทุ่ง "แดง จิตกร" เสียชีวิตลงอย่างสงบแล้ว เมื่อเวลา 21.00 น. ในวัย 46 ปี หลังจากที่ทางญาติตัดสินพาออกจากห้องไอซียู เพื่อกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้าน เมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ข่าวดังกล่าวสร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่คนสนิทและแฟนเพลง โดยร่างของ แดง จิตกร บำเพ็ญกุศลที่วัดทุ่งสว่างธรรมวารี ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ พิธีสวดพระอภิธรรมศพ จะมีตั้งแต่วันที่ 1-6 พฤษภาคม 2559 และมีพิธีฌาปนกิจ ณ เมรุ วัดสว่างธรรมวารี วันที่ 7 พฤษภาคม เวลา 16.00 น.
เว็บไซต์ประตูสู่อีสาน IsanGate.com ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของนักร้องลูกทุ่งแดง จิตรกร ด้วยครับ
มนต์รัก ตจว. - แดง จิตรกร
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักม่วน
- Category: Artist
- Hits: 27340

เอกพล มนต์ตระการ
เอกพล มนต์ตระการ เจ้าของผลงานอัลบั้ม "หยาดเหงื่อเพื่อแม่" นักร้องชายคนล่าสุด ในสังกัดแกรมมี่โกล์ด โดยการสนับสนุนของครูสลา คุณวุฒิ
เอกพล มนต์ตระการ หรือ นายหนูกร ทีรวม เป็นคนตำบลบ้านแดง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ครอบครัวมีอาชีพทำนา และต้องการช่วยเหลือครอบครัวจึงไป สมัครเป็นนักร้องอยู่ที่ หมอลำคณะเงาฟ้าอัศวิน จนได้มาเจอกับครูสลา จากนั้นครูสลาพาไปฝากกับ คณะพิณแคนแดนอีสาน ของ ศิริพร อำไพพงษ์ และมีงานเพลงชุดแรกคือ "อวยพรน้องเพ็ญ" เป็นอัลบั้มแรก
ครูสลา คุณวุฒิ กล่าวถึงลูกศิษย์คนนี้ว่า "นักร้องรุ่นใหม่ส่วนมากจะมีนํ้าเสียงเหมือนกันหมด ไม่มีใครที่โดดเด่นออกมาเลยเท่าที่ดู ซึ่งเราจะหานักร้องที่มีนํ้าเสียงนุ่มเหมือนกับนักร้องเมื่อสมัยก่อนนั้นยากมาก ผมว่าเอกพลเขาเป็นนักร้องที่มีนํ้าเสียงนุ่มซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเด่น ของเขาอย่างชัดเจนเลย และเขายังมีความเป็นลูกทุ่งจริงๆ อยู่ในตัวเองซึ่งตรงนี้คิดว่า น่าจะเป็นตัวแทน ของคนระดับรากหญ้าที่มีความรักในเสียงเพลง "
"เห็นว่าเขามีคุณสมบัติที่พร้อมแต่ขาดโอกาส และโดยปกติผมจะไม่ค่อยออกมาสนับสนุนใคร เพราะว่าสังคมรู้จักผมในฐานะคนเขียนเพลง ไม่อยากที่จะให้คนมองภาพอื่น"
นายร้อยหน้าลิฟท์ อัลบั๊มชุดที่ 3 ของ เอกพล มนต์ตระการ
"เอกพล มนต์ตระการ" นักร้องหนุ่มสู้ชีวิต จาก ตำบลบ้านแดง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ทำให้แฟนเพลงทุกสถานที่ บ่นคิดฮอด และ ถามถึงผลงานชุดใหม่ของเขาอย่างต่อเนื่อง ครูสลา คุณวุฒิ และ ทีมงานแกรมมี่โกลด์ ใช้เวลาฟูมฟักร่วม 2 ปี เอกพล มนต์ตระการ จึงได้ออก อัลบั้มชุดที่ 3 "นายร้อยหน้าลิฟต์" มาให้แฟนเพลงได้สัมผัส เนื้อหายังคงยืนหยัด บอกเล่าเรื่องราว สู้ เศร้า เหงา รัก ของคนรากหญ้า หนุ่มบ้านนาผู้ไฝ่ฝันอยากมีเครื่องแบบสวมใส่ สอบ "รตอ." ไม่ได้จนสุดท้ายได้ "รปภ." นอกจากนี้ยังมีบทเพลงเพราะ อื่นๆ อาทิ จม.ขอลา, อกหักแม่นบ่, อยู่หม่องใด๋ก็คึดฮอด, ขอแรงมาช่วยลืม ฯลฯ

เอกพล มนต์ตระการ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินออกจากค่ายแกรมมี่โกลด์อย่างเป็นทางการ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา (พฤษภาคม 2553) ว่า
"ทางพี่ตี่ กริช ทอมมัส คืนสัญญาให้ผมมาแล้ว คุยกันเมื่อช่วงวันที่ 4-5 พฤษภาคม ที่ผ่านมานี่แหละครับ พี่เขาก็ตามใจผมจะอยู่ต่อก็ได้ไปก็ได้ ผมเลือกไปสาเหตุเพราะการออกเทปมันห่างหลายปี ชุดสุดท้าย ”นายร้อยหน้าลิฟท์” ปี 2549 ทำออกมาแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จ อาจสู้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ ก็โทษตัวเราอย่างเดียวก็ไม่ได้ ผมว่ามีหลายๆ อย่าง”

ผู้สื่อข่าวถามว่า มาจากความแก่และแนวเพลงในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ลูกทุ่งอีสานเหมือนเดิมหรือเปล่า นักร้องชายยอดเยี่ยมรางวัลคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 2 กล่าวตอบว่า "สภาวะหลายๆ เรื่อง คงไม่ใช่เรื่องแก่หรือแนวเพลง พี่นาง ศิริพร พี่ไมค์ทุกคนก็อายุเพิ่มขึ้น แต่เขาก็มีงานเพลงออกมาตลอด เปลี่ยนแนวไปบ้าง อย่างผมก็ยินดีเปลี่ยน สำคัญว่าเขาจะเปลี่ยนให้ไหมเท่านั้น ถ้าทำก็อยู่ได้ กลุ่มแฟนเพลงของผมก็มี ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย อันนั้นน่ากลัว ผมเจอครูสลาปรึกษาท่านตลอดก่อนที่จะไปยกเลิกสัญญา ท่านให้เราคิดดูดีๆ พอเราตัดสินใจออกครูก็บอกว่าจะไม่ทิ้ง“
นายร้อยหน้าลิฟท์ - เอกพล มนต์ตระการ
จากประสบการณ์อยู่แกรมมี่โกลด์มาหลายปีได้อะไรบ้าง และทิศทางของตัวเองจากนี้จะเป็นอย่างไร เอกพล ตอบด้วยเสียงเนิบๆ ว่า "ผมมาอยู่ที่แกรมมี่เพราะครูสลา ชุดแรกปี 2545 “หยาดเหงื่อเพื่อแม่” ถ้าถามว่าได้อะไรจากตรงนั้นบ้าง อันแรกเลยได้รู้วิธีการทำงาน ผมว่าได้ทุกอย่างเลยไม่เฉพาะการร้อง การใช้ชีวิตอยู่อย่างไรให้ถูกต้อง อยู่กับแกรมมี่ดีมากๆ ครับ"
แล้วทำไมเลือกมาอยู่ที่ค่ายท็อปไลน์ เอกพลบอกแบบซื่อๆ ว่า
“ส่วนตัวแล้วชอบตลาดเพลงแนวท็อปไลน์ น่าจะใช่ตัวผมลูกทุ่งอีสานคนรากหญ้า น่าจะเป็นตัวเรามากที่สุด ผมไม่ได้คุยกับค่ายไหน ไม่ค่อยยุ่งกับใคร พอมาคุยกับคุณทวีชัย จริยะเอี่ยมอุดม (ผู้บริหารค่ายท็อปไลน์) ท่านก็บอกว่ายินดีต้อนรับ แต่ว่าเป็นการคุยเบื้องต้นยังไม่เป็นทางการแค่รับรู้ข้อมูล”
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ที่ว่าแนวเพลงท็อปไลน์น่าจะเข้ากับสไตล์ของตัวเองนั้น คิดว่าจะเป็นแนวเพลงแบบเดิมที่เคยทำกับแกรมมี่ใช่ไหม เอกพลอธิบายว่า

“ตอนอยู่ที่แกรมมี่โกลด์เพลงช้าหวานๆ จะมาก ถ้ามาอยู่อีกค่ายก็ควรเพิ่มสีสันจังหวะเร็วๆ ที่ฟังง่าย แต่หวานซึ้งก็ยังมีอยู่ ต้องทำออกมาให้ดีที่สุด เปลี่ยนหลายๆ อย่างคือต้องมีสิ่งที่แตกต่างจากเดิม แต่คงต้องดูอีกทีว่าจะไปทางไหนให้มันเข้ายุคสมัย ไม่ทิ้งแฟนเพลงกลุ่มเดิมและเพิ่มแฟนเพลงกลุ่มใหม่ มีเตรียมไว้หลายเพลงแล้วครับ“ นักร้องหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย
"เอกพล มนต์ตระการ" หลังจากทำงานเพลงมาแล้ว ในชุด "ฝันว่าได้เมื่อบ้าน" ในสังกัด "นายพลเอนเตอร์เท็นเม้นท์" หลังจากออกอัลบั้มใหม่ กับค่ายนายพลเอ็นเตอร์เทนเม้น ก็ถือว่า ผลการตอบรับจากแฟนเพลง เป็นที่น่าพอใจ เอกพล กล่าวว่า "จากชุดแรก ที่ทำกับค่ายนายพลฯ ก็ถือว่าน่าพอใจมากครับ แฟนเพลงรู้จัก และชื่นชอบกันมาก เหมือนเราได้กลับมาทำในสิ่งที่เรารักอีกครั้ง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เงียบหายไป เพราะไปโชว์ตัวต่างประเทศครับ ตอนนี้ทางบริษัทก็เรียกตัวด่วน ให้ทำซิงเกิ้ลสำหรับอัลบั้มชุดใหม่แล้วครับที่เสร็จไปแล้ว พร้อมจะปล่อยออกมาให้ฟัง ก็มีเพลง 1. คนหลายใจห้ามฟัง 2. ฝากดาวข่าวใจ ส่วนอัลบั้มเต็ม อดใจรออีกนิด ได้ฟังกันครบแน่นอนครับ ก็ต้องขอบคุณแฟนเพลง และพี่ๆ สื่อทั้งหลาย และดีเจคลื่นวิทยุ ที่ยังไม่ลืม เอกพล มนต์ตระการ คงได้พบกันเร็วๆ นี้ ที่สถานีนะครับ เพราะทางทีมงาน กำลังวางโปรแกรมในการไปสัมภาษณ์ให้อยู่แล้วพบกันครับ" เอกพล กล่าวปิดท้าย
อ้ายฮักเจ้าที่สุดในโลก - เอกพล มนต์ตระการ
เอกพล กล่าวว่า "งานตอนนี้ลดลงไปจากเดิมประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากระยะการออกผลงานมันทิ้งช่วงห่างกันมาก มีการโปรโมตผลงานผ่านสื่อน้อย ทำให้ชื่อค่อยๆ หายไป แต่ที่ยังมีงานอยู่ยอมรับเลยว่า กินบุญเก่าสมัยเป็นนักร้องแกรมมี่ โกลด์ ก่อนออกมาผมขออนุญาตพี่ตี่ (กริช ทอมัส) ขอใช้เพลง หยาดเหงื่อเพื่อแม่ สัญญาปลาข่อน นั่งเฝ้าเขาจีบ และนายร้อยหน้าลิฟต์ ร้องทำมาหากิน พี่ตี่ก็อนุญาตโดยไม่เก็บลิขสิทธิ์ ต้องขอบคุณพี่ตี่และแกรมมี่ให้สัญญาคำไหนคำนั้น พี่ตี่เป็นคนน่ารักมีสัจจะ ถ้าไม่มีเพลงเหล่านี้ผมอยู่ไม่ได้แน่นอน"
ปัจจุบัน ผันตัวเองทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมอาชีพเสริมผลิตสินค้าเพื่อการเกษตรในนาม “สารมาเต็ม” แม้จะยังไม่มีผลงานเพลงใหม่ๆ ออกมา แต่เอกพลยังมีงานเดินสายร้องเพลงทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แฟนเพลงยังให้การยอมรับในความสามารถอยู่เหมือนเดิม
ส่วนช่วงที่ว่างเว้นจากงานเพลง เอกพลจะทำการเกษตรปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ของพ่อหลวง ซึ่งเมื่อลงมือทำ พิสูจน์แล้วด้วยตนเองแล้ว ยืนยันได้ว่า “ศาสตร์พระราชา” คือของจริง

“ผมเป็นเด็กบ้านนอก พ่อแม่ทำนา ตอนเด็กๆ ก็ช่วยพ่อแม่ทำนามาตลอด แต่มาว่างเว้นเมื่อมาเป็นนักร้อง เพราะต้องเดินสายบ่อย แต่ช่วงนี้พอจะมีเวลา จึงลงมือทำการเกษตรอย่างจริงจัง โดยนำ “ศาสตร์พระราชา” มาใช้ในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน และสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับชีวิต ตามที่พ่อหลวงทรงชี้นำไว้ รวมถึงการถ่ายทอดแนวทางพอเพียงควบคู่เกษตรทฤษฎีใหม่ไปสู่พี่น้องเกษตรกรในชุมชนที่ผมอยู่ ผมว่าในโลกนี้ไม่มีพระราชาพระองค์ไหนเหมือนท่านอีกแล้ว ผมโชคดีมากที่เกิดเป็นข้ารองพระบาทพระองค์ท่าน โดยในเร็วๆ นี้ ผมวางแผนจะใช้สวนของตัวเองเปิดศูนย์เรียนรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาศึกษาเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำไร่ทำนา ที่สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณผลผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยขณะนี้ได้ทำแปลงนาสาธิตไว้แล้ว นอกจากนี้ ผู้ที่เข้ามาที่ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ ยังสามารถมาเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ ประมง ฯลฯ ได้ด้วย เพราะผมได้รับความอนุเคราะห์จากหลายหน่วยงาน ที่ให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้และปัจจัยที่จำเป็นต่างๆ”
อย่างไรก็ตาม เอกพล ยืนยันว่า อนาคตไม่ว่าจะประสบความสำเร็จกับการทำธุรกิจมากเพียงใด ก็จะไม่ทิ้งการร้องเพลง จะร้องเพลงไปจนกว่าหมดลมหายใจ "ผมออกมาเป็นศิลปินอิสระครับ ปล่อยซิงเกิ้ลตัวเองเรื่อยๆ ล่าสุดก็มีฮักอิหลีหรือฮักเล่น อ้ายสิเชื่อเป็นเทื่อสุดท้าย ทางช่อง เอกพล มนต์ตระการ ที่มีความสุขสุดๆ คือไปอยู่บ้านเกิด อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ทำเกษตรพอเพียง ปลูกผักออกาไนซ์ ปลอดสาร คะน้า สลัด หอม พริก ข่า ตะไคร้ใบมะกรูด ทำมาหลายปีแล้ว ทำกินเอง เหลือก็แจกชาวบ้าน ซึ่งผมเปิดร้านอาหารอีสานชื่อ ร้านเฮือนครัวมหาลาภ ที่ตระการพืชผลด้วยครับ อย่างผักที่ปลูกปลอดสารพิษ พวกหอมใส่ลาบ แตง ถั่ว ผักต่างๆ ก็นำมาใช้ที่ร้านตัวเอง ปลูกไม่ใช้สารเคมี ผมทำนา ทำเกษตรกับญาติพี่น้อง ครอบครัว เลี้ยงเป็ด ไก่ วัว พื้นที่ก็ราวๆ 40 ถึ ง50 ไร่ครับ
มนต์ฮักทางหินแห่ - เอกพล มนต์ตระการ
เมื่อถามว่า "เสียดายไหมเคยอยู่ค่ายใหญ่ 10 ปี วันนี้ออกมาทำไร่ ทำนา" เอกพลตอบว่า "ไม่ครับ คือด้วยกาลเวลาเดินไปข้างหน้า วันหนึ่งก็ต้องปรับเปลี่ยน เราวางแผนไว้ก่อน ดีกว่าให้เวลาลงโทษเรา อีกอย่างงานเพลงก็ไม่ได้ห่างหาย ร้องเพลงเหมือนเดิม รับคอนเสิร์ตแฟนๆ ยังแน่นหนานะ เพลงเขียนเองบ้าง ทำกับทีมซำบายใจ ของ ครูสลา คุณวุฒิ บันทึกเสียงที่ ซำบายใจสตูดิโอ เหมือนเดิม
ผมรักการเป็นนักร้อง จะเป็นไปจนวันตายโน่นครับ ไม่ทิ้งอาชีพนี้แน่นอน ส่วนธุรกิจเสื้อผ้าเป็นอาชีพเสริม ซึ่งผมไม่ได้มีความถนัด แต่มองว่ามันเป็นช่องทางหารายได้เพิ่ม ช่วยต่อลมหายใจให้เรา ในช่วงที่งานลดน้อยลง" เอกพลกล่าว
เมื่อถามว่า "ชีวิตตอนนี้มีความสุขมากๆ ใช่ไหม" เอกพลตอบว่า "ใช่ครับ พอเรามาทำเกษตรสวนผสม คิดว่าวันหนึ่งก็ต้องกลับมาตรงนี้ ทำไร่ทำสวนก็มาก่อนซะเลย มีความสุขได้อยู่บ้านเกิดตัวเอง วันว่างคอนเสิร์ต ก็เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงวัว เลี้ยงปลา กลางคืนก็ออกหากินประสาลูกทุ่ง มีความสุขมากๆ ครับ"
หอบใจไปเจ็บ - เอกพล มนต์ตระการ
และขอฝากผลงานเพลงซิงเกิ้ลใหม่ๆ ที่ได้ลงทุนทำเองกับแฟนๆ ด้วยครับ
ว่าที่แฟนเก่า - เอกพล มนต์ตระการ
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักม่วน
- Category: Artist
- Hits: 25006

เฉลิมพล มาลาคำ
ศิลปินนักร้องลูกทุ่ง หมอลำ นักแต่งเพลง
นักร้อง/นักแต่งเพลงลูกทุ่งและหมอลำ ที่มีผลงานเป็นที่น่าประทับใจอีกคนหนึ่ง ทั้งกลอนลำสำเนียงอีสาน และการประสานด้วยภาษาถิ่นสำเนียงเขมร ทำให้เพลงของเขามีลีลาที่น่าฟังประทับใจไปอีกแบบ
เฉลิมพล มาลาคำ เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2505 ที่บ้านหนองบัว ตำบลหนองบัว อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ บิดาชื่อ นายภู มาลาคำ มารดา นางหน่อย มาลาคำ จบการศึกษาขั้นต้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนอัมปึล ช่วยครอบครัวทำนาในวัยเด็ก แต่มีความสนใจในการเป็นนักร้อง/หมอลำ เข้าร่วมการประกวดแข่งขันในเวทีต่างๆ มากมาย ประสบผลสำเร็จจากการประกวดร้องเพลงที่ สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย จังหวัดสุรินทร์ ต่อมาย้ายมาอยู่ที่บ้านโคกสูง ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก (เดิมขึ้นกับอำเภอกาบเชิง) จังหวัดสุรินทร์
เฉลิมพล มาลาคำ เริ่มเข้าสู่วงการจากการประกวดร้องเพลงของ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดสุรินทร์ เริ่มบันทึกเสียงเพลงแรก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 จากเพลง "สะอื้นอวยพร" เพลงที่สร้างชื่อเสียงให้มากที่สุดคือเพลง "ตามใจแม่เถิดน้อง" ซึ่งทำให้ดนตรีแนวลูกทุ่งหมอลำได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ต่อมาได้ย้ายครอบครัวไปลงหลักปักฐานใหม่ที่ หมู่บ้านท่าเจริญ หมู่ที่ 11 ตำบลท่าลาด อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
เพลงสร้างชื่อ ตามใจแม่เถิดน้อง ของ เฉลิมพล มาลาคำ
และมีเพลงที่เอาเรื่องจริงมาล้อเล่น (ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาอีสาน ถูกถ่ายทอดในอีกแง่มุมหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ลองฟังกันดู) ไผหม่าข้าวเปลือก หรือเพลงน่าฟังอย่าง อดีตรักวันเข้าพรรษา หรือ ตามใจแม่ ก็น่าฟัง
เฉลิมพล มาลาคำ หรือ ที่ผู้คนในวงการ ชาวบ้าน เรียกกันว่า บักหำ, อ้ายหำ, พ่อใหญ่บ้านหำ ("หำ" คำนี้ในภาษาอีสานหมายถึงน้องชาย พี่ชาย ไม่ได้มีความหมายในทางลบแต่อย่างใด อย่างผู้ใหญ่เรียกเด็กน้อยน่ารักว่า "บักหำน้อย" อ่านเพิ่มเติมที่นี่) สร้างชื่อจากเพลง "ตามใจแม่" กลอนลำที่ชาวอีสานคุ้นหูเป็นอย่างดี ด้วยเนื้อร้อง "ตามใจแม่ เจ้าเถิดหล้า ผู้ที่สร้างเฮามา ผู้ที่พาน้องใหญ่...." ส่งผลให้ เฉลิมพล มาลาคำ พุ่งขึ้นมาเป็นหมอลำแถวหน้าของเมืองไทย และคร่ำหวอดในวงการ ในฐานะคนเบื้องหน้า และในฐานะหัวหน้าวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำ
และตอนนี้เขาได้ผันตัวเองมาอยู่เบื้องหลัง กลายเป็น นักแต่งกลอนลำ ที่นักร้องหมอลำทุกคนต่างต้องการงานเพลงของเขามาใส่ในอัลบั้ม ประกอบกับยุคนี้ คนฟังเพลงเริ่มนิยมเพลงลูกทุ่งอีสานมากขึ้น ยิ่งทำให้นักแต่งเพลงภาคกลางบางคนก็หันมาแต่งเพลงอีสานมากขึ้น แต่ถ้าเป็นเนื้อร้องแนวกลอนลำ ต้องมีชื่อ อาจารย์เฉลิมพล มาลาคำ อยู่ในลิสต์อย่างแน่นอน
ทำให้เขาต้องดีไซน์ความคิดมากกว่าเดิม กว่าจะเขียนคำแต่ละคำต้องให้โดน ถ้าเขียนเรียบๆ จะไม่มีจุดขาย ต้องขายความแปลก แต่ท่ามกลางความนิยมลูกทุ่งอีสาน กลับพบว่า คำอีสานบางคำ เมื่อนำมาเขียนเป็นเพลง กลับโดนแบนไม่ได้ออกอากาศ อย่างเช่นคำว่า " อ้ายหำ" ซึ่งแปลว่า พี่ชาย ทำให้ครูเพลงอย่างเฉลิมพล งุนงงไปไม่น้อย

ล่าสุด เฉลิมพล มีผลงานการแต่ง เพลง "กะเทยประท้วง" และมอบให้ ปอยฝ้าย มาลัยพร ขับร้อง "มันเป็นโลกหนึ่งของสาวประเภทสอง บางคนรังเกียจเขา แท้ที่จริงพวกนี้ไม่มีอะไร เขาเป็นคนสร้างสีสันให้กับทุกที่ ถ้าไม่มีพวกเขาก็ไม่มีสีสัน ก็นำเอาพล็อตนี้มาเขียน และเห็นว่าบุคลิกของปอยฝ้ายเขาได้ อ้อนแอ้นๆ น่าจะร้องได้ ดูเขาแล้ว ก็เขียนเลย ใช้เวลาวันกว่าๆ เท่านั้น" นอกจากนั้นยังมีเพลง "เกาะน้องแน่นๆ" ที่ร้องโดย สายใย อุดมพร หนึ่งในกลุ่มรวมดาวสาวอีสาน ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในภาคอีสาน เพลง "กะเทยหัวโปก" ลูกแพร อุไรพร และเขียนให้กับ อ้อยใจ แดนอีสาน ในชุด "ผัวพี่นะน้อง" นอกจากนั้นก็ยังมีหนังวีซีดีเรื่อง "เพลงรักบุญบั้งไฟ"
ส่วนผลงานของตัวเอง มีงานชุด "มุ่นอุ้ยปุ้ย" ที่เป็นเพลงแนวลูกทุ่งอีสาน เกี่ยวกับการแต่งงานที่หมายถึงคืนนี้คงไม่เหลืออะไรอีก เพราะสาวคนรักแต่งงานไปแล้ว คงโดนเจ้าบ่าวปู้ยี่ปู้ยำไม่เหลือให้ชื่นชม (หลับตามองเห็นภาพความเจ็บช้ำในครั้งนี้จนน้ำตาไหลริน) ทุกวันนี้ เฉลิมพล มาลาคำ ยังคงพาวงดนตรีเดินสาย และยังคงปรับปรุงให้เป็นวงดนตรีหมอลำคุณภาพที่มีงานแน่นทั้งปี
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2554 เฉลิมพล มาลคำ ได้สมัครเป็น สมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อเตรียมสมัคร ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานี แต่ต่อมาได้ขอถอนตัวเนื่องจากเหตุผลทางครอบครัว (ศรีภรรยาห้ามไว้เสียก่อน)
ล่าสุด เฉลิมพล มาลาคำ ได้ยุบวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำไปแล้ว ด้วยเหตุผลถึงจุดอิ่มตัวในการทำวงดนตรีมานานหลายสิบปี และผันตัวเองมารับบทบาทล่าสุด การทำหน้าที่เป็น "ผู้ใหญ่บ้านนักพัฒนา" ที่ บ้านท่าเจริญ ตำบลท่าลาด อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557
"เฉลิมพล มาลาคำ" คลายปมชีวิตถึงจุดตกต่ำ!? รายการ ยิ่งศักดิ์ยิ่งแซ่บ
และดำรงตำแหน่งดังกล่าวเรื่อยมา จนกระทั่งพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากครบวาระ 6 ปี เมื่อเดือน เมษายน พ.ศ. 2563 คุณงามความดีที่ทำจนได้รับรางัล "ผู้ใหญ่บ้านดีเด่น แหนบทอง" เมื่อปี 2562 ติดตามรายละเอียดได้จากสารคดีด้านล่างนี้
รายการชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ทางช่อง ThaiPBS
หลังได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน "ผู้ใหญ่หำ" ก็ทุ่มเทให้กับการพัฒนาหมู่บ้าน สมกับการได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้าน สร้างผลงานเข้าตากรรมการหลายอย่างจนได้รับยกย่องให้เป็น "ผู้ใหญ่บ้านดีเด่น" นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งจนถึงวันครบวาระ "หมอลำผู้ใหญ่บ้าน" ยังไม่เคยใช้เงินเดือนสักแดงเดียว โดยยกเงินเดือนให้เป็นกองทุนมอบให้กับผู้สูงอายุทุกบาททุกสตางค์
"เสียงจากผู้ใหญ่บ้าน" เพลงสะท้อนชีวิตจริงของ เฉลิมพล มาลาคำ
"เงินเดือนผู้ใหญ่บ้านก็รับนะ (หัวเราะ) แต่ว่าไม่ได้เอามาเข้ากระเป๋าตัวเอง เอามาทำเป็นกองทุนมอบให้กับผู้สูงอายุในหมู่บ้าน จริงๆ ตั้งแต่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่บ้านก็มอบให้อยู่แล้ว ทำแบบนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว ให้ผู้เฒ่าผู้แก่คนละ 200 บาท เพราะพวกท่านไม่มีโอกาสหาเงินหาทอง หรือมีคนตายในหมู่บ้านจะเป็นใครก็ตาม ขอให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านมารับเงินช่วยเหลือที่ผมเลย 2,000 บาท พอได้เป็นผู้ใหญ่บ้านก็มีความคิดว่า เราเอาเงินเดือนที่ได้รับไปเพิ่มให้พวกท่านกับเบี้ยยังชีพ ตอนแรกๆ เงินเดือนผู้ใหญ่บ้านให้ได้อยู่นะ คนละ 200 บาท แต่ละเดือนเงินยังไม่หมดด้วยนะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่เหลือแล้วเพราะผู้สูงอายุมีเพิ่มมากขึ้น และต่อไปก็ต้องเพิ่มขึ้นอีก ก็เลยคิดว่าเงินเดือน 8,000 บาท เอามาตั้งเป็นกองทุนสะสมไว้เลยดีกว่า แล้วก็ไปบริหารกันเลย" อดีตผู้ใหญ่บ้านหำกล่าวอย่างอารมณ์ดี

เงินจากพวงมาลัยแฟนเพลงมอบให้ทั้งปี กว่า 2.4 แสนบาท นำไปทอดผ้าป่า สร้างหอระฆัง ที่วัดบ้านท่าเจริญ
ทุ่มเททำงานรับใช้ลูกบ้านจนครบวาระ 6 ปี ผู้ใหญ่หำ-เฉลิมพล มาลาคำ นักร้องลูกทุ่งหมอลำ เจ้าของฉายา 'หมอลำอัจฉริยะ' กลายเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านท่าเจริญ หมู่ 11 ต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี หลังส่งมอบงานให้กับ โอ้-ภูมินทร์ มาลาคำ ลูกชายวัย 29 ปี ที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่สืบสานงานต่อ
ทั้งนี้ในการรับสมัครเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านที่ผ่านมา มีทายาทของผู้ใหญ่หำลงสมัครรับเลือกตั้งเพียงคนเดียว จึงได้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านตามรอยผู้เป็นพ่อโดยอัตโนมัติ และมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา
เฉลิมพล มาลาคำ บอกว่า แม้วันนี้ตนจะกลายเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านไปแล้ว แต่ก็ยังทำงานเพื่อช่วยชาวบ้านเหมือนเดิม ด้วยการให้คำปรึกษาลูกชาย ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ตั้งใจทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในหมู่บ้านให้ดีขึ้นมาโดยตลอด พอลูกชายมารับงานต่อก็แนะนำให้เอาชนะใจชาวบ้านด้วยการทำดี พร้อมรับใช้ชาวบ้านด้วยความจริงใจ ทำงานให้สุดความสามารถ ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา อย่าให้โดนบ่นได้ว่าเมื่อไหร่จะออกจากตำแหน่ง
“ผมเป็นผู้ใหญ่บ้านมา 6 ปี บอกลูกให้ทำดีเป็นคนดีเหมือนพ่อ ที่พ่อเป็นมา 6 ปี เพราะทำดีชนะใจชาวบ้าน ทำยังไงให้เขารัก อย่าให้คนบ่นว่าเมื่อไหร่จะออกจากตำแหน่ง แต่ต้องให้คนพูดว่าอย่าเพิ่งออกเลย เขาก็เห็นเราทำงานมาตลอด พอเขาได้เป็นผู้ใหญ่บ้านต่อจากเราก็อยากให้เขาทำดีที่สุด ส่วนผมก็ยังเป็นที่ปรึกษาให้เขา ทำงานเพื่อชาวบ้านร่วมกันอยู่ครับ”
กับบทบาทผู้ใหญ่บ้าน ในรายการ "คนค้นคน" ของ ทีวีบูรพา

ขอแสดงความยินดีกับตำแหน่งใหม่ด้วยความไว้ใจจากชาวบ้าน "นายก อบต.ท่าลาด" เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2564

ขอแสดงความยินดี กับ นายเฉลิมพล มาลาคำ ที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกรับรางวัลอันทรงเกียรติ รางวัลพระราชทาน พระธาตุนาดูนทองคำ ประจำปี 2564 ประเภทบุคคลดีเด่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สาขาทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เนื่องในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ในวันที่ 20-21 เมษายน 2565 ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
รางวัลความภูมิใจล่าสุด
ขอแสดงความยินดียิ่ง เนื่องในโอกาสที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ยกย่องอ้ายหำ เฉลิมพล มาลาคำ ของพวกเฮา เป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ลูกทุ่งหมอลำ) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๙

![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักม่วน
- Category: Artist
- Hits: 27667


สลา คุณวุฒิ
ผู้แต่งเนื้อร้องยอดเยี่ยมมาลัยทอง 2545
สลา คุณวุฒิ ศิลปิน นักร้อง ครูประชาบาล ที่เป็นที่รู้จักกันในนามวง "เทียนก้อม" ในอดีตที่สร้างสรรค์เพลง สะท้อนชีวิตครูและนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร ชนบทภาคอีสาน ปัจจุบันเป็นผู้สร้างสรรค์บทเพลง และกลอนลำที่แสนประทับใจหลายๆ กลอน ให้กับนักร้องลูกทุ่งดังหลายๆ คน เช่น มนต์สิทธิ์ คำสร้อย ศิริพร อำไพพงษ์ ไมค์ ภิรมย์พร และคนอื่นๆ อีกมากมายครับ ก็ขอแสดงความยินดีกับครูสลาในปี 2545 กับการสร้างสรรค์ผลงานได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากเนื้อร้องเพลง ด้วยแรงแห่งรัก
| ชื่อจริง : | สลา คุณวุฒิ | วัน-เดือน-ปีเกิด : | 2 เมษายน 2505 |
| การศึกษา : | ศศ.บ. (บริหารการศึกษา) | ภูมิลำเนา : | บ้านนาหมอม้า จังหวัดอำนาจเจริญ |
| บิดาชื่อ : | นายบุญหลาย คุณวุฒิ | มารดาชื่อ : | นางก้าน คุณวุฒิ |
| ชักนำเข้าสู่วงการ : | พ.ศ. 2525 โดยคุณปัญญา คุณวุฒิ, คุณวิทยา กีฬา และคุณรุ่งเพชร แหลมสิงห์ | ||
| ผลงานที่สร้างชื่อ : | ล้างจานในงานแต่ง ขับร้องโดย ศิริพร อำไพพงษ์ , น้ำตาหล่นบนโต๊ะจีน หัวใจลอยตัว ขับร้องโดย ไมค์ ภิรมย์พร, กระทงหลงทาง ขับร้องโดย ไชยา มิตรชัย จดหมายผิดซอง ขับร้องโดย มนต์สิทธิ์ คำสร้อย และล่าสุดกระหึ่มอยู่ในขณะนี้คือ ปริญญาใจ ขับร้องโดย ศิริพร อำไพพงษ์ | ||
| งานเพลงเกียรติยศ : | ใต้ฟ้าเดียวกัน แต่งให้ ไมค์ ภิรมย์พร ขับร้องหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี | ||
| ปัจจุบัน : | ลาออกจากการเป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านดอนชี อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มาเป็นนักแต่งเพลงอย่างเต็มตัวแล้ว | ||
| ที่อยู่ปัจจุบัน : | 196 ซอยยางกูร 21 ถนนชยางกูร อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000 โทรศัพท์ (045) 312187 , 01-8763523 |
||

สมรสกับคุณลัดดาวัณย์ ก้องทอง มีบุตรสาว 2 คนคือ ขวัญข้าว และแพรวา คุณวุฒิ
ปี พ.ศ. 2545 ได้รับรับ ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาภาษาไทย จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
หลักประจำใจที่ครูสลาใช้เป็นแนวทางในการแต่งเพลงที่ไพเราะกินใจผู้ฟัง มีอยู่ 5 ประการ คือ
- ขึ้นต้นต้องโดนใจ
- เนื้อในต้องคมชัด
- ประหยัดคำไม่วกวน
- ทำให้คนฟังนึกว่าเป็นเพลงของเขา
- จบเรื่องราวประทับใจ
รางวัลและผลงาน
- ปี พ.ศ. 2542 ยอดศิลปินแห่งอีสาน จากสมาคมสื่อมวลชนจังกวัดยโสธร
- ปี พ.ศ. 2543 ศิลปินดีเด่นจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวรรณศิลป์ (การแต่งเพลง) จากสำนักวัฒนธรรม
- ปี พ.ศ. 2544 รางวัลเพชรสยาม สาขาภาษาและวรรณกรรมทางการประพันธ์เพลงไทยลูกทุ่ง จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
- ปี พ.ศ. 2546 รางวัลดีเด่นในการผลิตงานสื่อมวลชนดีเด่นเพื่อเยาวชน จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
- ปี พ.ศ. 2546 ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 3 ด้านศิลปกรรม (การประพันธ์เพลง) จากสำนักเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
- ปี พ.ศ. 2549 รางวัลเพชรในเพลง จากกรมศิลปากร จัดขึ้นเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงที่ให้ความสำคัญและมีผลงานดีเด่นด้านภาษาไทย จากเพลง "หอมกลิ่นข้าวจี่"
- รางวัลพระธาตุนาดูนทองคำ จาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ผลงานเพลงแรกคือ อดีตรักทุ่งนาแล้ง เพลงที่ได้รับการบันทึกแผ่นเสียงเพลงแรกคือ ชาวหอ ขับร้องโดย รุ่งเพชร แหลมสิงห์ มีเพลงที่แต่งออกมามากมายให้กับนักร้องหลายคน หลายค่าย จนมีชื่อเสียงในวงการ พร้อมด้วยการร้องเพลงสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองคือ วอนลมเกี่ยวใจ ผลงานประพันธ์ของ คม ทัพแสง
วอนลมเกี่ยวใจ โดย สลา คุณวุุฒิ
ข่าวร้ายในข่าวดีของ 'ครูบ้านป่า'
สงกรานต์ปีนี้ (2547) มีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย สำหรับนักแต่งเพลงที่ชื่อ 'สลา คุณวุฒิ'
ข่าวดีคือ บริษัท แกรมมี่โกลด์ จัดงานฉลองยอดขาย 1 ล้านม้วนให้กับอัลบั้ม 'ดอกหญ้าในป่าปูน' ของ 'ต่าย อรทัย' ชัยชนะของลูกทุ่งวัยทีนจากนาจะหลวย อุบลราชธานี เป็นกรณีศึกษาที่ทำให้ค่ายเพลงหลายแห่ง ต้องหันมาทบทวนแนวทางการปั้นนักร้องใหม่
ข่าวร้ายก็คือ มีขบวนการปล่อยข่าว 'สลาถูกแกรมมี่ฟ้อง', 'สลาแยกตัวไปตั้งค่ายเพลงใหม่' ฯลฯ ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในวงการเพลงลูกทุ่ง ยิ่งชื่อของ สลา คุณวุฒิ ถูกชื่นชมและถูกยกย่องจากสังคมมากเพียงใด แรงริษยาจากคนบางกลุ่ม ก็มีมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ลึกๆ แล้ว สื่อมวลชนสายบันเทิงบางคน อาจไม่รู้ว่ากว่าจะถึงวันนี้ของครูสลา ต้องใช้ความมานะอดทนแค่ไหน และมันไม่ใช่ช่วงเวลา 2-3 ปีก็มีชื่อเสียงขึ้นมาแน่นอน หากย้อนกลับไปที่เพลง 'สาวชาวหอ' ซึ่งบันทึกเสียงโดย 'รุ่งเพชร แหลมสิงห์' ผ่านมาถึง 'จดหมายผิดซอง' ขับร้องโดย 'รุ่งนคร พรอำนาจ' จนมาถึง 'กระทงหลงทาง' ของ 'ไชยา มิตรชัย' และ 'ยาใจคนจน' ของ 'ไมค์ ภิรมย์พร' มันใช้เวลาเกือบ 20 ปี และยังไม่นับเวลาที่จมหายไปกับค่ายเพลงเล็กๆ อย่าง 'สหกวงเฮง' อีกหลายปี จนไร้วี่แววว่าจะมีอนาคตอันสดใสบนถนนลูกทุ่งสายนี้
ถ้าไม่มีความมุ่งมั่นและมานะบากบั่นกันจริงๆ แล้ว ก็ต้องถอดใจลาไปตั้งแต่ส่งเพลงนับร้อยเพลงมาให้ 'ครูเพลง' คนหนึ่งพิจารณา แต่สอบไม่ผ่านสักเพลงเดียว หลังจากเพลง 'สาวชาวหอ' ได้รับการบันทึกเสียง
ในวันที่สลา ตัดสินใจลาออกจากการเป็นข้าราชการครู เขาเลือกแล้วที่จะทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการแต่งเพลง แต่การขายเพลงอย่างเดียว มิอาจทำให้ชีวิตครอบครัวมั่นคงขึ้นมาได้อย่างแน่นอน เขาจึงต้องรับจ้างเป็น 'โปรดิวเซอร์' ให้ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ เป็นนักจัดรายการวิทยุ และรับจ้างร้องเพลงตามงานคอนเสิร์ตทั่วไป
สลา เคยถูกแกรมมี่โกลด์ทาบทามให้มานั่งเป็น 'ผู้บริหาร' ค่ายเพลงในเครือ แต่เขากลับเลือกที่จะเป็น 'นักแต่งเพลงอิสระ' มากกว่า ถึงกระนั้นในความเป็นมืออาชีพ สลาก็ยังทำงานเป็น 'โปรดิวเซอร์' ให้กับแกรมมี่โกลด์ ดูแลนักร้อง 5 คน คือ ไมค์ ภิรมย์พร, ศิริพร อำไพพงษ์, เอกพล มนต์ตระการ, ต่าย อรทัย และ ศร สินชัย ในอนาคต สลายังมีโครงการปั้น 'ดาวรุ่ง' ดวงใหม่ประดับค่าย เหมือนที่สร้าง 'ต่าย อรทัย' จนประสบความสำเร็จ
ด้วยสัมพันธภาพกับแกรมมี่ทำนองนี้ จึงทำให้ 'คนบางกลุ่ม' พยายามจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างแกรมมี่กับสลา โดยยกกรณีการแต่งเพลง 'ติด ร.วิชาลืม' ให้ 'แอร์ สุชาวดี' นักร้องสังกัดชัวร์ออดิโอ มาเป็นประเด็นข่าวพาดหัวหน้า 1 หนังสือพิมพ์บันเทิงรายสัปดาห์ และขยายผลในวงกว้างว่า สลามีปัญหากับแกรมมี่ ถึงขั้นแตกหักและแยกทางกันเดิน แต่ระเบิดลูกนี้จุดไม่ติด เนื่องจากข่าวไม่มีมูล แถมคนปล่อยข่าวก็จัดอยู่ในกลุ่ม 'เสือ สิงห์ กระทิง แรด' จึงไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่พวกเขานำเสนอ
จะว่าไปแล้วในภาพกว้างชื่อของสลา กับค่ายแกรมมี่นั้น แยกกันไม่ออก แต่ด้านลึกคนที่อยู่ในวงการนี้แบบ 'ตัวจริงเสียงจริง' จะทราบดีว่าครูเพลงบ้านป่าคนนี้อุดมไปด้วย 'เพื่อน' และ 'พวก' ซึ่งในความเป็นนักเพลงที่มีเพื่อนมากนี่เอง จึงทำให้ 'เพลงยอดนิยม' พ.ศ.นี้ กว่าร้อยละ 90 เป็นผลงานของสลา อันกระจายอยู่เต็มแผงเทป และโดยมารยาท เราคงไม่ต้องบอกหรอกว่า มีเพลงดังเพลงไหนบ้างที่ 'สลา คุณวุฒิ' แต่ง..ลองฟังเนื้อหาดูแล้วเดาเล่นๆ ก็เชื่อว่าน่าจะถูกเกินกว่าครึ่ง!
วันนี้กับครูเพลงมือทอง..ที่ส่งนักร้องสู่ล้านตลับ
"สมาคมชมดาว" พุธที่ 10 พฤศจิกายน 2547 เวลา 22.20 น. ช่อง 3 เจาะลึกชีวิต "ครูสลา" เผยที่มาเพลงฮิต "ล้านตลับ" ถูกยกให้เป็นครูเพลงมือหนึ่งในวงการลูกทุ่ง "รายการสมาคมชมดาว" เลยเชิญ ครูสลา คุณวุฒิ พ่วงด้วยลูกศิษย์ที่แจ้งเกิดจากผลงาน อาทิ มนต์สิทธิ์ คำสร้อย, ไมค์ ภิรมย์พร, ศิริพร อำไพพงษ์, ต่าย อรทัย และเอกราช สุวรรณภูมิ มาเปิดใจถึงชีวิตนักแต่งเพลงที่กว่าจะประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ให้ฟังว่า...
"เพราะเห็นพี่ชายนำทำนองเพลงลูกทุ่งมาดัดแปลงเนื้อร้อง แล้วคนชอบก็เลยคิดอยากจะทำบ้าง ได้ซุ่มเขียนเพลงไว้หลายเพลงนำไปเสนอค่ายเพลงต่างๆ แต่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งวันหนึ่งบุกถึงหลังเวทีการแสดงของวงดนตรีรุ่งเพชร แหลมสิงห์ พร้อมทั้งอ้อนวอนให้พิจารณาเพลงที่นำไปให้ หลังจากนั้นอีกประมาณ 6 เดือน เพลง สาวชาวหอ ก็ถูกบันทึกแผ่นเสียงโดย รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ขับร้อง เริ่มได้ใจจึงเริ่มจากการส่งเพลงที่แต่งออกขายตามค่ายเพลง แต่ก็ไม่มีใครตอบรับ ถึงงานจะเงียบหายนาน 11 ปี แต่ผมก็ยังส่งเพลงเสนอให้ค่ายเพลงต่อไป ไม่เคยย่อท้อ เพลงไหนที่เค้าไม่เอาก็นำไปให้เด็กนักเรียนร้องเป็นเพลงเชียร์กีฬา
จนวันนึงได้มีโอกาสได้แต่งกลอนลำให้ ศิริพร อำไพพงษ์ คนในวงการจึงเริ่มสนใจชื่อของ สลา คุณวุฒิ เพราะเพลงของผมจะมีเอกลักษณ์ตรงที่แค่ขึ้นต้นก็โดนคนฟังแล้ว"
พูดอย่างเดียวกลัวคนจะว่าโม้ ครูสลาเลยแต่งเพลง "ชมดาวลูกทุ่ง" ให้ฟัง พร้อมทั้งมอบให้ศิษย์รัก 3 คนในค่าย (ศิริพร, ไมค์ และต่าย) ขับร้องกันสดๆ ซึ่งไพเราะถูกใจ 2 แหม่ม กันยกใหญ่ รวมทั้งผู้ชมในสตูดิโอและทางบ้านอีกด้วย
สุดท้าย ครูสลายังได้เผยที่มาการแต่งเพลงฮิตให้นักร้องแต่ละคนว่ามีแรงบันดาลใจ จากไหนบ้าง เช่น เพลง ยาใจคนจน ได้ความคิดจากการมองเห็นความรักของหนุ่ม-สาวที่มารับแฟนด้วยรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านท่ามกลางสายฝน เลยคิดประโยคสะกิดใจขึ้นว่า "เป็นแฟนคนจนต้องทนหน่อยน้อง" และเพลง เด็ดดอกฟ้า ของ ไมค์ ภิรมย์พร อีกเพลงที่ได้วรรคทองตอนขึ้นลิฟต์ในตึกแกรมมี่พร้อมกันกับ คริสตินา อากิล่าร์ ลำพังเพียงสองคน ก็ได้แต่ก้มหน้ามองพื้นและคิดประโยคทองได้ว่า "มองแค่รองเท้า ก็รู้ว่าเราต่างกัน" แล้วนำมาสานต่อเป็นเพลง




ภาพจากรายการสมาคมชมดาว ของค่ายโพลีพลัส
เหตุการณ์ที่ทำให้ตัดสินใจลาออกจากราชการ ขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นครูใหญ่ ครูสลาเล่าว่า "เป็นทางแยกที่ยากมากในชีวิตเลยครับ เพราะตอนนั้นเราก็เป็นครูใหญ่อยู่ และ ทางบริษัทก็เรียกให้เราเข้าคุยงานหลังจากเพลง "ยาใจคนจน" ดัง บริษัทแกรมมี่ได้รับ ศิริพร อำไพพงษ์ เข้ามาในสังกัด เราก็ได้รับมอบหมายให้ทำอัลบั้มของศิริพร ทางบริษัทก็ให้คุมการอัดเสียงด้วย ทำให้เริ่มลาโรงเรียนบ่อยขึ้น ก็เลยตัดสินใจจะยื่นใบลาออกจากราชการหลายรอบ ทั้งเพื่อนครู ทั้งผู้ใหญ่ก็รั้งไว้ ขนาดนั้นวันที่เราอยู่กรุงเทพ เราคุมร้อง "ปริญญาใจ" ให้ศิริพร แล้วทางโรงเรียนโทรมาบอกว่า ลูกศิษย์ตกต้นไม้แขนหัก เราก็เลยไม่ต้องคิดอะไรมากล่ะ ถ้าอยู่ตรงไหนเป็นงานของบ้านของเมืองเราต้องไม่เอาตัวเองไปเป็นอุปสรรค เราต้องหลีกทางให้คนที่เค้าพร้อมกว่าเรามาทำหน้าที่ของสังคม ก็ยื่นใบลาออกเลยทันทีเมื่อปี พ.ศ. 2543 เลยมาทำหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มตัว และเพื่อไม่ให้บกพร่องในอีกที่หนึ่งด้วย"

บทเพลง ถวายความอาลัย และ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น เพลง ลำภูไทด้วยหัวใจที่ฮักพ่อ
คำร้องและทำนอง : สลา คุณวุฒิ
เล่าสู่หลานฟัง ขับร้อง : สลา คุณวุฒิ คำร้อง/ทำนอง : สลา คุณวุฒิ
ขอแสดงความยินดี ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2564
สลา คุณวุฒิ หรือ พิณ พานทอง ศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2554 นักประพันธ์เพลงแนวลูกทุ่งอีสานและหมอลำ โปรดิวเซอร์เพลง และนักร้องเพลงลูกทุ่งชายไทยจากภาคอีสาน ในสังกัดค่าย แกรมมี่โกลด์ ได้รับการยกย่องเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล - ประพันธ์เพลงไทยลูกทุ่ง) ประจำปีพุทธศักราช 2564

เรื่องของเรื่อง : สลา คุณวุฒิ
![]()


















