- Details
- Written by: ทิดหมู มักม่วน
- Category: Artist
- Hits: 23496

ไมค์ ภิรมย์พร
นักร้องยอดเยี่ยมมาลัยทอง 2543 และ 2545
นักร้องหนุ่มเสียงดีอีกคน ที่ต้องบอกว่า เขาได้เพลงดีๆ จากนักแต่งเพลงหลายๆ ท่านทำให้เราได้มีกำลังใจจากการฟังเพลงของเขา ด้วยคำพูดง่ายๆ แต่ติดหูอย่าง "เหนื่อยไหมคนดี ได้พี่เป็นแฟน" ฟังแล้วประทับใจจริงๆ ครับ หรืออย่างเพลงชุดแรกๆ ของเขา ละครชีวิต ขายแรงแต่งงาน ล้วนแล้วแต่เป็นชีวิตของฅนอีสานแท้ๆ คนสู้ชีวิตจากบ้านนาสู่เมืองหลวง สุดท้ายก็ต้องหวนกลับสู่ไร่นาเช่นเดิม เฮ้อ!
ไมค์ ภิรมย์พร หรือชื่อ-นามสกุลจริงตามบัตรประชาชนคือ พรภิรมย์ พินทะปะกัง เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2509 ที่ บ้านท่าม่วง ตำบลเวียงคำ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เป็นบุตรของ นายสม พินทะปะกัง และ นางซ่อนกลิ่น พินทะปะกัง มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน เป็นลูกชายคนโตและมีน้องชายอีก 1 คน การศึกษา จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งซุปเปอร์สตาร์ชาวไทย เจ้าของฉายา "นักร้องขวัญใจผู้ใช้แรงงาน" ในสังกัดค่ายแกรมมี่โกลด์ ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เป็นนักร้องไม่กี่คนในประเทศไทย ที่สามารถอยู่ในวงการเพลงลูกทุ่งมายาวนานกว่า 20 ปี มีผลงานเพลงออกมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่นิยมครองใจมหาชนจนถึงปัจจุบัน สามารถทำสถิติยอดขายได้ทะลุล้านเกินกว่า 19 ชุด โดยมีผลงานเพลงดัง ละครชีวิต และเพลงลูกทุ่งยอดนิยมตลอดกาลอย่าง ยาใจคนจน ที่ทำยอดขายเกิน 1 ล้านชุด และยังมีอีกหลายผลงานเพลงดัง เช่น ขายแรงแต่งนาง, ทางเบี่ยงอย่าเสี่ยงเดิน, เหนื่อยไหมคนดี, นักสู้ ม. 3, ด้วยแรงแห่งรัก, แค่แขกรับเชิญ, โรงเรียนล้างจาน, อยากให้เธอเข้าใจ, ผ้าขาวบนบ่าซ้าย, เดาใจฟ้า, รอสายใจสั่งมา, ฮักแพงกันเด้อ, สเตตัสบ่เคยเปลี่ยน ฯลฯ
"เพลงสะท้อนชีวิตของลูกทุ่งที่มุ่งสู่เมืองกรุงมาขายแรงงานเป็น ละครชีวิต ที่สุดท้ายก็ต้องบากหน้ากลับหาอ้อมอกแม่บ้านนาดังเดิม" เพลงนี้ก็ชีวิตของฅนบ้านนอกอย่างผมอีกเหมือนกัน ยาใจคนจน (ผลงานการประพันธ์ของ สลา คุณวุฒิ)" คำบอกเล่าของไมค์ ภิรมย์พร และยังมีผลงานอื่นๆ ตามมาอีกเพียบไม่ได้ขาด
พรภิรมย์ พินทะปะกัง หรือ ไมค์ ภิรมย์พร เกิดในครอบครัวที่มีอาชีพทำไร่ทำนา รับจ้างทั่วไป และมีฐานะยากจนอย่างมาก ไมค์ ภิรมย์พร เคยต้องรับจ้างตัดฟืนขาย เพราะนาแล้ง ทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย หาเงินมาใช้ซื้อข้าวกิน และเจียดส่วนหนึ่งไว้ใช้ในการศึกษาภาคค่ำ จนจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาที่ 3 เขาชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก และใฝ่ฝันที่จะเป็นนักร้อง โดยเมื่อมีงานที่ไหน เขาจะขึ้นไปร้องเป็นประจำ
เมื่อช่วงอายุประมาณ 17 - 18 ปี ไมค์ ภิรมย์พร เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาหางานทำและได้ทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้าง แถวบางบอน เขาทำอยู่ 3 - 4 เดือน ตอนเย็นหลังเลิกงาน ไมค์ ภิรมย์พร ชอบขึ้นไปบนดาดฟ้า เป่าขลุ่ยแซวสาวโรงงาน และระบายความเหงา กับความคิดถึงบ้าน ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับบ้านนอก เมื่องานหมด และหันไปทำงานรับจ้าง ทำไร่ทำนาตามเดิม
พออายุ 23 เขาก็กลับมาเมืองหลวงอีกครั้ง โดยคราวนี้มาเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทแห่งหนึ่ง แถวถนนสุขุมวิท 71 แต่เขาไปพักอยู่กับเพื่อนที่ช่องนนทรี ช่วงที่รองานอยู่นั้น เขาต้องอดมื้อกินมื้อ กินเฉพาะยามที่หิวจริงๆ และอาหารหลักก็คือ กล้วย หลังจากนั้นราว 2 อาทิตย์เขาก็ได้งาน ตอนแรกถูกส่งไปประจำที่โรงงานยาแถวลาดกระบัง ซึ่งที่พักกันดารมาก เขาอยู่ได้เดือนกว่า ก็ย้ายมาอยู่ที่นาซ่า ดิสโก้เธค แถวคลองตัน ซึ่งโด่งดังมากในขณะนั้น โดยทำหน้าที่ตรวจตราความเรียบร้อย และโบกรถอำนวยความสะดวก ในช่วงวันหยุดเขาก็จะรับจ๊อบเป็นเด็กรับรถแขกที่มาเที่ยวนาซ่าด้วย รวมเวลาสำหรับการเป็นยามของเขาก็ประมาณ 7 - 8 เดือน
ระหว่างที่เป็นยาม เขาได้รู้จักกับเจ้าของผับที่เปิดด้านล่างนาซ่า ก็เลยฝากเนื้อฝากตัวขอเป็นเด็กเสิร์ฟ เพื่อให้ได้เข้าใกล้ความฝันเรื่องการเป็นนักร้องของเขา เพราะที่นี่เขาได้เจอดารา นักร้องชื่อดัง ที่มาเที่ยวและมาเปิดผับแถวนั้นมากมาย ระหว่างที่เป็นเด็กเสิร์ฟ เขาช่วยดูแลนักดนตรีวง THE JET ที่เล่นอยู่ที่ผับเป็นพิเศษ เลยได้รับความเอ็นดูจากนักดนตรี
และวันหนึ่ง จอห์น นูโว กับ โจ นูโว ก็มาติดต่อวงดนตรีของนักดนตรีเหล่านี้ไปเล่นแบ็คอัพให้กับ ใหม่ เจริญปุระ ที่ออกผลงานเพลงชุดแรกชื่อ "ใหม่ ไม้ม้วน" นักดนตรีเหล่านี้ก็เลยชวนเขาไปเป็นเด็กประจำวงด้วย โดยทำหน้าที่หลังเวทีทุกอย่าง ทั้งขนหรือติดตั้งเครื่องดนตรี ซึ่งไมค์ ภิรมย์พร ก็ยินดีที่ได้ร่วมงาน และไม่สนใจเรื่องค่าจ้าง เพราะอยากเข้าไปใกล้วงการบันเทิงอยู่แล้ว เวลาว่างเขาก็ชอบไปยืนดูใหม่ร้องเพลง และฝันอยากจะเป็นเช่นนั้นบ้าง

วันหนึ่ง นักดนตรีแนะนำให้รู้จักกับนักจัดรายการคนหนึ่งชื่อ สุพจน์ สุขกลัด ที่เป็นทั้งดีเจ และโปรดิวเซอร์ให้กับ สมหมายน้อย ดวงเจริญ หมอลำชื่อดังในสมัยนั้น เขาเลยได้ไปเทสต์เสียง และได้เป็นลูกศิษย์ของสุพจน์ คอยติดสอยห้อยตาม และรับใช้ทั่วไป เช่น รดน้ำต้นไม้และล้างจาน อาจารย์สุพจน์ บอกว่าจะให้เขาบันทึกเสียง แต่หลังจากนั้นไม่นาน อาจารย์ก็ออกจากบริษัทค่ายเทป และหันมาทำร้านอาหาร ไมค์ ภิรมย์พร ก็ตามอาจารย์มาด้วย โดยมาช่วยเสิร์ฟ ต่อมาก็พัฒนามาเป็นกุ๊ก ระหว่างนั้นเขาเคยไปช่วยสมหมายน้อยร้องประสานเสียง และร้องเพลงโฆษณาเตาแก๊สลัคกี้เฟลม กับทำเดโมเอาไว้ชุดหนึ่ง เป็นเพลงที่เขาแต่งเองเพลงหนึ่ง กับที่อาจารย์สุพจน์แต่งอีกเพลง
แต่หลังจากอาจารย์สุพจน์ที่ทำร้านอาหารต้องปิดกิจการ ไมค์ ภิรมย์พร ก็ต้องระเหเร่ร่อนอีกครั้งและได้ติดต่อไปยังลูกพี่เก่าซึ่งก็คือ นักดนตรีที่เคยเล่นดนตรีให้ ใหม่ เจริญปุระ เพื่อของานทำ เขาก็เลยได้ทำงานเป็นเด็กตักน้ำแข็ง และล้างแก้วอยู่ที่ผับในโรงแรมนารายณ์ และด้วยความขยันทำให้เขาเลยได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นบาร์เทนเดอร์ และได้เป็นหัวหน้าบาร์ในที่สุด ซึ่งที่นี่เขามีโอกาสได้ร้องเพลงโชว์ความสามารถด้วย แต่ต่อมาผับก็ต้องปิดกิจการไป หลังจากเห็นเพื่อนทำงานเป็นพนักงานห้องน้ำ ในผับแห่งหนึ่ง ได้ทิปดีวันละ 2 - 3 พัน เขาก็เลยขอทำบ้าง แต่ทำได้พักหนึ่งผับก็ปิดอีก ไมค์ ภิรมย์พร รู้สึกท้อ เลยอยากทำกิจการของตัวเอง เขาจึงนำเงินที่เก็บไว้มาซื้อรถเข็น โต๊ะ เก้าอี้ เพื่อขายลาบส้มตำ ต่อมาก็ขายลูกชิ้นปิ้งแถวซอยโชคชัย 4 ตรงข้ามโรงพยาบาลสยาม ที่นี่เขาเจอกับการไล่จับของเทศกิจเป็นประจำ

ต่อมาทราบข่าวว่า ทาง บริษัทอาร์เอส ประกาศรับสมัครนักร้องลูกทุ่ง เขาจึงนำเดโมเทปไปส่ง แต่หลายวันผ่านไป ปรากฏว่า ทางบริษัทยังไม่ได้ฟังเดโมของเขาเลย เขาจึงนำมันกลับมา เพื่อหวังนำไปเสนอที่ใหม่
อยู่มาวันหนึ่ง ไมค์ ภิรมย์พร อ่านข่าวบันเทิงในหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และเห็นข่าวที่บอกว่า บริษัทแกรมมี่ ประกาศลุยตลาดลูกทุ่งเต็มตัว เขาจึงอยากลองสมัครเป็นนักร้อง ก็เลยได้ไปหานักดนตรีที่รู้จักกันให้ช่วยแนะนำให้ ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำให้นำเดโมเทปไปให้ อาจารย์ จรัล สารีวงษ์ โปรดิวเซอร์ของแกรมมี่ ราว 2 สัปดาห์ เขาก็ถูกเรียกตัวมาเทสต์เสียง ซึ่งเขาก็ทำได้ดี เพราะเทคเดียวผ่าน จากนั้นประมาณครึ่งเดือนต่อมา อาจารย์จรัล ก็โทรบอกว่า เขาอาจจะมีสิทธิ และเมื่อเขามาที่บริษัทก็ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินลูกทุ่งคนแรกของค่ายแกรมมี่
สำหรับชื่อ ไมค์ ภิรมย์พร นั้น ตอนแรกหลายคนเรียกเขาว่า สมหมาย เพราะเขาชอบร้องเพลงหมอลำของ สมหมายน้อย ดวงเจริญ ต่อมาในสมัยที่ทำงานอยู่ที่โรงแรมนารายณ์ การที่เขาชอบเต้นเหมือน ไมค์ ไทสัน นักมวยที่กำลังดังในยุนนั้นเต้นฟุตเวิร์ค เขาก็เลยถูกเปลี่ยนมาเรียกว่า ไมค์ และในที่สุด ก็กลายเป็น ไมค์ ภิรมย์พร โดยสมบูรณ์เมื่อมาอยู่กับค่ายแกรมมี่นี่เอง

ไมค์ ภิรมย์พร มีผลงานชุดแรกชื่อ "คันหลังก็ลาว" แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ พอถึงชุดที่ 2 มีเพลงที่เริ่มเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงอย่าง ละครชีวิต และเพลงละครชีวิตนี้ ก็เกือบทำให้ ไมค์ ภิรมย์พร ได้รับรางวัลพระพิฆเนศทองพระราชทานในฐานะ นักร้องยอดเยี่ยม แต่ใน 2 ชุดหลังจากนั้น บริษัทเปลี่ยนแนวให้เขามาร้องหมอลำ เพราะมองว่าเขาน่าจะเข้ากับเพลงแนวสนุกสนาน แต่ปรากฏว่า ไม่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในชุดต่อมา เขาจึงต้องเปลี่ยนแนวอีกครั้ง มารับบทนักร้องแนวคนสู้ชีวิต ในเพลง ยาใจคนจน และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นความโด่งดัง เป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วประเทศ จนถึงทุกวันนี้ ในฐานะ "นักร้องขวัญใจผู้ใช้แรงงาน"
รางวัลที่ได้รับ
- รางวัลเชียงใหม่ อะวอร์ด ศิลปินดีเด่นระดับประเทศ ประเภทเพลงลูกทุ่ง ครั้งที่ 1
- ปี 2542 รางวัลพระพิฆเนศทองพระราชทาน ครั้งที่ 4 ประเภทผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชายยอดนิยม จากเพลง ยาใจคนจน
- ปี 2545 โล่เกียรติยศพระราชทาน จากพระเจ้าวรวงค์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีฯ เป็น บุคคลตัวอย่างในด้านการอนุรักษ์และรณรงค์สวมใส่ผ้าไทย ในงาน "มหกรรมผ้าไทย เทิดไท้องค์ราชินี" จัดโดย กระทรวงมหาดไทย
- ปี 2545 รางวัลพระพิฆเนศทองพระราชทาน ครั้งที่ 5 ประเภทผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ยอดเยี่ยม จาก เพลงนักสู้ ม. 3 และเพลง ด้วยแรงแห่งรัก ได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยมมาลัยทอง 2545
- รางวัลศิลปินคุณธรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา ประจำปี 2546 ในฐานะ พุทธศาสนิกชนที่ดีและเป็นผู้บำเพ็ญตนอยู่ในแนวศีล 5 จัดโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
- รางวัลบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเยาวชน สาขาสื่อมวลชนเพื่อเด็กและเยาวชนที่ป้องกัน ปัญหาสังคม ประจำปี 2546 จากสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็กเยาวชนผู้ด้อยโอกาส คนพิการและผู้สูงอายุ โดยคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ (สยช.)
- เพลง "อยากให้เธอเข้าใจ" ได้รับรางวัล "คำร้องยอดเยี่ยม", "ผสมเสียงยอดเยี่ยม" จากงานประกาศรางวัลมาลัยทอง ครั้งที่ 4 จากลูกทุ่งเอฟเอ็ม ประจำปี 2546
- ปี 2547 ได้รางวัลศิลปินรุ่นใหม่ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในช่วง 10 ปี
- ปี 2547 ได้รับคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ร้องเพลง "ผู้แทนคนดี" เป็นการรณรงค์การเลือกตั้งเวอร์ชั่นลูกทุ่ง
- ปี 2548 ได้รับ รางวัลมาลัยทอง ประเภทนักร้องชายยอดเยี่ยม
กลับคำสาหล่า โดย ไมค์ ภิรมย์พร
เกษตรกรผู้ไม่ย่อท้อ

อีกมุมของนักร้องยาใจคนจน ไมค์ ภิรมย์พร ที่หลายคนรู้ แต่อาจยังไม่มีโอกาสจะได้เห็น นั่นก็คือชีวิตการเป็นชาวนาจริงๆ ของไมค์ ไม่ว่าจะเป็นการดำนา ปักข้าว ทำปุ๋ยหมัก ขี่แทรกเตอร์ ทำนาตามแนวพระราชดำริแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสืบทอดอาชีพของบรรพบุรุษที่ไมค์ภูมิใจมาก ไม่ว่าจะเมื่อไร ถ้ามีเวลาว่างจากการร้องเพลง ไมค์เป็นต้องขับรถมาที่ บ้านนาคำแก้ว หมู่ 13 ตำบลนาข่า อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ เพื่อมาทำนา ถึงจะวันเดียวไมค์ก็มา

ในขณะเดียวกัน ไมค์ ภิรมย์พร ก็ทุ่มเทให้กับการขยายตลาดกิจการ "น้ำปลาร้าแซบไมค์" ทั้งในและนอกประเทศ และทำหน้าที่เป็นผู้นำสร้างชุมชน ให้หนุ่มสาวหันมาเห็นคุณค่าในผืนแผ่นดินของตนเอง ไม่คิดจากบ้านเกิดเมืองนอนไปตกระกำลำบากทำมาหากินต่างถิ่น
"กิจการน้ำปลาร้าแซบไมค์ผมทำมาประมาณ 6-7 ปี มาเริ่มขยายตลาดจริงจัง 2 ปีหลัง ผลตอบรับดีครับ มีตัวแทนจัดจำหน่ายทั่วประเทศ และเริ่มมีตัวแทนติดต่อไปจำหน่าย ที่สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เกาหลี ดูไบ แต่ข้อกฏหมายการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากปลาร้าของประเทศเหล่านี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน อยู่ในระหว่างดำเนินการเรื่องเอกสารเพื่อให้ถูกต้องรัดกุมกันอยู่ครับ ผมเองก็อยากขยายฐานอาเซียน ลาว พม่า กัมพูชา และต่อไปเวียดนามด้วย แล้วก็กำลังสร้างร้านของฝากต้นแบบ นำผลิตภัณฑ์ของผมทั้งหมด อาทิ นำปลาร้า หมูยอ แกงอ่อม จัดจำหน่าย ที่ ปั๊มบางจาก สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาด (สกต.) จังหวัดอุดรธานี และปั๊มปตท.ขอนแก่น ช่วงบายพาสไป จังหวัดสกลนคร และเข้ากรุงเทพฯ

โดยธนาคารเพื่อการเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้มาคุยกันบอกว่า อยากให้ผมเป็นผู้นำชุมชนสร้างธุรกิจขนาดกลางในชุมชนเป็นต้นแบบนำร่อง ซึ่งผมก็ยินดีและพร้อมทุ่มให้กับตรงนี้ ผมไปศึกษาดูงานที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เลี้ยงปลาดุก นำมาแปรรูปเป็นปลาดุกร้าจำหน่าย จากปลาสดขายได้ไม่กี่ตังค์นำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้หลายเท่าตัว ซึ่งผมก็จะทำตรงนี้เป็นต้นแบบให้พี่น้องเกษตรกรที่ จังหวัดอุดรธานี บ้านเกิดผม และในภาคอีสาน เพื่อให้มีรายได้เพิ่มหลังจากการทำนา อยากให้หนุ่มสาวเห็นคุณค่าผืนดินของพ่อแม่ ช่วยกันพัฒนาบ้านเกิด ช่วยกันสร้างชุมชน ไม่คิดทิ้งบ้านไปตกระกำลำบากทำงานต่างถิ่น"
ยุทธการสู้แล้ง ของไมค์ ภิรมย์พร
เมื่อถูกถามว่า อาสาเป็นผู้นำชุมชนแบบนี้มีความคิดลงเล่นการเมืองหรือไม่ ไมค์ ภิรมย์พร ตอบด้วยเสียงหนักแน่นแบบไม่ลังเลทันทีว่า "ไม่" พร้อมกับยอมรับว่าที่ผ่านมามีพรรคการเมืองหลายพรรคมาทาบทามตนเหมือนกัน แต่ก็ได้บอกปัดไปหมด เพราะตนเป็นลูกชาวนาไม่ใช่ลูกนักการเมือง มีความสุขกับการสืบทอดวิถีของบรรพบุรุษ มีความสุขกับการทำให้พี่น้องเห็นความสำคัญกับความเป็นอยู่ตามพระราชดำริแบบเศรษฐกิจพอเพียง
ยุทธการสู้แล้ง ของเกษตรกรชื่อ ไมค์ ภิรมย์พร
แฟนๆ ทักทายติดตามชีวิตได้ทาง : Facebook ไมค์ ภิรมย์พร
“สุดท้าย ผมขอตายที่นี่ เพราะผมผูกพันมาก ผมบอกลูกทุกคนว่า ลูกจะโตที่ไหน จบมาทำงานอะไร สุดท้ายแล้ว สิ่งที่พ่อทำคือพ่อจะสร้างไว้ให้ทุกคน หากถึงเวลาพ่อปลดเกษียณ พ่อจะมาอยู่ที่นี่ ทำการเกษตรไปตามวิถี แค่ได้ตื่นเช้ามาเดินดูสวนเกษตรจนค่ำชีวิตก็มีความสุขมากแล้ว” ประโยคนี้อาจไม่ได้มาจากน้ำเสียงอันไพเราะยาม ‘อ้ายไมค์’ จับไมโครโฟนครวญเพลงบนเวที แต่มันมาจากความรู้สึกของใจจริง เมื่อเบื้องหน้าและฝ่าเท้าของเขาได้ยืนอยู่บนแผ่นดินบ้านเกิดอันเป็นที่รัก ไม่มีพวงมาลัยคล้องคอ แต่มีความสุขคล้องใจ

ความสุขของไมค์ ภิรมย์พร ในทุ่งนาอีสานบ้านเกิด
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Artist
- Hits: 21743

ทองใส ทับถนน
ครูภูมิปัญญาไทย ด้านศิลปกรรม ดนตรีพื้นเมือง (พิณอีสาน)
ครูทองใส ทับถนน คือ หนึ่งในจำนวนผู้มีผลงานทางด้านศิลปกรรมของจังหวัดอุบลราชธานี ที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานทางการศึกษาระดับชาติ จากผลงานทางด้านดนตรีและศิลปะการแสดง "การดีดพิณ" ครูทองใส ทับถนน จนเป็นที่ยอมรับ ยกย่องในระดับต่างๆ ดังกล่าว จึงสมควรที่จะได้มีการบันทึกประวัติชีวิตและผลงาน ครูทองใส ทับถนน เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบถึงความเป็นมาของชีวิตศิลปิน และเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป
เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2490 ที่บ้านหนองกินเพล ตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของ พ่อปิ่น - แม่หนู ทับถนน มีอาชีพทำนา และอาชีพเสริมเป็นศิลปินพื้นบ้านอีสาน (หมอลำ) วัยเด็กศึกษาเล่าเรียนที่บ้านเกิด จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีภรรยาคู่ชีวิตคือ นางประมวล (สกุลเดิมจันไตร) มีบุตร-ธิดา 3 คน ได้แก่ นางพิณทอง มณีเนตร นายสีแพร ทับถนน และนางบุญสวย ทับถนน
ครูทองใส ทับถนน คือ หนึ่งในจำนวนปราชญ์ศิลปิน ของจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านศิลปะการแสดง คือ การดีดพิณ ลีลาลายพิณโบราณจากพิณสองสาย และท่วงทำนองการดีดพิณของครูทองใส ได้รับการยอมรับว่า คือ มือพิณชั้นครู ระดับปรมาจารย์มีลูกศิษย์จากทุกสารทิศ มาเรียนรู้มากมาย ทั้งที่ครูทองใสเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง อาชีพหลักคือ การทำนา จบการศึกษาแค่ชั้น ป. 4 แต่มีความรู้ ความสามารถทางด้านศิลปะการแสดง จนได้รับการยกย่องว่าเป็น ครูภูมิปัญญาไทย ทำหน้าที่ถายทอดความรู้ทางด้านการดีดพิณของตนเอง ให้กับคนทั่วไปได้เรียนรู้
บ้านหนองกินเพล ตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีตำนานหมู่บ้านที่เล่าขานกันต่อๆ มาน่าสนใจว่าประมาณปี พ.ศ. 2400 ได้มีชนกลุ่มหนึ่งเดินทางรอนแรมมาจากอำเภอเขื่องใน เพื่อหาที่พักอาศัยและที่ทำกินที่อุดมสมบูรณ์ มาถึงบริเวณแม่น้ำมูลเลยพากันหยุดพักกินข้าว และเห็นว่าเป็นที่ลุ่มที่ดอน เหมาะสมที่จะตั้งเป็นที่อยู่อาศัย ได้พากันข้ามแม่น้ำมูลมายังฝั่งอำเภอวารินชำราบ (ปัจจุบัน) ซึ่งมีท่าน้ำติดกับแม่น้ำมูล จึงได้พากันตั้งรกรากปลูกที่พักอาศัยกลายเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ขึ้นมา ซึ่งในสมัยนั้นยังขาดผู้นำหมู่บ้าน จึงยังไม่มีการตั้งชื่อหมู่บ้าน
จากนั้นเล่ากันว่า ก่อนจะมีชื่อหมู่บ้านเป็น บ้านท่ากกไฮ เพราะว่า เดิมทีมีต้นไฮขนาดใหญ่หลายคนโอบอยู่ที่ท่าน้ำ ทางเกวียนลงสู่แม่น้ำมูล วันหนึ่งได้มีพ่อค้าขายปลาแดก (ปลาร้า) นั่งเรือผ่านมา และจอดเรืออยู่ใต้ต้นไฮใหญ่ เพื่ออาศัยร่มเงาพักผ่อนเอาแรง แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น คือ กิ่งไฮตกลงมาใส่ทับคนในเรือเสียชีวิต ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า บ้านท่ากกไฮ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ส่วนสาเหตุที่เป็น บ้านหนองกินเพล นั้น ด้วยความบังเอิญสมัยนั้น มีพ่อค้าแม่ค้าและผู้คนสัญจรเดินทางผ่านไปมาระหว่าง หมู่บ้านและอำเภอบ่อยๆ พอมาถึงบริเวณทุ่งนา ทุกวันพระ สงฆ์ในวัดจะตีกลองเพลเป็นประจำ ผู้คนที่ผ่านไปมาก็จะพูดและนัดหมายกันว่าพบกันที่ หนองเพล คือ ลักษณะการนัดพบกันกินข้าวเที่ยง (กินเพล) ที่หนองน้ำ จึงเป็นเหตุให้เปลี่ยนชื่อจาก บ้านท่ากกไฮ เป็น บ้านหนองกินเพล มาจนถึงทุกวันนี้
ทองใส ทับถนน ฐานข้อมูลศิลปินมรดกอีสาน
โดยสภาพทั่วไปชาวบ้านหนองกินเพล เป็นชาวบ้านที่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรเป็นหลัก เช่น ทำนา ทำสวน ปลูกพืชไร่ และเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำมูล ชาวบ้านจึงมีอาชีพส่วนหนึ่งคือ การประมงจับปลาจากแม่น้ำมูล และความรู้ในการทำเครื่องมือจับปลา เช่น สานแห ไซ ส่วนผู้หญิงมีความรู้ในด้านการทอผ้าและทอเสื่อ และที่บ้านหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ หมู่บ้านแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้ที่มีอายุถึงร้อยกว่าปี คือ หมู่บ้านที่เป็นถิ่นกำเนิดของ สองพ่อลูกศิลปินดนตรีพื้นบ้าน ผู้ยิ่งใหญ่ คือ
หนึ่ง พ่อหมอลำปิ่น ทับถนน ชาวบ้านหนองกินเพล เป็นศิลปินพื้นบ้านผู้มีความสามารถทางด้านการแสดงหมอลำ กับ การเล่นหนังบักตื้อ (หนังปราโมทัย หรือหนังตะลุงทางภาคใต้) เมื่อว่างเว้นจากฤดูกาลทำนา จะพาคณะออกตระเวนเล่นตามหมู่บ้าน ตำบลต่างๆ ของจังหวัดอุบลราชธานี มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ทำให้มีลูกศิษย์มาฝากตัวเรียนรู้วิชาหมอลำ กับ หนังบักตื้อ มากมาย รวมทั้งยังเป็นผู้มีน้ำใจ จึงมีเพื่อนพ้องศิลปินพื้นบ้านมาเยี่ยมเยือนที่บ้านหนองกินเพลเป็นประจำ ทำให้บ้านหนองกินเพล สมัยนั้นเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงทางด้านศิลปะการแสดง เพราะเป็นแหล่งรวมของศิลปินพื้นบ้านของอีสาน
สอง ลูกชาย นายทองใส ทับถนน จึงได้รับการถ่ายทอดมรดกทางศิลปินมาตั้งแต่กำเนิด เพราะเกิดมาท่ามกลางวงล้อมของครอบครัว และหมู่ศิลปินพื้นบ้าน ซึมซับอยู่กับเสียงดนตรี เสียงร้อง ของศิลปินหลายคน จนสามารถพัฒนาตนเองเป็น ศิลปินนักดนตรีพื้นบ้าน พิณอีสาน เจริญรอยตามบิดา มาจนถึงทุกวันนี้
เด็กชายทองใส ทับถนน มีแววศิลปินมือพิณมาตั้งแต่ยังเด็ก เพราะมีความสามารถเล่นพิณได้ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ จากความสนใจ และแรงบันดาลใจที่ได้เห็น ครูพิณ ดีดพิณสองสายได้อย่างไพเราะน่าฟัง จึงเกิดความรู้สึกเบื้องต้นอยากจับต้องสัมผัส ตัวพิณ อยากเป็นเจ้าของพิณและอยาก ดีดพิณ ให้ได้เหมือนกับครูพิณที่ตนเองประทับใจและชื่นชมในฝีมือ เมื่อได้มีโอกาสเป็นเจ้าของ พิณตัวแรก เมื่ออายุ 4 ปี จากการรบเร้าให้แม่ขอพิณ จากครูพิณที่มาพักแรมที่บ้านให้

จากนั้นมาเด็กชายทองใสได้เริ่มต้นฝึกฝน ฝึกปฏิบัติ การดีดพิณด้วยตนเองอย่างจริงจัง จนสามารถเล่นพิณประกอบจังหวะดนตรีหมอลำ ร่วมกับคณะของพ่อหมอลำปิ่นได้ ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เมื่ออายุ 8 ปี เด็กชายทองใสเริ่มเรียนรู้ ลายพิณโบราณ จากครูพิณพื้นบ้านหลายคน เริ่มต้นจาก พ่อปิ่น ถือเป็นครูคนแรกที่ให้คำแนะนำเบื้องต้นในการดีดพิณ จากนั้นเรียนรู้กับครูบุญ ซึ่งเป็นญาติทางฝ่ายแม่เป็นผู้ถ่ายทอดลายพิณ แบบลายลำเพลินโบราณให้
จนกระทั่งพบกับ ครูบุญชู โนนแก้ว ชาวบ้านโนนสังข์ อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ศิลปินมือพิณพิการตาบอด ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพ่อหมอลำปิ่น ซึ่งมีฝีมือการดีดพิณลายโบราณเก่งมาก จนเด็กชายทองใสประทับใจ อยากเล่นพิณได้เหมือนกับครูบุญชู จึงขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์และได้เรียนรู้ลายพิณพื้นบ้านอีสานแบบโบราณ โดยเฉพาะ ลายพิณลุ้นตุ๋ย ซึ่งเป็นที่มาของ ลายพิณปู่ป๋าหลาน ที่สร้างชื่อเสียงให้กับครูทองใสในเวลาต่อมา เมื่อเรียนจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชีวิตของเด็กชายทองใส มีความสนใจที่จะเรียนรู้วิชาการดีดพิณต่อไป จึงตั้งใจฝึกฝนตนเองด้วยวิธีการจดจำ ลายพิณพื้นบ้านจากครูพิณคนเก่า และเสาะแสวงหา ลีลาลายพิณ จากศิลปินมือพิณคนอื่นๆ ตลอดเวลา
รวมทั้งยังได้มีโอกาสเล่นกับคณะหมอลำของพ่อปิ่นตามงานแสดงต่างๆ ทำให้ฝีมือการดีดพิณของเด็กชายทองใสพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนสามารถเล่นพิณประจำให้กับวงหมอลำของพ่อปิ่น และวงดนตรีพื้นบ้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี จนได้ชื่อว่าเป็นมือพิณที่มีฝีมือและชื่อเสียงคนหนึ่งในสมัยนั้น
ด้วยความเป็นสายเลือดศิลปิน มือพิณอย่างครูทองใส จึงตัดสินใจที่จะประกอบอาชีพศิลปินตามรอยบิดา คือ หมอลำปิ่น ทับถนน หากแต่เป็นการก้าวเดินตามรอยเท้าที่มีความเหมือน และความต่างจากพ่อปิ่น ความเหมือน คือ ทั้งพ่อปิ่น และ ครูทองใส เป็นศิลปินที่มีความสามารถทางด้านการแสดงออกทางด้านดนตรีพื้นบ้านเหมือนกัน ความต่าง คือ พ่อปิ่น เด่นทางด้านการแสดงหมอลำที่อยู่ด้านหน้าเวที แต่ลูก คือ ครูทองใส เด่นทางด้านการเล่นดนตรีพื้นบ้าน คือ การดีดพิณ จึงเป็นศิลปินที่ต้องอยู่เบื้องหลังของนักแสดงด้านหน้าเวที

ครูทองใส ย้ำกับลูกศิษย์ทุกคนว่า "ไม่มีใครที่จะสามารถเรียนรู้และเก่งได้ด้วยตนเอง ทุกคนต้องมีครูครูคนแรก คือ พ่อแม่ ครูคนที่สองคือครูที่โรงเรียน ส่วนครูพิณ แม้จะเรียนรู้โดยวิธีการจดจำและนำมาฝึกปฏิบัติเองแบบครูพักลักจำ หรือครูนิรนาม แต่ก็ยังถือว่าจำเอามาจากคนอื่นอยู่นั่นเอง" ศิษย์ต้องมีครู ครูของทองใส ครูทองใสจัดลำดับ ทำเนียบครูพิณ ที่ถือว่าเป็น ครู ที่ได้ให้ความรู้กับครูทองใสเป็น มือพิณ ที่มีความสามารถทางด้านการดีดพิณ การสอนพิณ และการทำพิณ และเป็น ครูภูมิปัญญาไทย - ดนตรีพื้นบ้านพิณอีสาน ในวันนี้ คือ
- ครูคนแรก คือ บิดา หมอลำปิ่น ทับถนน ผู้ถ่ายทอดมรดกทางสายเลือดศิลปินให้กับครูทองใส ถึงแม้ว่า พ่อหมอลำปิ่นจะไม่เก่งด้านดารดีดพิณ แต่เก่งทางด้านระนาด แต่ก็ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกจนสามารถเจริญรอยตามรอยเท้าเข้าสู่ อาชีพศิลปินได้อย่างสมบูรณ์แบบ
- ครูคนที่สอง คือ ครูบุญ จากบ้านท่างอย อำเภอวารินชำราบ ผู้สอนลายพิณลำเพลิน เป็นครูพิณคนแรกที่ครูทองใสพอใจในฝีมือการดีดพิณและเริ่มต้นเรียนรู้ลายพิณ จนเกิดความมั่นใจสามารถเล่นพิณประกอบหมอลำได้ตั้งแต่อายุเพียง 8 ปี
- ครูคนที่สาม คือ ครูบุญชู โนนแก้ว ครูพิณพิการตาบอดผู้สอนลายพิณโบราณ เป็นครูพิณที่ครูทองใสได้รับการถ่ายทอดลายพิณโบราณได้มากที่สุด อันเนื่องมาจากความประทับใจในลายพิณของครู จึงตั้งใจรับการถ่ายทอดเอาลายพิณได้มากที่สุด
- ครูในการทำพิณ คือ ลูกศิษย์สอนการทำพิณ ครูทองใสไม่อายที่จะเรียนรู้วืธีการทำพิณจากลูกศิษย์ที่มาเรียนดีดพิณ คือ อ.ยงยุทธ พะหล ปัจจุบันอายุ 65 ปี เคยเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี ปัจจุบันมีอาชีพทำพิณขายทั่วไป
- ครูที่ยิ่งใหญ่และจะต้องจดจำตลอดไป คือ อาจารย์นพดล ดวงพร (นายณรงค์ พงษ์ภาพ) เจ้าของและหัวหน้า วงดนตรีเพชรพิณทอง ผู้สอนและให้คำแนะนำเทคนิค วิธีการต่างๆ การเล่นการแสดงหน้าเวที การวางตัว การสังเกตความสนใจ ความพอใจของผู้ฟัง และเคล็ดลับทุกอย่างทำให้ นายทองใส ทับถนน จากมือพิณธรรมดา มาเป็น มือพิณทองใส ทับถนน ได้ในวันนี้
เมื่อ อายุ 21 ปี เข้าวัยเกณฑ์ทหาร ครูทองใส ใช้ชีวิตทหารรับใช้ชาติที่ กองพันทหารปืนใหญ่ ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ มณฑลทหารบกที่ 6 อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้ครูทองใสได้พบจุดเปลี่ยน ที่ทำให้ประสบความสำเร็จเป็นมือพิณในปัจจุบัน คือ การประยุกต์ฝีมือลายพิณพื้นบ้านอีสานตามที่ครูทองใสถนัด พัฒนามาเป็นการดีดพิณแบบประยุกต์ตามแบบดนตรีสากล เพราะมีโอกาสได้เล่นร่วมกับ วงดนตรีสากล ของกองพันทหารปืนใหญ่เป็นประจำ ทำให้ต้องเรียนรู้ที่จะเล่นลายพิณโบราณต่างๆ ให้เข้ากับดนตรีของเพลงลูกทุ่ง เพลงสากล ซึ่งครูทองใสก็สามารถที่จะ "ปรับวิธีการดีดพิณ" ให้เข้ากับแนวดนตรีสากลได้อย่างกลมกลืน
ครูทองใสเล่าช่วงชีวิตทหารเกณฑ์ให้ฟังตอนหนึ่งว่า "เนื่องจากเป็นคนที่มีความสามารถในการเล่นพิณ จึงมีโอกาสได้เล่นเป็นประจำอยู่กับวงดนตรีของทหาร เวลาเล่นแล้วนายทหารส่วนมากที่มาจากกรุงเทพฯ ชอบเสียงพิณอีสานมาก อยากให้เล่นพิณให้ฟังอีกหลายครั้ง ชีวิตทหารของครูทองใสจึงค่อนข้างสบาย เพราะส่วนมากจะได้เล่นพิณ จนทำให้มีเวลาฝึกฝนฝีมือพิณเพิ่มเติมจนชำนาญมากขึ้นมาอีก"
จากจุดนี้เองที่ทำให้ ลายพิณ ของครูทองใส เริ่มที่จะออกมาเป็น เอกลักษณ์ของตนเอง คือ การนำเอาความชำนาญจากลายพิณโบราณ มาผสมผสานกับจังหวะ ทำนองของดนตรีสากล จนเกิดเป็นลายพิณประยุกต์กึ่งพื้นบ้านโบราณอีสาน กึ่งดนตรีสากล ที่เป็นผลทำให้เกิดเป็น องค์ความรู้ใหม่ ที่ครูทองใสได้พัฒนาขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แต่ได้ซึมซับไว้ในสมองและจิตใจของครูทองใสจากช่วงเวลานั้นเป็นต้นมา
เมื่อ ปี พ.ศ. 2513 พ้นจากราชการทหาร กลับมาอยู่ที่บ้าน ใช้ชีวิตเช่นเดิม คือทำไร่ ทำนา และเล่นพิณประกอบวงหมอลำตามแต่จะถูกเชิญชวน ได้ฟังประกาศรับสมัครนักดนตรีพิณอีสาน เพื่อร่วมเล่นดนตรีกับ ครูนพดล ดวงพร ซึ่งแยกตัวออกมาจาก วงดนตรีจุฬารัตน์ ครูทองใสเกิดความสนใจจึงไปสมัครพร้อมพิณคู่กาย มีหัวพิณเป็นไม้แกะสลักรูปพญานาค จึงมีฉายาในช่วงนั้นว่า "ทองใส หัวนาค" (เพราะครูนพดล ดวงพร ไม่เชื่อว่า "ทับถนน" คือนามสกุลจริงๆ จึงเอาลักษณะของหัวพิณรูปพญานาคมาเป็นนามสกุลแทน)
มีนักดนตรีมือพิณ มาสมัครมากมาย ด้วยยุคนั้นสื่อทางวิทยุเป็นที่นิยม และรายการวิทยุที่ ครูนพดล ดวงพร จัดเป็นรายการที่ชาวบ้านชื่นชอบรับฟังกันมาก จากมือพิณประมาณ 100 คน ทองใส ทับถนน ได้รับการคัดเลือกเพียงคนเดียว จึงได้รับการคัดเลือกเป็นมือพิณคู่กาย ประจำวงดนตรีอาจารย์นพดล ดวงพร จากนั้นเป็นต้นมา
ช่วง ปี พ.ศ. 2514 อาจารย์นพดล ดวงพร จัดตั้งวงดนตรีพิณประยุกต์มีชื่อเสียงมากในช่วงนั้น และเพลงพิณของ ทองใส ทับถนน ที่บรรเลงนั้น สถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 5 ขอนแก่น ได้ใช้เปิดเป็นเสียงประกอบในรายการต่างๆ และวงพิณประยุกต์ก็ได้แสดงออกอากาศ ทุกวันเสาร์ เพลงลูกทุ่งอีสานประยุกต์ ที่มีชื่อเสียงก็ได้กำเนิดในยุคนั้น และในปีเดียวกันนั้นเอง อาจารย์นพดล ดวงพร ได้รับเชิญให้นำวงดนตรีพิณประยุกต์ไปแสดงถวาย ณ ที่ประทับเขื่อนน้ำพอง ขอนแก่น เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเพื่อพระราชทานปริญญาบัตรแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น
อาจารย์นพดล ดวงพร ร่วมกับ ทองใส ทับถนน ได้ถวายพิณแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านตรัสว่า "เพชร นี้เป็นเพชรน้ำเอก.." ของเครื่องดนตรีอีสาน ในครานั้นสร้างความปลื้มปิติ แก่อาจารย์นพดล ดวงพร และคณะเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ทำให้อาจารย์นพดล ดวงพร ได้เปลี่ยนชื่อวงดนตรีเพลงลูกทุ่งอีสาน "พิณประยุกต์" ใหม่เป็นวง "เพชรพิณทอง" ที่ถือว่าเป็นมงคลนาม อันเกิดจากการถวายพิณในครั้งนั้น
วงเพชรพิณทอง เป็นวงดนตรีของชาวอีสานวงแรกที่ได้ไปแสดงที่ต่างๆ เทียบเท่าวงดนตรีชั้นนำของประเทศ ในช่วงปี พ.ศ. 2515 - 2540 สามารถทำรายได้ไม่น้อยกว่าวงดนตรีลูกทุ่งชื่อดังต่างๆ อย่างวงดนตรียอดรัก สลักใจ วงดนตรีสายันต์ สัญญา หรือวงดนตรีพุ่มพวง ดวงจันทร์ และมือพิณประจำเพชรพิณทอง ก็คือ ทองใส ทับถนน
เมื่อเริ่มต้นชีวิตนักดนตรีใหม่ๆ ยังไม่ได้รับค่าจ้าง ภายหลังจึงได้บ้างเป็นครั้งคราว ประมาณ 300 - 600 บาทในการเล่นตามงานต่างๆ การเล่นพิณบนเวทีประกอบวงดนตรี "พิณประยุกต์" ในช่วงแรกที่ใช้ พิณโปร่ง (พิณอีสานเดิมเป็นพิณโปร่งเวลาเล่นบนเวทีต้องใช้ไมโครโฟนจ่อที่ตัวพิณ) เสียงพิณที่ออกมาแม้จะมีเสน่ห์ เป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟัง แต่ความดังของเสียงพิณยังไม่เพียงพอ ไม่สามารถทำให้คนฟังสนุกสนานกับเสียงพิณได้ อาจารย์นพดล ดวงพร ในฐานะของหัวหน้าวง จึงได้คิดที่ทำให้เสียงพิณมีความดังเพิ่มขึ้น จึงทดลองนำเอา คอนแทรค ของกีตาร์ไฟฟ้ามาดัดแปลงใส่กับพิณ และมอบหมายภาระหน้าที่สำคัญให้กับมือพิณประจำวง คือ ทองใส ทำให้เสียงพิณดังขึ้นให้เหมือนกับกีตาร์ไฟฟ้า
ครูทองใสใช้ความพยายามทดลองการปรับตัวพิณโปร่งที่เป็นไม้ มาใส่กับระบบไฟฟ้าอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งสามารถที่จะพัฒนาฝีมือการดีดพิณโปร่งมาเป็นพิณไฟฟ้าได้ ตามความต้องการและเป็นที่พอใจของ อาจารย์นพดล ดวงพร และได้ใช้พิณไฟฟ้าบรรเลงเป็นเอกลักษณ์ จุดนี้เอง ที่ทำให้ อาจารย์นพดล ดวงพร ได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดประดิษฐ์พิณไฟฟ้าตัวแรกของโลก ที่ต่อมามีผู้ทำตามจนแพร่หลายจนกลายเป็นพิณไฟฟ้าในปัจจุบัน ส่วนของครูทองใสเอง การปรับเปลี่ยนจาก การดีดพิณไม้โปร่ง มาเป็น การดีดพิณไฟฟ้า ในครั้งนี้ทำให้เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ของครูทองใส คือ การปรับวิธีการดีดพิณไฟฟ้าที่เสียงดังมากกว่าพิณโปร่ง ให้ออกมาน่าฟัง ซึ่งมีปัญหาบ้างในระยะแรก แต่ต่อมาสามารถที่จะแก้ไข ทดลอง เรียนรู้และประยุกต์จนสามารถที่นำไปสู่การปฏิบัติจริงได้
จากการเรียนรู้จากครูพิณ หลายคน ความพยายามในการฝึกฝน ปฏิบัติจริงด้วยตนเอง และการปรับเปลี่ยนจากจุดพัฒนา คือ การประยุกต์ลายพิณโบราณกับแนวดนตรีสากล เมื่อครั้งเป็นทหาร มาถึงโอกาสที่ได้รับ คือ การปรับวิธีการเล่นพิณโปร่งมาเป็นพิณไฟฟ้า และเล่นร่วมกับวงดนตรีเพชรพิณทอง ของ อ.นพดล ดวงพร ทำให้ ครูทองใส ทับถนน สามารถก้าวผ่านจาก มือพิณธรรมดา มาเป็น มือพิณชั้นครู ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน
กว่าจะมาเป็น ครูทองใส ทับถนน วันนี้ได้ต้องใช้เวลากว่า 50 ปี ของชีวิตในการเรียนรู้ สั่งสมองค์ความรู้ ประสบการณ์และบทเรียน จากลูกชาวนาที่มีเลือดศิลปินติดตัวมาแต่กำเนิด เติบโตท่ามกลางกลิ่นไอของธรรมชาติและวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนอีสาน สภาพแวดล้อมของศิลปินพื้นบ้าน จนก้าวผ่านเข้าสู่วงการศิลปินนักดนตรีมืออาชีพและร่วมเดินทางบนถนนสายดนตรี กับวงดนตรีลูกทุ่งอีสานชื่อดัง เพชรพิณทอง ในฐานะของมือพิณ
รายการ ปราชญ์เดินดิน : ทองใส ทับถนน
ตลอดเวลาครูทองใส ได้พยายามสร้างสรรค์และพัฒนาฝีมือ ผลงานการดีดพิณของตนเองมาโดยตลอด จนได้รับการยอมรับในวงการนักดนตรีมืออาชีพ และได้รับการยกย่องให้เป็นครูภูมิปัญญาไทย ด้านศิลปกรรม ดนตรีพื้นบ้าน-พิณอีสาน อันเป็นเกียรติประวัติสูงสุดที่ครูทองใส ได้รับอีกครั้งหนึ่งในชีวิต
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าการเรียนรู้ใน ระบบโรงเรียน จะสิ้นสุดที่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่การเรียนรู้ในชีวิตจริงของครูทองใส ดำเนินพัฒนาองค์ความรู้ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง จากการปฏิบัติจริงมาตลอดชีวิต จนกลายเป็นองค์ความรู้ที่สามารถพิสูจน์ได้ถึงความชำนาญความเชี่ยวชาญใน ด้านการดีดพิณได้รับการยอมรับจากบุคคล สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการต่างๆ เห็นได้จากการมีผู้คนมาฝากตัวเป็น ลูกศิษย์ ร่วมเรียนรู้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่อง พิณ กับครูทองใสมากมาย และการได้รับเชิญไปร่วมแสดงในงานสำคัญๆ ทางด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
กว่าระยะเวลากว่า 30 ปี บน "ถนนสายดนตรี" กับอาชีพ "ศิลปิน" มือพิณประจำวงเพชรพิณทอง ครูทองใส ได้รับรางวัลแห่งเกียรติยศกับวิชาชีพนักดนตรี ดังนี้
- ปี พ.ศ 2543 ได้รับการประกาศเชิดชูเกียรติให้เป็น "ศิลปินดีเด่น" จังหวัดอุบลราชธานี สาขาศิลปะการแสดง (ด้านดนตรีอีสาน) จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ
- ปี พ.ศ. 2544 ประกาศเกียรติบัตร "ผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมวัฒนธรรมดีเด่น" จาก สำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เขตการศึกษา ๑๐
- ปี พ.ศ. 2544 เกียรติบัตร "ผู้ให้การสนับสนุนพิธีเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก" จากสถาบันราชภัฎอุบลราชธานี
- ปี พ.ศ. 2545 ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2545 ด้านศิลปกรรม
- ปี พ.ศ. 2548 ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ดนตรีศึกษา) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
นอกจาก รางวัลเกียรติยศ ที่ครูทองใสได้รับแล้ว ที่สำคัญเหนืออื่นใดที่ครูทองใสภูมิใจที่สุด คือ การยอมรับจากประชาชนที่ชมการแสดงของวงดนตรีเพชรพิณทอง และให้การยอมรับว่า ทองใส ทับถนน คือ คนดีดพิณสองสายลายพื้นบ้าน และลายประยุกต์ที่ไพเราะที่สุดของภาคอีสานและประเทศไทย
กว่าที่จะก้าวมาสู่ความสำเร็จบนถนนสายนักดนตรีอาชีพได้ในวันนี้ ครูทองใสบอกว่า มีหลักในการดำเนินชีวิตอย่างง่ายๆ แบบพิณสามสาย คือ ใช้ ทางสายกลาง อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ และครูทองใสก็ใช้หลักข้อนี้ดำเนินชีวิตมาโดยตลอด นอกจากนั้น คุณธรรมประจำใจ ที่ครูทองใส ยึดมั่นในการเป็นนักดนตรีอาชีพมาตลอดกว่า 50 ปีที่ทุกคนรู้จัก ครูทองใส จะเห็นชัดเจนในคุณธรรม 4 ประการ คือ
- ความเพียร เป็นคุณลักษณะที่ครูทองใสบอกว่าต้องใช้มากที่สุด เพราะสมัยก่อนการเรียนรู้กับครูพิณ คือ การสังเกต การจดจำ ทำนอง การทดลอง การฝึกฝนจนชำนาญ ล้วนแต่จะต้องใช้ความเพียรทั้งสิ้น และครูทองใสได้ใช้ ความเพียร มาจนประสบความสำเร็จในการเป็นมือพิณสองสายที่กล่าวได้ว่า ดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย
- ความอดทน นอกจากความเพียรในการฝึกฝน ความอดทนเป็นสิ่งที่ต้องนำมาใช้ให้มากที่สุด กับอาชีพนักดนตรีที่ต้องตระเวนเล่นตามสถานที่ต่างๆ บางครั้งแสดงจนเกือบสว่าง รวมทั้งปัญหาอุปสรรคนานับปการที่ต้องใช้ความอดทนสูงในการเป็นศิลปิน
- ความมีน้ำใจ การแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น ในฐานะที่อยู่ร่วมกันกับคนหมู่มาก จะต้องแสดงความมีน้ำใจให้กับคนอื่นเสมอ ๆ และจะได้รับน้ำใจกลับคืนมาภายหลังเอง
- ความซื่อสัตย์สุจริต คุณธรรมข้อนี้ ครูทองใสยึดมั่นมาโดยตลอด และเป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จในการเป็นศิลปิน
ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร : ตำนานเสียงพิณ
นอกจากนี้ ครูทองใส ทับถนน ยังได้ฝากข้อคิดในการทำงาน เป็นสิ่งเตือนใจส่งไปยังศิลปินพื้นบ้านรุ่นหลัง ดังนี้
- ทำงานอย่างมีความสุข เพราะอาชีพศิลปินคืออาชีพที่สร้างความสุขให้กับผู้อื่น ศิลปินต้องมีความสุขกับการทำงาน โดยเฉพาะครูทองใส จะเป็นคนที่อารมณ์ดีตลอดเวลา
- สนุกสนานกับเพื่อนร่วมงาน การสร้างบรรยากาศให้เกิดความสนุกสนานจะช่วยให้การทำงานออกมาดีมีคุณภาพเองโดยอัตโนมัติ
- ผสมผสานชีวิตทำงานกับครอบครัว ครูทองใส เป็นคนที่รักครอบครัวมากที่สุด ไม่เคยมีปัญหาทางครอบครัว เพราะสามารถบริหารเวลาการทำงานด้านดนตรี กับงานทางบ้านได้อย่างลงตัว
- พัฒนางาน/ฝีมืออยู่เสมอ แม้จะได้รับขนานนามว่าเป็นมือพิณผู้ยิ่งใหญ่ หรือปรมาจารย์ด้านการดีดพิณ เป็นสิ่งที่คนอื่นตั้งให้ แต่ตัวครูทองใสบอกว่ายังต้องพัฒนาฝีมืออยู่ตลอดเวลาด้วยการเรียนรู้ ฝึกฝนและหาประสบการณ์เพิ่มเติมทางดนตรีอีกมาก และไม่เคยคิดว่าเป็นคนมีชื่อเสียงและหลงตัวแต่อย่างใด
- ถ่ายทอดความรู้โดยไม่ปิดปัง เพราะถือว่าเป็นวิทยาทาน ทุกครั้งที่ถ่อยทอดและสอนลูกศิษย์ ครูทองใสจะพยายามให้ความรู้กับลูกศิษย์ทุกอย่าง ทั้งลายพิณ เทคนิค เคล็ดลับต่างๆ เพราะถือว่าได้ความรู้มาจากครู เมือเป็นครูก็ต้องถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกศิษย์ทั้งหมดเช่นเดียวกัน ส่วนใครจะรับได้มากน้อยเป็นเรื่องความสามารถของแต่ละบุคคลครูทองใส ทับถนน บอกว่าต้องการถ่ายทอดลายพิณโบราณพื้นบ้านอีสาน ให้คงอยู่ไว้ ควบคู่ไปกับลายพิณประยุกต์ให้เป็นมรดกของคนอีสานตลอดไป
ขอแสดงความอาลัยกับครอบครัวทับถนน
เช้าตรู่ของวันที่ 20 มีนาคม 2567 ได้รับข่าวเศร้าจาก ทองเบส ทับถนน ว่า พ่อทองใส ทับถนน ครูภูมิปัญญาไทย/ศิลปินมรดกอีสาน ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของลูกหลาน และลูกศิษย์ลูกหาด้านการดีดพิณ ที่ได้ร่ำเรียนกับครูผู้อุตสาหะสั่งสอนตลอดมาเป็นเวลายาวนานหลายสิบปี

ปิดตำนาน พิณไฟฟ้าดวงแรกของประเทศไทย พ่อครูทองใส ทับถนน ที่สรรสร้างเสียงดนตรีพิณอีสานให้เป็นที่รู้จักจดจำ คงอยู่จนบัดนี้
ทอง ประกายเจิดจ้า จรัสอีสานเฮย
ใส เสนาะดีดพิณดี เด่นล้ำ
ทับ พิณอื่นหมองศรี หมดสว่าง สิ้นนอ
ถนน แห่งดนตรีย้ำ ยอดชั้นครูพิณ
ลูกศิษย์ลูกหาทุกคน จะสืบสานเสียงพิณ อย่างที่พ่อตั้งใจไว้ จะไม่มีวันเลือนหาย ไปจากแผ่นดินอีสาน ขอให้พ่อไปดีดพิณอยู่บนสวรรค์ให้เทวดาฟังเสียงพิณก้องกังวานอยู่บนบนสวรรค์ มีแต่ความม่วนโฮแซว
ลำเพลินโบราณ แบบอีสานบ้านเฮา
กำหนดสวดอภิธรรม พ่อทองใส ทับถนน ที่ศูนย์การเรียนรู้ครูภูมิปัญญาไทย (บ้านหนองกินเพล) วันที่ 20-24 มีนาคม 2567 เวลา 18.00 น. ทุกวัน กำหนดประชุมเพลิง วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2567 ณ วัดบ้านหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Artist
- Hits: 24270

นพดล ดวงพร
ศิลปินพื้นบ้านผู้เป็นตำนาน วงดนตรีเพชรพิณทอง
"นพดลเป็นนักรบผู้กล้าแกร่ง และยืนหยัดต่อสู้ยาวนาน วงดนตรีเพชรพิณทองเป็นวงดนตรีวงเดียวที่มีอายุมากที่สุด สามารถยืนระยะและเก็บรับความนิยมจากแฟนๆ ได้ยาวนาน"
ประวัติ :
นพดล ดวงพร เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ชื่อจริงคือ นายณรงค์ พงษ์ภาพ เกิดที่อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี บิดาเป็นหมอลำกลอน มารดาเป็นนักร้องเพลงโคราช
ที่อยู่ปัจจุบัน 162-164 บ้านเพชรพิณทอง ถนนนิคมสายกลาง (ท่าวังหิน) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000 โทรศัพท์ 081-9667552
เพชรพิณทอง 20 ธันวาคม 2514
นพดล ดวงพร เคยอยู่กับวงดนตรี คณะพิพัฒน์ บริบูรณ์ (ซึ่งมี ศักดิ์ศรี ศรีอักษร เจ้าของเพลง ผู้ใหญ่ลี เป็นแม่เหล็กสำคัญ) นานหลายปี ต่อมาได้เป็นลูกศิษย์และเข้าร่วม วงดนตรีจุฬารัตน์ ของ ครูมงคล อมาตยกุล ซึ่งเป็นผู้ตั้งชื่อ นพดล ดวงพร ให้ ต่อมาได้ลาออกจากวงกลับมาอุบลราชธานีบ้านเกิด เป็นนักจัดรายการวิทยุ AM โดยมีการเชิญคณะหมอลำ วงดนตรีมาแสดงสดหน้าสถานีวิทยุ จนเป็นที่นิยมของผู้ฟังผู้ชมในยุคนั้น แต่ก็ประสบปัญหามาโดยตลอด เพราะวงดนตรี/หมอลำเหล่านั้นมาไม่ตรงเวลาในการออกอากาศ จึงได้ก่อตั้งวงดนตรีขึ้นมาเองเพื่อใช้ในการออกอากาศวิทยุเสียเอง เป็นวงดนตรีที่รวมเอาเครื่องดนตรีอีสานคือ พิณ แคน เป็นหลัก โดยได้มือพิณคู่ใจคือ ทองใส ทับถนน ที่เพิ่งจะพ้นการเกณฑ์ทหารมาร่วมงาน ใช้ชื่อวงว่า วงดนตรีพิณประยุกต์ จังหวัดอุบลราชธานี และได้กลายมาเป็นวงดนตรี เพชรพิณทอง ที่โด่งดังในภาคอีสาน ในปี พ.ศ. 2514 ช่วงหลังได้ผันตัวไปเป็นนักแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายเรื่อง

เมื่อออกจากคณะจุฬารัตน์แล้ว มุ่งหน้ากลับบ้านเกิดเมืองนอน อุบลราชธานี ใจอยากกลับไปอยู่บ้าน เพื่อไปตั้งวงดนตรีเป็นของตนเอง อยากเสนอแนวความคิด เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี อยากเสนอของดีอีสานให้เป็นที่ประจักษ์บ้าง ของแบบนี้ถ้าไม่ทำเองคงไม่มีใครทำให้ กลับไปบ้านเกิดแล้วเลยก่อตั้งวงดนตรีขึ้นมาทันที ตั้งชื่อวงว่า วงดนตรีพิณประยุกต์ ลักษณะวงดนตรีเป็นแนวอีสานแท้ๆ นำเสนอดนตรีพื้นบ้าน พื้นเมืองอีสานอย่างเต็มรูปแบบ เรียกว่า วงพิณแคน
สารคดี ก(ล)างเมือง : เพชรพิณทอง
แล้วสิ่งที่ถือเป็นความภูมิใจมากที่สุดในชีวิตคือ ได้นำพาชาวคณะไปแสดงออกรายการสดที่ สถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 5 (ขาว-ดำ) จังหวัดขอนแก่น (ในขณะนั้น) แสดงได้ดีเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ชม จนผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเลือกให้เป็นวงพิเศษ ได้ไปแสดงหน้าพระที่นั่งต่อหน้าพระพักตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) - สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2514 วงดนตรีพิณแคนวงแรกของเมืองไทย ที่ได้รับเกียรติสูงส่งอย่างนี้แสดงหน้าพระที่นั่ง ที่ เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น
นพดล ดวงพร ร่วมกับ ทองใส ทับถนน (มือพิณคู่ใจ) ได้ถวายพิณแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านตรัสว่า "เพชร นี้เป็นเพชรน้ำเอก.." ของเครื่องดนตรีอีสาน ในครานั้นสร้างความปลื้มปิติแก่ นพดล ดวงพร และชาวคณะเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ทำให้นพดล ดวงพร ได้เปลี่ยนชื่อวงดนตรีเพลงลูกทุ่งอีสานจาก "วงดนตรีพิณประยุกต์" ใหม่เป็น "วงดนตรีเพชรพิณทอง" ที่ถือว่าเป็นมงคลนาม อันเกิดจากการถวายพิณในครั้งนั้น
ด้วยความมุมานะอุตสาหะเป็นที่ตั้ง ผู้ชายคนนี้ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา จากกรรมกรหาเช้ากินค่ำกรำอยู่กับความยากจนข้นแค้น เขาผ่านความยากจนเหล่านั้นมาได้ อย่างสง่าผ่าเผยจนกลายเป็นหัวหน้าวงดนตรีชื่อดัง ที่เป็นตำนานของพี่น้องชาวอีสาน เขาไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ เขาสร้างสิ่งใหม่ๆ แปลกๆ ตลอดเวลา จากคนเสียงไม่ดีที่คนรังเกียจ เขาอัดแผ่นเสียงจนเพลง ค้นหาคนดัง ดังสนั่นหวั่นไหวเขาอัดเสียงกลอนหมอลำ ชุดหมอลำบันลือโลก ก็ดังแบบสุดๆ

จุดเด่นของวงเพชรพิณทองอยู่ที่ ทีมพิธีกร ที่ใช้ภาษาท้องถิ่นอีสานเป็นหลักในการนำเสนอเนื้อหา รีวิวประกอบเพลง เป็นทีมตลกที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ประกอบด้วย นพดล ดวงพร, ลุงแนบ, หนิงหน่อง, จ่อย จุกจิก, ใหญ่ หน้ายาน, และอาว์แท็กซี่ เป็นต้น การแสดงของเพชรพิณทอง เต็มไปด้วยศิลปะ ที่ละเอียดอ่อน ซื่งประกอบด้วย 1) เวทีการแสดง ง่ายๆ แต่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง 2) นักดนตรี และ หางเครื่อง ก็มีเอกลักษณ์ของเพชรพิณทอง 3) ลีลาตัวแสดงทุกตัว มีเอกลักษณ์ของตนเอง ทุกคน 4) การประสมประสานกัน หรือ จังหวะในการแสดง เก็บรายละเอียดได้ดี ดนตรีสอดประสานได้ไพเราะ โดยเฉพาะเสียงพิณ เสียงแคน เสียงแซ็กโซโฟน กลอง ฯลฯ
เพชรพิณทอง และ นพดล ดวงพร คือนักรบทางวัฒนธรรมของภาคอีสาน ที่เกิดขึ้นจากมันสมองและการสั่งสมประสบการณ์ของนพดล ดวงพร เป็นการมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยวด้วยตัวของตัวเอง เป็นความแน่วแน่ในอันจะจรรโลงและอนุรักษ์สิ่งดีงาม พร้อมๆ กับการผสมผสานของใหม่เข้าด้วยกัน
“แม่นแล้ว” “เบิ่งกันแหน่เด้ออาว” “น้อยทิง” “นางเอย” “เด้อนางเดอ เด๊อเด๊อนางเดอ ตึ้งๆ” อีกหลากหลายคำ อีกเป็นร้อยเป็นพันคำและวลีที่ติดหู ติดปากผู้คน ที่เพชรพิณทองไปหยิบจับจากท้องถิ่นที่อีสานเป็นและอยู่ มาใช้ทำการแสดง ทำให้ผู้คนเห็นความสำคัญของคำและวลีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือการละเล่นแสดงในภาคอีสานกลับมาอยู่ในความนิยม ทำให้เห็นความลึกซึ้งและมิติลุ่มลึกของภาษา และนี่คืออานุภาพของภาษา อานุภาพของวัฒนธรรม ความสำคัญอยู่ที่เกาะเกี่ยวเหนี่ยวพันคนเข้าด้วยกันด้วยภาษา เป็นทั้งเครื่องผูกพันและเป็นรหัสให้ผู้คนได้ใช้ในการปฏิสัมพันธ์กัน
อาวุธสำคัญ ของวงดนตรีและของบุคคลผู้นี้คือ การใช้ภาษาอีสาน ขณะที่สังคมอีสานกำลังเกิดความสับสนในอัตลักษณ์ของตัวเอง ท่ามกลางการดูถูกชาติพันธุ์ของสังคมไทย ที่มีต่อคนลาว ต่อชาวอีสาน ซึ่งปรากฏการณ์อย่างนี้ได้ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมบนแผ่นดินอีสานตามมา คือ ได้เพาะเชื้อความรังเกียจกำพืดของตัวเอง ดูถูกตัวเอง เกลียดความเป็นลาวในสายเลือดตัว และพยายามหนีสุดชีวิตเพื่อให้พ้นไปจากความเป็นลาว เป็นคนอีสาน ด้วยการสร้างปมเขื่องให้กับตนเองด้วยการ “ไม่พูดสำเนียงภาษาอีสาน หรือภาษาลาว”
เพชรพิณทอง และ นพดล ดวงพร ก็โผล่ออกจากเงามืด และออกมายืนท้าทาย ต่อสู้ฟาดฟัน และที่สุด นพดลและเพชรพิณทองก็ประสบชัยชนะ นำพาผู้คนในภาคอีสาน และคนเชื้อสายลาวในจังหวัดอื่นๆ แม้กระทั่งคนลาวในต่างแดน และคนลาวในประเทศ สปป.ลาว เอง ก็ยังได้รับอานิสงส์และเก็บรับความภาคภูมิใจพร้อมกัน
คงไม่เกินเลยนัก หากจะกล่าวว่า คนที่ใช้ภาษาลาวหากได้ฟังเพชรพิณทองเป็นต้องยิ้ม หัวเราะ ขบขัน และหลังจากนั้นก็จะเกิดความรักในภาษา รักในสิ่งที่บรรพบุรุษได้สรรค์สร้างไว้ หลายคนบอกกับตัวเอง ถ้าไม่รู้ภาษาลาว ถ้าไม่เป็นคนลาว คงขาดทุนแย่ เพราะความงามในคำ ในนัยที่แฝงในลีลา และคำพูดมันวิจิตรและงดงามยิ่งนัก แล้วทุกคนก็มอบความรักให้กับเพชรพิณทองอย่างเต็มหัวใจ
เขาและชาวคณะได้ใช้ภาษาของพ่อแม่อย่างมีประสิทธิภาพ แง่มุมและมุกตลกของเพชรพิณทอง มาจากความงดงามของภาษาอีสาน ภาษาลาว มาจากวิถีชีวิตของชาวอีสาน มาจากคำหยอกล้อ มีจากภาษิต ผญา โตงโต่ย และภาษาถ้อยคำของคนสมัยใหม่ รวมทั้งได้สะท้อนวิถีความเป็นไปในภาคอีสาน ที่สำคัญไปกว่านั้น เพชรพิณทองได้สอดแทรกศิลปะ วัฒนธรรมของอีสานอย่างหลากหลาย และถ่ายทอดอย่างมีศิลปะ ทำให้ศิลปะและคุณค่าที่ดีเลิศอยู่แล้ว กลับผุดผาดส่องใสยิ่งขึ้น เมื่อมีการประยุกต์และนำมานำเสนอและจัดแสดงได้อย่างลงตัว
เพชรพิณทอง และ นพดล ดวงพร ได้ก่อกระแสความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้นในใจคนอีสาน ทำให้คนอีสานได้ประจักษ์ว่า ภาษาอีสานหรือภาษาลาวนั้น มีความงาม มีมิติล้ำลึก การเสียเวลากว่า 3 ชั่วโมงในการนั่งชมการแสดง เป็นความคุ้มค่าอย่างที่สุด เสียงปล่อยหัวเราะ เสียงโห่ฮา เพื่อบำบัดระบายอารมณ์ความสนุกจุกแน่น ที่เพชรพิณทองก่อให้เกิดมีขึ้นตลอดเวลาในการแสดง เมื่อการแสดงจบลง ทุกคนเดินออกจากวงผ้าล้อมวิก หรือโรงภาพยนตร์ ทุกใบหน้ายังคงประด้วยรอยยิ้มและไมตรี หันมองคนรอบข้าง และยิ้มให้กันอย่างมีความสุข มีหวัง แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ที่สามารถยิ้มหัวให้กันได้ก็เพราะทุกคนก็รู้ว่า คนที่เข้าชมเพชรพิณทอง คือ คนอีสาน คนบ้านเดียวกัน เป็นคนที่ฟังภาษาเพชรพิณทองแล้ว ขบขันจนตัวโก่งเหมือนกัน
ในยุคที่โด่งดังของเพชรพิณทองนั้น การปิดวิกล้อมผ้าเก็บค่าเข้าชมคนละ 50 บาท สามารถทำรายได้มากกว่าวงดนตรีสตริงวัยรุ่นที่โด่งดังยุคนั้น หรือแม้แต่กับวงดนตรีลูกทุ่งชื่อดัง สายัณห์ สัญญา มาประชันการแสดงในวัดเดียวกัน ก็มีรายได้น้อยกว่าเพชรพิณทองมาแล้ว วงดนตรีเพชรพิณทอง ไม่ได้ดังแค่ในภาคอีสานเท่านั้น ภาคใต้ก็ไปเปิดวิกล้อมผ้าโกยเงินมาแล้ว ยิ่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง โรงภาพยนตร์ที่ไปเช่าที่แสดงโรงแทบแตกกันมาแล้วทั้งนั้น
จากคนที่แทบไม่มีอะไรเลย เขามีหมดทุกอย่างทั้งบ้าน ที่ดิน รถเก๋ง รถบัส รถเวที รถขนสัมภาระ อะไรที่อยากมีก็มีหมดทุกอย่าง ด้วยความสามารถทางการแสดง เป็นอย่างเดียวที่เชี่ยวชาญจนคนยอมรับ ก้าวจากเด็กถีบสามล้อ ไปถึงคนส่งหนังสือพิมพ์ จนกลายเป็น โฆษกวิทยุ เป็นนักร้อง เป็นหมอลำ เป็นได้กระทั่งดารานักแสดงหนัง ละคร มีรางวัลเกียรติยศ ประดับเกียรติความสามารถอีกต่างหาก

จากภาพยนตร์เรื่อง วิวาห์พาฝัน ถึงเรื่องที่ดังที่สุดคือ ครูบ้านนอก (2521) - รับบทเป็น ครูใหญ่คำเม้า แก้วใส แห่งโรงเรียนบ้านหนองหมาว้อ และอีกหลายๆ เรื่อง จนเมื่อไม่นานมานี้ยังได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง สิบห้าค่ำเดือนสิบเอ็ด และผลงานละครโทรทัศน์ โคกคูนตระกูลไข่ เพลงรักริมฝั่งโขง (2550) เรไรลูกสาวป่า (2551) ดังแค่ไหนคงไม่ต้องเอ่ยกันแล้ว

ปั้นลูกศิษย์ลูกหานักร้องให้ดังมาแล้วทั่วบ้านทั่วเมือง อาทิ นกน้อย อุไรพร, วิเศษ เวณิกา, ชุติมา ดวงพร, นพรัตน์ ดวงพร อีกทั้งยังปั้นนักแสดงตลกที่ยิ่งใหญ่มาเยอะ อาทิ สุนทร คางแพะ, ลุงแนบ (ณรงค์ โกษาผล), หนิงหน่อง, แท็กซี่, จ่อย จุกจิก, ใหญ่ หน้ายาน ฯลฯ จะไม่มีใครลืมเขาได้-ผู้ชายคนเก่งนักเพลงเมืองอุบล นพดล ดวงพร
ณรงค์ พงษ์ภาพ (นพดล ดวงพร) - ประวัติ และผลงาน
รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ :
- รางวัลรับยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม ปี พ.ศ. 2532
- รางวัลสุพรรณหงส์ ประจำปี 2545 ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม จาก 15 ค่ำ เดือน 11
นพดลยังได้เป็นผู้อำนวยการผลิตและสร้างสรรค์งาน นำเอาประวัติศสาตร์เมืองอุบล และเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของเมืองอุบล มาบอกเล่าผ่านบทเพลง ในวาระที่เมืองอุบล ครบรอบ 200 ปี ใน พ.ศ. 2535 เพื่อเฉลิมฉลองฉลอง 200 ปีอุบลราชธานี โดยมีผู้ประพันธ์เพลง คือ ชลธี ธารทอง, พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา, ณรงค์ โกษาผล, สยาม รักษ์ถิ่นไทย, ธนรรษต์ ผลพันธ์, ประพนธ์ สุริยะศักดิ์, เฉลิมพร เพชรศยาม, นคร พงษ์ภาพ
นพดล ดวงพร - ฐานข้อมูลศิลปินมรดกอีสาน
นับเป็นการระดมนักแต่ง นักร้อง คนเมืองอุบล และที่มีชื่อเสียง มาสร้างสรรค์เพลงเมือง รวม 22 เพลง ซึ่งมีทั้งเพลงเก่าและเพลงใหม่ที่ตั้งขึ้น และบางเพลงได้มีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ เช่น เพลงลูกแม่มูล ของครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา เป็นต้น
ตำนานพิณ แคน ซอ - นพดล ดวงพร ตอนที่ 1
ตำนานพิณ แคน ซอ - นพดล ดวงพร ตอนที่ 2
ตำนานพิณ แคน ซอ - นพดล ดวงพร ตอนที่ 3
ขอแสดงความอาลัยต่อการจากไป
ได้รับการแจ้งข่าวจาก คุณอรนุช โกศัลวัฒน์ บุตรสาวของ นายณรงค์ พงษ์ภาพ หรือ "นพดล ดวงพร" ผู้ก่อตั้งวงดนตรี "เพชรพิณทอง" ที่คนในวงการลูกทุ่งอีสานรู้จักกันทั่วไปว่า คุณพ่อได้จากไปอย่างสงบ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 เวลา 20.19 น. ณ โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ กรุงเทพมหานคร สิริอายุรวมอายุ 77 ปี

ทางญาติได้บำเพ็ญกุศลและมีกำหนดการพิธีพระราชทานเพลิงศพ กรณีพิเศษ คุณพ่อณรงค์ พงษ์ภาพ (นพพดล ดวงพร) ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2562 ณ เมรุวัดท่าวังหิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เหลือไว้เพียงตำนานอันยิ่งใหญ่ของ วงดนตรีมหาสนุก ลูกทุ่งอีสาน เพชรพิณทอง
มรดกเพชรพิณทอง : ความจริงไม่ตาย ThaiPBS
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Artist
- Hits: 21749

ทองมาก จันทะลือ
ทองมาก จันทะลือ หรือ หมอลำถูทา
ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ปี 2529
ศิลปินหมอลำ คือผู้ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ด้วยทำนองเพลงที่เป็นเอกลักษณ์แห่งท้องถิ่นอีสาน ซึ่งหากจะกล่าวถึง ศิลปินหมอลำระดับปรมาจารย์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วภาคอีสาน ถึงขั้นที่เรียกว่า "แตกลำ" อันเป็นคำที่ใช้ในวงการหมอลำ ซึ่งหมายถึงผู้มีความสามารถในการลำกลอน โดยไมว่าจะเป็นกลอน 7 กลอน 8 และกลอน 9 ก็สามารถลำได้สดๆ โดยไม่ติดขัด อีกทั้งได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติที่เป็นหมอลำคนแรก เมื่อปี พ.ศ. 2529 ท่านผู้นั้นก็คือ หมอลำทองมาก จันทะลือ
นอกจากลำกลอนแล้ว ท่านยังมีความสามารถในการทำเครื่องดนตรีพื้นเมือง ได้แก่ โหวด อีกทั้งยังมีความสามารถใน การเป่าแคน เป่าใบไม้ และด้วยความแตกฉานในกลอนลำ ท่านจึงเป็นหมอลำที่เก่งหาตัวจับยาก โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือ การสร้างความสนุกสนาน จากท่าทางลีลา ยกคิ้วหลิ่วตา ทำให้เป็นที่ถูกอกถูกใจคนดู จนได้รับการยกยองเป็นหมอลำชั้นหนึ่งในภาคอีสาน และได้สร้างลูกศิษย์ไว้สืบสานหมอลำอีกด้วย
อีกชื่อหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นใช้เรียก หมอลำทองมาก จันทะลือ คือชื่อ "หมอลำถูทา" เนื่องจากท่านได้มีโอกาสจัดรายการวิทยุ และเป็นโฆษกผู้โฆษณายาให้กับ บริษัท โอสถสภาเต็กเฮงหยู โดยท่านได้นำเอาศิลปะหมอลำเข้าไปประยุกต์ใช้ในการโฆษณา ส่งผลให้ยอดขายของทางบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โฆษณาทางวิทยุชิ้นหนึ่งอันเป็นผลงานของท่าน ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และติดหูของชาวอีสานในยุคนั้น ได้แก่ โฆษณายาหม่องถ้วยทอง ที่มีถ้อยคำติดหูผู้ฟังทั่วไปว่า "ถูทา ถูทา" ทำให้ชาวบ้านพากันเรียก หมอลำทองมาก ว่า "พ่อถูทา" นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
การสั่งสมประสบการณ์
หมอลำทองมาก จันทะลือ เริ่มเข้าสู่วงการหมอลำเมื่ออายุ 14 ปี โดยบิดาได้พาไปสมัครเรียนหมอลำ กับพระรูปหนึ่งนามว่า พระอาจารย์อ่อน ที่วัดประดู่น้อย โดยได้เรียนรู้ทั้งด้านกลอนลำ และพระธรรมคำสอนทาง พระพุทธศาสนาอันเป็นพื้นฐานสำคัญที่หมอลำจะต้องเรียนรู้อย่างละเอียด ท่านได้ร่ำเรียนอยู่กับพระอาจารย์อ่อน อยู่เป็นเวลา 2 ปี จึงได้ลาไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมกับครูหมอลำอื่นๆ อีกหลายท่าน อาทิ หมอลำคำอ้าย อาจารย์คำผาย โยมา ที่สอนให้รู้จัก การวาดลำ (คือจังหวะในการรำและฟ้อน) และแตกฉานในกลอนลำ นอกจากนั้นยังมี สิบตรีภิรมย์ อาจารย์กึม อาจารย์เคน อามาตย์บัณฑิต อาจารย์หลวย และอาจารย์บุญคา เป็นต้น ซึ่งอาจารย์แต่ละท่านล้วนมีความชำนาญในด้านต่างๆ เกี่ยวกับหมอลำที่แตกต่างกันไป ทำให้หมอลำทองมาก ได้มีโอกาสเรียนรู้ศาสตร์ของหมอลำอย่างกว้างขวางจนแตกฉาน
![]() |
![]() |
ท่านเริ่มแสดงครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2491 และแสดงอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนมีชื่อเสียงโด่งดัง จนได้รับการยกย่องว่า เป็นหมอลำชั้นหนึ่ง หาผู้มาประชันได้ยาก โดยท่านยึดถือคุณสมบัติหมอลำที่ดีควรมีหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) มีความรู้ฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม 2) เสียงดังมีเสน่ห์ รูปร่างหนาตาดี และ 3) มีลีลาบทบาท มารยาทอ่อนโยน
ในด้านสังคม ท่านเคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ ส.ส. อุบลราชธานี 1 สมัย ต่อมาได้ตั้ง สมาคมหมอลำถูทาบริการ และรับงานแสดง ตลอดจนช่วยเหลืองานราชการอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในงานรณรงค์ด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข จึงนับได้ว่าเป็นบุคคลที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติ ด้วยการนำเอาศิลปะพื้นบ้านมารับใช้สังคม
ความภูมิใจ/รางวัลสำคัญ
หมอลำทองมาก จันทะลือ ได้รับรางวัลเกียรติคุณหลายครั้ง อันไดแก่
- ชนะเลิศการประกวดหมอลำชั้นเอกที่จังหวดขอนแก่น เมื่อปี พ.ศ. 2500
- ชนะเลิศการประกวดหมอลำที่อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม เมื่อปี พ.ศ. 2500
- ชนะเลิศการประกวดหมอลำชั้นหนึ่งที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแกน เมื่อปี พ.ศ. 2502
- ชนะเลิศการประกวดหมอลำคู่ ที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 2510
- ชนะเลิศการประกวดหมอลำในงานสงกรานต์ ที่อำเภอวารินชาราบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 2511 และ 2512
- ปี พ.ศ. 2514 อาศัยความเป็นผู้แทนของชาวหมอลำ พ่อทองมากได้ก่อตั้งสหพันธ์ "สหพันธ์หมอลำแห่งประเทศไทย" และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสหพันธ์เป็นคนแรก
- ได้รับรางวัลดีเด่นการผลิตผลงานเพื่อเยาวชนประเภทสื่อชาวบ้าน จากคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแหงชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2524
- ได้รับรางวัลศิลปินพื้นบ้านดีเด่น จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2528
- ได้รับการยกยองเชดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ประจาปี พุทธศักราช 2529 จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
แม้ว่า นายทองมาก จันทะลือ จะไม่ได้เป็นคนอุบลฯ โดยกำเนิด (ชาติกำเนิด จังหวัดขอนแก่น) แต่ก็มาสร้างครอบครัว และทำงานที่จังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงหลังๆ เป็นทั้งนักจัดรายการวิทยุ ตั้งสำนักงานหมอลำถูทาบริการ (กกตาลคู่) ใกล้กับโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี ซึ่งต่อมาได้ให้บริการที่พักสำหรับญาติผู้ป่วยได้เข้าพักนอนฟรี เมื่อมาเยี่ยมญาติที่โรงพยาบาล ย้ายสำนักงานไปฝั่งอำเภอวารินชำราบ (บริเวณข้างๆ กับอุบลวัสดุ (ดูโฮม)) และโยกย้ายไปอยู่บ้านสวนเลขที่ 156 หมู่ที่ 5 ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จนสิ้นอายุขัย

หมอลำทองมาก จันทะลือ ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554 ด้วยโรคชรา ขณะอายุ 87 ปี (ตามอายุจริงที่เกิดในปี พ.ศ. 2467 แต่แจ้งเกิดตามบัตรประชาชน วันที่ 6กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2472 ซึ่งหากนับตามบัตรประชาชน ท่านเสียชีวิตเมื่ออายุ 82 ปี) และสุดท้ายแห่งชีวิต หมอลำถูทายังได้บริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ให้กับโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อีกด้วย
สยามศิลปิน - ทองมาก จันทะลือ หมอลำถูทา
นานาทัศนะ
บรรณวัชร จากคอลัมน์ คมเคียวคมปากกา - จบตำนาน "หมอลำถูทา" (หนังสือพิมพ์คมชัดลึก) ไดกล่าวถึง หมอลำทองมาก จันทะลือ ว่า "สาหรับผมแล้ว "หมอลำถูทา" คือศิลปินของชาวบ้าน ผู้สร้างตำนาน การเมืองของคนรากหญ้าไว้อย่างน่าศึกษายิ่ง"
ผู้ใช้นามแฝง เลขายูฯ จากเว็ปไซต์ http://www.carabao2524.com กล่าวถึงหมอลำทองมาก จันทะลือ ว่า "การแสดงหมอลำของท่านแต่ละครั้งได้พยายามสอดแทรกวิชาเกษตรกรรม และรณรงค์การรู้หนังสือ สนับสนุนนโยบายของรัฐไปด้วย จนได้รับรางวัลดีเด่น การผลิตผลงานเพื่อเยาวชนประเภทสื่อชาวบ้าน ท่านได้อุทิศตนเพื่องานสังคมมาโดยตลอด เป็นวิทยากรพิเศษบรรยายเกี่ยวกับการถ่ายทอดวิชาการเล่นหมอลำ ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านอีสาน ให้แก่ลูกศิษย์มากกว่า 300 คณะทั่วภาคอีสาน"
พ่อใหญ่ถูทา ทองมาก จันทะลือ
![]()




















