- Details
- Written by: ธงชัย ชัยศิริกุล
- Category: Artist
- Hits: 18590

ศิลปินพื้นบ้าน คือ ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันหลากหลาย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเราชาวอีสาน จึงขอประกาศเชิดชูคุณูปการของท่านเหล่านั้นให้ลูกหลานได้รู้จัก เพื่อเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง ผู้จัดทำเว็บไซต์ไม่อาจทำความรู้จักกับศิลปินพื้นบ้านทุกท่านได้ ก็ได้แต่หวังว่าจะได้รับคำแนะนำจากท่านผู้รู้ในท้องถิ่นต่างๆ ได้ช่วยชี้แนะกันมา ยินดีรับข้อมูลและภาพประกอบของศิลปินชาวอีสานทุกท่าน นำมาเสนอ ณ ที่นี้ ติดต่อได้ที่ webmaster @ isangate.com ขอบพระคุณทุกๆ ท่านครับ
สงวน ทรัพย์เตี้ย
![]() |
|
ลืออำนาจ
ลืออำนาจ เป็นอำเภอหนึ่งใน จังหวัดอำนาจเจริญ เดิมคนรู้จักอำเภอลืออำนาจเพราะเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่งดงาม ปัจจุบันอำเภอลืออำนาจมีสิ่งที่ทำให้คนรู้จักเพิ่มขึ้นอีก คือ เป็นแหล่งที่ผลิตพิณรูปร่างแปลกๆ ไม่ซ้ำแบบใคร เพราะ พิณเมืองลือมีรูปร่างที่ต่างไปจากเดิม ซึ่งแต่เดิมนั้นพิณจะมีรูปร่างแค่วงกลมหรือวงรีเท่านั้นแต่พิณเมืองลือ จะตกแต่งหน้าพิณจากวัสดุเหลือใช้และหาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น กระดองเต่า เปลือกหอยต่างๆ กะลามะพร้าว เศษไม้ แกลลอนน้ำมัน เขาวัว เขาควาย หน้าวัว หน้าควาย หน้าม้า หน้าหมู กระป๋องนม กะทะไฟฟ้า เป็นต้น

ผู้สร้างผลงาน
นายสงวน ทรัพย์เตี้ย เกิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2474 ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 95 หมู่ 2 บ้านอำนาจ ตำบลอำนาจ อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ แรงบันดาลใจที่ทำให้พ่อสงวน ประดิษฐ์พิณขึ้นครั้งแรกนั้น เกิดขึ้นในช่วงที่มีอารมณ์เศร้า เนื่องจากภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากเสียชีวิตลง ซึ่งแต่ก่อนคุณพ่อสงวน มีอาชีพขายอาหาร เมื่ออยู่คนเดียว จึงคิดหาทางที่จะประกอบอาชีพอย่างอื่น ซึ่งตัวคนเดียวสามารถจะทำได้ แต่ก็ยังคิดไม่ออก
ปี 2537 ในงานนมัสการพระธาตุพนม ซึ่งจัดขึ้นทุกปี ในวันเพ็ญเดือน 3 พ่อสงวนได้ไปนมัสการพระธาตุพนมและได้เห็นวงดนตรีพื้นบ้านที่เข้ามาเล่นในงาน คือ วงโปงลาง เมื่อได้ฟังเขาเล่นก็เกิดติดใจในเสียงพิณ พอกลับมาบ้านจะหลับจะนอนก็ได้ยินแต่เสียงพิณ
ในปีต่อมา คุณพ่อสงวนได้ไปนมัสการพระธาตุพนมอีก ก็ได้เห็นวงโปงลางที่เขามาเล่นในงานอีก ในขณะนั้นวงโปงลางเขายังไม่ถึงเวลาเล่น คุณพ่อสงวนจึงได้ขอเด็กที่เฝ้าวงโปงลางเพื่อจะเข้าไปดูพิณ เขาไม่ยอมให้เข้าไปดู แต่ด้วยความยากรู้อยากเห็นเป็นอันมาก จึงได้จ้างเด็กที่เฝ้าวงโปงลางด้วยเงิน 50 บาท เขาจึงยอมให้เข้าไปดู
พ่อสงวนจับพิณขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ดูว่า เขาทำอย่างไร ขนาดเท่าใด ในขณะนั้นคุณพ่อสงวนก็คิดในใจว่า จะต้องทำให้ได้ จะทำอย่างไรดี เครื่องมือที่จะมาใช้วัดขนาดก็ไม่มี พอดีตาเหลือบไปเห็นเศษไม้ตกอยู่ที่พื้นชิ้นหนึ่งจึงได้หยิบขึ้นมาเป็นไม้สำหรับวัดขนาดของพิณ หลังจากได้ไม้วัดขนาดชิ้นนั้นมาแล้ว ก็ได้มาลองทำดู
แต่ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร จะทำอย่างไร คุณพ่อสงวนจึงไปที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อหาซื้อพิณมาเป็นตัวอย่าง ซึ่งที่จังหวัดอุบลราชธานี มีร้านขายเครื่องดนตรีอยู่ จึงได้ซื้อพิณมาเป็นต้นแบบ จากนั้นก็ได้ทำมาเรื่อยๆ ได้ระยะหนึ่งก็ได้มาคิดว่าน่าจะทำอะไรที่มันแปลกไปจากเดิม
วันหนึ่งคุณพ่อสงวนได้ไปทำธุระที่จังหวัดอุบลราชธานี ขณะที่เดินผ่านหน้าร้านรับซื้อของเก่า ตาเหลือบไปเห็นหน้าควายอันหนึ่ง มีเขาสองข้างสวยงาม ถูกใจคุณพ่อสงวนมาก คุณพ่อสงวนจึงได้คิดว่าน่าจะเอาหน้าควายอันนี้มาทำเป็นพิณได้ จึงได้เข้าไปของซื้อเขามา พอกลับมาถึงบ้านก็เอามาลองทำดู ปรากฏว่าใช้ได้จริงๆ ใครได้พบได้เห็นก็ชมว่าสวยงามแปลกดี
ต่อมาคุณพ่อสงวนจึงได้ใช้วัสดุเหลือใช้อื่นๆ มาทำอีกและก็เป็นที่นิยมของคนดนตรี สิ่งที่แปลกก็คือ คุณพ่อสงวนไม่เคยออกแบบในกระดาษก่อนที่จะลงมือทำเลย แบบทุกแบบจะบันทึกไว้ในสมอง และกลั่นกรองออกมาให้แปลกใหม่เรื่อยๆ โดยไม่ซ้ำกัน เครื่องมือที่ใช้ตัด ขัด เกลา ยึดมีดโต้เล่มเดียวเป็นหลัก ถากและเกลาจนได้รูปแบบตามที่ต้องการ ใช้กระดาษทรายขัดเล็กน้อย เมื่อประกอบเป็นรูปร่างจะเหมาะสมกลมกลืน
ในระยะที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ พิณในจินตนาการของพ่อสงวน มีมากมายหลายแบบ เช่น พิณรูปนก เป็ด กระต่าย เต่า ปลา เสือ หน้าวัว หน้าควาย รูปคันไถ รูปคราด กระติบข้าว ฯลฯ ประมาณได้กว่า 1,000 ชิ้น ราคาจำหน่ายเริ่มตั้งแต่ 100 บาทถึง พันกว่าบาท
ผลงานที่คุณพ่อสงวนภูมิใจมากที่สุด คือ พิณรูปไถ รูปคราดและหน้าควาย โดยให้เหตุผลว่า พิณทั้งสามแบบนี้ จะสามารถเป็นสื่ออนุสรณ์เตือนใจลูกหลานชาวอีสานให้ทราบว่า เดิมทีบรรพบุรุษได้ใช้ควาย ไถ คราด เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำนาเลี้ยงชีพ
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ พิณเป็นสัจธรรมแห่งการครองตน ตึงมากก็ขาด หย่อนมากก็ไม่ดี ให้อยู่สายกลาง เปรียบกับสายพิณที่มีสามสาย แต่ละสายจะมีเสียงสูง กลางและต่ำ ถ้าทั้งสามอยู่ในลักษณะพอดี ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป เสียงพิณที่ออกมาก็จะมีความไพเราะน่าฟัง "พิณเมืองลือ" จะเรียกว่า พิณจากใจก็ย่อมได้ เพราะผู้ผลิตก็ผลิตจากใจ วัสดุอุปกรณ์ที่นำมาผลิต ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากน้ำใจอันดีงามของเพื่อนบ้าน
ผู้ที่เดินทางมาจากต่างถิ่นก็มาชม มาซื้อด้วยใจรัก พิณที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งก็บริจาคให้สถานศึกษา เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ได้ศึกษา และให้ผู้มีใจรักในเสียงพิณจริงๆ ก็มีมาก ผู้ที่มาซื้อพิณไปบางคนก็ซื้อไปประดับบ้าน บ้างก็สะสม บ้างก็นำไปขายต่อ บางคนก็นำไปฝึกดีดพิณจริงๆ ปัจจุบัน พ่อสงวน ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาผลิตพิณอย่างไม่ว่างเว้น
มีผู้สนใจทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดมาแวะชม แวะซื้อมิได้ขาด นับว่า พิณเมืองลือ เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีศิลปไม่ซ้ำแบบใคร เป็นที่ภาคภูมิใจแก่คนเมืองลืออำนาจอย่างแท้จริง

![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Artist
- Hits: 26325

พิมพา พรศิริ : น้ำตาเมียซาอุ
...คิดมาอุราช้ำหนัก ผัวรักไม่เคยส่งเงิน
รู้ข่าวปวดร้าวเหลือเกิน เมื่อรู้ว่าเงินไม่มาถึงเมีย
พ่อแม่ผัวรับเต็มที่ เพราะเงินจากพี่ที่ซาอุดีอาระเบีย
ส่งมาให้ใช้กันนัวเนีย ส่วนลูกเมียนั่งเสียน้ำตา…"
เสียงเพลงหวานหูปนตัดพ้อต่อว่าที่ชื่อ 'น้ำตาเมียซาอุ' ของนักร้องหมอลำชื่อดัง 'พิมพา พรศิริ' ดังมาจากสเตอริโอคู่ทุกข์คู่ยากของชาวบ้านในแถบภาคอีสาน เนื้อท่อนแรกนั้นฟังเผินๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นเพลงลูกทุ่งทั่วไป แต่พอมาถึงช่วง 'แร็ป' หมอลำซึ่งเป็นภาษาอีสานแท้ๆ นั้น ทำเอาหลายคนที่ไม่ชิน เกิดอาการมึนตึ้บกันเป็นแถบๆ แต่สำหรับลูกข้าวเหนียว บอกได้คำเดียวว่าถูกใจหลายเด้อ
พิมพา พรศิริ (หนูแดง) |
|

16 ปีที่แล้ว เพลง "น้ำตาเมียซาอุ" ทำให้เด็กสาววัย 16 ปี คนหนึ่งโด่งดังเป็นพลุแตก ในขณะที่เพลงๆ นี้ก็กลายเป็นเพลงอมตะไปเรียบร้อยแล้ว จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เด็กสาวคนนั้นเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่วัย 30 ปีเศษ แต่เธอยังเลือกที่จะเดินบนเส้นทางดนตรีต่อไป วันนี้เธอมีผลงานออกมาแล้วทั้งสิ้น 70 ชุด รวมทั้งอัลบั้มรวมฮิตด้วย
จะว่าไปแล้ว คนอีสานนั้นมีชีวิตผูกพันกับเพลงหมอลำมาตั้งแต่จำความได้ ส่วนใหญ่จะได้ยินจนชินหู และเห็นการเซิ้งมาจนชินตา เด็กเล็กๆ หลายคนหากได้ยินเสียงดนตรีทำนองหมอลำขึ้นมาเมื่อไร เป็นต้องตั้งวงเตรียมเซิ้งกันเลยทีเดียว นักร้องหมอลำที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ต่างก็เคยเป็นอย่างที่เอ่ยมาแล้วทั้งนั้น อย่างเช่น พิมพา พรศิริ ที่ท้าวความถึงอดีตหนหลังให้ฟังว่า ตั้งแต่จำความได้ ก็ได้ยินเสียงหมอลำดังอยู่ทั่วทุกบ้านในแถบจังหวัดชัยภูมิ ที่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ
"ตั้งแต่เด็กจำความได้ก็ได้ยินเสียงหมอลำแล้ว มันเหมือนกับเพลงหมอลำได้แทรกอยู่ในทุกอณูของคนอีสาน ลำกลอนนี่ได้ยินจนชินหู และทำให้เราซึมซับสิ่งพวกนี้ไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้เราชอบการร้องเพลง และเวลาหมอลำไปเล่นแถวบ้าน ก็จะชอบด ูแล้วก็จะมาเลียนแบบเขาลำยังไง ฟ้อนยังไง ก็จะจำมาเล่นกับเพื่อน
พอโตขึ้นมาหน่อย จำได้ว่า เริ่มสาวแล้ว กำลังเรียนอยู่ที่ วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ ความชอบด้านนี้ของเราก็ยังไม่หายไปไหน เวลาว่างก็จะหาหนังสือเกี่ยวกับเพลงมาอ่าน แล้ววันหนึ่งก็ไปเจอใบประกาศของโฆษกวิทยุชื่อดัง คุณลุงใหญ่ อยุธยา ที่รับสมัครศิลปินนักร้อง เราก็สนใจเลยเขียนจดหมายไปแนะนำตัว"
พิมพาเล่าต่อว่า "สาเหตุที่ส่งจดหมายไปขอสมัครเป็นนักร้องนั้น นอกจากความชื่นชอบในการร้องเพลงแล้ว อีกสาเหตุหลักๆ เห็นจะเป็นปัญหาเรื่อง เงินทอง ที่เกิดขึ้นในครอบครัว เป็นช่วงที่พี่สาวไม่ค่อยสบาย ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมาก เลยคิดว่า จะต้องหางานทำเพื่อหาเงินมาช่วยแม่ แต่เรื่องที่ขอสมัครเป็นนักร้องก็เงียบหายไป"
จวบจนเวลาผ่านไป 2 เดือน คราวนี้ก็เลยเขียนจดหมายไปหาลุงใหญ่อีกครั้ง ถามแบบอ้อนๆ ว่า
ลุงใหญ่ลืมหนูแดง (ชื่อเล่นของพิมพา) แล้วหรือ? "
ซึ่งจดหมายฉบับนั้นเอง ทำให้ลุงใหญ่สงสัยว่า "หนูแดง" เป็นใคร และทำไมถึงเขียนมาแบบนี้ จึงสั่งให้ลูกน้องไปควานหาจดหมายฉบับก่อนๆ มา และก็ได้ติดต่อมา เพื่อให้ส่งเทปที่บันทึกเสียงร้องของพิมพาไปให้ฟัง
และนั่นจึงถือเป็นจุดกำเนิดของนักร้องหมอลำ ชื่อดัง นามว่า พิมพา พรศิริ
"มีบางช่วงที่หายไป ก็มีแฟนเพลงถามถึงเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้หายไหนหรอกค่ะ เป็นเพราะไปทำเพลงเฉพาะภาค ทั้งเพลงภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ ซึ่งการโปรโมทก็ไม่จำเป็นต้องออกทีวี ดังนั้นจึงโปรโมทเฉพาะในท้องถิ่น ก็เลยดูเหมือนหายหน้าไป"
หลังหมดสัญญากับบริษัทเมโทรเทปและแผ่นเสียงแล้ว พิมพา พรศิริ ตัดสินใจลงทุนทำเพลงเอง โดยให้เหตุผลว่า "อยากรวย" และอยากลองเสี่ยงดู ที่สำคัญอยากทำเพลงที่ตัวเองชอบ ซึ่งเธอก็ยอมรับว่า เจ็บตัวไปมากเหมือนกัน แต่ถือว่าได้ทำแล้ว ได้รู้รสชาติของมันว่าเป็นอย่างไร ไม่อย่างนั้นก็คาใจไปตลอดชีวิต
ช่วงที่ดังสุดๆ พิมพา พรศิริ เคยตั้งวงดนตรีโดยมีเธอเป็นนักร้องนำ แต่ตอนนี้ก็พอเหลือทีมงานอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่หากเจ้าภาพต้องการ เธอก็จะจัดหาให้ได้ หรือถ้าจะให้เธอฉายเดี่ยว ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือเช่นกัน
พิมพาบอกว่า "เนื้อร้องในเพลงของตนเปลี่ยนไปตามยุคสมัย อย่างเช่นเพลงที่โด่งดังกันมากอย่าง 'น้ำตาเมียซาอุ' แต่งขึ้นในช่วงที่ผู้ชายนิยมเดินทางไปขายแรงงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบียกันมาก ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ข้างหลังอย่างภรรยาต้องคอยคิดถึง และรอคอยเงินที่จะต้องส่งมาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน
น้ำตาเมียซาอุ - พิมพา พรศิริ
คล้ายๆ กับว่าเพลงคือ การบันทึกประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคว่า ช่วงนั้นเขาได้ทำอะไรกันบ้าง มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ความคิดของคนช่วงนั้นๆ เป็นอย่างไร ปัจจุบันแฟนเพลงจะชอบฟังเพลงแนวอกหัก ผิดหวัง แล้วก็มีให้กำลังใจบ้าง เรียกว่าแบ่งแยกออกเป็นหลายแขนง หลายสาขา จะไม่มองในจุดเดียว อาจจะไม่เครียดมากไป บางคนก็ชอบสนุกสนานเลย เป็นอะไรที่หลายมุมมอง"
ชีวิตปัจจุบันของ พิมพา พรศิริ หากว่างจากงานเพลง เธอก็จะช่วยที่บ้านทำไร่ทำนา เธอบอกว่าเธอไม่มีบ้านที่กรุงเทพฯ เพราะพ่อแม่อยากให้อยู่ด้วยกันที่จังหวัดชัยภูมิ ถ้าเข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงานก็อาศัยบ้านคนอื่นอยู่ ซึ่งถือเป็นชีวิตที่พอเพียง และได้อยู่กับธรรมชาติ และอากาศที่บริสุทธิ์
ล่าสุด เราได้เห็นผลงานของ พิมพา พรศิริ ที่ทำกับบริษัทนพพงษ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในชุด "หัวใจฮำฮอน" ซึ่งเป็นลูกทุ่งอีสาน แนวสำนึกรักบ้านเกิด ส่วนอัลบั้มต่อไป กำลังจะออกมาในปลายปีนี้ อย่างแน่นอน
"ชุดล่าสุดของเรา จะเป็นเพลงแบบ นัน-สต็อปเมดเล่ย์ จุดมุ่งหมายคือ อยากจะให้ผู้ฟังมีสุขภาพแข็งแรง ด้วยการออกกำลังกาย โดยนำเพลงของเราไปเต้นแอโรบิกได้ มีท่าเต้นกระบองบ้าง ทำเป็นฟุตบอลบ้าง เรียกว่ามีหลายอย่าง ที่อยู่ในวีซีดี "อีสานแดนซ์" ก็เป็นอะไรที่สนุกสนาน ในรูปแบบของแอโรบิก" พิมพากล่าว
ในวัย 45 ปี (2558) นักร้องหญิงเสียงดีจากตำบลละหาน อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ยังมีงานเดินสายโชว์ลูกคอต่อเนื่อง จากวันที่เพลง ''น้ำตาเมียซาอุ'' เริ่มต้นฮอตฮิตติดลมบน ทำให้ได้รับรางวัล ''ผู้ขับร้องเพลงลูกทุ่งดีเด่น'' เนื่องในงาน ''กึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ภาค 2'' ประจำปี พ.ศ. 2534 โดยคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (ในขณะนั้น) และเข้ารับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังมีคนอยากฟังเพลงนี้ไม่ขาด ทำเอาเจ้าตัวเป็นปลื้มสุดๆ
''เพลง น้ำตาเมียซาอุ เป็นเพลงอัลบั้มชุดแรก เป็นเพลงเอกเลย พี่น้องแฟนเพลงยังจำได้อยู่ 27 ปีแล้วเพลงนี้ยังไม่ตายไม่เคยหายไปไหนเลย มีคนขอให้ร้องให้ฟัง มีคนอยากฟังตลอด ก็รู้สึกดีใจมากๆ นะคะ ที่เพลงนี้อยู่ยาวทำให้แฟนเพลงคิดถึงเรา มีงานรับเชิญเรื่อยๆ''
พิมพา พรศิริ มีผลงานออกมาอีกกว่า 70 ชุด ต่อจากอัลบั้มน้ำตาเมียซาอุ แม้กราฟความสำเร็จไม่พุ่งเทียบเท่า แต่ก็ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของการทำงาน เป็นที่รู้จักของมิตรรักแฟนเพลงเป็นอย่างดี มาถึงชั่วโมงนี้สุดยอดนักร้องลูกทุ่งหมอลำยอมรับว่า คิดหนักพอสมควรกับการทำผลงานใหม่ออกมาให้แฟนเพลงได้ฟังกันเต็มอัลบั้มเหมือนก่อน ด้วยรูปแบบการทำงาน ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ยากต่อการขยับตัว
''ส่วนการทำเพลงใหม่ก็มีการวางแผนเหมือนกันนะคะ แต่ว่าต้องรอโอกาสเหมาะๆ จริงๆ การทำงานทุกวันนี้ต้องขึ้นอยู่กับเวลา จังหวะ และสถานการณ์ ความเคลื่อนไหวในวงการไม่เหมือนเดิมแล้วเนอะ การทำงานเพลงใหม่ๆ ออกมาทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แล้วเนอะ ศิลปินก็มีมากด้วย สังคมที่เปลี่ยนรูปแบบการบริโภคไปทำให้ต้องมาหาจุดว่าทำแล้วจะโดนไม่โดนมากขึ้น ต้องเดาใจผู้บริโภคมากขึ้น หากหาอะไรมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ก็เป็นเรื่องที่ยากค่ะ มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย ถ้าเราไม่เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยมีความรู้สึกว่าเราก็ย่ำอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนเลยคงไม่ได้ คงต้องมีการปรับเปลี่ยนตามกระแสตามยุคตามสังคมบ้าง เพราะฉะนั้นการทำงานใหม่คิดว่ามันต้องขึ้นอยู่กับจังหวะ สถานการณ์ สภาพแวดล้อมหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างเพื่อทำให้ออกมาได้ดีที่สุด''
เจ้าของน้ำเสียงผลงานเพลงอันลือลั่นบอกอีกว่า การจะสร้างสรรค์ผลงานแต่ละครั้ง ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายส่วน และ ''ดวง'' ก็มีส่วนสำคัญ ทุ่มเททำงานมากแค่ไหนแต่บุญไม่พาวาสนาไม่มี ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ''มีโครงการเหมือนกันแต่ว่ามันต้องเหมาะจริงๆ ทำออกมาก็อยากให้มีความสุขกันทุกฝ่าย ผู้ลงทุนก็มีความสุข คนร้องก็มีความสุข คนฟังก็มีความสุขที่สุด เราเป็นศิลปินก็ต้องเข้าใจหลายส่วนด้วย นายทุนเขาลงทุนก็ต้องมีความหวัง ยิ่งการทำงานในยุคปัจจุบันที่มีการลงทุนสูงจะทำอะไรก็ต้องทำออกมาให้ดีที่สุด ส่วนตัวแปรการทำงานก็ต้องมีดวงด้วย (หัวเราะ) ไม่ได้งมงายนะ แต่จังหวะชะตาชีวิตคนมันก็มีส่วนประกอบด้วยนะ คือการทำงานมันต้องประกอบกันหลายส่วน ดวงก็มีส่วนสำคัญนะ บางคนทำให้เป็นให้ตายก็ไม่ประสบความสำเร็จ แตกต่างกับบางคนลงทุนทำอะไรแค่นิดเดียวได้เลยนะ โดนเลยนะ ก็คิดว่าบุญเก่าของเขามันเยอะ เราเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ''
ทุกวันนี้นอกจากเดินสายร้องเพลงทำงานตามใจรักแล้ว ''หนูแดง'' พิมพา พรศิริ ยังไปเรียนปริญญาตรี คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี หาความรู้เพิ่มเติมด้วย ตามความคิดที่ว่า ''ไม่มีอะไรสายเกินเรียน'' และ ''การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด''

หลังโด่งดังเป็นพลุแตกจนได้รับฉายา หมอลำสาวเสียงมหัศจรรย์ ในเพลง น้ำตาเมียซาอุ วันนี้ "พิมพา พรศิริ อาร์สยาม" ขอกลับมาสร้างปรากฏการณ์มหัศจรรย์ให้กับวงการเพลงอีกครั้งกับซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดภายใต้ชายคา อาร์สยาม กับเพลง "สาวใหญ่สิลงคาน"
ใน อัลบั้มซุปตาร์อีสาน เพลงที่พูดถึงสาวใหญ่สาวโสดที่อยากเจอผู้ชายแบบไหนก็ได้ ขอแค่ยังไม่มีเมีย ก็พร้อมจะลงจากคานทันที โดย พิมพา พรศิริ อาร์สยาม ได้พูดถึงผลงานเพลงใหม่ล่าสุดนี้ว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพี่น้องแฟนเพลงทุกคนที่ยังให้การต้อนรับมาตลอด ตั้งแต่เพลง น้ำตาเมียซาอุ ที่ทำให้ พิมพา พรศิริ โด่งดัง และเป็นที่รู้จัก

มาวันนี้ได้มีโอกาสมาอยู่บ้านหลังใหม่กับ ค่ายอาร์สยาม พร้อมส่งซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุด สาวใหญ่สิลงคาน เป็นเพลงลูกทุ่งอีสานแนวเย้าแหย่กัน น่ารักๆ ซึ่งการถ่ายทำมิวสิควิดีโอเราก็ยกกองไปถึงลาดหลุมแก้วเลยค่ะ สนุกสนาน เฮฮา และอบอุ่นมาก ส่วนเรื่องราวจะเล่าถึงสาวโสดที่หัวใจไม่เคยได้ใช้งาน ไม่คิดจะมีครอบครัว แต่พอมาช่วงชีวิตหนึ่งก็อยากมีคู่ชีวิต คู่คิด แต่ด้วยอายุที่เริ่มเยอะแล้ว เลยคิดว่าผู้ชายที่เข้ามาจะเป็นแบบไหนก็ได้ ขอแค่เป็นคนดี และยังไม่มีแฟนไม่มีภาระก็พอ ยังไงลองติดตามกันดูนะคะ หวังว่าจะโดนใจสาวใหญ่สาวโสดทุกคนค่ะ ฝากเป็นกำลังใจให้ซิงเกิ้ลแรกในบ้าน อาร์สยาม เพลง สาวใหญ่สิลงคาน
สาวใหญ่สิลงคาน โดย พิมพา พรศิริ
![]()



















