- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Artist
- Hits: 18819

นายดวง วังสาลุน
นายดวง วังสาลุน เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2493 ที่จังหวัดอุบลราชธานี มีความสนใจในศิลปะการแสดงพื้นบ้านมาตั้งแต่เด็ก ได้เริ่มฝึกการร้องลำตอนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่อไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อ จึงหันเหชีวิตมาเป็นหมอลำ โดยเป็นตัวประกอบตามคณะหมอลำต่างๆ วงดนตรีพื้นบ้าน แต่มีปัญหาเกิดขึ้นเพราะตัวเองไม่มีกลอนลำที่เป็นของตนเอง จึงได้คิดเขียนกลอนลำขึ้นเพื่อใช้ในการแสดงโดยวิธีครูพักลักจำ จากครูบาอาจารย์ต่างๆ เวลาผ่านไปก็สั่งสมความชำนาญมากยิ่งขึ้น จึงหันเหจากการออกหน้าเวทีการแสดง มาอยู่เบื้องหลังเป็นผู้ประพันธ์กลอนลำ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
หมอลำดวง วังสาลุน ก็ยึดเอาอาชีพประพันธ์กลอนลำเป็นอาชีพ มีผลงานให้คนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง แม้จะไม่ดังเปรี้ยงปร้าง มีอุปสรรคมากมายก็ไม่เคยท้อ ยังคงสร้างผลงานเรื่อยมา ในช่วงแรกๆ ยังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก เพราะยุคนั้นวงการหมอลำยังไม่เฟื่องฟู
จนเมื่อปี พ.ศ. 2541 ได้รับเชิญไปอยู่กับคณะหมอลำที่มีชื่อเสียงของจังหวัดอุบลราชธานียุคนั้น คือ คณะอุบลพัฒนา ที่มีพระเอกใหญ่เสียงทอง ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม คู่กับนางเอกสาวอังคนางค์ คุณไชย และสไบแพร บัวสด ร่วมคณะอยู่ด้วย ภายใต้การนำของหัวหน้าคณะ หมอลำอำพร สง่าจิตร
นายดวง วังสาลุน ได้รับมอบหมายให้ประพันธ์กลอนลำ และจัดฉากประกอบเรื่อง "นางนกกระยางขาว" เพื่อเข้าประกวดหมอลำในปีนั้น จนได้รับ รางวัลชนะเลิศ จาก กรมประชาสัมพันธ์ หลังจากนั้นได้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์เรื่อยมาตามลำดับ ถึงขั้นมีบริษัทจากส่วนกลางมาติดต่อให้ไปบันทึกแผ่นเสียงจำนวนมาก

กลอนลำของนายดวง วังสาลุน ประพันธ์ขึ้นนั้นมีอยู่มากมายหลากหลายประเภท เช่น ลำเรื่องต่อกลอน ลำล่อง (ลำยาว) ลำเพลิน ลำภูไท ลำกล่อมลูก ฯลฯ ผลงานเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดออกไปยังผู้ฟังจากศิลปินมากมาย เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชื่อเสียงให้กับศิลปิน เช่น หมอลำ ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ปี พ.ศ. 2549 บานเย็น รากแก่น ศินปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ปี พ.ศ. 2556 รวมถึง อังคนางค์ คุณไชย และอีกหลายๆ คน
รัตนา ดาเหลา กำลังต่อกลอนลำกับ พ่อดวง วังสาลุน
ด้วยความมุ่งมัน ทุ่มเท ในการสร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน กอร์ปกับคุณค่าในบทประพันธ์กลอนลำที่ทรงคุณค่า ที่ได้มอบไว้ให้เป็น "มูนมังมรดก" สู่บรรพชนชาวอีสาน นายดวง วังสาลุน จึงได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์ (ประพันธ์กลอนลำ) ประจำปี พ.ศ. 2550 จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น และยังได้รับพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาดนตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 2558

นายดวง วังสาลุน ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 รวมสิริอายุ 67 ปี
กลอนลำอาลัยพ่อหลวง โดย นายดวง วงสาลุน ลำโดย ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Artist
- Hits: 18893

นุ่ม เย็นใจ
พ่อนุ่ม เย็นใจ เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2471 เป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี จบการศึกษาชั้นนักธรรมเอก และยังเป็น ครูวาดเขียนโท (วท.) และครูพิเศษมัธยม (พม.)
พ่อนุ่ม เย็นใจ เริ่มต้นประพันธ์วรรณกรรม ตั้งแต่ พ.ศ. 2490 ได้ประพันธ์กลอนลำอีสานกว่า 3,000 กลอน นอกจากนั้นยังได้ประพันธ์ บทเทศน์แหล่ บทสวดสรภัญญ์ กลอนหนังปราโมทัย สำนวนอีสาน เพลงรำวงย้อนยุค ผญา สุภาษิต ไว้อีกเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประพันธ์กลอนลำให้กับ หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน (พันธุ) ศิลปินแห่งชาติ (สาขาศิลปะการแสดง) หมอลำทองคำ เพ็งดี หมอลำประยูร ธาตุทอง หมอลำคำเก่ง บัวใหญ่ หมอลำรังสรรค์ วงศ์งาม หมอลำอำนาจ แผงงาม ได้นำไปแสดงจนเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟังทั่วภาคอีสาน
ซึ่ง กลอนลำ ของ คุณพ่อนุ่ม เย็นใจ เป็นที่ยอมรับในแวดวงสังคมหมอลำ อาทิ กลอนลำชีวิตชาวนา กลอนลำล่องลารุ่งอรุณ ลำล่องประวัติเมืองอุบล ลำล่องพุทธภูมิ เป็นต้น นอกจากการประพันธ์กลอนลำแล้ว ยังได้ทำหน้าที่นักจัดรายการวิทยุ ถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาอีสาน ออกสู่สาธารณชนเรื่อยมา

จากผลงานที่สั่งสมมาเป็นเวลานานหลายปี ทำให้พ่อนุ่ม เย็นใจ ได้รับรางวัลจากองค์กร หน่วยงานต่างๆ มากมาย เช่น
- ศิลปินดีเด่นจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวรรณศิลป์ (ร้อยกรองพื้นบ้าน) พ.ศ. 2542
- รางวัลดีเด่นผลิตสื่อพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ. 2543
- รางวัลการประพันธ์กลอนลำ จากสหพันธ์สมาคมหมอลำแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544
- โล่เชิดชูเกียรติคุณศิลปินดีเด่น สภาวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2546

พ่อนุ่ม เย็นใจ ได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ด้วยการเสียสละเวลา ช่วยเหลืองานด้านวัฒนธรรมด้วยดีเสมอมา จึงได้รับการเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์ (ประพันธ์กลอนลำ) ปรระจำปี พ.ศ. 2550 จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2553

และเมื่อวันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เราก็ได้สูญเสียบุคลที่ทรงคุณค่า ด้านศิลปวัฒนธรรมอีสานไปอีกท่านหนึ่ง โดยเฉพาะท่านเป็นที่รักและเคารพของแม่ฉวีวรรณ ดำเนิน (พันธุ) อย่างยิ่ง คุณพ่อนุ่ม เย็นใจ จากไปด้วยวัย 88 ปี 4 เดือน 29 วัน และทางญาติพี่น้อง ลูกหลาน ได้บำเพ็ญกุศล ที่ วัดพระธาตุหนองบัว อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
ลำล่องชีวิตชาวนา ประพันธ์โดยพ่อนุ่ม เย็นใจ ลำโดย ฉวีวรรณ ดำเนิน
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักม่วน
- Category: Artist
- Hits: 23074

ศักดิ์สยาม เพชรชมพู
บุญชื่น เสนาราช (บางที่ก็บอก เสนาลาส) หรือ ศักดิ์สยาม เพชรชมพู (บ้างก็เขียนเป็น เพชรชมภู) เกิดที่บ้านนานกเขียน ตำบลโคกก่อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 ครอบครัวมีฐานะยากจนมีอาชีพทำนา เขาจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านหัวช้าง ที่อยู่ห่างจากบ้านนกเขียนไประยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร หลังจากนั้นก็ไม่ได้เรียนต่อ สมัยวัยเด็กชอบฟังเสียงเพลงจากสถานีวิทยุ AM กรมประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น ชื่นชอบและร้องตามนักร้องลูกทุ่งสมัยนั้นได้เกือบทุกเพลง ไปบวชเป็นสามเณรอยู่ 1 พรรษา ญาติโยมชื่นชอบในเสียงสวดมนต์ของสามเณรชื่นกันมาก หลังลาสิกขาก็ได้ออกมาช่วยครอบครัวทำนาอย่างเต็มตัว เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นนักร้องเชียร์รำวง
ได้เข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของ "คณะรำวงดาวอีสาน“ ที่จัดตั้งขึ้นในตำบลโคกก่อ หลังจากที่ตามไปเป็นเพื่อนพี่สาวที่เป็นนางรำวงของคณะ ต่อมา ก็เลยผูกขาดการเป็นนักร้องเชียร์รำวงของคณะอยู่เพียงคนเดียว แม้ต้องร้องเพลงตั้งแต่ 3 ทุ่มไปจนถึงรำวงเลิกเวลาตี 2 ตี 3 โดยได้ค่าร้องแค่ไม่กี่บาทต่อ 3 คืน แต่เขาก็พอใจเพราะว่าได้ขึ้นร้องเพลงโชว์ ระหว่างนั้นเขาก็ฝึกตีกลองชุดไปด้วย

บุญชื่น เสนาลาส โปรดปรานการร้องเพลงลูกทุ่งอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงของ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ อย่างเพลง ลาก่อนบางกอก และ ลาน้องไปเวียดนาม และเสียงของเขาก็เป็นที่จับใจของคนในหมู่บ้านที่ได้ฟังทุกครั้งไป
ในยามที่วงไม่มีงาน เขาก็จะติดตามพี่ชายอีกคนที่เป็นหมอลำไปกับ คณะทองดีพัฒนา ของบ้านนานกเขียน ต่อมาพี่ชายย้ายไปอยู่ คณะสุภีร์คะนองศิลป์ ที่ขอนแก่น เขาก็ติดตามไปเช่นเดิม และซึมซับเอาศิลปะหมอลำไปไม่น้อย แต่ที่คณะนี้เขาได้เข้าร่วมวงในฐานะมือกลอง โดยได้ค่าตัวคืนละ 50 บาท เขากับพี่ชายอยู่ที่นี่ได้ราว 1 ปีก็กลับมาอยู่กับ หมอลำคณะขวัญใจจักรวาล ที่บ้านเกิด โดยรับหน้าที่มือกลองเช่นเคย แต่มีโอกาสได้ร้องเพลงบ้าง เขาอยู่ที่นี่ 2 - 3 ปี
จากนั้นได้ย้ายมาอยู่กับ หมอลำคณะเพชรสยาม ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจบันเทิงของ เทพบุตร สติรอดชมพู โดยศักดิ์สยามยังคงรับหน้าที่ตีกลองและร้องเพลงบ้างเช่นเดิม แต่ได้ค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นเป็นคืนละ 70 บาท เขาอยู่ที่นี่อีกราว 2 - 3 ปี
ต่อมา บุญชื่น รื่นฤดี ซึ่งเป็นชื่อของเขาในการทำหน้าที่ร้องเพลงขัดตาทัพในวง ก็ถูกชวนให้ย้ายมาอยู่ใน คณะหมอลำรังสิมันต์ วงหมอลำที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้นนำโดย หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน หมอลำทองคำ เพ็งดี และน้องใหม่ หมอลำบานเย็น รากแก่น แต่วงนี้ก็ยังอยู่ในเครือของ เทพบุตร สติรอดชมพู เช่นกัน โดยในยุคนั้น วงรังสิมันต์ มีการเปลี่ยนแปลงจากวงหมอลำแท้ๆ มาเป็นวงหมอลำ-ลูกทุ่ง เพื่อขยายตลาดไปยังภาคอื่นๆ ที่นี่ ศักดิ์สยาม ยังคงทำหน้าที่มือกลองและร้องเพลงเช่นเดิมทุกประการ

ในยุคนั้น บางครั้งวงรังสิมันต์ ก็ต้องแปลงร่างไปเป็นวงดนตรี “จิระ จีรพันธุ์“ เจ้าของเพลงดัง เศรษฐีขายขี้กระบอง ด้วย เพราะว่า วงดนตรีจิระ จีรพันธุ์ ก็อยู่ในเครือข่ายธุรกิจของเทพบุตร สติรอดชมพู เช่นกัน แต่ในการแสดงวันหนึ่ง ตัวหัวหน้าวงเกิดมาไม่ทันการแสดง วงจึงเปิดการแสดงไปก่อนโดยใช้ชื่อวงอื่นแทน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับหัวหน้าวงผู้มาสายอย่างมาก จึงเกิดการอาละวาดต่อหน้า เทพบุตร สติรอดชมพู เขาจึงมีคำสั่งดอง จิระ จีรพันธุ์ และดันเอา ศักดิ์สยาม ให้ขึ้นมาแทน โดยได้ยื่นกระดาษให้แผ่นหนึ่งโดยบอกให้เอาไปท่อง ซึ่งในกระดาษดังกล่าวก็คือเนื้อเพลง "ตามน้องกลับสารคาม" ที่เตรียมเอาไว้ให้ จิระ จีรพันธุ์ สำหรับการบันทึกแผ่นเสียงนั่นเอง
ตามน้องกลับสารคาม เพลงสร้างชื่อให้ ศักดิ์สยาม เพชรชมพู
ไม่กี่วันถัดมา เขาก็เข้าเมืองหลวงเพื่ออัดแผ่นเสียงที่ ห้องอัดของห้างแผ่นเสียงศรีกรุง ถึง 6 เพลงรวด ซึ่งหาได้ไม่ค่อยได้บ่อยนักสำหรับนักร้องหน้าใหม่ 6 เพลงดังกล่าวก็คือ ตามน้องกลับสารคาม, เสน่ห์สาวเวียงจันทน์, ธิดากัมปงจา, คิดฮอดอย่างแฮง, คุยเขื่อง และ เศรษฐีขายขี้กระบอง งานนี้ เขาหันมาใช้ชื่อใหม่ ศักดิ์สยาม เพชรชมพู ตามที่ เทพบุตร สติรอดชมพู ตั้งให้
จากนั้นไม่นาน เพลงตามน้องกลับสารคาม ก็ฮิตติดหูแฟนเพลงในภาคอีสานตามที่หวังกันไว้ จึงมีการตั้ง วงดนตรีศักดิ์สยาม เพชรชมพู ขึ้นรองรับความดังทันที ความโด่งดังของเขา สามารถกลบความดังของวงหมอลำในเครือของเทพบุตร สติรอดชมพูเสียหมดสิ้น ภายในปีเดียว ความดังของเขาก็ติดลม เมื่อเข้าไปเปิดการแสดงในกรุงเทพฯ ที่สนามมวยลุมพินี ก็เกิดปรากฏการณ์เวทีแตกแฟนๆ มาฟังและต้องการเห็นหน้านักร้องที่ร้องเพลง ตามน้องกลับสารคาม มีหน้าตาเป็นอย่างไร มีการบันทึกเสียงเพิ่มเติมต่อมาอีกหลายเพลง และก็ได้รับความนิยมมากมาย อาทิ คักใจเจ้าแล้วบ่, สัญญาเดือนสาม และอื่นๆ

วงดนตรีศักดิ์สยาม เพชรชมพู ในยุคนั้น ถือเป็นวงดนตรีอีสานวงแรก ที่มีรูปแบบเป็นลูกทุ่งมาตรฐาน โดยไม่ต้องอาศัยหมอลำมาเรียกความนิยมเช่นแต่ก่อน และความนิยมที่ได้รับก็ทำให้วงนี้กล้าประชันวงกับ สายัณห์ สัญญา ที่กำลังดังจากเพลง ลูกสาวผู้การ และรักเธอเท่าฟ้า ส่วนเรื่องรายได้จากการเก็บค่าผ่านประตู ก็เคยทำสถิติมาแล้วในการแสดงที่เวทีมวยลุมพินี ซึ่งในยุคโด่งดังมี ดาว บ้านดอน และ เทพพร เพชรอุบล ก็เคยมาร่วมงานกับวงนี้ด้วยเช่นกัน
แต่ในด้านรายได้ในฐานะหัวหน้าวงตัวปลอม ศักดิ์สยาม มีรายได้แค่คืนละ 400 บาทเท่านั้น ไม่ว่าวงจะเปิดการแสดงวันละกี่รอบก็ตาม ก่อนที่จะขยับขึ้นมาเล็กน้อยอีก 100 บาท เรื่องนี้สร้างความอึดอัดให้กับตัวนักร้องอย่างมาก แม้ว่า วิเชียร สติรอดชมพู ซึ่งเป็นน้องชายของเทพบุตร จะแอบมุบมิบยัดเงินช่วยเหลือศักดิ์สยามอยู่บ้างในหลายๆ ครั้ง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ศักดิ์สยาม ก็ถึงขั้นหลบหนีออกจากวงไป แต่ก็ถูกตามตัวกลับมา ซึ่งจากความอึดอัดเรื่องรายได้ ซึ่งก็ทำให้ทั้ง ดาว บ้านดอน และ เทพพร เพชรอุบล ต่างก็แยกตัวออกไปจากวงเช่นเดียวกัน
ต่อมา เทพบุตร สติรอดชมพู หันไปทุ่มเทกับ บานเย็น รากแก่น เพื่อให้เป็นนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ขณะที่ความนิยมในศักดิ์สยามก็เริ่มลดลง และหลังยุคเพลง ทุ่งกุลาร้องไห้ และ อ.ส. รอรัก ผลงานของ ครูสุรินทร์ ภาคศิริ ความบาดหมางระหว่างหัวหน้าวงตัวปลอมกับหัวหน้าวงตัวจริง (เทพบุตร) จากเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ปรากฏออกมาเรื่อยๆ
จนในที่สุด ในปี 2521 ศักดิ์สยาม เพชรชมพู ก็แยกตัวออกมา และได้เปลี่ยนวงรัตนวาริน วงดนตรีโนเนมแถวสระบุรีให้เป็น วงศักดิ์สยาม เพชรชมพู โดยมีเสี่ยคนหนึ่งเป็นนายทุนให้ ที่นี่เขามีรายได้วันละ 1,200 บาท และเปิดการแสดงครั้งแรกในวันขึ้นปีใหม่ปี 2522 ที่สระบุรี วงของเขาออกเดินสายเฉพาะเขตจังหวัดภาคกลาง และภาคตะวันออก
เนื่องจากเครือข่ายของวงไม่กว้างขวางพอ สำหรับการเดินสายแสดงไปทั่วประเทศ เขาเดินสายจนถึงปี 2525 ชื่อเสียงก็เริ่มจางหายจนเกือบหมด พี่ชายจึงชวนออกมาตั้งคณะหมอลำชื่อ เพชรเม็ดเยี่ยม ศักดิ์สยาม จากนักร้องจึงถูกแปลงไปเป็นพระเอกหมอลำ แต่การที่เป็นนักร้องที่ใช้เสียงสูง เมื่อมาเป็นหมอลำที่ต้องใช้เสียงต่ำลงมา ทำให้เขาเกิดความอึดอัด ก็เลยประกาศเลิกเป็นหมอลำ ต่อหน้าแฟนหมอลำที่มาชมการแสดง เมื่อเดือนเมษายน 2525 ก่อนที่จะหันมาหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็น นักร้องรับเชิญตามห้องอาหาร และผลิตผลงานใหม่ออกมาบ้างตามโอกาส
เคยเข้าไปร่วมงานในยุคท้ายๆ กับวงดนตรีเพชรพิณทอง ของ นพดล ดวงพร (ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2542-2543) พร้อมกับ เหลือง บริสุทธิ์ และ ร้อยเอ็ด เพชรสยาม
ศักดิ์สยาม เพชรชมพู (บุญชื่น เสนาลาด) ศิลปินมรดกอีสาน พ.ศ.๒๕๕๒ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รางวัลเกียรติยศ
- ได้รับโล่ห์เกียรติยศจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และอื่นๆ อีกมากมายในฐานะนักร้องและวงดนตรีที่อุทิศตนช่วยเหลืองานการกุศลต่างๆ
- ได้รับรางวัลเกียรติคุณ ผู้ขับร้องเพลงลูกทุ่งดีเด่น (เพลงทุ่งกุลาร้องให้ ผลงานของ ครูสุรินทร์ ภาคศิริ) เป็นมรดกแกว่งลูกทุ่งไทย จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เนื่องในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ภาค 2 ซึ่งเป็นรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปี 2534
- ได้รับเกียรติเป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ขับร้องเพลงลูกทุ่ง) ประจำปี พ.ศ. 2552 จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ทุ่งกุลาร้องไห้ - ศักดิ์สยาม เพชรชมภู (กึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 2)
ผลงานเพลงดัง
คักใจเจ้าแล้วบ่, สัญญาเดือนสาม, ตามน้องกลับสารคาม, เสน่ห์สาวเวียงจันทน์, ขันหมากลูกกำพร้า, คิดฮอดอย่างแฮง, รวมอักษร, ช่างหัวมันเถาะ, เซียงบัวล่องกรุง, เสียงซอ, คุยเขื่อง, ธิดากัมปงจา, นัดตีสี่, เจ็บๆ แสบๆ, อย่าไปตามดวง, ร้องไห้ทำหยัง, จดหมายรักฉบับแรก, คงมีสักวัน, หงส์ปีกหัก, กอดหมอนนอนหนาว, ตามน้องทั่วอีสาน, แอมจ๋า, ฮักสาวรำวง, หัวใจแหว่ง, อย่าเห็นกันดีกว่า, ผิดด้วยหรือที่เกิดมาจน, นักร้องกลัวเมีย, สาลิกาหลายรัง, แคนสะกิดสาว, ศักดิ์สยามเดินกลอน, ศักดิ์สยามกราบแฟน, พระพรหมช่วยที, วาสนาอ้ายน้อย, จากบ้านนาด้วยรัก, อาลัยสาวเรณู, น้ำในคลอง

งานนี้ต้องขอขอบคุณอย่างสูงสำหรับข้อมูล จากหนังสือ อีสานคดีชุดลูกทุ่งอีสาน ประวัติศาสตร์อีสานตำนานเพลงลูกทุ่ง เขียนโดย แวง พลังวรรณ และภาพจากผู้ใจบุญในอินเตอร์เน็ต
ที่มา : คันทรี่แมน
เพลง อ.ส. รอรัก ของ ศักดิ์สยาม เพชรชมพู
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักม่วน
- Category: Artist
- Hits: 25089

รุ่งฟ้า กุลาชัย
ขุนพลลำแพน เจ้าพ่อขุนแผนลำเพลิน
รุ่งฟ้า กุลาชัย มีชื่อจริงว่า นายทรงรัฐ อ่อนสนิท เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2502 ที่บ้านบึงแก ตำบลบึงแก อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ศึกษาศาสตร์บัณฑิต สาขาศิลปกรรม วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเพาะช่าง และระดับปริญญาโท ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ
นายทรงรัฐ อ่อนสนิท ใช้นามในการแสดงว่า "รุ่งฟ้า กุลาชัย" เป็นผู้ที่ชื่นชอบการลำและร้องเพลงมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย เมื่อมีงานแสดงในโรงเรียนหรือตามหมู่บ้านมักได้เป็นผู้นำในการแสดงอยู่เสมอ เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับประกศนียบัตรวิชาชีพ แผนกวิจิตรศิลป์ จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้เดินทางมาศึกษาต่อที่ โรงเรียนเพาะช่าง ในกรุงเทพมหานคร ในขณะนั้นได้ก่อตั้ง "ชมรมอีสาน" ขึ้นเป็นคณะหมอลำเล็กๆ รับแสดงตามสถานที่ต่างๆ จนกระทั่ง คุณพยุง ช่ำชอง (นักจัดรายการวิทยุ) ได้ให้โอกาสบันทึกแผ่นเสียงชุดแรก สังกัด บริษัทออนป้า ในปี พ.ศ. 2522 คือชุด "ลำแมงตับเต่า" ในนามว่า "รุ่ง ดาวอีสาน" จนได้รับฉายานามว่า "แมงตับเต่าตัวแรกของเมืองไทย"
แมงตับเต่า ขับร้องโดย รุ่ง ดาวอิสาน (รุ่งฟ้า กุลาชัย) สุปราณี ศรีสุพัฒน์

โดยมี อาจารย์สมัย อ่อนวงศ์ เป็นผู้เป่าแคนให้ ส่วนนักร้องที่ลำคู่กันคือ "บานเย็น รากแก่น" และ "ปริศนา วงศ์ศิริ" ต่อมาได้เปิดวงดนตรีหมอลำชื่อคณะ "อีสานบันเทิง" และเปลี่ยนชื่อการแสดงมาเป็น "รุ่งฟ้า กุลาชัย" ผลงานที่เป็นที่รู้จักคือ อัลบั้มชุด "เก่งต้องไปชายแดน" "อ่านจดหมายที่ชายแดน" "ลำเพลินขุนแผนเป่ามนต์เสน่ห์จันทร์" "ฮักอ้ายใกล้เป็นเศรษฐี" เป็นต้น

กระทั่งสื่อมวลชนขนานนามว่า "ขุนพลลำแพน เจ้าพ่อขุนแผนลำเพลิน" นอกจากนั้นยังเคยออกอัลบั้มร่วมกับ "อังคนางค์ คุณไชย" ชื่อ "อำพาอำพอง" และได้มีโอกาสไปเผยแพร่ศิลปะการลำเพลินให้เป็นที่รู้จักในหลายประเทศ ทั้งทวีปยุโรป อเมริกา และเอเชีย
เมื่อครั้งก่อตั้ง ชมรมอีสาน สมัยที่ยังเป็นนักศึกษา รุ่งฟ้า กุลาชัย มีบทบาทสำคัญในการร้องลำกล่อมขวัญทหาร และตำรวจตระเวนชายแดน รวมทั้งหน่วยงานราชการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งปัจจุบันยังเป็นผู้มีบทบาทในการอนุรักษ์การร้องลำในลีลาลำเพลิน โดยรับสอนและแนะแนวทางต่างๆ แก่ผู้ที่สนใจศิลปะแขนงนี้ ด้วยจิตสำนึกอนุรักษ์การลำเพลินให้คงอยู่ต่อไป รวมทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของจังหวัดยโสธร จนได้รับเกียรติคุณเป็น "คนดีศรียโสธร"

นายทรงรัฐ อ่อนสนิท หรือ รุ่งฟ้า กุลาชัย นับเป็นผู้มัผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม เป็นที่ประจักษ์แก่สังคม นำวรรณคดีไทยโบราณมาผสานกับกลอนลำอย่างลงตัว ดังปรากฏในงานซึ่งเกี่ยวเนื่องกับตัวละครขุนแผน จึงได้รับการเชิดชูเกียรตืให้เป็นศิลปินมรดกอีสาน ประจำปี พ.ศ. 2557 สาขาศิลปะการแสดง (ลำเพลินประยุกต์) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ลำเพลิน ขุนแผนสะท้านโลก โดย รุ่งฟ้า กุลาชัย

เปิดดู รุ่งฟ้า กุลาชัย ในรายการ "ไมค์ทองคำ หมอลำฝังเพชร" ที่นี่
รุ่งฟ้า กุลาชัย - ซุปเปอร์หม่ำ
![]()


















