- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Artist
- Hits: 17613

ชีวิตรุ่งโรจน์สันโดดโลดเต้น ขัดข้องลำเค็ญมาเป็นอาจิน
เป็นเด็กท้องนาเกิดมาคนหมิ่น ต่อสู้หากินผืนดินกันการ ... "
รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย
รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย มีชื่อจริงว่า นายไพโรจน์ อุทธา มีชื่อเล่นที่ชาวบ้านเรียกว่า ป็อก เกิดวันที่ 16 ธันวาคม 2495 ในครอบครัวชาวนา บ้านเกิดเดิมอยู่ที่ บ้านหัวคู (ไทบ้านทั่วไปเรียก บ้านแฮ้ง สมัยก่อนนั้นมีอีแร้งเยอะ จับเกาะอยู่บนปลายยางนา) ตำบลเมืองไพร อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งพ่อมีอาชีพเสริมจากการทำนาคือ เป็นหมอลำด้วย มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดบ้านหัวคู ที่บ้านเกิดนี่เอง ด้วยความชื่นชอบในศิลปะการแสดงหมอลำ จากการติดตามพ่อไปฟังลำบ่อยๆ ในวัยเยาว์จึงจดจำและฝึกลำตามพ่อ
ต่อมาได้ไปร่ำเรียนฝึกฝนการเป็นหมอลำ กับคณะหมอลำในหมู่บ้าน ชื่อ "คณะ บ. วิบุญศิลป์ รุ่งเสน่ห์ลำเพลิน" จนมีความสามารถได้เล่นเป็นตัวตลก และตัวตามพระเอกในคณะ ช่วงนั้นได้ฟังลำเพลินที่ออกอากาศทางวิทยุของหมอลำเพลินชื่อดัง ทองมี มาลัย รู้สึกชอบและประทับใจเป็นอย่างมาก จึงได้ร้องลำเลียนแบบทั้งสำเนียง และท่าทางต่างๆ ได้ออกทำการแสดงร่วมกับหมอลำคณะนี้ในแถบจังหวัดร้อยเอ็ด และใกล้เคียง ได้ค่าตัว 7-8 บาทต่อคืน ในบางงานบางที่คณะได้ค่าจ้างสูงขึ้น ก็จะได้ค่าตัวเพิ่มเป็น 12 บาท ตอนนั้นก็รู้สึกดีใจมากแล้ว

ต่อมาพ่อได้ส่งให้ไปเรียนลำเพิ่มเติมกับหมอลำดัง อาจารย์บุญสิงห์ ปากไฟ ที่จังหวัดยโสธร ช่วงนั้นจังหวะดีได้บันทึกแผ่นเสียงเพลง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่, สาวนาตาหวาน โดยทางพ่อสนับสนุนเงินทุนด้วยการขายวัว ขายหมูให้เป็นทุนในการบันทึกเสียง โดยผู้นำพาไปบันทึกเสียงห้องบันทึกเสียง คือ เทพบุตร สติรอดชมภู แต่เพลงก็ไม่ดัง จึงกลับมาอยู่ที่บ้านอีกครั้ง ได้ร่วมงานกับคณะหมอลำในหมู่บ้านอีกคณะคือ "ม.ธงชัย ประพันธ์ศิลป์" บ้านโนนสว่าง ที่มี รุ่งสาง เพชรเมืองเส เป็นพระเอกประจำคณะอยู่ก่อน ต่อมารุ่งสางติดเป็นทหารเกณฑ์ ก็เลยได้รับการสนับสนุนให้มาแสดงเป็นพระเอกแทน

ในตอนนั้น รุ่งสางไปเป็นทหารเกณฑ์อยู่ที่ปทุมธานีได้ยินประกาศทางวิทยุ จากนักจัดรายชื่อ นคร แดนสารคาม กับ ลาศ เมืองอุบล ประกาศว่า "ถ้าใครสุ้มเสียงดีให้ส่งการลำสดๆ ลงในเทปมาสัก 2-3 กลอน ถูกใจจะนำไปอัดแผ่นเสียง" ก็เลยมาอัดกลอนลำส่งไป โดยใช้ชื่อในตอนนั้นว่า "ไพโรจน์ เพชรเมืองเส" ปรากฏว่า นักจัดรายการทั้งสองชื่นชอบว่าเสียงดี อยากดูตัว จึงได้ให้ รุ่งสาง เพชรเมืองเส มาชวนไปพบที่เมืองอุบลฯ
เมื่อไปที่สถานีวิทยุได้พบกับ นคร แดนสารคาม กับ ลาศ เมืองอุบล แล้ว นักจัดรายการทั้งสองชื่นชอบในเสียงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อพบกันและเห็นหน้าตาก็บอกว่า "หน้าตาดี หุ่นดี เสียงดี อัดเสียงได้เลย" ให้กลับบ้านมาเตรียมตัวรอก่อน ทางโน้นจะประสานห้องบันทึกเสียง นักดนตรี ถ้าพร้อมแล้วจะแจ้งให้ลงไปบันทึกเสียงที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง

สมัยนั้น การจะได้ไปบันทึกเสียงผู้นำพาก็ให้ตัวหมอลำหรือนักร้องหาทุนเป็นค่าเดินทาง ค่ากินอยู่เอง ครอบครัวรุ่งโรจน์ตอนนั้นทางบ้านก็ทำนา ทำไร่ ก็เลยไปช่วยครอบครัวและช่วยแม่ปลูกแตงเพิ่ม นำไปขายได้เงินจนสามารถซื้อจักรยานได้มาคันหนึ่ง มีปืนแก๊ปอยู่กระบอกหนึ่งเอาไว้ยิงนกยิงหนู พอทางกรุงเทพฯ แจ้งมาว่าพร้อมแล้วให้ลงไปอัดเสียง เลยต้องขายรถจักรยานคันนั้นได้เงินมา 1200 บาท ขายปืนแก๊ปได้อีก 700 บาท ยังไม่พอเลยให้พ่อไปขอหยิบยืมมาจาก ท่านญาคูเปี่ยม บ้านโนนคำ เสลภูมิ อีก 800 บาท จึงได้เงินทุนค่าเดินทางและค่าอยู่กินลงไปกรุงเทพฯ ในครั้งนั้น
รวมทีเด็ด ร้องไห้ใส่เดือน - รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย
งานชุดแรกที่บันทึกเสียงคือ "ร้องไห้ใส่เดือน" (2527) ที่ห้องอัดไพบูลย์สตูดิโอ แล้วก็กลับมาบ้านอีกครั้งพร้อมตั้งคณะหมอลำเล็กๆ ไว้รอรับความดังของตัวเองที่จะเกิดขึ้น เฝ้ารอจนผ่านไปนับเดือนจึงได้ยินเสียงตัวเองผ่านสถานีวิทยุต่างๆ หลายๆ กลอนลำในชุดนี้ได้รับการกล่าวถึงมากทีเดียว จนเพื่อนบ้านมาบอกว่า "ได้ยินเสียงลำของรุ่งโรจน์ในสถานีวิทยุบ้านเฮาแล้ว" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย" ตั้งขึ้นเองโดย "รุ่งโรจน์" มาจากความดังมีชื่อเสียงแล้ว ส่วน "เพชรธงชัย" มาจากความที่เคยเป็นพระเอกในคณะหมอลำ ม.ธงชัย ของอาจารย์เรืองยศ เพชรธงชัย ก็เลยขอนามสกุลท่านมาใช้ ได้บันทึกเสียงกลอนลำมาอีกหลายชุดต่อมา ยังคงลำร่วมกับคณะหมอลำต่างๆ ในพื้นที่อยู่หลายปี รวมทั้งในคณะหมอลำของ พิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย ด้วย
ต่อมาจึงลงทุนตั้งวงดนตรีหมอลำของตนเองชื่อคณะ รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย เดินสายรับงาน จากค่าจ้างคืนละ 9,500 - 12,000 บาทในสมัยนั้นก็ถือว่ามากมายแล้ว จากวงหมอลำเล็กๆ ก็ขยายใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับชื่อเสียงในกลอนลำชุด "ชีวิตรุ่งโรจน์" เป็นช่วงที่มีชื่อเสียงมาก เดินสายในแถบภาคอีสาน ช่วงปี 2528-30 ยังไม่มีคณะคู่แข่งที่มีชื่อเสียงจึงเป็นที่รู้จักทั่วไป จนถึงไปแสดงในต่างประเทศหลายแห่ง ทำวงต่อมาอีกประมาณ 13 ปี ก็ยุบวงไปในที่สุด จากสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันที่มากยิ่งขึ้น
ชีวิตรุ่งโรจน์ - รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย
ต่อมา ลาศ เมืองอุบล เป็นนายทุนให้ตั้งคณะขึ้นมาใหม่อีกชื่อ "คณะเพชรปทุมทอง" แต่ก็อยู่ได้ไม่นานก็ยุบวงอีก เพราะเจอพิษค่าน้ำมันแพง โดย รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย มีผลงานหมอลำและเพลงที่ผ่านมา มีประมาณ 200 ชุด เช่น ร้องไห้ใส่เดือน, เมียเผลอเจอกันใหม่, ค่าดองน้องติ๋ม, ชีวิตรุ่งโรจน์, ชุดรวมเพลงเด็ดๆ (นำผลงานเพลงฮิตของไวพจน์ เพชรสุพรรณ มาขับร้องใหม่) และอื่นๆ อีกมากมาย
เกียรติประวัติ
- รางวัลศิลปินพื้นบ้านอีสาน สาขาศิลปะการแสดง หมอลำ ประจำปี 2554 จาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ปัจจุบัน รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย อาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 77 บ้านไก่ป่า หมู่ที่ 6 ตำบลหนองพอก อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด ยังคงรับงานแสดงเป็นนักร้องรับเชิญทั่วไป งานเล็กงานใหญ่ ใกล้ไกลบอกมา ก็จะไปร่วมงานเสมอ รวมทั้งมีธุรกิจทำเนื้อแดดเดียว เขียงขายเนื้อวัวสด จำหน่ายเป็นรายได้เสริมการทำนาให้กับครอบครัว #เขียงเนื้อวัวสด #รุ่งโรจน์ #เพชรธงชัย ริมถนนร้อยเอ็ด-โพนทอง ช่วงบ้านกู่ ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด
หมอลำรุ่งโรจน์ เพชรธงชัย - ไมค์ทองคำ หมอลำฝังเพชร 2
สนใจติดต่อ รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย ได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 086-221-9679 และ 063-021-5341 และติดตามได้ทางช่องทาง Facebook รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย และ Youtube รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย CHANNEL
วิ่งว่าวสนูดวงใหญ่ - รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Artist
- Hits: 11673

หงษ์ทอง ดาวอุดร
เป็นนักร้องลูกทุ่งหญิงเสียงดี ที่ถนัดในแนวเพลงลูกทุ่งอีสาน และหมอลำ ปัจจุบันได้อำลาวงการเพลงไปแล้ว หงษ์ทอง ดาวอุดร เริ่มโด่งดังมาจากเพลง “รักติ๋มแน่หรือ”
ก่อนจะมาเป็นดาว
หงษ์ทอง ดาวอุดร มีชื่อจริงว่า กุหลาบ ยศอ่อน เป็นชาวอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เริ่มก้าวเข้าสู่วงการเพลงด้วยการตระเวนประกวดร้องเพลงตามงานวัดต่างๆ มากมาย ตั้งแต่อายุแค่ 7 – 8 ขวบ เธอบอกว่าเคล็ดลับในการคว้าชัยชนะมากมายของเธอก็คือ "การศึกษาว่า คู่ต่อสู้บนเวทีของเธอจะร้องเพลงอะไร" จากนั้นเธอก็จะคิดหาเพลงมาสู้ แต่โดยมากตัวเธอจะร้องเพลงของ นกน้อย อุไรพร เป็นหลัก
เข้าสู่วงการ
เมื่อ พ.ศ. 2519 อดีตนักร้องและผู้นำวงดนตรี “ศรีไพร ใจพระ” ได้จัดการประกวดหานักร้องเวทีใหญ่ เพื่อค้นหานักร้องรุ่นเยาว์ที่มีความสามารถ 4 คน ตอนนั้น “กุหลาบ ยศอ่อน” อายุ 16 ปี เป็นคนที่สามที่ได้รับการคัดเลือก ด้วยพรสวรรค์ ทำให้สามารถคว้าชัยชนะในการประกวดรอบเดือน ที่เวทีวัดป่าโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีการประกวดอยู่ 3 เดือน

ศรีไพร ใจพระ เดินทางไปพบพ่อแม่ของเธอ และสัญญาว่าจะทำให้เธอนักร้องที่มีชื่อเสียงให้ได้ โดยพานักร้องประกวดที่เข้ารอบทั้ง 4 คนเข้ากรุงเทพฯ แต่ไปๆ มาๆ ก็เหลือเธอคนเดียว แต่ ตในขณะนั้นศรีไพรเองก็ต้องการโปรโมต “หงส์หยก” ซึ่งเป็นยี่ห้อครีมรองพื้นของตัวเองที่ทำออกมาจำหน่าย เขาเลยต้องตั้งชื่อนักร้องทั้ง 4 คนที่ได้รับการคัดเลือกมาเป็น “หงษ์น้อย”, “หงษ์ฟ้า”, “หงษ์ทอง” และ ”หงษ์เงิน” ตามลำดับ
ตอนแรก “หงษ์ทอง” ถูกมองว่ามีแววจะรุ่งน้อยที่สุดในกลุ่ม แต่เมื่อเพื่อนร่วมวงของเธออย่าง “หงษ์น้อย” ไม่สามารถร้องเพลงหนึ่งเพลงคือ “บั๊มพ์…ลำเพลิน” ได้ตามที่คาด “หงษ์ทอง” จึงใช้โอกาสนี้ให้เป็นของเธอ ด้วยพื้นเพความสามารถการร้องเพลงหมอลำมาก่อน หงษ์ทอง ดาวอุดร ทำให้เพลง “บั๊มพ์…ลำเพลิน” กลายเป็นเพลงฮิตของเธอได้
ต่อมาก็เริ่มเห็นได้ชัดเจนว่า ชีวิตของพวกเธอ ("หงษ์" ทั้งสี่คน) ภายใต้การชี้แนะของศรีไพรนั้นไม่ตรงกับที่คาดฝันไว้ เมื่อครูเพลงของวง “ดอย อินทนนท์” เขียนเพลงเสร็จเรียบร้อย “หงษ์ทอง” ต้องรีบท่องจำเนื้อเพลงให้ได้ ถ้าจำเนื้อเพลงไม่ได้ “ศรีไพร” จะลงโทษพร้อมขู่ว่า “ร้องไม่ได้ก็กลับบ้าน” ด้วยความที่ “หงษ์ทอง” เป็นคนรูปร่างอวบ บางครั้ง “ศรีไพร” ก็จะบังคับให้เธออดอาหารสามวัน ให้ดื่มแต่น้ำเปล่าเพื่อลดหุ่นให้ได้
ไม่นานหลังจากนั้น “หงษ์น้อย” ก็ชวนนักร้องรุ่นน้องอีกสองคนไปเข้าร่วมวงดนตรีของ ศรชัย เมฆวิเชียร แต่ หงษ์ทอง ดาวอุดร ก็ยังร้องเพลงอยู่กับ “ศรีไพร” เพราะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเขาอยู่ เธอเล่าว่า “ศรีไพร” มีความรู้มากมายที่จะสั่งสอนส่งต่อให้กับเธอ แต่มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นหรือจริงๆ แล้วอาจจะมีแค่ “หงษ์ทอง” คนเดียว ที่สามารถทนอยู่กับ “ศรีไพร” และเรียนรู้ทุกอย่างจากเขาได้
แม้ว่าเพลงของ หงษ์ทอง ดาวอุดร จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่การอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เป็นเรื่องยากสำหรับเธอ เพราะหงษ์ทอง ดาวอุดร ต้องอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แออัดร่วมกับนักร้องคนอื่นๆ ในสังกัดและคนงานโรงงานครีมทาหน้าของ “ศรีไพร ใจพระ”

หงษ์ทอง เล่าว่าทุกๆ 5 วัน นักร้องทุกคนจะได้รับเงิน 100 บาทจาก “ศรีไพร” แต่บางทีเขาก็ลืมแล้วก็เงียบหาย บางครั้งก็เดินทางไปต่างจังหวัด แม้ว่าหงษ์ทอง และนักร้องคนอื่นๆ ก็มีเงินแทบไม่พอใช้อยู่แล้ว บางทีมีเพื่อนบ้านที่เป็น นักศึกษา ม. รามคำแหง ที่อาศัยอยู่ห้องใกล้ๆ กันก็ขอยืมเงินจากเธอและเพื่อนนักร้อง ด้วยความผูกพันผ่านสภาพชีวิตอันยากลำบาก เพื่อนร่วมอพาร์ตเมนต์เหล่านี้ก็จะร่วมกันทำต้มจืดเต้าหู้ใส่น้ำเยอะมากๆ มาแบ่งกันกิน
เมื่อครอบครัวของ หงษ์ทอง ดาวอุดร เดินทางไกลจากอีสานมาเยี่ยมเยือนถึงกรุงเทพฯ พวกเขาก็ต้องตะลึงกับสภาพความเป็นอยู่อันคับแค้น และแทบไม่มีข้าวปลาอาหารไว้หุงกินเลย ดังนั้น ปลาที่ครอบครัวนำมาจากบ้านเกิด จึงถูกแบ่งสรรให้กับเพื่อนบ้านร่วมอพาร์ตเมนต์ที่ขอไปทำกับข้าวให้ประทังต่อชีวิต
รายได้สูงจากการร้องเพลง
เมื่อปี 2521 การตัดสินใจของ หงษ์ทอง ดาวอุดร ที่เลือกอยู่ต่อภายใต้สังกัดของ ศรีไพร ใจพระ ก็เริ่มส่งผลลัพธ์ด้านบวกให้กับชีวิตนักร้องของเธอ ในปีเดียวกันนี้เอง หงษ์ทอง ได้มีโอกาสร้องเพลงแก้ (เพลงที่มีเนื้อเพลงทำนองโต้ตอบกับเพลงเดิม) กับนักร้องลูกทุ่งชื่อดังถึง 2 เพลง ได้แก่ “รักติ๋มแน่หรือ” ซึ่งเป็นการร้องแก้เพลงของ สายันต์ สัญญา ในเพลง “รักติ๋มคนเดียว” กับเพลง “บัวหลวงรอรัก” ซึ่งเป็นเพลงแก้เพลง “บัวหลวงบึงพลาญ” ของ ศรชัย เมฆวิเชียร
หลังจากที่ หงษ์ทอง ดาวอุดร ผ่านการสอบได้รับใบผู้ประกาศเพื่อจัดรายการวิทยุ เธอก็เริ่มต้นอาชีพเป็นดีเจ อีกทั้งยังทำงานเขียนบทและจัดทำซิงเกิ้ลประกอบโฆษณารายการวิทยุ และแสดงในโฆษณาทางทีวี สำหรับเพลงโฆษณาอย่าง “ฉันรักจักรยานมิกกี้ ดูสิสง่าสวยดี ขี่ไปไหน” หงษ์ทองเล่าว่าเธอได้รับค่าตอบแทนมากถึง 100,000 บาทหลังจากนั้น หงษ์ทอง ดาวอุดร ก็ปรากฏตัวบนหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โพสต์ท่าถ่ายรูปกับจักรยานมิกกี้ เธอยังเป็นคอลัมนิสต์ประจำของหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ภายใต้นามปากกาว่า “ช่อผกา”

การแสดงภาพยนตร์
หงษ์ทอง ดาวอุดร ยังเป็นหุ้นส่วนทาฝธุรกิจกับ ศรีไพร ใจพระ ซึ่งบ้านบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ชั้นบนของเขาเป็น โรงงานผลิตครีมทาหน้า และชั้นล่างเป็น บริษัท เอส.เอ.เอส.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทจัดหาแรงงานอีสานส่งไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งยุคนั้นคนงานไทยชอบไปทำงานกันก็คือ ตะวันออกกลาง
หงษ์ทองคะนองลำ : หงษ์ทอง ดาวอุดร
ศรีไพร ใจพระ จึงคิดสร้างภาพยนตร์โปรโมทธุรกิจจัดหาแรงงานชื่อ “คุณนายซาอุ” เมื่อปี 2525 โดยดาราที่ร่วมแสดงหนังเรื่องนี้ได้แก่ สรพงษ์ ชาตรี ลลนา สุลาวัลย์ และ เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ ส่วนดารานำหญิงอีกคน คือ หงษ์ทอง ดาวอุดร เพราะนักร้องหญิงคนอื่นๆ ได้ออกจากสังกัดไปหมดแล้ว โดยหงษ์ทอง รับบทบาทแสดงเป็นภรรยาของแรงงานอีสาน และร้องเพลงประกอบถึง 3 เพลงด้วยกัน ได้แก่ “หงษ์ทองคะนองลำ” ผลงานของครูดอย อินทนนท์ เพลง “ถ่าพี่” (รอพี่กลับมา) และ “คุณนายซาอุ” ในแบบสไตล์ญี่ปุ่น
เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ศรีไพร ใจพระ หลอกแรงงานคนอีสานโดยพาพวกเขาขึ้นเครื่องบินไปกรุงเทพฯ แล้วบินกลับไปอุดรธานี พวกเขาคิดว่าตัวเองนั้นได้เดินทางไปถึงซาอุฯ แล้ว จนกล่าวติดตลกว่า “คืออุดรแท้.. เอิ้นมันว่า ‘ซาอุดร’ ซะบ้อ” อีกมุกเด็ดคือมุกที่แรงงานอีสานไม่รู้จักเนย เมื่อตอนอยู่บนเครื่องบินจึงไม่รู้ว่าจะเอาเนยไปทำอะไร ก็เลยพากันเก็บใส่กระเป๋ากางเกงจนเนยละลายเปื้อนหมด
รอรักจากซาอุ : หงษ์ทอง ดาวอุดร
มีบทหนึ่งตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ หงษ์ทอง ดาวอุดร ได้รับบทบาทให้แสดงถูกถามว่า ทำไมเธอถึงมีเพชรพลอยใส่เยอะแยะมากมายขนาดนี้ เธอตอบว่า “ก็ส่งควายไปทำงานเมืองนอกยังไงล่ะ” ซึ่งบทพูดนี้มีที่มาจากการที่คนมักพูดกันว่า “ควายเมืองอุดรแข็งแรง” ซึ่งหงษ์ทองได้แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “คนกรุงเทพฯ ไม่เข้าใจว่าประโยคนี้มีที่มาอย่างไร และคิดว่ามันเป็นคำที่มีความหมายทางเพศ”
ถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จด้านรายได้ แต่ก็มีชื่อเสียงมากพอที่จะทำให้คนที่ต้องการไปทำงานที่ซาอุฯ คิดถึงบริษัทของ “ศรีไพร” ก่อนใคร บทบาทของ “หงษ์ทอง” ในภาพยนตร์ยังทำให้เธอมีงานเพลงเข้ามาอีกมากมาย สร้างรายได้ให้กับเธอมากถึงเดือนละประมาณ 30,000 บาท จำนวนมากพอที่ทำให้เธอสามารถซื้อบ้านหนึ่งหลังได้ก่อนจะมีบัตรประจำตัวประชาชนเสียอีก

จากนั้น หงษ์ทอง ดาวอุดร ก็ตั้งวงดนตรีรับงานแสดงทั่วไป ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก พอถึงหน้าฝนเมื่อมีการหยุดเดินสาย เธอก็เข้าห้องอัดเสียง ช่วงระหว่างปี 2521-2525 หงษ์ทอง ดาวอุดร มีผลงานออกอัลบั้มเทปคลาสเซตต์ 15 อัลบั้ม โดยเจ้าตัวบอกว่า ผลงานของเธอก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จบ้าง และไม่ประสบความสำเร็จบ้าง วงดนตรีหงษ์ทอง ดาวอุดร เดินสายอยู่ 4 ปีก็ยุบวง เพราะภาวะขาดแคลนน้ำมันในยุคนั้น (ระหว่างปี 2525-2526) ที่ทำให้ทางการประกาศปิดปั้มน้ำมันตอน 4 ทุ่ม แต่วงดนตรีต้องเดินสายกันตลอดวันตลอดคืนเพื่อไปทำการแสดงที่ต่างๆ เมื่อไม่มีน้ำมันเติม ก็ทำให้ต้องพบกับความลำบากกันมาก กอร์ปกับการที่ในช่วงนั้น หงษ์ทอง ดาวอุดร เริ่มมีปัญหาเส้นเสียงอักเสบ ทำให้เธอต้องลดรับงานคอนเสิร์ตลง
หลังหยุดวง หงษ์ทอง ดาวอุดร เข้ามาช่วยงานบริษัทจัดหางานของศรีไพร ใจพระ นอกจากนั้นก็มาจัดรายการวิทยุควบคู่ไปด้วย หลังจากหยุดวงดนตรีไม่นาน ปี 2528 หงษ์ทอง ดาวอุดร ก็แต่งงานมีครอบครัว และหายหน้าไปจากวงการเพลงลูกทุ่ง หงษ์ทองให้กำเนิดลูกชายเมื่อปี 2530 และหย่ากับสามีในปี 2537 เธอย้ายจากกรุงเทพฯ กลับไปอยู่อุดรธานีบ้านเกิด

พอถึงปี 2539 หง ษ์ทอง ดาวอุดร มีปัญหาเรื่องการใช้เสียงมากขึ้น ก็เลยเข้ารับการผ่าตัดต่อมไธรอยด์ หลังการผ่าตัดในครั้งนั้นก็ทำให้เธอพูดไม่ได้นานถึง 6 เดือน เวลาจะสื่อสารต้องใช้วิธีการเขียนหนังสือเอา แต่ล่าสุด (ปี 2550) เธอบอกว่า เสียงของเธอกลับมา 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว
หงษ์ทอง ดาวอุดร : รายการไมค์ทองคำหมอลำฝังเพชร
ปัจจุบัน หงษ์ทอง ดาวอุดร ผันตัวเองมาเป็นนักจัดรายการวิทยุ ประเภทข่าวและเพลงคลื่นทางวิทยุ ที่จังหวัดอุดรธานี รวมทั้งรับเป็นพิธีกรตามงานของสมาชิกผู้ฟังคลื่น และขึ้นร้องเพลงบ้างเป็นครั้งคราว
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Artist
- Hits: 12399

สุภาพ ดาวดวงเด่น
ฉายา “สุภาพน้อยนกเขาหอง”
นางสุภาพ ติณรัตน์ หรือที่รู้จักกันในนาม หมอลำสุภาพ ดาวดวงเด่น เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2499 ณ บ้านภูเงิน ตำบลหนองกุง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดศรีกัลยานุสรณ์ ด้วยมีฐานะทางบ้านยากจน จึงไม่ได้เรียนต่อทั้งๆ ที่ผลการเรียนดี และมีความขยัน รักการเรียนมาตลอด เด็กหญิงสุภาพ จึงต้องหาวิธีการหาเงินมาจุนเจือเลี้ยงดูครอบครัว หนึ่งในอาชีพที่หารายได้ในยุคนั้น ก็คือ "หมอลำ" ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันอีกประการหนึ่งของเธออีกด้วย
จึงตัดสินใจไปเรียนหมอลำกลอนจาก อาจารย์บัวพา พันแสน ที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการลำทำนองอุบล (วาทอุบล) เมื่อมีความสามารถในการลำได้เป็นอย่างดีแล้ว จึงออกรับการแสดง และพัฒนาผลงานการแสดงหน้าเวที จนได้รับสมญานามว่า “สุภาพน้อยนกเขาหอง” (เสียงกังวานดุจเสียงนกเขาร้องนั่นเอง) มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วภาคอีสาน

ต่อจากนั้นได้มาสังกัด สมาคมหมอลำ พ่อมหันต์ นครไชย จังหวัดมหาสารคาม และได้เป็นศิลปินหมอลำเรื่องต่อกลอน รับบทเป็นนางเอก ให้กับ คณะเพชรบูรพา ด้วยความสามารถและพรสรรค์ในการลำ มีน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ได้มีโอกาสบันทึกแผ่นเสียงกับ คุณเทพบุตร สติรอดชมพู โดยเข้าสังกัดใน บริษัท เสียงสยามแผ่นเสียง ในรูปแบบทั้งการลำในรูปแบบต่างๆ และการขับร้องเพลงลูกทุ่งไทยอีสาน
คิดถึงเสียงซอ - สุภาพ ดาวดวงเด่น
สุภาพ ดาวดวงเด่น มีผลงานด้านเพลงลูกทุ่งไทยอีสานออกมาหลายชุด แต่ที่สร้างชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักโด่งดังในขณะนั้น คือ คึดถึงเสียงซอ ลำเพลินสลับเต้ย ลำเพลินสลับเต้ย โดยเฉพาะเพลง "คึดถึงเสียงซอ" เป็นเพลงที่นำเอาเสียงซอ มาประกอบบทบาทเพลงลูกทุ่งอีสานเป็นครั้งแรก จากการบรรเลงของอาจารย์ทองฮวด ฝ้ายเทศ ซึ่งทั้งสองบทเพลงนี้ทำให้มหาชนได้กล่าวถึงตลอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นยังมีอีกหลายผลงานที่ยังอยู่ในความทรงจำของผู้ฟังไม่รู้ลืม
และนั่นคือ จุดที่ทำให้เธอมีโอกาสได้กลับมาทำตามความฝันในวัยเด็กอีกครั้ง ด้วยการกลับมาเรียนหนังสืออีกครั้งที่ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดมหาสารคาม จนจบชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยหลักสูตร กศน. (การเรียนและสอบเทียบในระบบการศึกษานอกโรงเรียน) เมื่ออายุ 46 ปีเข้าไปแล้ว แต่เธอยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ได้ผลักดันตัวเองให้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ปริญญาตรี สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ปริญญาโท สาขา รัฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง และจบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขา วัฒนธรรมและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่ออายุได้ 57 ปี

ด้วยความมุ่งมั่น พยายามต่อสู้กับอุปสรรคนานัปการกว่าจะมาเป็นหมอลำ และเป็นเจ้าของผงงานเพลงลูกทุ่งอีสานที่ได้รับความนิยมนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับชีวิตศิลปินสาวชาวอีสานคนหนึ่ง แต่ปัจจุบันเธอได้ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานในฐานะจ้าของกิจการ และยังช่วยเหลือสังคมในโอกาสต่างๆ โดยได้ใช้ความสามารถในความเป็นศิลปินของเธอเสมอมา รวมทั้งการลงสนามการเมือง โดยเคยสมัครรับเลือกตั้งทั้ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในฐานะตัวแทนของชาวจังหวัดร้อยเอ็ด แต่ก็พลาดหวังทั้งสองสนาม

นางสุภาพ ติณรัตน์ หรือ ดาวดวงเด่น ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ขับร้องเพลงลูกทุ่ง) ประจำปี พุทธศักราช 2550 จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สุภาพ ดาวดวงเด่น ศิลปินมรดกอีสาน พ.ศ.๒๕๕๐
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Artist
- Hits: 24058

เวียง นฤมล
เวียง นฤมล หรือชื่อจริง นฤมล พลพุทธา เป็นลูกหลานคนเมืองเกินร้อย 'สาเกตนคร' เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2534 ที่บ้านเหล่าตำแย ตำบลศรีแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เล่าเรียนในระดับประถมศึกษาที่ โรงเรียนชุมชนบ้านศรีแก้ว มาต่อระดับมัธยมต้นที่ วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เป็นบุตรีของนักดนตรี/หมอลำชื่อ คุณพ่อสุวรรณ พลพุทธา และแม่ที่เป็นแดนเซอร์ในวงเดียวกัน
ในวัยเด็กซึมซับเส้นทางการเป็น 'ศิลปิน' มาจากครอบครัว มีลุงเป็นหมอลำชื่อดังในยุคก่อนคือ ร้อยเอ็ด เพชรสยาม มีป้าชื่อ วรรณภา สารคาม เป็นหมอลำดังมีชื่อในคณะ 'นกยูงทอง' รวมทั้งพ่อกับแม่ที่มีอาชีพเป็นนักดนตรีหมอลำ จึงได้ติดสอยห้อยตามพ่อแม่ไปในการแสดงตามที่ต่างๆ โดยมีคุณพ่อสนับสนุนให้รู้จักการร้องรำกลอนต่างๆ ของศิลปินที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น
จนอายุย่างเข้า 11 ปี (ยังเรียนอยู่ชั้น ป. 5) ถูกชักชวนจากลูกวงของพ่อ ให้มาช่วยเต้นเป็นแดนเซอร์ในคณะ ซึ่งมีรายได้ด้วย ดีกว่ามานั่งดูแม่แสดงเฉยๆ เป็นแดนเซอร์จนกลายมาเป็นนักร้อง/หมอลำในวงดนตรีของพ่อ ต่อมารุ่นพี่ชักชวนไปเป็นแดนเซอร์ และตัวประกอบในหมอลำคณะ "นกเอี้ยงโหม่ง" อยู่ 3 ปี ในระหว่างที่ทำงานนี้ ก็ยังเรียนหนังสือที่โรงเรียนไม่เคยทอดทิ้งจนกระทั่งจบชั้น ป.6

จากนั้นได้ขอทางบ้านไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่ วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด เพราะในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นประถมทางโรงเรียนส่งเสริมให้ขับร้องเพลงและส่งเข้าประกวดจนได้รับรางวัลที่ 1 มาโดยตลอด เลยคิดว่าตัวเองน่าจะชอบทางด้านนี้หรือมีแววทางนี้ (ไม่แน่ใจตัวเอง แม่ก็ถามว่า ทำไมต้องเรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ เรียนจบมาแล้วจะทำอะไร?) จึงน่าจะไปเรียนรู้ในศาสตร์และศิลป์เพื่อนำไปต่อยอดในอนาคต โดยการเรียนในวิชาเอก 'ขับร้องเพลงไทย' ได้พบครูบาอาจารย์ที่ดีคอยสนับสนุนส่งเสริม ได้ร่วมแสดงและขับร้องในวงดนตรีโปงลาง ของวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด สร้างประสบการณ์ในการเป็นศิลปินและความรับผิดชอบ

ทางด้านการลำได้รับการชี้แนะขัดเกลาจากแม่ครูหมอลำ ฉวีวรรณ ดำเนิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดง (หมอลำ) ปี พ.ศ. 2536 ที่ท่านมาทำการสอนอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด ทำให้ได้รับประสบการณ์มากมาย ทั้งสังวาสการลำแบบต่างๆ ความแตกต่างของการลำในท้องถิ่นต่างๆ ทั้งการลำทำนองขอนแก่น ลำทำนองสารคาม ลำทำนองอุบลฯ หรือแม้แต่การลำทางฝั่งเพื่อนบ้าน สปป.ลาว เช่น ลำสาลวัน ลำตังหวาย เต้ยเกี้ยว เต้ยหัวโนนตาล เป็นต้น
จนได้เรียนต่อยอดทางด้านศิลปะในระดับปริญญาตรีที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กรุงเทพฯ ด้วยที่แม่อยากให้ลูกสาวเป็นข้าราชการการ รับราชการครู จะได้ไม่ลำบากเหมือนแม่ แต่หัวใจของ เวียง นฤมล นั้นหลงใหลในการเป็นศิลปิน ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักร้อง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้ช่องทางไหนจึงจะประสบผลสำเร็จ

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีรุ่นพี่มาชักชวนให้ไปเป็นเพื่อนเดินทางไปพบกับ อาจารย์อำไพ มณีวงษ์ นักแต่งเพลงและกลอนลำดังๆ ให้กับนักร้อง-หมอลำดังหลายคนอย่าง มนต์แคน แก่นคูณ ในระหว่างการหาเพลงที่เหมาะสมให้พี่ๆ อาจารย์อำไพ เกิดสะดุดตาในตัว เวียง นฤมล ว่า มีมาด มีทรง มีท่าทางที่แสดงออกว่าเป็นหมอลำ เวียงเลยตอบอาจารย์ไปว่า เคยลำ และเคยเป็นศิษย์ของแม่หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน ศิลปินแห่งชาติ จึงได้ลองร้องหมอลำทำนองขอนแก่นให้อาจารย์ฟัง อาจารย์อำไพจึงขอบันทึกเสียงการลำไว้ บอกว่าจะนำไปให้ ครูสลา คุณวุฒิ ฟัง และให้เบอร์โทรครูสลา มาบอกว่า ให้ส่งข้อความไปบอกครู แนะนำตัวว่า เป็นใคร อยู่ที่ไหน ถ้าใจอยากเป็นศิลปินนักร้องจริงๆ
จนเวลาล่วงเลยผ่านไปเกือบปี จึงได้รับการติดต่อจาก ครูสลา คุณวุฒิ ในการเข้าไปทดสอบเสียงเพื่อเข้าร่วมในโครงการ "น้องใหม่ไต่ดาว โครงการ 2" ผ่านการทดสอบและฝึกการเป็นศิลปิน-นักร้อง ด้วยการไปร่วมแจมเป็นตัวเสริมให้กับนักร้องรุ่นพี่อย่าง มนต์แคน แก่นคูณ ต่าย อรทัย ไผ่ พงศธร เอิ้นขวัญ วรัญญา จนผ่านเลยมา 3 ปี ก็ได้ถึงวันที่ได้เข้าไปห้องบันทึกเสียงเพลง ฮักบ่ได้แต่ลืมอ้ายบ่ลง และ น้องตั้งใจฮักอ้ายตั้งใจทิ้ง ซึ่งเจ้าตัวก็ถ่ายทอดเพลงแต่ละเพลงออกมาได้เป็นอย่างดี รวมทั้งบทบาทในการแสดงที่เธอก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กัน จนได้รับคำชื่นชมจาก ครูสลา คุณวุฒิ ว่า "ใช่ทุกสำเนียง เวียง นฤมล"

แม้กระแสตอบรับไม่หวือหวาเท่ากับศิลปินแก๊งเดียวกันอย่าง “ตรี ชัยณรงค์, เน๊ค นฤพล” ที่ต้นสังกัดแกรมมี่โกลด์กำลังซุ่มทำอัลบั้มเดี่ยวให้ แต่การได้เปิดตัวในฐานะศิลปินค่ายลูกทุ่งยักษ์ใหญ่ ที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาอยู่ใต้ชายคา นับว่าเป็นความสำเร็จอีกขั้นของดาวจากดินแดนที่ราบสูงคนนี้ โดยเวียงได้เล่าความหลังครั้งนั้นว่า
“อาจารย์อำไพท่านอัดเสียงหนูให้ครูสลาฟัง ครูสลาท่านบอกว่าชอบเสียงน้อง ที่ร้องหมอลำแท้ๆ ตอนนี้หายาก ครูสลาเรียกมาเทสต์เสียงที่ ห้องอัดซำบายใจ ตอนแรกๆ อยู่ค่าย "ลมพัดไผ่" ฝึกฝนตัวเองอยู่ประมาณ 3-4 ปี กับการไปขึ้นเวทีร้องคั่นเวลา พี่ต่าย อรทัย พี่ไผ่ พงศธร ช่วงนี้ยังเรียนอยู่กรุงเทพฯ ที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ระหว่างไปเป็น 'อาจารย์ฝึกสอน' ที่ โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ประชานิเวศ 3 ก็ได้เข้ามาเป็นนักร้องแกรมมี่ฯ ดีใจมาก ความฝันกลายเป็นความจริง แกรมมี่ฯ เป็นค่ายเพลงที่คนมีใจรักในเสียงเพลง อยากเป็นนักร้องเข้ามาร่วมงานด้วย ภูมิใจที่ได้เป็นนักร้องอาชีพ ช่องทางหารายได้เลี้ยงครอบครัวเปิดกว้างมากขึ้น”
เปิดเส้นทางชีวิต เวียง นฤมล : รายการซอฟท์ทอล์ค
เวียง นฤมล นักร้องสาว ชาวจังหวัดร้อยเอ็ดโดยกำเนิด กล่าวด้วยว่า สองเพลงที่ปล่อยออกมาตนตั้งใจถ่ายทอดสุดความสามารถ โดยเพลง ฮักบ่ได้แต่ลืมอ้ายบ่ลง มีเนื้อหาใกล้เคียงจนแทบจะถอดแบบออกมาจากประสบการณ์ “รัก ลวง พราง” ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงมาแล้ว
“ใกล้เคียงกับประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นนานมาแล้ว เคยมีผู้ชายคนหนึ่งแต่งงานแล้ว มาจีบ หลอกว่ายังโสด ก็เปิดใจคบกันอยู่ประมาณปี ก่อนที่ภรรยาฝ่ายชายโทรมาแฉว่า ผู้ชายคนนี้มีเขาเป็นภรรยา รักกันไม่ได้ โชคดีที่ไหวตัวทัน นับว่าเรายังมีบุญคุ้มครองรักษา แต่ก็รู้สึกเสียใจที่โดนหลอกจนเราเริ่มรู้สึกดี คิดว่าทำไมความรักต้องเป็นแบบนี้หรอ ผู้ชายต้องหลอกตลอดหรอ”
ประสบการณ์ “รัก ลวง พราง” กลายเป็นแผลใจทำให้ในทุกวันนี้ นักร้องสาวไม่กล้ารักใครจริงจัง แม้มีคนเข้ามาทำให้รู้สึกดี แต่ก็ยังไม่กล้าให้หัวใจใครอีกเลย “ไม่กล้าให้หัวใจใครแล้ว กลัวซ้ำรอย อยากบอกผู้ชายที่มีคนรักอยู่แล้ว มีคู่ครองอยู่แล้ว อย่าทำเจ้าชู้หลอกผู้หญิงเลย การกระทำแบบนี้ ทำให้มีคนต้องเจ็บพร้อมกันทีเดียวถึง 2 คน คนที่โดนหลอกก็เจ็บ คนที่เป็นภรรยาอยู่แล้วก็เจ็บ อยากให้มีความรู้สึกสงสารผู้หญิงบ้าง อย่ามองผู้หญิงเป็นแค่เครื่องมืออะไรบางอย่าง ที่ปล่อยผ่านไปโดยไม่แคร์”
ทุกลมหายใจของ “เวียง นฤมล” วันนี้จึงขอทุ่มเทให้กับการเดินตามความฝันก้าวต่อไป ประสบความสำเร็จเป็นนักร้องขวัญใจมหาชนให้ได้เหมือนกับ “ต่าย อรทัย, มนต์แคน แก่นคูน” และ “ฝน ธนสุนธร” นักร้องในดวงใจ จากวันเริ่มต้นแห่งความสำเร็จในปี พ.ศ. 2560 ได้เป็นศิลปินสังกัดแกรมมี่โกลด์ และได้ปริญญาบัตรไปฝากพ่อกับแม่ ซึ่งพ่อก็อยู่ดูความสำเร็จของลูกได้ไม่นานก็จากไปด้วยมะเร็งร้ายในกระเพาะอาหาร เมื่อ 6 พฤษภาคม 2563 ในวัย 53 ปี

จนถึงปลายปี พ.ศ. 2563 เวียง นฤมล ก็ได้จับคู่กับ เบียร์ พร้อมพงษ์ กับงานเพลง “เรวัตตะฮักนะลีลาวดี” ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในชาร์ตเพลงสถานีวิทยุแทบทุกคลื่น และติดอันดับ 1 สถานีวิทยุชื่อดังใน กทม. อีกด้วย ถือว่าเป็นเพลงที่แฟนๆ ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โดยยอดวิวใน Youtube ตอนนี้ก็แรงทะลุ 100 ล้านวิวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่ายอดวิวคงพุ่งทะยานไปอีกอย่างต่อเนื่อง ทำเอาศิลปินทั้ง 2 คน เบียร์ และ เวียง ถึงกับยิ้มไม่หุบ เพราะนี่คือผลงานชิ้นแรกที่ทั้งสองคนโคจรมาพบกัน และเรายังเห็นหลากหลายศิลปินนำมา Cover เพลงนี้โดยจับคู่ร้องกันอย่างน่ารัก อีกทั้งจัดเต็มเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เป็นสีสันของวงการลูกทุ่งในช่วงต้นปี 2564 นี้
เรวัตตะฮักนะลีลาวดี ศิลปิน : เวียง นฤมล x เบียร์ พร้อมพงษ์
และตามมาด้วยเพลง "งิ้วต่องต้อนฮ่ำฮอนผู้บ่าวเก่า" ที่จะเป็นการพิสูจน์ความสามารถในการลำทำนองโบราณ ทำนองงิ้วต่องต้อน ซึ่งในอดีตเพลง "งิ้วต่องต้อนอ้อนผู้บ่าว" นั้นเคยโด่งดังจากสุดยอดราชินีหมอลำ บานเย็น รากแก่น เคยขับร้อง และฟ้อนรำในท่วงท่าลีลาที่สวยงามไว้เมื่อปี พ.ศ. 2542 ผ่านมา 22 ปีก็ไม่เคยมีใครนำมาร้อง Cover อีกเลย จนในปีนี้ อาจารย์ดอย อินทนนท์ ผู้ประพันธ์เพลงงิ้วต่องต้อนฯ ได้ประพันธ์เพลงภาคต่อออกมาอีกครั้ง เพื่อให้ เวียง นฤมล ได้ทดสอบความสามารถในครั้งนี้ ว่าความรู้ที่ได้มาจากครูศิลปินแห่งชาติ สาขาหมอลำทั้ง 2 ท่าน คือ แม่ฉวีวรรณ ดำเนิน และแม่บานเย็น รากแก่น จะสามารถสอบผ่านไปได้หรือไม่?

เวียง นฤมล ถูกเคี่ยวเข็ญจากครูบาอาจารย์ไม่ว่าจะเป็น 'ครูสลา คุณวุฒิ' โปรดิวเซอร์, อาจารย์ดอย อินทนนท์ และ อ.สวัสดิ์ สารคาม ทั้งสองท่านเป็นผู้เขียนและทำดนตรี ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2542 และกลับมาร่วมกันเขียนเนื้อและทำดนตรีใหม่อีกครั้งหนึ่ง เรียกได้ว่า ได้คนเขียนเนื้อร้อง และคนทำดนตรีคนเดิม เพื่อรำลึก 'ทำนองงิ้วต่องต้อน' ให้กลับมาสร้างความสุขอีกครั้ง และยังได้ไปร่ำเรียนการฟ้อนจากศิลปินแห่งชาติ 'บานเย็น รากแก่น' ราชินีหมอลำ ผู้ขับร้องตำนานงิ้วต่องต้อนที่โด่งดังเมื่อ 22 ปีที่แล้ว
งิ้วต่องต้อนฮำฮอนผู้บ่าวเก่า ศิลปิน : เวียง นฤมล
เวียง นฤมล เผยว่า "การเข้าสอบวิชาหมอลำในทำนองงิ้วต่องต้อน นับว่ายากและหินที่สุดในชีวิต ทำนองเพลง 'งิ้วต่องต้อน' เป็นทำนองที่ยากสุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ค่ะ วันนี้ได้มีโอกาสร่วมสืบสานทำนองหมอลำเพลง 'งิ้วต่องต้อนฮ่ำฮอนผู้บ่าวเก่า' เป็นเนื้อร้องใหม่ ดนตรีใหม่ เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของเวียง ขอบคุณจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ค่ายแกรมมี่โกลด์ ผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน ครูอาจารย์ พี่ๆ ทีมงานเบื้องหลัง ทุกคนเหนื่อย ตั้งใจกับผลงานเพลงนี้อย่างที่สุด ตั้งแต่ได้รับโจทย์มาจนถึงวันถ่าย MV เสร็จ เหนื่อยมากและหินมากจริงๆ ในทุกขั้นตอนค่ะ"
ในสถานการณ์โควิดระบาด งานการแสดงก็ลดน้อยลง เวียง นฤมล ก็ได้เปิดร้าน "ร้านตำแซบ คนส่า" กับญาติๆ เพื่อหารายได้จุนเจืออีกทาง ร้านนี้ตั้งอยู่เยื้องๆ กับ วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด ใครผ่านไปมาทางนั้นก็ไปอุดหนุนกันได้ ถ้ามีเวลาว่างจากงานการแสดง เวียง นฤมล ก็จะไปอยู่ที่ร้านช่วยทำอาหารและเสิร์ฟความอร่อยให้กับแฟนๆ เสมอ อย่าลืมไปอุดหนุนกัน
ร้านตำแซ่บคนส่า ตำยำรสเด็ด ของ เวียง นฤมล
และถ้าต้องการติดตามความเคลื่อนไหว อยากให้ เวียง นฤมล ได้รับใช้แฟนๆ ก็เชิญทาง Facebook : ViengNarumon ได้เลย
![]()



















