- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Artist
- Hits: 25801

มนต์แคน แก่นคูน
มนต์แคน แก่นคูน นักร้องเพลงลูกทุ่งหมอลำชายชาวไทย สังกัดค่าย แกรมมี่โกลด์ ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เจ้าของฉายา "บ่าวเสียงสุดสะแนน" เป็นนักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังในปัจจุบัน จากผลงานเพลง ยังคอยที่ซอยเดิม, ยามท้อขอโทรหา, สร้างฝันด้วยกันบ่, อ้ายฮักเจ้าเด้อ, โรงงานปิดคิดฮอดน้อง, ยังฮักคือเก่า, ชีวิตเพื่อชาติ หัวใจเพื่อเธอ, ฝันอีกครึ่งต้องพึ่งเธอ, ตรงนั้นคือหน้าที่ ตรงนี้คือหัวใจ, อ้ายบ่แม่นเขา, ให้เขาไปหรือให้อ้ายเจ็บ ฯลฯ
มนต์แคน แก่นคูน มีชื่อจริง สิบเอก กิตติคุน บุญค้ำจุน (ชื่อเดิม : เพชรพร บุญค้ำจุน) บ้านเกิดอยู่ที่บ้านม่วงกาซัง ตำบลสวาท อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เป็นบุตรของคุณพ่อทองคำ บุญค้ำจุน และคุณแม่สมทาน บุญค้ำจุน มีพี่น้อง 4 คน เป็นคนที่ 3 ของครอบครัว มีพี่สาว 2 คน น้องสาว 1 คน
ในวัยเด็กมนต์แคน ซึ่งเป็นลูกชาวนาโดยกำเนิด ที่ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้มาเป็นนักร้องมีชื่อเสียง ได้ซึมซับการร้องการรำจาก นายทองคำ บุญค้ำจุน ผู้เป็นพ่อที่เป็นหมอลำกลอนคู่ และมีทุ่งนาเป็นห้องเรียนรู้วัฒนธรรมอีสานแขนงนี้

เคยทำเพลงอัลบั้มแรกกับเพลง เสียศูนย์เมื่อบุญผะเวช คู่กับ พรศักดิ์ ส่องแสง ตอนนั้นใช้ชื่อ พรเพชร บุญค้ำจุณ ชื่อจริง เพชรพร สลับชื่อในการทำอัลบั้ม จากนั้นมาทำเพลงคู่กับ พรศักดิ์ ส่องแสง หนทางเข้าวงการของมนต์แคน เริ่มแรกเข้าหาอาจารย์ สวนสวรรค์ พรทิพย์ อาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษ ประจำโรงเรียนบ้านม่วงกาชัง ได้ฝากฝังกับ นายวิฑูรย์ วงศ์ไกร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยโสธร สมัยนั้นไปหาเสียงอยู่โรงเรียน บ้านม่วงกาชัง แต่ 1 อาทิตย์ให้หลัง ส.ส.วิฑูรย์ มารับตัวจริงๆ มนต์แคนเลยได้ไปกับวงดนตรีของ ส.ส.วิฑูรย์ วงศ์ไกร ซึ่งตอนนั้นยังไม่เกณฑ์ทหาร ก็ร้องไปเรื่อยๆ
จน ส.ส. วิฑูรย์ วงศ์ไกร พาไปลองเทสเสียงที่ บริษัท เสียงสยาม ปรากฏว่าผ่านได้ทำอัลบั้มกับบริษัท เสียงสยาม เป็นชุดแรก เพลงดังตอนนั้นคือ เสียศูนย์เมื่อบุญผะเวช แต่ก็ผ่านเกณฑ์ทำชุดสองจนได้ ก่อนจะหมดสัญญามาทำอัลบั้มใหม่กับ RS Promotion โดยใช้ชื่อว่า มานพ วงศ์เพชร ได้สองชุด แต่ต้องมาเกณฑ์ทหารที่บ้านเกิด อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ในปี พ.ศ. 2537 และไปรับใช้ชาติสองปี ที่ค่ายบดินทรเดชา ก่อนทิ้งหายอัลบั้มไปหลายปี หลังจากพ้นจากทหารก็สอบนายสิบต่อได้เป็นทหาร และก็ยังติดต่อกับ ครูสลา คุณวุฒิ โดยตลอด จนสอบผ่านการเป็นนักร้องของ แกรมมี่ โกลด์ และได้มีผลงานชุดแรกคือ ชุดที่ 1 ยังคอยที่ซอยเดิม ปี พ.ศ. 2548

มนต์แคน แก่นคูน ปัจจุบันมีผลงานอัลบั้มสังกัดค่าย แกรมมี่โกลด์ ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และรับราชการทหารประจำอยู่ในสังกัดของกรมการขนส่งทหารบก สะพานแดง บางซื่อ กทม. ตำแหน่งเสมียน และยังได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ทำหน้าที่ในส่วนของการดูแลกิจกรรมสันทนาการ
ปี พ.ศ. 2534-พ.ศ. 2536 สังกัดค่าย เสียงสยาม จำกัด ใช้ชื่อ "พรเพชร บุญค้ำจุน" ออกอัลบั้มเดี่ยว 2 ชุด และอัลบั้มพิเศษ 1 ชุด อัดแผ่นเสียงคู่กับ พรศักดิ์ ส่องแสง ชุด "เสียศูนย์เมื่อบุญผะเวช"
- อัลบั้มชุดที่ 1 ลำเพลิน ลำร็อค
- อัลบั้มชุดที่ 2 ลำเพลิน ลำร็อค 2
ปี พ.ศ. 2537-พ.ศ. 2539 สังกัดค่าย อาร์เอส โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน) ในชื่อ "มานพ วงศ์เพชร" ออกอัลบั้ม 2 ชุด
- อัลบั้ม เข็มพรแกล้งพี่
- อัลบั้ม ท็อปฮิต ลูกทุ่งมาตราฐาน 1
ปี พ.ศ. 2548 จนถึงปัจจุบัน มาสังกัดค่าย แกรมมี่โกลด์ ออกอัลบั้มมาแล้ว 7 อัลบั้ม ไม่นับรวมอัลบั้มพิเศษต่างๆ
รางวัล
- รางวัล คนดีศรียโสธร มอบโดย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
- รางวัล Siamdara Stars Awards 2013 สาขา นักร้องลูกทุ่งชายยอดนิยม จากเพลง อ้ายบ่แม่นเขา ในอัลบั้มชุดที่ 6 ตรงนั้นคือหน้าที่ ตรงนี้คือหัวใจ
- รางวัล เพชรในเพลง สาขา การขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย ประเภท ชมเชยผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย จากเพลง ตรงนั้นคือหน้าที่ ตรงนี้คือหัวใจ ในอัลบั้มชุดที่ 6 ตรงนั้นคือหน้าที่ ตรงนี้คือหัวใจ เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี 2556
- รางวัล คมชัดลึก อวอร์ดส ครั้งที่ 11 ประจำปี 2556 สาขา เพลงอมตะรังสรรค์ชายยอดเยี่ยม จากเพลง นักรบห่วงแฟน ในอัลบั้มพิเศษ ตามฮอยอีสาน ชุดที่ 3
- รางวัล คมชัดลึก อวอร์ดส ครั้งที่ 12 ประจำปี 2557 สาขา นักร้องลูกทุ่งชายยอดเยี่ยม จากเพลง ให้เขาไปหรือให้อ้ายเจ็บ ในอัลบั้มพิเศษ เจ็บบอกให้ไป หัวใจบอกให้กอด

เพลงดังสร้างชื่อมีหลายเพลง อาทิ ยามท้อขอโทรมา, แฟนเขาผู้สาวอ้าย, ฝันอีกครึ่งต้องพึ่งเธอ, ตรงนั้นคือหน้าที่ ตรงนี้คือหัวใจ, อ้ายบ่แม่นเขา, เขาขอไลน์ อ้ายขอลา, คำว่าฮักกัน มันเหี่ยถิ่มไส เป็นต้น
คำว่าฮักกันมันเหี่ยถิ่มไส - มนต์แคน แก่นคูณ
สัปดาห์แรกของปีใหม่ 2564 ที่ผ่านมา ทางเว็บไซต์ Chart Masters ได้ออกมาเปิดเผยว่า มนต์แคน แก่นคูน (กิตติคุณ บุญค้ำจุน) นักร้องเจ้าของฉายา บ่าวเสียงสุดสะแนน คือ ศิลปินที่มียอดวิวสูงสุดใน YouTube ประเทศไทย (YouTube’s Most Streamed Artists of 2020) โดยคว้ายอดผู้เข้าชมไปถึง 976 ล้านวิว ชนะศิลปินเกิร์ลกรุ๊ประดับโลกอย่าง “แบล็กพิงก์” ไปได้อย่างขาดลอย ซึ่งแต่ละเพลงคือมียอดวิว 100 ล้านวิวขึ้นไป อาทิ “คำว่าว่าฮักกัน มันเฮี่ยถิ่มไส” ก็เป็นเพลงที่มียอดวิวเกือบ 400 ล้านวิวเช่นกัน และยังเป็นเจ้าของสถิติ เพลงเกิน 100 ล้านวิว ถึง 9 เพลง ซึ่งสร้างความดีใจให้กับหลายๆ คน และในขณะเดียวกันก็ทำให้หลายคนอยากรู้จักเขามากขึ้น ขอนำ 6 เรื่องราวพิเศษของเขามาให้ทุกคนได้ชม
1. บทบาทการรับใช้ชาติในฐานะทหาร
นอกจากการเป็นศิลปินแล้ว มนต์แคนก็มีโอกาสรับใช้ชาติในฐานะทหารเกณฑ์ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ในปี พ.ศ. 2537 ซึ่งหลังจากนั้นเขาได้เข้าเป็นนักเรียนนายสิบ และเข้ารับราชการกรมการขนส่งทหารบก สะพานแดง บางซื่อ กทม. ติดยศ สิบเอกกิตติคุณ บุญค้ำจุน โดยปัจจุบันนี้มนต์แคนก็ยังมีโอกาสทำกิจกรรมสันทนาการให้กับทหาร ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2562 เขาได้เข้าร่วมงานงาน พบปะ และให้กำลังใจทหารใหม่ 1/62 มณฑลทหารบกที่ 27 ด้วย
เปิดเผยชีวิตหลังจอ มนต์แคน แก่นคูณ กว่าจะเป็นทหารและนักร้องได้ตามความฝัน
2. วันวานที่ห่างจากการปล่อยอัลบั้มไปถึง 9 ปีเต็ม
เริ่มแรกนั้น มนต์แคน แก่นคูน เคยได้ทำงานกับศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง พรศักดิ์ ส่องแสง ก่อนจะเข้ามาอยู่ค่ายเสียงสยาม เมื่อ ส.ส.วิฑูรย์ วงศ์ไกร จาก จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นสมาชิกสังกัดพรรคกิจสังคม ณ เวลานั้น ได้พาเขาไปเทสต์เสียงกับค่าย เสียงสยาม จนมีอัลบั้มชุด ลำเพลิน ลำร็อค ชุด 1 และ 2 ออกมา ก่อนจะมีอัลบั้มชุด เข็มพรแกล้งพี่ และ อัลบั้ม ท็อปฮิต ลูกทุ่งมาตรฐาน 1 ที่เขาได้ทำกับค่าย RS ในนามว่า มานพ วงศ์เพชร และหลังจากนั้นเขาก็หยุดจากการทำเพลงเพื่อทำหน้ารับใช้ชาติ (เป็นทหารเกณฑ์) ก่อนที่จะได้หวนกลับมาทำเพลงกับค่าย Grammy Gold ภายใต้ชื่อ มนต์แคน แก่นคูน ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องดนตรีแคน จนมีอัลบั้มชุดใหม่ในปี 2548 ที่ใช้ชื่อว่า ยังคอยที่ซอยเดิม ผ่านการผลักดันของครูเพลงแถวหน้าอย่าง สลา คุณวุฒิ
3. ความสำเร็จระดับร้อยล้านวิว 8 ซิงเกิล
ถึงแม้จะมีช่วงที่ทิ้งวงการไปถึง 9 ปี แต่การกลับมาของมนต์แคนก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมทั้งเพลงเศร้า, เพลงรัก รวมไปถึงผลงานแนวให้กำลังใจที่แปรเปลี่ยนดนตรี และการใช้ภาษาตามบริบทสังคมแต่ละยุค โดยปัจจุบันเขามีเพลงร้อยล้านวิวถึง 8 เพลงได้แก่ "คำว่าฮักกัน มันเหี่ยถิ่มไส", "คอยน้องที่ช่องเม็ก", "ให้เขารักเธอเหมือนเธอรักเขา", "อ้ายฮักเขาตอนเจ้าบ่ฮัก", "เจ้าตั๋วว่าฮักอ้าย", "วอนหลวงพ่อรวย", "สัญญาน้ำตาแม่" และ "งานแต่งคนจน" ซึ่งเพลง "อ้ายฮักเขาตอนเจ้าบ่ฮัก" ของเขานั้นมียอดวิวระดับร้อยล้านครั้ง ทั้งในเวอร์ชั่น Lyric Video และ มิวสิควิดีโอ ในขณะที่ใน JOOX Music Application นั้น เมื่อปีที่ผ่านมาเขาก็มียอดสตรีมผลงาน 9 ล้าน 9 แสนครั้ง
กลิ่นลาบที่สีลม - มนต์แคน แก่นคูน - ตรี ชัยณรงค์ - เบียร์ พร้อมพงษ์
4. ผลงานฟีทเจอริ่งกับศิลปินฮิปฮอปที่มอบประสบการณ์ใหม่
ตลอดหลายปีในค่าย Grammy Gold มนต์แคน แทบไม่ค่อยได้ร่วมงานฟีทเจอริ่งกับศิลปินอื่นในอัลบั้มเดี่ยวตัวเอง แต่หลังจากที่ปล่อยผลงาน อ้ายฮักเขา ตอนเจ้าบ่ฮัก เขาก็ได้เซอร์ไพรส์แฟนๆ ด้วยการเข้าร่วมโปรเจกต์ 100x100 ของ JOOX Music Application และ GMM Grammy เพื่อร้องเพลง "มานอนนาเด้อ" ร่วมกับ เด็กเลี้ยงควาย (นิวยอร์ก-เทพฤทธิ์ อิ่มสุดสำราญ) ซึ่งปัจจุบันมียอดวิวสูงถึง 76 ล้านวิว (นับยอดวิวถึงวันที่ 6 มกราคม 2564) และมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับมนต์แคน และหลังจากนั้นตัวมนต์แคนก็มีโอกาสได้ฟีทเจอริ่งกับ 3 ศิลปินรุ่นใหม่ของ Grammy Gold ใน Digital อัลบั้มชุด ไปรวยเอาดาบหน้า อย่างในซิงเกิล "ยังฮักไผอีกได้บ่" ที่ทำกับ มีนตรา อินทิรา และเพลง "กลิ่นลาบที่สีลม" ที่เขาทำกับ ตรี ชัยณรงค์ และ เบียร์ พร้อมพงษ์
5. กิจการมินิมาร์ทที่แฟนๆ ควรแวะไปเยือนสักครั้ง
ปัจจุบันนี้ศิลปินหลายๆ คนก็ได้ผันตัวมาสร้างธุรกิจส่วนตัว เพื่อเพิ่มความมั่นคงในชีวิตรวมถึงเปิดประสบการณ์ใหม่ไปพร้อมกัน ซึ่ง มนต์แคน แก่นคูน เองก็มีกิจการมินิมาร์ท The Farm Family ที่ตั้งอยู่ใน ตำบลไร่สีสุก อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งนอกจากสินค้าทั่วไปแล้ว ทางร้านยังมีอาหารอีสาน ผักปลอดสารพิษที่ปลูกเอง รวมไปถึงเครื่องดื่มอร่อย และสินค้าของมนต์แคนวางขายด้วย ซึ่งหลายๆ ครั้งมนต์แคนก็แวะเวียนมาปรากฎตัวในฐานะลูกค้าร้าน

6. การไลฟ์คอนเสิร์ตพิเศษที่ช่วงที่เขาห่างไกลแฟนๆ
ถึงแม้จะเป็นศิลปินรุ่นใหญ่ แต่มนต์แคนก็ได้ปรับตัวเข้าโลกโซเชียล ด้วยการจัดซีรีส์คอนเสิร์ตไลฟ์สตรีมมิ่งที่ใช้ชื่อว่า เพลิน Plearn By มนต์แคน แก่นคูน ระหว่างเดือน ตุลาคม 2563 ไปจนถึง ธันวาคม 2564 ซึ่งแฟนๆ สามารถซื้อบัตรรายเดือนเพื่อชมการแสดงได้ โดยคอนเสิร์ตซีรีส์ชุดนี้ได้ทำการจัดไปแล้ว 3 ครั้งและยังคงมีการขายบัตรให้แฟนๆ ที่อยากชมการแสดงของมนต์แคน แต่ยังมีความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา และการปรับตัวแบบนี้ก็เป็นอีกเหตุผลว่า ทำไมมนต์แคนถึงมีแฟนเพลงใหม่ๆ ในยุคโซเชียลมากขึ้น และยังรักษาแฟนๆ ยุคแรกไว้อย่างเหนียวแน่น
โดยคนใกล้ชิดได้เล่าให้ฟังว่า วิธีการทำเพลงของ “มนต์แคน แก่นคูน” คือปกติถ้าไม่ได้ทำเพลง ก็จะทำนาทำสวนอยู่บ้าน แต่ปกติถ้าไม่ติดโควิดก็จะมีงานเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเดินสายภาคอีสาน เป็นลูกทุ่ง หมอลำ ว่างจากคอนเสิร์ตก็จะลงไร่ ลงนา ยิ่งช่วงนี้จะลงนาบ่อยมาก เพราะเพิ่งเกี่ยวข้าวเสร็จ กลางคืนจะเดินสายเล่นคอนเสิร์ต กลางวันจะเข้าสวนเข้านา และก็ทำธุรกิจส่วนตัวนิดหน่อย ก็เหมือนเป็นเศรษฐกิจพอเพียง นักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดังชอบอยู่ไร่อยู่นาและด้วยพื้นเพเป็นคนอีสาน เป็นลูกชาวไร่ชาวนาอยู่แล้ว ก็เริ่มซึมซับ ถูกปลูกผังมาตั้งแต่เล็กๆ และในการทำเพลงก็จะอยู่ที่โปรดิวเซอร์คือครูสลา เป็นคนทำเพลงให้

ส่วนที่หลายคนสงสัยว่าทำไม? ไม่ค่อยได้เห็น “มนต์แคน แก่นคูน” ออกรายการต่างๆ ตามทีวีเลย เพราะด้วยไลฟ์สไตล์ที่เขารู้สึกว่าเขาไม่ค่อยถนัดออกรายการ และที่สำคัญมีปัญหาส่วนตัวนิดหน่อยเกี่ยวกับฟัน เคยฟันแตกแล้ว เลยทำให้ความมั่นใจในการพูดหรือการออกเสียงอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร เลยทำให้ไม่ค่อยมั่นใจ จากคนที่ไม่มั่นใจการออกสื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่การออกหน้ากล้องก็อาจจะมีออกบ้าง แต่ก็น้อยนิด แต่ก็ยังคงให้ความร่วมมือกับต้นสังกัดอยู่เสมอ และโชว์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวาไรตี้หมอลำเหมือน ต่าย อรทัย หรือไผ่ พงศกร ที่โชว์กันเป็นแบบเต็มวงมีนักดนตรี มีแดนเซอร์พร้อม และบางทีก็ไปเป็นแขกรับเชิญในงานต่างๆ ก็เกือบทุกวัน เผลอๆ มีทั้งเดือนเลย
ซอฟท์ทอล์คนำพา "ครูสลา" คุยต่อหน้า "มนต์แคน" ครั้งแรก | ซอฟท์ทอล์ค EP.1
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Artist
- Hits: 22461


จิ๋ว อมรรัตน์
ถ้าเอ๋ยถึงชื่อ "จิ๋ว อมรรัตน์" หลายคนก็เข้าใจว่าเป็นนักร้องใหม่ เสียงดี ร้องเพลงเพราะ คนอีสานทั้งหลายที่ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองพอได้ยินเสียงเพลง "ฟ้าฮ้องโหย่น" ด้วยท่วงทำนองที่เร้าใจ เนื้อหากินใจหลายๆ คึดฮอดบ้านเด้ แต่ในความจริง ถ้าจะบอกว่า เธอเป็นนักร้องที่ผ่านประสบการณ์กับค่ายเพลงและมีเพลงดังมาแล้วหลายชุด อาจจะมีคนไม่เชื่อแน่เลย
ใช่แล้วครับ จิ๋ว อมรรัตน์ ก็คือนักร้องคนเดียวกันกับ นก พรพนา หรือชื่อจริง น.ส.อมรรัตน์ วงศ์ษา อายุ 30 ปี (2557) ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 343 หมู่ 6 ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นนักร้องลูกทุ่งดาวรุ่ง โดยร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก ช่วงอายุประมาณ 9 ขวบ ร่วมการประกวดระดับประเทศชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโครงการซูบารุ จูเนียร์ อวอร์ด ประเภทเพลงไทยลูกทุ่ง (ผ่านเข้ารอบ 7 คนสุดท้าย)
การศึกษา
- ชั้นประถมศึกษา : โรงเรียนบ้านหนองบัวแพ จังหวัดสกลนคร
- ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น : โรงเรียนสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
- ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย : การศึกษานอกโรงเรียนสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
- อุดมศึกษา : คณะนิเทศศาสตร์ เอกการประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม บางเขน


ต่อมาได้รับการผลักดันจากขวัญชัย ไพรพนา ให้เข้ามาบันทึกแผ่นเสียงเมื่อปี 2542 กับ บริษัท มาสเตอร์เทป จำกัด มีผลงานเพลงทั้งหมด 6 อัลบั้ม ได้แก่ 1. เลือกเขาเถิดพี่, 2. คำตอบสุดท้าย, 3. แพ้พรหมลิขิต, 4. แค่คนรู้จัก, 5. เสียงจากหัวใจ และ 6. มุมเหงาสาวอกหัก (ปี 2548) มีเพลงดัง "เสียงจากสาวลาว" "มุมเหงาสาวอกหัก" และ "ชวนบ่าวเที่ยวบ้าน"

และหลังจากหายไป 8 ปี ล่าสุดได้กลับคืนสู่วงการเพลงอีกครั้ง พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น ''จิ๋ว อมรรัตน์'' ย้ายสังกัดไปอยู่กับบริษัท เอสเคพี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด โดยมีผลงานเพลงในอัลบั้ม รวมใจสองฝั่งโขง ชุด "สาวเข็นฝ้าย" และที่ได้ลิขสิทธิ์เพลง และเป็นนักร้องคนแรกที่ได้รับอนุญาตถ่าย Music Video ในประเทศลาว ที่วังเวียง, บ้านสบายรีสอร์ท ประตูชัยลาว โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหน่วยงานของกระทรวงวัฒนธรรมไทย และกระทรวงวัฒนธรรม สปป.ลาว ถึง 5 เพลง ได้แก่ 1. สาวเข็นฝ้าย 2. เซาหลายใจได้บ่ 3. สาวนครพนม 4. ฟ้าร้องโหย่นๆ 5. สวรรค์เมืองลาว

ผลงานอัลบั้มนี้ของ ''จิ๋ว'' จัดว่าเป็นคุณภาพในเรื่องของการนำเสนอเรื่องของวัฒนธรรมสองฝังโขง โดยมี 5 ศิลปินแห่งชาติลาว อาทิ ท่านไชสวาท สิงห์นามวงศ์ รองอธิบดีกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ศิลปินแห่งชาติลาว, อาจารย์มัยศิลป์ หงส์สุวรรณ ศิลปินแห่งชาติลาวสาขาศิลปะการแสดง รำ นาฏศิลป์ และครูชาลี อินทรวิจิตร ศิลปินแห่งชาติ ที่เข้ามาช่วยเป็นที่ปรึกษาในการสร้างสรรค์ผลงานชุดนี้เป็นเครื่องการันตี

ครูชาลี อินทรวิจิตร ศิลปินแห่งชาติไทย ได้กล่าว ชื่นชมจิ๋วว่า เป็นนักร้องหมอลำสาวที่เสียงดีมากๆ ไม่ว่าจะขับร้องเพลงอะไรก็ไพเราะ พร้อมกับบอกว่า การกลับหวนคืนวงการครั้งนี้ ''จิ๋ว'' มีแนวโน้มที่จะกลับมาเป็นนักร้องที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมากทีเดียว ที่สำคัญการกลับมาคราวนี้ของ ''จิ๋ว'' นอกจากจะได้รับความนิยมจากแฟนเพลงชาวไทยแล้ว ยังจะได้รับการชื่นชมจากแฟนเพลงชาวลาว ซึ่งเป็นบ้านพี่เมืองน้องกับชาวไทยจำนวนมากด้วย


''จิ๋วเสียงดีมาก น้ำเสียงแบบนี้ร้องเพลงอะไรก็เพราะ อย่างนี้ต้องไปร้องเพลงที่มีความไพเราะอย่างน้ำเซาะทรายได้สบายแต่เพลงช้าชุดนี้ทำนองเพลงจะคล้ายๆ กัน ถ้าเป็นเพลงที่ผมแต่ง ผมจะทำทำนองที่แตกต่างออกไป เพลงไหนที่ดนตรีคล้ายกันจะตัดออกหมด ผมเตรียมเพลงให้จิ๋วเลือกหลายเพลงแล้วเอาไว้ร้องให้อัลบั้มหน้า'' ศิลปินแห่งชาติกล่าว



แม้ค่ายเพลงต้นสังกัดเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ จาก "เอส เค พี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์" มาเป็น "เคดับบลิว โพรส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์" แต่ "จิ๋ว อมรัตน์" นักร้องลูกทุ่งสาวเสียงดี ที่มีชื่อเดิมว่า "นก พรพนา" ก็ยังมีความสุขสุดๆ กับการได้ทำงานเพลง เน้นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมงดงามประจำถิ่น ต่อเนื่องมาจากอัลบั้ม "สาวเข็นฝ้าย"
ได้ไปเดินสายโชว์ลูกคอ และเผยแพร่ศิลปะการแสดงพื้นบ้านอีสาน และศิลปวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ในประเทศต่างประเทศ โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา ที่มีพี่น้องชาวไทย และลาวอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่อง
"ในอัลบั้มที่แล้วมีเพลงสาวเข็นฝ้าย สาวนครพนมบ่ต้มอ้าย โดยเฉพาะเพลงสวรรค์เมืองลาวได้รับการตอบรับที่ดีมาก ได้มีโอกาสไปทำงานที่ลาวด้วย และทำให้มีโอกาสได้ไปร้องเพลงให้พี่น้องชาวลาวในอเมริกาได้ฟังด้วย ตอนนี้ก็เปลี่ยนชื่อค่ายใหม่แล้ว เดิมทีมีศิลปินจิ๋วคนเดียว ตอนนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงคือมีศิลปินเข้ามาร่วมงานด้วยกันมากขึ้น ซึ่งก็มีอาจารย์สวัสดิ์ สารคาม และอาจารย์ศิริ มงคล ดูแล เป็นโปรดิวเซอร์ ซึ่งจิ๋วไม่ได้มาอัลบั้มเดี่ยว มาเป็นอัลบั้มรวมชื่อว่า สวัสดีอาเซียน ออกกันเป็นซิงเกิล กับศิลปินหลายๆ ท่าน เริ่มจากศิลปินรับเชิญพี่สมจิตร จงจอหอ, พี่เขาทราย แกแล็คซี่ และก็มี จิ๋ว อมรัตน์, น้องโจ มนัสวี น้องสาวของจิ๋ว มีพี่จ่าส่ง ร็อคออนซอน และพี่เอ็ม มงคล ในอัลบั้มนี้ของจิ๋ว มีสองเพลงค่ะ คือเพลงปากบอกว่าไป แต่ใจไม่พร้อม เขียนโดยอาจารย์หล่อ นาปัง และบทเพลงแด่ผู้เสียสละ แต่งโดยอาจารย์ศิริ มงคล ค่ะ เพลงแรกเป็นเพลงช้าซึ้งๆ อกหัก คือปากบอกให้เขาไปแต่ใจยังไม่พร้อมเลยยังเจ็บปวดอยู่เลย ส่วนเพลงผู้เสียสละก็มีเนื้อหาให้กำลังใจทหาร และเชิญชวนชาวไทยส่งกำลังใจไปให้กับพี่ๆ ทหาร"


กับการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารของค่าย นักร้องสาวมองว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น การมีผู้บริหารทำงานอยู่ต่างแดนเข้ามาร่วมทีม สามารถช่วยให้ผลงานของศิลปินเผยแพร่ไปถึงกลุ่มคนลูกทุ่งที่อาศัยอยู่ต่างประเทศได้เป็นอย่างดีด้วย
"สำหรับจิ๋วรู้สึกโอเคนะ เพราะว่ายังเป็นเจ้านายใจดีเหมือนเดิม จิ๋วรู้สึกดีใจที่ยังมีผลงานต่อเนื่อง แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในบริษัทตามเงื่อนไข ระยะเวลา และองค์ประกอบของการทำงาน ซึ่งยังได้รับผลตอบรับที่ดีจากแฟนเพลง เป็นการบริหารงานที่อินเตอร์มากขึ้นด้วย เพราะมีผู้บริหารอยู่ที่อเมริกาด้วย ตอนนี้อัลบั้มสวัสดีอาเซียน ก็ได้ถูกนำไปโปรโมตที่โน่นด้วย ให้พี่น้องชาวไทย และชาวลาวได้รับชมรับฟัง จิ๋วคิดว่าน่าจะได้รับการตอบรับจากแฟนๆ ที่โน่นดีด้วยนะ เพราะว่ามีงานให้ไปเดินสายที่อเมริกาเข้ามาเหมือนเดิม"
เบื้องลึกเบื้องหลังของนักร้องต้องเปลี่ยนชื่อ
ความขัดแย้งระหว่างนักร้องกับนายทุน เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงการเพลงลูกทุ่ง ยกตัวอย่างก็มีเป็นร้อยกรณี บางรายถึงขั้นยิงกันเลือดสาดมาแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็ตกลงกันได้แบบไทยๆ เมื่อสิบปีก่อน เคยเกิดคดีตำรวจจับนักร้องคาเวทีมาแล้ว แต่สมัยโน้น ยังไม่มีเฟซบุ๊ก ยังไม่เกิด “FC” ทางสื่อโซเชียล และยังไม่มีทนายหน้าจอทีวี เรื่องราวก็เลยจบแบบเงียบๆ มาฟังกัน...
สมัยเทปคาสเซ็ท บริษัท มาสเตอร์เทป ของ “เฮียยิ้ง” หรือ ชาย สีบัวเลิศ เป็นค่ายใหญ่ที่มีนักร้องในสังกัดมากกว่าสิบคน โดยศิลปินทำเงินประจำค่ายคือ จินตหรา พูนลาภ ต่อมาในปี 2542 ขวัญชัย ไพรพนา โฆษกดังเมืองอุดรฯ ได้นำเด็กสาวจาก อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร มาฝากเป็นนักร้องประจำค่ายมาสเตอร์เทป เฮียยิ้งได้ฟังเสียงแล้ว ก็ตกลงรับไว้ในสังกัด โดยตั้งชื่อให้ว่า “นก พรพนา”
“อมรรัตน์ วงศ์ษา” คือสาวน้อยจากสว่างแดนดินคนนั้น ที่ได้กลายเป็นนักร้องเสียงวิหค นาม “นก พรพนา” มีผลงานกับมาสเตอร์เทป 6 อัลบั้ม ได้แก่ 1.เลือกเขาเถิดพี่ 2.คำตอบสุดท้าย 3.แพ้พรหมลิขิต 4.แค่คนรู้จัก 5.เสียงจากหัวใจ และ 6.มุมเหงาสาวอกหัก แต่จริงๆ แล้ว นก พรพนา เริ่มมีชื่อเสียงในชุดที่ 6 จากเพลง “เสียงจากสาวลาว” และ “ชวนบ่าวเที่ยวบ้าน”

ปี 2551 นก พรพนา มีปัญหากับต้นสังกัดบริษัทมาสเตอร์เทป เพราะหลังจากหมดสัญญาที่ทำกันไว้กันแล้ว เธอไม่ได้ติดต่อกับทางเฮียยิ้ง และเริ่มรับงานการแสดงเอง โดยไม่ผ่านทางบริษัทมาสเตอร์เทป ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 ตำรวจ สน.โชคชัย เข้าจับกุม นก พรพนา ดำเนินคดีตามการแจ้งความของตัวแทนบริษัทมาสเตอร์เทป ที่อ้างว่าชื่อ “นก พรพนา” เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทตามที่ได้เซ็นสัญญากันไว้
หลังจากนั้น อมรรัตน์ วงศ์ษา ต้องหยุดงานแสดงร้องเพลงไปเลย เพราะใช้ชื่อ “นก พรพนา” ไม่ได้ เธอหายไปเรียนหนังสือ 3 ปีเศษ จนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ระหว่างนั้น เธออดทนเฝ้ารอคอยเวลาที่จะกลับมาอีกครั้ง จนถึงปี 2555 นก พรพนา กลับคืนสู่วงการเพลงอีกครั้ง พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “จิ๋ว อมรรัตน์” ในสังกัด บริษัท เอสเคพี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด กับผลงานเพลงในอัลบั้มรวมใจสองฝั่งโขง ชุด สาวเข็นฝ้าย
เบื้องลึกการกลับมา “สวัสดิ์ สารคาม” โปรดิวเซอร์ชื่อดังได้เข้าไปเจรจากับเฮียยิ้ง ขอให้อมรรัตน์กลับมาร้องเพลงอีก ประกอบกับตอนนั้น เฮียยิ้งเลิกทำธุรกิจเพลงแล้ว เลยยินยอมตามคำร้องของสวัสดิ์ แต่... มีเงื่อนไขว่า "ห้ามใช้ชื่อ นก พรพนา"
เนื่องจากบริษัท เอสเคพี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด มีหุ้นส่วนคนหนึ่งเป็นผู้บริหารของ ช.การช่าง ที่ไปสร้างเขื่อนไซยะบุลี ใน สปป.ลาว จึงทำให้อัลบั้มเพลงชุดสาวเข็นฝ้าย ได้ไปถ่ายทำเอ็มวีทั่วเมืองลาว โดยเฉพาะเพลง “สวรรค์เมืองลาว” ที่มีการถ่ายทำเอ็มวีตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ของลาว จากเหนือจรดใต้ จึงทำให้ชื่อ “จิ๋ว อมรรัตน์” เป็นที่รู้จักของแฟนเพลงชาวลาว รวมทั้งชาวลาวที่อาศัยอยู่ในสหรัฐ, แคนาดา และฝรั่งเศส
สวรรค์เมืองลาว - จิ๋ว อมรรัตน์
“จิ๋ว อมรรัตน์” หรือ “นก พรพนา” เดินสายโชว์เพลงชุด "สาวเข็นฝ้าย" ไปทั่วสหรัฐอเมริกา เธอกลายเป็นนักร้องขวัญใจของชาวลาว เพลงเสียงจากสาวลาว, ชวนบ่าวเที่ยวบ้าน, สาวเข็นฝ้าย, สวรรค์เมืองลาว และสาวนครพนมบ่ต้มอ้าย ยังได้รับความนิยมในหมู่คนลาวโพ้นทะเล
ปี 2561 อมรรัตน์เปลี่ยนชื่ออีกหนจาก “จิ๋ว อมรรัตน์” เป็น “จิ๋ว นกพรพนา” เพราะผู้ใหญ่ไฟเขียว มาสเตอร์เทปก็เลิกกิจการไปแล้ว เด็กก็เข้าขอโทษผู้ใหญ่ เรื่องยุ่งๆ เลยจบได้ เพลงชุดใหม่ เธอลงทุนทำเพลงเอง โดยคงเอกลักษณ์สาวรอผู้บ่าวกับซิงเกิลใหม่ “สาวคำแพง..แงงผู้บ่าว” โดยมี สวัสดิ์ สารคาม เป็นโปรดิวเซอร์ให้เหมือนเดิม แม้ว่ากระแสอีสานอินดี้จะมาแรง แต่เธอยังยึดเพลงแนวเดิม และคงเอกลักษณ์เนื้อเพลงที่เป็นตัวแทนสาวลาว
กรณีของ “นก พรพนา” “จิ๋ว อมรรัตน์” และ “จิ๋ว นกพรพนา” สะท้อนปัญหาเดิมๆ ในธุรกิจเพลงลูกทุ่ง ข้อกฎหมายก็เรื่องหนึ่ง ธุรกิจก็อีกเรื่องหนึ่ง สำคัญที่สุด "อย่าละทิ้งความเป็นมนุษย์...เพราะทุกข้อขัดแย้ง จบลงด้วยการพูดคุยเสมอ หากยังมีจิตใจดีงามต่อกัน"

ติดตามจิ๋ว อมรรัตน์ ผ่านทาง Facebook : Jew Amonrat
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักม่วน
- Category: Artist
- Hits: 25828

ภาคกลางเขามี Man City Lion (ชาย เมืองสิงห์)
ภาคอีสานบ้านเฮากะมี Star Home Don (ดาว บ้านดอน) คือกัน "
ดาว บ้านดอน
ดาว บ้านดอน ชื่อจริงว่า เทียม เศิกศิริ เกิดที่บ้านดอนมะยาง ตำบลตาดทอง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร เป็นบุตรนายผ่าน - นางแพง เสิกศิริ ที่มีอาชีพทำนา จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านดอนมะยาง จากนั้นก็มาช่วยครอบครัวทำไร่นา แต่เมื่อมีเวลาว่างชอบที่จะมาทำหน้าที่เด็กวัดบ้านดอนมะยาง ที่อยู่แถวบ้าน เนื่องจากโปรดปรานการได้ขึ้นมาร้องเพลงลูกทุ่งบนหอระฆังของวัด ที่เขาบอกว่าเวลาขึ้นมาที่นี่ เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจดี โดยเพลงที่เขาโปรดปรานส่วนมากเป็นเพลงของนักร้องชื่อ โฆษิต นพคุณ
มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน ลำบากมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เรียนหนังสือจบแค่ ป.4 ไม่มีโอกาสเรียนต่อทั้งๆ ที่เป็นคนเรียนเก่งความจำดี เมื่ออายุ 12 ปีได้บวชเป็นสามเณรที่วัดบ้านดอนมะยางนี้ และสอบได้เปรียญธรรมชั้นตรี ระหว่างนั้นเขายังคงชื่นชอบการร้องเพลงอยู่ แต่ไม่สามารถร้องได้เพราะผิดศีล เพื่อหาทางออก เขาตัดสินใจสมัครเรียนการเทศน์มหาชาติ ที่ต้องอาศัยทักษะไม่ต่างไปจากการร้องเพลง
เขาฝึกเรื่องนี้อยู่ 2 ปี จนช่ำชอง และกลายเป็น สามเณรเสียงดี อาศัยร่มผ้ากาสาวพัสตร์ หัดเทศน์ทำนองแหล่จนชำนาญ เป็นสามเณรเสียงทองที่มีปฏิภาณเป็นเลิศ กลายเป็นสามเณรนักเทศน์แหล่อันดับหนึ่ง ของแผ่นดินที่ราบสูงในสมัยนั้น ที่ตระเวนเทศน์ในหลายพื้นที่ จนผู้คนเรียกกันว่า เณรบ้านดอน
ต่อมา สามเณรวัย 18 ปีก็เกิดไปหลงเสียงของ ชาตรี ศรีชล ทำให้ต้องตัดสินใจสึกออกมา ในช่วงเดียวกับที่ วงดนตรีมิตรเพชรประชา วงดนตรีแถวบ้านประกาศรับสมัครนักร้อง ซึ่ง ดาว บ้านดอน และน้าชาย ก็มาเป็นนักร้องอยู่กับวงนี้ แต่หลังจากที่ทางวงช่วยกันเก็บเงินซื้อกลองชุดมาได้ชุดหนึ่ง และเกิดเหตุให้กลองตกลงมาแตก วงก็เลยแตกไปตามกลองด้วย

ดาว บ้านดอน กลับมายึดอาชีพทำไร่ปอและทำนาตามเดิม เพื่อหาทุนรอนในการตามหาความฝันเรื่องการเป็นนักร้องอัดแผ่น เพราะเพื่อนชาวร้อยเอ็ดที่เป็นนักร้องวงดนตรีอุรารักษ์ในกรุงเทพฯ ชื่อ จะเด็ด เพชรอีสาน บอกกับเขาว่ามีทางลัดในการเป็นนักร้อง นั่นก็คือการหาเงินเพื่อบันทึกเสียง ยกระดับตัวเองเป็นนักร้องอัดแผ่น แล้วค่อยเอาแผ่นเสียงไปเสนอวงดนตรีดังๆ หรือครูเพลง ซึ่งจะทำให้ดูมีภาษีกว่าการไปสมัครมือเปล่าๆ
หลังจากทำไร่ปอจนเก็บเงินได้ 8,000 บาท ดาว บ้านดอน กับเพื่อนอีกคน ก็เข้าห้องอัด โดย ดาว บ้านดอน อัดเพลง หนุ่มยโสธร ที่เขาแต่งเอง แต่เป็นการเลียนแบบเพลง บุพเพสันนิวาส ของครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่แต่งให้ ศรคีรี ศรีประจวบ งานนี้อดีตสามเณร หันมาใช้ชื่อ ดาว บ้านดอน ที่ตั้งขึ้นเอง โดยมีที่มาจากฉายา เณรบ้านดอน สมัยยังบวชเป็นเณรอยู่ งานนี้ทั้งสองคนตกลงออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่งคือ คนละ 4,000 บาท
ที่เมืองกรุง ทั้งสองไปบันทึกเสียงกันที่ ห้างแผ่นเสียงกมลสุโกศล โดยมีวงดนตรีเพชรสำราญเล่นดนตรีให้ ซึ่งก็ใช้เครื่องดนตรีแค่ 4 ชิ้นเท่านั้น หลังบันทึกเสียงเสร็จ ก็สั่งตัดแผ่นออกมา 200 แผ่น เพื่อนำไปตระเวนแจกตามสถานีวิทยุ และหนึ่งในนั้น ดาว บ้านดอน ต้องการนำไปให้ นพดล ดวงพร เจ้าของวงดนตรีเพชรพิณทอง อันลือลั่นที่อุบลราชธานี แต่ปรากฏว่าคำแรกที่ นพดล ดวงพร พูดหลังจากให้ฟังแผ่นเสียง และดาว บ้านดอน ยื่นความจำนงอยากจะขอเป็นนักร้องหรือนักแต่งเพลงในวงก็คือ "ดายหญ้าเป็นหรือเปล่า?" ทำเอา ดาว บ้านดอน ต้องผิดหวังและรีบกลับบ้านทันที

จากนั้น ดาว บ้านดอน ได้นำแผ่นเสียงไปให้นักจัดรายการเพลงลูกทุ่ง 2 คน ที่สถานีวิทยุ จ.ส. ร้อยเอ็ด ก่อนที่จะนำส่วนที่เหลือออกเร่ขายในราคาถูกๆ เพื่อหาทุนคืน จากนั้นเขากับเพื่อนก็ไปสมัครเป็นนักร้องอยู่กับวงดนตรีอุรารักษ์ และต่อมาย้ายมาอยู่กับวงดนตรีเพชรสำราญ
ในขณะนั้นเพลง "หนุ่มยโสธร" ที่เขานำไปฝากกับนักจัดรายการที่ร้อยเอ็ด ก็เป็นที่ชื่นชอบของนักฟังเพลงทีร้อยเอ็ด จนเพลงติดอันดับ 1 ของร้อยเอ็ดอยู่หลายสัปดาห์ ทำให้ในที่สุด เทพบุตร สติรอดชมพู เจ้าของวงดนตรีและคณะหมอลำชื่อดังของภาคอีสาน ต้องรุดมาเอาตัว ดาว บ้านดอน ไปร่วมงานด้วย โดยส่งเขาไปประจำ คณะหมอลำเพชรสยาม
ดาว บ้านดอน ในฐานะนักร้องอย่างเต็มภาคภูมิ ออกแสดงครั้งแรกที่สุรินทร์ จากการเดินสายทำให้เพลง หนุ่มยโสธร ของเขาโด่งดังมากขึ้น เขาจึงได้แต่งเพลงเพิ่มอีกหลายเพลง ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมาก เทพบุตร สติรอดชมพู จึงตั้งวงดนตรีดาว บ้านดอน ให้เขา จากนั้นในปี 2516 ดาว บ้านดอน ก็มาโด่งดังอย่างสุดๆ จากเพลง ลำเพลินเจริญใจ เพลงนี้ทำให้งานเพลงเก่าๆ ของเขา และการแสดงหน้าเวทีได้รับความนิยมตามไปด้วย แต่หัวหน้าวงตัวปลอมเช่นเขา ก็ยังคงได้รับเงินเดือนจากหัวหน้าตัวจริงเดือนละ 2,500 บาทเท่าเดิม
ดาว บ้านดอน จึงไปขอขึ้นค่าตัว และได้รับการปรับขึ้นมาเป็นวันละ 300 บาท ใกล้เคียงกับ ศักดิ์สยาม เพชรชมภู เบอร์ 1 ของเครือเพชรสยามที่ได้วันละ 450 - 500 บาท แต่นักร้องทั้งสองก็ยังรู้สึกว่า รายได้ของพวกเขาไม่เป็นธรรม ดาว บ้านดอน จึงทิ้งวง หนีตามไปอยู่กับศักดิ์สยามที่ทางภาคเหนือ ซึ่งทาง เทพบุตร สติรอดชมพู พยายามตามทั้งสองคนกลับมา แต่ได้กลับมาเฉพาะศักดิ์สยามเท่านั้น ส่วนดาว บ้านดอน ไม่ยอมกลับมารับค่าตัววันละ 300 บาทตามเดิม

ดาว บ้านดอน กลับมาทำไร่ปอและแตงโมที่บ้านเกิด เพื่อหาทุนตั้งวงดนตรีของตัวเอง ขณะเดียวกันก็พยายามผลิตผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้แฟนเพลงลืม ในที่สุดเขาก็ตั้งวงได้ และออกเดินสายแถวภาคอีสาน ต่อมาเขาได้รู้จักกับ คมศร พรสวรรค์ นักจัดตารางการแสดงวงดนตรี (Booker) ในกรุงเทพฯ และก็ได้มอบหมายให้คมศรช่วยจัดตารางการแสดงของวงให้ ทำให้เขาสามารถเปิดการแสดงในพื้นที่ที่กว้างมากขึ้น
แต่หลังจากคบค้ากันมานาน ดาว บ้านดอน ก็ได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว คมศร พรสวรรค์ ก็คือธุรกิจอีกสายหนึ่งของ เทพบุตร สติรอดชมพู นั่นเอง ทำให้เขารู้สึกอึดอัดไม่น้อยที่ต้องกลับมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของเจ้านายเก่า แต่ก็ทำใจได้ และเดินหน้าทำงานกับเจ้านายต่อไปตามเดิม
ปี 2525 ดาว บ้านดอน ออกผลงานชุด ยอดตำลึงชุมแพ ก่อนที่จะประกาศปิดวง นำเอารถอุปกรณ์และเครื่องดนตรีให้วงดนตรีของนักร้องหน้าใหม่เช่า ส่วนตัวเองก็หันไปเป็นนักร้องรับเชิญกับวงดนตรีหน้าใหม่เหล่านี้ แต่ก็ยังคงผลิตผลงานเพลงของตัวเองออกมาเรื่อยๆ ร่วมทั้งตั้งหน้าตั้งตาแต่งเพลงปั้นนักร้องแนวหมอลำหน้าใหม่
ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างมากกับ สมจิตร บ่อทอง และ ฮันนี่ ศรีอีสาน และอีกหลายคน นอกจากนั้น ก็ยังแต่งเพลงให้นักร้องมากมายทั้ง ศักดิ์สยาม เพชรชมพู, จินตหรา พูนลาภ, พิมพา พรศิริ, สันติ ดวงสว่าง, สดใส รุ่งโพธิ์ทอง, สาธิต ทองจันทร์, ลูกแพร - ไหมไทย อุไรพร, พิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย, ศรเพชร ศรสุพรรณ
ดูเวอร์ชั่นกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทยครั้งที่ 2 คลิกเลย
สำหรับชีวิตครอบครัวนั้น ดาว บ้านดอน แต่งงานตอนอายุ 21 ปี คือก่อนตอนเป็นนักร้องกับสาวบ้านเดียวกันและมีลูกด้วยกัน 1 คน ก่อนจะเลิกรากันไป พอถึงปี 2518 ช่วงที่กำลังดังเต็มที่ก็แต่งงานอีกครั้งกับสาวร้อยเอ็ดชื่อ บุญเรือง และมีลูก 5 คน ต่อมาในปี 2521 ก็แต่งงานอีกครั้งกับสาวร้อยเอ็ดอีกคนชื่อ คำพัน และ มีลูกอีก 1 คน ปัจจุบัน ภรรยาทั้งสอง และลูกๆ ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน
รางวัลเกียรติยศ
- รางวัลเสาอากาศทองคำพระราชทาน ปี พ.ศ. 2519 จากเพลง "คนขี่หลังควาย"
- รางวัลกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2534 จากเพลง "คนขี่หลังควาย"
ดาว บ้านดอน มาเยือนเวที "ไมค์ทองคำ หมอลำฝังเพชร"
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ดาว บ้านดอน กับการขึ้นเวทีร้องเพลงในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง และผู้สร้างนักร้องลูกทุ่งรุ่นใหม่ ในรายการ "สารพันลั่นทุ่งบางเขน" ทางช่อง ThaiPBS
รายการ "สารพันลั่นทุ่งบางเขน" ทางช่อง ThaiPBS
วันนี้ (19 เมษายน 2567) ความคืบหน้าจากกรณีเฟซบุ๊ก “ดาว บ้านดอน” โพสต์ข้อความว่า "แจ้งข่าวพ่อดาวบ้านดอนนะคะ คุณพ่อล้มในห้องน้ำตอนเช้า ตอนนี้อยู่ห้องไอซียูค่ะ" โดยข้อความดังกล่าวโพสต์เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีศิลปินและแฟนคลับจำนวนมากเข้ามาให้กำลัง
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ บ้านดอนมะยาง ตำบลตาดทอง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพ่อดาว บ้านดอน ศิลปินนักร้องชาวจังหวัดยโสธร และได้พบกับ นายแหวน เศิกศิริ หรือ เดือน บ้านดอน อายุ 74 ปี น้องชายของพ่อดาว บ้านดอน ได้เล่าว่า คืนวันที่ 12 เมษายน 2567 ที่ผ่านมาตนได้ไปพบกับพี่ชายที่งานร้องเพลงรับเชิญที่ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากที่พี่ชายร้องเพลงเสร็จก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว ตนจึงเดินทางกลับมาที่ จังหวัดยโสธร ส่วนพี่ชายมีงานคอนเสิร์ตต่อในวันรุ่งขึ้น แต่เห็นว่าดึกแล้วจึงไปนอนพักที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง
จนกระทั่งเวลา 05.00 น.ของวันที่ 13 เมษายน 2567 ดาว บ้านดอน ได้เข้าห้องน้ำเตรียมอาบน้ำแต่งตัว แต่ระหว่างนั้นภรรยาได้ยินเสียงดังผิดปกติจึงพังประตูห้องน้ำเข้าไปพบเห็น ดาว บ้านดอน นอนหมดสติอยู่ จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตอนนี้ยังรักษาตัวอยู่ในห้อง ไอซียู และอาการเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ โดยขณะนี้ ดาว บ้านดอน ลุกนั่งได้ ลืมตาได้และรู้สึกตัวดี แต่ยังไม่สามารถพูดได้ โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเส้นเลือดใหญ่ในสมองตีบ ซึ่งปกติ ดาว บ้านดอน ก็จะกลับมาที่บ้านดอนมะยาง และนอนพักที่บ้านดอนมะยางเป็นประจำในช่วงเวลาที่มาทำธุระ หรือมีงานร้องเพลงในภาคอีสาน
ติดตามข่าวสารของ ดาว บ้านดอน ได้ที่นี่ Facebook ดาว บ้านดอน
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักม่วน
- Category: Artist
- Hits: 31624

ไหมไทย ใจตะวัน
ไหมไทย ใจตะวัน หรือในอดีตที่อยู่วงดนตรี เสียงอีสาน คือ ไหมไทย อุไรพร วันนี้แยกตัวออกมาจากวงเสียงอีสาน ออกมาตั้งวงดนตรีของตัวเอง รับงานแสดงเอง ซึ่งต้องต่อสู้ฝ่าฟันกันพอสมควร และได้เข้ามาออกผลงานอัลบั้มกับค่าย แกรมมี่โกลด์ กับผลงานอัลบั้ม "บ่าวพันธุ์พื้นเมือง"
ประวัติส่วนตัว
ไหมไทย ใจตะวัน มีชื่อจริงว่า นายมนต์ชัย นามสกุล รักษาชาติ ชื่อในวงการ : ไหมไทย หัวใจศิลป์ (เคยใช้ชื่อ ไหมไทย อุไรพร ตอนอยู่วงดนตรีหมอลำเสียงอีสาน, ชื่อ ไหมไทย ใจตะวัน ตอนสังกัด ค่าย GMM Grammy) เกิดเมื่อ วันศุกร์ ที่ 26 เดือน มกราคม พ.ศ. 25... (กลัวจะรู้ว่า แก่???) ที่บ้านดอนสั้น ตำบลดอนมัน อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรของ นายมี - นางจูม รักษาชาติ ด้วยความที่ชอบในการร้องเพลง และการแสดงร้องลำ จึงเคยอยู่กับคณะหมอลำดังต่างๆ มาแล้วหลายคณะ เช่น อังคารแก้ววิเศษศิลป์, ก้องสยาม, นกยูงทอง, อุดรมิตรนิยม, หมอลำซิ่ง คณะสุดท้ายคือ เสียงอิสาน (แม้ว่าตนเองจะไม่ถนัดในการร่ายรำสวยงามแบบอีสานแท้ๆ แต่มีเสียงดีเลยได้รับเลือกให้เป็นพระเอก) ผู้ที่ชักนำเข้าสู่วงการคือครูเพลง/หมอลำ อาจารย์ดอย อินทนนท์ โดยได้บันทึกเสียงเพลงแรกคือ หยุดเสียใจเถิดน้อง และผลงานที่สร้างชื่อจนเป็นที่รู้จัก เช่น รักสาวนครสวรรค์, ลารักกลับแนวรบ, เห็นเธอที่เยอรมัน, บักสิเด๋อ ได้รับฉายาว่า พระเอกใหญ่ และ ไมเคิล แจ็คสันเมืองอีสาน จากท่าเต้นและการแต่งกาย
ผลงานเพลงชุดล่าสุด อั้ลบั้มชุดที่ 3 เวลคัม ทู ทำนา โดยเฉพาะเพลง ดาวมีไว้เบิ่ง โดย อ.วสุ ห้าวหาญ กำลังมาแรงเด้อครับ สังกัดแกรมมี่โกลด์ ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่

เสียงแคนจากแมนชั่น
โดย ไพวรินทร์ ขาวงาม
“เสียงแคนจากแมนชั่น” ชื่อเหมือนบทกวี แต่นี่เป็นชื่อเพลงลูกทุ่ง ขับร้องโดย ไหมไทย ใจตะวัน เป็นเพลงไม่ดังแรงเท่ากับ “กับคนนั้นถึงขั้นไหน” หรือ “ใจบ่มักดี” แต่มักถูกพูดถึงอย่างชื่นชมในหมู่ผู้ลุ้นให้วงการเพลงลูกทุ่งพัฒนาขึ้น แทนจะมีแต่เพลงรักเพลงใคร่ ชิงรักหักสวาท ด่ากันไปด่ากันมา เริ่มมีเพลงสะท้อนชีวิตและวัฒนธรรม มีความเป็นกวีมากขึ้น มีรสชาติศิลปะใหม่ๆ ทำให้โลกการฟังเพลงลูกทุ่งคลี่คลาย
“เสียงแคนจากแมนชั่น” แต่งโดย วีระ สุดสังข์ ครูและกวีแห่งภาคอีสาน คงเพราะเป็นเพื่อนกับ สลา คุณวุฒิ จึงได้รับโอกาสนี้ ตั้งแต่สมัยแต่งเพลง “กำแพงปริญญา” ให้ ต่าย อรทัย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ครูสลาเองก็พยายามเอื้อโอกาสเพื่อนหลายคน ซึ่งมีความเป็นกวี แม้ว่าเพลงที่มีความเป็นบทกวี อาจฟังยากและเป็นจุดขายน้อย แต่ถึงจุดหนึ่งแล้ว เพลงแบบนี้จะเป็นเสน่ห์ และสามารถยกระดับพัฒนาทั้งตัวนักร้อง ค่ายเพลง และวงการเพลงลูกทุ่ง
วีระ หรือในอดีตใช้นามปากกา ฟอน ฝ้าฟาง ร่วมยุคกับ ซึ้ง ซมซาน (ทั้งฝ้าฟาง ทั้งซมซาน อะไรจะปานนั้น) เขาเองเป็นเพื่อนผมด้วย ตอนเพลงชุดนี้วางแผงใหม่ๆ เขารีบส่งข่าวให้ผมซื้อฟัง ผมฟังแล้วออกปากชม นี่เป็นเพลงที่ดี นี่เป็นเพลงที่จะดังในอนาคต
เขาแอบส่งข่าวบ่อยๆ เพลงของเขามาแรง ติดอันดับโน่นอันดับนี่ ก็ได้แต่ปลื้มใจไปกับเขา ตามประสาคนที่นานๆ แต่งเพลงที ย่อมตื่นเต้นเป็นธรรมดา ย่อมแอบลุ้นเป็นธรรมดา เหมือนผมนั่นแหละ มีเพลง “ไหมแท้ที่แม่ทอ” ขับร้องโดย ต่าย อรทัย เพลงเดียว ก็ตื่นเต้นไม่รู้หยุดไม่รู้หย่อน ไม่รู้ว่า เพื่อนที่แต่งเพลงดังๆ เยอะๆ จะตื่นเต้นแบบนี้ไหม (555)
“เสียงแคนจากแมนชั่น” เพียงชื่อก็บอกเรื่องเล่า แคนคือชนบท แคนคืออีสาน แมนชั่นคือเมืองหลวง สองสิ่งนี้เหมือนขัดแย้ง แต่กลับกลมกลืนกันอยู่ในที โดยเฉพาะโลกสมัยใหม่ ที่เคลื่อนเปลี่ยนชนบทกับเมืองให้คละเคล้ากัน สมัยอยู่เมืองหลวง ผมเองเคยอาศัยแมนชั่น แม้ไม่เคยได้ยินเสียงแคน แต่รู้ว่ามีคนบ้านเดียวกันร่วมอาศัยอยู่มาก บางวันได้ยินเสียงหมอลำ บางวันได้กลิ่นปลาร้า ถึงส่วนตัวจะไม่ได้ทักทายกันสนิทสนม แต่เสียงและกลิ่นเหล่านี้ สามารถทำให้เราถูกชะตากันได้ง่าย
หลายปีที่แต่งกลอน ผมสะท้อนเรื่องราวทำนองนี้บ่อยๆ จนกลายเป็นแนวทางหนึ่ง ระหว่างเมืองและชนบท เช่น “เขาร้องเพลงลูกทุ่งให้เมืองฟัง” “สาวอีสานในร้านอาหารญี่ปุ่น”
ฟัง “เสียงแคนจากแมนชั่น” แล้วซึ้งครับ คิดถึงบ้าน ดีใจกับเพื่อนทุกคน ที่อยู่เบื้องหลัง รวมทั้ง ไหมไทย ใจตะวัน นักร้องหนุ่มผู้มีโอกาสกับเพลงนี้ และขับร้องได้อย่างมีเสน่ห์
ดูเนื้อเพลง "เสียงแคนจากแมนชั่น" และ "ดาวมีไว้เบิ่ง"

การแสดงสดของวงดนตรีลูกทุ่ง ไหมไทย ใจตะวัน
ชีวิตสมรส
ไหมไทย เคยสมรสกับ มณีจันทร์ คำมูล มีบุตรหนึ่งคน และลงเอยด้วยการหย่าร้าง ต่อมาได้จดทะเบียนสมรสกับ วราพร เมืองนะศรี แต่หลังจากอยู่ด้วยกันเพียงสองปี วราพรก็เสียชีวิตลง ปัจจุบัน ไหมไทย สมรสกับ จันทร์นภา อินทร์โสภา ซึ่งขณะนั้นเธอเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อายุ 16 ปี ซึ่งมีอายุห่างกับเขา 28 ปี เมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. 2555 ด้วยเธอมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับภรรยาคนที่สองที่เสียชีวิตไป
เส้นทางเดินที่ผ่านมากับการเริ่มต้นวันนี้
จัดเป็นนักร้องที่อยู่ในหมวดหมู่ที่มี ''พรสวรรค์'' และ ''ความมั่นใจสูง'' สำหรับ ''ไหมไทย หัวใจศิลป์'' ซูเปอร์สตาร์ลูกทุ่ง หมอลำ โดยเฉพาะการแต่งกายคล้ายซูเปอร์ฮีโร่ในการ์ตูนญี่ปุ่น รวมถึงลีลาเต้นดุเด็ดเผ็ดร้อน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ ไม่เหมือนใคร' และ ไม่มีใครเหมือน
ไหมไทยแจ้งเกิดกับวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำ ''คณะเสียงอิสาน'' ภายใต้สังกัด ''ท็อปไลน์ มิวสิค'' ในชื่อ ''ไหมไทย อุไรพร'' ตั้งแต่อายุ 17 ปี จับคู่ ''ลูกแพร อุไรพร'' เดินสายสร้างชื่อเสียงโด่งดังกับเพลง หยุดเสียใจเถิดน้อง, รักสาวนครสวรรค์, แพ้รบสนามรัก, ลารักกลับแนวรบ, เห็นเธอที่เยอรมัน, บักสิเด๋อ ฯลฯ เป็นเวลากว่า 15 ปี

จากนั้นย้ายไปอยู่กับ ''แกรมมี่ โกลด์'' เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ''ไหมไทย ใจตะวัน'' มีเพลง ''ดาวมีไว้เบิ่ง'' ฮอตฮิตติดลมบน เมื่อหมดสัญญาหวนคืนสู่อ้อมกอด ''ท็อปไลน์'' อีกครั้ง เปลี่ยนชื่ออีกยกเป็น ''ไหมไทย หัวใจศิลป์'' มีเพลง ''นางฟ้าหรือยาพิษ'' ดังกระหึ่ม หนุนให้วง ''พระเอกใหญ่ ไหมไทย หัวใจศิลป์'' คิวทองต้องจองกันข้ามปี มีมิตรรักแฟนเพลงตามติดผลงานมากมาย
ก่อนเข้าสู่ช่วงใกล้เปิดวงฤดูกาลใหม่ พ.ศ. 2558-2559 ''ไหมไทยลองของอีกยก'' ขอเว้นวรรคทำงานร่วมกับท็อปไลน์ เปิดค่าย ''พระเอกใหญ่'' สร้างสรรค์ผลงานเอง กำลังจะมีอัลบั้ม ''คอหมอลำ'' ออกมาเป็นประเดิม
''ตอนนี้ออกมาทำผลงานนำเสนอพี่น้องแฟนเพลง อัลบั้มชุดคอหมอลำ ผลิตออกมา 10 ผลงานเพลง เข้ากับชีวิตคนอีสานบ้านเฮา เป็นเรื่องราวใหม่ ซึ่งไหมไทยตัดสินใจกลับบ้านเกิดเมืองนอนมาทำเอง ในยุคปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการผลิตเป็นอัลบั้มเพลงออกมาขายไม่ได้ เพราะระบบก๊อปปี้มันมีมากจนในกลุ่มนักสร้างสรรค์ ครูเพลง ค่ายเพลง อยู่ในช่วงที่ลำบาก แต่ทำอย่างไรเราถึงจะอยู่กับมันได้ ผมเองเข้าใจดี ถ้ามัวแต่รอคอยมันก็นานเกินไป คนที่รอก็รอ ผมจึงตัดสินใจกลับบ้านไปทำเอง ดีไม่ดีขึ้นอยู่กับพี่น้องจะเมตตากรุณาและสงสาร ฤดูกาลใหม่ต้องมาฟังสดๆ หน้าเวที แต่ละปีแต่ละเดือนปัญหามากมาย ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาแต่ละคนแตกต่างกัน แต่เราจะมามีความสุขร่วมกัน ผมยืนยันว่าจะอยู่เคียงข้างคอยขับกล่อมพี่น้องแฟนเพลง ให้มีความสุขไปเรื่อยๆ ตราบนานเท่านาน เชื่อว่าถ้าพี่น้องรักจริงต้องเข้าใจ''

สำหรับชื่อค่าย ''พระเอกใหญ่'' นักร้องหนุ่มบอกว่า มาจากคำที่เขาโดนมิตรรักแฟนเพลงแซวอยู่เป็นประจำ จนรู้สึกคุ้นเคย ''ผมตั้งค่ายทำเองชื่อว่า ค่ายพระเอกใหญ่ มาจากการโดนพี่น้องแฟนเพลงแซวเรื่อยมาว่า พระเอกใหญ่... พระเอกใหญ่ ผมรู้สึกคุ้นเคยคำนี้ที่มาจากความรักของพี่น้อง ผมจึงนำมาตั้งชื่อ ก็ไปทำให้ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เพื่อไม่ให้เหมือนเป็นการทำผลงานแบบเถื่อนๆ ไปจดทะเบียนขออนุญาตถูกต้องแล้ว อัลบั้มใหม่จะมีเพลงคอหมอลำ แม่นของแท้บ่ พาเมียไปออกเฟซ เจ็บจนจุก ความลับสวรรค์ ฯลฯ''
การขอเว้นวรรคจากท็อปไลน์ ไหมไทยยืนยัน ''มิได้หักดิบ'' มีการขออนุญาตจาก ''ทวีชัย จริยะเอี่ยมอุดม'' นายห้างท็อปไลน์เรียบร้อยแล้ว
''มีการบอกผู้ใหญ่เรียบร้อยแล้วว่า ผมจะกลับบ้านเด้อครับเด้อ จะไปทำผลงานเอง ทางนายห้างท่านก็ดีครับบอกแล้วแต่ตัดสินใจ คือในยุคปัจจุบันผมเข้าใจทางบริษัทนะ ผลิตออกมาเป็นอัลบั้มมันใช้ต้นทุนสูง ทีนี้เวลาขายขายยาก ผมเลยขอมาทำงานตามประสาคนบ้านนอก ใช้ทุนไม่เยอะ มีพี่น้องช่วยผลักดันช่วยสนับสนุนคนละห้าบาทสิบบาทร้อยสองร้อย ผมก็เก็บหอมรอมริบ ผมทำตั้งแต่การร้องและทุกๆ ขั้นตอนก็หนักเหมือนกัน แต่การถ่ายทำมิวสิกคงยังไม่ทำ เพราะว่ามันต้องใช้ต้นทุนสูง ต้องไปจ้างกองถ่ายนักแสดงอีก การเชียร์ตามคลื่นวิทยุ ผมก็ไม่มีเงินไปจ้างเป็นเดือน ก็ทำไปตามอัตภาพ ตามชีวิตของหมอลำคนหนึ่ง ไม่กล้าเอาไปฝากคลื่นวิทยุหรอกครับ...อาย''
ไหมไทย หัวใจศิลป์ : ไมค์ทองคำ หมอลำฝังเพชร 2 (ep.1)
แผนการทำงานค่ายพระเอกใหญ่ ไหมไทยบอกว่า นอกจากสร้างสรรค์ผลงานให้กับตนเองแล้ว มีโครงการเปิดรับนักร้องใหม่เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกด้วย โดยเน้น ''ผู้ที่อยากเป็นศิลปินจริงๆ'' มิใช่ ''ผู้ที่อยากเด่นอยากดังอยากรวย''
''มีโครงการรับสมาชิกอยู่ครับ ถ้าผู้ที่มีใจรักจริงๆ ลองเข้ามาสอบบรรจุว่าคุณคือนักร้องหรือเปล่า ไม่ใช่เดินมาเพราะความอยาก คำว่าอยากใครๆ ก็อยาก อยากดัง อยากมีเงิน อยากเป็นคนเด่น แต่ว่าอยากที่จะเป็นศิลปินจริงๆ คุณสมบัติ หรือใจมันมีมากพอหรือยัง ที่จะเป็นคนของประชาชน ผมเคยทำอัลบั้มออกมาชุดหนึ่ง ชื่อว่ารวมสานงานศิลป์ ลงทุนจริง ทุ่มเทเพื่อสมาชิกวง มีหลักฐานว่าผมทำจริงๆ ก็จะตั้งใจทำงานให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด อนาคตข้างหน้าเป็นสิ่งไม่แน่นอน เมื่อตัดสินใจแล้วต้องทำให้ดีที่สุด อนาคตจะประสบความสำเร็จมั้ย ผมไม่กล้าพูดอะไรมาก พูดไปแล้วทำไม่ได้ มันเหมือนกับขี้คุย''
ไหมไทยเตรียมเปิดโชว์ฤดูกาลใหม่วง ''พระเอกใหญ่ ไหมไทย หัวใจศิลป์'' ในวันที่ 9 ต.ค. 2558 นี้ ที่บ้านเลขที่ 164 บ้านหัวแฮด ตำบลธัญญา อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเจ้าตัวการันตีว่า มีความแตกต่างจากปีที่ผ่านมาแน่นอน

แต่มีความกังวล ตรงที่เพลงในอัลบั้มใหม่อาจยังไม่เป็นที่รู้จักของแฟนเพลง เนื่องจากมีช่องทางโปรโมตน้อยลง หลังจากตัดสินใจออกจากค่ายมาโบยบินด้วยปีกของตัวเอง จึงตัดสินใจไปซื้อลิขสิทธิ์เพลงดังที่ขับร้องมากับท็อปไลน์ และสมัยที่อยู่กับแกรมมี่โกลด์ มาใช้แสดงหน้าเวที
ไหมไทย หัวใจศิลป์ : ไมค์ทองคำ หมอลำฝังเพชร 2 (ep.2)
''มีความแตกต่างจากเดิมแน่นอนครับ หนึ่งเลยคือมีผลงานเพลงใหม่ ซึ่งผมก็ต้องลุ้นอยู่ นำเสนอช่วงแรกๆ แฟนๆ น่าจะงงพอสมควร เพราะว่ายังไม่คุ้นเคย แต่ก็เข้าใจว่าของอย่างนี้มันต้องใช้เวลา ที่ผ่านมาบางเพลงผ่านไปเป็นปีแล้วแฟนๆ ยังไม่รู้จักเลย ยกตัวอย่างเพลงผัวสำรอง ที่ได้รับความนิยมอยู่ในเวลานี้ ใช้เวลานำเสนอเป็นปีๆ นะครับ แน่นอนครับการออกมาทำเอง ก็มีจุดอ่อนในเรื่องของการกระจายผลงาน ช่องทางการโปรโมต หรือการขายซีดีมีน้อยนิด หน้าเวทีตามบทเพลง ซึ่งปีนี้จะเป็นการโชว์ที่ยาวนานที่สุด นำการโชว์ตั้งแต่เริ่มเปิดวงมาผสมผสานกัน ซึ่งจะมีเพลงที่อยู่กับแกรมมี่ด้วย เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายผมก็ไปขอซื้อลิขสิทธิ์แล้ว เพลงที่มีกับท็อปไลน์ ก็ขออนุญาตนายห้างเรียบร้อย ท่านบอกว่าถ้าไหมไทยเอาไปร้องไม่เป็นไร แต่อย่าเอาไปอัดขาย ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ที่อำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดี''

พร้อมกันนี้ยังได้ลงทุนปรับระบบแสง สี เสียง ใหม่ รวมถึงเน้นเอาผ้าพื้นเมืองอีสาน มาตัดเย็บเป็นชุดสวมใส่ เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นถึงความงดงาม เป็นการนำเสนอภูมิปัญญาชาวบ้านให้แพร่หลายไปในวงกว้างในตัวด้วย
''มีการลงทุนปรับระบบแสง สี เสียง ต้องใช้รถ 6 ล้อทั้งคันมาผ่า เพื่อทำเป็นระบบไฮดรอลิก กว่าจะเสร็จไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้นทุนสูงพอสมควร หลายล้านอยู่ครับ ส่วนเสื้อผ้า ผมก็เน้นเอาผ้าพื้นบ้านมาใช้ เช่นเอาผ้าไหมมาตัด ตามรูปแบบศิลปวัฒนธรรมอีสานบ้านเฮา ต้องมีการร่ายรำ ก็มีชุดผ้าไหม และชุดสีสันสวยงามผสมกันไป ตอนนี้สมาชิกวงร่วมร้อยชีวิต เมื่อก่อนค่าใช้จ่ายเยอะ แต่ตอนนี้ก็ปรับให้เบาลง เพื่อให้ง่ายต่อการจ้างจากเจ้าภาพ คิวงานดีครับทุกปีโดยเฉลี่ย 2 ร้อยกว่างาน ค่าจ้างก็ตามระยะทางถ้าใกล้ก็อยู่ที่ 2 แสนกว่าๆ แต่ถ้าไกลก็ต้องมีบวกค่าน้ำมันบ้าง''
เปิดใจ : ไหมไทย หัวใจศิลป์ ep.1
กับการตัดสินใจออกมาจากร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ''ไหมไทย'' ไม่ได้รู้สึกว่า ''กำลังเดินทางไกล'' แต่รู้สึกว่า ''กำลังเดินกลับบ้าน'' จากนี้ต่อไปขอ ''ตั้งใจทำงานอย่างมีความหวัง'' เพื่อเป้าหมายเดียวคือ ''ความสุขของมิตรรักแฟนเพลง''
เปิดใจ : ไหมไทย หัวใจศิลป์ ep.2
ปัจจุบันอยู่ที่ 199 หมู่บ้านกุดอ้อ หมู่ที่ 2 ตำบลหลุบ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ สามารถติดตาม ไหมไทย หัวใจศิลป์ ได้ทาง Facebook ไหมไทย หัวใจศิลป์ ติดต่อทางโทรศัพท์ที่ 081-9641162 / 089-2055841
![]()


















