- Details
- Written by: ทิดหมู มักม่วน
- Category: Artist
- Hits: 26721

หอมดอกผักกะแยง ยามฟ้าแดงค่ำลงมา
แอ๊บๆ เขียดจะนา ร้องยามฟ้าฮ้อนห่วนๆ
เขียดโม้เขียดขาคำ เหมือนหมอลำพากันม่วน
เมฆดำลอยปั่นป่วน ฝนตกมาสู่อีสาน... "
จำกันได้ไหมกับเพลงนี้ อีสานบ้านเฮา เมื่อหลายสิบปีก่อน ประพันธ์โดย ครูพงศักดิ์ จันทรุกขา จากเสียงร้องของขุนเพลงอีสานอีกฅนหนึ่ง เทพพร เพชรอุบล มีแฟนๆ เรียกร้องต้องการรู้จักประวัติของนักร้อง/นักแต่งเพลงท่านนี้ ก็เลยสรรหามาฝากกันครับ
อีสาน บ้านเฮา - เทพพร เพชรอุบล
เทพพร เพชรอุบล
นักร้องและนักแต่งเพลง ขุนพลฅนอีสาน
ชื่อจริง : นายเทพพร บุญสุข ชื่อเล่น อ๋อ ชื่อศิลปิน : เทพพร เพชรอุบล
เกิดเมื่อ : วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2496
ภูมิลำเนา : บ้านเลขที่ 23/4 บ้านโนนใหญ่ ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
บิดาชื่อ นายมี มารดาชื่อ นางเหรียญ บุญสุข มีพี่น้อง 2 คน โดย "อ๋อ" เป็นบุตรคนเล็ก
การศึกษา : จบชั้น ปวช. ปีที่ 3 แผนกช่างกลโรงงาน จากโรงเรียนองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเซียอาคเนย์ (โรงเรียน ส.ป.อ. ปัจจุบันคือ วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี) หลังจากนั้นก็เข้ามาเรียนต่อที่ โรงเรียนเพาะช่าง กทม. แต่เรียนได้แค่ 2 ปี ก็ลาออก
อาชีพ : นักร้องและนักประพันธ์เพลงลูกทุ่ง
- รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ
- รางวัลศิลปินดีเด่น สาขาศิลปะการแสดง จากศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น ปี 2535
- ผลงานบริการสังคม
- แต่งเพลงและร้องเพลงในเหตุการณ์พระธาตุพนมถล่ม เมื่อปี 2518 ทำให้คนไทยรำลึกถึงเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนั้นมิรู้ลืม
- ร่วมแต่งเพลงและร้องเพลง จำหน่ายเพื่อการกุศลในวาระ 200 ปี จังหวัดอุบลราชธานี และวาระสมโภชน์ 100 ปี จังหวัดอุดรธานี ปี 2535
- สนับสนุนณรงค์คนอีสานไม่กินปลาดิบ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด ขอนแก่น และคณะเพชรพิณทอง ปี 2535
- สนับสนุนรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ ปี 2536
- ได้รับเกียรติจากสมาคมนักแต่งเพลง ให้เป็นตัวแทนนักร้องของภาคอีสาน แต่งเพลงและร้องเพลงเนื่องในงานส่งพระวิญญาณสมเด็จย่า
- ได้เดินทางไปเผยแพร่ศิลปะพื้นบ้านที่วัดพระศรีนครินทร์ ประเทศสวิทเซอร์แลนด์
นายเทพพร เพชรอุบล เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 2 คน ของพ่อมี แม่คำเหรียญ บุญสุข เนื่องจากเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการร้องลำ สนใจดนตรีและเสียงเพลง จึงยึดอาชีพเป็นนักประพันธ์เพลงหลังจบการศึกษา (อาจกล่าวได้ว่า วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาไม่เคยนำมาประกอบอาชีพแต่อย่างใด) และประกวดร้องเพลงจนได้รับรางวัลอย่างมากมาย เนื่องจากมีลีลาการร้องและสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว บุคคลที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการยึดอาชีพนักร้องคือ ครูพร ภิรมย์ ศิลปินนักร้องลูกทุ่งผู้โด่งดังในยุคนั้น
นายเทพพร เพชรอุบล ได้สมัครเป็นนักร้องวงดนตรีของ ศักดิ์ศรี ศรีอักษร และครูพิพัฒน์ บริบูรณ์ รับไว้ประจำวง ใช้ชื่อการเป็นนักร้องในครั้งนั้นว่า จะเด็ด เพชรอุบล อยู่ในวงนอกจากเป็นนักร้องแล้ว ยังฝึกแต่งเพลงไปด้วย ฝึกเล่นดนตรีไปด้วย มีโอกาสได้บันทึกเสียงเพลงแรกในเพลง "นับหมอนรถไฟ" แต่งเอง เมื่อ ศักดิ์ศรี ศรีอักษร ยุบวง ก็กลับไปบ้าน สมัครทำงานอยู่ที่ สนามบินอุบลราชธานี หลังจากนั้นได้ร่วมกับสมัครพรรคพวกตั้งวงดนตรี เทพพรโชว์ และเปลี่ยนชื่อเป็น เทพพร เพชรอุบล มีเวลาว่างก็ไปร้องเพลงให้กับวงดนตรีหมอลำชื่อดังยุคนั้นคณะ "รังสิมันต์" ร้องเพลงบ้าง เล่นดนตรีบ้าง ดนตรีที่ถนัดก็คือ แซ็กโซโฟน, แอ๊คโอเดี้ยน
ต่อมา วิเชียร สติรอดชมภู ได้ชักนำให้ไปเป็นโฆษก เล่นดนตรี และเล่นตลกหน้าเวที ประจำวงดนตรีหมอลำคณะ "เพชรสยาม" ภายใต้การนำของ "เทพบุตร สติรอดชมภู" อยู่วงนี้มีโอกาสได้แต่งเพลงให้นักร้องในวงร้องบันทึกเสียงหลายเพลง เช่น ศักดิ์สยาม เพชรชมพู แล้วร่วมก่อตั้ง วงดนตรีศักดิ์สยาม เพชรชมพู จนมีชื่อเสียงโด่งดังโดยมี เทพพร เพชรอุบล เป็นผู้ประพันธ์เพลงด้วยการนำภาษาอีสานมาผสมกับภาษากลาง ออกมาเป็นเพลงลูกทุ่งทำนองอีสาน ซึ่งเป็นยุคเริ่มแรกของการสร้างสรรค์เพลงลูกทุ่งรูปแบบใหม่ ที่ฟังง่าย ติดหูติดปากผู้ฟัง ตัวเขาเองก็มีโอกาสได้บันทึกแผ่นเสียงเหมือนกัน เพลงแรกที่ร้องแล้วสร้างชื่อเสียงก็คือ "คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ"
ในปี พ.ศ.2518 เขากับเพื่อนๆ ก็ได้ตั้งวงดนตรีขึ้นเป็นของตัวเอง ชื่อวง เทพพร เพชรอุบล พร้อมๆ กับมีเหตุการ "พระธาตุพนม" โค่นล้ม เขาได้แต่งเพลง "อาลัยพระธาตุพนม" ดังพอสมควร วงดนตรีเทพพร เพชรอุบล ตั้งอยู่ได้ประมาณ 7 ปี ก็เลิกวง เทพพรเองก็ไปร้องเพลงตามห้องอาหารบ้าง รับเชิญทั่วไปบ้าง ไปขึ้นวงลูกศิษย์ลูกหาบ้าง แต่งเพลงขายบ้าง สร้างผลงานเพลงลูกทุ่งไม่น้อยกว่า 30 เพลง

นอกจากนี้ยังประพันธ์เพลงให้กับนักร้องท่านอื่น รวมแล้วไม่น้อยกว่า 80 เพลง ส่งผลให้ศิลปินนักร้องเหล่านั้นมีชื่อเสียง นอกจากนี้ นายเทพพร เพชรอุบล ยังใช้ความสามารถที่ตนเองมีอยู่ช่วยเหลือสังคม โดยได้แต่งเพลงเพื่อการกุศล และไปเผยแพร่ศิลปะพื้นบ้านที่ประเทศสวิทเซอร์แลนด์ จากการทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิต เป็นผลให้ นายเทพพร เพชรอุบล ล้มป่วยเนื่องจากเส้นเลือดในสมองอุดตัน เป็นผลให้ปัจจุบันไม่สามารถเคลื่อนไหวและช่วยตนเองได้ในระดับหนึ่ง
เทพพร เพชรอุบล ชีวิตที่รอวันฟ้าเปิด
หนึ่งในขุนพลเพลงอีสาน เทพพร เพชรอุบล ผู้ขับร้องเพลง "อีสานบ้านเฮา" จน "หอมดอกผักกะแยง...." กันไปทั่วประเทศ วันนี้ เขายังหวังกลับมากับผลงานเพลงที่บรรจงแต่งให้ จินตหรา พูนลาภ กับ สิทธิพร สุนทรพจน์ ขับร้อง เทพพร วันนี้ร่างกายยังคงเป็นอัมพฤกษ์ ทำให้พูดออกเสียงได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ก็คุยได้รู้เรื่อง กล่าวกับ "คม ชัด ลึก" ถึง เพลง ล่าสุด "รอวันฟ้าเปิด" ที่ส่งให้ สิทธิพร ขับร้องในสังกัด อินคัม ว่าคล้ายกับชีวิตของตนเอง
"เพลงนี้เดิมชื่อ ขอวันเวลาวันฟ้าเปิด มันเป็นการเปรียบเทียบตอนวันฟ้าปิด ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่ล้มอย่างเดียว มันมียืนขึ้นบ้าง ผมเปรียบเทียบเหมือนหนุ่มบ้านนอกเข้าไปหางานทำก็คล้ายกับตอนฟ้าปิด แต่เมื่อเราสำเร็จในด้านการงานแล้วทุกอย่าง มันเหมือนเวลาวันฟ้าเปิด สำหรับชีวิตตอนนี้เหมือนฟ้ากำลังแง้มๆ มีตั้งเค้าฝนนิดๆ สุขภาพดีขึ้น บางทีก็เหนื่อย เวลาพูดคุย ช่วงไหนที่กินข้าวแล้วอร่อย จะทำให้อึดอัด จะพูดออกเสียงก็ลำบาก เดี๋ยวนี้จะกินข้าวมื้อเช้าเยอะๆ ตอนเย็นกินข้าวต้ม น้ำหนักมันขึ้นมา 4-5 กก. ตอนนี้ร่างกายเดินได้แล้ว 75-80 เปอร์เซ็นต์"
อดีตนักร้องระดับแถวหน้าของอีสาน พูดถึงการแต่งเพลงของตนเองว่า มักจะไม่ได้แต่งเก็บเอาไว้ ส่วนใหญ่จะเขียนตามที่เขาสั่งเพลงมาจะทำได้ดีกว่า "เวลาใคร (ค่ายเพลง หรือนักร้อง) สั่งก็เขียน ถ้าปกติสบายดีก็ไม่ได้เขียน เพราะเวลามีคนสั่งมาก็จะได้พล็อตมาก็จะเขียนได้ดี ตอนนี้ ได้เขียนเพลงให้ มี จินตหรา พูนลาภ สิทธิพร สุนทรพจน์ และนักร้องในค่ายชัวร์ ออดิโอ นอกจากเพลง รอวันฟ้าเปิดแล้ว ยังมีเพลง "ไอดินกลิ่นกรุง" แต่งมาได้ 2-3 เดือนที่ผ่านมา แต่ค่ายมาสเตอร์เทปเขาคงเชียร์เพลงอื่นก่อน แล้วมาเชียร์เพลงของเรา อย่างเพลง "คิดฮอดตลอดเวลา" ที่จินตหราร้อง เขาก็มาเชียร์ทีหลัง ชุดของสิทธิพรแต่งไป 3-4 เพลง เขาเลือกมา 1 เพลง ลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่จะยังอยู่ในมือผม แต่บางเพลงก็ซื้อขาดไป เพลงที่แต่งทั้งหมดมีร่วม 500 เพลง มีบริษัท ทีทีซี ของอาร์เอส จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ให้"


ขุลพลเพลงอีสาน กล่าวทิ้งท้าย ถึงคนในวงการว่า คิดถึงวงการ แต่ร้องเพลงไม่ได้แล้ว ว่างๆ ให้แวะมาเยี่ยมกันบ้าง "อยากจะกลับมาหน้าเวที ยังคิดถึงวงการ คงไม่มีโอกาสได้ร้องเพลง แต่ผมยังมีมันสมองถ่ายทอดผลงานเพลงให้ วงการลูกทุ่งอีสาน อยากให้มีศิลปินอีสานมากๆ ถ้าใครจะทำเพลงอีสาน ลองติดต่อได้ที่โทร. 08-1262-2451 สำหรับใครที่เผื่อมาขอนแก่น แวะเยี่ยมเยือนกันบ้าง"
ชีวิตที่ดั่งฟ้าจะแง้มเปิด จะสดใสเพียงไร คงต้องอยู่กับแฟนเพลงผู้ฟังและคนในวงการจะได้มีส่วนร่วมในการสร้าง ฟ้าใหม่ให้อดีตขวัญใจอีสานคนนี้

จาก : นสพ. คมชัดลึก วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2548
จากไปอย่างสงบ! อาลัย "เทพพร เพชรอุบล"
จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายเทพพร บุญสุข หรือ เทพพร เพชรอุบล ศิลปินและนักแต่งเพลงลูกทุ่งชื่อดัง เนื่องจากอาการป่วยโรคมะเร็งตับ ผู้สื่อข่าวจึงได้ไปที่บ้านพักเลขที่ 118 ม.4 บ้านห้วยชัน ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม ได้รับการเปิดเผยจาก นางพิกุล บุญสุข อายุ 64 ปี ซึ่งเป็นภรรยาว่า อาการของครูเพลงลูกทุ่งชื่อดัง ได้ทรุดอย่างกระทันหันในช่วงเวลาประมาณ 03.00 น.วันที่ 22 ต.ค. โดยมีอาการตัวแข็ง ไม่ขยับตัวไม่ตอบสนอง มีเพียงแค่อ้าปากค้าง และลืมตากรอกไปมาช้าๆ หรือซึ่งผิดปกติแตกต่างจากวันที่ผ่านมา ที่สามารถพูดคุยได้ วิจารณ์เพลงที่ลูกศิษย์แต่งให้ฟังได้ จึงได้โทรบอกให้เพื่อนญาติๆ ได้ทราบกันว่า อาการไม่ค่อยดี ทรุดหนักมากจนขยับตัวไม่ได้ มีอาการอ่อนแรงตัวแข็ง ไม่ตอบสนอง กินไม่ได้ ดื่มน้ำแทบจะไม่ได้แล้ว

และในวันนี้ได้มี นายธีระชาติ เล็กสิงห์โต ลูกศิษย์นักแต่งเพลง โดยเฉพาะเพลง "คืนเดือนหลายดวง" ซึ่งเป็นเพลงสุดท้ายที่ได้ร่วมกันแต่งกับลูกศิษย์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อประกอบในภาพยนต์เรื่อง "มนต์รักสีพันดอน" ของ สุรสีห์ ผาธรรม มาเปิดให้ฟัง โดยมีญาติสนิทร่วมรับฟังด้วย
นางพิกุล กล่าวต่อว่า หลังจากเมื่อกลางปีที่แล้ว อาการป่วยด้วยโรคมะเร็งได้กำเริบ ต้องหามส่งโรงพยาบาล จนกระทั่งออกมารักษาตัวที่บ้าน อาการของนายเทพพรก็ทรงและทรุดมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งไม่สามารถเดิน หรือช่วยเหลือตัวเองได้ เมื่อสามเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังพูดคุยพยุงนั่ง ยกไม้ยกมือ ทานอาหารได้ เมื่อวานยังพูดคุยหัวเราะกับลูกหลานได้อย่างปกติ แต่กลับทรุดกระทันหันในช่วงดึกที่ผ่านมา ซึ่งทุกคนก็ได้เตรียมใจและทำใจไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 20.14 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า นายเทพพรได้เสียชีวิตอย่างสงบ โดยมีญาติและศิลปินลูกทุ่งเช่น ศักดิ์สยาม เพชรชมภู, เหลือง บริสุทธิ์, เทพรังสรรค์ ขวัญดารา ทีมตลกที่เคยร่วมงานวงดนตรีเทพพร เพชรอุบล มาเฝ้าดูใจจนวินาทีสุดท้าย โดยญาติจะนำศพไปตั้งบำเบ็ญกุศลที่วัดบ้านห้วยชัน ตำบลศิลา ซึ่งอยู่ใกล้บ้านพักช่วงเช้าวันที่ 23 ตุลาคม นี้
ประวัติ "เทพพร เพชรอุบล"
สำหรับนายเทพพร เพชรอุบล นั้นมีชื่อจริงว่า เทพพร บุญสุข เกิดปี พ.ศ. 2496 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวบ้านโนนใหญ่ ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี คนที่บ้านเรียกว่า อ๋อ เขาจบชั้น ป. 4 จากโรงเรียนในหมู่บ้าน ก่อนจะไปต่อชั้นมัธยมในตัวจังหวัด และจบการศึกษาชั้นสูงสุดปีที่ 3 แผนกช่างกลโรงงาน จากโรงเรียนองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียอาคเนย์ หรือ ร.ร.ส.ป.อ. ปัจจุบันคือ วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี เมื่อปี 2509
หลังจบการศึกษา เขาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อโรงเรียนเพาะช่าง สาขาประติมากรรม แต่เรียนได้ 2 ปีก็ลาออก เนื่องจากอยากเป็นนักร้อง เพราะมีพรสวรรค์ในการร้องรำทำเพลง สนใจดนตรีและเสียงเพลงมาตั้งแต่ยังเด็ก ระหว่างที่เรียนช่างกล ส.ป.อ. ก็เคยขึ้นร้องเพลงให้กับทางโรงเรียน โดยผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการอยากเป็นนักร้องในยุคนั้นของเขาก็คือ พร ภิรมย์ ศิลปินนักร้องลูกทุ่งผู้โด่งดังในยุคนั้น ซึ่งเขาสามารถเลียนเสียงเพลงแหล่ของ พร ภิรมย์ ได้เหมือนมาก
ที่บ้านเกิด เขาจับคู่กับ นพดล ดวงพร โฆษกวิทยุประจำจังหวัดในสมัยนั้น ออกรับงานร้องเพลงตามที่ต่างๆ ในเขตจังหวัด ต่อมาทั้งสองเกิดความคิดขยับขยายความดังออกไปนอกตัวจังหวัด ด้วยการไปเป็นนักร้องวงดนตรีใหญ่ในกรุงเทพฯ จึงพากันมาสมัครอยู่กับวง ศักดิ์ศรี ศรีอักษร ซึ่งที่นี่ พิพัฒน์ บริบูรณ์ เจ้าของวงให้ เทพพร ใช้ชื่อว่า จะเด็ด เพชรอุบล
นอกจากการเป็นนักร้องแล้ว ที่วงเขายังมีหน้าที่พิเศษคือ คัดลอกเพลงจากสมุดเล่มเก่าลงเล่มใหม่ ด้วยเหตุว่าเป็นคนลายมือสวย งานนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้วิธีการแต่งเพลงไปโดยอัตโนมัติ ในช่วงนี้ เขาได้ลองแต่งเพลงหลายเพลง โดยใช้ชื่อว่า เทพพร ศิริโมกุล
ที่วงดนตรีศักดิ์ศรี ศรีอักษร เขาได้รับการสนับสนุนให้บันทึกเสียงหลายเพลง แต่เพลงแรกที่เขาแต่งเองร้องเอง มีชื่อว่า “นับหมอนรถไฟ“ ซึ่งเขียนขึ้นจากประสบการณ์การหลงทางในกรุงเทพฯ ของเขาเอง จากนั้น เทพพร ก็แต่งเพลงขึ้นอีกหลายเพลง หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือเพลง หมั่นไส้ ซึ่ง ผ่องศรี วรนุช ร้องแก้กับเพลง เสียวไส้ ของสุรพล สมบัติเจริญ
ต่อมาไม่นาน วงดนตรีศักดิ์ศรี ศรีอักษร ก็ยุบวง เทพพร หันไปทำงานสารพัดที่ค่ายทหารอเมริกัน ในสนามบินอุบลราชธานี แต่ถ้ามีเวลาว่างก็ขึ้นร้องเพลงกับวงดนตรีที่เปิดการแสดงในเขตจังหวัด และเล่นดนตรี (แซกโซโฟน กับ แอคคอเดียน ที่ไปเรียนรู้มาจากวงศักดิ์ศรี ศรีอักษร) ให้กับหมอลำคณะรังสิมันต์ ต่อมา วิเชียร สติรอดชมภู ชักชวนให้มาเป็นโฆษก พร้อมทั้งทำหน้าที่เล่นดนตรี และเล่นตลก ประจำวงดนตรีและหมอลำคณะเพชรสยาม ภายใต้การบริหารของ เทพบุตร สติรอดชมภู ซึ่งยังมีวงดนตรีและคณะหมอลำอยู่ในสังกัดอีกหลายวง
ที่นี่ ผลงานการแต่งเพลงของเทพพร ได้สร้างนักร้องดังในสังกัดของเทพบุตร สติรอดชมภูขึ้นมาคนหนึ่ง เขาชื่อ ศักดิ์สยาม เพชรชมพู ที่โด่งดังถึงขั้นสามารถประชันกับวงดนตรีชื่อดังแห่งยุคของภาคกลางอย่าง สายัณห์ สัญญา ได้เลยทีเดียว ซึ่งในช่วงนี้เทพพร เริ่มเปลี่ยนมาใช้ชื่อ เทพพร เพชรอุบล และหันมารับบทนักร้องอีกครั้ง พร้มกับได้บันทึกเสียงเพลงดัง “คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ”
เพลงนี้บันทึกแผ่นเสียงลงบนแผ่นเดียวกับเพลง “ลำเพลินเจริญใจ“ ของ ดาว บ้านดอน แต่อยู่คนละหน้า และก็ถูกความดังของลำเพลินเจริญใจกลบเสียสิ้น แต่ต่อมาเกิดเหตุรัฐประหารในประเทศ และมีคำสั่งห้ามโฆษณาตามวิทยุ ทำให้รายการวิทยุไม่มีรายได้ และเตรียมอำลาหน้าปัด จึงเปิดเพลง “คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ” ที่ขึ้นต้นด้วยประโยคที่ว่า “ยกมือขึ้นบ๊าย บาย เป็นความหมายว่าอ้ายลาก่อน“ เพื่ออำลาแฟนเพลง เพลงนี้จึงดังขึ้นมา
คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ - เทพพร เพชรอุบล
จากนั้นในปี 2518 เขาลาออกจากวง และได้รวบรวมสมัครพรรคพวกตั้งวงดนตรี เทพพร เพชรอุบล ซึ่งสามารถยืนอยู่ในวงการได้ 7 ปี จากนั้นก็ผันตัวเองมาเป็นนักร้องรับเชิญตามวงต่างๆ นอกจากนี้ เทพพร ยังประพันธ์เพลงให้กับนักร้องท่านอื่นมากมาย ส่งผลให้ศิลปินนักร้องเหล่านั้นมีชื่อเสียง
อดีตนักร้องระดับแถวหน้าของอีสาน พูดถึงการแต่งเพลงของตนเองว่า มักจะไม่ได้แต่งเก็บเอาไว้ ส่วนใหญ่จะเขียนตามที่เขาสั่งเพลงมา จะทำได้ดีกว่า "เวลาใคร (ค่ายเพลง หรือนักร้อง) สั่งก็เขียน ถ้าปกติสบายดีก็ไม่ได้เขียน เพราะเวลามีคนสั่งมาก็จะได้พล็อตมาก็จะเขียนได้ดี"
สั่งฟ้าไปหาน้อง - เทพพร เพชรอุบล
จากการทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิต เป็นผลให้ปลายปี 2540 เขาล้มป่วย เนื่องจากเส้นเลือดในสมองอุดตัน เป็นผลให้ไม่สามารถพูดหรือเคลื่อนไหว และช่วยตนเองได้ในระดับหนึ่ง แต่ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็ง ทำให้เขาหายจากโรค และกลับมาแข็งแรง สามารถสร้างสรรค์ผลงานเพลงได้อีกครั้ง
ผลงานเพลง (ร้อง)
1. อาลัยพระธาตุพนม 2. คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ 3. นัดวันให้น้องรอ 4. สั่งฟ้าไปหาน้อง 5. เสียงแคนแทนใจ 6. ฝังใจเวียงจันทน์ 7. สามเกลือเที่ยวกรุง (2) 8. รำวงหาคู่ 9. ครวญหาอังคนางค์ 10. จนแท้น้อ 11. ร้องไห้ทำไม 12. บ่ลืมบ้านนอก 13. สัมภาษณ์เทพี 14. ป๋ากันเถาะ 15. ไก่จ๋าไก่ 16. คนอุ้มไก่ 17. กลับมาเถิดน้อง 18. นับหมอนรถไฟ 19. อีสานบ้านเฮา
รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ
- รางวัลศิลปินดีเด่น สาขาศิลปะการแสดง จากศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น ปี 2535
- รางวัลศิลปินมรดกอีสาน จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในปี 2554
ผลงานบริการสังคม
- แต่งเพลงและร้องเพลงในเหตุการณ์พระธาตุพนมถล่ม เมื่อปี 2518 ทำให้คนไทยรำลึกถึงเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนั้นมิรู้ลืม
- ร่วมแต่งเพลงและร้องเพลง จำหน่ายเพื่อการกุศลในวาระ 200 ปี จังหวัดอุบลราชธานี และวาระสมโภชน์ 100 ปี จังหวัดอุดรธานี ปี 2535
- สนับสนุนณรงค์คนอีสานไม่กินปลาดิบ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด ขอนแก่น และคณะเพชรพิณทอง ปี 2535
- สนับสนุนรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ ปี 2536 ได้รับเกียรติจากสมาคมนักแต่งเพลง ให้เป็นตัวแทนนักร้องของภาคอีสาน แต่งเพลงและร้องเพลงเนื่องในงานส่งพระวิญญาณสมเด็จย่า
- ได้เดินทางไปเผยแพร่ศิลปะพื้นบ้านที่ วัดพระศรีนครินทร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
อาลัยพระธาตุพนม - เทพพร เพชรอุบล
จนกระทั่งเมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2555 ที่ผ่านมา นางพิกุล บุญสุข หรือ โบตั๋น ภรรยาที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ได้นำตัวเทพพร ส่งโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อีกครั้งหลังจากมีอาการทรุดหนักเพราะอาการอัมพฤกษ์กำเริบ ประกอบกับมีภาวะโรคตับแทรกซ้อนด้วย และต้องนอนพักอยู่โรงพยาบาลนานนับเดือนถึงได้กลับไปอยู่ที่บ้าน ที่ ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น และเทียวเข้าออกโรงพยาบาลตลอด 17 ปีที่ผ่านมา
จนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อเวลา 20.14 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2556 ในวัย 66 ปี
ทีมงานเว็บไซต์ ประตูสู่อีสาน : IsanGate.com ขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปของขุนพลเพลง เทพพร เพชรอุบล และขอแสดงความเสียใจมายังครอบครัวบุญสุข ต่อการจากไปของนักร้อง/นักแต่งเพลงขวัญใจคนอีสานท่านนี้ด้วยครับ
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Artist
- Hits: 21822

เอกราช สุวรรณภูมิ
นักร้องรางวัลมาลัยทองเพลงยอดเยี่ยม "กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง"
เอกราช สุวรรณภูมิ หรือ ทัตธนาเดช ศรีนนท์ หรือ เอก เกิด 12 ธันวาคม 2512 เป็นลูกของนายปาน และนางบุญ ศรีนนท์ ชาวอำเภอสุวรรภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เขาเป็นคนที่ 11 ในจำนวนพี่น้อง 12 คน พ่อมีอาชีพตัดผม แม่เป็นอดีตนักร้องหมอลำ
การศึกษา เรียนสาขาพลศึกษา จากโรงเรียนพลประชานุกูล จังหวัดขอนแก่น แต่อยู่ ม.3 ก็หนีออกจากบ้านเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อมาหาพี่สาวที่อาศัยอยู่แถวสุขุมวิท 22 ทั้งที่มีเงินไม่กี่บาท ด้วยความที่เข้ากรุงเทพฯ มาโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลก่อน ดังนั้นจึงลำบากไม่ธรรมดา ที่นอนไม่มี ต้องไปนอนใต้สะพานลอยตั้งแต่ลงจากรถ เจอยุงมหานครกัดน่วมตั้งแต่คืนแรก จากนั้นก็ใช้เท้าเดินไปตามหาพี่สาวจนเจอ (บังเอิญหรือเปล่า)
เมื่อมีที่อยู่แล้วจึงเริ่มทำงานหาเงิน อาชีพแรกคือ เข็นรถขนมปังสังขยา ขายแถวสยาม สะพานควาย เก็บเงินจนได้ 300 บาท จึงซื้อวิทยุมาฟัง เป็นสมบัติชิ้นแรกที่ภาคภูมิใจมาก ตั้งแต่นั้นระหว่างขายขนมปัง จึงมีวิทยุฟังและฝึกร้องเพลงไปในตัว
อยู่มาวันหนึ่ง เอกร้องเพลงตามวิทยุอยู่หลังร้านด้วยเสียงอันดัง ทำให้เถ้าแก่ได้ยิน และชมว่า "เสียงดีนี่" เอกราชจึงบอกเถ้าแก่ว่า "ผมอยากเป็นนักร้อง แต่ไม่มีเงินไปสมัครที่ต้องมีชุดสูท" เถ้าแก่ใจดีให้เงินไปตัดสูท แล้วพาไปฝากร้องเพลงที่สวนอาหารให้ด้วย หลังจากร้องเพลงที่สวนอาหาร เอกก็คิดอยากร้องในคาเฟ่ใหญ่ แต่ก็ยังไม่กล้าเข้า จึงไปสมัครเป็นคนรับรถก่อน เพราะคนที่ได้ร้องเพลงที่สวนอาหาร ต้องผ่านการประกวดร้องเพลงมาแล้วทั้งนั้น เขาจึงจะรับ ระหว่างที่เป็นเด็กรับรถอยู่นั้น เอกก็จะร้องเพลงไปด้วย จนผู้จัดการที่ดูแลนักร้องเดินออกมาข้างนอกและได้ยิน จึงแนะนำว่าน่าจะไปร้องเพลง ไม่น่ามารับรถแบบนี้ เอกจึงฉวยโอกาสตรงนั้นเอาไว้

หลายปีกับการสั่งสมประสบการณ์ในการร้องเพลง จนความสามารถไปเข้าตา อ.พิมพ์ปฏิภาณ พึ่งธรรมจิต นักเรียบเรียงเสียงประสาน จึงชักชวนไปประกวดเข้า ค่ายแกรมมี่ โกลด์ ที่เพิ่งเปิดใหม่ และ เอก ก็ชนะเลิศได้ที่ 1 (สมัยเดียวกับ ไมค์ ภิรมย์พร) แล้วเซ็นสัญญาเข้าสังกัด แกรมมี่โกลด์ ซึ่งใช้นามว่า "เอกราช สุวรรณภูมิ" มีผลงานเพลงกับแกรมมี่โกลด์ 3 ชุด คือ ชุด "แผลในใจ" ที่มีเพลงสร้างชื่อ คือ เพลง "กลับมาทำไม" ชุด ที่ 2 คือ ชุด น้ำตาดาว ชุดที่ 3 คือ ชุดร้องไห้สองหน จากนั้น เอก ก็หมดสัญญากับทางค่าย แกรมมี่โกลด์ รวมระยะเวลา 6 ปี

จากนั้น เอกราช ก็หันมาเซ็นสัญญากับค่ายน้องใหม่ คือ บริษัทนพพงศ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และมีผลงานชุดแรก คือ กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง ซึ่งได้วางแผงเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2543 แฟนเพลงทั่วประเทศให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง และ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2544 ผลงานชุด กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง ก็ได้รับรางวัล เพลงยอดเยี่ยม ในงานประกาศรางวัล "มาลัยทอง" ขณะเดียวกันเพลงนี้ ยังขึ้นสู่อันดับ 1 ของเพลงยอดนิยมทั้ง คลื่น เอฟ.เอ็ม 95 และ คลื่นลูกทุ่ง เวทีไท 90
ในปี 2545 เอกราช มีผลงานชุดใหม่ ในชื่อชุด "สัญญา 5 บาท" ผลงานจากปลายปากกาของ ครูสลา คุณวุฒิ นักแต่งเพลงมือทองในยุคปัจจุบัน ผู้ที่เคยเขียนเพลง "กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง" ให้เอกราชโด่งดังมาแล้ว โดยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว และมีผลงานละครทีวีด้วยเรื่อง "รวมพลคนใช้" ที่แพร่ภาพทางช่อง 3

นักร้องลูกทุ่ง เอกราช สุวรรณภูมิ เผยถึงธุรกิจใหม่ที่กำลังทำ “ปลาร้าทรงเครื่อง เอกราช สุวรรณภูมิ” หลังหายหน้าจากวงการเพลงไปสักพัก ในงานแถลงข่าวเปิดตัวคลื่น ‘อีสานเรดิโอเน็ตเวิร์ค’ ว่า “ตอนนี้มีอัลบั้มชุดใหม่ล่าสุด และขึ้นอันดับ 1 ของ เอฟเอ็ม 90 คือ ผลงานเพลง ‘โทรหาอ้ายเด้อ’ ในอัลบั้ม ‘น้ำพริกถ้วยเก่า’ คือ ผมไม่ได้หายไปไหน ผมไปทำอัลบั้มเพลงเก่า ‘เจียละออ’ ของทางโฟร์เอส และมีละครบ้างนิดหน่อย แต่ตอนนี้เราเริ่มหันไปทำพวกปลาร้าทรงเครื่อง ปลาร้าผัดสุกแล้ว คือ พอมีฝีมือทางด้านนี้ ผมเพิ่งเริ่มทำได้ประมาณ 2 เดือนครับ อีกไม่นานคงได้โฆษณาและวางขายตามร้านต่างๆ”
“ใช้ชื่อแบรนด์ว่า ปลาร้าทรงเครื่อง เอกราช สุวรรณภูมิ คือ เราจะมีโรงงานเล็กๆ ทำกันเอง ผมว่าน่าจะไปได้ดี เพราะศิลปินทุกท่าน บางทีร้องแต่เพลง อาชีพตัวเองยังไม่มี ฉะนั้นถ้ามีเงินมีทอง นักร้องรุ่นใหม่ๆ ก็ให้ทำอาชีพตัวเองบ้าง เราก็เห็นกันอยู่หลายท่าน อยากให้มีธุรกิจของตัวเองบ้าง ถามว่าเกี่ยวไหมที่เด็กใหม่เกิดขึ้นเยอะ เลยเริ่มหันมาจับธุรกิจเพิ่มขึ้น คือ ผมเข้าใจว่าวงการลูกทุ่ง มันก็ต้องทันสมัย อยากจะชมของใหม่แต่ของเก่าก็อย่าไปทิ้ง คือ ของเก่าของใหม่ก็คุณภาพหมด” เอกราช กล่าว

กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง - เอกราช สุวรรณภูมิ
ในปี 2559 เอกราช สุวรรณภูมิ มีผลงานเพลงใหม่ ในชุด ลูกทุ่งพันธ์ไทย ชุดที่ 1 : น้ำพริกถ้วยเก่า สังกัดค่ายหนูมิวสิค แต่มีงานในหลวงสวรรคต ทางค่ายจึงพักงานไว้ชั่วคราว เพื่อน้อมระลึกถึงพระองค์ท่าน เลยพักงานชุดดังกว่าถึงปัจจุบัน ซึ่งได้ครูเพลงรุ่นใหม่ เจ้าของค่ายหนูมิวสิค แต่งเพลงใหม่ให้ถึง 6 เพลง ได้แก่ น้ำพริกถ้วยเก่า โทรหาอ้ายเด้อ ยาใจคนยาก อยากมีเมียเด็ก ผู้สาวขอนแก่น สิปปากว่าไม่เท่าตาเห็น
ในปี 2561 ทางค่ายหนูมิวสิคกำลังจะกลับมาปัดฝุ่น อัลบั๊มน้ำพริกถ้วยเก่าใหม่ โดยจะมีการแต่งเพลงใหม่เพิ่ม และจะมีการซื้อลิขสิทธิ์เพลงดังเก่าๆ ในตำนานของเอกราช สุวรรณภูมิ มารวมชุด อาทิ กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง สัญญาห้าบาท กลับมาทำไม มารวมในอัลบั๊มชุดนี้ด้วย
ทางด้านชีวิตครอบครัว เอกราช สุวรรณภูมิ ได้แต่งงานกับ กัญญาณัฐ ธนาฐิติภา (นุ้ย) เป็นหญิงนอกวงการและได้มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ ปรนัฐ ธนาฐิติภา (ภูมิ) และ เอกนัท ธนาฐิติภา (กระเพรา)
รางวัลและความภูมิใจที่ได้รับ
- รางวัลมาลัยทอง ครั้งที่ 1 ปี 2543 นักร้องลูกทุ่งชายยอดเยี่ยม จากเพลง กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง
- รางวัลสยามดารา สตาร์ส อวอร์ดส์ 2012 นักร้องลูกทุ่งชายยอดเยี่ยม จากเพลง หนุ่มกระเป๋า
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Artist
- Hits: 27448

ศิริพร อำไพพงษ์
นักร้องดีเด่นมาลัยทอง 2543
นักร้องลูกทุ่งหมอลำ ชาวอีสานที่ยังครองความเป็นขวัญใจชาวอีสานอยู่ และมีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ ศิริพร อำไพพงษ์ มีชื่อ-นามสกุลจริงว่า ศิริมา อำเคน เกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2507 ที่ บ้านดอนกลอย ตำบลดอนกลอย กิ่งอำเภอพิบูลย์ลักษณ์ จังหวัดอุดรธานี เป็นบุตรของ นายกองมี อำไพพงษ์ และนางออ อำเคน จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ โรงเรียนบ้านดอนกลอย บ้านเกิด
ศิริพร อำไพพงษ์ มีชื่อเล่นว่า เม็ก (ต้นหมากเม็ก) คนในครอบครัวเรียก นางเม็ก บ้างเรียก โจ้ โดยทั่วไปเรียก "นาง" หรือ "พี่นาง" มีพี่น้อง 10 คน ชาย 4 คน หญิง 6 คน ศิริพร เป็นคนที่ 7 พ่อแม่ทำนา และพ่อเป็นหมอลำกลอนกับพี่น้องอีก 10 คน ครอบครัวมีอาชีพทำนา และมีวงเป็นของตัวเองชื่อว่า "กองมี แสงอรุณศิลป์" รับงานแสดงหมอลำเพลิน-หมอลำเรื่องในละแวกไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก จะหยุดรับงานแสดงในช่วงฤดูทำนา ประมาณช่วงหลังออกพรรษาจึงเริ่มรับงานอีกครั้ง
ศิริพร เติบโตในครอบครัวหมอลำ ทำให้เธอซึมซับและเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ด้วยเป็นคนความจำดี ทำให้ร้องเพลงหมอลำได้โดยไม่ต้องเรียนหรือฝึกซ้อมมากนัก "มันก็ซึมซับทุกวันที่เราได้ยิน ไม่ชอบก็ต้องชอบ (ยิ้ม) เหมือนอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว ได้ยินพ่อ ได้ยินพี่สาวพี่ชายร้อง เวลาเขาซ้อม เป่าแคน ดีดพิณ เราอยู่ในเหตุการณ์ตลอด มันก็ซึมเข้าไปในตัว... พี่เริ่มไปร้องหมอลำกับวงของพ่อ ตั้งแต่ตอนอายุ 17-18 ไปเป็นหางเครื่อง เป็นแดนเซอร์ เต้น ร้อง ลำ ทำทุกอย่างที่พ่อให้ทำ"
ศิริพรเคยประกวดร้องเพลงชนะที่ 1 ในแนวของ "พุ่มพวง ดวงจันทร์" กับ "ลุงเขียว" โฆษกวิทยุที่เมืองเลยเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จากนั้นเมื่อโตขึ้นมาก็มาทำงานช่วยเหลือทางบ้าน เป็นนักร้องเพลงหมอลำประจำวงของครอบครัว มีพี่ชายเป็นพระเอก พี่สาวเป็นนางเอก ซึ่งเจ้าตัวรวมถึงคนอื่นๆ ต่างคิดไม่ถึงว่าหลายปีให้หลังเธอจะกลายเป็นนักร้องชื่อดัง
ชิวิตที่พลิกผัน
ชีวิตของศิริพรพลิกผัน เมื่อพี่สาวที่เป็นนางเอกเกิดป่วยทำการแสดงไม่ได้ เธอจึงได้รับโอกาสให้ขึ้นแสดงเป็นนางเอกแทน ซึ่งศิริพรก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะเธอจดจำบทและวิธีการแสดงได้แม่นยำจากการที่คลุกคลีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ศิริพรเริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น เมื่อเริ่มออกไปแสดงกับคณะอื่น หลังจากที่วงของครอบครัวต้องหยุดทำไป เนื่องจากพ่อมีอายุมากขึ้น
กระทั่งราวช่วง พ.ศ. 2526 ชีวิตของศิริพรพลิกผันอีกครั้ง เมื่อประยูร จันทรุศร พาเธอไปร้องเพลงออกอากาศที่ ทีวีช่อง 4 ขอนแก่น (ทีวีขาวดำ) กับคณะสุเทพ ดาวดวงใหม่ และได้พบกับอาจารย์นคร แดนสารคาม การพบปะกันในครั้งนี้ทำให้ชีวิตของศิริพรเปลี่ยนไป ครูดอย อินทนนท์ ได้เห็นแววจึงให้โอกาสอัดเสียง โดยครูดอย อินทนนน์ เป็นผู้เปลี่ยนชื่อให้เธอใหม่ นั่นคือ "ศิริพร อำไพพงษ์"
ศิริพรให้สัมภาษณ์ว่า "ชื่อจริงชื่อศิริมา เปลี่ยนมา เป็นพร อาจารย์ดอย อินทนนน์ บอกว่า เอามาออก ไม่รู้อะไรจะมาบ้าง ถ้ามาดีก็ดีไป ตอนที่มาอัดเสียงใหม่ๆ ก็เอาเป็นศิริพร... นามสกุล อำเคน ที่นี้การตั้งชื่อนักร้อง ต้องให้คล้องจอง นามสกุลต้องสละสะสวยหน่อยเลยเป็น ศิริพร อำไพพงษ์ บ้านป่าขาดอนอะไรแบบนี้" แนะนำให้ทำเพลงกลับ บริษัท กรุงไทย โดยอาจารย์นคร แดนสารคาม ชอบน้ำเสียงของศิริพรจึงนำกลอนให้ร้อง และพาเข้าสู่วงการ อัดเพลงชุดแรกที่มีชื่อว่า "สาวภูพานรำพึง" ตามด้วยชุดที่ 2 "พบรักที่หัวลำโพง" ผู้ฟังเริ่มชอบเสียงโดยเฉพาะเพลง "วาสนาดอกหญ้า" ที่เป็นเพลงเด่นกลอนดี จากนั้นจึงเริ่มอัดเสียงติดต่อกันรวดเดียว ชุดที่ 3 "ทุ่งร้างนางคอย" ชุดที่ 4 "น้องนกอกหัก" ชุดที่ 5 "อดีตรักหนองหาน" ผลการประพันธ์ของนักร้องนักจัดรายการวิทยุที่ชื่อ ก.ไก่ ใจเดียว หรือที่รู้จักกันในนาม ไก่ฟ้า ดาดวง

ศิริพรให้สัมภาษณ์บอกเล่าชีวิตในช่วงเวลานั้นว่า "ช่วงที่ทำวงกับที่บ้าน รายได้ก็ไม่มากทั้งวงได้เงินแค่สามพัน ห้าพัน ก็พอประทังอยู่ไป พอมีโอกาสทำเพลงชุด 'พบรักที่หัวลำโพง' แม้จะมีชื่อขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่โด่งดังอะไร ทำต่อไปอีก 5 ชุด รู้สึกว่าไม่มีอะไรดีขึ้น จึงคิดจะเลิกร้องเพลง"
เมื่อเธอกำลังย่างเข้าสู่วัยเบญจเพส ศิริพรได้สูญเสียพ่อด้วยโรคมะเร็ง เธอจึงหันหลังให้กับหมอลำและการแสดง ไม่ได้ออกไปร้องเพลงเป็นเวลากว่า 3 ปีเต็ม โดยกลับไปทำนาที่บ้าน ศิริพรนั้นชอบทำนา เธอให้สัมภาษณ์ว่า "ทำเพราะอยากทำ สนุกดี ชอบดำนากับสายฝน นางเป็นคนชอบน้ำฝน มันชื่นใจ ทำให้ไม่เหนื่อย และได้ความรู้สึกเก่าๆ ทำให้มีความสุข"
กลับมาอีกครั้งเพราะไก่ฟ้า
แต่แล้วชะตาชีวิตก็เปลี่ยนอีกครั้ง ในเย็นวันหนึ่งขณะที่ศิริพรกำลังเกี่ยวข้าว ครูเพลงที่เคยร่วมงานกันมาแต่ก่อนอย่าง ไก่ฟ้า ดาดวง ชักชวนเธอให้ไปร้องเพลงในงานกฐิน ที่อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ เฮียเล็ก ชอบหมอลำมาก จึงชักชวนไปร้องเอาเงิน ปรากฏว่า ศิริพรได้พวงมาลัยคล้องคอราว 30,000 บาท ทำให้เธอรู้สึกดีใจมาก "หยุดนานตั้งไป 3 ปี วันหนึ่งพี่ไก่ฟ้า ดาวดวง เขาเป็นนักจัดรายการวิทยุก็มาหา บอกให้ไปร้องเพลง เราคิดว่าดีกว่าไม่มีอะไร"
ชีวิตของศิริพรได้พลิกผันอีกครั้ง หลังจากได้พบกับเฮียเล็ก ซึ่งได้สนับสนุนศิริพรให้กลับคืนวงการอีกครั้ง และออกผลงานเพลงชุด "อาลัยรักที่ชุมพร" เมื่อราว พ.ศ. 2533 อย่างไรก็ตาม เพลงหมอลำในช่วงเวลานั้นกำลังได้รับความนิยมสูงมาก ทั้ง จินตหรา พูนลาภ, สาธิต ทองจันทร์ และเดือนเพ็ญ อํานวยพร เพลงของศิริพรจึงไม่ฮิตติดลมบนเท่านักร้องคนอื่น ศิริพรให้สัมภาษณ์ "ดวงเรายังขัดอยู่ การที่จะแหวกตลาดยากมาก เพราะหมอลำตอนนั้นบูมมากๆ"

เปรี้ยงปร้างเพราะ โบว์รักสีดำ
หลังจากผลเพลงชุด "อาลัยรักที่ชุมพร" จึงทำต่อมาอีก 3 ชุด ปี 2534 อาจารย์ราช เมืองอุบล แนะนำให้รู้จักกับผู้ใหญ่ของบริษัท พีจีเอ็ม แล้วจึงไปทำผลงานเพลงชุด "โบว์รักสีดำ" ศิริพรเล่าถึงเพลงนี้ว่า "เพลงมันยาวมาก มันเป็นกลอนลำประยุกต์ขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ได้คิด (ว่าจะดัง) แต่ว่าคนที่แต่งเขาดูลายมือให้... เขาบอกว่ายังไงก็ดัง อาจารย์สุพรรณ ชื่นชม (ผู้เขียนเพลง) มั่นใจทั้งเพลงและลายมือ เพราะเขาเป็นนักแต่งอยู่แล้ว เขาแต่งให้นักร้องดังหลายคน"
โบว์รักสีดำ ส่งให้ชื่อของ ศิริพร อำไพพงษ์ โด่งดังเป็นพลุแตก ไปที่ไหนผู้คนแห่ตามมาดูถล่มทลาย เทปขายดีระเบิด วงดนตรีรับงานจนไม่มีเวลาพัก เดินสายรับงานเดือนหนึ่งกว่า 40 งาน ศิริพรกล่าวถึงเพลง โบว์รักสีดำ ว่า เป็นเพลงที่พลิกชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ
หลังจากโด่งดังจากเพลงโบว์รักสีดำ ศิริพร อำไพพงษ์ รู้สึกท้อถอย เกิดอาการเบื่อ และคิดจะเลิกร้องเพลงอีกครั้ง แม้ว่าเพลงโบว์รักสีดำจะยังคงเป็นที่นิยมมาโดยเสมอก็ตาม และได้เริ่มทำอัลบั้มกับพีจีเอ็มจนถึงปี 2542 จำนวน 31 ชุด คือ โบว์รักสีดำ ลำเพลินเชิญเต้น ไฟใกล้ฟาง ล้างจานในงานแต่ง (เริ่มร่วมงานกับ ครูสลา คุณวุฒิ ครั้งแรก เพลงล้างจานในงานแต่ง ครูสลา เป็นผู้แต่งให้ และจากนั้นก็ทำงานด้วยกันมาตลอด แต่ไม่ได้ทำแบบเต็มอัลบั้ม แต่งบางเพลง) จะเห็นได้ว่าตลอดชีวิตของนักร้องเมืองอุดรคนนี้ มีจังหวะขึ้นและลงเสมอ เคยล้มเลิกความตั้งใจร้องเพลงแต่ก็กลับมาสร้างชื่อเสียงโด่งดังได้อีกครั้ง ศิริพรเคยให้สัมภาษณ์ว่า "มันเหมือนชีวิตถูกลิขิตมาอยู่ตรงนี้ เพราะจะเลิกตั้ง 3-4 ครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้เลิกสักที"



ย้ายค่ายมาดังกับ ปริญญาใจ
ปี 2542 ศิริพร ย้ายค่ายมาอยู่กับแกรมมี่ โดย คุณ ร.ราชวัตร โปรดิวเซอร์ประจำของศิริพร ออกจากพีจีเอ็ม เพราะเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น ทำให้ศิริพร หันไปปรึกษา ครูสลา คุณวุฒิ ซึ่งร่วมงานกันมาตั้งแต่ ปี 2535 ตลอดเวลา 8 ปีกว่า และทราบว่าครูสลา ได้มาอยู่ประจำในตำแหน่งโปรดิวเซอร์กับแกรมมี่ โกลด์ จึงตัดสินใจขอมาทำงานด้วย เพราะคุ้นเคยกันอยู่ก่อนแล้ว กับการทำงานประเดิมชุดแรกแหวกแนวลูกทุ่งอีสาน เต็มตัวครั้งแรก กับครูเพลงคู่บุญอีกครั้ง "ครูสลา คุณวุฒิ" มาเป็นโปรดิวเซอร์ในงานชุด "ปริญญาใจ" วางแผง 24 สิงหาคม 2543 และเพลงนี้เองที่ทำให้สังคมไฮโซฮัมเพลงลูกทุ่งได้
![]() |
![]() |
ศิริพร กล่าวถึงความสำเร็จของเพลงปริญญาใจว่า "จริงๆ ขายได้เยอะกว่านี้นะ แต่เขาจะบอกแค่ยอดกลมๆ คือ หนึ่งล้านตลับ ส่วนตัวพี่เองก็ธรรมดา ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะพี่เป็นนักร้องมานาน ตอนโบว์รักสีดำก็ขายได้ถล่มทลาย ตอนนั้นเกินล้านตลับไปเยอะ พี่ก็เลยเฉยๆ พี่รู้สึกเหมือนเป็นนักร้องใหม่อยู่เรื่อย (ยิ้ม) ตอนไปลงตลาด ยังไม่มีทีวีเปรี้ยงปร้างแบบนี้ ไปไหนคนก็แตกตื่น มากอด มาหอม มาถ่ายรูป มันก็เลยเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพี่ไปแล้ว"
![]() |
![]() |
ครูสลา คุณวุฒิ ครูเพลงคู่บุญ เคยกล่าวถึง ศิริพร ว่า "ศิริพร เป็นนักร้องครบเครื่อง เป็นนักร้องที่ร้องเพลงได้สื่อสาร ร้องเพลงเหมือนไม่ได้ร้องเพลง แต่เหมือนกำลังเล่าเรื่อง ทำให้คนเชื่อ"
ปัจจุบัน เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ศิริพร อำไพพงษ์ เธอเป็นนักร้องสายบุญ โดยเงินที่ได้รับจากแฟนเพลงหน้าเวที เธอจะนำมาทำบุญด้านต่างๆ และเธอมักจะจัดกิจกรรมงานบุญอยู่เสมอ ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับ สุชาติ สุขโมนมหาอุดม ผู้จัดการวงดนตรี (ปัจจุบัน เลิกรากันไปแล้ว)
ศิริพร อำไพพงษ์ ถือเป็นแบบอย่างของการเป็นนักร้องที่ดี ที่นักร้องรุ่นใหม่หลายคนได้ยึดเป็นแบบอย่าง ทั้งการสร้างผลงานเพลง ความสามารถด้านการร้องเพลงทุกรูปแบบ ความตรงต่อเวลา การวางตัวในวงการ การแสดงหน้าเวทีที่พอเหมาะพอดี โดยความเป็นนักร้องดัง แต่ทำตัวเรียบง่าย ไม่ยึดติดกับความดัง ให้ความสำคัญกับแฟนเพลงวางตัวอย่างเป็นกันเอง ชอบทำบุญ และมีผลงานเพลงคุณภาพออกมาอย่างต่อเนื่อง แนวเพลงหลากหลาย ครอบคลุมผู้ฟังหลายกลุ่ม รวมทั้งการแสดงหน้าเวทีที่สนุกสนาน ทำให้ ศิริพร อำไพพงษ์ สามารถครองใจแฟนเพลงมาอย่างยาวนาน ได้มากกว่า 30 ปี


การเดินสายของ วงพิณแคนแดนอีสาน ของศิริพร จะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึง พฤษภาคม มีงานเกือบทุกวันทั้งงานจ้างวง และงานล้อมผ้า เพื่อเป็นการย่นระยะทาง ไปต่องานในจังหวัดต่างๆ ส่วนวงดนตรีกว่า 200 ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหางเครื่อง นักดนตรี หมอลำ ตลก เด็กในวงต่างๆ ประมาณ 70% จะเป็นลูกหลานพี่น้องของศิริพรทั้งนั้น ศิริพรมีส่วนร่วมในการวางคอนเซ็ปต์ในโชว์ต่างๆ อาทิ ตลก โชว์อาคาซ่า ซึ่งในวงแบ่งเป็นช่วงๆ เช่น โชว์เพลงลูกทุ่ง + สตริง ตลกอีสาน เพลงนานาชาติ (ไทยจีน) มีคาบาเร่โชว์ศิริพร และลิเกอีสาน เป็นต้น
ผลงานที่ผ่านมา : ออกอัลบั้ม สังกัดกรุงไทย 5 ชุด, สังกัด PGM 31 ชุด (โบว์รักสีดำ ดังที่สุด)
ผลงานปัจจุบัน : GRAMMY GOLD ล่าสุดชุดที่ 17 คนใช่ เกิดช้า
ผลงาน ชุดที่ 8 กรุณาอย่าเผลอใจ : ศิริพร อำไพพงษ์
เป็นงานเพลงของแหบมหาเสน่ห์อย่าง ศิริพร อำไพพงษ์ เป็นแนวเตือนใจสำหรับคนที่มีคนรัก หรือมีคู่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพลงชื่อเดียวกับอัลบั้ม "กรุณาอย่าเผลอใจ" และ "คึดฮอดกอดบ่ได้"
ส่วนคำร้องออกแนวลูกทุ่งอีสาน ที่มีภาษาอีสานผสมมากับเนื้อร้องเช่นเคย ถือเป็นแนวถนัดของสลา คุณวุฒิ ขณะที่แนวดนตรีฟังง่ายๆ แต่ยังคงสไตล์เดิมของศิริพร เอาไว้อย่างเป็นเอกลักษณ์
ยังมีเพลงที่ออกแนวพบรักอย่างเพลง "คนนี้ล่ะแม่น" สำหรับสาวโสด และ เพลง ออนซอนเจ้าบ่าว ที่เหมาะกับสาวๆ ที่ชอบไปงานแต่งงานของคนอื่น นอกจากนี้ มีเพลง ใต้ต้นสะแบง ผลงานการแต่งของสุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน และ เพลงสาวฮ้านน้อย แต่งโดยวีระเดช ไกรศรี เป็นเพลงจังหวะโชะๆ ที่น่าฟังมาก ถ่ายทอดชีวิตของชาวต่างจังหวัด ที่มาทำงานเก็บเงินจากกรุงเทพฯ จากนั้นก็กลับบ้านไปเปิดกิจการคาราโอเกะเล็กๆ ที่บ้านเกิด ฯลฯ
ผลงาน ชุดที่ 9 ตัวจริงประจำใจ : ศิริพร อำไพพงษ์
เป็นงานเพลงชุดล่าสุดของนักร้องเสียงแหบมหาเสน่ห์อย่าง ศิริพร อำไพพงษ์ ผลงานเพลงชุดนี้มีเพลงที่น่าฟังอย่างชื่อชุด ตัวจริงประจำใจ, แรงใจจากปลายนา, กอดลาว่าที่.. ที่เป็นเพลงของหนุ่มสาวชาวบ้านที่มีใจให้กัน
ในชุดนี้มีเพลงที่มีเนื้อหาสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสานที่น่าฟังมาก ทั้งในแง่คิดและความเป็นจริง เพลงแรก คึดฮอดน้องสาว ที่เล่าถึงความห่วงหาอาทรต่อน้องสาวที่ไปแสวงหางานทำในเมืองกรุงเพื่อส่งเงินทองจุนเจือให้พ่อแม่ทางบ้าน ซึ่งคนอีสานส่วนใหญ่จะรับรู้ได้ด้วยใจกับเพลงนี้
ส่วนอีกเพลงหนึ่งเป็นตรงข้ามคือ ตายายกับหลานน้อย เป็นการไปแสวงหาความสุขส่วนตนของหนุ่มสาวบ้านนอก ทิ้งตายายเฝ้าบ้าน ยังไม่หนำใจยังเอาหลานกลับมาให้สองเฒ่าตายายเลี้ยงให้อีก นี่ก็แง่มุมหนึ่งของชีวิต และมีเพลงสุดท้ายในชุดที่แต่งโดยครูเพลง พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ฮักกันไว้เด้อ ต้องการให้เห็นความรักและสามัคคีของคนไทยในทุกภาคมีต่อกัน เพราะสันติจะเกิดได้ก็เมื่อความรักห่อหุ้มหัวใจให้เป็นสุข ในเพลงชุดนี้จะได้ยินเสียงพิณอีสานอยู่หลายเพลง บรรเลงโดยมือพิณผู้ยิ่งใหญ่ ทองใส ทับถนน ม่วนคักหลาย...
ยังมีผลงานชุดต่อๆ มาอีกหลายชุด มีเพลงดังติดหูหลายเพลง โดยเฉพาะเพลงที่มีแฟนๅ ขอคำแปลภาษาอีสานกันมา เช่น แจ่วบองในกล่องคอมพ์, ย้านบ่มีชาติหน้า, ทางนั้นเป็นจั่งใด๋, บ่เหงาบ่คึดฮอด, ฝากเสียงลมล่อง, เมียบ่ได้แต่ง, รับของโจร และยังมีอีกหลายๆ เพลง ถ้าแฟนเพลงท่านใดชื่นชอบแต่ฟังเนื้อหายังไม่เข้าใจก็แนะนำกันมาได้ครับ
![]() |
![]() |
เมื่อศิริพร มาปะทะกับ Bodyslam
ชื่อของ "ศิริพร อำไพพงษ์" กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อเธอร่วมงานเพลงกับวง Bodyslam ในเพลงคิดฮอด เมื่อ พ.ศ. 2553 ศิริพรเล่าเบื้องหลังเพลงนี้ว่า "เขา (อาทิวราห์ คงมาลัย-ตูน) เป็นคนเล่าให้เราฟัง... ตอนนั้นเขาหยุดไป หยุดไปกี่ปีก็ไม่รู้ เขาจะเริ่มมาอัดใหม่ เขาก็หาเพลงที่จะมาเป็นอัลบัมในชุดนี้ ในชุดคราม เขาก็ไปหาลำตัด ลำฉ่อย ลิเก สารพัดสารเพ แล้วมาเปิดเทียบกัน... เขาก็ทำเป็นดนตรีออกมานิดๆ หน่อยๆ พ่อเขาก็ช่วยคิดด้วย แต่น้องตูนเขาบอกว่า ตอนที่เขายังเป็นเด็กอยู่ ยังไปโรงเรียน พ่อเขาเปิดเพลงนี้ โบว์รักสีดำ ให้ฟังประจำ เขาชอบดนตรี" อาจกล่าวได้ว่าหากไม่มีเพลงโบว์รักสีดำในวันนั้น ก็คงไม่มีเพลงคิดฮอดในวันนี้
Bodyslam - คิดฮอด feat.ศิริพร อำไพพงษ์
เพลงโบว์รักสีดำเป็นเพลงที่สร้างชื่อให้ "ศิริพร อำไพพงษ์" โด่งดังเป็นพลุแตก ถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2564 เพลงนี้ก็มีอายุครบ 30 ปี ผูกใจคนไทยจนได้รับความนิยมมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เพลงโบว์รักสีดำเป็นเพลงอมตะ เป็นเพลงในตำนาน ก็คงไม่กล่าวเกินจริงไปนัก
![]() |
![]() |
ติดตามความเคลื่อนไหวของเธอได้ทาง Facebook Fanpage
เกียรติยศและรางวัลที่ได้รับ
- รางวัลมาลัยทอง ปี 2543 สาขานักร้องลูกทุ่งหญิงยอดนิยม ในเพลง ปริญญาใจ
- รางวัลมาลัยทอง ปี 2548 สาขาเพลงสร้างสรรค์สังคมยอมเยี่ยม ในเพลง ฮักกันไว้เด้อ
- ราวัลมหานครอวอร์ดส ครั้งที่ 9 ปี 2556 สาขาเพลงฮิตมาราธอน ในเพลง กอดคนนอกใจ
- รางวัลสยามดารา สตาร์ อวอร์ด 2015 (ปี 2558) สาขานักร้องลูกทุ่งหญิงยอดนิยม ในเพลง ปริญญาเจ็บ
- ราวัลมหานครอวอร์ดส ครั้งที่ 12 ปี 2559 สาขารางวัลพิเศษศิลปินส่งเสริมสังคมและวัฒนธรรมดีเด่น
- คนดีศรีอีสาน ประจำปี 2561 (ครั้งที่ 37) โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
- ศิลปินมรดกอีสาน ประจำปี 2565 โดย มหาวิทยาลัยขอนแก่น

งานประโยชน์เพื่อสังคมและการกุศล
ศิริพร อำไพพงษ์ ได้ตั้ง มูลนิธิศิริพร อำไพพงษ์ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ช่วยเหลือผู้ป่วยยากจน บริการช่วยเหลืออุปถัมปภ์เด็กกำพร้า คนชรา ที่ยากจนและยากไร้ พัฒนาและส่งเสริมการศึกษาของโรงเรียนสำหรับเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา รวมทั้งการสาธารณประโยชน์ต่างๆ

![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Artist
- Hits: 29712


ต่าย อรทัย
กินข้าวหรือยัง?
ทำให้ ต่าย อรทัย ประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2547 รับรางวัลมาลัยทองจาก เพลงลูกทุ่งยอดนิยม นักร้องดาวรุ่งหญิงยอดเยี่ยม และนักร้องหญิงยอดนิยม
จากภาพ การประกาศผลนักร้อง และงานเพลงลูกทุ่งยอดเยี่ยม รางวัลมาลัยทอง ประจำปี 2547 โดยสมาคมลูกทุ่งเอฟเอ็ม รางวัลเพลงยอดเยี่ยม และรางวัลนักร้องหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่ คัฑลียา มารศรี จากเพลง ให้กำลังใจตัวเอง ส่วนนักร้องชายยอดเยี่ยม ได้แก่ แจ๊ค ธนพล จากเพลง คนที่รอคอย นักร้องหญิงยอดนิยม ได้แก่ ต่าย อรทัย จากเพลง กินข้าวหรือยัง นักร้องชายยอดนิยม ได้แก่ ไมค์ ภิรมย์พร จากเพลง อยากให้เธอเข้าใจ
นักร้องลูกทุ่งหญิงคนแรก ที่สามารถทำสถิติยอดขายอัลบั้มชุดแรก "ดอกหญ้าในป่าปูน" ได้ทะลุเกินกว่า 1,000,000 ชุด (โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจยุคเทปผี ซีดีเถื่อน) ชนิดม้านอกสายตา ด้วยเพลงฮิตสะกิดใจอย่าง โทรหาแหน่เด้อ ที่ถูกอกถูกใจแฟนเพลงทั่วประเทศ และล่าสุดกับผลงานชุดที่ 2 ขอใจกันหนาว ที่ฮิตติดลมบนจากเพลงที่ฟังง่ายๆ สบายๆ อย่างเพลง ขอใจกันหนาว, กินข้าวหรือยัง, ดาวเต้น ม.ต้น จนรายการโทรทัศน์หลายรายการต้องจองคิวไปสัมภาษณ์กันเลยทีเดียว ทั้ง ทไวไลท์โชว์ เจาะใจ สมาคมชมดาว เป็นต้น
| ชื่อจริง : | อรทัย ดาบคำ | ชื่อเล่น : | ต่าย |
| วัน-เดือน-ปีเกิด : | วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม 2523 (ปีวอก) | ||
| ภูมิลำเนา : | บ้านคุ้มแสนชะนี ตำบลพรสวรรค์ อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี | ||
| บิดาชื่อ : | นายสาง ดาบคำ | มารดาชื่อ : | นางนิตยา ดาบคำ |
| การศึกษา : | ประถมศึกษาที่ โรงเรียนบ้านคุ้มแสนชะนี มัธยมศึกษาที่ โรงเรียนนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาเอกสื่อสารมวลชน (ภาคพิเศษ) |
||
| ผู้ชักนำเข้าวงการ : | พี่กุ้ง บ่าวข้าวเหนียว พี่สาวบ้านเชียง | ครูเพลง : | ครูสลา คุณวุฒิ |
| อัลบั้มสร้างชื่อ : | ดอกหญ้าในป่าปูน | เพลงสร้างชื่อ : | ดอกหญ้าในป่าปูน, โทรหาแหน่เด้อ |
| รางวัลที่ได้รับ : | รางวัลมาลัยทอง นักร้องลูกทุ่งยอดนิยมฝ่ายหญิงประจำปี 2546 | ||
| อาหารที่ชอบ : | ยำวุ้นเส้น อาหารอีสานทุกอย่าง | ||
| อนาคต : | อยากเป็นชาวสวน (สวนผลไม้ สวนยาง) | ||
ต่าย อรทัย กับความฝันของเธอในวัยเด็ก
"ต่าย - อรทัย ดาบคํา" นักร้องลูกทุ่งผู้พลิกผันชีวิตตัวเอง จากเด็กบ้านนอกที่มีความมุ่งมั่น และความพยายาม จนทําให้ในวันนี้เธอคือ นักร้องที่ดังสุดๆ จากชุด "ดอกหญ้าในป่าปูน" และล่าสุดมีอัลบั้มชุด "ขอใจกันหนาว" ชีวิตที่พลิกผันจากสาวบ้านนาที่เดินตามความฝันของตัวเอง จนกลายมาเป็นนักร้องค่ายแกรมมี่ มียอดขายเทปกว่าหนึ่งล้านตลับ แต่กว่าจะมีวันนี้ชีวิตของดอกหญ้าในป่าปูนคนนี้ต้องพบกับอุปสรรคมากมายทั้งความยากจน อดมื้อกินมื้อ พ่อแม่แยกทาง แต่อุปสรรคเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เธอหมดกำลังใจแต่อย่างใด เธอกลับไขว่คว้าหาโอกาส จนวันหนึ่งโอกาสนั้นวิ่งมาหาเธอเอง เธอเล่าว่า
"ต่ายเกิดมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ พ่อแม่แยกทางกันทิ้งต่ายไว้กับยาย และน้องอีก 3 คนต้องหารายได้จุนเจือครอบครัวด้วยการรับจ้างลอกปอ เกี่ยวข้าว ดายหญ้า ต้องหาบน้ำเป็นระยะทาง 2-3 กิโลทุกวัน ยากจนถึงขนาดที่ว่าปลาตัวนึงปกติกินคนนึง แต่ต้องเอาปลามาป่น และผสมน้ำเยอะๆ เพื่อให้กินได้หลายคน หลายวัน"
แม้ว่าจะยากจนแต่ ต่าย อรทัย มีความฝันอย่างหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจในการก้าวเดินต่อไป นั่นคือ การเป็นนักร้อง "ต่ายเป็นคนชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก ฝันว่าอยากเป็นนักร้อง จึงไปประกวดร้องเพลงในงานสงกรานต์ ได้รางวัลชนะเลิศ แม้จะไม่มีพ่อแม่ไปให้กำลังใจเหมือนคนอื่นๆ แต่ก็ไม่หมดกำลังใจ เพราะเราอยากเดินตามความฝันของเรา แต่ต่ายก็ยังไม่ได้เป็นนักร้องเพราะตอนนั้นยังเรียนไม่จบ ก็เลยเลือกเรียนทั้งที่มีโอกาสเป็นนักร้อง จนเรียนจบ ม. 6 แต่ไม่มีเงินเรียนต่อ จึงเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อหาเงินเรียนด้วยการช่วยแม่รับจ้างซักผ้าแล้วเรียนรามคำแหงไปด้วย ตอนนั้นชีวิตลำบากมากจากที่เคยอยู่ท้องนากว้างๆ ต้องมาอยู่ห้องเล็กๆ มุงสังกะสี ต่อมาเพื่อนชวนไปทำงานบริษัทยา ทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงตีสอง เงินที่ได้ก็จะส่งเป็นค่าเช่าห้อง และให้ยาย เวลาที่คิดถึงยาย และน้องๆ ก็จะร้องเพลง "ทุ่งนางคอย" ของพุ่มพวง ดวงจันทร์ "
แม้จะทำงานโรงงานที่สมุทรปราการ แต่ต่ายก็ยังไม่ทิ้งความฝันที่อยากเป็นนักร้อง จึงไปประกวดร้องเพลงหลายครั้ง สถานที่ฝึกฝนการขับร้องเพลงของเธอในยามนั้นคือ เวทีประกวดที่ฟาร์มจระเข้ สมุทรปราการ เธอเคยดั้นด้นขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงทางช่อง 7 สี ทีวีเพื่อคุณ ที่รายการ "ชุมทางเสียงทอง" แม้ไม่ชนะ ล้มลุกคลุกคลานอยู่เช่นนี้ แต่ก็ทำให้ต่ายสานฝันได้สำเร็จ จนท้ายที่สุดได้มีโอกาสพบกับ ครูสลา คุณวุฒิ "อาจารย์ใหญ่" แห่งวงการลูกทุ่งยุคนี้ เธอจึงได้เข้าซุกปีกของค่ายใหญ่อย่างแกรมมี่ จนได้เดินตามเส้นทางความฝันของเธอในวันนี้

"ต่าย อรทัย" ต้องใช้เวลาบ่มตัวนานเป็นปี ก่อนอัลบั้มออกวางแผงในช่วงปลายปี 2545 แต่ก็สามารถลบล้างความเชื่อที่ว่า "เพลงโจ๊ะ หรือ เพลงโชว์สะดือ" เท่านั้นที่สร้างนักร้องให้ดังได้ เนื่องจากเพลงของต่ายในชุด "ดอกหญ้าในป่าปูน" เป็นเพลงช้า ทำให้การต้อนรับจากแฟนเพลงในระยะแรกไม่ดังเปรี้ยงปร้าง กว่าเนื้อหาจะโดนใจแฟนเพลงก็ใช้เวลานานพอสมควร แต่เมื่อฮิตฮอตแล้วก็ไม่มีอะไรมาหยุด "ดอกหญ้าในป่าปูน" ของ "ต่าย อรทัย" ได้ และไม่น่าแปลกใจที่เธอได้รับ รางวัลมาลัยทองประจำปี 2546 ของคลื่นวิทยุเอฟ.เอ็ม. 95 ในฐานะ นักร้องหญิงยอดนิยม
รายการลูกทุ่งเอฟ.เอ็ม.ระบุว่า เพลง "โทรหาแหน่เด้อ" นี้อยู่อันดับ 4 มาสองสัปดาห์ต่อเนื่องกัน แต่ติดอันดับ 1 ใน 10 นานถึง 52 สัปดาห์ ถือว่ายืนอันดับนานกว่าเพลงอื่นๆ รวมถึงเพลง "อยากให้เธอเข้าใจ" ของ ไมค์ ภิรมย์พร นักร้องชายค่ายเดียวกัน
ในปี 2554 ต่าย อรทัย ได้เป็นผู้หญิงที่มีผู้ค้นหาสูงสุดประจำปี 2554 ของกูเกิลไทยแลนด์ และได้รับรางวัล ผู้หญิงต้นแบบผู้สร้างแรงบันดาลใจแก่สังคม ประจำปี 2554
สลา คุณวุฒิ ได้เคยกล่าวความรู้สึกเกี่ยวกับ ต่าย อรทัย ในรายการ ที่นี่หมอชิต ว่า
ต่าย อรทัย เป็นศิลปินคนแรก ที่บริษัทให้ครูสลาใช้ความสามารถเต็มรูปแบบ ทั้งบุคลิกภาพ เสื้อผ้า หน้าผม แนวเพลง ถ้าเปรียบเทียบครูสลาเป็นนักศึกษาหรือนักเรียน ต่าย อรทัย คือวิทยานิพนธ์ชิ้นสำคัญ เป็นเหมือนวิทยานิพนธ์ที่ทำให้เราได้ด็อกเตอร์ ในวันแรกๆ ที่เห็นต่ายออกทีวี เด็กที่ลำบากมากคนหนึ่งที่เราเห็นตั้งแต่วันแรกที่เจอ และอยู่มาวันหนึ่งได้เห็นต่ายได้ออกทีวี มีรายการดังๆ ต่างๆ หลายรายการสัมภาษณ์ต่าย เห็นทีไรจุก น้ำตาไหลทุกที ไม่อยากเชื่อว่าครูบ้านนอกคนหนึ่ง อยู่มาสามารถเขียนเพลงให้ลูกศิษย์ และพาลูกศิษย์ไปนั่งอยู่ในจุดที่สูงส่งมาก ในความรู้สึกของตัวเองและชาวบ้าน รู้สึกตื้นตันใจ "
"ขอใจกันหนาว" พุ่งแรง
คอลัมน์ มาลัยลูกทุ่ง โดย เลิศชาย คชยุทธ (หนังสือพิมพ์มติชน)
ขณะที่ลูกกรุงโหมโฆษณาและอัดเอ็มวีกันเข้าไป แต่ยอดขายไม่ทะลุเปรี้ยงปร้างสักเท่าไหร่ นักร้องลูกทุ่ง 'ต่าย อรทัย' ก็มานิ่มๆ กับงาน "ขอใจกันหนาว" และก็ทำยอดเกินล้านตลับไปได้แบบสบายๆ แล้ว
18 ตุลาคม 2547
"เมื่อเลิกงานเดินเหงา มีเงาเป็นเพื่อนเข้าซอย ผู้สาวบ้านไกลใจลอย บ่มีคนคอยเคียงเงา อยู่ในเมืองใหญ่ อุ่นกายแต่หัวใจหนาว วันๆ มีหลายเรื่องราว รุมเร้าให้คอยหวั่นไหว
ฝืนยืนสู้แค่ไหน นานไปแรงใจสุดท้อ หวั่นเกรงทางบ้านที่รอ แม่พ่อจะสู้จั๋งได้ ปัญหาหลายอย่าง สู้ตามลำพัวบ่ไหว พรุ่งนี้สิเดินอย่างไร เมื่อใจบ่มีคนเคียง
อยากมีพี่เลี้ยง เคียงข้างบนทางเปื้อนฝุ่น มอบใจอุ่นๆ กันหนาว กันท้อพอเพียง ยามเจ็บเห็นหน้า ยามมีปัญหายืนเคียง ยาวเหงาได้โทรฟังเสียง หล่อเลี้ยงหัวใจทุกคราว
ขอพึ่งแรงแห่งฝัน บันดาลให้เจอคนดี ให้สาวบ้านไกลคนนี้ ได้มีคนคอยเคียงเงา งานยุ่งเมืองใหญ่ ขอใจฮักมั่นกันหนาว ดูแลในทุกเรื่องราว ให้สาวดอกหญ้าอุ่นใจ"
ไม่ต้องสงสัยหรือต้องแปลกใจอะไรเลยที่เพลง "ขอใจกันหนาว" ของ ต่าย อรทัย ทำไม? เมื่อได้ฟังครั้งแรก ก็เป็นที่ถูกอกถูกใจคอเพลงลูกทุ่งที่ชอบเพลงหวานซึ้งกินใจกันเสียแล้ว นอกเหนือไปจากน้ำเสียงหวาน ใส มีลีลาการเอื้อนที่พลิ้วไหวเป็นของตัวเองของ ต่าย อรทัย ที่ถือว่า "สอบผ่าน" มาจากผลงานก่อนหน้านี้ เช่น เพลงดอกหญ้าในป่าปูน, โทรหาแหน่เด้อ, กินข้าวหรือยัง ฯลฯ
"หัวใจติดดิน สวมกางเกงยีนส์ตัวเก่า ใส่เสื้อตัวร้อยเก้าเก้า แต่ใจสาวไม่ด้อยราคา...จะสวมมงกุฎดอกหญ้า ถ่ายรูปปริญญา ย้อนมาบ้านเรา..." เพลงดอกหญ้าในป่าปูนดังระเบิด เดินไปที่ไหนก็ได้ยินเสียงของ ต่าย อรทัย ร้องเพลงนี้ดังมาจากสถานีวิทยุคลื่นต่างๆ
ความดังแรงของ "ต่าย อรทัย" นักร้องสาวชาวอุบลราชธานีคนนี้ ซึ่งใช้เพลงของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ เป็นต้นแบบ แม้ว่าสุ้มเสียงจะไม่ถนัดไปในแนวของเพลงสนุกสนาน แต่ สลา คุณวุฒิ ก็ดึงเอาเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนของนักร้องบ้านนอกคนนี้ออกมา จนเห็นความงดงามของบทเพลง ต่าย อรทัย ดังแรงจนรายการ "เจาะใจ" เชิญมาออกรายการเพื่อคุยกันถึงประวัติชีวิต และร้องเพลงทั้งของพุ่มพวงและของตัวเอง
เพลง ขอใจกันหนาว มีเนื้อหาที่ไม่ได้พิสดาร เพียงแต่ไม่เคยมีนักประพันธ์นำจุดนี้ ออกมาถ่ายทอดเป็นบทกลอน และบทเพลง สลา คุณวุฒิ มีความสามารถพิเศษที่หยิบเอาความรู้สึกในใจของหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่อยากมีแฟนสักคน ในยามที่พลัดบ้านมาทำงานในกรุงเทพฯ ออกมาเขียนเป็นเพลงลูกทุ่ง หนุ่ม-สาวที่ต้องเดินทางจากบ้านเกิดในต่างจังหวัดมาเรียนหนังสือ หรือมาทำงานทำการในเมืองใหญ่ ย่อมมีความเหงา และในที่สุดก็ต้องมีแฟนและอยู่กินกันฉันสามีภรรยา จุดเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ของคนนี่แหละ สลา คุณวุฒิ ประพันธ์เป็นเพลง "ขอใจกันหนาว" ให้ ต่าย อรทัย ขับร้องได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว
เพลงนี้เป็นเพลง 4 ท่อน แต่แทนที่จะร้องไป 4 ท่อนแล้วฟังดนตรี เพื่อนักร้องจะกลับมาร้องซ้ำอีกครั้งในท่อนแยก (ท่อน 3) หรือท่อนสุดท้าย (ท่อน 4) แต่ สลา คุณวุฒิ ตั้งใจให้ต่าย อรทัย ร้องไป 3 ท่อนแล้วต่อด้วยดนตรี จากนั้นจึงค่อยร้องท่อนสุดท้าย แล้วจึงมาฟังดนตรีสลับอีกครั้ง จากนั้นจึงมาร้องซ้ำในเพลงท่อนสุดท้ายอีกรอบ เป็นอันจบเพลง นี่คือการสร้างสรรค์งานเพลงแนวใหม่ ที่นานๆ จะมีแบบนี้สักครั้ง ฟังจากวิทยุ ดูจากทีวีครั้งเดียวก็ติดใจและต้องการฟังซ้ำ หรือรอฟังไม่ไหวก็ต้องหาซื้อเทป ซื้อซีดีมาเปิดฟัง
การร้องและการพูดหน้าเวทีของ ต่าย อรทัย หากจะเห็นพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นก็ไม่ต้องสงสัย เพราะบริษัทแกรมมี่ ที่เป็นต้นสังกัดได้จัดคอร์สอบรมให้กับนักร้องในสังกัด เพื่อจะได้ร้องได้ดี พูดหน้าเวทีได้คล่องแคล่ว เป็นที่ชื่นชอบของแฟนเพลง ไม่ใช่ถือว่าร้องเก่งแล้ว ไม่ต้องฝึกกันอีกคงไม่ได้ หรือการพูดหน้าเวที ถ้าเล่นกับแฟนไม่เป็น ทำเป็นเงอะๆ งะๆ วางหน้า วางตัวไม่เข้าท่า รับรองว่าแฟนเพลงหนีหมด กระทบมาถึงบริษัทเทป ซึ่งจะขายเทปขายซีดีไม่ออก เวลาไปจัดคอนเสิร์ตก็มีคนดูน้อย ติดตามกันต่อไป นักร้องสาว "ต่าย อรทัย" จะเป็นอย่างไรในวันข้างหน้า
"ต่าย-อรทัย" น้ำตาริน "สมาคมชมดาว" สานฝันเป็นจริง
กระแสเพลง "โทรหาแนเด้อ" ดังเป็นพลุแตก "สมาคมชมดาว" เลยต้องรีบคว้าตัวนักร้องลูกทุ่งดาวรุ่งสาว ต่าย อรทัย เจ้าของปรากฏการณ์ล้านแล้วจ้า!! มาพูดคุยเพื่อเอาใจคอเพลงลูกทุ่งกันเป็นพิเศษ ต่าย เปิดใจถึงชีวิตก่อนได้เป็นนักร้องดังให้ฟังว่า
"แค่ได้ร้องเพลงทำอัลบั้มก็ถือว่าฝันเป็นจริงแล้ว ไม่เคยคิดว่าเพลงจะขายได้ถึงล้านม้วน เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายมากๆ จากสาวโรงงานที่มีรายได้แค่ วันละ 200 กลายเป็นศิลปินดังที่มีรายได้ 6 หลักต่อเดือน แต่ถึงจะหาเงินได้มากแค่ไหน ก็ไม่เคยลืมตัวว่าเราเคยลำบากมาก่อน เงินที่ได้มาส่วนใหญ่ต่ายจะเอาไปปรับปรุงซ่อมแซมบ้านใหม่ ให้ พ่อ-แม่ ยาย และน้องๆ ที่อุบลราชธานี อยากให้พวกเค้ารู้ว่าต่ายรักและแคร์ทุกคนที่บ้านมาก เพราะต่ายเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด น้องๆ เลยคิดว่า ต่ายไม่รัก" พูดถึงไม่ทันไร 2 แหม่ม รีบงัดวีทีอาร์ที่น้องชายพูดถึงพี่สาวออกมาให้ฟังจน ต่าย นั่งน้ำตารินอยู่พักใหญ่ ชนิดที่ทำเอาแฟนเพลงในสตูฯ พลอยปลื้มใจตามไปด้วย
นอกจากนี้ สมาคมชมดาว ยังสร้างเซอร์ไพรส์ต่อ ด้วยการลงทุนเปิดประตูสตูดิโอต้อนรับเพื่อนๆ โรงงานร่วมร้อยชีวิต จากสมุทรปราการ เข้ามานั่งชมมินิคอนเสิร์ตจากต่ายกันอย่างจุใจ ให้สมกับที่เธอตั้งใจและวาดฝันไว้ว่า สักวันจะเล่นคอนเสิร์ตให้เพื่อนโรงงานดู บรรยากาศมินิคอนเสิร์ตในสตูฯ ชมดาว ประทับใจผองเพื่อน และผู้ชมทางบ้านจริงๆ ครับ เพราะตอนรุ่งเช้า มีเพื่อนร่วมงานหลายๆ คน พูดถึงเธอด้วยความชื่นชม และตบท้ายด้วยการยืมซีดีเพลงจากผมไปฟังบ้าง (ไม่ค่อยลงทุนเลยนะ) (ออกอากาศคืนวันพุธที่ 28 กรกฎาคม 2547)

ติดตามความเคลื่อนไหว ต่าย อรทัย ได้ทาง Facebook Fanpage
สัมภาษณ์พิเศษ ต่าย อรทัย
ต่าย อรทัย ได้ส่งเสียงหวานๆ ให้แฟนเพลงทั่วประเทศมานานถึง 16 ปี คงไม่มีใครไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินเพลงของนักร้องลูกทุ่งเสียงดีคนนี้แน่ๆ เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอ ถึงการทำงานตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเป็นกันเองยิ้มแย้มแจ่มใสตามสไตล์สาวอีสานของเธอ
Q : เข้าวงการมากี่ปีแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา?
A : ปีนี้เข้าปีที่ 16 แล้วค่ะ มีอัลบั้มชุดหลัก 11 อัลบั้มแล้ว นอกนั้นจะเป็นชุดพิเศษไปแจมกับคนอื่นๆ
Q : ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้เราเข้าวงการมา มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?
A : ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมาหรือนานกว่านั้นนะคะ มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน เปลี่ยนเข้ากับยุคสมัยใหม่ ก็เชื่อว่าทั้งคนฟังเพลงเอง หรือนักร้องเอง และคนที่อยู่ในวงการ ค่ายเพลงต่างๆ ก็คิดว่า ก็น่าจะมีการพัฒนาเอกลักษณ์ของความเป็นลูกทุ่ง แต่ว่าอันนี้คือเราก็คงดูบรรยากาศของแฟนเพลง ความชอบ ความนิยมในแต่ละยุคสมัย เราจะเขียนเพลง เราจะนำเสนอตัวเองยังไง ให้ไปด้วยกันได้ มีการพัฒนามาเรื่อยๆ

เพลงของเราเองก็มีการเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย เปลี่ยนมาเรื่อยๆ เท่าที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับครูสลา ครูเพลงทุกท่าน แล้วก็ทางบริษัทด้วย จะดูว่าบรรยากาศภาพรวม ความชอบ ความนิยมของแฟนเพลงเป็นยังไง ซึ่งแน่นอนว่า เอกลักษณ์ของต่ายจะเป็นเพลงช้า แต่ว่าช้ายังไงเราถึงจะกลมกลืน อย่างในช่วงแรกๆ เราจะเป็นจังหวะสนุกๆ ใช่มั้ยคะ ทุกคนจะแจ้งเกิดในเพลงสนุกๆ แต่มันจะมีอะไรที่หยิบจากตรงนั้นมาพัฒนาปรับเปลี่ยนให้มันเป็นตัวเองได้
Q : เราเข้ามาในวงการ 16 ปี เรามีวิธีรักษาชื่อเสียงตัวเองยังไง เพราะเราก็เป็นนักร้องลูกทุ่งน้ำดี ไม่ค่อยมีข่าวเสียหายให้ได้ยินเลย?
A : ถ้าลำพังแค่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ ก็คิดว่าทั้งตัวเองด้วยที่หมายถึงซื่อสัตย์ในอาชีพของตัวเองแล้ว พยายามสร้างวินัยให้กับตัวเอง ว่ามาตรฐานที่ผู้ใหญ่สร้างไว้ให้เราตรงไหน แล้วก็มีเรื่องอะไรบ้าง เราจะอยู่ตรงนี้ เราจะดูแลตัวเองได้ยังไง แล้วมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ โชคดีมีคนดีๆ ที่คอยบอกเรา บางครั้งเราอาจจะเผลอแวะข้างทางไปนิดๆ เล็กๆ น้อยๆ หรือแม้แต่ความคิดเอง เรากว่าจะมาได้ขนาดนี้ ไม่ได้สู้แค่วันสองวัน คำพวกนี้นั่นเอง และความหวังดีของทุกคน ก็มาคอยเสริม เราเป็นคนที่ชอบคิดอยู่แล้วในหลายๆ เรื่อง ทุกคนหวังดี ถ้าเราไม่ฟังแล้วใครจะมาดูแลเราได้ ใครจะช่วยเราได้ ถ้าวันหนึ่งมันผิดพลาดไปแล้วจริงๆ
Q : เราดังได้โดยที่ไม่ต้องโป๊?
A : (ยิ้ม) คือนักร้องในหลายยุคที่ผ่านมานะคะ ก็แล้วแต่เอกลักษณ์ อย่างสมัยก่อนเท่าที่มีโอกาสได้เห็น ยกตัวอย่างอย่างแม่ผึ้ง พุ่มพวง แม่ผึ้งเองก็ไม่ได้โชว์นะคะ แต่ก็มีนักร้องอีกค่ายอื่นที่โชว์ความสามารถของตัวเอง และอาจจะโชว์วับๆ แวมๆ อาจจะด้วยความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน อย่างแม่ผึ้งสามารถร้องได้ทั้งช้า ทั้งสนุกสนาน ทั้งเร็ว ทั้งตลก ทะลึ่งตึงตังได้หมดทุกอารมณ์ แต่ศิลปินบางคนความลงตัวก็อาจต้องโชว์ อันนี้คิดว่าความลงตัวและความสามารถของคน ซึ่งต่ายเองก็ถูกวางไว้อย่างนี้ แล้วก็ด้วยความที่ตัวเองแต่งอย่างอื่นไม่ลงตัวเท่าอย่างนี้ ก็คิดว่าเคยเป็นอย่างนี้และก็มาอย่างนี้มาตลอด
Q : เคยมีการลองเปลี่ยนลุคดูบ้างไหม ให้เป็นสาวเปรี้ยว ดูทันสมัย เป็นสาวเมืองกรุง?
A : ปรับเปลี่ยนให้มีดีไซน์แปลกๆ นั้นมีแน่นอน แต่เปลี่ยนปรับจากลุคเรา ให้ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยทั้งหมด ก็ไม่ใช่แล้ว อย่างช่วงปีแรกๆ มีการหาเสื้อผ้ามาหลายแนวมากนะคะ กว่าเราจะลงตัวใส่มาทุกอย่าง มีการเทสต์ก่อน ใส่กระโปรง ใส่ชุดแซก ลองมาหมดแล้ว จากที่เราลองคุยกับคอสตูมแล้ว ไม่ใช่ ไม่ผ่าน ด้วยน้ำเสียงเราเป็นอย่างนี้ การวางรูปแบบการนำเสนอเป็นอย่างนี้ บุคลิกเราเป็นอย่างนี้ เหมาะกับชุดแบบนี้ เสื้อผ้าในสไตล์แบบนี้
Q : เคยคิดวางแพลนถึงอนาคตตัวเองในวงการนี้ไหม?
A : ก็ไม่เคยกำหนด (หัวเราะ) ไม่เคยกำหนดว่าจะถึงอายุเท่าไร ก็ร้องไปจนกว่าตัวเองจะร้องเพลงไม่ไหว ค่อยว่ากันอีกที ว่าวันนี้ตัวเราจะยังร้องเพลงอยู่ แต่อาจจะทำควบคู่กันไป เหมือนกับอยู่ดีๆ แล้วมีความฝันด้านอื่น หายไปเลยหรือออกไปเลย ก็ไม่น่าจะใช่อย่างนั้น
Q : อัลบั้มเราเป็นอัลบั้มที่ 11 แล้ว ในปัจจุบัน มันมีเทปผีซีดีเถื่อน เพลงให้โหลดฟรี เรื่องนี้มันมีผลกระทบกับตัวเราไหม?
A : มีค่ะ แล้วก็ยิ่งทุกวันนี้คือยอดการซื้อซีดีมันลดลงอยู่แล้ว และพฤติกรรมการฟังเพลงของแฟนเพลงทุกวันนี้ก็เปลี่ยนไปหมดเลยนะคะ ก็แทบจะทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดก็ตาม ต่างก็มีสื่ออยู่ในมือ ก็โหลดเพลงมาฟัง ยอดซีดีก็ลดลงตามไปด้วย อย่างเมื่อก่อนถ้าย้อนไปเมื่อ 5-10 ปี เทปผีซีดีเถื่อนอันนั้นเรามีผลกระทบ แต่ทุกวันนี้คนจะฟังเพลงผ่านการฟังยูทูบบ้าง หรือว่าการโหลดเพลงมาไว้ฟังในมือถือ อันนั้นมีผลโดยตรงเหมือนกัน

อย่างยอดซีดีมันอาจจะพอมี หมายถึงว่า ณ ปัจจุบันนี้ แฟนคลับที่เป็นแฟนคลับจริงๆ เค้าก็จะบอกว่า ซื้อแล้วขอลายเซ็นเก็บไว้เป็นแบบของสะสม ด้วยความที่ว่ารักในตัวศิลปิน ซื้อเก็บสะสม อาจจะได้มีโอกาสฟังในรถ อย่างเวลาเดินทางไปทำงานได้เปิดฟัง แต่ถ้าได้อยู่บ้านจริงๆ อาจจะไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว จะเปิดในโทรศัพท์มากกว่า ก็ยังคงมีได้อยู่ หมายถึงว่ายอดซีดี ยูทูบ ยอดต่างๆ ตอนนี้บอกไม่ได้ว่าได้จากยอดซีดี จากเทปอย่างเดียว มันไม่ใช่แล้ว ก็จะเป็นการกระจายรายได้ไปส่วนอื่น
Q : ห่างหายจากการทำเพลงจากอัลบั้มที่แล้วไปกี่ปี?
A : จากชุดที่ 10 ก็ 3 ปีแล้วค่ะ ด้วยจังหวะ ด้วยอะไรหลายๆ อย่างด้วย ด้วยตัวของเพลงยังไม่ได้อย่างที่โปรดิวเซอร์อยากจะได้ ก็เลยใช้เวลา 3 ปีรวบรวมเพลง ทัวร์คอนเสิร์ตแทน
Q : ล่าสุดที่เราเปลี่ยนลุคแต่งหน้า แล้วคล้าย น้ำตาล ชลิตา มีนิตยสารติดต่อเราไปลงปกบ้างไหม?
A : ยังค่ะ แต่ว่าตอนนี้หลายคนก็ยังพูดถึงเรื่องนี้อยู่ เราก็ไม่ค่อยแต่งลุคนี้เหมือนกันค่ะ อย่างไปงานรับรางวัลเอย นิตยสารอื่นก็ยังไม่มีค่ะ อาจจะมีแบบวินเทจบ้างก็จริง อาจจะมีทรงผมที่ยังเหมือนเดิม เสื้อผ้าอาจจะเปลี่ยนบ้าง แต่ยังไม่มีเปลี่ยนไปขนาดนี้
Q : ทำงานมา 16 ปี อยากจะลองเปลี่ยนลุคในแบบเซ็กซี่ดูบ้างไหม?
A : จริงๆ เป็นคนที่ชอบดูหนังสือ ดูแฟชั่นนะ ชอบซื้อหนังสือนิตยสารที่มีการถ่ายแบบในแนวต่างๆ ชอบมากๆ แล้วก็มีแอบคิดเล่นๆ ถ้าสมมติเราแต่งในสไตล์อย่างนี้ เราจะเหมือนมั้ยนะ จะผ่านรึเปล่า เคยคิดเล่นๆ แต่หลังจากที่เปลี่ยนลุคมา ก็ไม่มีใครติดต่อ
Q : ถ้ามีจะรับไหม?
A : ก็ยินดีนะคะ แต่เบื้องต้นคงดูภาพรวมก่อนนะคะว่า มันจะผิดลุคเราไปมากน้อยแค่ไหน แต่โดยนิสัยส่วนตัวแล้ว เราชอบแบบนี้ จะไปใส่สายเดี่ยวมันก็รู้สึกไม่มั่นใจค่ะ เราเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่เคยลองใส่นะ สายเดี่ยว แขนกุด เสื้อกล้าม พวกนี้ลองมาหมดแล้ว แต่มีความรู้สึกใส่ปุ๊บส่องกระจก พวกนี้มันก็สวยดีเนอะ แต่พอก้าวขาออกจากบ้าน ก็รู้สึกไม่มั่นใจ หาเสื้อคลุมใส่ทันทีเลย จนมาทุกวันนี้ค่ะ และก็อย่างผู้ใหญ่วางลุคไว้ คือเราเห็นเรารักษามาตรฐานตัวเองมา ด้วยนิสัยความชอบของเรา มันก็เลยกลายเป็นแบบนี้ ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เป็นห่วงอะไรมากค่ะ

Q : เราอยู่ค่ายแกรมมี่โกลด์มาแต่แรกเลยใช่ไหม?
A : ค่ะ
Q : เซ็นสัญญาอะไรยังไง?
A : เซ็นสัญญาครั้งแรกเลย 6 ปี ล่าสุดก็เป็น 10 ปี แต่ว่าอันนี้เป็น 10 ปีสุดท้ายแล้วนะคะ ก็จะหมดกลางปีนี้ จะต่อหรือไม่ ก็ยังอยู่ในช่วงตัดสินใจ
Q : เราอยู่ตรงนี้มานาน ถ้าเกิดว่าเราจะไม่ต่อสัญญาแล้ว มันจะมีผลอะไรไหม?
A : ก็เดี๋ยวอยู่ที่การพูดคุยและการตกลงกันค่ะ
Q : ถ้าจะไม่ต่อสัญญา ก็จะเป็นนักร้องอิสระ?
A : แต่ก็ไม่ไปไหนนะคะ เราอยู่ด้วยสัญญาใจ แกรมมี่ก็ถือว่าเป็นบ้านหลังหนึ่งที่อบอุ่นและดูแลเรา แจ้งเกิดที่นี่ และเราก็ไม่ไปไหนอยู่แล้ว แม้ว่าเราจะยังอยู่ ต่อสัญญาหรือไม่ต่อสัญญาก็ตาม ก็ไม่ไปไหนอยู่แล้วค่ะ
Q : เราไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องความรักหรือเปล่า?
A : จริงเหรอคะ (ยิ้ม) คิดว่าความรักมันอยู่กับทุกคน เป็นคนไม่ได้มีความลับอยู่แล้ว มีคิด มีฝัน อยากมีครอบครัว มีเป้าหมาย แต่มันอยู่ตรงที่ว่าใครจะเข้ามา ยังไง อะไรแบบไหน มันก็มี เราคิดมากอยู่แล้ว
Q : ปีนี้เราอายุเท่าไรแล้ว?
A : 37 แล้วค่ะ
Q : มีคนเข้ามาบ้างไหม มีคนคุย หรือคนที่เราดูๆ ไว้บ้างไหม?
A : (ยิ้ม) ยังไม่มีค่ะ เราทำงานตลอด มีหลังมานี้แม่บ้าง ยายบ้างหรือญาติๆบ้าง เริ่มถามแล้วว่า ถ้าวันหนึ่งไม่มีลูกเต้าจะอยู่ยังไง เราก็บอก อยู่อย่างนี้แหละแม่ ก็คุยกับแม่ แต่ว่าในกลุ่มเพื่อนๆ เอง ก็มีทุกแนวเลยนะคะ หลายรุ่นหลายอายุ เป็นรุ่นพี่ก็มี เค้าก็มีครอบครัวแล้ว บางคนก็เลิกไปแล้ว เพื่อนบางคนอาจจะรุ่นน้องรุ่นเด็ก อาจจะรักๆ เลิกๆ เจอกันก็จะเล่าสู่กันฟังตลอด ว่าเป็นยังไง โอเคมั้ย
Q : หรือว่าเรากลัว?
A : ก็ไม่ได้กลัว เหมือนว่าเราไม่ได้มีชีวิตเหมือนคนอื่น เราก็สัมผัสได้ว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะเจอปัญหาอย่างนี้เนอะ
Q : หรือกะรอให้พร้อม?
A : พร้อมแล้ว (ยิ้ม) แต่ถามว่ากลัวมั้ย มันก็ไม่เชิงว่าจะกลัวซะจนเราแย่ หรือเป็นเหตุผลหลักๆ คือมันก็มีบ้างอยู่แล้วในความรู้สึกของเรา บางทีเราก็เหงา แล้วแต่ห้วงอารมณ์มันไม่เหมือนกัน

Q : หรือว่าเรามี แต่เราไม่บอก?
A : (หัวเราะ) ไม่หรอกค่ะ คือถ้าเป็นวันหยุดปุ๊บ เราก็เที่ยว นัดไปเที่ยวกับเพื่อนซะส่วนใหญ่
Q : มีคนเข้ามาจีบไหม?
A : ไม่มี คือเรามองไม่เห็น เราทำงานไง อย่างน้องผู้จัดการเค้าจะเห็นมากกว่า อย่างสมมติว่า เราไปงานคอนเสิร์ต ตั้งใจทำงาน อยู่บนเวที พอเราลงเวทีมา ใครที่มองเราบ้าง เราก็ไม่รู้ ไปแล้วก็ถ่ายรูปเสร็จต่างแยกย้ายกลับ
Q : มีความรู้สึกว่าอยากมีแฟนบ้างไหม?
A : ก็อยากมีนะ (หัวเราะ) ลุ้นกันต่อไปค่ะ แม่ ยาย ย่า ก็ถามกันเยอะ
เส้นทางตลอด 20 ปี ของ 'ราชินีดอกหญ้า' | ต่าย อรทัย | ป๋าเต็ดทอล์ก
Q : มีสเปกหนุ่มในฝันเราไหม?
A : ไม่รู้ว่าจากวันนั้นถึงวันนี้มันจะเปลี่ยนรึเปล่า (ยิ้ม) คือเราไม่รู้ว่า ผู้ชายบางคนเค้าเข้ามา จะเป็นคนดีจริงมั้ย ชีวิตเราสู้มาจนถึงวันนี้ มันก็ค่อนข้างจะคิดมากอยู่นิดหนึ่ง เค้าพร้อมที่จะดูแลเรา และเราอยู่ได้อย่างมีความสุขสบายใจรึเปล่า หรือว่าเข้ามาแล้วเราแย่ลง ก็คิดอยู่แล้ว ลูกผู้หญิงด้วย แล้วเราก็อยู่ตรงนี้ด้วย
Q : เราบริหารการเงินเรายังไง?
A : ชีวิตลำบากมันก็เป็นอุทาหรณ์เหมือนกันนะคะ ชีวิตเราลำบากตั้งแต่เด็กๆ เลย คือจริงๆ เป็นคนคิดตลอดเวลา แต่ไม่ถึงกับว่าคิดมากไร้สาระนะคะ คิดในทุกๆ เรื่อง อย่างการใช้ชีวิตก็ตาม แม้แต่การไปซื้อของส่วนตัว เราอยากได้มาก เรารู้สึกว่าเราฟุ่มเฟือยเกินไปรึเปล่า ซึ่งมันก็เป็นเหตุผลให้เราระมัดระวังตัวเอง พอเราไปทำงาน เราต้องใช้ความสามารถแลกกับเงิน แล้วเราเดินทางตลอด ความเสี่ยงในชีวิตมันเยอะ ก็เลยคิดว่าดูแลตัวเองให้ดี และเก็บตังค์ให้มันได้มากที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าวันข้างหน้า ความไม่แน่นอนมันเกิดขึ้นอยู่แล้วค่ะ ก็เลยคิดว่าเราอย่าประมาทดีกว่า ก็เลยต้องมีสติ ดูแลตัวเอง แบ่งเงินดูแลครอบครัวยังไง พ่อแม่และยาย ญาติพี่น้องก็มีดูแลซัพพอร์ตบ้างที่จำเป็น

ตัวเราเองในชีวิตประจำวันใช้จ่ายยังไง เราก็เก็บไว้เผื่อวันหนึ่งเราจะฉุกเฉินขึ้นมา เราต้องเก็บเพื่อว่าวันหนึ่งเราอยากจะมีฝันอะไรบางอย่าง ที่มากกว่าการร้องเพลง แล้ววันหนึ่งถ้าเราพร้อมเราสามารถจะทำได้เลย เราฟังผู้ใหญ่มามากด้วย เลยกลายเป็นคนที่จะทำอะไร ก็ต้องคิดไว้ก่อน ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ได้มาใช้ไปๆ เราไม่ใช่คนงกนะ แต่ใช้เงินเป็น คือค่อนข้างเป็นคนใจอ่อน ขี้สงสาร เลยต้องหาจุดแข็งในตัวเอง โดยกลายเป็นว่าจะทำยังไงในการเลี้ยงน้อง เราต้องตั้งใจหางาน คอนเสิร์ต ดูแลตัวเอง สร้างมาตรฐานให้ตัวเองมีระเบียบวินัย ยืนได้ด้วยความสามารถตัวเองแบบไหน ก็คุยกับน้องทีมงานและญาติๆ ถ้าวันหนึ่งเราไม่มีงานคอนเสิร์ตแล้วจะอยู่ยังไง ก็เหมือนเราบอกคนอื่น แล้วเราก็บอกตัวเองด้วย ไม่ใช่ได้มาใช้ไปๆ วันหนึ่งมันจะหมด เพราะเราเองก็หามาลำบากค่ะ
สัมภาษณ์เมื่อ พฤษภาคม 2560
ต่าย อรทัย จากอดีตสาวโรงงานสู่นักร้องขวัญใจมหาชน | รายการ Perspective
![]()


























