- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Artist
- Hits: 1590

นายสมร พลีศักดิ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ หมอนหนังตะลุง เกิดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พุทธศักราช 2484 ภูมิลำเนาเดิม 37 หมู่ที่ 8 บ้านแต้ ตำบลธวัชบุรี อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านคางฮุง ตำบลธวัชบุรี อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 6 และระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ตำบลธวัชบุรี อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด
นายสมร พลีศักดิ์ สนใจในเรื่องของ "หนังตะลุงภาคใต้" จึงได้นำมาประยุกต์ ปรับเปลี่ยน สร้างสรรค์การแสดงให้มีลักษณะประจำถิ่นของอีสาน เรียกว่า “หนังประโมทัย” จึงได้จัดตั้งเป็นคณะหนังประโมทัย ชื่อว่า “คณะประกาศสามัคคี” ส่วนใหญ่นิยมแสดงเรื่อง “รามเกียรติ์” ตอน ศึกไมยราพ ดำเนินบทโดยใช้การพากย์ และบทเจรจาเป็นกลอนบทละคร ด้วยความสามารถรอบด้าน ทั้งดนตรีและการแสดง
พ่อสมร พลีศักดิ์ วัยเลย 70 ปี เจ้าของหนังประโมทัยดั้งเดิมครบวงจร “คณะประกาศสามัคคี” บ้านแต้ หมู่ที่ 4 ตำบลธวัชบุรี อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด เล่าถึงอดีต ก่อนจะมาทำคณะหนังประโมทัยว่า สมัยก่อนตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อออกเดินสายเล่นหนังประโมทัย ขณะนั้นอายุได้ประมาณ 10 ขวบ ก็ตามพ่อและปู่เดินสายด้วย เพราะส่วนหนึ่งด้วยใจรักในการเล่นหนังประโมทัย
จนพอมาถึงอายุ 21 ปี จึงแยกมาตั้งคณะเป็นของตัวเอง ทำให้ในหมู่บ้านมีคณะหนังประโมทัยอยู่ 2 คณะ คือคณะของพ่อ และคณะของครูสมร แต่ทั้งสองไม่ได้แข่งขันกัน มีแต่คอยช่วยเหลือ เติมเต็มส่วนที่ขาด อยู่ต่อมาคณะรุ่นพ่อก็เริ่มแยกย้ายกันไปด้วยอายุ และร่างกายที่ไม่อำนวยเหมือนเดิม จึงเหลือเพียงแค่คณะของเขาคณะเดียวในหมู่บ้าน ซึ่งขณะนั้นเป็นที่นิยมมาก พ่อสมรเคยกล่าวไว้ว่า
ถ้าหากวันนี้ไม่มีนักศึกษาหรือผู้สนใจไม่มาสืบทอดหนังประโมทัยต่อไว้ก็น่าเสียดาย อยากให้หันกลับมามองหนังประโมทัย เพราะถ้าหากตัวเองไม่มีชีวิตอยู่แล้ว กลัวจะสูญหายไปจนคนที่เกิดรุ่นหลังจะไม่รู้จักอีก โดยเฉพาะลูกหลานชาวอีสานยิ่งควรอนุรักษ์ต่อ ส่วนตัวเคยหัดการละเล่นหนังประโมทัยให้ลูกหลาน แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถสืบสานต่อจากพ่อคนนี้ไปเช่นกัน”

นายสมร พลีศักดิ์ จึงได้นำประสบการณ์มาใช้ในการอนุรักษ์ สร้างสรรค์ และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอีสาน เช่น การพัฒนาสื่อพื้นบ้านเพื่อการศึกษา ส่วนผลงานสร้างชื่อเสียงของนายสมร พลีศักดิ์ ที่ได้รับยกย่องจากหน่วยงานต่างๆ เช่น
- ปี พ.ศ. 2548 ได้รับรางวัลเกียรติคุณเป็นครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านหนังตะลุง จากจังหวัดร้อยเอ็ด
- ปี พ.ศ. 2550 ได้รับรางวัลเกียรติคุณ“เพชรสยาม” จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
- ปี พ.ศ. 2550 ได้รับรางวัลเกียรติคุณ ผู้สร้างสรรค์ผลงานดีเด่นในด้านศิลปะและวัฒนธรรม จากสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
- รวมถึงไปแสดงเผยแพร่หนังประโมทัยทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ เช่น แสดงในรายการ “คุณพระช่วย” และการแสดงในงานเทศกาลวิถีชีวิตของสถาบันสมิธโซเนียน ณ กรุงวอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา

นายสมร พลีศักดิ์ นอกจากเป็นศิลปินที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านหนังประโมทัยแล้ว ยังเป็นผู้ที่อุทิศตัวทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม ไม่ว่าจะเป็นส่งเสริมและอนุรักษ์ดนตรีพื้นถิ่น-นาฏศิลป์พื้นบ้าน การนำวัฒนธรรมและอัตลักษณ์มาเป็นกระบวนการในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ร่วมเป็นวิทยากรพิเศษในการให้ความรู้และฝึกปฏิบัติการแสดงหนังประโมทัย ซึ่งถือเป็นต้นแบบของครูผู้ให้และศิลปินผู้ยิ่งใหญ่

นายสมร พลีศักดิ์ จึงสมควรได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (หนังประโมทัย) ประจำปีพุทธศักราช 2556 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นเกียรติประวัติสืบไป
สมร พลีศักดิ์ - ฐานข้อมูลศิลปินมรดกอีสาน

ขอแสดงความไว้อาลัยยิ่ง
เว็บไซต์ประตูสู่อีสาน ขอแสดงความอาลัยต่อจากการไปของ คุณพ่อสมร พลีศักดิ์ ปราชญ์อีสาน ผู้สั่งสม สืบสาน สร้างสรรค์ มรดกทางวัฒนธรรมดนตรีอีสาน (หนังประโมทัย) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2567

[ อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง : หนังปราโมทัย สิ่งบันเทิงที่กลายเป็นตำนาน ]
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Artist
- Hits: 5520

แฟนๆ ของวงดนตรีลูกทุ่งพูดอีสาน "เพชรพิณทอง" ของ นพดล ดวงพร น่าจะเคยได้ยินชื่อนักแต่งเพลงเบื้องหลังของวงดนตรีวงนี้ที่ นพดล ดวงพร กล่าวถึงเสมอๆ ว่าผู้แต่งเพลงนี้คือ อาจารย์สัญญา จุฬาพร วันนี้เรามาทำความรู้จักกับนักร้องและนักประพันธ์เพลงท่านนี้กัน
สัญญา จุฬาพร
สัญญา จุฬาพร หรือชื่อจริงคือ นายสวัสดิ์ สิงประสิทธิ์ หรือ สันต์ ศิลประสิทธิ์ คือ คนเดียวกัน เกิดวันที่ 14 มิถุนายน พุทธศักราช 2476 เกิดในครอบครัวคนจน บิดา-มารดา นายเจียม และนางศรีนวล สิงประสิทธิ์ เชื้อสายทางบิดามาจากเมืองจีน เชื้อสายทางมารดามาจากจังหวัดกาฬสินธุ์ มีพี่น้องร่วมท้อง 3 คน ที่ ตำบลกกบก อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น (ตัวบ้านที่เกิดปัจจุบัน ไม่หลงเหลือซากและเค้าเดิม ว่ากันว่าบ้านท่านอยู่แถว ร้านศึกษาภัณฑ์ ที่อยู่ตรงข้ามสวนรัชดานุสรณ์ นั่นเองครอบครัว) ประกอบอาชีพเยี่ยงเดียวกับครอบครัว “เจ๊ก” (คนจีน) ทั่วไปในเมืองใหญ่ คือ ค้าขายในตลาด ปัจจุบันคือ ตลาดสดขอนแก่น สมัยก่อนข้างๆ ตลาดสดยังเป็นโรงภาพยนตร์ อาชีพของครอบครัวคือ ขายขนม แต่ไม่ได้ทำให้ฐานะทางครอบครัวดีนัก ในวัยเด็กระเหเร่ร่อนหลังจากจบชั้น ป.1-2 ที่โรงเรียนเทศบาล 2 สวนสนุก
เมื่อลูกๆ โตขึ้นครอบครัวก็ยิ่งเพิ่มค่าใช้จ่าย และยิ่งทวีภาระให้กับพ่อแม่ จนกระทั่งพี่สาวไปแต่งงานกับพนักงานรถไฟ และย้ายไปประจำตามสถานีต่างๆ วิถีของลูกรถไฟ และล่าสุดย้ายลงใต้ไปอยู่ สถานีรถไฟทุ่งสง สวัสดิ์จึงได้ตามพี่สาวไปเรียนระดับชั้น ป. 2-3 ที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ชั้น ป.4 เรียนที่จังหวัดตรัง (ย้ายตามพี่เขย) แล้วมาต่อชั้น ม.1-5 ที่โรงเรียนสงเคราะห์ประชา จังหวัดสงขลา ยังไม่จบมัธยมปลาย มีเหตุให้ต้องออกกกลางคัน
ต่อมา แม่ได้เดินทางจากจังหวัดขอนแก่นไปขออาศัยอยู่กับพี่สาวและพี่เขยด้วย ทำให้ครอบครัวพี่สาวและพี่เขยมีปัญหามากขึ้นอีก (เรื่องความเป็นอยู่และค่าใช้จ่าย) เขาจึงตัดสินใจเดินทางจากใต้เพื่อหวังจะไปทำงานที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว กับเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อ สุชาติ โดยพอไปถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองที่หนองคาย ไม่มีเอกสารใดๆ ไปแสดงจึงได้ถูกส่งตัวกลับไม่ได้ไปทำงานที่เมืองลาวตามความฝัน

ขาไปที่ว่าลำบากแล้ว แต่ขากลับกลับยิ่งหนักหน่วงกว่า เพราะขาไปมีความฝันเป็นแรงขับเคลื่อน ส่วนขากลับมีแต่ความผิดหวังเป็นเพื่อนร่วมทาง ไหนจะต้องกลับไปสู่สภาพเดิม ๆ และยิ่งความผิดที่หนีออกจากบ้าน คงเป็นข้อหาหนักรออยู่ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องกลับปักษ์ใต้ไปสู้กับความเป็นจริง
แต่การจะกลับไปสู่ความเลวร้ายก็ใช่ว่าจะง่ายดาย ทั้งคู่ต้องเอาแรงเข้าแลก เพื่อหาเงินเป็นค่าเดินทางและค่าอยู่ค่ากินระหว่างทาง ต้องรับจ้างขุดดิน ตัดไม้ และงานใช้แรงงานสารพัดตลอดรายทางตั้งแต่อีสาน-สงขลา โดยใช้เวลาเดินทางไปและกลับร่วม 3 เดือน และประสบการณ์ช่วงนี้เองที่เขาได้เอามาเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลง
และพอกลับถึงบ้าน สวัสดิ์เข้าเรียนต่อในโรงเรียนเดิมอีกครั้งจนจบ พร้อมกับสอบเข้าเป็นตำรวจ สอบผ่านแต่ต้องรอผล (เพราะมีการทุจริตในการสอบ ทางการระงับผลเพื่อทำการสอบสวน) เจ้าตัวไม่อยากรอนาน จึงเดินหน้าเข้าเมืองกรุงอีกครั้ง มุ่งตามฝัน เพราะฝันลึก ๆ ของเขาอยากเป็นนักร้อง
ได้มาหาที่พักพิงที่วัดสิริอำมาตย์ หลังโรงแรมรัตนโกสินทร์ แถบคลองหลอด หลังศาลอาญา สนามหลวง ซึ่งเป็นวัดที่มีพระและลูกศิษย์เป็นชาวปักษ์ใต้จำพรรษาและอยู่กันมาก จากนั้นก็เดินไปอีกซอย และตรงไปที่ซอยอำนาจศิริ ที่สำนักงานของวงดนตรีของ ครูล้วน (ล้วน ควันธรรม) นักร้องดังแห่งยุค ด้วยเสียงเพลงที่รู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมือง เจ้าของเสียงอมตะมากหลาย แม้ในปัจจุบัน และแม้ตัวครูจะลาโลกไปนาน แต่เสียงเพลงของ ครูล้วน ควันธรรม ก็ยังอยู่คู่วงการและผู้ฟังชาวไทย เช่นเพลง แหวนประดับก้อย คำปฏิญาณ เสียงกระซิบสั่ง ค่ำแล้วในฤดูหนาว ผีเสื้อกับดอกไม้ เพลินเพลงเช้า ระกำดวงจิต พรานเบ็ด ใจเป็นห่วง เป็นต้น

ครูล้วนรับสวัสดิ์ไว้เป็น “คนถือกระเป๋า” มีหน้าที่ล้างรถ วิ่งซื้อของ ส่งจดหมาย ตลอดจนติดตามครูไปงานรับเชิญ ขณะเดียวกัน เขาได้ฝึกหัดเรียนโน้ตดนตรีสากลจากครูล้วนพอได้แนวทาง ซึ่งขณะนั้น เป็นช่วงที่ครูล้วนลาออกจากวงดนตรีกรมโฆษณาการ ที่ก่อตั้งโดย หลวงสุขุมนัยประดิษฐ เมื่อ พ.ศ. 2482 โดยครูเป็นนักร้องแรกร่วมรุ่นกับ รุจี อุทัยกร, มัณฑนา โมรากุล
ครูล้วนตั้งวงดนตรีของตัวเอง เป็น วงดนตรีแชมเบอร์ มิวสิก ขนาด 4 คน มีงานเล่นประจำที่ศาลาเฉลิมกรุง และตระเวนเล่นตามวิกทั่วไป หน้าที่ของคนถือกระเป๋าจึงพอมีความสำคัญอยู่บ้าง ขณะเดียวกัน ครูล้วนก็ดัดแปลงดนตรีประกอบหนังตะลุงของภาคใต้ ให้เข้ากับจังหวะสากล เรียกว่า “ตะลุงเทมโป้”
สำหรับสวัสดิ์แล้ว แม้ครูจะมีชื่อเสียงและมีความสามารถ แต่ก็ไม่ตอบโจทย์ของเขา เขาอยากเป็นนักร้อง อยากมีชื่อเสียง และอยากมีเงิน เขาถือกระเป๋าให้ครูล้วนอยู่ได้ไม่นานก็ลาออก เมื่อเห็นว่า สมยศ ทัศนพันธ์ กำลังเป็นนักร้องดาวรุ่งพุ่งแรง เจ้าของเสียงเพลง เซียมซีเสี่ยงรัก รอยแผลเก่า น้ำตาผู้ชาย ดาวร่วง รักครั้งแรก ขวัญอ่อน เกร็ดแก้ว เป็นต้น นักร้องและนักแต่งเพลงประจำกองดุริยางค์ทหารเรือ ผู้ชื่นชอบเพลงของ ครูล้วน ควันธรรม โดยใช้เพลง “บางปู” ของครูล้วนสมัครเข้ากองดุริยางค์ฯ และได้รับการบรรจุเข้ารับราชการรุ่นเดียวกับ สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์, เสน่ห์ โกมารชุน, สมศักดิ์ เทพานนท์ และ ปิติ เปลี่ยนสายสืบ
สวัสดิ์อยู่กับสมยศในตำแหน่งเดิมกับที่เคยอยู่กับครูล้วน คือ คนถือกระเป๋า แต่ได้เขยิบฐานะเข้าใกล้วงการเพลง ด้วยการเป็นผู้จดบันทึกเพลงที่สมยศประพันธ์ และนานเข้าเขาก็ช่วย “พี่ยศ” แต่งเพลง และมีหลายเพลงที่เขามีส่วนร่วมในการประพันธ์แต่ไม่มีชื่อร่วม ซึ่งเขารู้สึกคุ้มค่าและพอใจในฐานะความเป็นอยู่ และอยู่กับสมยศยาวร่วม 10 ปี ซึ่งในระยะหลังที่สมยศรับราชการจนมียศเป็นเรือตรี และลาออกจากราชการในที่สุด แล้วตั้งวงดนตรี สมยศ ทัศนพันธ์ และออกเดินสายทั่วประเทศ
ความจำเจ ผสมปนเป กับกระแสความนิยมของสมยศตกต่ำลงทุกขณะ เขาเริ่มมีปากเสียง ทะเลาะเบาะแว้งกับสมยศ ประสาคนรักใคร่ และอยู่กันมายาวนาน จนที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากวงดนตรี บ่ายหน้าสู่อีสาน เปลี่ยนอาชีพชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ คือเป็น ชาวไร่ข้าวโพด โดยไปอยู่กับทหารสรรพาวุธจากสงขลา ที่ไปรับราชการที่กรมสรรพาวุธที่ปากช่อง และมีไร่ข้าวโพด
“ทำไร่ไม่รุ่ง” การทำไร่ที่อาศัยพันธุ์ข้าวโพด ปุ๋ย ยา จากนายทุน แล้วขายผลผลิตเมื่อเก็บเกี่ยว อันเป็นการทำไร่แบบพันธสัญญา แบบไทยๆ ที่เปิดโอกาสให้นายทุนเอาเปรียบเกษตรกร และไม่มีทางที่เกษตรกรจะลืมตาอ้าปากได้ สวัสดิ์ สิงประสิทธิ์ ทนก้มหน้าทำไร่ข้าวโพดอยู่เพียงปีเดียวก็เริ่มมองหาทางออกให้ชีวิต

เมื่อวงดนตรีจุฬารัตน์ ของ ครูมงคล อมาตยกุล มีนักร้องชูโรงอย่าง ทูล ทองใจ, พร ภิรมย์ กำลังดังสุดขีด ปอง ปรีดา ที่โด่งดังมานมนาน “กุงกาดิน” ชื่อนักร้องของ ครูนคร ถนอมทรัพย์ พร้อมด้วย วันทนา สังข์กังวาน ประจวบ จำปาทอง ขณะที่ยังไม่มีแววของนายห้าง ได้เดินสายมาทำการแสดงที่โรงภาพยนตร์ที่ปากช่อง เขาจึงนำเพลงที่แต่งไว้ในช่วงที่ทำไร่ และร้องคร่าวๆ ให้ “ครูมงคล” ฟัง เพลงนี้คือเพลง กระท่อมชาวไร่ เนื้อร้องมีว่า
..พี่นี้ไม่มีสมบัติพัสถาน ที่จะบันดาลวิมานห้องหอ มีเพียงกระท่อมไม้ไผ่ ของชาวไร่มอซอ…."
เมื่อครูมงคลตอบตกลง เขาจึงอำลาไร่ข้าวโพดเข้ากรุง ตรงไปที่สำนักงานย่านวัดโบสถ์ สามเสนและร่วมงานกับวงดนตรีจุฬารัตน์ และที่นี่ ครูมงคล ได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่เป็น “สัญญา จุฬาพร” และที่นี่อีกเช่นกัน ที่ทำให้สัญญา จุฬาพร ได้รู้จักกับ “นพดล ดวงพร” ซึ่งขณะนั้นยังเป็นนักร้องในวงจุฬารัตน์ สัญญา จุฬาพร ได้แต่งเพลงให้กับ นพดล ดวงพร ซึ่งเป็นเพลงที่ได้เค้าทำนองมาจากลาว ที่นำมาให้โดยตัวนพดล จนเป็นเพลง "หนุ่มอุบล" ดังเนื้อร้องมีว่า
… เดือนหก นกกาเหว่ามันฮ้อง ยูงทองออกมาร้องรำแพน จากถิ่นหากินไกลแดน นกยูงรำแพนจากแดนมาไกล.. "
ด้วยความชื่นชอบงานประพันธ์ และบทเพลงมาตั้งแต่ยังเด็ก จึงมีผลงานซึ่งเป็นบทเพลงจำนวนมาก เพลงแรกที่ได้รับบันทึกเสียงคือ “น้ำมนต์น้ำตา” โดย สมยศ ทัศนพันธ์ เป็นผู้ขับร้อง และมีโอกาสร่วมแต่งเพลงกับครูสมยศอีกหลายเพลง เป็นต้นว่า “ทำคุณได้โทษโปรดสัตว์ได้บาป” “เสียงขลุ่ยระทม” และยังได้ขับร้องบันทึกเสียงเพลงแรก ชื่อ “วิญญาณรัก” และ “ป่าเหนือรำรึก” สมัยนั้นถือว่าสำเร็จพอประมาณ ผลงานสร้างชื่อที่มีคนรู้จักแต่งโดยใช้ชื่อ ส.จุฬาพร สัญญา จุฬาพร คือ เพลง “แม่” หรือ “พระคุณแม่” “ลาก่อนบางกอก” “ซามาคักแท้น้อ” ซึ่งขับร้องโดย ไวพจน์ เพชรสุพรรณ “เซิ้งสวิง” “หนุ่มเมืองเลย” ขับร้องโดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ “ดำขี่หลี” “อีสานบ้านเฮา” ขับร้องโดย นกน้อย อุไรพร “หนุ่มอุบล” และ “พ่อหม้ายเมียหนี” นพดล ดวงพร เป็นผู้ขับร้อง และยังมีอีกหลายเพลง
ผลงานที่มีความประทับใจ
- ประพันธ์เพลงแรกสำหรับตัวเองร้อง “ป่าเหนือรำลึก”
- เพลงแรกให้คนอื่นร้อง “น้ำมนต์น้ำตา” สมยศ ทัศนพันธ์ ร้อง
- รางวัลเกียรติยศ คือ “เสาอากาศทองคำ” ของสถานีวิทยุเสียงสามยอด สมัยเปิดใหม่เป็นสถานีที่สนับสนุนเพลง “ลูกทุ่ง” อย่างจริงจัง ในยุค “ผ่องศรี วรนุช” ยังดังอยู่ ได้รางวัลเพลงยอดนิยมยอดเยี่ยม คือเพลง “ฝากฟ้า-สั่งลม” ผ่องศรี วรนุช ขับร้อง ประจำปี ๒๕๑๘
- สิ่งที่ประทับใจ คือ วันที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้าโดยในหลวงท่าน มีพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ ให้เลขาธิการพระราชวัง เชิญ นายสัญญา จุฬาพร ไปในงาน สังคีตมงคล ทรงพระราชนิพนธ์เพลง ครบ ๒๐ ปี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต วันพุธที่ 6 เมษายน 2509 เวลา 17.30 น. วงดนตรี “จุฬารัตน์” บรรเลงเพลง “ชะตาชีวิต” ถวาย ทรงพระราชทานเหรียญ ภ.ป.ร. ให้แก่ศิลปินทุกท่าน
ผลงานเพลงที่สร้างชื่อ
- ไวพจน์ เพชรสุพรรณ “ลาก่อนบางกอก” “ซามาคักแท้น้อ” “เซิ้งกระติบข้าว” “เรือรักริมฝั่งโขง” “ตามเมีย” และเพลงแหล่ชื่อเพลง “แม่”
- ทูล ทองใจ “กระท่อมชาวไร่” “สวนสน” “ทหารเสือพระราชินี”
- มรว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ “ดอกฟ้าเวียงจันทน์”
- พนม นพพร “เซิ้งสวิง” “หนุ่มเมืองเลย”
- นพดล ดวงพร “หนุ่มอุบล” “แก้มเปินเวิน” “พ่อหม้ายเมียหนี”
- นกน้อย อุไรพร “ดำขี่หลี่” “สัจจาหญิง”
- เพลงที่ได้รับการบันทึกเสียงมีประมาณ 200-300พลง หลากหลายนักร้องทั้งลูกทุ่งลูกกรุง.
สัญญา จุฬาพร สามารถนำรูปแบบเพลงพื้นบ้าน รวมถึงหมอลำ มาประยุกต์เป็นลูกทุ่งได้อย่างกลมกลืน เป็นเอกลักษณ์สะท้อนแนวคิดท้องถิ่นนิยม อันเป็นพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่บริสุทธิ์งานของท่านจึงมีกลิ่นไอความเป็นท้องถิ่นพื้นบ้านอย่างมีเสน่ห์ชวนฟังเป็นที่สุด
นายสัญญา สิงประสิทธิ์ ได้รับเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์ ประเภทประพันธ์ (ลูกทุ่ง) ประจำปีพุทธศักราช 2551 จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สิ้นครูเพลง สัญญา จุฬาพร
เมื่อเวลา 17.20 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา วงการลูกทุ่งสูญเสีย ครูสัญญา จุฬาพร ในวัย 90 ปี ด้วยโรคชราและโรคแทรกซ้อน หลังจากเกิดอาการท้องเสีย อาเจียนและญาตินำส่งโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2566 ญาติตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่ศาลา1 วัดเขียนเขต ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี สวดพระอภิธรรมวันที่ 13-15 พฤษภาคม 2566 เวลา18.00 น. ฌาปนกิจวันที่16 พฤษภาคม 2566 เวลา 16.00 น.
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Artist
- Hits: 6037

น้องเป็นสาวขอนแก่น ยังบ่เคยมีแฟน บ้านอยู่แดนอีสาน... น้องเป็นสาววัยอ่อน ได้แต่นอนตะแคง ยามเมื่อแลงฝันหวาน... จะมีชายใด ไผเดต้องการ จะมีชายใด ไผเดต้องการ... หมายปองน้องนั่น แม้ต้องการ จะคอย"
เพลง "สาวอีสานรอรัก" ที่ขับร้องโดย อรอุมา สิงห์ศิริ ดังกระหึ่มทั่วบ้านทั่วเมือง จากนามปากกาของนักประพันธ์เพลงที่ชื่อ สุทุม ไผ่ริมบึง ทำให้มีการถามหาว่า คนแต่งเป็นไผ คือบ่เคยได้ยินชื่อมาก่อนนะ วันนี้จะพาท่านมารู้จักกับผู้อยู่เบื้องหลังเพลงดังและสร้างนักร้องอีสานมากมายหลายคนให้มีชื่อเสียง
สุมทุม ไผ่ริมบึง
ชื่อของ สุมทุม ไผ่ริมบึง หรือ "กัวราซ่า" นับเป็นอาจารย์ใหญ่อีกท่านหนึ่งของวงการเพลงลูกทุ่งหมอลำอีสาน ประพันธ์เพลงดังมากมาย ชื่อและนามสกุลจริงของเขาคือ นายแสนคม พลโยธา เกิดเมื่อวันที่่ 15 เมษายน พุทธศักราช 2492 เกิดที่บ้านหนองบะ ตำบลโคกสง่า อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น เป็นบุตรคนที่่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 5 คน ของ คุณพ่อที พลโยธา และคุณแม่พุฒ พลโยธา ทางครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นชาวนา จบชั้นประถมที่บ้านเกิด เข้ากรุงเทพฯ มาหางานทำและเรียนเทียบจนสอบได้วุฒิระดับ ม.ศ.3 ที่ โรงเรียนวัดพิชัยญาติ กรุงเทพมหานคร
ปีพุทธศักราช 2516-2517 ไปทำงานรับจ้างขับรถให้ฝรั่งในค่าย KM6 ที่่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ในช่วงเหตุุการณ์์ 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2516 เป็นการเริ่มต้นชีวิตศิลปะครั้งแรกที่่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ขณะที่ทำงานในประเทศลาว สุมทุม ไผ่ริมบึง ได้ไปฉายแววศิลปินให้ พลโทแพงสี พนาเพชร นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ค่ายโพนเค็ง นครหลวงเวียงจันทน์ ได้เห็น ก็เลยให้การสนับสนุนให้เป็นนักร้อง ได้บันทึกเสียงเพลง คณะผัวเผลอ กับเพลง เสน่ห์สาวโต้รุ่ง ร้องเอง/แต่งเอง จนกลายเป็นเพลงฮิตที่ประเทศลาว โดยใช้ชื่อนักร้องว่า "กัวราซ่า" จากนั้น ก็ได้สร้างงานเพลงต่อเนื่องมาอีกหลายเพลง จนเดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย ก็ได้ก้าวเข้าสู่วงการเต็มตัวในฐานะคนเขียนเพลง มากกว่าบทบาทของคนร้องเพลงที่เคยทำ
ผลงานเพลงสร้างชื่อเพลงแรก "สาวอีสานรอรัก" ขับร้องโดย อรอุมา สิงห์ศิริ ที่ สุมทุม ไผ่ริมบึง แต่งกลายเป็นเพลงที่สร้างชื่อให้ทั้งตัวผู้ร้อง และผู้แต่งเพลงจนได้แจ้งเกิดในเมืองไทยพร้อมๆ กัน กลายเป็นเพลงประวัติศาสตร์ ดังลั่นวงการเพลง เป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุดเพลงหนึ่งของเมืองไทย เป็นเพลงลูกทุ่งที่ได้รับคัดเลือกให้ได้ไปร่วมโชว์ ร่วมแสดงในงานมหกรรมเพลงระดับนานาชาติ

เพลง 'คิดถึงทุ่งลุยลาย, ลูกชายลุงอิน, ผัวสามสไตล์' ที่ เย็นจิตร พรเทวี ขับร้อง ก็ดังระเบิด คอเพลงยอมรับกันเป็นอย่างดี และเป็นผู้นำ เย็นจิตร พรเทวี มาสร้างเป็นนักร้อง ช่วงนั้นเย็นจิตรเป็นนักร้องในห้องอาหาร วาเลนไทน์ ในตัวเมืองขอนแก่น สุมทุมไปแอบซุ่มดูเป็นเดือน ก่อนชักชวนมาบันทึกเสียง เพลงที่เย็นจิตรร้องส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานเพลงของ สุมทุม ไผ่ริมบึง ทั้งสิ้นที่สร้างชื่อเสียงจนกลายเป็นนักร้องยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

“สาวจันทร์กั้งโกบ” เป็นผลงานการประพันธ์เพลง "ลำเต้ยแนวประยุกต์" ของ สุมทุม ไผ่ริมบึง ที่ทำให้ไอ้หนุ่มแขนซ้ายลายมังกร “พรศักดิ์ ส่องแสง” มีชื่อเสียงจนกลายเป็นนักร้องยิ่งใหญ่ กลายมาเป็นตำนาน เพลงโด่งดังเป็นอมตะ เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถึงแม้นเขาจะเสียชีวิตไปแล้วก็ยังได้รับการกล่าวถึงอยู่่เสมอ
ในช่วงปีพุทธศักราช 2516-2541 นายแสนคม พลโยธา หรือสุมทุม ไผ่ริมบึง ประพันธ์คำร้องและทำ นองเพลงมาแล้วไม่ต่ำ กว่า 2,000 เพลง มีเพลงที่เคยได้รับ รางวัลต่างๆ มากมาย เช่น
- ปีพุทธศักราช 2531 เพลง สาวอีสานรอรัก ได้รับรางวัลเพลงลูกทุ่งดีเด่นกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
- ปีพุทธศักราช 2534 เพลง เต้ยสาวจันทร์กั้งโกบ ได้รับรางวัลเพลงลูกทุ่งดีเด่นกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยภาค ๒ จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
เต้ยสาวจันทร์กั้งโกบ - พรศักดิ์ ส่องแสง
จนเมื่อ ปี 2539 ก่อนที่ ครูสุมทุม ไผ่ริมบึง จะเสียชีวิต ตอนนั้น เย็นจิตร พรเทวี เดินสายแสดงอยู่ทางภาคอีสาน เธอเล่าว่า "พอรู้ว่า ครูไม่สบาย อยากเจอ เราก็รีบมาหาครูเลย พอมาถึงครูบอกว่า ไม่เป็นไรแล้ว และครูก็ยังทำท่ากำหมัดชกลมให้เราดูอีกด้วย เราก็ว่า ครูแข็งแรงดี พอรุ่งเช้าเท่านั้นแหละ ภรรยาครูที่เคยเป็นลูกน้องในวงของเรา ก็โทรศัพท์มาบอกว่าครูเสียแล้ว เราก็ยังย้ำว่าเสียได้ยังไง เมื่อวานยังดีอยู่เลย แต่เขาก็ยืนยันว่าครูเสียแล้วจริงๆ" เย็นจิตรเสียใจมากๆ ตลอดชีวิตของเย็นจิตร พรเทวี นอกเหนือจากพ่อ-แม่แล้ว ก็มี ครูสุมทุม ไผ่ริมบึง นี่แหละที่มีพระคุณกับเย็นจิตรอย่างมาก "เย็นจิตรจะไม่ลืมพระคุณของครูเลย ไม่ว่าครูจะอยู่ที่ไหนก็ตาม"
สุมทุม ไผ่ริมบึง ถึงแก่่กรรมเมื่อวันที่่ 21 มกราคม พุทธศักราช 2541 ขณะอายุุ 49 ปี

ด้วยเกียรติประวัติในการสร้างสรรค์ผลงานการประพันธ์์เพลงลูกทุ่ง และลููกทุ่งหมอลำอีสานที่ผ่านมา จนเป็นที่่ยอมรับเป็นแบบอย่างที่ดี มีประโยชน์และทรงคุณค่ายิ่งต่อสังคมและประเทศชาติ นายแสนคม พลโยธา หรือ สุมทุม ไผ่ริมบึง แม้ท่านจะถึงแก่กรรมไปแล้ว คุณูปการที่ได้ทำ ไว้สมควรและเหมาะสมอย่างยิ่งที่่จะได้รับการเชิดชููเกียรติเป็น อมรศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง พุทธศักราช ๒๕๖๖ จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Artist
- Hits: 6023

เพลงฮิตอมตะนิรันดร์กาล "ลำน้ำพอง" ที่เปิดผ่าคาราโอเกะขึ้นมาแล้ว เป็นต้องแย่งไมโครโฟนร้องกันเลยทีเดียว ใครๆ ก็รู้ว่านี่เพลงของ "หยาด นภาลัย" แต่มีใครสักกี่คนที่รู้ว่า พระเอกในมิวสิกวีดิโอทุกเพลงของ หยาด นภาลัย นั้น ไม่ใช่ตัวจริงเสียงจริงแม้สักนิดเดียว เป็นเพียงผู้แสดงแทนที่ชื่อ "สมมาตร ไพรหิรัญ" เท่านั้นเอง
ลำน้ำพอง - หยาด นภาลัย ชุด ลำน้ำพอง
แต่ก็แสดงในทุกมิวสิกวีดิโอเพลงของ หยาด นภาลัย หลายร้อยเพลง จนเป็นภาพจำของใครหลายคนไปแล้ว วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเขา ตัวจริง เสียงจริงกัน
หยาด นภาลัย
ตำนานเสียงอมตะ "หยาด นภาลัย" เขาคือใครทำไมจากลูกอีสาน อยากเป็นนักร้องลูกทุ่งไฉนมุ่งไปสู่ลูกกรุง เจ้าของเสียงนุ่มลุ่มลึกมีเสน่ห์ ตำนานเพลงอมตะ "ลำน้ำพอง" โดยมีชื่อจริง “หยาดฟ้า กาลวิบูลย์” เกิดเมื่อ 17 สิงหาคม พศ. 2490 เป็นชาวตำบลแชแล อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “สุริยพงศ์ กาลวิบูลย์” มีพี่น้อง 18 คน (หยาดป็นบุตรคนสุดท้อง) ของคุณพ่อเสมา และคุณแม่อ่อนจันทร์ กาลวิบูลย์ มีอาชีพทำนา ด้านชีวิตครอบครัว นายสุริยพงศ์ กาลวิบูลย์ สมรสกับ นางพัชรีย์รัตน์ (อุไร) กาลวิบูลย์ มีบุตรด้วยกัน 2 คน คนแรกเป็นผู้ชาย ชื่อ ปุณณรัตน์ กาลวิบูลย์ (ท็อป) คนที่ 2 เป็นผู้หญิง ชื่อ ชมพูนุช กาลวิบูลย์ (เชอรี่)
เรื่องเล่าเมื่อตอนสมัยยังเป็นเด็ก แม่เล่าว่า เขาได้ตายแล้วฟื้นถึง 2 ครั้ง ทางครอบครัวจึงต้องขออนุญาตกับหลวงพ่อที่วัด ให้มามาบวชเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 7 ขวบจึงได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งภาษาไทย บาลี และภาษาอังกฤษที่วัดในบ้านเกิด จนมีความแตกฉาน ต่อมาเมื่ออายุได้ 10 ปี จนจบชั้น ป.4 จึงได้ลาสิกขา เพื่อเรียนต่อชั้น ม.ศ.1 ที่โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ในเมืองอุดรธานี และเมื่อจบชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยความที่ใฝ่เรียนจึงขออนุญาตทางบ้านมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ แต่ไม่มีใครเห็นด้วย
เขาจึงตัดสินใจหนีเข้ากรุงเทพฯ มาเพียงคนเดียว หางานทำและได้โอกาสร้องเพลงในร้านอาหารชื่อ "พรดีไลท์" ติดกับถนนเพชรบุรีตัดใหม่ (ปัจจุบันปิดกิจการแล้ว) ด้วยน้ำเสียงร้องที่คล้ายคลึงกับ ชรินทร์ นันทนาคร นักร้องลูกกรุงผู้โด่งดังในยุคนั้น
ต่อมาได้ไปสมัครทำงานอยู่กับวงดนตรี “จุฬารัตน์” ของ ครูมงคล อมาตยกุล ทำหน้าที่เป็นเด็กแบกกลองในวง ร่วมยุคสมัยเดียวกันกับ “พนม นพพร” “สรวง สันติ” และมีโอกาสขึ้นร้องคั่นเวลา โดยมีครูเพลงเช่น ครูไพบูลย์ บุตรขัน ครูมงคล อมาตยกุล พร ภิรมย์ และ นคร ถนอมทรัพย์ เป็นคนแนะนำ เรื่ิองการแต่งเพลงให้ โดยใช้นามปากกาว่า “หยาด นภาลัย” หยาดก็ได้บันทึกเสียงเป็นครั้งแรกในเพลงชื่อ "วันพระไม่มีเว้น" เมื่อปี พ.ศ. 2513 โดยใช้ชื่อนักร้องในครั้งนั้นว่า “ประสพชัย กาลวิบูลย์” แต่เพลงแรกในชีวิตของเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกับชรินทร์ นันทนาครเป็นอย่างมาก
ต่อมาเมื่อวงดนตรี จุฬารัตน์ ยุบวง จากนั้นเขาได้ย้ายไปอยู่กับวงดนตรี “เพ็ญศรี พุ่มชูศรี” ไม่นานก็ลาออก ด้วยตัวเขาเองมีประสบการณ์การแต่งเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง ในระดับที่น่าพอใจ จึงออกอัลบั้มชุดแรก แบบทำเอง ขายเอง ในปี พ.ศ. 2513 คือ หนองหานวิมานร้าง และลำน้ำพอง ในปี พ.ศ. 2521 แต่ไม่ดัง จนในชุดต่อๆ มา คือ พระลอคนใหม่ ในปี พ.ศ. 2524 และลำน้ำพอง ขับร้องโดย นรินทร์ พันธนาคร เมื่อปี พ.ศ. 2527 ช่วงนี้ได้แต่งเพลงชื่อ "สาวน้ำพองสะอื้น" ให้ ดาวใจ ไพจิตร ขับร้องแก้ เพลงจึงเริ่มโด่งดังติดหูคนฟังโดยทำผลงานกับค่าย "โรต้า เทปและแผ่นเสียง"
เขาเคยใช้ชื่อนักร้องหลายชื่อ เช่น ประสพชัย กาลวิบูลย์ และ นรินทร์ พันธนาคร จนต่อมากลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับชื่อนี้ เพราะพ้องกับชื่อของ ชรินทร์ นันทนาคร จนในที่สุดจึงต้องเปลี่ยนเป็น นรินทร์ นภาลัย และต่อมาจึงหันมาใช้ หยาด นภาลัย ที่ ครูนคร ถนอมทรัพย์ ตั้งให้
จนต่อมาในปี พ.ศ. 2530 ค่ายโรต้าได้ปิดตัวลง หยาด นภาลัย ก็ได้ไปเข้าร่วมในสังกัดค่ายเพลงพีจีเอ็ม (PGM) ได้เป็นศิลปินคนแรกของทางค่ายนี้อีกด้วย และได้นำเพลงดังต่างๆ ที่หยาดได้เคยร้องอยู่นั้น นำมาร้องใหม่ ทำใหม่ในโปรเจ็คต์ “อมตะเงินล้าน” มีเพลงเด่นๆ เช่น “ลำน้ำพอง” และบทเพลงเก่าที่เคยดังมาก่อนแล้วมาทำใหม่ ดนตรีใหม่ โดยให้ “หนุ่ม ภูไท” เป็นผู้เรียบเรียงเสียงดนตรี

มีผลงานมาตั้งแต่ชุดที่ 1 - 51 ถึอว่ามากที่สุด ในขณะที่อยู่ในสังกัดพีจีเอ็ม แต่ตัวคนร้อง หยาด นภาลัย กลับไม่ได้โชว์หน้าตาออกมิวสิควิดีโอในทุกเพลงด้วยตนเองเพราะเนื่องจากติดปัญหากับทางค่ายต้นสังกัดเดิมๆ ของเขา ต้องใช้แค่นักแสดงที่ชื่อ "สมมาตร ไพรหิรัญ" มาแสดงเป็นพระเอกในมิวสิกวีดีโอ แทนเสียงร้องทำให้คนดูจินตนาการถึงเจ้าของเสียงนุ่มๆ ลึกๆ อมตะๆ ผ่านพระเอกมิวสิกวีดีโอ ซึ่งรับบทโดย "สมมาตร ไพรหิรัญ" และทุกเพลงพระเอกต้องเป็นนักแสดงท่านนี้เท่านั้น จนคนดูเข้าใจผิดคิดว่า สมมาตร ไพรหิรัญ คือ หยาด นภาลัย จนในที่สุดเขาก็หมดสัญญากับทางค่าย
ต่อมาในปี 2540 หยาด นภาลัย ได้บันทึกเสียงเพลงอีกครั้งในชื่อชุด "กล่อมกรุง" โดยนำเพลงเก่าของนักร้องรุ่นพี่ อย่าง ชรินทร์ นันทนาคร, สุเทพ วงศ์กำแหง, ธานินทร์ อินทรเทพ,ฯลฯ อาทิเพลง เรือนแพ, ท่าฉลอม, แสนแสบ และอีกหลายเพลงจนประสบผลสำเร็จ
ช่วงท้ายชีวิต หยาด นภาลัย ยังมีเรื่องราวดราม่าอีกมากมายของศิลปินอาวุโสท่านนี้ ระหว่างตัวเขากับบริษัทค่ายเพลงที่เคยร่วมงานกันมาก่อน จนเป็นข่าวและหมดสัญญาแล้ว (ก็เรื่องลิขสิทธิ์เพลงที่ไม่ชัดเจนในอดีตนั่นแหละ) ประเด็นที่น่าเห็นใจคุณหยาดก็คือ แกไม่มีสิทธิ์รับงานโชว์ตัว หรือมีรายได้ทางอื่นเหมือนนักร้องทั่วไปเลย เนื่องจากทางค่ายระบุในสัญญาว่า จะต้องไม่เปิดเผยหน้าตา (สาเหตุที่ในมิวสิกวีดิโอต้องเป็นคุณสมมาตร ก็น่าจะประเด็นนี้ด้วยมั๊ง) ทำให้เกิดมีปัญหาความเครียดสะสมมากขึ้น รวมทั้งป่วยเป็นโรคเบาหวาน และกลายเป็นอัมพฤกษ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา รักษาตัวนอนป่วยอยู่นานถึง 13 ปี ติดเตียง พูดไม่ได้มา 5 ปี จนวาระสุดท้ายของชีวิต หยาด นภาลัย ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 จากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน และเส้นเลือดในสมองแตก รวมอายุได้ 63 ปี

หนุ่ม ภูไท ผู้เรียบเรียงเสียงประสาน และนักแต่งเพลงคู่ใจ “หยาด นภาลัย” ได้กล่าวถึงเขาว่า "เรื่องที่แกล้มลงป่วยเพราะแกไปร้องเพลงอยู่ แล้วก็ล้มในห้องน้ำแล้วไม่ได้เอาไปส่งโรงพยาบาล กินยาหม้อสมุนไพร ถ้าเอาไปส่งโรงพยาบาลคงหาย ผมจะคอยดูว่าคนที่เอาไปร้องเพลงเนี่ยจะมามั๊ย ล้มแล้วแกเดินไม่ได้เลย ป่วยล้มหมอนนอนเสื่อมาเป็นสิบๆ ปี และแกอาภัพหลายอย่าง เช่น เรื่องรูปร่าง เพราะว่ามีแต่คนอยากได้นักร้องหล่อๆ ถ้าไม่หล่อเขาไม่ให้ออกในทีวี ความน้อยเนื้อต่ำใจมันมีมาก แกเป็นคนเก็บกดแกไม่พูด กลุ้มก็เอาเหล้ามากินจบ
เป็นนักร้องที่น่าสงสารมาก ชุดแรกที่ผมทำให้มีหลายเพลง ลำน้ำพอง น้ำพองสะอื้น อยู่แต่ละบริษัท ทำกับหลายบริษัท ซึ่งบริษัทที่มีการโกงฟ้องกัน โดนยึดตึก เพราะอ้างว่าเบิกเงินเกิน ผมคิดว่าไม่น่าทำกันได้ ผมเศร้าใจเหลือเกิน ซึ่งเพลงที่ผมทำให้กับหยาดตอนนี้ก็ยังเอาเพลงไปวางขายอยู่
ที่ผ่านมาหยาดเขาไม่ออกต่อหน้าสื่อ เพราะบริษัทคิดว่า ถ้าเขาออกไปแล้วคนจะไม่ซื้อ หน้าตาแกก็ไม่ใช่ขี้เหร่หรอก แต่ว่ามุมมองคนมันมองคนละอย่าง จุดด้อยแกมีเยอะเลยไม่อยากให้ออกต่อหน้าสื่อ สมัยนี้ไม่มีแล้วนักร้องระดับนี้แล้ว เขาร้องเพลงดีมากแต่ละเพลงที่ร้องใส่อารมณ์เยอะมาก เพลงที่จะเพราะได้ ดีได้ จะมีแต่ดนตรีไม่ใช่นะ มันต้องประสานกันดนตรีดี ร้องดีอันดับแรกมันอยู่ที่อารมณ์เพลง แต่แกก็ไม่ค่อยจะเข้าในวงการเท่าไหร่ ซึ่งลิขสิทธิ์เพลงตอนนี้อยู่ที่ภรรยาแล้ว แต่ใครจะเอาผมก็ขายได้"


ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2514 จนถึงปี 2541 รวมผลงานเพลงที่เป็นผู้แต่งและร้องเอาไว้มีไม่ต่ำกว่า 500เพลง หยาด นภาลัย เคยปั้นคนอื่นๆ เป็นศิลปินอีกด้วย คือนิตยา นภาลัย ก้อง นภาลัย และ พร นภาลัย
นายสุริยพงศ์ กาลวิบูลย์ หรือ “หยาด นภาลัย” ได้รับการเชิดชูเกียรติ รางวัลศิลปินผู้สร้างสรรค์ “อมรศิลปินมรดกอีสาน” สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกกรุง) พ.ศ. 2562 จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สมมาตร ไพรหิรัญ คอนเสิร์ตจากใจถึงใจ รำลึกถึง หยาด นภาลัย
![]()



















