- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Dhamma
- Hits: 12421

ชาวตะวันตก ทั้งในทวีปยุโรป อเมริกา หรือ ออสเตรเลีย ที่เราเรียกรวมๆ ว่า "ฝรั่ง" นั้นคงมีส่วนน้อยหรือน้อยมากๆ ที่รู้จักกับ "พุทธศาสนา" ศาสนาของฝรั่งที่นับถือส่วนใหญ่ก็จะเป็น "คริสต์ศาสนา" ซึ่งมีหลายนิกาย เช่น คาร์ทอลิก, ออทอร์ด็อก, โปแตสแตนส์ และอื่นๆ รวมทั้งที่เรียกตัวเองว่า "ไม่มีศาสนา" หรือ ศาสนาที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า (atheist), ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า (agnostic) แต่ในระยะประมาณ 150 ปีที่ผ่านมา โลกตะวันตกก็ได้ซึมซับเอาวิถีพุทธไปใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น
โดยในระยะแรกนั้น เป็นเพียงการศึกษาทางวิชาการเกี่ยวกับ "พุทธศาสนา" เท่านั้น แต่เมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา จากความนิยมทางหลักวิชาการ ก็กลายมาเป็นที่นิยมในแง่ของการปฏิบัติมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชาวตะวันตกหันมาสนใจปฏิบัติธรรมในศาสนาพุทธมากขึ้นนั้น เป็นเพราะความน่าเลื่อมใสศรัทธาของพระหรือครูผู้สอน ที่ทำตนเป็นแบบอย่างที่ดี และมีความรู้ความสามารถในการทำให้ผู้ที่เข้ามาปฏิบัติได้เข้าใจหลักธรรม และวิธีการปฏิบัติ จนประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ

ประเด็นสำคัญที่น่าคิด ก็คือ ทำไมที่ผ่านมาชาวตะวันตกจำนวนมากจึงหันมาหาพุทธศาสนา คำตอบก็คือ พวกเขาคิดว่า ศาสนาพุทธแตกต่างจากศาสนาอื่นมาก ในแง่ที่ว่า ชาวพุทธเป็นผู้รักสงบและไม่ใช้ความรุนแรง
ในประเทศอังกฤษเองนั้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วจากข่าวของ พระภาวนาวิเทศ (เขมธมฺโมภิกฺขุ) (พระไทยชาวอังกฤษ ศิษย์ของหลวงพ่อชา) ซึ่งได้เข้าไปสอนปฏิบัติธรรมให้แก่นักโทษ ในเรือนจำของอังกฤษกว่า 26 ปี จนเกิดผลดี ช่วยลดปัญหาของเรือนจำลงได้มาก กระทั่งได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จากสมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังมีนักโทษจำนวนมากมายที่หันมานับถือพุทธศาสนา บางรายที่พ้นโทษออกมา ก็ได้มาเป็นอาสาสมัครในการเผยแผ่พุทธธรรมด้วย พุทธศาสนิกชน ชาวอังกฤษเชื่อว่า ศาสนาพุทธจะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ และจะเป็นศาสนาที่สำคัญที่สุดในตะวันตก
มีอยู่หนึ่งข้อความที่ตัวผู้เขียนได้อ่าน และรู้สึกเห็นด้วยมากๆ ว่า “Buddhism is not just religion, Buddhism is the practice” หมายความว่า พุทธศาสนา ไม่ได้เป็นแค่ ศาสนา แต่เป็นการฝึกฝน ปฏิบัติ และทุกๆ คนทุกศาสนาก็สามารถเป็น Buddhism ได้ เพื่อฝึกฝนและปฏิบัติตนให้มีความสงบ สบาย รู้แจ้ง และเห็นธรรม แม้เขาไม่ต้องกราบไหว้พระพุทธรูป หรือ ไม่รู้คำสวดมนต์เลย
หลวงพ่อชา สุภัทโท เผยแผ่ธรรมที่อังกฤษ "The Buddha Comes to Succex."
มีชาวต่างประเทศจำนวนมากที่มีความเลื่อมใสในพระธรรมคำสอน แล้วมาบวชอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมเป็นศิษยานุศิษย์ ของ หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บ้างก็ปวารณาตัวบวชตลอดชีวิต จึงมีคำถามว่า
ศาสนาพุทธ มีดีอะไร? จึงทำให้ฝรั่งต่างชาติละทิ้งทั้งอาชีพและอนาคตอันศิวิไลซ์ มาบวชในพุทธศาสนามากมายเช่นนี้ "
วิถีพระป่าฝรั่ง ศิษยานุศิษย์ชาวต่างชาติ
พระโพธิญาณเถระ หรือหลวงพ่อชา สุภทฺโท แห่งวัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี นับได้ว่าเป็นพระมหาเถระในฝ่ายมหานิกายที่สามารถต่อหน่อเนื้อแห่งสังฆะได้มีคุณภาพ ไม่ใช่สักแต่ว่าบวชๆ ให้ไปแบบ 'อุปัชฌาย์เป็ด' คือ เช้าบวชวัด บ่ายบวชอีกวัด แต่ไม่เคยได้ให้การอบรมอะไรต่อผู้ที่เข้ามาบวชเลย

มีฝรั่ง (ชาวต่างชาติ) จำนวนมากที่มาอยู่ศึกษาพระธรรมวินัยกับหลวงพ่อนั้น ต่างต้องผ่านการอบรมอย่างเข้มงวด กับการใช้ชีวิตในรูปแบบวิถีพระป่าจากคณะสงฆ์ของหลวงพ่อชาก่อน ตั้งแต่การเป็น 'ปะขาว' ถือศีลแปด ทำสมาธิ ปฏิบัติกิจต่างๆ รับประทานอาหารมื้อเดียว เมื่อหลวงพ่อเห็นว่าสมควรให้บวช ท่านก็จะทวงถามกับคณะสงฆ์ว่า "สมควรบวชให้ได้หรือไม่" เมื่อคณะสงฆ์ไม่ปฏิเสธหลวงพ่อก็บวชให้ โดยบรรพชาเป็นสามเณรก่อน เมื่อประพฤติปฏิบัติได้อย่างน้อย 1 ปี จึงจะได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ (บางรูปเเป็นสามเณรอยู่ 3-5 ปี ก็มี)
ใครเคยไป วัดป่านานาชาติ บ้านบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จะเห็น 'พระฝรั่ง' มากมาย ทั้งพรรษามาก พรรษาน้อย และปะขาว หรือ ผ้าขาว (ผู้สนใจในพุทธศาสนาและต้องการบวช มาทดลองฝึกปฏิบัติอยู่อย่างพระ) ต่างก็ผ่านการอบรมด้วยดีมาแล้วทั้งสิ้น บางรูปฉันจังหัน (อาหารอาสนะเดียว มื้อเดียว หนเดียว) กับแจ่วปลาร้า น้ำพริก กล้วยและส้มตำ แบบไม่มีสิทธิเลือก ฉันตามมีตามเกิด ตามที่ไปบิณฑบาตรมาได้ หรือเท่าที่ญาติโยมนำมาถวาย
แม้จะยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด ก็ยังมีชาวต่างชาติมาบวชมากมาย และพระฝรั่งเหล่านี้ก็ได้ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปทั่วโลก จึงมีวัดสาขาของวัดหนองป่าพงทั้งในและนอกประเทศมากกว่า 200 สาขา โดยมีศิษย์ชาวต่างชาติสำคัญหลายรูปที่เป็นกำลังสำคัญ อาทิเช่น
- พระราชสุเมธาจารย์ (หลวงพ่อสุเมโธ)
- พระภาวนาวิเทศ (เขมธมฺโมภิกฺขุ)
- พระอาจารย์ปสันโน ภิกขุ
- พระอาจารย์อมโรภิกขุ
- พระอาจารย์ฌอน ชยสาโร (ปัจจุบันท่านได้รับพระบรมราชานุญาตจาก รัชกาลที่ ๑๐ ให้มีสัญชาติไทย โดยสมบูรณ์แล้ว อ่านราชกิจานุเบกษาที่นี่)
- และอีกหลายท่าน (โปรดอ่านเพิ่มเติมใน ดอกบัวบานทางทิศตะวันตก)

พระเทพญาณวิเทศ (หลวงพ่อสุเมโธ) ปัจจุบันจำพรรษาที่ วัดอมราวดี สหราชอาณาจักร
[ อ่านเพิ่มเติม : หลวงพ่อชาสอนฝรั่งอย่างไร? ]
คนไทยมีบุญที่ได้เกิดอยู่ในเมืองพุทธ เมืองที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด แต่คนไทยไม่มีวาสนาที่จะเข้าถึงหลักธรรมหลักการปฏิบัติที่แท้จริง คนไทยส่วนใหญ่จะติดในพิธีกรรมทางศาสนามากเกินไป จนลืมแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา คนไทยไม่ค่อยเข้าถึงหลักธรรมเท่าไรนัก แต่จะเน้นเรื่องประเพณีและพิธีกรรมมากกว่า แต่ตัวเองเริ่มต้นจากการเรียนรู้คำสอนก่อน ส่วนประเพณีและพิธีกรรมมาเรียนรู้ทีหลัง ถึงไม่ได้เกิดในเมืองพุทธแต่ก็มีวาสนาที่ได้เข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ”
ศ. ดร. คาโลร่า (CALORA ANDUJO M.D.)
นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมพวกเราชาวต่างชาติถึงมาที่นี่ 'ประเทศไทย' เมืองแห่งพุทธศาสนา... เพื่อศึกษาเข้าถึงธรรมกับพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย
รายการทันโลก ThaiPBS : พุทธศาสนาหยั่งรากในอิตาลี
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นิมนต์พระเถระเข้ารับพระราชทานสถาปนา เลื่อนและแต่งตั้งสมณศักดิ์ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 เวลา 17.00 น. จำนวน 74 รูป
ซึ่งมีพระเถระ "กิ่งก้านโพธิญาณดอกบัวตะวันตก" ที่เบ่งบานด้วยธรรม (ศิษย์ในองค์หลวงพ่อชา สุภัทโท) รวมอยู่ด้วย ดังนี้
- พระราชสุเมธาจารย์ (สุเมโธภิกขุ) วัดอมราวดี กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็น พระเทพญาณวิเทศ
- พระโพธิญาณวิเทศ (ปสันโนภิกขุ) วัดป่าอภัยคีรี รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็น พระราชโพธิวิเทศ วิ.
- พระวิเทศพุทธิคุณ (อมโรภิกขุ) วัดอมราวดี กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็น พระราชพุทธิวรคุณ วิ.
- พระชยสาโรภิกขุ (ฌอน ซิเวอร์ตัน) สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี ปากช่อง นครราชสีมา เป็น พระราชพัชรมานิต วิ.
สาธุ สาธุ สาธุ...
ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 พศจิกายน 2563 ได้มีราชกิจจานุเบกษาประกาศ พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ พระเทพญาณวิเทศ (หลวงพ่อสุเมโธ) วัดอมราวดี สหราชอาณาจักร ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิรญาณ ไพศาลวิเทศศาสนกิจ วิจิตรธรรมปฏิภาณ วิปัสสนาญาณวงศวิสิฐ ราชมานิตวชิราลงกรณ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดอมราวดี สหราชอาณาจักร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 8 รูป

พระเทพพัชรญาณมุนี, พระธรรมพัชรญาณมุนี, พระอาจารย์วชิโร, พระอาจารย์เขมานันโท
ภาพถ่ายอันเป็นที่ระลึกนึกถึง "ความศรัทธา" ของชาวต่างชาติต่อพระพุทธศาสนา หลวงพ่อทั้ง 4 รูป ได้อุปสมบทในวันเดียวกัน เมื่อ 42 ปีที่ผ่านมา และได้มาเจอพร้อมกันอีกครั้งที่ วัดป่านานาชาติ อุบลราชธานี ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่หลวงพ่อทั้งสี่รูปจะมาเจอหน้าตาพร้อมกัน ได้ร่วมถ่ายภาพพร้อมกันแบบเป็นกันเอง เป็นภาพที่งดงามมากที่สุด
ด้วยหลวงพ่อทั้ง 4 รูป อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดหนองป่าพง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภฺทโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระอาจารย์บุญชู ฐิตคุโณ (วัดเขื่อนโพธิญาณ) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2523 ในวันนั้น มีการอุปสมบทพระภิกษุชาวต่างชาติด้วยกัน 4 รูป ตามลำดับ คือ
- พระเทพพัชรญาณมุนี (ฟิลลิป ญาณธัมโมภิกขุ) ปัจจุบันพำนักที่ วัดป่ารัตนวัน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
- พระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชิเวอร์ตัน : ชยสาโรภิกขุ) ปัจจุบันพำนักที่ ที่พักสงฆ์อาศรมชนะมาร ณ บ้านไร่ทอสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
- พระอาจารย์วชิโร ปัจจุบันพำนักที่ วัดสุเมธาราม เมืองเอริเซรา ประเทศโปรตุเกส
- พระอาจารย์เขมานันโท เคยพำนักที่ วัดป่าวิโมกข์การาม เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย แต่ปัจจุบันท่านพำนักอยู่ที่ วัดป่าปัญญาวุธาราม ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เข้าพรรษาที่ 5 แล้ว

พระอาจารย์เขมานันโท, พระอาจารย์วชิโร, พระธรรมพัชรญาณมุนี, พระเทพพัชรญาณมุนี
ถาพถ่าย : ณ วัดป่านานาชาติ : 26 ธันวาคม 2565
ขอขอบคุณข้อมูลจากพี่ เฉลิมชัย จารุพัฒนเดช KruPim Nittaya
และยังมีพระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระฟิลลิป ญาณธัมโม เป็น พระราชวชิรญาณ กรรมฐานนิเทศสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี พระราชาคณะชั้นราชฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดป่ารัตนวัน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป
โรบิน ฟิลลิปป์ มัวร์ ผู้แปลหนังสือ "พุทธธรรมวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา" ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
ดอกบัวบานทางทิศตะวันตก : ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Dhamma
- Hits: 19714

มีชาวต่างประเทศจำนวนมากที่มีความเลื่อมใสในพระธรรมคำสอน แล้วมาบวชอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมเป็นศิษยานุศิษย์ ของ หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บ้างก็ปวารณาตัวบวชตลอดชีวิต จึงมีคำถามว่า "ศาสนาพุทธ มีดีอะไรจึงทำให้ฝรั่งต่างชาติละทิ้งอาชีพและอนาคตอันศิวิไลซ์มาบวชมากมายเช่นนี้"
ดอกบัวบานทางทิศตะวันตก (1)
หลวงพ่อชา สุภัทโท เคยกล่าวไว้ว่า “ดอกบัวกำลังบานทางทิศตะวันตก” หลังจากที่ท่านได้เดินทางไปเผยแพร่ธรรมะที่ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1977 (พ.ศ. 2520)
“พระพุทธศาสนาในเมืองไทยนั้น เปรียบไปก็เป็นดั่งไม้ใหญ่ที่ไปเกิดอยู่ริมตลิ่ง เป็นไม้ใหญ่ที่ผ่านคืนผ่านวันมานานเหลือแสน เฒ่าชะแรแก่ชรา ถูกแมลงชอนไช วันหนึ่งถ้าเจอน้ำป่าไหลหลั่งถั่งท้นมา แล้วตลิ่งพัง ไม้ใหญ่นั้นก็สามารถทรุด แล้วหล่นโครมไปตามกระแสน้ำ
ส่วนในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ นั้น พระพุทธศาสนา เป็นดั่งหน่ออ่อนของต้นไม้ที่กำลังแรกผลิ ดังนั้น ชาวตะวันตกจึงสนใจพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก พระพุทธศาสนากำลังจะมีอนาคตในโลกตะวันตก”
ปัจจุบัน ความรู้และเรื่องราวในพุทธศาสนาได้คืบคลานเข้าสู่สังคมตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลักคำสอนและความรู้สำคัญต่างๆ ที่ทางตะวันตกเองได้มีการริเริ่มการปฏิบัติตามในหมู่ผู้ที่สนใจ และกำลังสะท้อนออกมาผ่านสื่อต่างๆ ให้แก่คนทั่วไปที่ยังไม่ได้สนใจ เช่น เพลง โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ตามสไตล์ของสังคมตะวันตก
หลวงปู่ชา ท่านมีความสามารถมากในการถ่ายทอดธรรม แม้แต่ต่างชาติ ต่างภาษา คุยกันไม่รู้เรื่อง ท่านก็ยังทำให้เมล็ดบัวในตัวท่านเหล่านั้น แตกกอ ผลิดอกและเบ่งบานขึ้นมาได้ (ชาวต่างชาติเหล่านี้ มีนิสัยวาสนากับพุทธศาสนามาแล้ว ถึงได้มีศรัทธาในเบื้องต้น มีวาสนาได้พบครูบาอาจารย์ และมีวิริยะในการปฏิบัติ นั่นคือท่านมีเมล็ดบัวฝังอยู่แล้วในตัว)
ดอกบัวบานแล้วทางทิศตะวันตก และนับวันก็จะแตกกอเป็นป่าบัวต่อไป แต่ป่าบัวดั้งเดิมทางทิศตะวันออกกำลังเสื่อมลงตามกาลเวลา ตามหลักอนิจจัง
ขออวยพรให้ทุกท่านที่กำลังเป็นเมล็ดบัวอยู่ ขอให้แตกรากฝังศรัทธาให้มั่นคง งอกแล้วบำรุงด้วยรสแห่งธรรมให้เจริญยิ่งขึ้นไป ดอกตูมก็ให้บาน บานแล้วก็ให้ส่งกลิ่นหอมให้กว้างขวาง เพื่อเร่งเร้า ปลุกผู้หลับอยู่ให้ตื่นขึ้น....เทอญ
--- พระราชสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต สุเมโธ)
วิถีพระป่าฝรั่ง ศิษยานุศิษย์ชาวต่างชาติ
พระราชสุเมธาจารย์
หรือ หลวงพ่อโรเบิร์ต สุเมโธ เดิมชื่อ โรเบิร์ต แจ็คแมน เป็นชาวอเมริกัน เกิดที่เมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ใน ปี ค.ศ. 1934 (พ.ศ. 2477) อดีตทหารหน่วยเสนารักษ์แห่งกองทัพเรืออเมริกันในสงครามเกาหลี จบปริญญาโทจาก มหาวิทยาลัยเบิร์คเลย์ แคลิฟอร์เนีย ท่านออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1964 (พ.ศ. 2507) เคยทำงานเป็นอาสาสมัครสันติภาพ เคยสอนภาษาอังกฤษที่ เกาะบอร์เนียว และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจในพระพุทธศาสนา จึงมาบวชเป็นพระภิกษุที่จังหวัดหนองคาย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย
หลังจากนั้นไม่นานท่านก็มีโอกาสไปเป็น พระลูกศิษย์ชาวตะวันตกรูปแรก ของ พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) แห่งวัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อพรรษาที่ 8 หลวงพ่อชาได้ส่งท่านให้ไปก่อตั้งวัดป่านานาชาติ ที่บ้านบุ่งหวาย จังหวัดอุบลราชธานี ได้ฝึกปฏิบัติตามแนวของหลวงพ่อชาเป็นเวลาถึง 10 ปี หลังจากนั้นจึงได้รับเชิญจาก มูลนิธิสงฆ์แห่งประเทศอังกฤษ (The English Sangha Trust) ให้เดินทางไปอยู่ที่ลอนดอน ร่วมกับคณะศิษย์ของหลวงพ่อชา อีก 3 รูป มูลนิธิสงฆ์แห่งประเทศอังกฤษ มีจุดมุ่งหมายจะเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แก่การฝึกพระภิกษุในประเทศตะวันตก
โดยมีสำนักสงฆ์บ้านแฮมสเตด (The Hampstead Buddhist Vihara) ณ เมืองลอนดอน เป็นจุดเริ่มต้น สำนักสงฆ์แห่งนี้มีความเหมาะสมพอสมควร แต่คณะสงฆ์ก็เห็นข้อดีของการมีสิ่งแวดล้อมที่สงบกว่า เช่น บรรยากาศในชนบท จึงพยายามตั้งวัดป่าขึ้นในประเทศอังกฤษ และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1939 (พ.ศ. 2522) โดยดัดแปลงบ้านที่ทรุดโทรมหลังหนึ่งในเวสต์ ซัสเซกซ์ (West Sussex) ในเวลาต่อมาสถานที่นี้จึงเป็นที่รู้จักกันในนามว่า Chithurst Buddhist Monastery หรือ วัดป่าจิตตวิเวก (Cittaviveka) นั่นเอง
เมื่อมีวัดที่เหมาะสมขึ้นแล้ว คณะสงฆ์จึงเริ่มเติบโต มีจำนวนพระภิกษุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งเริ่มมีการฝึกคณะชี (Siladhara) มีทั้งผู้ที่ต้องการจะมาฝึกมาปฏิบัติในวัด และผู้ที่ต้องการจะถวายปัจจัยสนับสนุนวัด ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เป็นเหตุให้ต้องก่อตั้งวัดสาขาเพิ่มอีกหลายแห่ง ทั้งในอังกฤษ และประเทศอื่นๆ ขณะเดียวกันก็มีการจัดตั้งศูนย์กลางการสอนปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ขึ้น ณ วัดอมราวดี (Amaravati Buddhist Monastery) ประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1984 (พ.ศ. 2527) วัดแห่งนี้ต่อมาเป็นสถานที่ที่พระอาจารย์สุเมโธพำนักอยู่เป็นส่วนใหญ่

วัดอมราวดีตั้งอยู่ติดกับหมู่บ้าน Great Gaddesden ใกล้ๆ เมือง Hemel Hempstead ใน Hertfordshire ในวัดมีศูนย์ปฏิบัติกรรมฐานสำหรับผู้ที่สนใจจะศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้มาเยี่ยมเยียนวัดสามารถขออนุญาตพักอยู่ที่ศูนย์ฯ ในฐานะแขกของวัดได้ ถ้าพร้อมที่จะใช้ชีวิตในชุมชนที่มุ่งฝึกพัฒนาคุณธรรม เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และให้บริการช่วยเหลือผู้อื่น นอกจากนี้ วัดอมราวดียังได้ผลิตหนังสืออีกหลายเล่มจากคำสอนของพระอาจารย์สุเมโธ รวมทั้งเผยแพร่หนังสือเกี่ยวกับหลวงพ่อชา และครูอาจารย์อื่นๆ ทางพุทธศาสนา
อาตมาอยู่กับหลวงพ่อชาหลายปี เมื่อพวกเราลูกศิษย์ของท่านเกิดความเห็นผิด เบื่อการปฏิบัติ บางทีก็เกิดความสนใจทางโลก ท่านจะบอกว่า "ต้องดูใจตัวเองว่า เรายึดถืออะไร ทำไมถึงคิดอย่างนี้ทำอย่างนี้" ท่านไม่ได้สอนอย่างเดียว ท่านเองก็ปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ท่านเอาสิ่งที่ประสบในการเป็นอาจารย์ เป็นเจ้าอาวาส มาเป็นธรรมะ เห็นธรรมะในชีวิตประจำวันในทุกสิ่งทุกอย่าง วัดป่าพง (เป็นคำที่หลวงปู่ชาชอบเรียกวัดหนองป่าพง) เสื่อมไปก็เป็นธรรมะ ลูกศิษย์มากก็เป็นธรรมะ ไม่มีลูกศิษย์ก็เป็นธรรมะ ลูกศิษย์ดี ลูกศิษย์ไม่ดี โลกมันเปลี่ยนแปลงอย่างไร ดินฟ้าอากาศเป็นอย่างไร ท่านก็รู้ในสิ่งเหล่านี้ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
ตอนหลวงพ่อไปอังกฤษ อาตมาได้อยู่ใกล้ชิดท่าน จึงได้มีโอกาสเห็นหลวงพ่อต่อสู้กับสิ่งแปลกๆ อย่างไร เวลาอยู่เมืองไทยท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ ใครๆ ก็นับถือเคารพอย่างสูง แต่เมื่อไปอยู่เมืองอังกฤษคนไม่รู้จักท่าน ท่านเดินไปบนถนน คนเห็นบางทีเขาก็เยาะเย้ย หัวเราะ เห็นว่าเป็นสิ่งแปลก ทำไมแต่งตัวอย่างนั้น โกนศีรษะ
วันหนึ่งหลวงพ่อและเรากำลังบิณฑบาตในลอนดอน มีนักเลงเป็นเด็กผู้ชายสามสี่คนมาแสดงอาการอยากจะต่อสู้กับพวกเรา หลวงพ่อเดินข้างหน้า อาตมาเดินตามหลังท่าน ตอนนั้นอาตมาก็คิดว่าจะทำอย่างไรดี ถ้านักเลงพวกนั้นจะทำร้ายหรือทำไม่ดีแก่หลวงพ่อ แต่นักเลงทั้งสี่คนนั้น ไม่ทำร้ายแต่แสดงความรังเกียจ เยาะเย้ยแล้วก็หนีไป เมื่อกลับถึงที่พัก อาตมาก็ถามหลวงพ่อว่า "มีความรู้สึกอย่างไร?"
ท่านพูดว่า "โอ้ ดีมากนะ อยู่ที่นี่ก็ได้ผลดีนะ ท่านบอกว่า ไม่เป็นอะไร คนเยาะเย้ยแสดงความรังเกียจต่อท่าน ท่านก็เห็นว่าเป็นธรรมะเท่ากับอยู่ในกรุงเทพฯ ที่มีคนมาเคารพนับถือ สรรเสริญนินทาทั้งสองนี้มีค่าเท่ากัน ทำให้เกิดปัญญามาก ถ้ามีแต่สรรเสริญคงจะไม่มีปัญญา ไม่มีความสามารถ ปัญญาจะเจริญ ต้องมีนินทาด้วย"
หลวงพ่อไม่กลัวนินทา ไม่กลัวดินฟ้าอากาศที่ต่างกันกับประเทศไทย ไม่กลัวว่าอาหารฝรั่งจะเป็นอย่างไร อยากจะชิม อยากจะทดลองดู อยากจะอดทน ท่านไม่ถือเรื่องวัฒนธรรม ท่านอยากจะรู้สิ่งที่ควรทำในประเทศนั้น อยากจะสนทนาธรรมกับชาวอังกฤษเพื่อจะช่วยสอนได้ เพื่อจะชี้ทางไปถึงทางพ้นทุกข์ได้

ท่านเป็นคนอีสาน ชีวิตของท่านส่วนมากก็อยู่ในอีสาน แต่ท่านไปกรุงเทพฯ ท่านก็กลมกลืนกับชาวกรุงเทพฯได้ ไปอังกฤษก็สอดคล้องกับชาวอังกฤษได้ ไปอเมริกาก็เหมือนกัน เพราะจิตใจท่านไม่ได้เป็นคนอีสาน ไม่ได้เป็นคนไทย จิตใจของท่านบริสุทธิ์ ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่ได้เป็นคน ไม่ได้เป็นผู้ชาย ไม่ได้เป็นชาวพุทธ ไม่ได้เป็นพระ ไม่ได้เป็นอาจารย์ ไม่ได้เป็นเจ้าคุณ มีแต่ความรู้ในปัจจุบัน ไปที่ไหนก็มีแต่เมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย
หลวงพ่อท่านมีความกรุณาอย่างสูง แต่เดี๋ยวนี้ท่านมรณภาพแล้ว เราก็เอาความดี ความบริสุทธิ์ของท่านมาเป็นอาจารย์ที่ไม่เกิดไม่ตาย ถ้าเรารักหลวงพ่อ เราก็ต้องทำตามคำสอนของท่าน คำสอนนั้นคือธรรมะ เป็นที่พึ่งของเรา จะได้ระลึกถึงอาจารย์เป็นเครื่องเตือนสติในสิ่งที่บกพร่องในชีวิตเราต้องแก้
ต้องทำให้มันดีขึ้น ตั้งใจปฏิบัติด้วยปัญญามากๆ ทิฏฐิมานะที่มีอยู่ เราต้องรู้จักมัน ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นต่อไป ปล่อยวางความคิดความเห็นที่เรายึดถือและให้อยู่แบบเป็นผู้มีปัญญาในปัจจุบัน ให้ตั้งใจปฏิบัติอย่างนี้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นคนไทยก็ดี คนฝรั่งก็ดี ให้ตั้งใจว่าเราจะอยู่เพื่อธรรม เพื่อปฏิบัติธรรมต่อไป
จากหนังสือ : สายธรรมแห่งกัลยาณมิตร
(หนังสือที่ระลึกครบรอบ 20 ปี มรณภาพของหลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง) หน้าที่ 73-76
หลังทำภารกิจที่หลวงพ่อชามอบหมายมานานกว่า 34 ปี ที่ต่างประเทศ หลวงพ่อสุเมโธเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องปล่อยวางหน้าที่การบริหาร จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดอมราวดี กลับมาจำพรรษาอยู่ที่เมืองไทย ณ วัดป่ารัตนวัน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี 2554 สำหรับท่านแล้ว เมืองไทย คือสถานที่ที่ทำให้ได้พบกับครูบาอาจารย์ที่ประเสริฐ พบกับคำตอบของชีวิตที่ช่วยให้มีสติอยู่กับตัวเสมอ
"เราอยากอยู่แบบเรียบง่าย ธรรมดา สบายๆ อย่างพระผู้เฒ่า เพราะเราได้รับภาระหน้าที่มาตลอด ขออยู่แบบหลวงปู่บ้านนอกธรรมดาๆ ตอนแรกคิดจะบวชแค่ 2 ปีเท่านั้น ไม่คิดว่าจะอยู่มานานขนาดนี้ แม้ว่าจะบวชมานาน ก็ยังไม่เบื่อหน่ายในความเป็นพระ ยังยินดีทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า"

หลวงพ่อสุเมโธ มาถวายสักการะสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ก่อนเดินทางกลับอังกฤษ
ในที่สุด เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 ที่ สนามบินสุวรรณภูมิ พระพรหมวชิรญาณ (โรเบิร์ต สุเมโธ) ท่านมีอายุ 87 ปี ก็ได้เดินทางกลับไปปฏิบัติศาสนกิจที่ วัดอมราวดี กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นการถาวรแล้วตามคำร้องขอของญาติโยมชาวอังกฤษ
ประวัติหลวงพ่อสุเมโธ : ท่านเล่าเอง
พระภาวนาวิเทศ (เขมธมฺโมภิกฺขุ)
เป็นพระภิกษุชาวอังกฤษ อุปสมบทในปี พ.ศ. 2515 ก่อนวันวิสาขบูชาเพียงไม่กี่วัน โดยมีหลวงปู่ชา สุภัทโท เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2487 ท่านได้ใช้ชีวิตทางโลกอยู่หลายปี และได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยตนเอง จนกระทั่งเกิดความรู้สึกศรัทธาสนใจมากยิ่งขึ้น จึงได้เดินทางเพื่อแสวงบุญไปยังดินแดนที่พุทธศาสนา เคยรุ่งเรืองหลายแห่ง ในที่สุดก็ได้เดินทางเข้าสู่เมืองไทย และบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนธันวาคม 2514
หลังจากนั้นได้เดินทางมาศึกษาธรรมะกับพระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และได้อุปสมบทเมื่อปี 2515 ศึกษาอยู่กับหลวงพ่อชา อีก 5 ปี ก็ได้เดินทางกลับไปประเทศอังกฤษ ในปี 2520 พร้อมกับได้ก่อตั้งวัดป่าเล็กๆ ขึ้นแห่งหนึ่งที่เกาะไวท์ ชื่อว่า วัดป่าสันติธรรม ซึ่งเป็นสาขาที่ 158 ของวัดหนองป่าพง ได้ดำเนินการเผยแผ่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเรื่อยมา จนเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวไทยที่อังกฤษ รวมทั้งชาวอังกฤษ
ผลงานโดดเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับหลวงพ่อก็คือ การจัดตั้งองค์กรที่ชื่อว่า องคุลิมาล ขึ้น เพื่อเข้าไปให้ความรู้ทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งการฝึกหัดปฏิบัติธรรมแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำ ประเทศอังกฤษ ช่วงแรกท่านประสบปัญหามาก เนื่องจากทุกเรือนจำต่างปฏิเสธที่จะให้เข้าไปสอน เพราะเห็นว่าไม่น่าจะมีประโยชน์ และคงไม่สามารถจะช่วยเหลืออะไรผู้ต้องขังได้ อีกอย่างคือ ที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีพระสงฆ์ทางศาสนาพุทธรูปใดได้เข้าไปสอนในเรือนจำเลย
ท่านได้เพียรพยายามขอร้องชี้แจงถึงเหตุผลว่า การปฏิบัติธรรมนั้นจะช่วยลดปัญหาทางด้านจิตใจของผู้ต้องขังได้มาก อันจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ต้องขังเอง รวมทั้งเรือนจำที่จะไม่ต้องมาคอย ตามแก้ปัญหาที่เกิดจากสภาพความกดดันทางจิตใจของผู้ต้องหา ในที่สุดท่านก็ได้รับอนุญาต ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด จนปัจจุบันมีเรือนจำถึง 2 ใน 3 ของเรือนจำทั้งหมด ในประเทศอังกฤษ ได้นิมนต์ท่านได้เข้าไปสอน โดยมีทีมงานอาสาสมัคร ทั้งพระและฆราวาสอีกประมาณ 40 คน ช่วยกันทำงานอย่างจริงจัง จนเป็นที่ชื่นชมของทางราชการอังกฤษมาก

ผลงานนี้ทำให้ หลวงพ่อเขมธมฺโม ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติแห่งจักรวรรดิอังกฤษ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบ็ธที่ 2 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2546 นับเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนารูปแรก ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดแห่งสหราชอาณาจักร
พระอาจารย์ปสันโน ภิกขุ
พระอาจารย์ปสันโน เป็นพระภิกษุชาวแคนาดา อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเพลงวิปัสสนา แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2517 ในพรรษาแรกนั่นเอง ท่านได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์ของ หลวงปู่ชา สุภัทโท โดยการแนะนำของพระอุปัชฌาย์ของท่าน ได้พำนักที่ วัดหนองป่าพง และวัดสาขาอื่นๆ ตามโอกาสอันสมควร ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ และได้ปฏิบัติหน้าที่นี้เป็นเวลา 15 ปี
จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2539 ในปี พ.ศ. 2540 พระอาจารย์ปสันโน ได้สละตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดป่านานาชาติ เพื่อมาก่อตั้ง วัดป่าอภัยคีรี และเป็นเจ้าอาวาส ร่วมกับ พระอาจารย์อมโรภิกขุ พระอาจารย์ปสันโน ได้รับแต่งตั้งเป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ "พระโพธิญาณวิเทศ" เมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ท่านเล่าว่า "ไม่ได้ตั้งใจบวช เราเพียงแต่ตั้งใจจะศึกษาพระพุทธศาสนา ตั้งใจหาวิธีทำจิตให้สงบ เรามาเมืองไทยในฐานะนักท่องเที่ยว คือเราไม่รู้เลยว่า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธศาสนา เราเป็นคนแคนาดาและเพิ่งจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ และยังหนุ่มก็อยากหาประสบการณ์ เราก็ไปเที่ยวทางยุโรปไปหลายประเทศ กรีซ ตุรกี อิหร่าน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล ก็ไปกันเพื่อหาประสบการณ์ แต่ว่าเมื่อยิ่งมีประสบการณ์มากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งมีความรู้สึกอยากแสวงหาสิ่งที่เป็นแก่นในชีวิตบ้าง มันมีส่วนหนึ่งทีทำให้เราอยากแสวงหาอะไรที่เป็นสาระ
เราไปเช่าบ้านที่ทางเหนือของอินเดียแถบภูเขาหิมาลัย บ้านก็สวย สถานที่ก็สวย เป็นภูเขาสูงๆ อยู่ในสวนแอปเปิ้ล ใกล้ๆ ก็มีน้ำตก 2 แห่ง มีน้ำพุร้อน คือธรรมชาติก็สวยที่สุดที่เราเคยเจอมา คนที่เราอยู่ด้วยเราก็ชอบ แต่ก็ยังรู้สึกว่า เอ๊ะ อันนี้ ทำไมเรามีอะไรทุกอย่างทีเราเคยปรารถนา แต่ยังไม่มีความสุข ก็มีความรู้สึกเช่นนี้มาตลอด แต่ก็มีความรู้สึกค่อนข้างจะชัดเจนที่อินเดีย และรู้สึกมาตลอดว่า ความพร้อมทางด้านวัตถุที่รายล้อมตัวเรานั้น ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขในใจ มีความรู้สึกว่า ยังไงเราก็ต้องไปแสวงหาความสุขทางจิตใจมากกว่า ไม่รู้จะไปหาได้ที่ไหน
เคยได้อ่านหนังสือเกียวกับพระพุทธศาสนาในสมัยเราเป็นนักศึกษา ก็มีความสนใจมากพอสมควร แต่ไม่เคยพบครูบาอาจารย์ มาถึงเมืองไทยก็คงจะเบื่อในการท่องเที่ยวแล้ว แล้วก็พระพุทธศาสนาก็พร้อม คือหันไปทิศไหนก็เห็นวัด ชอบพุทธอยู่ตลอด ก็เลยทำให้เรา เอ๊อะ เราเมื่ออยู่ในทีนี้ เราควรจะถือโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะวิธีฝึกสมาธิ ทำกัมมัฏฐาน ก็ได้เริ่มทำ เริ่มทำแล้วก็ทำในวัด อยู่ในวัด ศึกษาในวัด
พระที่อยู่ก็ชวนให้บวช คือเราปฏิบัติมาแล้ว เราฝึกมาแล้ว เราก็เห็นคุณค่าในการปฏิบัติ พระจึงได้ชวนบวช เราก็คิดว่า บวช เราก็ต้องอยู่เป็นนักบวชตลอดชีวิต พระจึงบอกว่า ในประเทศไทยนั้นเรามีประเพณี เราไม่จำเป็นที่จะต้องบวชอยู่ตลอดชีวิตหรอก จะบวชสักพรรษานึง สัก 3-4 เดือนก็ได้ เราก็คิด เอ๊อะ 3 เดือน 4 เดือน เราก็พอไหว คิดว่าจะไม่เกินกำลังของเรา เราก็น่าจะได้สิ่งที่ดีจากประสบการณ์อันนั้น ตอนที่เราบวชใหม่ๆ เราก็คิดแค่นั้น แต่พอบวชแล้ว ก็ยิ่งจะเห็นคุณค่าของการปฏิบัติ และเริ่มที่จะรับความสงบทางจิตใจ เมื่อได้เริ่มรับความสงบเราก็อยากจะปฏิบัติต่อ
ตอนนั้น ที่เราบวชก็บวชที่กรุงเทพฯ และก็ได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงพ่อชา ซึ่งท่านเป็นพระที่อยู่ป่า และก็อยู่ต่างจังหวัด และปฏิบัติเคร่งครัด ระเบียบเรียบร้อย เราก็ฟังแล้วก็น่าสนใจ ก็ขึ้นไปกราบหลวงพ่อชา ที่วัดหนองป่าพง คำพูดแรกที่ท่านพูดออกมาว่า "เอ้อ คุณจะมาปฏิบัติกับเรา อยู่กับเรา ต้องอยู่อย่างน้อย 5 ปี" ทีแรกได้ยินถึงกับถอยเลย รู้สึกไม่ไหว แต่ว่าตอนนั้นทำให้เราได้พิจารณานะ เอ๊ะ เราเห็นตัวอย่างของหลวงพ่อชา เราก็ศรัทธา เห็นปฏิปทาของพระ เณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา เราก็ประทับใจและศรัทธา ก็อยากจะศึกษาอยากจะอยู่ด้วย ท่านก็เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และท่านก็มีเสน่ห์ในตัวท่าน คือท่านสอนก็ดึงใจของคนได้ ก็ทำให้เราก็ยิ่งศรัทธา ก็ยิ่งอยากจะอยู่ ก็เถียงในใจนานพอสมควร ก็เลยตกลง เอ้า 5 ปี ก็ 5 ปี
จากทีแรก ที่ตัดสินใจบวช ไม่คิดว่าจะนานเลย ไม่ได้คิดอะไร เพราะว่าคิดจะสึกอยู่แล้ว (หัวเราะ) คือเราไม่ได้ตั้งใจทีจะอยู่นาน เลยไม่ได้ฝืนใจ ความรู้สึกของอาตมาก็ปฏิบัติไป ยิ่งเห็นคุณค่า ก็ยิ่งพอใจที่จะอยู่ในเพศบรรพชิต เพราะเรารู้สึกว่า เอ้อ ทางนี้เป็นทางที่ถูกต้อง"

ท่านปสันโนอยู่กับหลวงพ่อชาได้ประมาณ 8 ปี หลวงพ่อก็ให้ท่านไปอยู่ที วัดป่านานาชาติ ก็อยู่นานพอสมควร ทั้งหมดท่านอยู่เมืองไทย 23 พรรษา ก่อนที่จะไปอเมริกา ได้ริเริ่มก่อตั้งวัดป่าอภัยคีรี ที่สหรัฐอเมริกา
พระอาจารย์อมโร ภิกขุ
ก่อนจะมาเป็นพระอาจารย์อมโร ภิกขุ ชื่อเดิมของท่านคือ เจเรมี ชาร์ลส์ จูเลียน ฮอร์เนอร์ ชีวิตของเจเรมี ฮอร์เนอร์ เปรียบเสมือนเม็ดบัวที่ก่อกำเนิด และบ่มเพาะตัวอยู่ที่ท่ามกลางความหนาวเหน็บของ ประเทศอังกฤษ แต่เพราะสภาพแวดล้อมไม่พร้อมให้ผลิบาน เจเรมีผู้ตั้งคำถามถึงปรัชญาศาสนาและอิสรภาพแห่งชีวิต จึงเป็นได้เพียงฮิปปี้หนุ่มผมยาว ดื่มเหล้าเคล้ากัญชาไปวันๆ ก่อนที่จะตกเป็นอาหารปลาและเต่า โชคดีที่วันหนึ่งเมล็ดบัวถูกพัดพามาตกลง ณ วัดป่านานาชาติ ที่นี่ เมล็ดบัวเริ่มแทงยอด แตกใบอ่อน ก่อนจะผลิบานเป็นดอกบัวงาม ณ แดนไกลในวันนี้
ตอนเด็กท่านต้องทำวัตรแบบคริสต์ และท่องคำสอนจากคัมภีร์ไบเบิ้ลที่โรงเรียนทุกวัน พอท่านอายุ 6-7ขวบก็เริ่มสงสัยว่า "จริงหรือเปล่าที่ถ้าเชื่อพระเยซู ใจจะบริสุทธิ์ แล้วทุกสิ่งจะดีเอง" บาทหลวงก็สอนให้ท่านอ้อนวอนแล้วพระเจ้าจะประทานให้ทุกสิ่ง ท่านดีใจมากในวันคริสต์มาส ท่านอยากได้รถดับเพลิงจึงสวดขอพระเจ้า แต่ไม่ได้ ท่านจึงสงสัยหรือพระเจ้าจะไม่มีจริง มีบทสวดอยู่บทหนึ่งขึ้นต้นว่า "I believe in god ฉันเชื่อในพระเจ้า" ท่านจึงถามบาทหลวงว่า ถ้าเราไม่เชื่อแต่สวดว่า "เชื่อ" ถือว่าโกหกจริงไหม นั่นเป็นคำถามของท่านที่มีความหมายต่อท่านมากในตอนนั้น แต่บาทหลวงกลับตอบว่า "Don't be cheeky อย่าลามปาม" และท่านถูกมองว่าท่านกลายเป็นเด็กมีปัญหา ทั้งที่นั้นเป็นคำถามสำคัญ แต่ถูกปัดทิ้ง ศรัทธาจึงเสียไปในครั้งนั้น
ท่านเล่าให้ฟังว่า "ตอนเด็กๆ อาตมาคิดว่าหัวใจของพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อาตมาก็ไม่ทราบว่าคืออะไร หลายศาสนามักอธิบายว่าพระเจ้าเป็นคน เป็น super person แต่อาตมารู้สึกอยู่ลึกๆว่าพระเจ้าเป็น something ไม่ใช่ someone ตอนนั้นคิดว่าปรมัตถธรรมนั้นมีแน่และสำคัญมาก แต่ไม่ใช่เป็นพระเจ้าที่เป็นบุคคลแบบในคัมภีร์ พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ชายอายุมาก ไม่ใช่คนตั้งกฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติต่างๆ แต่จริงๆ แล้วพระเจ้าเป็นอย่างไร อาตมาไม่รู้และเมื่อไม่รู้ อาตมาอยากรู้ อยากจะถาม อยากจะเข้าใจ อยากจะเห็นสัจธรรมของชีวิต อยากเห็นปรมัตถธรรม แต่ตอนนั้นอาตมายังเด็กและยังไม่รู้หนทางที่จะพิจารณาให้เห็นความจริง"
ยุคของท่านเป็นยุคฮิปปี้ หนุ่มสาวในยุคนั้นส่วนใหญ่มีการคิดอิสระ (free thinking) คือจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง ปลดปล่อยตัวเองออกจากกฎหมาย กฎเกณฑ์ของสังคม และกฎระเบียบของครอบครัว
ตอนนั้นท่านก็เป็นฮิปปี้คนหนึ่ง เพราะชอบแนวคิด ชอบชีวิตไม่มีกฎ ไว้ผมยาวเฟี้อย ดื่มเหล้า สูบกัญชา ท่านอาจารย์อมโรเล่าถึงพวกฮิปปี้ให้ฟังว่า "พวกนี้ข้างนอกดูว่าอิสระเต็มที่ แต่ข้างในไม่ใช่เลย ฮิปปี้ไ่ม่เคยเป็นอิสระ จากเหล้า ยาเสพติด และเซ็ก แถมยังยึดติดในความคิดของตัวเองอีกด้วย"
ต่อมาท่านสงสัยว่า จิตใจของเราทำงานอย่างไร อยากมีความสงบความสบายใจ ท่านจึงเลือกศึกษา จิตวิทยา (psychology) และสรีรวิทยา (physiology) ที่ University of London แต่พอท่านเรียนๆ ไปก็เห็นว่าต่อให้ศึกษาจนเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา จิตใจก็ยังสับสนและเป็นทุกข์อยู่ดี เลยคิดว่าจิตวิทยาไม่สามารถช่วยให้ใจสงบ เรียนต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่ท่านต้องการแสวงหาความสงบ ก็เพราะจิตท่านมันไม่สงบเอามากๆ มีห่วงมาก กลัวมาก รู้สึกไม่มั่นคง กังวลไปซะทุกอย่าง

ภายนอกไม่มีอะไร ครอบครัวท่านดีมาก บ้านท่านมีสวนดอกไม้ตรงประตูบ้านเหมือนสวรรค์ พ่อแม่มีเงินพอใช้ โรงเรียนก็ดี สังคมก็ดี ภายนอกจึงไม่มีอะไรให้ห่วงแต่ท่านกลับรู้สึกหน่วงๆ อยู่ภายใน นี่คือเหตุผลที่ท่านอยากเข้าใจจิตใจนี้ เพราะสงสัยทำไมจึงเป็นทุกข์ ทั้งที่ทุกอย่างก็มีพร้อมหมด แม้จะมีความสุข แต่มันสั้นๆ ดื่มสุราหรือสูบกัญชาก็มีความสุขแต่มันไม่นานและไม่เคยเต็ม ท่านเรียนดี เรียนจบก่อนเพื่อนท่านสองปี ได้เกียรตินิยมอันดับสอง เป็นนักกีฬาได้รางวัลมากมาย เพียบพร้อมไปหมด แต่ข้างในกลวง ..have a hole in a heart.. ไม่พอ ไม่เคยพอใจ ยากที่จะเข้าใจ
"พี่สาวอาตมาเป็นคนเรียบร้อย แต่อาตมาเป็นคนสุดโต่ง เรียกว่าคนอื่นทำ 100 อาตมาทำ 120 ถ้าลงมือทำอะไร อาตมาก็จะเป็นมากกว่าคนอื่น ตอนแรกอาตมาดื่มสุราหรือสูบกัญชาเพื่อจะมีความสุข ปาร์ตี้สนุกไปเรื่อย ต่อมาก็ดื่มและสูบเพื่อปิดประตูความรู้สึก หยุดคิด จะได้ลืมอะไรๆ ไปให้หมด"
โชคดีที่วันหนึ่งได้เห็นว่า ถ้าใช้ชีวิตอย่างนี้คงตายก่อนอายุยี่สิบห้า ถ้าไม่เปลี่ยนเส้นทางอายุคงจะสั้น "ในช่วงที่ท่านเป็นนักศึกษา ได้มีโอกาสฟังบรรยายของ เทรเวอร์ สเตนคอฟ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner) อีกที เทรเวอร์อธิบายเรื่องกรรมและการอบรมจิตได้น่าสนใจมาก และเหมือนเขาจะมีฌานหยั่งรู้และเข้าใจคน วันหนึ่งเขาบอกแก่ท่านว่า ”ผมไม่รู้ว่านี่คือข่าวดีหรือข่าวร้าย แต่คุณไม่มีทางพบความสุขในชีวิตทางโลกได้หรอก และ "ชะตาชีวิตของเธออยู่ที่ตอนเหนือของอินเดีย” พูดจบเขาก็ไม่อธิบายอะไรอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกับชีวิตของท่านมาก
ซึ่งคงจะจริง เพราะที่ผ่านมาท่านไม่สนใจความสำเร็จทางโลกเลย แม้ตอนเรียนจะมีโอกาสทำปริญญาโทและเอก เมื่อเรียนจบแล้วก็สามารถเข้าทำงานในธุรกิจ จิเวลลี่ของพ่อทูนหัวได้เลย นอกจากนี้ท่านยังเขียนหนังสือและแสดงละคร เรียกว่ามีช่องทางให้เลือกในชีวิตมากมาย ประตูหลายบานต่างเปิดรับ แต่สุดท้ายท่านกลับไม่ชอบไม่สนใจ ไม่เอาอะไรกับเส้นทางโลกเลย และท่านชอบอ่านวรรณคดีเกี่ยวกับจิตวิญญาณอยู่แล้ว เช่น ปรัชญาอินเดีย จีน จึงพอเข้าใจว่าปรัชญาทางตะวันออกเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และใกล้ชิดธรรมชาติ เมื่อทั้งสองเหตุมารวมกันท่านจึงตัดสินใจจะเดินทางไปตะวันออก ลองไปแบบไม่มีจุดหมาย ดูซิว่าจะค้นพบอะไรบ้าง
และในที่สุด ท่านก็ได้มาพบเจอกับวิถีชีวิต ในร่มเงาพุทธศาสนา เป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งที่ท่านได้พบว่า ธรรมะในพุทธศาสนา ได้เริ่มหยั่งรากลงไปในใจของท่าน ในช่วงเวลาที่ได้ทดลองปฏิบัติธรรมที่วัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี ท่านกล่าวถึงช่วงชีวิตในตอนนั้นว่า
“ศรัทธาที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดจากการอ่านหนังสือ หรือศึกษาแนวคิดที่เป็นนามธรรม แต่เป็นศรัทธาที่เกิดจากการสัมผัสระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันอย่างแท้จริง อาตมาศรัทธาวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและงดงามของนักบวชเหล่านั้น และคิดทันทีว่า ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไร เราจะขอใช้ชีวิตเช่นเดียวกับคนเหล่านี้ เพราะวิถีที่ท่านเป็นคือวิถีที่เราอยากเป็นมาโดยตลอด”

ฮิปปี้เจเรมี พักอยู่ที่ วัดป่านานาชาติ เพียง 3 สัปดาห์ ก่อนตัดสินใจบวชเป็นปะขาว มีโอกาสทำหน้าที่อุปัฏฐากหลวงพ่อชา ขณะที่ท่านจำพรรษาที่วัดป่านานาชาติ หลังบวชเป็นอนาคาริกอยู่ 6 เดือน ปะขาวเจเรมีได้รับอนุญาตให้บวชสามเณร และในอีก 9 เดือนต่อมา สามเณรเจเรมีเขียนจดหมายถึงโยมพ่อ โยมแม่เพื่อขออนุญาตบวช ก่อนเข้าอุปสมบทที่วัดหนองป่าพง มีพระโพธิญาณเถระ (หลวงพ่อชา) เป็นอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "อมโรภิกขุ" (เมื่อ พ.ศ. 2522) ปัจจุบันท่านได้รับดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดอมราวดี สาขาวัดหนองป่าพง ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
วัดอมราวดี : วิถีพระวัดป่าในโลกตะวันตก | พื้นที่ชีวิต
พระอาจารย์อมโร ได้รับแต่งตั้ง เป็น พระราชาคณะ ชั้นสามัญ ที่ "พระวิเทศพุทธิคุณ" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2558
พระอาจารย์ฌอน ชยสาโร
เป็นพระภิกษุชาวอังกฤษ ท่านอุปสมบทในปี พ.ศ. 2523 ที่ วัดหนองป่าพง โดยมีหลวงปู่ชา สุภัทโท เป็นพระอุปัชฌาย์ ปัจจุบันพำนักอยู่ที่สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี ที่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
นามเดิมของท่าน ฌอน ชิเวอร์ตัน เป็นชาวอังกฤษ เมื่อบวชพระแล้วได้รับฉายาจาก พระโพธิญาณเถระ (หลวงพ่อชา) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ว่า "ชยสาโร" ท่านอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์มากว่า 33 ปีแล้ว
ชีวิตท่านเกิดมาเพื่อสิ่งนี้โดยตรง เพราะเมื่อคราวหนึ่งบิดาของท่าน ต้องการให้สอบชิงทุนเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อของประเทศอังกฤษ แต่ท่านไม่ปรารถนาสิ่งนั้น กลับเฝ้าคิดเสมอว่าคนเราเกิดมาทำไม เกิดแล้วอะไรมันคือสิ่งที่สูงสุดของการที่ได้มาเป็นมนุษย์ ท่านก็หาหนังสือหลายเล่มมาอ่าน จนกระทั่งได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ "พระพุทธศาสนา" จึงเริ่มเข้าใจว่า "สัจธรรมคือความจริง"
ท่านจึงได้ออกจากบ้าน ร่อนเร่ ไปหาประสบการณ์ในต่างประเทศ ทั้งในอิหร่าน ซึ่งลำบากมาก หรือแม้แต่ไปฝึกตนเป็นฤๅษีที่อินเดีย ท่านก็เคยไปมาแล้ว ท่านใช้เวลาค้นหาสิ่งที่เรียกว่า สัจธรรม ตั้งแต่อายุ 17 ปี จนกระทั่งเมื่อครบ 2 ปีผ่านไป ท่านถึงได้กลับประเทศอังกฤษ และได้มีโอกาสพบกับ พระอาจารย์สุเมโธ พระฝรั่งลูกศิษย์ของหลวงพ่อชา เมื่อปี 2521 จึงเริ่มศึกษาธรรมะ และถือศีล 10 กับพระอาจารย์สุเมโธ จากนั้นจึงเดินทางมาที่ประเทศไทยเพื่อจะศึกษาธรรมะให้ลึกซึ้งกับหลวงพ่อชา
แม้ว่าจะผ่านการฝึกกับพระอาจารย์สุเมโธมาแล้ว แต่หลวงพ่อชาท่านก็ไม่ยอมบวชให้ ท่านให้มาเรียนรู้เพิ่มเติมอีก และเมื่อท่านถามว่า "อยากบวชไหม" ถ้าตอบว่า "อยากบวช" หลวงพ่อจะไม่บวชให้ แต่ถ้าตอบว่า "แล้วแต่หลวงพ่อจะเห็นสมควร" หลวงพ่อชาท่านก็จะบวชให้ กระทั่งในปี พ.ศ. 2523 หลวงพ่อชาท่านจึงได้เป็นพระอุปัชฌาย์ในการบวชให้เอง
แม้บวชแล้วท่านก็ยังต้องฝึกภาษาไทย ทั้งการพูด ทั้งการอ่าน และการเขียน แถมเขียนหนังสือได้สวยมาก ต้องบอกว่า เวลาฟังท่านบรรยายธรรมแล้ว ผมมักจะเกิดความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างขึ้นมา ทั้งๆ ที่สิ่งที่ท่านบรรยายนั้นไม่ได้มีศัพท์แสง หรือคำบาลีในพระไตรปิฎกอะไรทั้งสิ้น แต่ฟังแล้วมันจับใจ มันกินลึกไปถึงจิตวิญญาณอย่างมาก อาจจะเป็นไปได้ว่า เพราะท่านใช้หัวใจพูด ไม่ได้ใช้ตำราพูด
หัวใจที่ผ่านการปฏิบัติธรรมมาอย่างเนิ่นนาน หัวใจที่ได้รับการอบรมมามาก บางครั้งคราวดูเหมือนจะอ่านใจผู้คนทั้งหลายออกด้วยซ้ำไป มีคนเคยถามท่านแบบตรงๆ ซึ่งหน้าว่า "ท่านเคยเห็นเทวดาไหม" ท่านมองแล้วเอามือชี้ไปที่ญาติโยมที่อยู่ในศาลา พร้อมกับพูดขึ้นว่า "นี่ไงๆ เทวดาทั้งนั้น... เห็นบ่อยเลยเทวดาแบบนี้" นี่คือ ปัญญาแห่งธรรม

นอกจากนี้ ท่านยังทำโครงการมากมายเพื่อสนับสนุนเยาวชนไทย และคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา ในปัจจุบัน ท่านเป็นที่ปรึกษาให้ โรงเรียนปัญญาประทีป เป็นโรงเรียนวิถีพุทธแบบโรงเรียนประจำ อยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นโรงเรียนที่ผู้ปกครองยุคใหม่ปรารถนาจะให้ลูกเข้ามาเล่าเรียนศึกษามากที่สุด แต่ทว่ารับจำนวนจำกัด เพราะที่นี่นอกจากสอนในเชิงวิชาการอย่างดีแล้ว ยังสอนในเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีคุณธรรมด้วย
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เลื่อนและแต่งตั้งสมณศักดิ์ พระชยสาโรภิกขุ (ฌอน ซิเวอร์ตัน) สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี ปากช่อง นครราชสีมา เป็น พระราชพัชรมานิต วิ. และเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2563 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า พระราชพัชรมานิต (พระฌอน ชิเวอร์ตัน ชยสาโร) สัญชาติอังกฤษ สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน เป็นพระภิกษุที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย แตกฉานในพระธรรมคำสอน มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ธรรมะทั้งในประเทศไทย และนานาชาติ กับเคยดำรงตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ" มาก่อน ถือเป็นผู้ทำคุณประโยชน์เป็นพิเศษต่อประเทศไทยและพระพุทธศาสนา
ทั้งนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานสมณศักดิ์ขึ้นเป็น พระราชพัชรมานิต ในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2562 ประกอบกับพระราชพัชรมานิต (พระฌอน ชิเวอร์ตัน ชยสาโร) ได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาแปลงสัญชาติเป็นไทย
โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 จึงทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ พระราชพัชรมานิต (พระฌอน ชิเวอร์ตัน ชยสาโร) แปลงสัญชาติเป็นไทยเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม พุทธศักราช 2563
[ อ่านประกาศใน ราชกืจจานุเบกษา 9 มีนาคม 2563 ]
ใครที่มีโอกาสเดินทางไป อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ไปกราบท่านได้ที่ สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี แล้วจะรู้สึกปีติในหัวใจในเวลาที่ได้กราบพระสงฆ์แท้ๆ ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย
Perspective : สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ชยสาโร
นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมพวกเราชาวต่างชาติถึงมาที่นี่ ประเทศไทย เมืองแห่งพุทธศาสนา...
ดอกบัวบานทางทิศตะวันตก : ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Dhamma
- Hits: 20222

พระครูวิเวกพุทธกิจ หรือ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล (2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2402 - 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485) เป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ชาวจังหวัดอุบลราชธานี ผู้เป็นบูรพาจารย์สายพระป่าในประเทศไทย ท่านเป็นอาจารย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล เป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปในทางสมถะวิปัสสนา มีความเพียรเป็นเลิศ มีความสงบเสงี่ยม กิริยามารยาทเรียบร้อย สุขุม พูดน้อย และพอใจแนะนำสั่งสอนผู้อื่นในทางนั้นด้วย เป็นผู้ใฝ่ใจในธุดงควัตรหนักแน่นในพระธรรมวินัย ชอบวิเวกและไม่ติดถิ่นที่อยู่ เดินธุดงค์ไปหาสถานที่เจริญสมณธรรมตามชายป่าดงพงไพรภูเขาต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและประเทศลาว

ชาติกำเนิด
หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล นามเดิมชื่อ เสาร์ บิดาชื่อ พ่อทา มารดาชื่อ แม่โม่ นามสกุล พันธ์สุรี ท่านเป็นบุตรคนแรกในจำนวนพี่น้อง 5 คน ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2402 ณ บ้านข่าโคม เมืองอุบลราชธานีศรีวะนาไล ประเทษราช หรือเดิมรู้จักกันในชื่อ บ้านข่าโคม ตำบลหนองขอน ในปัจจุบันคือ บ้านข่าโคม ตำบลปะอาว อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
การบรรพชาและอุปสมบท
ปี พ.ศ. 2417 เมื่ออายุ 15 ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดใต้ เมืองอุบลราชธานีศรีวะนาไล ประเทษราช ปัจจุบันคือ วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ท่านมีความวิริยอุสาหะขยันขันแข็ง ตั้งใจทำกิจการงานของวัด ทั้งการท่องบ่นสาธยายมนต์ เรียนมูลน้อย มูลใหญ่ มูลสังกัจจายน์ ศึกษาทั้งการอ่านการเขียนอักษร ไทยน้อย ไทยใหญ่ และอักษระขอม จนชำนาญคล่องแคล่วทุกอย่าง

ปี พ.ศ. 2422 เมื่ออายุ 20 ปี ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดใต้ เมืองอุบลราชธานีศรีวะนาไล ประเทษราช ปัจจุบันคือ วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี และพำนักอยู่ที่วัดใต้ ซึ่งเป็นคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย และเมื่อพรรษา 10 ได้ศึกษาเล่าเรียนจนได้เป็น ญาคู คือครูสอนหมู่คณะทั้งพระภิกษุและฆราวาส ชาวบ้านเรียกท่านว่า ญาคูเสาร์
ต่อมา หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) พระเถระฝ่ายธรรมยุติกนิกาย สำนักวัดศรีทอง (ปัจจุบัน วัดศรีอุบลรัตนาราม) และได้ขอ ทัฬหิกรรม ญัตติบวชใหม่เป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุตินิกาย ณ อุโบสถวัดศรีทอง ปัจจุบันคือ วัดศรีอุบลรัตนาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี พระครูทา โชติปาโล ซึ่งต่อมาได้รับสมณศักดิ์ที่ พระครูสีทันดรคณาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระอธิการสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ทั้งนี้ยังได้นำคณะสงฆ์พระภิกษุสามเณรใน วัดใต้ ทั้งหมด ญัตติกรรม เป็นคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ด้วยเหตุนี้ วัดใต้ หรือ วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ จึงกลายเป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายนับแต่นั้นเป็นต้นมา
ชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์และการศึกษาธรรม
หลังจาก หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้ญัตติเป็นพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตแล้ว ท่านได้ศึกษาธรรมและข้อวัตรปฏิบัติจาก ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) พระเถราจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระแห่งเมืองอุบลราชธานีในขณะนั้น และได้รีบเร่งประกอบความเพียรในด้านวิปัสสนาธุระ ยึดมั่นในหลักธุดงควัตร 13 บำเพ็ญเพียรสมณธรรม
ปี พ.ศ. 2434 - พ.ศ. 2435 หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้สร้างสำนักสงฆ์ วัดเลียบ ขึ้น ซึ่งเดิมเป็นบริเวณป่าด้านหน้าวัดใต้ อันเป็นที่สงบเงียบเหมาะสำหรับการบำเพ็ญเพียรภาวนา ได้รับพระทานวิสุงคามสีมา ตามพระราชโองการที่ 87/303 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2434 ตรงกับ ร.ศ. 115 อันเป็นปีที่ 29 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้สร้าง พระพุทธจอมเมือง เป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดเลียบ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

ต่อมา หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้ออกธุงค์ไปพำนักปักกลดที่กุดเม็ก บ้านคำบง อำเภอโขงเจียม ในขณะนั้น ปัจจุบันคือ อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ได้เทศนาสั่งสอน พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต สมัยยังเป็นฆราวาส จนเกิดศรัทธาเลื่อมใสและได้มอบตัวเป็นศิษย์ อยู่ฝึกสมาธิกัมมัฏฐานและติดตามอุปัฏฐากรับใช้ท่าน
ปี พ.ศ. 2536 หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ขณะนั้นบวชเป็นพระภิกษุได้ 14 พรรษา ก็ได้นำศิษย์เอกจากบ้านคำบง ที่ชื่อว่า มั่น แก่นแก้ว เข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในคณะธรรมยุต ณ วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) โดยมี พระอริยกวี (อ่อน ธมฺมรกฺขิโต) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประจักษ์อุบลคุณ (สุ่ย ญาณสโย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2436 ได้รับสมณฉายาว่า ภูริทตฺโต หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้ไปพำนักฝึกอบรมด้านสมถะและวิปัสสนากรรมฐานอยู่กับหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ณ วัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานี และจุดนี้เป็นความยิ่งใหญ่ของวงศ์พระกรรมฐานตราบจนถึงปัจจุบัน วงศ์พระกรรมฐานจึงขนานนามหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ว่า พระปรมาจารย์สายพระกรรมฐาน
ปี พ.ศ. 2440 หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้พาศิษย์ของท่านคือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งยังเป็นพระนวกะบวชได้ 4 พรรษา ออกเดินธุดงค์จากวัดเลียบ ไปปฏิบัติภาวนาที่ภูหล่น ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอโขงเจียมในขณะนั้น ปัจจุบันคือ วัดภูหล่น อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงตรงข้ามกับฝั่งประเทศลาว และได้ออกธุดงค์ไปตามลำแม่น้ำโขงทั้งฝั่งประเทศไทยและประเทศลาว

ปี พ.ศ. 2443 หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และหลวงปู่หนู ฐิตปญฺโญ ต่อมาก็คือ พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) ได้มาพำนักจำพรรษา ณ พระธาตุพนม ซึ่งพระธาตุพนมในสมัยก่อน ประชาชนไม่รู้ถึงความสำคัญจึงไม่มีใครสนใจเท่าใดนัก เมื่อคณะของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล มาพำนักจำพรรษา ได้บอกให้ชาวบ้านญาติโยมทราบว่า พระธาตุพนม องค์นี้เป็นพระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นพระธาตุที่บรรจุอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้า เมื่อชาวบ้านได้รู้เช่นนั้นแล้ว ก็พากันบังเกิดปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงช่วยกันทำความสะอาดบริเวณพระธาตุพนม ครั้นถึงวันเพ็ญเดือน 3 ก็พาญาติโยมทั้งหลายทำบุญ จนเป็นประเพณีสืบต่อกันมา และกาลต่อมาจึงได้มีการบูรณะขึ้นกลายเป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญของภาคอีสาน และประเทศไทย ปัจจุบันคือ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
ปี พ.ศ. 2459 หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล พำนักจำพรรษาที่ถ้ำจำปา ภูผากูด ตำบลหนองสูง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร และได้จำพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ด้วย วันหนึ่งหลวงปู่เสาร์นั่งอยู่ในที่สงัดองค์เดียว ท่านพิจารณาถึงอริยสัจ ได้รู้ได้เห็นตามความเป็นจริง ได้ตัดเสียซึ่งความสงสัยได้อย่างเด็ดขาด จวนจะถึงกาลปวารณาออกพรรษา ท่านก็ทราบชัดถึงความเป็นจริงทุกประการ จึงได้บอกกับท่านพระอาจารย์มั่นว่า เราได้เลิกการปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว และเราก็ได้เห็นธรรมตามความเป็นจริงแล้ว พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ยินดังนั้นก็เกิดปีติเป็นอย่างมากและได้ทราบทางวาระจิตว่าหลวงปู่เสาร์พบวิมุตติธรรมแน่แล้วในอัตภาพนี้ หลังจากนั้นหลวงปู่ใหญ่เสาร์ก็ได้ธุดงค์วิเวกไปตามเขตจังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย เป็นต้น
ปี พ.ศ. 2479 หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้ปรารภถึงการเดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานี คณะศิษย์ทั้งหลายจึงได้จัดประชุมคณะสงฆ์และร่วมทำบุญในวันมาฆบูชา ณ วัดป่าอ้อมแก้ว หรือ วัดเกาะแก้วอัมพวัน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นวัดที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์สร้างไว้เมื่อปี พ.ศ. 2473 ซึ่งการประชุมคณะสงฆ์ครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสุดท้ายของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ที่จังหวัดนครพนม และถือเป็นการให้โอวาทครั้งสุดท้ายแก่คณะศิษย์ ที่ไม่ได้เดินทางติดตามไปที่จังหวัดอุบลราชธานี การประชุมในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการประชุมพระธุดงค์กรรมฐานครั้งใหญ่ที่สุดของจังหวัดนครพนมในสมัยนั้น

คณะศิษย์ได้เดินทางติดตาม หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ไปพำนักที่จังหวัดอุบลราชธานี ในครั้งนั้นมีพระภิกษุสามเณรไม่น้อยกว่า 70-80 รูป หลวงปู่ใหญ่เสาร์จึงแบ่งคณะศิษย์ออกเป็นหลายกลุ่มหลายคณะ โดยมีศิษย์อาวุโสรับเป็นหัวหน้าแต่ละคณะ พร้อมทั้งกำหนดหมู่บ้านต่างๆ ที่แต่ละคณะจะไปพำนักเพื่อโปรดญาติโยมชาวเมืองอุบลราชธานี เช่น หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ไปพำนักจำพรรษาที่บ้านข่าโคม บ้านเกิดของท่าน พระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ศิษย์อาวุโสฝ่ายมหานิกาย ไปตั้งวัดจำพรรษาอยู่ที่บ้านชีทวน พระอาจารย์บุญมาก ฐิติปุญโญ ไปอยู่บ้านท่าศาลา พระอาจารย์ทอง อโสโก ไปอยู่บ้านสวนงัว และพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ไปอยู่บ้านกุดแห่ ซึ่งเป็นบ้านของท่าน เป็นต้น
ปี พ.ศ. 2480 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ในขณะที่ดำรงสมณศักดิ์เป็น พระพรหมมุนี และดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดสุปัฏนารามวรวิหาร และ เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา ด้วย ได้ขอให้ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล พิจารณาสร้างวัดป่ากรรมฐานขึ้นที่อำเภอพิบูลมังสาหาร ด้วยปรากฏว่า ญาติพี่น้องของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ได้อพยพมาจากบ้านแคน ดอนมดแดง มาปักหลักตั้งถิ่นฐานที่บ้านโพธิ์ตาก อำเภอพิบูลมังสาหาร เป็นจำนวนมาก จึงอยากให้ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ไปตั้งวัดป่า เพื่ออบรมกรรมฐานให้ลูกหลานชาวอำเภอพิบูลมังสาหาร เพื่อจะได้รู้และเข้าใจในการศึกษาปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน
หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล จึงได้ธุดงค์เดินทางไปยังอำเภอพิบูลมังสาหาร และได้มอบหมายให้ พระอาจารย์ดี ฉนฺโน และ พระอาจารย์เสงี่ยม -ไม่ทราบฉายา- ตั้งสำนักปฏิบัติธรรมอบรมจิตภาวนาที่อำเภอพิบูลมังสาหาร บริเวณ ป่าช้าโคกภูดิน ซึ่งเป็นเนินภูเขาสูง โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) และชาวอำเภอพิบูลมังสาหารได้ให้การอุปถัมภ์สนับสนุน ชาวบ้านเรียกสำนักแห่งนี้ว่า วัดป่าภูดิน หรือ วัดป่าภูเขาแก้ว ซึ่งในปัจจุบันก็คือ วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี

ปี พ.ศ. 2481 หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์ดี ฉนฺโน และคณะศิษย์ชาวอำเภอพิบูลมังสาหาร ได้ธุดงค์สำรวจเกาะแก่งน้อยใหญ่ในลำแม่น้ำมูลทางตอนใต้ของเมืองพิบูลมังสาหาร จนมาถึงเกาะดอนธาตุจึงได้ขึ้นพำนักปักกลดที่เกาะแห่งนี้ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้ปรารภว่าอยากสร้าง เกาะดอนธาตุ แห่งนี้ขึ้นเป็นวัดป่ากรรมฐานเพราะมีความเหมาะสม จึงมอบหมายให้ พระอาจารย์ดี ฉนฺโน และคณะศรัทธาญาติโยมชาวอำเภอพิบูลมังสาหาร รับหน้าที่ดูแลการสร้างวัดและเสนาสนะขึ้น
ปี พ.ศ. 2482 หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้กำหนดเอาตรงลานบริเวณศาลาชั่วคราวในขณะนั้น เป็นที่สร้าง พระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) โดยให้เหตุผลว่าตรงที่กำหนดจะสร้างพระนั้น เป็นพระธาตุอังคารพระบรมศาสดาแต่เดิมที่ทรุดลงไป และพังทลายแล้ว จึงได้ให้สร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ครอบเอาไว้เป็นสัญลักษณ์สำหรับกราบไหว้บูชาต่อไป โดยมี พระอาจารย์ดี ฉนฺโน เป็นช่างปั้น พระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) ในการนี้ และต่อมา หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้ตั้งชื่อ เกาะดอนธาตุ แห่งนี้ว่า วัดเกาะแก้วพระนอนคอนสวรรค์วิเวกพุทธกิจศาสนา ครูบาอาจารย์ในสมัยนั้นเรียกสั้นๆ ว่า วัดเกาะแก้ว ต่อมากรมการศาสนาได้เปลี่ยนชื่อให้เป็น วัดดอนธาตุ ดังปรากฏในปัจจุบัน

ซึ่งในช่วงปัจฉิมวัยขององค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้พำนักจำพรรษา ณ วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี แห่งนี้เป็นวัดสุดท้ายก่อนละสังขาร
การละสังขาร
เมื่อออกพรรษาทุกปี หลวงปู่เสาร์ จะพาคณะสงฆ์ออกธุดงค์ลงไปทางใต้นครจำปาศักดิ์ หลี่ผี ปากเซ ฝั่งประเทศ สปป.ลาว แล้วก็ย้อนกลับมาจำพรรษาที่วัดดอนธาตุอีกทุกปี เมื่อถึงปี พ.ศ. 2483 มีอยู่วันหนึ่งตอนบ่าย หลวงปู่เสาร์นั่งสมาธิอยู่ใต้โคนต้นยางใหญ่ พอดีขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งได้บินโฉบไปโฉบมา โฉบเอารังผึ้งซึ่งอยู่บนต้นไม้ที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่ รวงผึ้งนั้นได้ขาดตกลงมาใกล้ๆ กับที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่ ผึ้งได้รุมกัดต่อยหลวงปู่หลายตัว จนท่านถึงกับต้องเข้าไปในมุ้งกลด พวกมันจึงพากันบินหนีไป

ตั้งแต่นั้นมา หลวงปู่เสาร์ ก็อาพาธมาโดยตลอด พอออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ได้ไปวิเวกทางด้านปากเซ หลี่ผี จำปาศักดิ์ แต่ไปคราวนี้หลวงปู่เสาร์ป่วยหนัก ท่านจึงสั่งให้หลวงปู่บัวพา และคณะศิษย์นำท่านกลับมาที่วัดอำมาตย์ นครจำปาศักดิ์ ประเทศ สปป.ลาว โดยมาทางเรือ ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ ท่านนอนบนแคร่ในเรือประทุน หลวงปู่เสาร์หลับตานิ่งมาตลอด เพราะตอนนั้นท่านกำลังอาพาธหนัก อันเกิดจากผึ้งที่ได้ต่อยท่านตอนที่อยู่จำพรรษาที่วัดดอนธาตุ เมื่อถึงนครจำปาศักดิ์แล้ว ท่านลืมตาขึ้นพูดว่า
ถึงแล้วใช่ไหม ให้นำเราไปยังอุโบสถเลย เพราะเราจะไปตายที่นั่น "
หลวงปู่บัวพาจึงได้นำหลวงปู่เสาร์เข้าไปในอุโบสถ แล้วหลวงปู่เสาร์สั่งให้เอาผ้าสังฆาฏิมาใส่ แล้วเตรียมตัวเข้านั่งสมาธิ ท่านกราบพระ 3 ครั้ง พอกราบครั้งที่ 3 ท่านนิ่งงันโดยไม่ขยับเขยื้อน นานเท่านานจนผิดสังเกต หลวงปู่บัวพา และหลวงปู่เจี๊ยะ จนฺโท ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เอามือมาแตะที่จมูกท่าน ปรากฏว่าท่านหมดลมหายใจแล้ว ไม่ทราบว่าหลวงปู่เสาร์ท่านมรณภาพไปเวลาใด แต่พอสันนิษฐานได้ว่า ท่านมรณภาพในอิริยาบถนั่งกราบ ท่านจึงพูดขึ้นกับหมู่คณะ (ซึ่งตอนนั้นมีพระเถระผู้ใหญ่ และพระเณรมานั่งดูอาการป่วยของหลวงปู่เสาร์) ว่า "หลวงปู่ได้มรณภาพแล้ว"
ข่าวการมรณภาพของหลวงปู่เสาร์ ก็แพร่กระจายไปเรื่อยๆ จนทางบ้านเมือง ญาติโยม พระเณร ชาวนครจำปาศักดิ์ขอทำบุญอยู่ 3 วัน เพื่อบูชาคุณขององค์หลวงปู่ พอวันที่ 4 บรรดาพระเถระ ญาติโยมชาวอุบลฯ จึงได้มาอัญเชิญศพขององค์หลวงปู่ไปวัดบูรพาราม จังหวัดอุบลฯ ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่เสาร์เคยอยู่มาก่อน ปีที่หลวงปู่เสาร์มรณภาพคือปี พ.ศ. 2484 (วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2484อายุ 82 ปี 3 เดือน 1 วัน)
ออกพรรษาแล้ว ปี พ.ศ. 2486 จึงได้จัดพิธีถวายเพลิงศพของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ในงานนี้หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้มาเป็นประธาน แต่ผู้ดำเนินงานคือ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ในวันถวายเพลิงศพนอกจากศพของหลวงปู่เสาร์แล้ว ยังมีพระเถระผู้ใหญ่อีก 3 รูป ที่มีการฌาปนกิจในวันเดียวกันคือ 1. ท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก (เสน ชิตโสโน) 2. พระมหารัฐ รฏฐปาโล 3. พระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) รวมเป็น 4 กับองค์หลวงปู่เสาร์ วันเช่นนี้นี่จึงเป็นวันที่มีการสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ของชาวจังหวัดอุบลราชธานี
แต่นี้จะไกลห่าง เหลือเพียงร่างร้างชีวา สุดสิ้นแห่งสังขาร สลายลับดับตามกาล
สิ้นชีพก็สิ้นห่วง บรรลุล่วงห้วงนิพพาน สุขใดไหนจักปาน เปรียบสุขนี้ไม่มีเลย... "
จากหนังสือฐานิโยวาท

หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้มรณภาพในอิริยาบถนั่งกราบพระประธานครั้งที่ 3 ในพระอุโบสถ วัดอำมาตยาราม อำเภอวรรณไวทยากร จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ ประเทศไทย ในขณะนั้น (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของแขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว) เมื่อวันอังคาร แรม 3 ค่ำ เดือน 3 ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 สิริอายุ 82 ปี พรรษา 62 คณะศิษย์ได้เชิญศพของท่านกลับมา ณ วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี และได้ประกอบพิธีฌาปนกิจในวันที่ 15 - 16 เมษายน พ.ศ. 2486
...ให้พากันละบาปและบำเพ็ญบุญ อย่าให้เสียชีวิตลมหายใจไปเปล่าประโยชน์...
…เขาสิเชื่อความดีที่เฮาเฮ็ด หลายกั่วคำเว้าที่เฮาสอน...
(เขาจะเชื่อความดีที่เราทำ มากกว่าคำพูดที่เราสอน)— หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Dhamma
- Hits: 20919

หลวงปู่สรวง ออยเตียนสรูล เป็นปริศนาที่มีมานานมากแล้ว บ้างก็ว่าท่านเป็นคนจังหวัดศรีสะเกษ บ้างก็ว่าท่านเป็นพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากประเทศกัมพูชา มาจำพรรษาที่ประเทศไทยหลายแห่ง จึงไม่มีใครที่จะทราบเรื่องราวประวัติที่แน่นอนของท่านเลย มีเพียงคำบอกเล่าจากปากต่อปาก จนเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันท่านได้มรณภาพไปแล้วตั้งแต่ วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2543 โดยสรีระสังขารของท่านนั้น ไม่ได้เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา จึงได้เก็บรักษาร่างของท่านไว้ในโลงแก้ว ที่วัดไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ

มีเรื่องเล่าประวัติทั้งที่พิสดาร และข้อสันนิษฐานต่างๆ มากมายเกี่ยวกับหลวงปู่สรวง เช่น
ตำนานที่ 1 เล่าว่า
หลวงปู่สรวง เดิมชื่อว่า “ต่อ” คนทั่วไปถามว่า หลวงปู่ชื่ออะไร หลวงปู่บอกว่า ลืมเสียแล้ว คนทั่วไปเข้าใจว่าหลวงปู่มาจากสรวงสวรรค์ จึงเรียกว่า “หลวงปู่สรวง” เล่ากันว่า "หลวงปู่สรวง เกิดวันพฤหัสบดี ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 4 ปีขาล ตรงกับ วันที่ 9 เดือน มีนาคม พ.ศ. 1793 มรณภาพ เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2543 ตรงกับ วันศุกร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 10 ปี มะโรง รวมอายุได้ 750 ปี (เจ็ดร้อยห้าสิบปี)
หลวงปู่สรวง มีบิดา ชื่อ พ่อแก้ว มารดา ชื่อ แม่คำ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน เป็น ชาย 5 คน หญิง 1 คน หลวงปู่สรวงเป็นบุตรคนที่ 5 บิดามารดาและพี่น้องทั้ง 5 คนไปอยู่เมืองสวรรค์กันทั้งหมด ในสมัยหลวงปู่สรวง อายุ 35 ปี จึงบวชพระเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 7 ปีจอ ตรงกับ วันที่ 21 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 1828 ที่วัดคงคา จังหวัดศรีสะเกษ มีพ่อท่านแก้วเป็นเจ้าอาวาส ตอนนี้วัดนี้ไม่มีแล้ว พระครูเทพโลกอุดร เป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ บวชแล้วอยู่ปฏิบัติธรรมที่วัดคงคา พระครูเทพโลกอุดรได้มาโปรดปฏิบัติธรรมอยู่บ่อยๆ
ออยเตียนสรูลท่านชี้ บอกทาง แปลว่าอย่าเหินห่าง แบ่งให้
สรูลสุขเกิดทางสว่าง จากจิต ตนนา หมั่นสั่งสมก่อไว้ สุขแท้ตลอดกาลฯ "ป.ปิโย ภิกขุ.
ตำนานที่ 2 เล่าว่า
หลวงปู่สรวง แต่เดิมเป็นชาวกัมพูชา และได้เดินทางมาอยู่บริเวณอำเภอขุนหาญ และอำเภอขุขันธ์ แถบชายแดนตามเชิงเขาพนมดังรัก (พนมดองเร็ก) ซึ่งเป็นเขตกั้นกลางระหว่างประเทศกัมพูชา ท่านเป็นผู้ทรงศีลปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ และได้พักอาศัยอยู่ตามกระท่อมในไร่นาของชาวบ้านโคก และเวียนไปในที่ต่างๆ นานๆ ก็จะกลับมาให้เห็น ณ ที่เดิมอีก

ในสายตาและความเข้าใจของชาวบ้านในสมัยนั้นมองท่านว่า เป็นผู้มีคุณวิเศษแตกต่างจากบุคคลทั่วไป และเรียกขานท่านว่า “ลูกเอ็อวเบ๊าะ” หรือ “ลูกตาเบ๊าะ” (เป็นภาษาเขมร หมายถึงพระดาบสที่เป็นผู้รักษาศีลอยู่ตามถ้ำตามป่าเขา)
ในสมัยนั้น มีป่าเขาอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยป่าไม้และสัตว์ป่านานาพันธุ์ มีลูกศิษย์ติดตามหลวงปู่เดินธุดงค์ตามป่าเขาแถบชายแดนไทย ตลอดจนถึงประเทศเขมร แต่ก็อยู่กับหลวงปู่ได้ไม่นานจำต้องกลับบ้าน เนื่องจากทนความยากลำบากไม่ไหว หลวงปู่จึงเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ โดยลำพัง ทำให้ไม่มีใครทราบถิ่นกำเนิดและอายุของหลวงปู่ที่แท้จริง รู้เพียงแต่ว่าหลวงปู่เป็นชาวเขมรต่ำ ได้เข้าอาศัยในประเทศไทยนานแล้ว
คนแก่คนเฒ่าผู้สูงอายุที่เคยเห็นท่านต่างพูดว่า พอจำความได้ก็เห็นท่านอยู่ในลักษณะเหมือนที่เห็นในปัจจุบันนี้ ผิดไปจากเดิมบ้างเล็กน้อยเท่านั้น อีกทั้งหลวงปู่เป็นคนพูดน้อย และไม่เคยเล่าประวัติส่วนตัวให้ใครฟัง จึงไม่มีใครทราบประวัติและอายุที่แท้จริงของท่านได้ ชาวบ้านแถบนี้เห็นหลวงปู่บ่อยๆ ที่ป่าบ้านตะเคียนราม วัดตะเคียนราม (อำเภอภูสิงห์) แถวบ้านลุมพุก ตำบลกันทรารมย์ อำเภอขุขันธ์ และตามหมู่บ้านอื่นๆ รอบชายแดน ท่านจะอยู่แถบนี้โดยตลอด แต่ก็จะไม่อยู่เป็นประจำในที่ใดที่หนึ่ง บางทีหายไป 2-3 ปีก็จะกลับมาใหม่อีกครั้ง โดยที่ไม่รู้ว่าหลวงปู่ไปไหน มาระยะหลังๆ นี้พบหลวงปู่เป็นประจำอยู่ในกระท่อมนาข้างต้นโพธิ์ บ้านขะยอง วัดโคกแก้ว บ้านโคกเจริญ กระท่อมนาระหว่างบ้านละลม กับบ้านจะบก กระท่อมนาบ้านรุน (อำเภอบัวเชด) และบ้านอื่นๆ ใกล้เคียง
ในระยะนี้ มีผู้ปวารณาเป็นลูกศิษย์อาสาขับรถให้หลวงปู่นั่งไปในสถานที่ต่างๆ ทำให้มีผู้รู้จักหลวงปู่มากขึ้นทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย แต่ละวันจะมีผู้ขับรถเข้ามากราบไหว้หลวงปู่เป็นจำนวนมาก บางคนก็สมหวังมีโอกาสได้กราบนมัสการ บางคนมาไม่พบก็ต้องนั่งรอนอนรอจนกว่าหลวงปู่จะกลับมา ถึงแม้ว่าจะพบความลำบากเพียงไรก็ยอมทน เพียงขอให้มีโอกาสกราบหลวงปู่สักครั้งหนึ่งในชีวิต

หลวงปู่เป็นพระที่มักน้อย สันโดษ สมถะ มีอุเบกขาสูงสุด ให้ความเมตตากับผู้ที่ไปหาทุกคน ให้ความสำคัญกับทุกคนเท่ากันหมดไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นคนยากจน เป็นเศรษฐี ใครรู้จักหลวงปู่มานานขนาดไหน หรือได้ติดตามรับใช้หลวงปู่มานานก็ตาม ท่านไม่เคยเอ่ยปากนับว่าเป็นศิษย์ หรือใช้สิทธิพิเศษแก่คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะแม้แต่คนเดียว ทุกคนจะได้รับความเมตตาจากหลวงปู่เสมอมา จึงมีผู้มากราบไหว้หลวงปู่เป็นประจำ และกลับมาหาหลวงปู่อยู่เสมอ
ความเป็นอยู่ของหลวงปู่นั้นท่านอยู่อย่างเรียบง่าย จำวัดอยู่ตามกร่ะท่อมนาเล็กๆ มีกระดานไม้ปูไม่กี่แผ่น (บางครั้งก็มีแค่ 2-3 แผ่น) แค่พอนอนได้ ทุกแห่งที่หลวงปู่จำวัดจะมีเสาไม้สูงปักอยู่ มีเชือกขาวขึงระหว่างกระท่อม เสาไม้หรือต้นไม้ข้างเคียงมีว่าวขนาดโตที่บุด้วยจีวร หรือกระดาษแขวนไว้เป็นสัญลักษณ์ ที่ขาดไม่ได้คือจะต้องให้ลูกศิษย์ก่อกองไฟไว้เสมอ บางครั้งลูกศิษย์เอาของถวายท่านก็จะโยนเข้ากองไฟ ฉะนั้น ถ้าเห็นว่ากระท่อมใดมีสิ่งของดังกล่าว ก็หมายถึงว่าเป็นที่ที่หลวงปู่เคยจำวัดหรือเคยอยู่มาก่อน

พระครูโกศลสิกขกิจ “หลวงพ่อพุฒ วายาโม” เจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนา ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เล่าว่า มีลูกศิษย์วัดมาบอกว่า หลวงปู่สรวง ได้มาเยือนวัดไพรพัฒนา จึงรีบออกไปเพื่อต้อนรับ ปรากฏว่า ไม่พบหลวงปู่ ไม่ทราบว่าหายไปทางทิศใด บุคลิกและกิจของหลวงปู่สรวง จะมีลักษณะความสันโดษ แม้ว่าท่านจะมีผู้คอยติดตามรับใช้ ท่านก็ไม่เคยยึดติด หลวงปู่ยังคงใช้ชีวิตธรรมดา พักอาศัยตามกระท่อมของชาวบ้าน เมื่อท่านได้รับปัจจัยมา ท่านก็ไม่ยึดติดและทำการให้ทานแก่คนยากไร้มาโดยตลอด และหลายๆ ครั้งท่านก็แทบจะไม่สนใจลาภสักการะเงินทองอะไรเลย มีเรื่องเล่าว่า บางครั้งหลวงปู่ยังนำเงินบริจาคลงบนกองไฟก็มีมาแล้ว มีผู้ติดตามเล่าให้ฟังว่าไม่เคยเห็นหลวงปู่นอนหลับเลย บางครั้งไม่ฉันเป็นสิบๆ วันก็ยังอยู่ได้เป็นปกติ
บางครั้งไม่เห็นท่านนานหลายวัน อยู่ดีๆ ก็เห็นท่านกลับมาอีกครั้ง โดยจะสังเกตุได้จากว่าวที่แขวนหน้ากระท่อม ถ้าหลวงปู่สรวงไม่อยู่ ว่าวนี้ก็จะหายไปด้วยเช่นกัน บางครั้งก็นุ่งห่มเหลือง บางครั้งก็แต่งขาว ชาวบ้านถือเป็นเรื่องปกติเพราะเป็น มหามุนีเทพดาบส โดยทั่วๆไปที่เรียกว่า หลวงปู่ นั้น ด้วยมีกิจปฏิบัติเฉกเช่นสงฆ์

ล่วงเข้าปี 2540 ช่วงเย็นวันหนึ่ง หลวงปู่สรวงเดินทางมาที่ตำบลไพรพัฒนา กำนันทวาย ไพรบึง จึงจัดขัน 5 ขัน 8 อันเป็นเครื่องสักการะ แล้วนิมนต์ให้จำวัดไพรพัฒนา วันรุ่งขึ้นพอฟ้าสางก็หายไปอีก อีกชั่วระยะหลวงปู่สรวงก็กลับมาอีก หลวงพ่อพุฒจึงนำขันดอกไม้ไปสักการะและก่อกองไฟให้ หลวงปู่ฯ จึงเทศนาให้ฟังจนดึก แล้วเขียนอักขระให้ 3 ตัวคือ อองโพธิสัตว์ ออยกังกูย เพียวะเนีย (เป็นพระให้เจริญภาวนา) เทอเจิ๊ด ออยสะหรูด (ทำให้สบาย) เทอเจิ๊ด ออยสะโหลด (ทำให้บริสุทธิ์)
ความอัศจรรย์มากมาย ที่เล่าต่อๆ กันมามีมากมาย ทั้งจากลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาส และพระสงฆ์ ต่างก็พากันยืนยันในเรื่องความดีงามของหลวงปู่สรวง อีกทั้งผู้คนมากมาย มักมีโชคลาภ และเชื่อกันว่าเป็นเพราะบารมีหลวงปู่สรวง การเล่าปากต่อปาก มากมายในเรื่องราวปริศนา และความอัศจรรย์ต่างๆ เป็นเหตุให้ผู้คนจากทั่วสาระทิศ วนเวียนมากราบไหว้บูชาหลวงปู่สรวงอย่างไม่ขาดสาย
เหตุการณ์ในวันที่ 8 กันยายน 2542 (ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 10 ปีมะโรง)
ตามปกติแล้ว หลวงปู่จะมีสุขภาพแข็งแรง สามารถนั่งรถเดินทางไปไหนมาไหนได้เป็นเวลาติดต่อกันหลายวัน โดยหยุดพักเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่านจะไม่ค่อยเจ็บป่วย หรือแสดงอาการว่าเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด จะมีบ้างก็เป็นการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ และก็หายได้ในเร็ววัน เพิ่งจะมีอาการป่วยปรากฏไม่กี่เดือนหลังนี้ หลวงปู่มีอาการป่วยและฉันอาหารไม่ได้เป็นเวลาหลายวัน ท้ายสุดหลวงปู่ได้มาพักอยู่ที่กระท่อมนาข้างวัดป่าบ้านจะบก ในเวลาประมาณ 14.00 น. อาการป่วยของหลวงปู่ก็กำเริบหนัก โดยหลวงปู่ได้บอกบรรดาศิษย์ว่าจะไปที่บ้านรุน และได้ให้นายกัณหาผู้เป็นลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่ง ซึ่งอยู่บ้านละลมถอดเสื้อออกมาโบกพัดด้านหลังหลวงปู่
หลังจากพัดอยู่นานพอสมควร ก็ได้สั่งให้ลูกศิษย์ที่รวมกันอยู่ในกระท่อมในขณะนั้น ช่วยกันงัดแผ่นกระดานปูกระท่อม ที่หลวงปู่นั่งทับอยู่ออกมาหนึ่งแผ่น ทั้งๆ ที่ท่านเองก็ยังนั่งอยู่บนกระดานแผ่นนั้น พองัดออกมาหลวงปู่ได้พนมมือไหว้ทุกทิศ เสร็จแล้วก็ให้ศิษย์หามท่านออกมาจากกระท่อม วางบนพื้นดินด้านทิศเหนืออยู่ระหว่างกระท่อมกับต้นมะขาม โดยตัวท่านเองหันหน้าเข้ากระท่อม
ขณะนั้น มีผู้นำน้ำดื่มบรรจุขวดมาถวายสองขวด หลวงปู่ได้เทราดตนเองจากศีรษะลงมาจนเปียกโชกไปทั้งตัว คล้ายกับเป็นการสรงน้ำครั้งสุดท้าย นายชัยผู้ขับรถให้หลวงปู่นั่งเป็นประจำได้นำรถมาเทียบใกล้ๆ แล้วช่วยกันพยุงหลวงปู่ขึ้นรถแล้วขับมุ่งตรงไปที่บ้านรุน ซึ่งอยู่ในอำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ โดยมีนายสุข หรือนายดุง (คนบ้านเจ๊ก อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ) ขับรถติดตามไปเพียงคนเดียว พอถึงบ้านรุนนายชัยได้หยุดรถตรงหน้าบ้านนายน้อย เพื่อจะบอกให้นายน้อยตามไป แต่หลวงปู่ได้บอกให้นายชัยขับรถไปที่กระท่อมโดยด่วน โดยสั่งว่า “โตวกะตวม โตวกะตวม กะตวม”
พอถึงกระท่อมนา ก็ได้อุ้มหลวงปู่วางลงบนแคร่ที่ตั้งอยู่ในกระท่อม แล้วช่วยก่อกองไฟเพื่อให้ความอบอุ่นแก่หลวงปู่ นายสุขได้อาสาออกไปหาอาหารข้างนอก เพื่อมาถวายหลวงปู่และรับประทานกันเอง นายสุขไปที่บ้านโคกชาติ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ ไปหานายจุก นางเล็ก ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ไปอุปัฏฐากหลวงปู่เป็นประจำ โดยบอกให้นายจุกรีบไปบ้านรุนเพื่อให้ไปดูอาการหลวงปู่ ซึ่งมีอาการป่วยหนักกว่าปกติ ส่วนตัวเองกับสามีก็รีบขับรถตามมาทีหลัง พอมาถึงกระท่อมปรากฏว่า ไม่มีรถของนายชัยจอดอยู่ พวกที่อยู่ก็ช่วยกันประกอบอาหารอย่างรีบเร่งเพื่อจะให้หลวงปู่ได้ฉัน
โดยหวังว่าหากหลวงปู่ฉันแล้ว ก็คงจะทำให้หลวงปู่มีอาหารดีขึ้นบ้าง แต่หลวงปู่ไม่ยอมฉันเลย แม้จะพากันอ้อนวอนอย่างไรท่านก็นิ่งเฉย นายชัยที่ออกไปทำธุระข้างนอกได้กลับมา โดยขับรถตามนายน้อยที่นำของมาถวายหลวงปู่เหมือนเดิม เมื่อไม่สามารถที่จะทำให้หลวงปู่ฉันได้ ทุกคนก็พิจารณาหาวิธีการว่าจะช่วยหลวงปู่ได้อย่างไร
ในที่สุดก็มีความเห็นว่า ให้รีบแต่งขันธ์ห้าขันธ์แปด (ดอกไม้ธูปเทียน) ขอขมาหลวงปู่โดยด่วน ตามที่เคยกระทำมาแล้วและได้ผลมาหลายครั้ง หลวงปู่หายจากการป่วยทุกครั้งไป โดยการยืนยันของนายชัยว่า ถ้าได้แต่งขันธ์ห้าขันธ์แปดขอขมาพร้อมนิมนต์แม่ชีมาร่วมสวดมนต์ให้ท่านฟังด้วย แล้วท่านก็จะหายเป็นปกติ ทุกคนเห็นชอบด้วยจึงให้นายชัยรีบไปดำเนินการโดยด่วน
นายชัยขับรถออกไปที่บ้านขยุง เพื่อไปหาคนที่เคยแต่งขันธ์ห้าขันธ์แปด เมื่อนายชัยออกไปแล้วลูกศิษย์ที่อยู่ในที่นั่น ซึ่งประกอบด้วยผู้ใหญ่บ้านบ้านรุนและลูกน้องอีกหลายคน รวมทั้งเจ้าของกระท่อมนาที่หลวงปู่พักอยู่ด้วยได้ช่วยกันแต่งขันธ์ห้าขันธ์แปดเฉพาะหน้าไปก่อน เพื่อเป็นการบรรเทาจนกว่านายชัยจะตามคนแต่งมาแต่งให้อีกทีหนึ่ง โดยตัวนายน้อยเองได้อาสาไปหาธูปเทียนจากข้างนอก นายน้อยได้ขับรถไปประมาณ 300 เมตรก็ไปติดหล่มไม่สามารถขับออกไปได้ ทั้งๆ ที่เป็นทางเข้าออกเป็นประจำไปมาได้สะดวกตลอดเวลา และด้วยความร้อนใจอยากจะได้ธูปเทียนมาโดยเร็ว นายน้อยได้จัดการล็อครถแล้วอุ้มลูกเดินออกไป
ช่วงนั้นเอง นายชัยก็ได้ขับรถเข้ามาแต่ก็ผ่านเข้ามาไม่ได้ เนื่องจากรถของนายน้อยจอดติดหล่มขวางไว้ จึงได้กลับรถแล้วเอาไปจอดไว้ที่บ้านนายน้อย ระหว่างที่กำลังคอยนายน้อยออกไปซื้อธูปเทียนนั้น บรรดาชาวบ้านบ้านรุน รวมทั้งผู้ใหญ่บ้านก็ได้ทยอยกันลากลับทีละคนสองคน มีชาวบ้านรุนซึ่งเป็นผู้หญิงพูดออกความเห็นว่า ถ้าจะให้ดีแล้วควรนำหลวงปู่ส่งโรงพยาบาลน่าจะเป็นการดีที่สุด แต่ก็กลับบ้านไปจนหมด ไม่เหมือนทุกครั้งที่เขาเหล่านั้นจะอยู่กับหลวงปู่ตลอดเวลาไม่ยอมกลับกันง่ายๆ จะกลับไปก็ต่อเมื่อหลวงปู่ได้ไปที่อื่นแล้วเท่านั้น
มีลูกศิษย์อยู่กับหลวงปู่ในกระท่อมแค่ 8 คนเท่านั้น รวมทั้งเด็กที่เป็นลูกของนายจุกนางเล็กด้วย ทุกคนต่างก็หาวิธีการที่จะช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของหลวงปู่ ซึ่งขณะนั้นเมื่อจับดูตามร่างกายของหลวงปู่จะเย็นจัดตลอดเวลา บางคนได้เอาหมอนไปอังไฟให้ร้อนแล้วนำมาประคบตามร่างกายของหลวงปู่ เอาผ้าชุบน้ำเช็ดนิ้วมือนิ้วเท้าหลวงปู่ ทำความสะอาดและเช็ดทั้งร่างกาย โดยย้ำว่าให้ทำความสะอาดดีที่สุด บางจุดที่เท้าของหลวงปู่ที่ลูกศิษย์เช็ดให้ไม่สะอาดพอ หลวงปู่ก็จะใช้นิ้วเกาออกอย่างแรงจนสะอาด เมื่อทำความสะอาดร่างกายพอสมควรแล้ว หลวงปู่เอ่ยออกเสียงแผ่วเบามาเป็นภาษาเขมรว่า “เนียงนาลาน” (นาง..ไหนล่ะรถ)

ซึ่งเสียงที่เปล่งออกมานั้นแผ่วเบามาก ทุกคนเข้าใจว่าเนียงนั้นหมายถึงนางเล็ก จึงได้พากันอุ้มหลวงปู่ไปขึ้นรถของนายจุกนางเล็ก ผู้ที่อุ้มมีนายจุกและนายตี๋ นายสุขเป็นผู้เปิดประตูรถให้ พอนำหลวงปู่ขึ้นนั่งบนรถ ลูกศิษย์ได้ปรับเบาะเอนลงเพื่อจะให้หลวงปู่ได้เอนกายสบายขึ้น ท่านได้พยายามยื่นมือมาดึงประตูรถปิดเอง ลูกศิษย์ก็ได้ช่วยปิดให้ รถเคลื่อนออกจากกระท่อมเพื่อจะไปโรงพยาบาลบัวเชด ซึ่งใกล้ที่สุด แต่ไปได้ไม่ถึง 50 เมตร อาการของหลวงปู่ก็เริ่มหนักขึ้นทุกที จนลูกศิษย์ที่นั่งอยู่ด้วยด้านหลังตกใจและร้องขึ้นว่า “หลวงปู่อาการหนักมากแล้ว” จึงจอดรถ
ผู้ที่นั่งอยู่รถคันหลวงก็วิ่งเข้ามาดูแล้วก็บอกว่า อย่างไรก็ต้องนำหลวงปู่ไปส่งให้ถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ รถจึงออกอีกครั้ง แต่ไม่สามารถจะไปได้ เพราะรถของนายน้อยติดหล่มขวางทางอยู่ นายจุกได้ร้องตะโกนบอกให้นายจันวิ่งไปสำรวจดูเส้นทางอื่นว่าจะนำรถออกไปทางไหนได้อีก เมื่อดูโดยทั่วแล้วก็เห็นว่ามีทางออกอีกเพียงทางเดียว ก็คือขับฝ่าทุ่งหญ้าออกไปหาถนน เมื่อดูสภาพทางแล้วก็ไม่น่าจะออกไปได้ แต่ก็ตัดสินใจขับออกไปและก็สามารถขับผ่านออกไปได้
เหตุการณ์บนรถในขณะที่กำลังเลี้ยวรถเพื่อจะขับผ่านทุ่งหญ้าออกไปนั้น ได้มีอาการบางอย่างที่เป็นสัญญาณแสดงว่า หลวงปู่จะมรณภาพแน่นอนให้คนที่อยู่บนรถเห็น ต่างคนก็ร่ำไห้มองดูด้วยความอาลัยและสิ้นหวัง หลวงปู่เริ่มหายใจแผ่วลง ในที่สุดได้ทอดมือทิ้งลงข้างกายแล้วก็จากไปด้วยความสงบ อย่างไรก็ตาม ลูกศิษย์ก็ยังคงนำหลวงปู่มุ่งไปที่โรงพยาบาลด้วยความหวังว่า หมอจะสามารถช่วยให้หลวงปู่ฟื้นขึ้นมาได้
ระหว่างทางไปโรงพยาบาลนั้น นายสาด ชาวบ้านตาปิ่น อำเภอบัวเชด ก็ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมา นายจุกชะลอรถแล้วตะโกนบอกให้นายสาดตามไปที่โรงพยาบาลบัวเชดด่วน โดยบอกว่าอาการหลวงปู่นั้นแย่มาก ไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่ พอไปถึงโรงพยาบาลแพทย์และนางพยาบาลได้รีบนำหลวงปู่เข้าห้องฉุกเฉิน ทำการตรวจโดยละเอียด แล้วสรุปว่าหลวงปู่สิ้นลมไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมง แต่ลูกศิษย์ต่างก็ยืนยันว่าสิ้นลมไม่เกิน 10 นาทีแน่นอน เพราะระยะทางจากบ้านรุนมาโรงพยาบาลบัวเชิดประมาณ 10 กิโลเมตร และก็ได้ขับรถมาอย่างเร็วด้วย ลูกศิษย์ไม่ให้ทางโรงพยาบาลฉีดยา หรือทำอย่างใดอย่างหนึ่งกับร่างกายของหลวงปู่ทั้งสิ้น เมื่อเห็นว่าไม่สามารถจะช่วงหลวงปู่ได้แน่นอนแล้วก็พากันนำร่างหลวงปู่กลับ
พอมาถึงบ้านตาปิ่น ก็ได้แวะจอดเอาจีวรเก่าของหลวงปู่ที่เคยให้นายสาดไว้ เพื่อนำมาครองหลวงปู่ให้อยู่สภาพที่เรียบร้อย นายสาดก็ได้นำขึ้นรถมาด้วย พอถึงบ้านรุน นายชัยและนายน้อยได้จอดรถรออยู่แล้วก็ได้แจ้งว่า หลวงปู่มรณภาพแล้ว ต่างคนต่างก็รีบขับรถออกมาโดยมุ่งหน้าไปทางบ้านละลม พอมาถึงบ้านไพรพัฒนา นายจุกได้ขับรถแวะเข้าที่วัดไพรพัฒนาเพื่อแจ้งข่าวให้หลวงพ่อพุฒ วายาโม เจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนาได้ทราบว่า หลวงปู่ได้มรณาภาพแล้ว
ขณะนั้นเวลาประมาณ 19.00 น. หลวงพ่อพุฒกำลังนั่งสนทนากับพระลูกวัดอยู่ก็มีรถ 4 คัน วิ่งเข้ามาจอด มีนายสาด ตาปิ่น ซึ่งเป็นคนที่รู้จักขึ้นมาบนกุฎิแล้วบอกหลวงพ่อพุฒว่า หลวงปู่มรณภาพแล้ว หลวงพ่อพุฒอึ้งอยู่ขณะหนึ่งแล้วถามว่า มรณภาพที่ไหน นายสาดตอบว่า มรณภาพโรงพยาบาล และได้นำร่างของท่านมาพร้อมกับรถนี้แล้ว หลวงพ่อพุฒจึงลงไปที่รถแล้วเปิดประตูกราบลงบนตักหลวงปู่ แล้วเอามือจับตามร่างกาย และถามบรรดาลูกศิษย์ว่าจะดำเนินการกันต่อไปอย่างไร ก็ได้รับคำตอบว่า จะนำศพหลวงปู่ไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบ้านขยุง หลวงพ่อพุฒบอกให้เดินทางล่วงหน้าไปก่อนจะตามไปทันที
รถทั้งสี่คันเคลื่อนตัวออกจากวัดไพรพัฒนามุ่งหน้าไปยังบ้านขยุง หลวงพ่อพุฒที่ได้เดินทางตามมาได้อธิษฐานว่า “สาธุ ถ้าหากหลวงปู่มีความประสงค์จะให้ลูกหลานได้เป็นผู้บำเพ็ญกุศล ก็ขอให้หลวงปู่ได้กลับมายังวัดด้วยเถิด” พอถึงหน้าวัดป่าบ้านโคกชาติ มีรถหลายคันจอดอยู่ ปรากฏว่า ขบวนที่นำร่างหลวงปู่มาบอกว่าจะนำร่างหลวงปู่กลับมาบำเพ็ญกุศลที่วัดไพรพัฒนา หลังจากที่เดินทางกลับมาถึงวัดไพรพัฒนาแล้ว หลวงพ่อได้ให้อัญเชิญร่างของหลวงปู่มาไว้ที่ศาลาพร้อมกับจุดธูปอธิษฐานว่า “หากเป็นความประสงค์ของหลวงปู่ที่จะให้ลูกหลานได้บำเพ็ญกุศลในที่นี่จริง ก็ขอให้ดำเนินการไปโดยเรียบร้อย และก็ขอให้มีลูกศิษย์ของหลวงปู่เดินทางมาร่วมบำเพ็ญกุศลโดยทั่วกันด้วย”

ต่อจากนั้นก็ได้ดำเนินการบำเพ็ญกุศลให้กับหลวงปู่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน นี่คือเหตุการณ์ทั้งหมดว่า เหตุใดสรีระหลวงปู่สรวงจึงได้มาตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัดไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ
คำสอนของหลวงปู่สรวง ที่เราได้ยินบ่อยๆ คือ
ออย เตียน สรูล แปลว่า ให้ทาน มีความสุข "
ออยเตียน เมียนบาน" แปลว่า "ให้ทาน แล้วจะร่ำรวย "
เทอเจิด ออยสะโลด" แปลว่า "ทำจิตให้บริสุทธิ์แจ่มใส "
เต็อวเวือด เรียะษาเซ็ล" แปลว่า "ไปวัด รักษาศึล "
พรที่หลวงปู่สรวงให้เราตลอดมา คือ
บายตึ๊กเจีย แปลว่า ข้าวน้ำดี
หมายถึง ให้อยู่ดีมีสุข อุดมสมบูรณ์ด้วย ความพอเพียง "

วัดไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ
![]()

















