- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Dhamma
- Hits: 1034

โยมไม่ต้องมาบริจาคเงินให้วัด.. โยมเอาเงินไปดูแลพ่อแม่ได้บุญมากกว่าเอามาให้วัด
โยมอย่าเอาไฟฟ้าเข้าวัด เพราะจะทำให้พระต้องมีค่าใช้จ่าย พระไม่มีรายได้อยู่โดยไม่มีไฟฟ้าดีกว่า
โยมมาที่วัดขออย่าอึกทึกเสียงดัง มาอยู่วัดให้ทำสมาธิฝึกจิต ได้บุญกว่ามานั่งกราบพระน่ะ
คำสอนง่ายๆ ของ หลวงปู่ทุย หรือ พระอาจารย์ปรีดา ฉนฺทกโร เจ้าสำนักวัดป่าดานวิเวก หรือวัดดงศรีชมภู ซึ่งตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านแสงอรุณ ตำบลศรีชมภู อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ
ท่านเป็นพระธรรมยุตสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นศิษย์รุ่นน้องหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ในด้านปฏิปทาท่านเป็นพระสมถะ สันโดษ มีความเป็นอยู่เรียบง่าย น่าเลื่อมใส และเจริญรอยตามคำสอนแห่งองค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เคยกล่าวถึงท่านว่าเป็นดั่ง “เพชรน้ำหนึ่ง” ของวงการพระป่า ด้วยความเคร่งครัด สมถะ และยึดมั่นในพระธรรมวินัยอย่างไม่เปลี่ยนแปลงตามกระแสโลก
บุคลิกของหลวงปู่ทุยที่ศิษยานุศิษย์รู้จักดี คือ ความดุ เจ้าระเบียบ และความเคร่งครัด แต่จิตใจท่านมีความเมตตาต่อบรรดาลูกศิษย์ เวลาทำอะไรจะยึดถือปฏิบัติตามแบบโบราณตามที่ครูบาอาจารย์สอน ไม่ใช้เทคโนโลยี เพราะท่านเห็นว่าเทคโนโลยีเข้ามาจะเป็นผลเสีย ซึ่งเห็นได้ว่าคนสมัยนี้วิ่งเร็วเกินตัวเองไปมาก ถือเป็นเรื่องอันตราย

หลวงปู่ทุย หรือ พระอาจารย์ปรีดา ฉนฺทกโร เกิดวันที่ 4 กันยายน 2476 พื้นเพท่านเป็นชาวอุบลราชธานีโดยกำเนิด แต่ไปเติบโตที่ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุยังน้อย สมัยบวชเรียนเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เป็นรุ่นน้องของหลวงตามหาบัว ซึ่งหลวงตามหาบัวเป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ที่มีปฏิปทาของพระป่าสมัยก่อนที่ถือธุดงควัตร 13 ข้อ แน่นแฟ้น และปกปักรักษาป่าอย่างถวายชีวิต หลวงปู่ทุยเองก็ได้เจริญรอยตาม หลังจากที่หลวงตามหาบัวสร้างวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ท่านก็มาจำพรรษาอยู่ที่นี่ช่วงหนึ่ง
อุปนิสัยหลวงปู่ทุย เป็นคนรักธรรมชาติ จึงชอบสงวนที่ป่าเขาลำเนาไพร มีมากมีน้อยท่านไม่เคยทำลาย หลังจากฝึกกรรมฐานจนสำเร็จ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกองเพล จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันอยู่ในเขต จังหวัดหนองบัวลำภู) ได้แนะนำให้ท่านธุดงควัตรมาที่ดงสีชมภูนี้เมื่อปี 2509 ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่สีแดงที่คอมมิวนิสต์ยึดครองอยู่

หลวงปู่ทุยอยู่ที่นี่ได้ 2 ปี ก็ได้ตั้ง วัดป่าดานวิเวก ขึ้น ในปี 2511 ชื่อของวัดมาจากพื้นที่แห่งนี้เดิมเป็น ดานหินทราย ภายในบริเวณวัดประกอบด้วยพื้นที่ป่าหลายส่วน รวมกัน 2,500 ไร่ เฉพาะพื้นที่ของวัดเองประมาณ 14 ไร่ เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เช่าโดยถูกต้องตามกฎหมาย รวมกับพื้นที่ของกรมป่าไม้ที่ให้วัดดูแลอีก 700 ไร่ และพื้นที่ ส.ป.ก.อีก 1,400 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านปลูกมันสำปะหลัง แล้วกลายเป็นป่าเสื่อมโทรมเลยยกให้หลวงดูแล
ท่านจึงชวนชาวบ้านใน 3 ตำบล ของ อำเภอโซ่พิสัย ปลูกป่าใหม่ขึ้นมา ทั้งไม้ประดู่ ชิงชัง เต็ง รัง จนไม้เติบใหญ่ขึ้นเป็นป่าใหม่ แล้วพื้นที่ทั้งหมดนี้ท่านถวายเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติ 60 ปี ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวบ้านทุกคนจะได้ช่วยกันดูแล ทั้งยังหาแหล่งน้ำให้ชาวบ้านไว้ใช้ในการเกษตรอีกด้วย

หากใครได้เข้าไปในบริเวณวัดป่าดานวิเวก จะเห็นว่า วัดสงัดเงียบมาก ร่มรื่น เพราะเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยมากมาย แต่ถึงต้นไม้จะเยอะ ใบไม้จะร่วงหล่นลงมามากแค่ไหน ก็หาได้สู้ความขยันของพระเณรในวัดไม่ เพราะพระเณรจะช่วยเก็บกวาดและทำความสะอาดเสนาสนะทุกวัน
ขณะที่เสนาสนะหรือสิ่งปลูกสร้างในวัดมีเพียงกุฏิสงฆ์ ศาลาอเนกประสงค์ที่สร้างด้วยไม้ และเรือนปฏิบัติธรรมของฆราวาสเท่านั้น ภายในวัดไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา พระสงฆ์และเณรใช้แสงไฟจากตะเกียงและน้ำบาดาลเท่านั้น ดังนั้นวัดของหลวงปู่จึงไม่มีการบอกบุญ เรี่ยไร หรือตั้งตู้รับบริจาคใดๆ ทั้งสิ้น และข้อที่ควรรู้อย่างหนึ่งเกี่ยวกับหลวงปู่ คือ ท่านไม่ชอบให้ใครมาถ่ายรูปท่าน รวมถึงภายในวัด เพราะไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์อันใด
ว่าด้วยสมณศักดิ์ ก็เป็นสิ่งที่ท่านไม่เคยปรารถนาอยากได้ ได้ยินว่าทางหลวงปู่ทุยเคยแจ้งไปทางหน่วยงานราชการว่า "ไม่ต้องให้ยศให้ตำแหน่งหรือสมณศักดิ์แก่ท่าน" ท่านบอกว่า ขอเป็นพระธรรมดา อยู่เฉยๆ ก็พอแล้ว และทางวัดจะไม่รับกฐิน เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายจึงไม่ต้องใช้เงิน วัดแห่งนี้ ไม่มีการบอกบุญ ไม่เรี่ยไร ไม่ตั้งตู้รับบริจาค และไม่รับกฐิน ตามเจตนารมณ์ของหลวงปู่ที่เห็นว่า พระควรอยู่อย่างพอเพียง ไม่เป็นภาระต่อญาติโยม

เงินไม่สำคัญ ใจต่างหากที่ต้องรักษา”
ธรรมะที่หลวงปู่สอนเทศน์ชาวบ้านญาติโยม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องง่ายๆ แต่แสดงให้เห็นข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาอันงดงามของท่านอย่างชัดเจน เช่น “โยมไม่ต้องมาบริจาคเงินให้วัด โยมเอาเงินไปให้พ่อแม่ได้บุญมากกว่าเอามาให้วัด เรื่องเงินไม่สำคัญ ฆราวาสมีศีล 5 ก็พอ” เป็นปรัชญาสั้นๆ ที่คมลึกซึ้ง นอกจากนี้ ท่านมักจะเทศน์สอนบอกชาวบ้านว่า “โยมอย่าเอาไฟฟ้าเข้าวัด เพราะจะทำให้พระต้องมีค่าใช้จ่าย พระไม่มีรายได้ อยู่โดยไม่มีไฟฟ้าดีกว่า” หรือ “โยมมาที่วัด ขออย่าอึกทึกเสียงดัง มาอยู่วัดให้ทำสมาธิ ฝึกจิต ได้บุญกว่ามานั่งกราบพระ” เป็นต้น
ใครที่เคยมากราบ หรือสนทนาธรรมกับหลวงปู่ทุยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลวงปู่เป็นพระสมถะ เคร่งครัดในข้อวัตรปฏิบัติอย่างมาก ถึงแม้บุคลิกท่านจะดูค่อนข้างดุ เจ้าระเบียบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย กระนั้นพระเณรทั้งหลายก็อยากมาอยู่ศึกษาธรรมะกับท่าน เพราะชอบใจในข้อวัตรปฏิบัติที่หลวงปู่วางไว้และเพื่อมุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ

ยุคสมัยที่เงินทองครอบงำทุกชนชั้นวรรณะ จนหลายคนหลงลืมแก่นแท้ของชีวิตว่า ความสุขแท้จริงมันเกิดขึ้นได้อย่างไร? แม้แต่วงการศาสนาไม่วายที่หลายวัดต้องกลายเป็นพุทธพาณิชย์ บางวัดมุ่งเทศนาชวนเชื่อแต่เรื่องการบริจาคเงิน จนลืมแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา แต่สำหรับหลวงปู่ทุยแล้วยังคงเป็นพระธรรมดา สมถะ สันโดษ ตั้งมั่นในศีลาจารวัตร เป็นที่เลื่อมใสของชาวพุทธอยู่เสมอ
ปัจจุบัน องค์หลวงปู่ทุย ฉนฺทกโร มีอายุมาก และช่วงนี้หลวงปู่แพ้อากาศ การเข้ากราบองค์หลวงปู่จึงต้องมีเวลา เพื่อรักษาธาตุขันธ์องค์ท่าน ถ้าไม่มีเหตุจำเป็น หลวงปู่จะออกมารับคณะศรัทธาญาติโยมเวลาบ่าย 3 โมงทีเดียว

โอวาทธรรม หลวงปู่ปรีดา หลวงปู่ทุย ฉนฺทกโร
..ไปเที่ยวนั้นวิ่ง ไปเที่ยวนี้วิ่ง ไปดูโทรศัพท์โทรทัศน์วิ่ง ไปเที่ยวกินวิ่ง ถือใส่มือหิ้วสองข้างอือหือหนักเทกระจาด นั้นเห็นไหมกิเลสมันสอนคน วิ่งตามความอยากหาประโยชน์อะไรนั้น..”
..รักษาใจให้มีธรรม ทำใจตนให้เป็นพระ ดีที่สุด..”
..อยู่ป่าอยู่เขาไม่ค่อยมีเรื่องนะลูกหลาน
แต่ถ้าอยู่กับคนได้เรื่องนะ มีแต่ความวุ่นวาย
อยู่กับป่า กับเขา มีแต่ความร่มเย็น
ถ้าหันมาใส่คนได้เรื่อง หมายถึง คนไม่ดี
คนมีกิเลสหนา ชอบมีเรื่องวุ่นวาย
กระทบกระเทือนใจตัวเอง และ คนอื่น
ชอบหาแต่เรื่องใส่ตัวเอง หาเรื่องคนอื่น..”

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ หลวงปู่ทุย ฉันทกโร เป็น พระราชมงคลวชิรปรีดา สถิต ณ วัดป่าดานวิเวก จังหวัดบึงกาฬ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2568
ชาวอุบลราชธานีขอกราบสาธุ

โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ และชาวอุบลราชธานี ขอนอบน้อมกราบในความเมตตาของพ่อ-แม่-ครูบา-อาจารย์ องค์หลวงปู่ทุย ปรีดา ฉนฺทกโร (พระราชมงคลวชิรปรีดา) ท่านเมตตาให้ก่อสร้าง
- ห้องผ่าตัดใหม่มาตรฐานระดับสูง จำนวน 6 ห้อง พร้อมห้องพักฟื้นผู้ป่วย ให้แก่ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี
- งบประมาณการก่อสร้าง เป็นจำนวนเงิน 83,900,000 บาท (แปดสิบสามล้านเก้าแสนบาท) กำหนดแล้วเสร็จภายใน 180 วัน
🙏🏻🙏🏻🙏🏻เพื่อประโยชน์สูงสุดในการรักษาประชาชน ลูกหลานชาวจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดในเขตอีสานใต้ ขอกราบนมัสการด้วยความเคารพ สาธุ สาธุ สาธุ 🙏🏻🙏🏻🙏🏻
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Dhamma
- Hits: 1164

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านเป็นศิษย์องค์หนึ่งที่ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ไว้วางใจ และมักพูดกับสานุศิษย์ทั้งหลายว่า "ใครอย่าไปดูถูกท่านตื้อนะ ท่านตื้อเป็นพระเถระ" หลวงปู่ตื้อ ท่านมีอุปนิสัยขวานผ่าซากในวาจา โผงผางไม่กลัวใคร มีเทศนาโวหารที่ไม่เคยไว้หน้าใครไม่ว่าคนมั่งมีหรือยาจก ท่านใช้คำพูดเหมือนกันหมด พูดตรงๆ ไม่ต้องเสกสรรปั้นแต่ง หลวงปู่ตื้อ ท่านเป็นสหธรรมิกกับ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่ตื้อ กับ หลวงปู่แหวน มักจะเดินธุดงค์ไปด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่อุปนิสัยของหลวงปู่ทั้งสององค์นี้ผิดกันไกล แต่ท่านก็ไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี
ชาติกำเนิด
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม นามเดิม "ตื้อ" นามสกุล "ปาลิปัตต์" เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2431 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ตำบลบ้านข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม เป็นบุตรของนายปา และนางปัตต์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวมทั้งหมด 7 คน หลวงปู่ตื้อ เป็นลูกคนที่ 5 ในญาติทั้งหมดของหลวงปู่ตื้อ นับเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดกับวัดมาก มีความฝักใฝ่ต่อพระพุทธศาสนา ถ้าลองสังเกตให้ดี ในบรรดาญาติของท่าน ถ้าเป็นชายล้วน แต่ก็มาบวชเป็นพระภิกษุ แต่ถ้าเป็นผู้หญิง ก็ยอมสละบ้านเรือน มาบวชชีพราหมณ์จนหมด
อุปสมบท
ก่อนที่หลวงปู่ตื้อจะบวช ได้มีนิมิตมาบอกท่านมากมาย เช่น ในคืนก่อนที่ท่านจะบวช ท่านได้ฝันถึงชีปะขาว มาถึง 2 คน และท่านฝันอีกว่า ท่านได้เห็นพระภิกษุที่น่าเลื่อมใสอีก 2 รูป ท่านคิดว่าเป็นผู้วิเศษ จึงได้เข้าไปกราบนมัสการ และนิมิตครั้งสุดท้าย มีพระภิกษุท่านได้เข้ามาพูดกับท่านว่า "หนูน้อย เจ้ามีกำลังแข็งแรงมาก" เท่านั้น พระท่านก็หายไป ท่านก็มีความมั่นใจ เพราะท่านเชื่อว่า วันนี้จะมีเรื่องดี ที่ท่านจะได้บวชตามใจปรารถนา จะได้มีการประพฤติธรรมอย่างจริงจัง และปู่ของท่านก็อยากให้ท่านบวชเป็นพระภิกษุมานานแล้ว ท่านจึงตอบรับคำปู่ทันที และได้เข้ารับพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อปี พ.ศ. 2452 บวชได้ 19 พรรษา ก็ญัตติใหม่ในธรรมยุติกนิกายเมื่อปี พ.ศ. 2471 ที่วัดเจดีย์หลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (หลวงปู่จันทร์ สิริจันโท) เป็นพระอุปัชฌาย์
หลังจากบวชได้ 7 วัน หลวงปู่สิม ก็เข้ามาถามท่านว่า จะสึกไหม ท่านก็บอกว่า รอออกพรรษาก่อน พอถึงช่วงออกพรรษา หลวงปู่สิม ก็ถามอีกว่า จะสึกไหม ท่านก็คิดในใจว่า บวชเพียง 1 พรรษา นั้นยังเรียนพระธรรมไม่ค่อยเพียงพอ ท่านก็บอกว่า ท่านจะบวชไปเรื่อยๆ ก่อน

หลวงปู่สาม อกิญฺจโน, หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม, หลวงปู่คำปัน สุภทฺโ), หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร และคณะศิษยานุศิษย์
ศึกษาธรรม
หลวงปู่ตื้อ ได้เริ่มเรียนศึกษาคำภีร์ มูลกัจจายน์ ในสมัยนั้น โดยมีพระอาจารย์คาน เป็นเจ้าสำนัก หลังจากออกพรรษาได้เพียง 1 พรรษา ท่านก็ได้เดินทางไปศึกษาพระธรรม ที่ วัดโพธิชัย ตำบลท่าอุเทน จังหวัดนครพนม หลวงปู่ท่านได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอยู่รวมระยะเวลา 4 ปี ก็จบหลักสูตรมูลกัจจายน์ จึงได้รับฉายาว่า นักปราชญ์ ด้วยความที่ท่านเป็นคนที่ใฝ่ในการเรียนรู้ อยู่ในสายเลือด ท่านก็ได้ตั้งใจศึกษาต่อไป หลวงปู่ท่านได้เปลี่ยนใจปฏิบัติออกธุดงค์ ปฏิบัติกรรมฐาน เพราะมันเป็นกริยาของท่านอยู่แล้ว และต่อมาท่านก็ได้เดินทางไปประเทศลาว ก็ขยันเดินทางไปศึกษาพระธรรมต่อ ไม่มีวันหยุด และก็ได้ไปหลวงพระบาง และไปเจอชีปะขาวไปดูสมบัติในถ้ำ ชีปะขาวก็สอนว่า ถ้าคนเราพยายามทำสิ่งที่เราต้องกัน สิ่งนั้นจะมาเร็ว และก็ได้เดินทางไปยังประเทศพม่า และก็ได้ไปศึกษาวิชาอาคมกับพระเถระในพม่า และก็ได้เดินทางกลับสู่ประเทศไทย

หลวงปู่ทองบัว ตนฺติกโร, หลวงปู่จันทร์ กุสโล, หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม, หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร และหลวงปู่เกตุ วณฺณโก
สำรวจถ้ำพระปัจเจกพุทธเจ้า
ครั้งหนึ่งหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้พาคณะศิษย์ออกธุดงค์ไปทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ ไปถึงเขตอำเภอเชียงดาว ได้พำนักปฏิบัติอยู่ที่ถ้ำเชียงดาวระยะหนึ่ง หลวงปู่มั่นได้นิมิตเห็นถ้ำพระปัจเจกพุทธเจ้า อยู่บนดอยเชียงดาวสูงขึ้นไป เป็นถ้ำที่สวยงาม กว้างขวาง สะอาด อากาศโปร่ง เหมาะที่จะเป็นที่พักบำเพ็ญเพียรภาวนามาก ถ้ำนั้นอยู่บนดอยที่สูงมาก ยากที่ใครจะขึ้นไปถึงได้ ต้องใช้ความอดทนพยายามที่สูงมาก รวมทั้งมีพลังใจที่กล้าแข็งจริงๆ จึงจะขึ้นไปได้ หลวงปู่มั่นต้องการให้พระลูกศิษย์ขึ้นไปสำรวจถ้ำแห่งนั้น เมื่อพิจารณาดูแล้วเห็นว่า นอกจากหลวงปู่ตื้อแล้วยังไม่เห็นใครเหมาะสมที่จะขึ้นไปได้ จึงได้บอกให้หลวงปู่ตื้อเดินทางขึ้นไปสำรวจดูถ้ำแห่งนั้น
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากฉันภัตตาหารแล้ว หลวงปู่ตื้อ พร้อมกับพระอีก 3 รูป ได้พากันออกเดินทางขึ้นสูยอดดอยเชียงดาว เพื่อสำรวจดูถ้ำตามภาระที่ได้รับมอบหมายจากพระอาจารย์ใหญ่ หนทางขึ้นสูยอดดอยสุดแสนจะลำบาก เพราะต้องปีนเขาสูง ไม่มีทางอื่นที่จะเดินลัดหรือเลาะเลี้ยวไปตามเชิงเขา ต้องปีนป่ายเหนี่ยวเกาะไปตามแง่หิน รั้งตัวขึ้นไป ซึ่งเสี่ยงอันตรายมาก หลวงปู่ตื้อ เล่าให้สานุศิษย์ฟังว่า ยิ่งสายก็ยิ่งเหนื่อย บางแห่งทางแคบมากจริงๆ ต้องเดินเอี้ยวหลบเข้าไปได้ทีละคนเท่านั้น บางช่วงต้องปีนป่ายและห้อยโหน เพราะไม่มีทางเลี่ยงอื่น ต้องเสี่ยงชีวิตเอา คณะของหลวงปู่ตื้อ ปีนป่ายถึงยอดเขาประมาณ 5 โมงเย็น แต่ไม่มีวี่แววว่าจะพบถ้ำ และไม่ทราบว่าถ้ำอยู่ที่ไหน บริเวณรอบๆ ไม่ได้ส่อเค้าว่าจะเป็นถ้ำเลย

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร, หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม และหลวงปู่แดง ธมฺมรกฺขิโต
คณะต้องเดินอยู่บนเขาอีก 4 ชั่วโมงกว่าๆ บนยอดเขามีลมพัดแรงมาก ตกกลางคืนยิ่งพัดแรงจนตัวแทบจะปลิวไปตามแรงลม จะหาถ้ำเล็กๆ พอจะหลบลมก็ไม่มี ในคืนนั้นไม่ได้หลับนอนกัน พระทุกองค์ต้องใช้เชือกตากผ้าที่เตรียมไป ผูกมัดตัวไว้กับต้นไม้ แล้วนั่งสมาธิภาวนากันทั้งคืน ยิ่งดึกลมยิ่งแรงดูผิดปกติธรรมชาติเป็นอย่างมาก พอรุ่งเช้าได้อรุณแล้ว ปรากฏว่ามีญาติโยมจัดภัตตาหารมาถวาย คนพวกนั้นเป็นพวกชาวเขาแท้ อาศัยทำไร่อยู่บนยอดดอยอย่างถาวร เมื่อฉันเสร็จก็พากันเดินทางต่อไป แม้จะเดินบนหลังเขา หนทางก็ยากลำบากมาก เหมือนกับการปีนป่ายขึ้นมาในตอนแรก คณะหลวงปู่ตื้อเดินอยู่จนถึงเที่ยงวัน ก็ถึงบริเวณหนึ่งที่เข้าใจว่าน่าจะเป็นที่ๆ ถ้ำพระปัจเจกพุทธเจ้าตั้งอยู่
บริเวณข้างหน้าเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ต้องใช้ขอนไม้เกาะเป็นแพจึงจะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งได้ พระที่ไปด้วยกันไม่มีใครกล้าข้ามไป หลวงปู่ตื้อจึงอาสาข้ามน้ำไปดูเพียงองค์เดียว ก่อนจะข้ามน้ำไป หลวงปู่ได้นั่งสมาธิดูก่อน ปรากฏเป็นเสียงคนพูดเบาๆ พอเสียงนั้นเงียบหายไป ก็มีอีกเสียงหนึ่งพูดขึ้นว่า “งูใหญ่ๆ” พูดอยู่ 2-3 ครั้ง แล้วปรากฏเป็นผู้ชายรูปร่างบึกบึน สูงใหญ่ ผิวกายดำทมึนมายืนพูดกับหลวงปู่ว่า “ท่านจะเข้าไปในถ้ำไม่ได้หรอกนะ ที่นั่นมีงูตัวใหญ่มากเฝ้ารักษาอยู่” หลวงปู่ตื้อได้พูดกับชายผู้นั้นว่า “ที่พวกอาตมาขึ้นมาที่นี่ ไม่ได้มาเบียดเบียนใคร ไม่ได้มุ่งจะมาเอาอะไร แต่ประสงค์จะขึ้นมาดูถ้ำตามที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ใช้ให้มาเท่านั้น” พอหลวงปู่กล่าวจบลง ชายผู้นั้นก็หายไป
ท่านพิจารณาดูต่อไป เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรอีกแล้วจึงออกจากสมาธิ แล้วท่านก็จัดแจงหาขอนไม้มาทำเป็นแพ เอาเทียนจุดไว้ที่หัวแพ แล้วเกาะแพลอยข้ามน้ำไปยังฝั่งตรงข้าม ท่านลองหยั่งดูเห็นว่าน้ำลึกมากไม่สามารถหยั่งรู้ถึงได้ เมื่อหลวงปู่เกาะแพไปถึงอีกฝั่งแล้ว จึงได้พบถ้ำพระปัจเจกพุทธเจ้า ตามที่หลวงปู่มั่นได้พบเห็นในนิมิต เป็นถ้ำที่ใหญ่โต กว้างขวางและสวยงามมาก อากาศโปร่งสบาย พื้นถ้ำสะอาดสะอ้านเหมือนกับมีคนดูแลปัดกวาดเป็นอย่างดี หลวงปู่ตื้อได้เข้าไปสำรวจภายในถ้ำ ในถ้ำนั้นมีแสงสว่างอยู่ในตัว แม้เดินลึกเข้าไปก็ไม่มืด ถ้ำนี้มีลักษณะพิเศษกว่าถ้ำอื่นจริงๆ
ลักษณะของถ้ำกว้างและยาวลึกเข้าไปข้างในเขา ด้านหลังถ้ำออกไปมีแอ่งน้ำธรรมชาติ น้ำใสสะอาดน่าดื่มกิน ด้านนอกถ้ำออกไปข้างหลังมีป่าไม้ประเภทไม้ผลที่อุดมสมบูรณ์ ใบเขียวชอุ่มเหมือนได้รับการดูแลอย่างดี ด้านนอกถ้ำที่อยู่สูงที่สุดเป็นหน้าผาที่สูงชันมาก คงไม่มีใครขึ้นไปได้ หรือว่าถ้าขึ้นไปได้แล้วก็คงไม่คิดลงมาอีก หลวงปู่ตื้อได้นั่งสมาธิภาวนาอยู่นาน พบว่า มีพวกกายทิพย์เข้ามาหาท่าน และพบวิญญาณชีปะขาวน้อยรูปหนึ่ง เป็นผู้เฝ้าดูแลรักษาถ้ำแห่งนี้ ชีปะขาวน้อยบอกหลวงปู่ว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านไม่ได้อยู่ที่ถ้ำนั้นแล้ว แล้วชีปะขาวน้อยก็หายไปทางหลังถ้ำ

หลวงปู่หลวง กตปุญโญ, หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม และหลวงปู่แว่น ธนปาโล
หลวงปู่มั่นบอกเรื่องบ่อน้ำทิพย์
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้พักบำเพ็ญภาวนาอยู่ภายในถ้ำพระปัจเจกพุทธเจ้า จนครบ 5 วัน จึงได้พาหมู่คณะเดินทางกลับลงมาทางเดิม หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้ถามคณะที่ไปสำรวจถ้ำว่า "เป็นอย่างไร? น่าอยู่จริงไหม?" หลวงปู่ตื้อได้กราบเรียนว่า “ในถ้ำสวยงามน่าอยู่จริงๆ แต่ไม่มีบ้านคนเลย พวกกระผมฉันใบไม้ตลอด 5 วัน บ้านคนไม่มี ไม่รู้จะไปบิณฑบาตที่ไหน อีกประการหนึ่งที่เป็นปัญหาสำคัญ คือลมพัดแรงมาก พัดหูพัดตาอยู่ลำบาก ถ้าหากอยู่ในถ้ำก็สบายดีมากขอรับ”
หลวงปู่มั่น ได้พูดขึ้นว่า “ทำไม่พวกคุณถึงไม่เลยพากันขึ้นไปดูบ่อน้ำทิพย์ ที่อยู่ข้างหลังถ้ำนั้นด้วยละ บ่อน้ำทิพย์ศักดิ์สิทธิ์นั้น ถ้าหากใครได้อาบและดื่มเป็นการชุบตัวแล้ว จะมีอายุยืนถึงห้าพันปี สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ด้วย”
หลวงปู่ตื้อ กราบเรียนท่านพระอาจารย์ว่า “กระผมขึ้นไปเหมือนกันขอรับ แต่พอขึ้นไปบนหลังถ้ำนั้นปรากฏว่าเป็นหน้าผาที่สูงและชันมาก สูงราวๆ 10-15 วา ขึ้นไปมิได้ขอรับ เพราะหน้าผาชันจริงๆ ทางอื่นที่จะขึ้นไปก็ไม่มี กระผมเดินดูรอบๆ ตั้งสองสามรอบ ถ้าหากขึ้นไปได้ ก็คงลงมาไม่ได้”
ท่านพระอาจารย์ใหญ่ จึงตอบว่า “พวกเราคงไม่มีบุญวาสนาบารมีที่จะเหาะได้ละมั้ง จึงได้พากันเดินลงมาจนเท้าแตกหมด ถ้าหากว่าขึ้นไปได้ก็คงลงมาไม่ได้ แต่ขึ้นไปได้และลงมาได้อย่างนี้ก็สามารถมากแล้วละ”

พระอาจารย์สุนิยม จนฺทิโย, หลวงปู่ผ่าน ปญฺญาปทีโป, หลวงปู่อุ่น อุตฺตโม, หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม และหลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม
ปฏิปทาของหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
(คัดลอกจากหนังสือประวัติพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป )
ปกติเวลาฉัน หลวงปู่ตื้อ จะฉันองค์เดียว ไม่พร้อมใคร เมื่อเวลาบิณฑบาตกลับมา พระเณรที่ไปด้วยจะกลับมาเตรียมให้ท่าน แล้วต่างก็ฉันเลยไม่ต้องรอ เพราะหลวงปู่จะใช้เวลานั้นเดินจงกรมก่อน หากหลวงปู่พบว่า มีพระมารอฉันพร้อมท่าน ท่านจะบอกว่า “ขันธ์ 5 ของใครก็ของมัน ท้องใครก็ท้องมัน ปากใครก็ปากมัน ฉันไปแล้ว อิ่มแล้วไปล้างบาตร แล้วไปภาวนา เราจะฉันวันไหน เวลาไหนก็เป็นเรื่องของเรา” เมื่อหลวงปู่ฉันเสร็จ พระอาจารย์เปลี่ยนเป็นผู้ล้างบาตร เทกระโถน แล้วนิมนต์หลวงปู่กลับกุฏิ
การต้อนรับแขกที่ไปหา หลวงปู่มักจะทราบล่วงหน้าว่า จะมีใครมาพบ แล้วจะนั่งรอจนกว่าเขาจะมาถึง ท่านจะเทศน์ สั่งสอนโดยไม่เกรงใจว่าใครจะโกรธ ใครจะฟัง ใครจะเชื่อหรือไม่ หลวงปู่ไม่สนใจ เพราะไม่ได้เทศน์เพื่อเอาของถวายจากเขา

หลวงปู่ตื้อจะเทศน์ให้พระอาจารย์เปลี่ยนพิจารณา ลมหายใจเข้าออก เมื่อหายใจเข้าแล้วไม่มีลมออกก็อยู่ไม่ได้ เมื่อลมหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตาย เมื่อตายแล้วไม่สามารถนําอะไรติดตัวไป สมบัติต่างๆ ที่สะสมไว้ ขณะมีชีวิตอยู่ก็ต้องทิ้งไว้ แขนขาเนื้อหนังกระดูกของตัวเราก็ต้องทิ้งไว้ในโลกนี้ ไม่มีใครสามารถนําติดตัวไปได้ ส่วนต่างๆ ของร่างกายจะเอาไปกินก็ไม่ได้ สู้ขาหมูยังไม่ได้สามารถเอาไปขายได้ เอาไปกินได้ มนุษย์จะสวยแค่ไหน งามแค่ไหน ขายไม่ได้ สู้ไก่ยังไม่ได้ ร่างกายมนุษย์นี้ไม่มีประโยชน์อะไร จะไปหลงรักหลงชังอยู่ทําไม
เมื่อหลวงปู่เทศน์เรื่องอานาปานสติ พิจารณาลมแล้วพิจารณาความตาย แล้วต่อด้วยอสุภกรรมฐาน หลวงปู่เตือนผู้เฒ่าผู้แก่ ว่าแก่แล้วทําไมไม่เอาพุทโธ เป็นพระมาบวชถ้าไม่เอาพุทโธ ไม่เอาภาวนา แล้วมาบวชทําไม ถ้าไม่เอาภาวนาก็จะเป็นพระหมา พระแมว พระวัว พระควาย เมื่อร่างกายตายแล้ว เน่าเหม็นเอาไปไม่ได้ เราก็ต้อง เอาจิตเอาใจของเรา ต้องทําแต่ความดี จิตใจไม่ได้มีอะไรมาก มีอยู่แค่อันเดียว ไม่ต้องไปรู้ว่ามีจิตกี่ตัว ให้รู้ว่ามีแค่จิตเดียว เพราะว่ามีจิตหลายตัว จึงได้เป็นบ้าไปหมด
นิมิตในสมาธิ
ในพรรษานี้ พระอาจารย์เปลี่ยน เจริญในการปฏิบัติธรรมมาก ท่านสังเกตว่า หลวงปู่ตื้อมักจะทราบล่วงหน้าว่า ใครจะมาหา จากนิมิตเสมอ แล้วจะบอกพระอาจารย์เปลี่ยนให้ทราบด้วย ในตอนแรกพระอาจารย์เปลี่ยนยังไม่เชื่อ ก็จะคอยดู เมื่อถึงเวลาก็มี คนมาหาหลวงปู่ตามที่ท่านพูดจริง ทําให้พระอาจารย์เปลี่ยนพยายามที่จะเข้าสมาธิแล้วเห็นนิมิตให้เร็วที่สุด (คือฝึกการใช้อนาคตังสญาณ) จนทําได้อย่างคล่องแคล่ว ท่านรู้ได้ทันทีว่ามีใครมา มากี่คน แต่งกายอย่างไร เสื้อสีอะไร ลวดลายอย่างไร มาด้วยวัตถุประสงค์อะไร อย่างมิตรหรืออย่างศัตรู เมื่อเห็นแล้วจะเล่าให้หลวงปู่ตื้อทราบ ซึ่งหลวงปู่ก็รู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้ว
พิพิธภัณฑ์หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดอรัญญวิเวก ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม
หลวงปู่ตื้อ เคยพูดถึงเรื่องพระหมา พระแมว พระควาย ฯลฯ ว่าเป็นเพราะจิตใจตกต่ำเหมือนสัตว์อย่างนั้น จึงแสดงออก มาให้เห็นสัตว์ต่างๆ พระอาจารย์เปลี่ยนได้ขอให้หลวงปู่อธิบายถึงนิมิตแปลกๆ เช่น เห็นคนเดินมาแล้วเปลี่ยนเป็นสุนัข จากสุนัขเป็นแมว เมื่อเข้ามาใกล้ก็กลับกลายเป็นคนเช่นเดิมนั้น เป็นเพราะจิตมีหลายระดับ แทรกกันเข้ามาตามลําดับ และได้อธิบาย รายละเอียดเพิ่มเติมอีกคือ
- นิมิตเห็นคนธรรมดา นุ่งห่มด้วยสีเหลืองแสดงว่า จิตของผู้นั้นเป็นผู้มีสมาธิ มีใจเป็นพระ
- คนนุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าขาว แสดงว่าจิตของผู้นั้น เป็น ผู้ที่มีศีลห้าเป็นปกติ มีใจเป็นเทพ
- คนนุ่งห่มด้วยชุดดํา แสดงว่าเป็นผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์
- ถ้าชุดดําและเป็นเครื่องนุ่งห่มที่ขาด แสดงว่าจิต ต่ำลงไปกว่าความเป็นคน
นิมิตที่แสดงว่า ต่ำไปเรื่อยๆ ก็คือมาในรูปของควาย สุนัข ถ้าเป็นงูแสดงว่าต่ำหยาบช้าที่สุด มีนิมิตของผู้เป็นพระในลักษณะต่างๆ ที่ท่านพบมาดังนี้
- นั่งสบงคลุมจีวร พาดสังฆาฏิ แสดงว่าท่านมีศีล สมาธิและปัญญาดี เรียกว่า เป็นพระที่สมบูรณ์
- คลุมแต่จีวรมา แสดงว่า มีสมาธิดี นั่งสบงใส่อังสะ แสดงว่ามีศีลบริสุทธิ์
- คลุมด้วยจีวรขาด แสดงว่า สมาธิที่เคยมีเสื่อมถอย
- ใส่กางเกง แสดงว่า มีศีลขาด ศีลทะลุ ศีลด่างพร้อย
ขณะที่พระอาจารย์เปลี่ยนอยู่วัดอรัญญวิเวก บ้านปง หากได้รับนิมิตพระดังกล่าวแล้ว ท่านมีเวลาว่างจะไปพบพระผู้นั้น เพื่อตักเตือนให้ประพฤติปฏิบัติดีขึ้น แม้จะอยู่คนละวัดก็ตาม
เส้นเกศาของหลวงปู่ตื้อ โดย หลวงปู่ลิ้นทอง
หลวงปู่รินทร์ทอง กิตติสัทโท หรือหลวงปู่ลิ้นทอง แห่งวัดพุทธิการาม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ศิษย์อาวุโสของหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ท่านหนึ่งได้เล่าเรื่องเส้นเกศาของหลวงปู่ตื้อ ไว้ดังนี้
บริขารขององค์หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ภายในพิพิธภัณฑ์
เรื่องความเคารพครูบาอาจารย์
มีบางคนคิดพิเรนทร์เล่นแปลกๆ ถึงกับเอาเส้นเกศาของหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ที่ท่านโกนทิ้งแล้วเอาไปลองยิง ปรากฏว่า ยิงไม่ออก! พอยิงดูปืนไม่ลั่น ก็มาบอกหลวงปู่ตื้ออีกเช่นกัน โดยหวังว่าจะให้หลวงปู่ตื้อท่านชม คิดว่าจะเป็นคุณความดีเกิดกับตัว “หลวงปู่...หลวงปู่ครับ ! ผมลองเอาปืนยิงเกศาของหลวงปู่ดู มันยิงไม่ออกนะครับหลวงปู่
หลวงปู่ท่านย้อนถามว่า “ผมของกูไปลักควายพ่อมึงหรือ ผมของกูไปนอนกับแม่มึงหรือ!”
แล้วท่านก็ว่าต่ออีกว่า “มึงเอาผมกูไปยิงทำไม ทำอย่างนี้แสดงว่าไม่นับถือกันน่ะสิ” คำพูดของหลวงปู่ตื้อ แม้ท่านจะกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน แต่สีหน้าอาการสงบเงียบ การดุด่าของท่านไม่ได้เป็นด้วยอารมณ์ปุถุชน แต่เป็นการกล่าวเตือนสติให้พิจารณาถึงสิ่งอันควรไม่ควร ศิษย์ของท่านผู้นั้นถึงกับหน้าถอดสี รีบกราบแทบเท้าขอขมากรรม ให้สัตย์สัญญาว่าต่อไปจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว
อีกเรื่องหนึ่ง “เรื่องให้ของดี”
วันหนึ่ง... หลวงปู่ตื้อ ท่านกำลังปลงผมอยู่ ญาติโยมทางเชียงใหม่ กลุ่มหนึ่งมากราบท่านในเวลานั้นพอดี คุณนายท่านหนึ่งอยากได้เส้นผมของหลวงปู่ จึงบอกกับศิษย์ของหลวงปู่ว่า “ตุ๊เจ้าๆ ช่วยเก็บเกศาของหลวงปู่ไว้ให้ด้วยนะ”
หลวงปู่ตื้อท่านได้ยิน จึงบอกคุณนายท่านนั้นไปว่า “อย่าเลยนะคุณนาย เดี๋ยวอาตมาจะให้อะไรดีๆ” คุณนายท่านนั้นแสนจะยินดี เมื่อได้ยินหลวงปู่บอกจะให้อะไรดีๆ จึง ไม่ติดใจที่จะเอาเส้นเกศาของท่าน พอปลงผมเสร็จ หลวงปู่ท่านก็เอาน้ำราดให้เส้นเกศาที่โกนแล้วนั้น ไหลไปกับน้ำจนหมดสิ้น แล้วท่านก็ไปสรงน้ำ เรียบร้อยแล้ว จึงออกมา สนทนากับญาติโยม คณะชาวเชียงใหม่สนทนาธรรมอยู่กับหลวงปู่เป็นเวลานานพอสมควร เมื่อจะถึงเวลากลับ คุณนายท่านนั้นจึงได้ทวงถาม “อะไรดีๆ” จาก หลวงปู่
“หลวงปู่เจ้าคะ ไหนหลวงปู่บอกว่าจะให้อะไรดีๆ แก่ดิฉันล่ะเจ้าคะ" หลวงปู่ตื้อ ท่านยิ้มน้อยๆ แล้วกล่าวว่า “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” แล้วท่านก็อธิบายให้ฟังว่า
“พุทโธ ธัมโม สังโฆ นี่แหละเลิศประเสริฐแล้ว พระในประเทศทุกรูปจะต้องถือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ แต่ถ้าพระองค์ไหนไม่มี พุทโธ ธัมโม สังโฆแล้ว รู้ได้เลยว่าพระองค์นั้น เป็นพระปลอม ขนาดขึ้นบ้านใหม่ยังต้องว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิเลย” แล้วคุณนายคนนั้นพอได้ฟังของดีของหลวงปู่ตื้อเช่นนั้น ก็พูดไม่ออก ไม่รู้จะเถียงท่านว่าอย่างไร ได้แต่ก้มกราบลาท่านกลับไป
รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งขององค์หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
ภายในพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดอรัญญวิเวก
มรณภาพ
ต่อมาท่านก็มีอาการอาพาธ และถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมสิริอายุได้ 86 ปี บวชในมหานิกาย 19 พรรษา ธรรมยุตได้ 46 พรรษา

เมรุถวายเพลิงศพหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ณ วัดอรัญญวิเวก จ.นครพนม
โอวาทธรรมคำสอน
ธรรมะคือคำสอนของพระพุทธเจ้า พวกเรามองข้ามไปเสียหมด อยู่ที่ตัวของเรานี้เองมิใช้อื่น พุทธะคือผู้รู้ ก็ตัวของเรานี้ เองมิใช้ใครอื่น เช่นเดียวกันกับไข่ ไข่อยู่ข้างในของเปลือกไข่ ทำให้เปลือกไข่แตกเราก็ได้ไข่ พิจารณาร่างกายของเราให้แตก แล้วเราก็จะได้ธรรมะ..”
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Dhamma
- Hits: 1666

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เกิดเมื่อวันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2445 หรือ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู ณ บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นบุตรของนายไมล์ และ นางปา แก้วสุวรรณ แต่เดิมครอบครัวท่านอยู่อำเภอด่านซ้าย ดินแดนอันศักดิ์สิทธ์แห่งพระธาตุศรีสองรัก เนื่องจากตัวอำเภอด่านซ้ายอยู่กลางหุบเขาพื้นที่ราบมีไม่มากนัก ทำให้การทำมาหากินลำบาก จึงได้พากันอพยพครอบครัวมาอยู่บ้านโคกมน
ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อตอนอายุได้ 19 ปีแล้ว ในปี พ.ศ. 2464 ณ วัดบ้านนาแก ตำบลนากลาง อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นสามเณรอยู่ถึง 4 ปีกว่า ต่อมาจึงได้เข้าอุปสมบทเมื่ออายุ 23 ปี วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2467 ณ พัทธสีมา วัดศรีธรรมาราม อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร โดยมี พระครูวิจิตรวิโสธนาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แดง เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ท่านมีนิสัยชอบโดดเดี่ยวเที่ยวไปอยู่ในป่า ทำในสิ่งที่บุคคลอื่นทำได้ยาก ไม่ชอบเกี่ยวข้องกับหมู่ชน พระเณร เป็นผู้มีความองอาจเด็ดเดี่ยวอดทนเป็นเลิศ ไม่กลัวความทุกข์ยากลำบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย กล้าได้กล้าเสีย ในการปราบกิเลส ถึงกับ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ออกปากชมท่ามกลางหมู่คณะพระเณรลูกศิษย์ขององค์ท่านว่า “ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบสิ ท่านองค์นี้ภาวนาไปไกลลิบเลย”
ท่านสามารถแสดงธรรมและสนทนาธรรมเป็นภาษาต่างๆ ได้หมด เพียงกำหนดจิตดูว่า ภาษานั้นเขาใช้พูดกันว่าอย่างไร ท่านสามารถแสดงธรรมโปรดเทวดา พญานาค ตลอดจนภพภูมิต่างๆ ได้
การธุดงค์ของท่านนับว่าโลดโผนมาก ชอบเดินทางในเวลากลางคืน หรือจวนสว่างในคืนเดือนหงาย เที่ยวไปอย่างอนาคาริกมุนี "ผู้ไม่มีอาลัยในโลกทั้งปวง" บางคราวมีเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่สองตัว กระโดดล้อมหน้าล้อมหลังเอาไว้ ท่านเร่งสติสมาธิ กำหนดจิตแผ่เมตตาเข้าข้างใน สมาธิลึกเข้าไปถึงฐานของจิต ปล่อยวางสิ่งทั้งปวง เมื่อถอนจิตออกมาปรากฏว่าเสือสองตัวได้หายไปแล้ว

ช่วงปี พ.ศ. 2492 ท่านได้เดินทางขึ้นไปเที่ยววิเวกที่บ้านกะเหรี่ยง ผาแด่น ตำบลสันป่ายาง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อโปรดพี่ชายของท่านในอดีตชาติที่รักกันมาก ท่านระลึกชาติได้ว่า เคยเกิดเป็นกะเหรี่ยงที่ประเทศพม่า มีพี่ชายคนหนึ่ง บัดนี้เขาได้มาเกิดเป็นชาวกะเหรี่ยง ชื่อว่า “เสาร์” ที่บ้านผาแด่นแห่งนี้ ด้วยจิตเมตตาท่านจึงเดินทางไปโปรดดึงเขาเข้าสู่ทางธรรม และต่อมานายเสาร์ก็ได้บวชเป็นพระติดตามท่านจนตลอดชีวิต
ท่านเล่าว่า ในบางคราวหลงอยู่ในกลางป่าเป็นเวลาหลายๆ วัน ท่านเป็นที่เคารพรักของเหล่าเทพเทวดา เดินทางจากประเทศพม่าจะเข้าสู่ไทย หลงป่าเจียนตายเพราะความหิว เทวดาได้นำอาหารทิพย์มาใส่บาตร อาหารนั้นมีรสอร่อยส่งกลิ่นหอม หายเมื่อยหายหิวไปหลายวัน
ท่านทำสมาธิทั้งกลางวันกลางคืน บางคราวพายุฝนตกหนักน้ำป่าไหลหลาก ท่านต้องนั่งกอดบาตรเอาไว้จนสว่าง ท่านพบวิมุตติบรรลุธรรมชั้นสูงสุด เมื่อปี พ.ศ. 2487 พรรษาที่ 20 อายุ 43 ปี ที่ถ้ำหมีเก่า บ้านไทยใหญ่หนองยวน แขวงเชียงตุง ประเทศพม่า

ท่านเป็นพระผู้ทรงอภิญญา สามารถล่วงรู้สิ่งที่ลึกลับที่มนุษย์ธรรมดาตามองไม่เห็น เช่น เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ พญานาค ภูต ผี ปีศาจมากมาย แม้แต่ความรู้สึกนึกคิดภายในใจของคน ท่านก็สามารถล่วงรู้ได้
พระเดชพระคุณหลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอริยเจ้าผู้ทรงอภิญญาญาณ คือ ผู้ทรงความรู้ยิ่งในพระพุทธศาสนา มีคุณสมบัติพิเศษ 6 อย่าง 1. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ 2. ทิพโสต หูทิพย์ 3. เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น 4. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ 5. ทิพจักขุ ตาทิพย์ 6. อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป
ท่านได้พบ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ณ เสนาสนะป่าบ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม หลวงปู่มั่นได้ให้โอวาทสั้นๆ ว่า
ท่านเคยภาวนามาอย่างไร ก็ให้ทำต่อไปเช่นนั้น อย่าได้หยุด ธรรม 84,000 พระธรรมขันธ์ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้นั้น มันอยู่ที่ใจเรานี่แหละ ถ้าอยากรู้อยากเห็นธรรมเหล่านั้น ก็ให้ค้นหาเอาที่ใจของท่านเอง”
ในระยะที่ท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นนั้น ท่านได้รับความไว้วางใจ และมอบหมายให้ช่วยดูแลพระเณรที่คิดอะไรนอกลู่นอกทาง ไม่ถูกต้องตามครรลองของผู้ทรงศีลธรรม ท่านก็จะตักเตือน เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นว่า ท่านมีความรู้ภายในว่องไวไม่แพ้หลวงปู่มั่น พระเณรทั้งหลายจึงเกรงกลัวท่านมาก และท่านก็ยังสามารถระลึกชาติรู้อดีตชาติของท่านเองว่าเคยเกิดเป็นอะไรมาบ้าง เช่น เคยเกิดเป็นพระภิกษุรักษาศีลอยู่กับพระอนุรุทธะเถร เคยเป็นสามเณรน้อยลูกศิษย์พระมหากัสสปะ เคยเกิดเป็นท้าวมหาพรหมในพรหมโลกและเป็นสัตว์หลายชนิดอีกด้วย หลวงปู่ชอบท่านบำเพ็ญภาวนาอยู่ตามป่าตามเขา ส่วนมากทางภาคเหนือหลายพื้นที่รวมถึงประเทศพม่าด้วย

ปีพุทธศักราช 2489 ขณะท่องเที่ยวธุดงค์อยู่ทางภาคเหนือ สหธรรมมิก คือ หลวงปู่ขาว อนาลโย ชวนท่านกลับมาอีสาน ท่านจึงได้มาจำพรรษาที่ ป่าช้าหินโง่น ปัจจุบันคือ วัดป่าโคกมน
ปีพุทธศักราช 2504 ผู้ใหญ่ถัน วงษา ผู้ใหญ่บ้านบ้านโคกมน ได้พาชาวบ้านโคกมน ขึ้นไปกราบนิมนต์หลวงปู่ชอบ ที่ภูผาดิน ภูผาดินแห่งนี้เป็นภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านโคกมน กับบ้านผาน้อย เพื่อให้ลงมาสร้างวัดป่าที่บ้านโคกมน โปรดลูกหลานชาวบ้านโคกมนให้เลิกนับถือผี ให้หันมานับถือพระไตรสรคมณ์ หลวงปู่ชอบท่านได้มาพิจารณาในสถานที่ที่จะสร้างเป็นวัดขึ้นมา ที่ริมฝั่งแม่น้ำสวย ซึ่งสถานที่ตรงนี้นั้นได้มีชาวบ้านมาทำการถากถางป่าไม้ออกเพื่อจะทำไร่ ทางผู้ใหญ่ถัน วงษา ได้ทำการติดต่อซื้อที่จากจำนวน 8 ไร่ จากชาวบ้านผู้ที่เป็นเจ้าของเดิม ในราคาไร่ละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 800 บาท เพื่อสร้างเป็น วัดป่าสัมมานุสรณ์ เป็นเบื้องต้น หลวงปู่ชอบจำพรรษาที่นี่เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 จนถึง พ.ศ. 2524 และ พ.ศ. 2525 - 2537 ท่านได้พักประจำอยู่วัดป่าโคกมน จวบจนวาระสุดท้ายขององค์ท่าน
งานเผยแผ่พระธรรม
หลวงปู่ชอบมีการสร้างวัดไว้มากมาย เป็นสถานบำเพ็ญภาวนาปฏิบัติธรรมหลายจังหวัด เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเลย และที่บ้านนาบัว เมืองสานะคาม แขวงเวียงจันทร์ สปป.ลาว วัดที่หลวงปู่สร้างขึ้นส่วนใหญ่ จะตั้งขึ้นเป็นป่าช้าหรือในป่าลึก สำหรับที่จังหวัดเลย หลวงปู่ชอบได้สร้างวัดจำนวนทั้งสิ้น 14 วัด แห่ง คือ วัดป่าห้วยลาด วัดป่าบ้านบง วัดป่าสานตม วัดป่าม่วงไข่ วัดป่าฐานสโม วัดปาโคกมนและวัดป่าสัมมานุสรณ์ ฯลฯ

ในสายพระธุดงค์กรรมฐานที่เป็นศิษย์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นที่ยกย่องว่า หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ถือว่าเป็นศิษย์ที่สำคัญอีกรูปหนึ่ง ที่มีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญในด้านความเพียร มีนิสัยมักน้อย สันโดษ ชอบแสวงหาความวิเวกอยู่เป็นนิจ ข้อปฏิบัติและธรรมของหลวงปู่ชอบ เป็นที่ยอมรับจากบรรดาคณะศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลวงปู่ชอบมักอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณร ให้แสวงหาที่สงัดวิเวก เร่งทำความเพียรภาวนาอย่างหนักอย่าประมาท หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย นับเป็นพระอริยสงฆ์ที่สำคัญรูปหนึ่งในพระศาสนา

ล่วงมาถึงปีพุทธศักราช 2515 อายุ 75 ปี ท่านป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ เนื่องจากเส้นเลือดในสมองตีบ ท่านละสังขารเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2538 เวลา 11.38 นาที ระหว่างเดินทางกรุงเทพมหานครไปจังหวัดเลย สิริรวมอายุได้ 93 ปี 11 เดือน 27 วัน 71 พรรษา

เจดีย์นี้สร้างคลอบบริเวณเมรุที่เผาศพสรีระสังขารท่าน ณ วัดป่าสัมมานุสรณ์ (วัดเหนือ) บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย และได้บรรจุอัฐิธาตุของท่านไว้เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2547 ขนาดฐานองค์พระเจดีย์กว้างยาวด้านละ 25 เมตร สูง 33 เมตร ก่อสร้างด้วยโครงเหล็ก ก่ออิฐถือปูนเคลือบด้วยกระเบื้องอย่างดี
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Dhamma
- Hits: 1534

พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร หรือ หลวงปู่แบน ธนากโร แห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร มีนามเดิมว่า สุวรรณ กองจินดา เกิดเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๑ ปีมะโรง ณ บ้านหนองบัว ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายเล็ก และนางหลิม กองจินดา ครอบครัวประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ ครั้นพอถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนแล้ว โยมบิดา-โยมมารดาได้ส่งให้ท่านเข้าศึกษาในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน จนจบประถมศึกษาปีที่ ๔ ครั้นจบการศึกษาแล้ว ท่านก็ได้ช่วยบิดามารดาทำสวนทำไร่ เพราะในเขตจังหวัดจันทบุรีนั้น อาชีหลักคือการทำสวนเงาะ สวนทุเรียน
เมื่ออายุ ๒๑ ปี นายสุวรรณ กองจินดา ได้เข้าไปศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ (ภาพด้านซ้ายมือ) ณ วัดทรายงาม อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านของท่าน พอทราบถึงข้อวัตรปฏิบัติแล้ว หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ จึงได้นำท่านเข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ณ วัดเกาะตะเคียน ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โดยมี พระอมรโมลี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพัฒน์พิหารการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระเม้า เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ภายหลังจากที่ท่านบวชบวชแล้ว ก็มาอยู่ปฏิบติธรรมกับ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ที่วัดทรายงาม จังหวัดจันทบุรี และได้ติดตามครูอาจารย์คือ ท่านหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ มาอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร เป็นเวลานานหลายปี จนกระทั่งหลวงปู่กงมาได้มรณภาพลง ครั้นทำการถวายเพลิงศพของหลวงปู่กงมาแล้ว หลวงพ่อแบน ธนากโร ท่านก็ทำหน้าที่เป็น เจ้าอาวาสวัดดอยธรรมเจดีย์ ต่อจาก หลวงปู่กงมา ผู้เป็นอาจารย์ รักษาข้อวัตรปฏิบัติของครูบาอาจารย์พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ไว้อย่างเคร่งครัดเด็ดเดี่ยว รวมทั้งทำหน้าที่อบรมพระภิกษุสามเณร ญาติโยมที่มาขออยู่ปฏิบัติธรรม ให้มีศีลธรรมประจำใจ
เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จแปรพระราชฐานมาพักอยู่ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เพื่อออกเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตภาคอีสาน ทั้งสองพระองค์ และพระบรมวงศ์ จะเสด็จขึ้นไปกราบนมัสการหลวงพ่อแบน ธนากโร ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ และเยี่ยมเยียนประชาชนในแถบนั้นทุกครั้ง

ท่านเป็นเสาหลักพระกรรมฐานในเขตภาคอีสาน และภาคอื่นๆ ซึ่งพอถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา เป็นต้น คณะลูกศิษย์ทั้งพระและฆราวาสนั้นจะมาจากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเขตจังหวัดสกลนคร, นครพนม, มุกดาหาร, อุดรธานี, เลย, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ ฯลฯ จะพากันมาลงอุโบสถสามัคคีกันที่วัดดอยธรรมเจดีย์ และรับฟังธรรมโอวาท คติเตือนใจ รวมทั้งข้อธรรมอื่นๆ ในด้านการปฏิบัติจิตตภาวนาจากหลวงพ่อแบน ธนากโร และท่านก็จะให้กำลังจิตกำลังใจ ไม่ให้ท้อถอย ให้ต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย คือกิเลส ให้ยึดมั่นในหลักพระธรรมวินัย รวมทั้งให้พากันตั้งอกตั้งใจรักษาข้อวัตรปฏิบัติ และปฏิปทาที่ครูบาอาจารย์พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านพาดำเนินมา
ซึ่งในช่วงเทศกาลต่างๆ นั้น พระภิกษุที่มารวมกันลงอุโบสถนั้น มีประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ รูป ส่วนฆราวาสก็ประมาณ ๙๐๐-๑,๕๐๐ คน ในวันปวารณาเข้าพรรษานั้น องค์หลวงพ่อแบนท่านก็จะแจกวัตถุสิ่งของต่างๆ หลายอย่างให้แก่วัดที่มาร่วมลงอุโบสถสามัคคี เช่น น้ำตาล โกโก้ กาแฟ ร่ม ฯลฯ เพื่อมอบให้แก่ทางวัดได้ใช้สอยร่วมกัน และก็จะแจกถุงยังชีพให้แก่พระภิกษุสามเณร มีสบู่ ยาสีฟัน ยารักษาโรค ยากันยุง น้ำยาซักผ้า เป็นต้น

เรื่องการสงเคราะห์หมู่คณะพระเณร ญาติโยมนี้ ท่านจะทำอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่แต่เฉพาะวันสำคัญเท่านั้น ท่านจะพาลูกศิษย์ไปแจกผ้าห่ม เสื้อผ้า ข้าวปลา อาหารแห้ง ยารักษาโรค เครื่องอุปโภค บริโภคต่างๆ ให้แก่ประชาชน ในเขตอำเภอภูพาน อำเภอเต่างอย อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร อำเภอดงหลวง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม และทั่วทั้งภาคอีสาน รวมไปถึงภาคเหนือ และภาคอื่นๆ เป็นต้น
ส่วนการสงเคราะห์ตามวัดนั้น ท่านจะออกไปตรวจตรา และเยี่ยมเยียนไปตามวัดวาต่างๆ เพื่อให้กำลังจิตกำลังใจในการเจริญจิตภาวนา พร้อมทั้งนำเครื่องอุปโภค บริโภค มีน้ำตาล น้ำปลา มาม่า ปลากระป๋อง ฯลฯ ไปถวายให้วัดนั้นๆ หากเป็นฤดูกาลหน้าผลไม้ เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด ออกผลผลิต ท่านก็จะจำนำไปแจกจ่ายให้ตามวัด ครูบาอาจารย์กรรมฐานต่างๆ รวมทั้งวัดอื่นๆ ด้วย

หลวงพ่อแบน ธนากโร ท่านได้เมตตาสงเคราะห์คนหมู่มาก ทั้งพระและฆราวาส อย่างหาประมาณมิได้ องค์ท่านได้เมตตาสร้างตึกร่มฟ้า ให้แก่โรงพยาบาลจังหวัดสกลนคร พร้อมทั้งถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ และสร้างตึกร่มฉัตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตึกทั้งสองหลังนี้ เป็นตึกห้องพิเศษ วีไอพี มีอุปกรณ์ทันสมัยครบครันสมบูรณ์แบบ

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ องค์ท่านได้สร้าง ‘โรงพยาบาลพระอาจารย์แบน ธนากโร’ ที่อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวาระที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๕ รอบ ๖๐ พรรษา
หลวงพ่อแบน ธนากโร นอกจากองค์ท่านจะเมตตาสงเคราะห์แก่ประชาชนโดยทั่วไปแล้ว ท่านยังได้เมตตาสร้างวัด เพื่อเป็นสำนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานเจริญรอยตามพระบูรพาจารย์ มี หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เป็นอาทิ ให้พระภิกษุสามเณรได้มีที่อยู่ศึกษาข้อวัตร ปฏิบัติธรรม เพื่อรักษาป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร รักษาสัตว์ป่า และรักษาธรรมชาติเอาไว้ ซึ่งนับวันจะถูกบุคคลต่างๆ ทำลายลงไป

วัดที่องค์ท่านได้เมตตาสร้างนั้นมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน ดังนี้
- วัดป่าภูผาผึ้ง ตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร
- วัดป่าค้อน้อย บ้านค้อน้อย ตำบลค้อใหญ่ อำเภอกุดบาก จังหวัดมุกดาหาร
- วัดป่าวังเพิ่ม-พระภาวนา ตำบลพญาเย็น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี
- วัดที่ท่านสร้างขึ้นใหม่ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
ในช่วงนั้น หลวงพ่อแบน ธนากโร ท่านได้พำนักอยู่ที่ วัดดอยธรรมเจดีย์ ตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร หรือในบางครั้งท่านก็จะไปพักสั่งสอนศีลธรรมอยู่ที่วัดป่าวังเพิ่ม-พระภาวนา อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และวัดที่ท่านสร้างขึ้นใหม่ในจังหวัดจันทบุรี

หลวงพ่อแบน ธนากโร ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดีชอบ กอร์ปด้วยศีลและธรรม มีศีลาจาริยวัตรที่งดงาม และยังคงรักษาข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต โดยมีหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ผู้เป็นบูรพาจารย์ พาประพฤติปฏิบัติสืบทอดมา
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะ ชั้นสามัญที่ พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร
ธรรมะคำสอนของหลวงพ่อแบน ธนากโร
บุญคืออะไร
บุญ คือ การทำใจของเราให้สบาย ให้มีความสุข ให้สงบ ให้ใส ให้เย็น ให้สว่าง บุญ คือ การทำใจของเราให้สมบูรณ์ขึ้นมาด้วยศีลธรรม สิ่งใดเป็นประโยชน์แก่โลก แก่สังคมโลก อันนั้นเรียกว่าบุญได้ทั้งนั้น เพราะบุญ คือสิ่งที่สร้างสรรค์ การทำสิ่งที่สร้างสรรค์นั้นจึงเป็นการทำบุญ
สำเร็จเป็นการบุญ
เรื่องการบริจาคทาน บุญที่จะเกิดขึ้นมากน้อย ขึ้นอยู่กับจิตใจของบุคคลผู้ทำ ไม่ต้องสมมติว่ากองกฐิน ไม่ต้องสมมุติว่ากองผ้าป่า ก็สำเร็จเป็นการบุญ
บุญกุศลมหาศาล
การทานมุ่งในการเสียสละด้วยความบริสุทธิ์ใจ ๑ คือไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่ทานเพื่อมุ่งของตอบแทน ไม่ใช่ทานเพื่อมุ่งให้หน้าตาใหญ่โตอะไร ทานเพื่อเป็นการบูชา สิ่งที่เรานำไปบริจาคนั้น เป็นของที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรง คือได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ๑ แล้วก็บุคคลที่รับไทยทานของเราก็เป็นบุคคลที่มีความบริสุทธิ์ 1 ถ้าหากว่าความบริสุทธิ์สามส่วนนี้มารวมกัน ไม่ต้องเรียกว่าผ้าป่า ไม่ต้องเรียกว่ากฐิน เป็นบุญกุศลมหาศาลทั้งนั้น

ธรรมโอสถ
คนที่จะเห็นคุณค่าของข้าวปลาอาหาร คนนั้นต้องรับประทาอาหารอิ่ม คนที่จะเห็นคุณค่าของยา โรคของเจ้าของต้องหายไป ตามปรกติเราๆ เป็นโรคด้วยกันทุกคน โรครัก โรคชัง โรคอะไรต่ออะไร เป็นโรคทั้งนั้น ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมแก้โรค
ได้ประโยชน์ทั้งนั้น
ศีลธรรมของพระพุทธเจ้า เอาไปประพฤติปฏิบัติ ได้รับประโยชน์ทั้งนั้น เหมือนกับยา จะสีวรรณะใด ฝรั่งดำ ฝรั่งขาว เขมร ไทย จะสีใดๆ ก็ช่าง ยาเป็นประโยชน์เวลาป่วยไข้ได้ทั้งนั้นไม่เลือกสีสัน ไม่เลือกวรรณะ

หลวงปู่แบน ธนากโร ได้ละสังขาร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๕๕ น. ณ กุฏิวัดดอยธรรมเจดีย์ สิริอายุ ๙๑ ปี ๖ เดือน ๑๔ วัน ๗๒ พรรษา
![]()

















