- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Ethnos
- Hits: 57000

ความหมายของชาติพันธุ์ ชาติพันธุ์คืออะไร?
คำว่า "ชาติพันธุ์" และ "ชาติพันธุ์วิทยา" เป็นคำใหม่ในภาษาไทย การทำความเข้าใจเรื่องชาติพันธุ์ จำเป็นจะต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับเรื่องเชื้อชาติและสัญชาติ อาจเปรียบเทียบเชื้อชาติ สัญชาติ และชาติพันธุ์ได้ดังนี้
เชื้อชาติ (race) คือ ลักษณะทางชีวภาพของคน ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากลักษณะรูปพรรณ สีผิว เส้นผม และตา การแบ่งกลุ่ม เชื้อชาติ (racial group) มักแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ นิกรอยด์ (Negroid) มองโกลอยด์ (Mongoloid) และคอเคซอยด์ (Caucasoid) ในตอนหลังได้เพิ่มออสตราลอยด์ (Australoid) โพลินีเชียน (Polynesian) ฯลฯ อีกด้วย
การแบ่งแยกกลุ่มคนตามลักษณะทางชีวภาพนี้ มีความสำคัญในสังคมที่สมาชิกในสังคมมาจากบรรพบุรุษที่ต่างกัน และมีสีผิวและรูปพรรณสัณฐานที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น ความแตกต่างระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำ ในสังคมที่มีกลุ่มคนที่มีลักษณะทางชีวภาพต่างกัน และประวัติความเป็นมาตลอดจนบทบาทในสังคมต่างกัน ความแตกต่างทางชีวภาพอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันได้ แต่ในบางสังคม เช่น สังคมไทย ความแตกต่างทางชีวภาพไม่มีความหมายเท่าใดนัก
เชื้อชาติ คือ ระบบทางพันธุ์กรรม (DNA) หรือ ลักษณะทางกายวิภาคศาสตร์ (สรีระวิทยา) ได้แก่ เล็บ, ขน, ผม, ฟัน, ผิวหนัง ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงระบบหมู่โลหิต A, B, AB, O หรือ ระบบ ABO เป็นสิ่งที่มีติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่สามารถบอกเลิกระบบหมู่โลหิต หรือ ยกเลิกระบบหมู่โลหิตดังกล่าวได้ แต่สามารถโอนถ่าย และ/หรือ ถ่ายเทให้แก่กันและกันได้ ด้วยหลักทางการแพทย์และพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากลโลก (W.H.O.) ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วยกฏเกณฑ์ทางนิติเวชวิทยาศาสตร์
สัญชาติ (nationality) คือ การเป็นสมาชิกของประเทศใดประเทศหนึ่งตามกฎหมาย โดยที่ลักษณะทางชีวภาพและวัฒนธรรม เชื้อชาติ อาจแตกต่างกันได้ การเป็นสมาชิกของประเทศย่อมหมายถึง การเป็นประชาชนของประเทศนั้น ผู้ที่อพยพมาจากที่อื่นเพื่อมาตั้งถิ่นฐานสามารถโอนสัญชาติมาได้ ผู้ที่เปลี่ยนสัญชาติ คือ ผู้ที่เปลี่ยนฐานะจากการเป็นประชาชนของประเทศหนึ่ง มาเป็นประชาชนของอีกประเทศหนึ่ง "สัญชาติ" นั้นสำคัญมากเพราะจะทำให้คนอื่นรู้ว่า คุณเกิดที่ไหน ดังนั้นในแบบฟอร์มที่ต้องกรอกในรายการทะเบียนหลายอย่าง จึงมีช่อง "สัญชาติ" ให้ระบุ สำหรับหนังสือเดินทาง จะต้องมีสัญชาติระบุอยู่ เพื่อที่จะได้รู้ว่าคนผู้นั้นมาจากประเทศอะไร

ชาติพันธุ์ (ethnicity หรือ ethnos) คือ การมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษาพูดเดียวกัน และเชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษกลุ่มเดียวกัน เช่น ไทย พม่า กะเหรี่ยง จีน ลาว เขมร เป็นต้น
กลุ่มชาติพันธุ์ หรือ กลุ่มวัฒนธรรม มีลักษณะเด่นคือ เป็นกลุ่มคนที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน บรรพบุรุษในที่นี้หมายถึงบรรพบุรุษทางสายเลือด ซึ่งมีลักษณะทางชีวภาพและรูปพรรณ (เชื้อชาติ) เหมือนกัน รวมทั้งบรรพบุรุษทางวัฒนธรรมด้วย ผู้ที่อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันจะมีความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด และทางวัฒนธรรมพร้อมๆ กันไปเป็นความรู้สึกผูกพันที่ช่วยเสริมสร้างอัตลักษณ์ของบุคคลและของชาติพันธุ์
และในขณะเดียวกัน ก็สามารถเร้าอารมณ์ความรู้สึกให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าผู้ที่อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์นั้นนับถือศาสนาเดียวกัน ความรู้สึกผูกพันนี้อาจเรียกว่า "สำนึก" ทางชาติพันธุ์ หรือชาติลักษณ์ (ethnic identity)

สนับสนุนให้เว็บเราคงอยู่ให้บริการด้วยการคลิกไปชมสปอนเซอร์ของเราด้วยครับ
ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในภาคอีสาน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน ของประเทศไทย ประกอบด้วย 20 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี และน้องใหม่ บึงกาฬ มีพื้นที่ประมาณ 170,226 ตารางกิโลเมตร หรือ 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ตั้งอยู่บนที่ราบสูงโคราช ภูมิประเทศทั้งภาคยกตัวสูงเป็นขอบแยกตัวออกจากภาคกลางอย่างชัดเจน
ภาคอีสาน เป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรม และประเพณีที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น แต่ละจังหวัด ศิลปวัฒนธรรม เหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกถึงความเชื่อ ค่านิยม ศาสนาและรูปแบบการดำเนินชีวิต ตลอดจนอาชีพของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี สาเหตุที่ภาคอีสานมีความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจาก การเป็นศูนย์รวมของประชากรหลากหลายเชื้อชาติ การอพยพย้ายถิ่นที่อยู่ การกวาดต้อนไพร่พล หรือจากการหนีภัยสงครามเมื่อครั้งอดีต และมีการติดต่อสังสรรค์กับประชาชนในประเทศใกล้เคียง จนก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมขึ้น

การแต่งกาย เป็นเครื่องบ่งบอกความเป็นชาติพันธุ์ของหญิง-ชายชาวอีสานสมัยก่อน แต่ปัจจุบันนี้ พวกเราแต่งตัวแทบจะเหมือนกันหมด คนภาคอื่นจึงรู้จักชาวอีสานเพียงเป็นคนลาว และ พูดภาษาลาว (ซึ่งไม่จริง คนลาวก็มีรูปแบบการดำเนินชีวิตเป็นเอกลักษณ์อีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนคนอีสานเลยทีเดียว ภาษาลาวกับภาษาอีสานแม้จะมีส่วนคล้ายแต่ก็ไม่เหมือนกัน ทั้งลีลาท่าทางและสำเนียงก็แตกต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่ ภาคเหนือ-กลาง-ใต้) ส่วนการกินการดื่ม นั้นก็เข้าใจเอาเองว่า คนอีสานกินแต่ ลาบ ก้อย ต้ม ส้มตำ แกงอ่อม แกงเห็ด แกงหน่อไม้ และสุรา จริงๆ แล้วอาหารการกินและเครื่องนุ่มห่มในพื้นถิ่นก็ยังมีหลากหลาย ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชาติพันธุ์ในแผ่นดินที่ราบสูงนี้ ที่เราควรศึกษาเผยแพร่ไปสู่ลูกหลานในอนาคต
ฅนอีสานแยกตามกลุ่มภาษา
กลุ่มตระกูลภาษาไท (Tai-Kadai) :
1. ไทลาว (คนอีสาน/ลาวอีสาน) : เป็นชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่ที่สุด พูดภาษาอีสานตระกูลไทลาว แบ่งเป็น 5 กลุ่มแยกย่อยไปอีก ได้แก่
- กลุ่มคนอีสานท้องถิ่น (ดั้งเดิม) ที่สืบเชื้อสายมาหลายรุ่นตั้งแต่ยุคโลหะ เปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมจนมาเป็นคนอีสานในปัจจุบัน ที่คุ้นเคยคนส่วนมากที่สุดคือสำเนียงแบบร้อยเอ็ด เช่น เมียง (เมือง) เคี่ยง (เครื่อง)
- กลุ่มที่พูดภาษาถิ่นสำเนียงลาวเหนือ (หลวงพระบาง) ได้แก่ ไทเลย, ไทคอนสาร, ไทภูผาม่าน, ไทหล่ม (หล่มสัก- หล่มเก่า) มีสำเนียงพูดที่หางเสียงขึ้นสูง และลากหางเสียงยาว.
- กลุ่มที่พูดภาษาถิ่นสำเนียงลาวกลาง (เวียงจันทน์) ได้แก่ ไทชัยภูมิ และชาวลาวเวียง ที่อพยพย้ายถิ่นปะปนกับชาวอีสานกลุ่มอื่นๆ จะพูดด้วยสำเนียงที่เหน่อ ช้า และนุ่มนวลกว่ากลุ่มอื่นๆ เช่น บ้านเปลือย อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด, บ้านแซงแหลม อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด
- กลุ่มที่พูดภาษาถิ่นสำเนียงลาวใต้ (จำปาศักดิ์) ได้แก่ ไทลาวศรีสะเกษ หรือลาวใต้ และปะปนจากการย้ายถิ่นไปในจังหวัดอื่นๆ เช่น บางพื้นที่ในจังหวัด กาฬสินธุ์, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, อุบลราชธานี, บุรีรัมย์ มีสำเนียงการพูดที่สั้น ห้วน แต่หางเสียงสูง เช่น ไป๊ (ไป) กิ๊น (กิน)
- กลุ่มที่พูดภาษาไทภู ที่เชื้อสายไทลาวแต่ใช้
-
- ผู้ไท (ภูไท - ผู้ไทย) : พบใน มุกดาหาร, กาฬสินธุ์, สกลนคร, นครพนม, บึงกาฬ, อุดรธานี, อุบลราชธานี, ร้อยเอ็ด, ยโสธร
- ไทดำ (ไทยทรงดำ/ลาวโซ่ง) : อพยพมาจาก สปป.ลาว พบเฉพาะ บ้านนาป่าหนาด อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
- ไทแดง : อพยพมาจากแขวงหัวพัน สปป.ลาว พบเฉพาะ บ้านห้วยผักเน่า อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย
- ไทพวน : พบใน หนองคาย, อุดรธานี, บึงกาฬ, สกลนคร, เลย, กาฬสินธุ์, ส่วนที่ นครพนม จะเรียกตนเองว่า ไทกวน
- ไทญ้อ (ย้อ) : พบใน สกลนคร, นครพนม, มหาสารคาม, อุดรธานี, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร, หนองคาย, ยโสธร, บึงกาฬ
- ไทแสก : พบใน นครพนม, สกลนคร, มุกดาหาร
- ไทเบิ้ง (ไทเดิ้ง) หรือ ไทโคราช : พบใน บุรีรัมย์, ชัยภูมิ, มหาสารคาม, นครราชสีมา
- ไทโย้ย (โย้ย/ย้อย) : พบใน อำเภออากาศอำนวย และวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร
- ไท-ยวน (ไทโยนก) : พบใน อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และ บ้านวังน้ำมอก อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
- ไทตาด : พบได้เฉพาะ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม
ไทกะเลิง (ข่าเลิง) : เป็นกลุ่มชนที่มีรากฐานทางภาษาผสมกันทั้งไท-กะได และมอญเขมร ผสมกันอย่างลงตัว พบได้ในจังหวัดนครพนม, สกลนคร และมุกดาหาร
2. กลุ่มตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติค (Mon-Khmer) :
- มอญ : พบเฉพาะในอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา
- กูย (ส่วย/กวย/โกย) : พบใน สุรินทร์, ศรีสะเกษ, บุรีรัมย์ และบางส่วนใน ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, นครราชสีมา
- เยอ : พบในจังหวัดศรีสะเกษ และบางส่วนในมหาสารคาม, ยโสธร
- เขมรถิ่นไทย (ขแมร์) : อาศัยในภาคอีสานตอนใต้ ได้แก่ สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และบางส่วนใน อุบลราชธานี, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม และ นครราชสีมา
- บรู (ไทข่า/ข่า) : พบใน มุกดาหาร, นครพนม, สกลนคร, อุบลราชธานี, อำนาจเจริญ
- ญัฮกุร (เนียะกุร/ชาวบน/คนดง) : กลุ่มชาติพันธุ์มอญโบราณ ได้แก่ นครราชสีมา, ชัยภูมิ
- ไทโส้ (กระโซ่) : พบใน บึงกาฬ, นครพนม, สกลนคร, มุกดาหาร
- โซ่ทะวืง : พบในอำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร
3. กลุ่มอื่นๆ :
- ลัวะ (มัล, ปรัย) : พบได้เฉพาะที่ บ้านหมันขาว อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
- ม้ง : พบได้เฉพาะที่ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
- กุลา : สืบเชื้อสายมาจากชาวไทใหญ่ (ฉาน - เงี้ยว) บ้างก็ว่าเป็นชาว ปะหล่อง หรือ ตองสู้ ที่เป็นกะเหรี่ยงที่รับเอาวัฒนธรรมไทใหญ่ไปใช้ ที่มาของกุลาร้องไห้ ก็มาจากตำนานที่กล่าวถึงพ่อค้าชาวกุลาเดินทางค้าขายผ่านทุงกุลาที่กว้างใหญ่ไพศาลนี่เอง ปัจจุบันมีผู้สืบเชื้อสายกุลาอย่างเบาบางและกระจัดกระจาย พบได้ใน อุบลราชธานี, มุกดาหาร, ชัยภูมิ, ร้อยเอ็ด, ยโสธร
- ไทยเชื้อสายญวน (เวียดนาม) : ผสมผสานวัฒนธรรมเวียดนาม พบใน มุกดาหาร, อุดรธานี, หนองคาย, นครพนม, สกลนคร, กาฬสินธุ์, นครราชสีมา, เลย, ขอนแก่น, บึงกาฬ
- ไทยเชื้อสายจีน : พบในพื้นที่เศรษฐกิจหลักตามอำเภอและตัวจังหวัดต่างๆ ทั่วทั้งภาคอีสาน
- ไทยเชื้อสายอินเดีย : ส่วนมากเป็นชาวไทยเชื้อสายอินเดียที่นับถือศาสนาซิกข์ พบได้ทั่วไปตามตัวเมืองย่านธุรกิจ เช่น อุบลราชธานี
- ไทยเชื้อสายแขกปาทาน : หรือชาวมุสลิมปาทาน เริ่มจากการย้ายถิ่นตามสุเหร่า แล้วตั้งเป็นชุมชนกระจายไปทั่วภาคอีสาน.
กล่าวโดยสรุปคือ กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าในภาคอีสาน หากนับด้วยการจำแนกดังกล่าวก็จะมีถึง 27 ชาติพันธุ์ และหากนับแยกย่อยลงไปทางภาษาพูดสื่อสารก็จะมีถึง 33 กลุ่ม
ชาวอีสาน มาจากไหน?
ชาวอีสาน หรือ ฅนอีสาน ไม่ใช่ชื่อชนชาติหรือเชื้อชาติเฉพาะของอีสาน แต่เป็นชื่อทางวัฒนธรรม มีที่มาจากภูมิศาสตร์บริเวณที่เรียกอีสาน หรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (อันเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินใหญ่สุวรรณภูมิ หรืออุษาคเนย์โบราณ) เลยสมมุติเรียกคนกลุ่มนี้อย่างรวมๆ กว้างๆ ว่า ชาวอีสาน หรือ คนอีสาน
ชาวอีสาน หรือ ฅนอีสาน มีบรรพชนมาจากการประสมประสานของผู้คนชนเผ่าเหล่ากอหลายชาติพันธุ์ ทั้งภายในและภายนอกทั้งทางสังคมและวัฒนธรรม ไม่ต่ำกว่า 5,000 ปีมาแล้ว (อาจถึง 10,000 ปีมาแล้วก็ได้) แล้วยังมีต่อเนื่องถึงทุกวันนี้ และอาจมีต่อไปในอนาคตอีกไม่รู้จบ ผู้คนชนเผ่าเหล่ากอหลายชาติพันธุ์ที่ประสมประสานกันเป็น ชาวอีสาน มีบรรพชนอย่างน้อย 2 พวก คือ คนพื้นเมืองดั้งเดิมอยู่ภายในสุวรรณภูมิ กับคนภายนอกเคลื่อนย้ายเข้ามาภายหลังจากทิศต่างๆ (มีร่องรอยและหลักฐานสรุปย่อๆ อยู่ในหนังสือ ?พลังลาว? ชาวอีสาน มาจากไหน? โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549) อีสานฝั่งขวา แม่น้ำโขง

ฅนอีสาน บางทีเรียก ชาวอีสาน มีหลักแหล่งอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
อีสาน เป็นชื่อเรียกพื้นที่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ที่มีกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลาง คำว่า อีสาน มีรากมาจากภาษาสันสกฤต สะกดว่า อีศาน หมายถึง นามพระศิวะ ผู้เป็นเทพประจำทิศตะวันออกฉียงเหนือ (เคยใช้มาเมื่อราวหลัง พ.ศ. 1000 ในชื่อว่ารัฐว่า อีศานปุระ และชื่อพระราชาว่า อีศานวรมัน) แต่คำบาลีเขียน อีสาน ฝ่ายไทยยืมรูปคำจากบาลีมาใช้หมายถึง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่หมายตรงกับคำอีสาน) เริ่มใช้เป็นทางการสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2442 ในชื่อ มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ยังหมายเฉพาะลุ่มน้ำมูลถึงอุบลราชธานี จำปาสัก ฯลฯ
รวมความแล้ว ใครก็ตามที่มีถิ่นกำเนิด หรือมีหลักแหล่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (จะโดยเคลื่อนย้ายเข้าไปอยู่เมื่อไรก็ตาม) ถ้าถือตัวว่าเป็นฅนอีสาน หรือชาวอีสาน อย่างเต็มอกเต็มใจและอย่างองอาจ ก็ถือเป็นคนอีสานเป็นชาวอีสานทั้งนั้น
ฉะนั้น ฅนอีสาน หรือ ชาวอีสาน จึงไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติเฉพาะ แต่เป็น ชื่อสมมุติ เรียกคนหลายหลากมากมายในดินแดนอีสาน และเป็นชื่อเรียกอย่างกว้างๆ รวมๆ ตั้งแต่อดีตดึกดำบรรพ์สืบจนปัจจุบัน ด้วยเหตุดังกล่าว ความเป็นมาของคนอีสานหรือชาวอีสานจึงไม่หยุดนิ่งอยู่โดดเดี่ยว แต่ล้วนเกี่ยวข้อง เคลื่อนไหวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับความเป็นมาของผู้คนสุวรรณภูมิ หรืออุษาคเนย์ ตั้งแต่ยุคดั้งเดิมเริ่มแรกสืบจนทุกวันนี้ ซึ่งมีความเคลื่อนไหวไปๆ มาๆ ทั้งใกล้และไกลในทุกทิศทาง และหลายครั้งหลายหน จนระบุเห็นชัดเจนแน่นอนนักไม่ได้ว่า ใคร? ที่ไหน? เมื่อไร?
แต่สิ่งหนึ่งซึ่ง ฅนอีสาน และ ชาวอีสาน มีสำนึกร่วมกันอย่างแข็งขันและองอาจ คือ คำสมมุติ เรียกว่า "พลังลาว" อันมีรากจาก "วัฒนธรรมลาว"
จากหนังสือ : "อุบลราชธานี มาจากไหน" เขียนโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ,
สำนักพิมพ์แม่คำผาง พิมพ์เผยแพร่ ตุลาคม 2555.
แม้ว่าชาวอีสานจะมีพื้นเพมาจากคนหลายกลุ่ม มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ต่างๆ แต่ด้วยวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ที่ยึดมั่นในจารีตประเพณีของท้องถิ่นที่เรียกว่า "ฮีตสิบสอง คองสิบสี่" ทำให้เกิดความสมานฉันท์ปรองดอง ประกอบสัมมาอาชีพอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขเรื่อยมา ชาติพันธุ์หลากหลายในภาคอีสานประกอบด้วย
กลุ่มชาติพันธุ์ในภาคอีสาน
- ไทยลาว (ไทอีสาน)
- ผู้ไท (ภูไท)
- ไทดำ (ไทยทรงดำ – ลาวโซ่ง)
- ไทกุลา (กูลา)
- ชาวกูย (กวย-ส่วย-เยอ)
- ชาวเขมร (คะแมร์)
- ไทญ้อ (ย้อ - เงี้ยว)
- ไทโส้ (กะโซ่)
- ไทแสก
- ไทข่า (บรู)
- ไทกะเลิง
- ไทญวน (เหวียดเกี่ยว, เวียดนาม, แกว)
- ไทพวน ไทยพวน กะเลอ
- ไทเบิ้ง ไทเดิ้ง ไทยโคราช
- ญัฮกุร หรือ เนียะกุร หรือ ชาวบน คนดง คนภูเขา
- ไทโย้ย, โย่ย, ย้อย, ลาวย้อย

![]()

















