• ธรรมะในดินแดนอีสาน

    ๑๒-๑๗ มกราคม ของทุกปี ร่วมปฏิบัติธรรม 'อาจริยบูชา' ถือศีลแปด รำลึกถึงหลวงปู่ชา สุภัทฺโท

  • งานไหว้พระธาตุพนม

    วันขึ้น 8 ค่ำเดือน 3 ถึงแรม 1 ค่ำเดือน 3 ไปร่วมงานเทศกาลนมัสการองค์พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม

  • แห่มาลัยข้าวตอก

    Unseen Thailand งานเทศกาลแห่มาลัยข้าวตอก 26 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม 2569 ณ บ้านฟ้าหยาด มหาชนะชัย จังหวัดยโสธร

  • ธรรมชาติงดงามบนภูกระดึง

    ความสุขที่คุณเดินได้ให้จดจำว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยพิชิตภูกระดึง

  • สามพันโบก

    รุ่งอรุณ ณ สามพันโบก มหัศจรรย์ลานหินกลางลำน้ำโขง

  • รุ่งอรุณ ณ ผาแต้ม

    ตะวันขึ้นก่อนใครในสยามประเทศ @ผาแต้ม อุบลราชธานี

  • เขาใหญ่

    ไปเที่ยวชื่นชมธรรมชาติมรดกโลก @อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นครราชสีมา

  • ผามออีแดง

    ปลายฝนต้นหนาวไปชมทะเลหมอก @ผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ

  • อีสานธรรมชาติสวยงามหลากหลาย

    ภาคอีสานมีธรรมชาติสวยงาม น้ำตก เสาหิน และมหัศจรรย์ธรรมชาติกุ้งเดินขบวน

  • เทศกาลดอกลำดวนบาน

    11-15 มีนาคม 2569 เทศกาลดอกลำดวนบาน สืบสานประเพณีสี่เผ่าไท ศรีสะเกษ ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์

: Our Sponsor

adv200x300 2

: My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net
e mail

ไทกวน หรือ ไทยกวน

tai kuan header

ชนเผ่าไทกวน ไทยกวน หรือ "ข่าเลิง" มีประวัติความเป็นมาจากแค้วนสิบสองจุไทย ซึ่ง ขุนบรม เป็นผู้ก่อตั้งเมืองแถง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ตั้งเมืองนาน้อย อ้อยหนู ปู่แสนบางนางแสนเก้า หรือเมืองแถง เกิดทุพพิกภัย จึงได้อพยพมาทางใต้ อาศัยอยู่ตามลำน้ำเซน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์น้ำต่างๆ เป็นที่ราบระหว่างหุบเขาชาวบ้านเรียกว่า กวน ซึ่งหมายถึง พื้นที่แวดล้อมด้วยภูเขา ณ บริเวณแห่งนั้น จึงได้ตั้งเมืองหลวงป่งลิง/ปุงลิ งมีเมืองผาบัง วังคำ อยู่ริมน้ำเซน้อย (เซบั้งไฟ) ทางตอนบนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งน้ำเซบั้งไฟนี้ไหลลงสู่แม่น้ำโขงตรงข้าม อำเภอธาตุพนม เมืองหลวงป่งลิง/ปุงลิง เป็นชาวเมืองซึ่งมาจากเมืองนาน้อย อ้อยหนู ปู่แสนบางนาแสนเก้า มีการปกครองแบบชาวอีสานโบราณ คือมี เจ้าเมืองอุปฮาด ราชวงศ์ราชบุตร เป็นผู้ปกครองเมืองอิสระปกครองกันมาหลายชั่วอายุคน ผู้ปกครององค์สุดท้ายปรากฏชื่อว่า ท้าวไทยทรงยศ

tai kuan 10

ใน พ.ศ. 2343 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เกิดสงครามระหว่างรัฐสยามกับญวน (เวียดนาม) บ่อยครั้ง ทางราชการจึงมีนโยบายให้กวาดต้อนอพยพผู้คนจากทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ที่มีอาณาเขตใกล้แดนญวน ให้มาตั้งถิ่นฐานตามหัวเมืองฝั่งขวาแม่น้ำโขง คือ ภาคอีสาน ในปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อความปลอดภัยและไม่ให้เป็นกําลังแก่ญวนต่อไป พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯให้พระมหาสงครามและเจ้าอุปราชเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพฯ เกณฑ์กองทัพจากหัวเมืองต่างๆ คือ เมืองนครพนม เมืองมุกดาหาร เมืองสกลนคร เมืองท่าอุเทน เมืองไชยบุรี เมืองหนองคาย เมืองเขมราช และเมืองอุบลฯ ยกข้ามแม่น้ำโขงเข้าตีเมืองต่างๆ ได้แก่ เมืองวัง เมืองตะโปน (เซโปน) เมืองพิณ เมืองนอง เมืองเชียงฮ่ม เมืองวัง เมืองเหล่านี้มีทั้งชาวผู้ไท กะโซ่ แสก ญ้อ โย้ย และเมืองปุงลิงซึ่งเป็นชาวข่า และได้กวาดต้อนผู้คนจากเมืองเหล่านั้นให้ข้ามมาอยู่ฝั่งไทย ตั้งเป็นเมืองต่างๆ ในท้องที่เมืองนครพนม เมืองสกลนคร เมืองมุกดาหาร และเมืองกาฬสินธุ์

tai kuan 09

ต่อมาราว พ.ศ. 2374 ชาวไทกวน ถูกจีนฮ่อและญวนยกทัพเข้ามารุกราน จึงอพยพหลบหนีลงมาตามลำน้ำเซบั้ง ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส่วนอีกพวกหนึ่งได้พากันอพยพข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งประเทศไทย โดยการนำของ ท้าวไชยทรงยศ มาตั้งถิ่นฐานบริเวณปากน้ำห้วยบังฮวก ในดินแดนที่เป็นเมืองมรุกขนครเดิม หรือบ้านดอนนางหงส์ในปัจจุบัน รวมถึงบริเวณที่เรียกว่าบ้านช้างตัวกกตาล และบ้านช้างโพนจิก ริมห้วยบังฮวก

ต่อมาเกิดโรคอหิวาต์ระบาด ประกอบกับเกิดภัยแล้ง จึงได้พากันอพยพขึ้นไปทางทิศเหนือตามลําห้วยบังฮวก เพื่อหาทําเลที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะที่จะตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน ในที่สุดก็พบพื้นที่ราบลุ่มผืนใหญ่ มีป่าไม้ถ่อนปกคลุมร่มเย็นน่าอยู่อาศัย และมีความอุดมสมบูรณ์ โดยรอบเป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูก จึงได้ย้ายบ้านมาตั้งบ้านเรือนแห่งใหม่อยู่บริเวณที่เป็นป่าดงไม้ถ่อน บริเวณหัวดงทางใต้ (ตรงกับวัดศรีมงคล ในปัจจุบัน) แล้วเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านนาถ่อน” ขึ้นตรงต่อหัวเมืองเรณู ต่อมามีการยุบ เมืองเรณูนคร เป็นตําบล และได้ตั้ง บ้านธาตุพนม เป็นอําเภอ บ้านนาถ่อนจึงได้ย้ายมาขึ้นกับอําเภอธาตุพนม จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การอธิบายเรื่องราวความเป็นมาของ ชุมชนชาวไทกวนบ้านนาถ่อน ค่อนข้างสับสนเกี่ยวกับเหตุการณ์และลำดับเวลา แต่สรุปได้ว่า ชาวไทกวนบ้านนาถ่อนอพยพมาอยู่ที่บริเวณมรุกขนครก่อน แล้วจึงค่อยย้ายมาอยู่บริเวณบ้านนาถ่อนปัจจุบัน ซึ่งเหตุการณ์อพยพนี้น่าจะเกิดขึ้นราวช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24

tai kuan 07

ชาวไทกวนบ้านนาถ่อน ไม่มีสำเนียงภาษาที่เป็นลักษณะเฉพาะ เหมือนกับชนเผ่าอื่นๆ แต่ชาวไทกวนบ้านนาถ่อนใช้ภาษา "ไทญ้อ" ในการสนทนาสื่อสารระหว่างกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่า ชาวไทกวนเองน่าจะเป็นกลุ่มคนเดียวกันกับชาวไทญ้อ หากแต่มีถิ่นฐานบ้านเดิมตั้งอยู่ในบริเวณกวน เมื่อเกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่บ้านนาถ่อน จึงเรียกตัวเองว่า “ไทกวน” ก็เป็นได้

การประกอบอาชีพของชาวไทกวน

เสร็จนา หญิงทอผ้า ชายตีเหล็ก

tai kuan 04

ส่วนมากแล้ว ชาวไทกวนทำอาชีพทำการเกษตรกรรม ทำนา เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงโคขุน และมีอาชีพโดดเด่นที่เป็นคำขวัญข้างบนก็คือ อาชีพตีเหล็ก เป็นการตีมีดพร้า เพื่อใช้ในครัวเรือนแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ภายหลังได้ยกระดับมาเป็นมีดพร้าสนามที่สวยงาม มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ ส่งขายในกลุ่มผู้นิยมมีดพร้าสวยงาม เพิ่มมูลค่าของมีดเป็นเล่มละประมาณ 1,000-2,000 บาท สร้างรายได้รวมปีละหลายล้านบาทเลยทีเดียว และเป็นการสืบสานรุ่นต่อรุ่นสู่รุ่นลูกหลานเยาวชน ทำให้มีรายได้เงินหมุนเวียนสะพัดในชุมชน

tai kuan 04 1

และอีกอาชีพคือ การทอผ้า (ผู้หญิงเสร็จจากหน้านา ก็จะมาช่วยผู้ชายตีเหล็กด้วย) ถือเป็นสินค้าส่งออกของชุมชน ผ้าทอไทกวนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลายผ้ามีหลากหลาย เช่น ลายขิด ลายดอก ลายสี่ตีน ลายน้ำไหล และการทอก็ใช้เครื่องมือการทอและเทคนิคแบบโบราณดั้งเดิม

tai kuan 06

รวมถึงทำเครื่องจักรสานจากต้นกก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ สามารถนำมาถักทอเป็นเสื่อกก หรือสานเป็นเครื่องใช้อื่นๆ ได้อีกมากมาย

tai kuan 05

และยังมีกลุ่มอาชีพอื่นๆ ที่ได้รับการส่งเสริม เช่น กลุ่มทำแหนม กลุ่มทำขนมจีนที่ไม่ใช้แป้ง แต่ใช้ข้าวหมักแทน เป็นต้น

ประเพณีและความเชื่อ

ชนเผ่าไทกวน นับถือผีบรรพบุรุษ โดยในวันที่ 25 ตุลาคม ของทุกปี จะมีพีธีการรำบวงสรวง ศาลปู่ตาแสง เพื่อปกป้องรักษาคนในชุมชน นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมการฟ้อนรำไทกวน โดยเลียนแบบท่ามาจากสัตว์ป่า ได้แก่ ช้างขึ้นภู งูเล่นหาง กวางโชว์เขา เสือออกล่า เต่าออกลาย ควายตั้งท่า ม้าออกศึก ระทึกกระทิงเปลี่ยว ขับเคี่ยวขบวนลิง สิงห์คำราม เป็นต้น

tai kuan 03

วิถีอาหารการกินอยู่

ชาวไทกวน ก็ใช้วิถีชีวิตเช่นเดียวกับกลุ่มชนชาติพันธุ์อื่นๆ ในดินแดนแถบนี้ ในการหุงหาอาหารดำรงชีวิตจากธรรมชาติใกล้ตัว

tai kuan 01

มีอาหารพื้นบ้านที่โดดเด่นสำหรับชาวไทกวนคือ ต้มไก่ลาดใส่ใบบักขามอ่อน (ไก่ลาด คือ ไก่บ้าน) เป็นเมนูพื้นบ้านอีสานสูตรไทกวน ที่โดดเด่นด้วยรสเปรี้ยวกลมกล่อมจากใบมะขามอ่อน เนื้อไก่นุ่มแต่ไม่ยุ่ย เคี่ยวสมุนไพร ข่า ตะไคร้ หอมแดง ได้กลิ่นหอมชวนรับประทาน ซดร้อนๆ คล่องคอ เป็นอาหารธาตุ "ลม" ที่ช่วยในการระบายและแก้หวัดได้ดี และยังมีแกงขี้เหล็กใส่หนังเค็ม แจ่วหนังเค็ม ขนมหวานจะเป็น ข้าวต้มโคม (ข้าวต้มมัด) 

tai kuan 02

หนังเค็ม ทำจากหนังวัวหรือควายก็ได้ เป็นการเก็บรักษาอาหารไว้ให้กินได้นานๆ อย่างหนึ่งของชาวอีสาน วิธีการทำหนังเค็มก็คือ เอาหนังวัวหรือหนังควายมาหั่นเป็นริ้วยาว จากนั้นนำไปตำหรือคลุกใส่กับรำและเกลือ แล้วนำมาใส่ไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดเก็บไว้ประมาณ 3-4 วัน จากนั้นก็นำเอามาตากแดดให้แห้ง เวลากินก็เอามาเผาไฟให้ขนและหนังไหม้เกรียม แล้วใช้ไม้หรือสากทุบเอาขี้เถ้าไฟออก แล้วหั่นกินตอนร้อนๆ หรืออาจนำเอาไปทำอาหารก็ได้ โดยหนังเค็มนั้น สามารถนำมาปรุงกับแกงขี้เหล็ก เผาไฟกินเป็นกับแกล้ม ทำได้หลากหลายเมนูเช่น แจ่วหนังเค็ม ที่เป็นแจ่วหรือน้ำพริกธรรมดาแต่เพิ่มส่วนโปรตีนจากหนังควาย (ที่เผาแล้วนำไปต้มให้เปื่อยยุ่ย) ใส่ลงไปด้วย และที่สำคัญเก็บไว้กินได้นานเป็นหลายเดือน ประโยชน์ทางอาหาร มีโปรตีนสูง

tai kuan 08

เยือนชุมชนไทกวน เรียนรู้วิถีชุมชน การทำพานบายศรีและขันหมากเบ็ง

redline

isan word tip

ประตูสู่อีสานบ้านเฮา

IsanGate.com

ปณิธานของเรา :

"ชนชาติที่เป็นอารยะ ต้องมีรากเหง้า และที่มาอันยาวนาน ด้วยภาษาและขนบธรรมเนียมของตนเอง"

: Our Web Site.

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net
e mail
นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)