- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Tradition
- Hits: 136

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม-เมษายน ของทุกปี ช่วงที่ดอกลำดวนบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมไปทั่วสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ ก็จะมีการจัดเทศกาลยิ่งใหญ่ในทุกปี คือ งาน "เทศกาลดอกลำดวนบาน สืบสานประเพณีสี่เผ่าไทศรีสะเกษ" และการแสดงแสง-สี-เสียงที่งดงามตระการตา “อารยธรรมแห่งศรัทธา มนตรา ศรีพฤทเธศวร” ซึ่งเป็นการแสดงละครอิงประวัติศาสตร์ โชว์ความงามของอาณาจักรขอมและเมืองดอกลำดวน ที่ยิ่งใหญ่งดงาม "ศรีพฤทเธศวร” เป็นการแสดงละครเพื่อบอกเล่ากล่าวขานถึงประวัติศาสตร์โบราณของจังหวัดศรีสะเกษ แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ และประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ที่เคยเจริญรุ่งเรืองมานับพันปี

ตำนานเมืองปราสาท “ศรีพฤทเธศวร” คือ การนำประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของศรีสะเกษกลับมาตีความ เล่าใหม่ ผ่านศิลปะการแสดง แสง สี เสียง และดนตรี เพื่อถ่ายทอดภาพของเมืองโบราณที่เคยรุ่งเรืองบนผืนแผ่นดินอีสานใต้ โดยมีรากฐานจากโบราณสถานและเรื่องราวเชื่อมโยงกับ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ โบราณสถานศิลปะขอม อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางศาสนาและชุมชนสำคัญ สถาปัตยกรรมและลวดลายแกะสลักสะท้อนศรัทธาและภูมิปัญญาของผู้คนในอดีต เชื่อมถึงมรดกทางวัฒนธรรมของผู้คน โดยมีการเล่าเรื่องเชื่อมโยงถึง กลุ่มชาติพันธุ์ส่วย กูย (คนเลี้ยงช้าง) ซึ่งเป็นหนึ่งในรากเหง้าของพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ แสดงให้เห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมศรีสะเกษให้เป็นอย่างทุกวันนี้
เมื่อถึงช่วงงานนี้ในทุกปีก็มักจะมีคำถามต่อการแสดง ศรีพฤทเธศวร ว่าเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เมืองศรีสะเกษหรือไม่ เพราะ "ศรีพฤทเธศวร" คือชื่อของปราสาท นั่นคือ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ที่ตั้งอยู่ในอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ทำไมต้องนำเรื่องราวของการสร้างปราสาทสระกำแพง มาเป็นเครื่องมือในการอธิบายประวัติศาสตร์ของคนศรีสะเกษ แล้วตำนานการไล่จับช้างของชนชาติที่เรียกตัวเองว่า "ชาวส่วย หรือ กูย" ที่ไล่จับช้างเผือกได้จนได้รับความดีความชอบ ได้ยศถาบรรดาศักดิ์ ได้ปกครองพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ในอดีต และกลายเป็นสถานที่ตั้งเมืองแห่งปราสาทขอมชื่อ จังหวัดศรีสะเกษ ขึ้นในปัจจุบัน ทำไมจึงมีบทบาทไม่มากนักกับคำว่า ผู้สร้างเมืองศรีสะเกษ
ตำนานสร้างปราสาท
เราจะเริ่มกันที่ ตำนานศรีพฤทเธศวร ที่เล่าขานกันมาแต่โบราณถึงความศักดิ์สิทธิ์ของ "สระน้ำ" บอกก่อนว่า ชื่อตัวละครอาจอ่านยากสักหน่อยนะ เพราะนี่เป็นชื่อในภาษาขอมนั่นเอง

ป่าธรรมชาติ น้ำตกห้วยจันทร์ ศรีสะเกษ
ศรีสุกรรมาเสตงงิ (สี-สุ-กัน-มา-สะ-เตง-งิ) ได้รับพระราชทานเมืองวิเภทะ จากพระบาทกมรเตงกันดวนอัญศรีสุริยะวรมันเทวะ (พระ-บาท-กะ-มอ-ระ-เตง-กัน-ดวน-อัน-สี-สุ-ริ-ยะ-วอ-ระ-มัน-เท-วะ หรือ พระเจ้าสุริยะวรมันที่ 1) เมื่อปีมหาศักราช 959 หรือ ปี พ.ศ. 1580 พร้อมพระราชทานชื่อเมืองให้ใหม่ว่า กุรุเกษตร ซึ่ง ศรีสุกรรมาเสตงงิ มีมเหสีนาม พระนางศรีเทวี มีบุตรีวัยแรกรุ่นนามว่า ไตภัทระ (นางสาวภัทระ)
เมื่อครองเมืองกุรุเกษตรแล้ว คราวหนึ่งได้ออกตรวจราชการและเที่ยวป่า เดินทางมาถึง สดุกอำพึล (ดงมะขามป่า) เมืองในอาณาเขตปกครอง ตั้งค่ายพักแรมข้างสระน้ำ ไตภัทระได้ไปอาบน้ำในสระแห่งนั้น และได้พบว่า น้ำในสระมีความศักดิ์สิทธิ์ ช่วยให้ผู้คนที่อาบหรือดื่มกินมีสุขภาพพลานามัยดี ผิวพรรณผดผ่องขึ้น และในช่วงเวลานี้เองได้มีราชโองการจากพระเจ้าสุริยะวรมัน ให้ ศรีสุกรรมากำเสตงงิ เดินทางเข้าเฝ้า จึงได้นำไตภัทระไปด้วย เพื่อจะถวายเป็นบาทบริจาริกา ความเรื่อง สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ เข้าถึงพระกรรณของพระเจ้าสุริยะวรมัน ทรงแปลกพระทัย จึงสั่งให้สร้างปราสาทล้อมรอบสระน้ำศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ ให้พราหมณาจารย์ทำพิธีอันเชิญมหาเทพมาสถิตย์ ณ ที่นั้น เพื่อให้ชาวเมืองสักกระบูชาบวงสรวง และให้ ไตภัทระ เป็นข้าบาทแด่มหาเทพ และพระราชทานนาม ไตภัทระ เป็น "เทวีศรีกุรุเกษตร" เพื่อเป็นพลีกรรมบวงสรวง "ศรีพฤทเธศวร" เทวรูปแห่ง "กัมมรเตงชคต ศรีพฤทเธศวร" หรือ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ในปัจจุบันนั่นเอง

ปราสาทสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพร จังหวัดศรีสะเกษ
รากฐานจากโบราณสถาน เรื่องราวเชื่อมโยงกับ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ โบราณสถานศิลปะขอมอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางศาสนาและชุมชนสำคัญ สถาปัตยกรรมและลวดลายแกะสลัก ที่สะท้อนศรัทธาและภูมิปัญญาของผู้คนในอดีต เชื่อมถึงมรดกทางวัฒนธรรมของผู้คน โดยมีการเล่าเรื่องเชื่อมโยงถึง กลุ่มชาติพันธุ์กูย ซึ่งเป็นหนึ่งในรากเหง้าของพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ แสดงให้เห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมศรีสะเกษให้เป็นอย่างทุกวันนี้

สภาพทั่วไปของปราสาทสระกำแพงใหญ่ประกอบด้วย ระเบียงคดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้าง 49 เมตร ยาว 67 เมตร ล้อมรอบกลุ่มปราสาทอิฐและบรรณาลัย รวมทั้งหมด 6 หลัง จากภาพถ่ายทางอากาศ ชี้ให้เห็นว่าปราสาทสระกำแพงใหญ่น่าจะมีชุมชนรายรอบอย่างหนาแน่น ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ห่างออกไปประมาณ 400 เมตร มีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ เรียกว่า "สระกำแพง" สันนิษฐานว่า น่าจะขุดขึ้นเมื่อครั้งสร้างปราสาท ส่วนทางทิศตะวันออกมีลำห้วยเล็กๆ ไหลผ่าน คือ ห้วยตาเหมา ซึ่งเป็นลำห้วยสาขาที่แยกออกมาจากห้วยสำราญ

ปฏิมากรรมสำริด นันทิเกศวร หรือ นันทีศวร จัดแสดงที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย
ปราสาทสระกำแพงใหญ่ สร้างขึ้นในศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธแบบมหายาน เพื่อเป็นที่ประดิษฐานเทวรูป จากการขุดแต่งบูรณปราสาทแห่งนี้ ของกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2532 ได้ค้นพบปฏิมากรรมสำริดขนาดใหญ่เฉพาะองค์สูง 140 เซนติเมตร และรวมความสูงทั้งฐาน 180 เซนติเมตร ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ให้ความเห็นว่าเป็นรูปของ นันทิเกศวร หรือ นันทีศวร ลักษณะพิเศษ คือเป็นสำริดกะไหล่ทอง เดิมอาจจะตั้งอยู่หน้าปราสาทหลังกลางภายในมุขหน้าปราสาท เพราะโดยปกติจะประจำอยู่กับเทวาลัยของพระอิศวร ปฏิมากรรมชิ้นนี้เป็นศิลปะขอมแบบบาปวนตอนปลาย สำคัญมากนับเป็นปฏิมากรรมชิ้นเอกชิ้นหนึ่งที่พบในประเทศไทย ปัจจุบันจัดแสดงที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
การแสดง อารยธรรมแห่งศรัทธา มนตรา ศรีพฤทเธศวร นี้ ได้มีการจัดแสดงมานานกว่า 2 ทศวรรษ โดยหยิบเอาเรื่องราวบางช่วงบางตอนมาเล่าเรื่อง ด้วยการผสมเอาศาสตร์และศิลป์หลายสาขา ทั้งนาฏกรรม การละคร เทคนิคระบบแสง สี เสียง รวมทั้งการพัฒนาการที่มีแนวคิดเป็นตัวกำหนดรูปแบบการแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัย ตั้งแต่การออกแบบท่ารำ การออกแบบเครื่องแต่งกาย การออกแบบดนตรีที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ให้เข้ากับเนื้อหาแต่ละตอนในช่วงเวลาที่เหมาะสม เรื่อยมา (มีหยุดการแสดงช่วงระบาดของโควิด-19) และยังคงจัดแสดงต่อมาถึงปัจจุบัน
ตำนานคนจับช้าง
ในส่วนประวัติการจัดตั้งจังหวัดศรีสะเกษนั้น มีการเล่าย้อนไปเมื่อครั้งประมาณปี พ.ศ. 1100 พวกละว้า ที่เคยมีอำนาจปกครองอาณาจักรฟูนันเสื่อมอำนาจลง ขอมเข้ามามีอำนาจแทนและตั้ง อาณาจักรเจนละ หรือ อิศานปุระ ขึ้น พวกละว้าถอยร่นไปทางเหนือ ปล่อยให้พื้นที่ภาคอีสานรกร้างว่างเปล่าเป็นจำนวนมาก เขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียง จึงถูกทิ้งให้เป็นที่รกร้างและเป็นป่าดง ขอมได้แบ่งการปกครองเป็น 3 ภาค โดยมีศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองละโว้ (ลพบุรี) เมืองพิมาย (นครราชสีมา) และเมืองสกลนคร มีฐานะเป็นเมืองประเทศราช ขึ้นตรงต่อศูนย์กลางการปกครองใหญ่ที่นครวัด (Angkor Wat)

ที่มา: Facebook เพจ "สยามเทศะ โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์," วันที่เข้าถึง 05 มกราคม 2563.
ในยุคที่ขอมเรืองอำนาจ ศรีสะเกษ น่าจะเป็นดินแดนแห่งหนึ่งที่ขอมใช้เป็นเส้นทางไป-มาระหว่างเมืองประเทศราชดังกล่าวแล้ว เพราะปรากฎโบราณสถาน/โบราณวัตถุของขอม ซึ่งกรมศิลปากรสำรวจในจังหวัดศรีสะเกษเมื่อ พ.ศ. 2512 จำนวน 15 แห่ง ไม่รวมเขาพระวิหารซึ่งเป็นเทวะสถานของขอมที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีปราสาทหินสระกำแพงใหญ่ สระกำแพงน้อย ปราสาทลุมพุก ปราสาทบ้านทามจาน (บ้านสมอ) ปราสาทเยอ ปราสาทโดนต็วล (ช่องตาเฒ่า อำเภอกันทรลักษ์) สันนิษฐานว่า โบราณสถานเหล่านี้มีอายุประมาณ 1,000 ปีเศษ มีอยู่ตามท้องที่อำเภอต่างๆ ของจังหวัดศรีสะเกษ ขอมคงสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พัก และประกอบพิธีทางศาสนาระหว่างเดินทางจาก นครวัด นครธม ข้ามเทือกเขาพนมดงรัก มาสู่ศูนย์กลางการ ปกครองภาคอีสานทั้ง 3 เมืองดังกล่าวแล้ว
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา อาณาจักรไทยกว้างขวางมาก มีชาวบ้านป่าซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย (Minority Tribe) อาศัยอยู่แถบเมืองอัตตะปือ แสนแป แคว้นจำปาสัก ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน ชนพวกนี้เรียก ตัวเองว่า ชาวข่า ชาวส่วย กวย หรือ กุย อยู่ในดินแดนของราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ (เพิ่งเสียให้ฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. 2436 หรือ ร.ศ. 112) พวกนี้มีความรู้ความสามารถในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งาน ชาวส่วย หรือ ชาวกวย ได้อพยพย้ายที่ทำมาหากินข้ามมาฝั่งขวาแม่น้ำโขง เนื่องจากชาวเมืองศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานรุกแย่งที่ทำมาหากินในแถบนั้น (จำปาสัก-อัตตะปือ)

ปราสาทวัดภู จำปาสัก ลาวใต้
ในปี พ.ศ. 2260 ชาวส่วยได้อพยพแยกออกเป็นหลายพวกด้วยกัน แต่ละพวกมีหัวหน้าควบคุมมา เช่น เซียงปุม เซียงสี เซียงสง ตากะจะ เซียงขัน เซียงฆะ และเซียงไชย หัวหน้าแต่ละคนก็ได้หาสมัครพรรคพวกไปตั้งรกรากในที่ต่างๆ กัน เซียงปุม อยู่ที่บ้านที เซียงสีหรือตะกะอาม อยู่ที่รัตนบุรี เซียงสง อยู่บ้านเมือลีง (อำเภอจอมพระ) เซียงฆะ อยู่ที่สังขะ เซียงไชย อยู่บ้านจารพัด (อำเภอศรีขรภูมิ) ส่วนตากะจะและเซียงขัน อยู่ที่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน (บ้านดวนใหญ่ปัจจุบัน)
พวกส่วยเหล่านี้อยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่ หาเลี้ยงชีพด้วยการเกษตรและหาของป่ามาบริโภคใช้สอย มีการไปมาหาสู่ติดต่อกันระหว่างพวกส่วยอยู่เสมอ มีสภาพภูมิประเทศติดต่อเขตกัมพูชา และมีเทือกเขาพนมดงรักเป็นเส้นกันเขตแดน ป่าดงเขตนี้มีฝูงสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ โขลงช้างพัง ชางพลาย ฝูงเก้ง กวาง ละมั่ง และโคแดง อยู่มากมายตามทุ่งหญ้าและราวป่า เหมาะกับการทำมาหาเลี้ยงชีพของชาวส่วยอย่างยิ่ง

ชาวส่วย กูย วิถีของคนเลี้ยงช้าง
ลุถึง พ.ศ. 2302 ปีเถาะ จุลศักราช 1181 ตรงกับสมัยแผ่นดินพระบรมราชาที่ 3 หรือพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์) กษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา พระยาช้างเผือก ของพระองค์ได้แตกออกจากโรงช้างต้นในกรุงศรีอยุธยา เดินทางมาทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โปรดให้ทหารเอกคู่พระทัยสองพี่น้อง (เข้าใจว่าเป็น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พระนามเดิม ทองด้วง และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระนามเดิม บุญมา) คุมไพร่พล 30 นาย ออกติดตามผ่านมาแขวงพิมาย ทราบจากเจ้าเมืองพิมายว่า ในเขตป่าดงริมเขาพนมดงรักมีพวกส่วยและกูยชำนาญใชการจับช้าง เลี้ยงช้าง สองพี่น้องกับไพร่พลจึงได้เดินทางไปพบ เซียงสี ที่บ้านกุดหวาย (อำเภอรัตนบุรี) เซียงสีจึงได้พาสองพี่น้องและไพร่พลไปตามหา เซียงสง ที่บ้านเมืองลีง เซียงปุ่ม ที่บ้านเมืองที เซียงไชย ที่บ้านกุดปะไท ตากะจะและเซียงขัน ที่บ้านโคกลำดวน เซียงฆะ ที่บ้านอัจจะปะนึง (เขตอำเภอสังขะ) ทุกคนร่วมออกเดินทางติดตามจับ พระยาช้างเผือก สองพี่น้องและหัวหน้าป่าดงทั้งหมดได้ติดตามอยู่หลายวัน จนล้อมจับพระยาช้างเผือกได้ที่บ้านหนองโชก จนได้คืนมาและนำส่งถึงกรุงศรีอยุธยา
ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสริยามรินทร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หัวหน้าบ้านป่าดงทั้งหลายมีบรรดาศักด์ทั้งหมด ตากะจะหัวหน้าหมู่บ้านโคกลำดวน ได้เป็น หลวงแก้วสุวรรณ เซียงขันได้เป็นหลวงปราบ ฯลฯ ต่อมาหัวหน้าหมู่บ้านป่าดงทั้ง 5 ได้พากันไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงศรีอยุธยา โดยนำสิ่งของไปทูลเกล้าฯ ถวาย คือ ช้าง ม้า แก่นสน ยางสน ปีกนก นอระมาด (นอแรด) งาช้าง ขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง เป็นการส่งส่วยตามพระราชประเพณี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ทรงพิจารณาเห็นความดีความชอบ เมื่อครั้งได้ช่วยเหลือจับพระยาช้างเผือก และเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้นำสิ่งของไปทูลเกล้าฯ ถวาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้หัวหน้าหมู่บ้านสูงขึ้นทุกคน

ซุ้มประตูแบบขอมโบราณ หรือที่เรียกว่า โคปุระ บริเวณทางเข้าสวนพระยาไกรฯ เมืองนครศรีลำดวน
ในปี พ.ศ. 2302 นี้เอง หลวงแก้วสุวรรณ (ตากะจะ) แห่งบ้านโคกลำดวน ได้บรรดาศักดิ์เป็น พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน มีพระบรมราชโองการยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน ซึ่งเดิมเรียกว่า "เมืองศรีนครลำดวน" ขึ้นเป็น เมืองขุขันธ์ แปลว่า "มืองป่าดง" ให้ พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน เป็นเจ้าเมืองปกครอง
ล่วงมาในปี พ.ศ. 2325 สมัยพระภักดีภูธรสงคราม (อุ่น) ปลัดเมืองขุขันธ์ กราบบังคมทูลขอแยกจากขุขันธ์ไปตั้งหมู่บ้านที่ บ้านโนนสามขา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยก บ้านโนนสามขา ขึ้นเป็นเมือง “ศรีสระเกศ” ต่อมาปี พ.ศ. 2328 ได้ย้ายเมืองศรีสระเกศจากบ้านโนนสามขา มาตั้ง ณ บ้านพันทาเจียงอี อยู่ในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษทุกวันนี้
พ.ศ. 2435 โปรดเกล้าฯ ให้จัดรูปการปกครองแบบมณทล ให้ เมืองศรีสะเกศ ไปขึ้นอยู่กับ มณฑลอีสาน ซื่งกองบัญชาการมณฑลตั้งอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. 2445 เปลี่ยนชื่อ มณฑลอีสาน เป็น มณฑลอุบล มีเมืองขึ้น 3 เมือง คือ อุบลราชธานี ขุขันธ์ และสุรินทร์ ไม่ปรากฎชื่อ เมืองศรีสระเกศ สันนิษฐานว่า เมืองศรีสระเกศ ถูกยุบลงเป็นอำเภอ ขึ้นกับเมืองขุขันธ์ซึ่งเป็นเมืองเก่ามาแต่เดิม

พ.ศ. 2447 ย้ายที่ตั้งเมืองขุขันธ์ (ซึ่งอยู่ที่บ้านแตระ ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ ในปัจจุบัน) มาอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า (ปัจจุบันคือ ตำบลเมืองเหนือ ในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน) และยังคงใช้ชื่อ ”เมืองขุขันธ์” ยุบเมืองขุขันธ์เดิม เป็นอำเภอห้วยเหนือ (อำเภอขุขันธ์ ในปัจจุบันนี้)
พ.ศ. 2481 มีพระราชกฤษฎีกา เปลี่ยนชื่อ จังหวัดขุขันธ์ เป็น จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องที่เป็นปัญหาถกเถียงกันว่า ทำไมจึงยกเอาเรื่องราวปราสาทสระกำแพงใหญ่ (ศรีพฤทเธศวร) มาทำเป็นละครอิงประวัติศาสตร์ของศรีสะเกษ ทั้งๆ ที่เรื่องราวการจับช้างเผือกของชาวส่วย กูย ต่างหากที่นำมาซึ่งการก่อตั้งเมืองขุขันธ์ จนมาเป็นจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน เรื่องนี้มีนักวิชาการ (ประจวบ จันทร์หมื่น นักวิชาการศูนย์ศรีสะเกษศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ) ได้ให้คำตอบว่า
เหตุที่ จังหวัดศรีสะเกษ เลือกใช้ ศรีพฤทเธศวร กับ การสร้างปราสาทสระกำแพงใหญ่ เป็นเครื่องมือในการอธิบายประวัติศาสตร์ของคนศรีสะเกษ สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะ การส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ต้องการให้เกิดภาพวัฒนธรรมแห่งเมืองปราสาทขอม ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจในระดับประเทศได้มากกว่าการเล่าเรื่องว่า มีกลุ่มชนชาติที่เรียกตัวเองว่า กูย ไล่จับช้าง และได้ความดีความชอบ จนได้สร้างบ้านแปงเมืองเป็นของตนเอง
เป็นอันยุติได้นะครับว่า การแสดงแสง-สี-เสียงที่งดงามตระการตา “อารยธรรมแห่งศรัทธา มนตรา ศรีพฤทเธศวร” นี้ เลือกหยิบเอาตำนานปราสาทมาเป็นแกนเพื่อสร้างความจดจำและยิ่งใหญ่ เหมาะแก่การส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ลืมที่จะพูดถึงผู้คนในพื้นถิ่นคือ ชาติพันธุ์เผ่าไทยในศรีสะเกษ 4 เผ่า (ลาว เขมร ส่วย และเยอ) ที่มีการดำรงชีวิตที่น่าสนใจหลากหลายเป็นเอกลักษณ์ เช่น การทอผ้า อาหารการกิน ศิลปการแสดง ในการจัดการแสดงครั้งนี้ มีการนำระบำโบราณคดีเลียนแบบการแต่งกายของนางอัปสรา หรือ นางอัปสร (ถอดแบบจากภาพจำหลักในหน้าบัน ทับหลังจากโบราณสถานปราสาทสระกำแพงใหญ่ ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทหินพิมาย) ในสมัยขอมมาผสมผสานได้อย่างสวยงาม นางอัปสรา คือนางรำผู้มีเรือนร่างอ่อนช้อย บวกกับท่าทางท่วงทีสวยงามในการร่ายรำ รับกับเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องประดับแสนสวย

นางอัปสรา หรือ นางอัปสร ถือเป็นชาวสวรรค์จำพวกหนึ่ง มีเพศเป็นหญิง อาจเรียกว่า "นางฟ้า” ก็ได้ แต่หาใช่เทวดาไม่ นางมีฐานะเป็นอมนุษย์บังเกิดขึ้นเมื่อครั้งกวนเกษียรสมุทร เพื่อนำเอาน้ำอมฤตขึ้นมา ดังปรากฏในมหากาพย์มหาภารตะของอินเดีย คำว่า "อัปสร” ประกอบขึ้นจากคำว่า "อัป” ที่หมายถึง น้ำ และ "สร” ที่หมายถึง การเคลื่อนไป อัปสร จึงหมายถึงผู้ที่เคลื่อนไปในน้ำ อันเป็นกำเนิดของนางอัปสรา
ก็ขอจบตำนานการสร้างเมืองศรีสะเกษแต่เพียงเท่านี้ แล้วอย่าลืมไปเที่ยวชมงาน "เทศกาลดอกลำดวนบาน สืบสานประเพณีสี่เผ่าไทศรีสะเกษ" และการแสดงแสง-สี-เสียงที่งดงามตระการตา “อารยธรรมแห่งศรัทธา มนตรา ศรีพฤทเธศวร” กันได้ ในช่วงเดือนมีนาคมในเวลาที่ดอกลำดวนบานเต็ม สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ กว่า 5,000 ต้น

![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Tradition
- Hits: 387

ว่าจะเขียนหรือจดบันทึกเรื่องราวตำนานอีสานที่น่าสนใจไว้เมื่อปีที่แล้ว ก็ไม่รู้วุ่นวายอะไรจนลืมไปเสียสิ้น ในวันนี้ พอดีหน้าเฟซบุ๊คเตือนความทรงจำขึ้นมา "ประเพณีแห่ยักษ์คุ" ที่อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ เด้งขึ้นมาเตือน ก็เลยได้เวลาบันทึกไว้เสียที เผื่อในวันข้างหน้าลูกหลานบ้านเฮาจะสืบค้นหาเบื้องหลัง ต้นตอจะได้มีไว้อ้างอิงต่อไป
"ยักษ์คุ" มาจากคำ 2 คำ คือ ยักษ์ หมายถึง อมนุษย์ในตำนานและวรรณคดี มีรูปร่างใหญ่โต มีเขี้ยว มีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศหรือแปลงกายได้ มักถูกกล่าวถึงในฐานะผู้เฝ้าทรัพย์หรือปกป้องศาสนสถาน (ทวารบาล) ตามความเชื่อพราหมณ์-ฮินดูและพุทธ และ "คุ" ในภาษาอีสานแปลว่า คุกเข่า ดังนั้น ยักษ์คุ จึงหมายถึง ยักษ์ที่คุกเข่าลง นั่นเอง
เรื่องเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่สืบต่อกันมาหลายทอด จากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นตำนาน (เล่ากันมานานจนไม่ค่อยซ้ำในรายละเอียด แต่ยังคงสงวนจุดร่วมเอาไว้ตรงกัน คือ ในเนื้อหาต้องมี "ยักษ์" อยู่ตนหนึ่ง จำต้องคุกเข่าลง) ซึ่งจะบอกกล่าวถึงยักษ์ที่จำต้องคุกเข่าลง ณ ริมฝั่งนทีอันกว้างใหญ่ มีธรรมชาติของผืนป่าเขียวขจี และมีเกาะแก่ง โขดหิน กระแสน้ำและหมู่นกปลานานาชนิด ยักษ์ที่จำต้องคุกเข่า ณ หมู่บ้านยักษ์คุ มีหลายสำนวนมากเท่าที่ค้นดู แต่เอาที่ดูดีใกล้เคียงมานำเสนอ 2 สำนวนก็แล้วกันนะครับ
ตำนานยักษ์คุ (1)
สำหรับตำนาน "ยักษ์คุ อำนาจเจริญ" จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่มาหลายชั่วอายุคน นับเป็นเวลากว่า 100 ปี ของคำว่า ยักษ์คุ หรือ ยักษ์คุกเข่า นั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจในความสอดคล้องของเรื่องราวที่ ท่าสีดา บ้านนาสีดา (ปัจจุบันเป็น ท่าเรือข้ามแม่น้ำโขง ไป ยัง สปป.ลาว) เล่าว่า นางสีดาแต่งกายรอพระลักษณ์-พระราม เพื่อเดินทางไปด้วยกัน และมียักษ์ตนหนึ่งคุกเข่ารออยู่ด้วย โดยมีหลักฐานซากสลัก หักพัง ของปราสาทโบราณ “เฮือนหิน” เป็นสิ่งยืนยันเหลือไว้เป็นตำนานชีวิตวิถีเรียบง่าย ตามแบบของคนลุ่มน้ำโขง

ส่วน ประเพณีแห่ยักษ์คุ ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง เขตประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอชานุมาน (หลังเก่า) มีปราสาทหิน และมียักษ์ตนหนึ่งมานั่งก้มลงกราบไว้บริเวณฝั่งเขตไทย รอยคุกเข่าและรอยนั่งเป็นบึงเล็กๆ ชาวบ้านจึงตั้งชื่อชุมชนว่า บ้านยักษ์คุ โดย “คุ” แปลว่า คุกเข่า ต่อมาในช่วง 90 กว่าปีที่ผ่านมา ทางราชการของ สปป.ลาว ได้ส่งนักศึกษาเข้ามาศึกษาวิชาการในไทย เมื่อจบการศึกษาก็เดินทางกลับประเทศ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเวลาเดียวกันกับที่ฝรั่งเศสเข้ายึดครองประเทศลาว บุคคลผู้นี้จึงเกิดความไม่พอใจฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก จึงสร้างบ้านเรือนขึ้นที่บ้านยักษ์คุในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 และขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร จนได้บรรดาศักดิ์เป็น “พระประจญจาตุรงค์” และตั้งชื่อชุมชนบ้านยักษ์คุ ว่า “เมืองชานุมานมณฑล” ขึ้งตรงต่อ มณฑลอุบลราชธานี
ยักษ์คุ เป็นความเชื่อตามตำนานปรัมปราชาวชานุมาน เกี่ยวกับเรื่องทศกัณฐ์ พระลักษณ์ พระราม อัตลักษณ์ท้องถิ่น ที่มีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย ยังมีหลักฐานปรากฏบริเวณริมแม่น้ำโขง อำเภอชานุมาน เป็นบ่อน้ำ 3 บ่อ เชื่อกันว่า เกิดจากการกระทำของยักษ์คุ หรือ ยักษ์อยู่ในท่านั่งคุกเข่า จนสืบต่อกลายเป็นวัฒนธรรมอันโดดเด่นของจังหวัดอำนาจเจริญ
ตำนานยักษ์คุ (2)
อีกตำนานหนึ่งนั้น เป็นเรื่องราวตำนานย้อนไกลไปยังสมัยพุทธกาลโน้นเลยนะครับ เป็นการบอกเล่าที่มาที่ทำให้เชื่อว่า สถานที่นั้นมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวนั้นเพียงใด โปรดใช้วิจารณญาณนะครับ (คนเล่า-คนอ่านต่างก็เกิดไม่ทันยุคสมัยนั้นเหมือนกัน)
ตำนานยักษ์คุชานุมาน : ทองเบส ทับถนน
ในครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนให้บรรดายักษ์เข้าใจในพระธรรม เพื่อลดทิฐิมานะ และมอบหมายภาระหน้าที่ให้ยักษ์เข้าใจ และทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสถูป สถานอาคารศักดิ์สิทธิ์ และป้องกันภูตผีปีศาจมิให้เข้ามาทำลายสิ่งศักดิ์สิทธ์ตามวัดวาอารามต่างๆ และช่วยกันค้ำชูพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป โดยมี ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเทพผู้ปกครองดูแลยักษ์และภูตผีปีศาจทั้งปวง จึงมีบัญชาให้ ยักษ์ธรรมคุปต์ รับภารกิจนี้ ยักษ์ธรรมคุปต์ ผู้มีคุณธรรมทำหน้าที่ลาดตระเวนดูแลพฤติกรรมยักษ์ในเขตดินแดนเลียบฝั่งมหานทียาวไกล ซึ่งเรียกว่า “แม่น้ำโขง”
ยักษ์ธรรมคุปต์ เหาะเหินไปตามริมอ่างน้ำที่เป็นเหมือนทะเลสาบ และไหลเป็นลำห้วยยาวเห็นฝูงปลามากมาย แหวกว่ายน้ำที่ใสสะอาด (ผู้คนเรียกว่า ลำห้วยแก้วแมง ไหลผ่านตำบลชานุมาน) ยักษ์ธรรมคุปต์ได้พบเกาะแก่งเป็นลานหินและร่องหินสลับกัน ร่องหินมีลักษณ์เหมือนพานหรือขัน อันเกิดจากการกัดเซาะของกระแสน้ำเป็นเวลาหลายพันปี พญานาคราช ตนหนึ่งได้ทราบข่าวจึงแปลงร่างเป็นมนุษย์ขึ้นมานั่งรอต้อนรับยักษ์ธรรมคุปต์ เมื่อพูดคุยกันแล้วจึงทราบว่า ท้าวนาคราชได้อาศัยอยู่ในถ้ำใต้แก่งหินนี้ และเป็นผู้ได้รับมอบหมายภาระหน้าที่จากองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ดูแลความสงบสุขแก่มนุษย์ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงละแวกนี้ อีกทั้งทำหน้าที่กวาดต้อนเอาปลานานาชนิดมารวมกัน ณ แอ่งน้ำลึก รอบบริเวณแก่งแห่งนี้อีกด้วย เพื่อให้คนได้จับปลาเป็นอาหารตลอดฤดูกาล (ผู้คนเรียกแก่งแห่งนี้ว่า แก่งหินขันหรือแก่งส่องใหญ่ แอ่งน้ำลึกรอบบริเวณแก่งจึงมีปลาจำนวนมาก ไม่เคยขาด แก่งนี้ตั้งอยู่ ณ บ้านหินขัน ตำบลโคกสาร)

เมื่อโอภาปราศรัยกันตามสมควร ยักษ์ธรรมคุปต์จึงอำลาท้าวนาคราชเพื่อลาดตระเวนต่อไป ก่อนจากกัน ท้าวนาคราชชี้นำว่า “ถ้าท่านเดินทางเหนือน่านน้ำขึ้นไปอีกไม่ไกลนัก ข้ามเกาะดินกลางน้ำไปอีก จะเห็นปราสาทหินเก่าแก่ ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขงอีกฝั่งหนึ่ง เป็นบริเวณที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา และแสดงธรรมโปรดมนุษย์และสัตว์ ขอให้ท่านได้แวะกราบนมัสการด้วยเถิด” เมื่อได้รับการชี้นำ ยักษ์ธรรมคุปต์ จึงเดินทางเหนือน่านน้ำโขงขึ้นไปเรื่อยๆ ถึง ณ บริเวณลานหินกว้าง ที่ขวางกลางลำน้ำโขงอยู่ช่วงหนึ่ง ลักษณะลานหินเป็นคันหินแนวยาวลดหลั่น คลื่นน้ำใสไหลกระทบคันหินเป็นฟองขาว มนต์เสน่ห์กลางลำน้ำโขงแห่งนี้ ดึงดูดใจให้ยักษ์ธรรมคุปต์ไปนอนแผ่กายแช่น้ำใสสะอาดเป็นเวลานาน (ผู้คนเรียกบริเวณนี้ว่า แก่งคันสูง ปีใดน้ำลดลงมาก จะเห็นรอยรูปร่างแผ่นหลังยักษ์ปรากฏบนลานหินนั้น ตั้งอยู่ ณ บ้านคันสูง ตำบลโคกสาร อำเภอชานุมาน)

จำกนั้น ยักษ์ธรรมคุปต์ จึงเดินเท้าไปตามคันหินแนวยาวกลางลำน้ำโขง มองนกกระยางขาวที่บินมาเกาะคันหิน เพื่อจิกปลาเป็นอาหารอย่างมีความสุข (คันหินกลางที่โผล่พ้นน้ำเป็นแนวยาวผู้คนเรียกว่า หินนกเหาะ มีปรากฏอยู่ทั่วไปกลางน้ำโขงในฤดูน้ำลด) พอถึงเกาะดินยาวเหยียดกลางน้ำโขง ซึ่งอุดมไปด้วยป่าไม้เขียวขจี ยักษ์ธรรมคุปต์จึงก้าวข้ามเกาะไปยืน ณ บริเวณลานหินที่อยู่ห่างจากหัวเกาะไม่ไกลนัก (เกาะกลางน้ำที่ยักษ์ก้าวข้ามผู้คนเรียกว่า ดอนชะโนด กั้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม ณ สำนักงานเทศบาลตำบลชานุมาน)
ยักษ์ธรรมคุปต์ ยืนอยู่บนลานหินเหนือหัวเกาะ มองเห็นผืนแผ่นดินทั้งสองฝั่งน้ำ ณ ฝั่งหนึ่งเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เขียวขจี อีกฝั่งเป็นปราสาทเฮือนหินเก่าแก่ตามคำชี้แนะของท้าวนาคราช ยักษ์ธรรมคุปต์มองไปยังรอบๆ บริเวณปราสาทเฮือนหิน ซึ่งเป็นบริเวณที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเคยเสด็จผ่านมา เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา และแสดงธรรมโปรดแก่ผู้คนในละแวกนี้ เกิดความศรัทธายิ่งนัก และเพ่งมองเข้าไปภายในปราสาทเฮือนหินเห็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์สถิตอยู่ ก็มีความศรัทธามากยิ่งขึ้น จึงก้าวขาขวาไปยังแผ่นดินริมฝั่งน้ำโขงที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เขียวขจี และหันหน้าไปทางปราสาทเฮือนหินที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำโขง แล้วนั่งคุกเข่าลง เข่าซ้ายของยักษ์ธรรมคุปต์คุกลงบริเวณลานหินที่ยืนอยู่นั้น เข่าขวาคุกลงบริเวณทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เขียวขจีที่เป็นพื้นดิน แล้วพนมมือก้มกราบไปยังปราสาทเฮือนหินสามครั้ง ด้วยความศรัทธาและสำนึกในพระพุทธคุณ ยักษ์ธรรมคุปต์ พนมมือตั้งจิตอธิษฐานว่า
ขออำนาจบารมีอันประเสริฐของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและอำนาจบารมีท้าวเวสสุวรรณ อีกทั้งอำนาจบารมีของเหล่าเทวดาอารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงทั้งสถิตอยู่ ณ บริเวณนี้และสถิตอยู่ทั่วสากล จงดลบันดาลให้อาณาบริเวณที่ข้าพเจ้าแวะผ่านและบริเวณที่ข้าพเจ้ำนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนี้ เป็นบ้านเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ ผู้คนที่อาศัยอยู่ ณ บ้านนี้เมืองนี้อยู่เย็นสุขมีจิตใจดีงาม และขอให้เป็นเมืองแห่งธรรมะตลอดกาลด้วยเทอญ
สิ้นคำอธิษฐานยักษ์ธรรมคุปต์ได้ทิ้งตัวลงไปในหินและพื้นดิน ทำให้เกิดเป็นร่องหลุมขนาดใหญ่จำนวน 3 หลุม
- รอยเข่าซ้าย เป็นหลุมบริเวณลานหินไม่ลึกนัก แต่มีรูปคล้ายชามอ่างขนาดกว้าง (ผู้คนจึงเรียกบริเวณนั้นว่า แก่งต่างหล่าง อยู่ริมฝั่งโขงบ้านศรีสมบูรณ์ ตำบลชานุมาน)
- รอยเข่าขวา ปรากฏเป็นรอยหลุมลึก ณ บริเวณ นาแมง (เขตบ้ำนโนนสำราญ ตำบลชานุมาน)
- รอยอัณฑะ ปรากฏ ณ บริเวณ หนองใหญ่ (ก่อนถึง สภ.ชานุมาน ทางขวามือ เขตบ้านยักษ์คุ)
เมื่อถึงฤดูฝนหลั่งลงมา หลุมที่เป็นรอยเข่าขวา และรอยอัณฑะของยักษ์ธรรมคุปต์ก็กลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ที่ก่อเกิดควำมอุดมสมบูรณ์ ผู้คนมาอาศัยเป็นหลักแหล่งในการเลี้ยงสัตว์และทำการเกษตรกรรม หนองน้ำนี้มีน้ำขังตลอดปีไม่เคยแห้งเหือดลงแม้แต่ในฤดูแล้ง ส่วนรอยเข่าซ้ายซึ่งเรียกว่า แก่งต่างหล่าง นั้น เมื่อถึงฤดูแล้งปรากฏเป็นแก่งหินที่มีทัศนียภาพสวยงาม เหมาะกับการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ

ณ อาณาบริเวณหนองน้ำที่เกิดจากรอยเข่าขวาและรอยอัณฑะยักษ์ มีผู้คนทยอยมาอาศัยอยู่หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ชนกลุ่มนั้นจึงตั้งชื่อหมู่บ้านตามรอยยักษ์คุกเข่าว่า “บ้านท่ายักษ์ขุ” และกลายเสียงมาเป็น “บ้านท่ายักษ์คุ” ในเวลาต่อมา และหนองน้ำรอยเข่ายักษ์นั้นก็ปรากฏมาจนถึงปัจจุบัน และแขนยักษ์ที่กราบกรานลงไปบริเวณหัวเกาะกลางน้ำโขง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ดอนชะโนด” นั้น ยังปรากฏเป็นร่องน้ำ ณ บริเวณหัวดอนจนถึงปัจจุบันเช่นกัน ตำนานยักษ์คุเล่าขานกันมาเนิ่นนาน และมีความสอดคล้องกับประวัติการก่อตั้ง อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนำจเจริญ
แห่ยักษ์คุ ชานุมาน Ep24 ตำนานยักษ์ธรรมคุปต์แม่น้ำโขง (อำนาจเจริญ) Legend-GiantFestival,Thailand
ประเพณีแห่ยักษ์คุ นี้เป็นอัตลักษ์หนึ่งเดียวของชาวอำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ที่จัดขึ้นในทุกๆ ปี ในช่วงบุญเดือนสี่ ที่มีงานบุญพระเวสฟังเทศน์มหาชาติ นั่นแหละ (มีนาคม) ท่านที่สนใจจะไปร่วมงานก็ติดตามข่าวสารกำหนดวันเวลาได้จาก สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอำนาจเจริญ หรือ เทศบาลตำบลชานุมาน อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ
ประเพณีแห่ยักษ์คุ เมืองชานุมาน หนึ่งเดียวในโลก จังหวัดอำนาจเจริญ ปี พ.ศ. 2568

![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Tradition
- Hits: 3523

ประเพณีเรือมตร๊ด หรือ "เรือมตรษ" (อ่านว่า-เรือม-ตะ-หรด) ซึ่งเป็นภาษาเขมรถิ่นไทย หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า การรำตรุษสงกรานต์ ถือว่าเป็นการละเล่นของชาวบ้านในจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จากการให้ข้อมูลของชาวบ้าน พบว่า ประเพณีนี้ยังไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรมาก่อน ซึ่งประเพณีเรือมตรษ (เรือมตร๊ด) มาจากคำว่า เรือม คือ รำ ร่ายรำ และคำว่า ตรษ หรือ ตร๊ด คือ ตรุษ หรือเทศกาล ประเพณี เป็นวัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยเชื้อสายเขมร มีการถือปฏิบัติในช่วงตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึงวัน แรม 14 ค่ำ เดือน 5 ของไทย หรืออาจเรียกว่าเป็นงานบุญ "แคแจ็ต" ตามภาษาไทยเขมร ซึ่งมีการจัดขึ้นในวันขึ้นปีใหม่ไทย

สําหรับความโดดเด่นของประเพณี คือ มีการ "ร้องรํา" ที่ต้องการสื่อสารให้เห็นถึงการมาเยือนของแขก และการแสดงความยินดีต้อนรับของเจ้าบ้านเจ้าเรือน ปัจจุบัน ประเพณีเรือมตรษ (เรือมตร๊ด) มีกําหนดขึ้นมาโดยชุมชนเอง ถือว่าเป็นการละเล่นในหมู่บ้านที่มีการใช้ภาษาไทยเขมร มาช่วยในการสร้างความสนุกสนาน โดยประเพณีจะมีลักษณะของการเดินเป็นกลุ่มไปตามหมู่บ้าน และจะหยุดตามบ้านเป้าหมาย เพื่อขอเข้าไปร่ายรําและแสดง โดยเน้นการร่วมกันทําบุญ โดยการเดินทางไปร่วมขบวนจะประกอบด้วย หนุ่มสาวและคนสูงอายุมาร่วมด้วย ซึ่งประเพณีเรือมตรษ (เรือมตร๊ด) มีการปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งร่วมมือร่วมใจกัน สืบสานวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวบ้าน การที่ชุมชนยังมีการสืบสานและเห็นคุณค่าในภูมิปัญญา บวกกับยังดํารงวิธีการคิดของคนรุ่นปู่ย่าตายาย ที่ต้องการสื่อสารและหลอมรวมคนในชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียวกันขึ้นได้

ตามช่วงระยะเวลาเดือน 5 (จิตตมาส) เมื่อถึงวัน แรม 13 - 14 ค่ำ เดือน 5 ผู้นําชุมชนจะรวมตัวกันไปเยี่ยมเยียนบ้านทุกหลังคาเรือน โดยมีคนหนุ่มในหมู่บ้านจํานวน 2 - 3 คน ทําการหามฆ้องใบใหญ่เดินตามพร้อมกับทําการตีฆ้องด้วยการตีให้ดัง “โหม่ง โหม่ง โหม่ง” แล้วร้องบอกว่า “ตอม ตอม ตอม" (ภาษาเขมร) บัดนี้ถึงแคแจ๊ตแล้ว ให้ทุกคนหยุดทํางานทุกชนิดเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึงวันขึ้น 3 ค่ำ เมื่อครบ 3 วันแล้วจึงทํางานได้ตามปกติ
การละเล่นในประเพณีเรือมตรษนั้น ชาวบ้านได้นําอุปกรณ์เครื่องดนตรีที่จะนำมาใช้ในการละเล่นเรือมตร๊ด มีทั้งกลองหาง กลองกาบบั้ง หรือกลองกาบเบื้อง กลองตุ้ม ฉิ่ง ฉาบ และจังกรง (ที่เสาทำด้วยไม้ไผ่สีสุก ติดกระพวน และกระดิ่ง) ประดับด้วยมาลัยดอกรัก มาประกอบพิธีเซ่นไหว้บูชา และทำการขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้การละเล่นเรือมตร๊ด เป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่มีปัญหา หรืออุปสรรคใดๆมาขัดขวาง และให้เกิดผลสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

เพื่อสร้างความสนุกสนานให้กับคนในชุมชน โดย “พ่อเพลง” เป็นผู้นําเริ่มต้นการร้อง แม่เพลง ลูกคู่ประสานการร้องต่อเนื่องกัน ในส่วนของประชนคนคนอื่นๆ ซึ่งเข้าร่วมขบวน รวมถึงคนต้อนรับที่บ้าน โดยมากมักมีการแต่งกายด้วยสีสดใส หรือดึงดูดความน่าสนใจด้วยการแต่งกาย หรืออาจแต่งกายด้วยชุดแปลกตา เป็นต้น โดยมีเป้าหมายเพื่อการแสดงการละเล่น เป็นการร่วมกันทําบุญของทั้งเจ้าบ้านและกลุ่มนักแสดงด้วยการบริจาค ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ หรือ ปัจจัยไทยธรรม “ในขบวนการละเล่นมีคนเข้าร่วมแต่งตัวให้ดูตลก มีแต่งกายเลียนแบบผู้หญิง ผู้หญิงก็แต่งกายเลียนแบบผู้ชาย มีการเดินกันเป็นแถว 10 - 20 คน เดินไปตามบ้านของชุมชนทุกหลังคาเรือน”

นอกจากนี้ ระหว่างการเดินไปในบ้านแต่ละหลังนั้น มีการจัดขบวนให้เกิดความสวยงาม โดยไล่ลําดับ ดังนี้ 1) ผู้ถือบาตรและบัญชี สําหรับการจดรายชื่อผู้บริจาค 1 คน อยู่ข้างหน้า 2) ผู้ตีกลองยาว 1 หรือ 2 ใบ 3) ผู้ที่มีความชํานาญในการร้อง (เจรียง) เดินนํา 1 คน และลําดับสุดท้ายคือ คณะรําตรุษ ในขบวนรําตรุษแยกผู้หญิงและผู้ชายออกเป็น 2 แถวคนละฝั่งกัน เรียงลําดับยาวไปทางด้านหลัง เมื่อขบวนเคลื่อนไปถึงด้านหน้าบ้านผู้ใด มือกลองตีกลองเพื่อให้สัญญาณ ผู้ร้องนํา เริ่มร้องเสียงดังบ่งบอกให้เจ้าบ้านรับรู้ เป็นที่รู้กันตามประเพณี คือ เจ้าบ้านเปิดบ้านต้อนรับตามจังหวะ และเมื่อผู้ร้องนําร้องเสร็จ ผู้ร้องตามร้องพร้อมกับยกมือทําจังหวะ และร่ายรําให้เข้ากับจังหวะการร้อง โดยมีการเอียงไปด้านซ้ายและเอียงด้านขวาสลับกันไปมา
"เรือมตรด" ประเพณีพื้นบ้านที่ฟื้นโดย สว
รูปแบบกระบวนการละเล่นเรือมตรษ
รูปแบบการละเล่นในประเพณี เรือมตรษ (เรือมตร๊ด) มีลําดับเฉพาะ และมักไม่มีการข้ามขั้นตอนหรือตัดทอนขั้นตอนออกไป บ่งบอกได้ถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชน และการคงอยู่ของประเพณีนิยมในชุมชน สะท้อนในลําดับของประเพณีเรือมตรุษ ใน เดือนแคแจ๊ต
- เริ่มต้นจากการรวมกลุ่มกัน โดยมักอาศัยบ้านหัวหน้ากลุ่มเป็นจุดรวมตัวกันของคณะ ไม่มีการจํากัดจํานวน เพศและวัย อาจจะมีจํานวนผู้รํามากน้อยขึ้นอยู่กับความสมัครใจของชาวบ้านในชุมชน และผู้ใหญ่บ้านประกาศประชาสัมพันธ์ถึงชาวบ้านเพื่อให้รับรู้ กําหนดการของประเพณีเรือมตรุษ อยู่ระหว่าง วันที่ 8-9 เมษายน ของทุกๆ ปี ผู้ใดประสงค์เข้าร่วมให้มารวมกัน ณ ศาลากลางของหมู่บ้าน เพื่อทราบจํานวนและสร้างความเข้าใจในลําดับของประเพณีต่อไป
- ระหว่างการเดินขบวนประเพณีเรือมตรษ (เรือมตร๊ด) โดยผู้นําขบวน มีข้อพึงปฏิบัติ คือ หากผู้ใหญ่บ้านไม่สามารถมาร่วมขบวนได้ ขบวนต้องแวะบ้านผู้ใหญ่ก่อนเป็นลําดับแรก โดยมีการจัดให้ผู้นําเดินนําก่อน เพื่อออกไปขอรําและแสดงตามบ้านก่อนขบวนมาถึง และยังสามารถตรวจสอบได้ว่าบ้านหลังใดไม่มีผู้ใดอยู่ขณะร่วมประเพณีเรือมตรุษ ขบวนจะข้ามไปบ้านอื่นแทน เมื่อเจรจาและตกลงกับเจ้าบ้านโดยผู้นําได้นั้น เจ้าบ้านบริจาคถวายจตุปัจจัยใส่ลงในบาตรหรือซอง ผู้ถือบัญชีทําการจดบันทึกรายนามผู้บริจาคตามลําดับเพื่อเป็นหลักฐาน (ความชัดเจนของยอดรวม) และแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในประเพณีเรือมตรษ (เรือมตร๊ด) เพื่อสืบสานประเพณีสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน รวมถึงสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรถวายแด่พุทธศาสนา

องค์ประกอบสําคัญในประเพณีเรือมตรษ
- พานหรือขัน จํานวน 1 ใบ สําหรับใส่เงินทําบุญ โดยต้องใส่เงินบริจาคลงไปในพาน และในพานนั้นต้องมี ดอกไม้ เทียน และหมากพลู เป็นสิ่งสําคัญที่ขาดมิได้ เนื่องจาก ดอกไม้ เทียน หมากพลู เป็นสิ่งสําคัญในประเพณีซึ่งได้รับการสืบทอดมาหลายร้อยปี
- เครื่องดนตรี ประกอบด้วย กลอง ทําหน้าที่ส่งสัญญาณให้กับผู้นําและขบวน เพื่อเตรียมพร้อมเริ่มรําและดําเนินต่อเนื่องไปจนจบประเพณี
- ผู้ร้องนํา (พ่อเพลง) หรือ ตังเคา ทําหน้าที่ นําการร้องเพื่อให้คณะเรือมตรษร้องตามลําดับประเพณี โดยสถานะของผู้ร้องนําต้องมีคุณสมบัติของผู้ทรงความรู้ มีความสามารถสูง มีไหวพริบในการขับร้อง สามารถร้องสด ประดิษฐ์คําร้องสดขึ้นมา การขับร้องเป็นภาษาเขมรถิ่นไทย โดยเนื้อหาของการขับร้องนั้นต้องสอดคล้องกับ ลักษณะของบ้าน ลักษณะของเจ้าของบ้าน ขณะแสดงการละเล่น (นัยเพื่อความพึงพอใจแก่เจ้าของบ้าน)
ตังเคา คือ “อาจารย์” ผู้นําการละเล่น (เรือมตรษ) เป็นผู้นําขบวนรับบริจาค ขบวนร้องรําทําเพลง และสามารถบริกรรมมนต์คาถา อํานวยอวยพร ประพรมน้ํามนต์ ให้แก่เจ้าของบ้านได้ และเชื่อมโยงกับ วัดได้ ในอดีต ตังเคา หรือ ตะเคาบ้านปรือ คือ บุคคลเดียวกันกับ “พ่อเพลง” ซึ่งในปัจจุบัน ตังเคาและพ่อเพลงคือคนละบุคคลกัน
จะเห็นได้ว่า บทบาทของ "ตังเคา" ในประเพณีการละเล่นเรือมตรษ มีสองส่วนคือ ตังเคาทําหน้าที่ผู้นําของชุมชน อีกหน้าที่หนึ่งคือ ตัวกลางระหว่างชุมชนกับศาสนา (วัด) ตังเคา จะรวบรวมคนในชุมชน ตระเตรียมรูปแบบและวางแผนการดําเนินขบวน จัดลําดับผู้ร่วมขบวน และเส้นทางการเดินเท้าในประเพณีเรือมตรษ อีกด้านหนึ่งก็ประสานงานร่วมระหว่างชุมชนกับวัด ในส่วนของความต้องการหรือสิ่งจําเป็นต่อวัด ตังเคา จึงทําหน้าที่เป็น “สื่อกลาง” รวมถึงทําหน้าที่แทนวัด (ตัวแทนศาสนา) ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น บทบาทของตังเคา เริ่มต้นจากการเป็น "ผู้ประกอบพิธีกรรม" ได้โดยมีประสบการณ์หรือผ่านการอุปสมบทมาก่อน ทําให้สามารถนําความรู้ทางด้านพุทธพิธี มาปรับใช้กับคติความเชื่อท้องถิ่นได้ และจําเป็นต้องมีคุณสมบัติในฐานะของ "ผู้ประพฤติดี" โดยได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน ผ่านการคัดเลือกและการยอมรับทางพฤตินัยของคนในชุมชน เป็นฉันทามติให้เป็นผู้นําในการละเล่น นอกเหนือจากคุณสมบัติทั้งสองอย่างแล้วนั้น คุณสมบัติสุดท้ายที่ขาดเสียมิได้คือ "การเป็นผู้นําการละเล่น" โดยต้องมีทักษะและพรสวรรค์ของการสร้างความสุข การใช้ภาษา การเลือกคํามาใช้กระเซ้าเย้าแหย่แก่คนในชุมชนขณะการละเล่นในประเพณีเรือมตรษ จากบทบาททั้ง 3 ด้านซึ่งสะท้อนคุณสมบัติการเป็นตังเคา จึงทําให้การสืบต่อหรือการถ่ายทอดมีความยากลําบากในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การรับวัฒนธรรมใหม่ เป็นต้น จึงทําให้บทบาทหรือความสําคัญของ "ตังเคา" ค่อยๆ เลือนหายจากชุมชน
![]()
สําหรับเนื้อร้องทํานองที่มีการร้องออกมานั้น จากการศึกษารวบรวมพบว่า สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ตอน ดังนี้
- ตอนที่ 1 เป็นการบอกกล่าวว่าญาติพี่น้องให้มาทําบุญร่วมกัน ในขณะเดียวกัน เจ้าของบ้านเมื่อเห็นคณะเรือมตรษมาถึงบ้าน ก็จะรีบเอาเสื่อมาปูพร้อมน้ำดื่มขันใหญ่ 1 ขัน และเหล้าขาว 1 ขวด พร้อมกับมาเชิญ ผู้ถือบัญชีขึ้นบ้านนั่งทักทายดื่มน้ำ และถวายจตุปัจจัยเพื่อร่วมทําบุญ ในขณะเดียวกันญาติเจ้าของบ้านคนใดคนหนึ่งจะเอาเหล้าขาวไปรินให้คณะที่รําอยู่ข้างล่าง
- ตอนที่ 2 เมื่อเจ้าของบ้านทําบุญแล้ว คณะเรือมตรษจะร้องเพลงอวยพร ให้มีอายุมั่นขวัญยืนคิดสิ่งใด ขอให้สมปรารถนา บางทีอาจมีการกระเซ้าเย้าแหย่กันบ้าง
- ตอนที่ 3 เมื่อผู้ถือบัญชีลาเจ้าของบ้าน คณะก็เริ่มร้องเพลงลา แล้วก็เริ่มเดินไปบ้านถัดไป การร้องเพลงเช่นนี้จะทําทุกหลังคาเรือนไม่มีเว้น บางทีต้องใช้เวลา 2 - 3 วัน จึงจะครบ

ดังนั้น รูปแบบประเพณีการละเล่นเรือมตรษ มี 2 ขั้นตอน คือ 1) การบอกกล่าวญาติพี่น้อง และ 2) การร้องเพลงให้พร หลังจากได้รับการร่วมทําบุญและจดบันทึกบัญชีรายนามผู้บริจาคด้วยการอําลา โดยใช้การร้องทํานองเพลง ภายหลังจากเสร็จประเพณีเรือมตรษในช่วงเช้าแล้วนั้น บ่ายวันเดียวกัน คณะเรือมตรษของแต่ละหมู่บ้าน จะนําปัจจัยไทยธรรมที่ได้รับการบริจาคแห่มารวมกันที่วัด จากนั้นผู้นําจะทําการถวายปัจจัยไทยธรรมแด่วัด และภายหลังจากถวายปัจจัยเสร็จสิ้น มักนิยมประกอบพิธีกรรมการสรงพระ โดยการอัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อสรงพระ และรดน้ำดําหัวแก่ผู้อาวุโสตามลําดับ ในอดีตวันฉลองสงกรานต์ในเดือนห้า (แคแจ๊ต) นอกจากประเพณีเรือมตรษ แล้วยังมีการละเล่นอื่นๆ อาทิ เรือมอันเร สะบ้า โชง เป็นต้น ไปจนกระทั่ง วันแรม 14 ค่ํา เดือน 5 ซึ่งถือได้ว่า เป็นวันส่งท้ายของงานสงกรานต์ เรียกว่า “แห่โดนจังการน” ซึ่งเชื่อกันว่าบรรพบุรุษทั้งหลายได้ลงมาวันสงกรานต์ วันนี้ต้องส่งปู่ย่าตายายกลับภูมิภพ เป็นอันเสร็จสิ้นประเพณีในงานประเพณีประจําเดือนห้า
ตัวอย่างบทร้องและบทแปล มีดังนี้
บทอนุญาตเจ้าของบ้าน

บทแปลภาษาไทย
ตรษผมถึงแล้ว ถึงแล้วนะจ๊ะ เข้าบ้านได้หรือไม่ ถ้าได้เข้าไปมันจะพบแต่สิ่งดีๆ นะ กลัวว่าเจ้าบ้านไม่ให้เข้า เลยต้องขออนุญาตก่อน และขบวนเรือมตรษครั้งนี้พวกเรามากันสามสิบคน
บทกล่าวถึงงานตรษ

บทแปลภาษาไทย
คณะตรษมาจากทิศใต้นะ มาวันนี้ก็มาเพื่อให้แม่มีความสุขหรือพ่อมีความสุข และขอให้ลูกหลานมีความสุข อยู่เย็นเป็นสุข สิ่งชั่วร้ายจงออกไปจากชีวิต ขอให้น้องสาวพบเจอแต่สิ่งดีๆ มีจิตใจที่สงบเยือกเย็น ต้อนรับความเป็นศิริมงคล
เรือมตรด คือรําตรุษสงกรานต์
การแต่งกายในการเรือม(รํา)ตรษในอดีต
หญิง : นุ่งผ้าถุง สวมเสื้อไหมหรือฝ้าย แขนสั้น หรือแขนยาวก็ได้
ชาย : นุ่งโสร่ง สวมเสื้อไหมหรือฝ้าย แขนสั้น หรือแขนยาวก็ได้
การแต่งกายในการเรือม(รํา)ตรษในปัจจุบัน
หญิง : นุ่งผ้าถุง สวมเสื้อลายดอก ห่มสไบ สวมหมวก
ชาย : นุ่งโสร่ง สวมเสื้อลายดอก ผ้าขาวม้าคาดเอว สวมหมวก
![]()
ในปัจจุบันยังคงมีการละเล่นประเพณีเรือมตรษ (เรือมตร๊ด) ในหลายๆ ชุมชนของชาวอีสานใต้ จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ซึ่งยังคงได้รับสืบทอดลักษณะประเพณีดั้งเดิมเอาไว้ให้คงอยู่ต่อไป จัดได้ว่าเป็นงานประจําปีสําคัญของชุมชน และสะท้อนถึงความเข็มแข็งทางวัฒนธรรมท้องถิ่น
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Tradition
- Hits: 3678

ภาคอีสานของเฮามีประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับ "ฮีตคองประเพณี" อยู่มาก มีทั้งที่โด่งดังเป็นที่ฮู้จักไปทั่วประเทศและทั่วโลก และมีอีกหลายประเพณีที่จัดเฉพาะถิ่น ดูลึกลับสำหรับคนต่างพื้นที่ อย่างประเพณี "แห่ผีสุ่ม" ที่จัดขึ้นในช่วงบุญเดือนสิบ หรือ บุญข้าวสาก ประเพณีของชาวอีสาน จัดขึ้นในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่า ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 จะเป็นวันที่ประตูนรกเปิดออก วิญญาณผีตายโหงรวมทั้งวิญญาณญาติพี่น้องของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว รวมถึงเปรตต่าง ๆ จะขึ้นมาอยู่บนโลกมนุษย์ จึงเกิดเป็นประเพณีบุญข้าวสากขึ้น เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

ผีต่างๆ นานาทั่วประเทศไทย ทั้งผีปอบ ผีหิว ผีกองกอย ต่างมารวมตัวกันเดินขบวนใน "งานประเพณีแห่ผีสุ่ม" ซึ่งมีแห่งเดียวในโลก ตามความเชื่อที่ถูกสืบทอดมาตั้งแต่โบราญของชาวบ้าน บ้านเสี้ยวน้อย ตำบลบ้านเล่า อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในช่วงบุญเดือนสิบ หรือ บุญข้าวสาก หนึ่งในประเพณีการทำบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งระหว่างขบวนแห่ผ่าน ก็จะเชิญชวนผู้สนใจร่วมทำบุญกับผีสุ่ม โดยนำข้าวสาร อาหารแห้ง ใส่ในตะกร้าผีสุ่ม เพื่อนำไปทำพิธีอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับ โดยนำไปวางไว้ตามจุดต่างๆ ภายในบริเวณวัดสมศรี พร้อมจุดเทียน และบอกกล่าวให้ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว มารับเอาอาหารและผลบุญที่อุทิศให้

คำว่า "ผีสุ่ม" เพราะผีที่ไม่มีลูกหลาน หรือ ญาติไปทำบุญให้ ก็จะไปขอรับส่วนบุญ หรือ อาหารจากผีตนอื่น แต่ด้วยความอับอายจึงเอาสุ่มไก่มาคลุมหัวคลุมตัว จึงเป็นที่มาของประเพณีแห่ผีสุ่ม เพื่อเตือนใจให้ลูกหลานกลับไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความผูกพัน ความรัก ความสามัคคีของคนในครอบครัวและในชุมชนอีกด้วย

ประเพณีแห่ผีสุ่ม จะเริ่มกันตั้งแต่เช้าตรู่จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้าน ผีปู่ย่าตายาย แล้วนำข้าวปลา-อาหารที่ได้ตระเตรียมไว้ในกระจาด ห่อใบตอง หรือกระทงใบตอง นำไปรวมกันที่วัดเพื่อร่วมทำบุญถวายภัตตาหารพระภิกษุสงฆ์ จากนั้นจะมีการสวดอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับ บริจาคทานให้ญาติ แล้วจึงจัดขบวนแห่ของผีสุ่ม มีการร่ายรำสนุกสนานตามสไตล์คนอีสาน ม่วนซื่นโฮแซวกันตามระเบียบ
เปิดประตูนรก ปล่อย “ผีสุ่ม” ที่ จังหวัดชัยภูมิ
แห่ผีสุ่ม เป็นประเพณีเก่าแก่ ที่สืบสานกันมาอย่างยาวนานของชาวบ้านเสี้ยวน้อย ตำบลบ้านเล่า อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ที่สำคัญคือ ชาวบ้านเขาจะจัดขึ้นเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ในช่วงบุญเดือนสิบ หรือบุญข้าวสาก ตามฮีตสิบสอง คองสิบสี่ หรือจารีตประเพณีของชาวอีสาน ในเดือนกันยายนของทุกปี เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับ บุญข้าวสารทของชาวภาคกลาง บุญสลากภัตทางภาคเหนือ ประเพณีชิงเปรตในภาคใต้ และเทศกาลไหว้พระจันทร์ ของชาวไทยเชื้อสายจีน นั่นเอง

ท่านที่สนใจประเพณีแปลกๆ อย่างนี้ก็ติดตามข่าวสารการจัดงาน และไปร่วมทำความรู้จักกับประเพณีเหล่านี้กันได้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานบ้านเฮานั้น มีสิ่งดีๆ ให้ค้นหาอยู่เสมอ

![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Tradition
- Hits: 3396

เหยา การแพทย์ทางจิตวิญญาณ
โลกทุกวันนี้เจริญก้าวไกลไปมากด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาดั้งเดิม มีสิ่งที่มนุษย์เชื่อและจินตนาการไปไกล เช่น ดวงจันทร์ที่คนโบราณเคยสร้างจินตนาการไกลไปมากเป็นนิทานเรื่องเล่าว่า เรามองเห็นภาพกระต่ายกับเต่า มีตากับยายทำนาบนดวงจันทร์ บางกลุ่มชนก็มีความเชื่อถือศรัทธากราบไหว้พระจันทร์ไปแล้ว แต่ในยุคปัจจุบันผ่านมาหลายสิบปีแล้ว ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าหาวิธีเดินทางขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ ถ่ายภาพกลับมาให้เห็นว่า ดวงจันทร์ก็เป็นเพียงดาวดวงหนึ่ง เป็นดาวบริวารของโลกเราด้วยซ้ำ ดวงจันทร์มีแต่หินกับฝุ่นหนามากมาย ไม่มีน้ำ แล้วกระต่ายกับเต่าหรือยายกับตา จะไปทำนาอยู่บนนั้นได้อย่างไร

เรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วยที่ผู้คนในยุคโบราณดั้งเดิมไม่รู้สาเหตุ และโยนไปให้ภูตผีปีศาจเป็นผู้กระทำ แม้นักวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันจะสามารถค้นพบที่มาของโรค กระทั่งเชื้อโรคขนาดจิ๋วอย่างไวรัส แบคทีเรีย แล้วก็ตาม แต่กระนั้น ความเชื่อ ก็ยังเป็นความเชื่อในหลายกลุ่มชนของโลกใบเล็กๆ ของเรานี้ เพราะแม้นว่าหลายๆ เรื่องราวจะพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์แล้วก็ตาม แต่ ก็ไม่สามารถขยายภาพให้เห็นชัดด้วยตาความรอบรู้ สติปัญญา และจิตใจของผู้คน โดยเฉพาะเรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วย แม้จะมียารักษาร่างกายให้ฟื้นฟู แต่ด้านจิตใจนั้นจะต้องใช้พิธีกรรมและความเชื่อเข้ามาช่วยจึงจะได้ผลสมบูรณ์
พิธีเหยา เป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาของคนไทยแถบภาคอีสาน โดยจะนิยมทำในแถบถิ่นที่อยู่ของ ชาวไทโส้ ชาวไทข่า ภูไท, ผู้ไทย หรือผู้ไท (จังหวัดกาฬสินธุ์, นครพนม, มุกดาหาร, สกลนคร) พิธีกรรมนี้เป็นการเสี่ยงทาย เมื่อมีการเจ็บป่วยในครอบครัว โดยการเจ็บป่วยนี้จะเชื่อว่าเป็นการกระทำของผี จึงต้องทำการเหยาเพื่อแก้ผี และเพื่อจะได้ทราบว่าผีต้องการอะไร หรือผู้เจ็บป่วยทำผิดผีอะไร จะได้ทำตาม เชื่อว่า หากแก้ผีแล้ว อาการเจ็บป่วยจะหายเป็นปกติ

"เหยา” เป็นความเชื่อและพิธีกรรมหนึ่งในการรักษาสุขภาพของคนในชุมชนผู้ไทย ที่สืบทอดมาแต่ครั้งบรรพกาล อันสืบเนื่องมาจากความเชื่อดั้งเดิมที่นับถือผี เป็นการทำพิธีเพื่อติดต่อระหว่างผีกับคน ให้ผีช่วยเหลือแก้ปัญหาความเดือดร้อน โดยเฉพาะการเจ็บไข้ได้ป่วย มูลเหตุที่ต้องมีการเหยามาจากสภาพสังคมดั้งเดิมของชาวไทย ที่ไม่มีสถานพยาบาลรับรองความเจ็บป่วย ก่อให้เกิดความจำเป็นที่ชาวไทยต้องดิ้นรนหาที่พึ่งยามเจ็บไข้ได้ป่วย ส่วนใหญ่นั้นใช้สมุนไพรพื้นบ้าน ที่มีในท้องถิ่นในการรักษาและดูแลสุขภาพ ในอดีตการรักษาโรคภัยไข้เจ็บจำเป็นต้องอาศัยผีเป็นผู้วินิจฉัยโรคบอกวิธีรักษา ในปัจจุบันแม้มีการแพทย์แผนใหม่ที่สามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง แต่โรคบางโรคหรืออาการบางอย่างรักษาไม่หาย ผู้ป่วยที่ไม่มีที่พึ่งจึงจำเป็นต้องพึ่งพิธีกรรม อย่างน้อยจะทำให้จิตใจผู้ป่วยดีขึ้น จึงจัดเป็นพิธีกรรมที่สร้างขวัญและกำลังใจกับผู้ป่วยเป็นหลัก

เมื่อผู้ป่วยอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือผู้ป่วยหายจากโรคและอาการเจ็บป่วย ก็จะทำพิธีการเหยา ผู้ที่ทำพิธีการเหยาเรียกว่า "หมอเหยา" เป็นผู้ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษโดยปู่ย่า ตายาย แม่ เป็นหมอเหยามาก่อน ลูกก็จะสืบทอดการเป็นหมอเหยา แต่ในปัจจุบันนี้การสืบทอดการเป็นหมอเหยานั้นได้เลือนหายไปจากสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทยไปแล้ว ยังเหลือแต่หมอเหยาที่เป็นผู้อาวุโสของชุมชนเท่านั้น และการประกอบพิธีกรรมเหยายังคงเหลือให้เห็นเพียงแต่บางชุมชนเท่านั้น เนื่องจากสังคมสมัยใหม่ได้เขามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างของชาวผู้ไทย ทั้งนี้ การเหยาเป็นการติดต่อสื่อสารของมนุษย์และวิญญาณ ซึ่งการติดต่อสื่อสารจะใช้ท่วงทำนองของดนตรี หรือที่ชาวผู้ไทยเรียกว่า กลอนลำ (หมอลำ) มีเครื่องดนตรีประเภทแคนประกอบการให้จังหวะ วิธีการติดต่อสื่อสาร กลอนลำและทำนอง เรียกว่า การเหยา

ประเภทของการประกอบพิธีกรรมเหยา
- การเหยาเพื่อคุมผีออก เนื่องจากผู้ป่วยมีความเชื่อว่าการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการกระทำของผีหรือวิญญาณทำให้เกิดการเจ็บป่วย ซึ่งจะต้องมีการเสี่ยงทายจากหมอเหยา ทำพิธีคุมผีออกจากการร่ายรำของหมอเหยา ประกอบกับดนตรีที่ใช้แคนเป็นเครื่องดนตรี

- เหยาเพื่อให้ขวัญและกำลังใจ เหยาต่ออายุ เหยาเพื่อชีวิต เหยาแก้บน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ครอบครัวญาติพี่น้อง วงศ์ตระกูล ในช่วงเทศกาลงานสำคัญๆ ของหมู่บ้านชุมชน หรือฤดูกาลทำการเกษตรกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตมีความอุดมสมบูรณ์ตามที่คาดหวัง
- เหยาเพื่อเลี้ยงผี เพื่อเลี้ยงขอบคุณผีบรรพบุรุษในรอบปี ซึ่งพิธีการเหยาแบบนี้จะกระทำเพียงปีละครั้งเท่านั้น ในช่วงเดือนเมษายน - มิถุนายนเท่านั้น เพื่อขอขมาและสักการะผีที่ช่วยปกป้องคุ้มครองชุมชนให้ปกติสุข ไม่มีเรื่องอันใดที่ทำให้เกิดภัยพิบัติหรืออันตรายแก่ผู้คนในชุมชนผู้ไทย
- การเหยาในงานบุญประจำปี ส่วนมากกระทำพิธีกรรมในงานบุญผะเหวดเท่านั้น โดยมีการเหยาปีละครั้งเท่านั้น กระทำติดต่อกันทุกๆ ปี ครบ 3 ปี แล้วจะเว้นช่วงของการประกอบพิธีเหยาในงานบุญประจำปีนี้ 1 ปี แล้วจึงกลับมาทำพิธีกรรมอีกครั้งเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ

เครื่องคายในพิธีเหยา
สำหรับเครื่องคาย หรือสิ่งที่ใช้ในการประกอบพิธีเหยา จะเป็นสิ่งที่ผีบอกให้จัดหาว่า จะต้องมีประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง และจะต้องจัดตามรูปแบบที่ผีบอก เครื่องคายจะประกอบด้วย ข้าวสารขาว นำมาเพื่อการเสี่ยงทาย ดอกลีลาวดี (ดอกจำปาลาว) ใช้ในการเสี่ยงทายได้เช่นกัน แต่ถ้าขาดดอกลีลาวดีพิธีก็ไม่สามารถเริ่มได้ เหล้า แต่เดิมใช้เหล้าสาโทกลั่นเพราะถือว่าเป็นน้ำที่ดีที่สุด แต่ปัจจุบันนิยมใช้เหล้าขาวเพราะหาง่าย น้ำส้ม ในอดีตใช้น้ำเปล่า แต่เนื่องจากยุคสมัยเปลี่ยนไปจึงต้องมาใช้น้ำส้ม เพราะสีสวย ผ้าแดง ถือว่าเป็นผ้ามงคล บุหรี่ หมาก ในอดีตมีการต้อนรับด้วยยาสูบและหมาก หากไม่มีถือว่าไม่ให้เกียรติกัน หมอน เครื่องนอนใช้รองศีรษะ เงิน คายของแต่ละคนจะมีจำนวนไม่เท่ากัน ดาบ ใช้ตัดขวัญสิ่งไม่ดี ไข่ดิบ ใช้ในการเสี่ยงทาย

หมอเหยา
หมอเหยา คนที่จะเป็นหมอเหยานั้น "ผี" จะเป็นคนเลือกเองว่าจะให้ใครเป็น ถ้าใครถูกเลือกแล้วจะต้องมีศาลพระภูมิประจำผี แต่งขันดอกไม้มาบูชาผีอยู่นอกบ้านข้างๆ กับตัวเรือน ห้องพระกับห้องผีจะอยู่ด้วยกันไม่ได้เด็ดขาด และมีข้อห้ามกินเนื้อ 10 อย่าง คือ เสือ, ช้าง, ม้า, งู, หมา, ปลาไหล, คน, เต่า, ลิง และโค เมื่อหมอเหยาตาย ผีก็จะออกและจะไปหาที่อยู่ใหม่ ซึ่งหมอเหยาแต่ละคนนั้นจะไม่มีการสืบทอดไปยังบุคคลอื่นต่อๆ ไปได้ นอกจากผีตนนั้นจะเป็นผู้เลือกเองว่าจะต้องการอยู่กับใคร ซึ่งวิธีการมาอยู่ด้วยนั้นจะเป็นเวลาที่ทำพิธีเหยา ผีอยากอยู่กับใครก็เข้าสิงทันที (แต่ในบางกลุ่มชาติพันธุ์ก็ใช้วิธีสืบทอดต่อๆ กันมา ด้วยเหตุที่ว่าต้องการสืบทอดประเพณีไว้ให้คงอยู่ รอให้ผีเลือกแล้วจะสูญหาย สมัยวิทยาการรุ่งเรืองต้องใช้ทางเลือกบ้าง)
การประกอบพิธีกรรมเหยา
จะงดเว้นไม่ทำในวันพระข้างขึ้นและข้างแรม 8 ค่ำ กับ 15 ค่ำ จะประกอบพิธีการเหยาเฉพาะเวลาพลบค่ำหรือเวลาเย็นเป็นต้นไป ไม่นิยมกระทำพิธีในช่วงบ่าย เพราะชาวผู้ไทมีความเชื่อว่า ช่วงเวลาบ่ายเป็นเวลาในการเคลื่อนศพไปป่าช้า ไม่มีความเป็นสิริมงคล
สถานที่ในการประกอบพิธี
สถานที่ในการประกอบพิธีการเหยารักษาคนป่วย จะใช้บ้านของผู้ป่วยในการทำพิธี แต่ถ้าเป็นการประกอบพิธีเหยาประจำปีของชุมชน ก็จะใช้สถานที่ที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน
ขั้นตอนการเหยา
ขั้นตอนการเหยาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วบ เริ่มจากจัดเครื่องคายและตั้งเครื่องคายสำหรับพิธีการเหยา แล้วนำมาวางต่อหน้าหมอเหยา เตรียมเครื่องแต่งกายของหมอเหยาและหมอแคน การบูชาครูและลำเชิญผีลง เพื่อให้ผีมาเข้าทรงถามอาการเจ็บป่วยจากผี เมื่อผีเข้าทรงแล้วก็จะมีการแต่งกายของหมอเหยา แล้วทำการเหยาไปตามทำนองของเสียงแคนประกอบการร่ายรำ

ลำเหยาโต้ตอบกันระหว่างผีและหมอเหยาเพื่อถามผีว่าต้องการอะไร จะแก้ไขอาการเจ็บป่วยได้อย่างไรจะใช้เครื่องเซ่นสรวงอะไรบ้าง โดยให้ญาติผู้ป่วยเป็นล่ามติดตามกับหมอเหยา เพื่อถามถึงสาเหตุและอาการเจ็บป่วยดังนี้
- หมอเหยาตรวจดูความเรียบร้อย ความถูกต้องของเครื่องคายที่ใช้ในการบูชาเครื่องเซ่นไหว้
- หมอแคนเริ่มเป่าแคนให้จังหวะประกอบการเหยา
- หมอเหยาลำ (กลอนลำ) ร่ายกลอนเชิญผีมาถามสาเหตุของการเจ็บป่วย
- ญาติผู้ป่วยมอบสุราขาวให้หมอเหยาประมาณครึ่งขวด หมอเหยาจะต้องดื่มเหล้าประมาณหนึ่งจอก หมอแคนดื่มหนึ่งจอก
การแสดง เหยา : มหกรรมผู้ไทนานาชาติ 2566
เสี่ยงทายวิงวอน
หากแต่การเชิญผีมาถามถึงสาเหตุความโกรธแค้น เพื่อให้ผีไม่ทำร้ายผู้ป่วย ก็ไม่ใช่การเอ่ยปากถามกันตรงๆ หมอเหยาจะมีวิธีการถามผีด้วยการเสี่ยงทาย โดยใช้เครื่องประกอบพิธีกรรมบางอย่างเช่น ไข่ และข้าวสาร โดยการเอาข้าวสารโรยลงไปในไข่แล้วนับจำนวนเม็ดข้าวสาร ถ้ามีข้าวสารติดอยู่บนไข่จำนวนคี่แสดงว่าผู้ป่วยจะหายป่วย ถ้าข้าวสารติดอยู่จำนวนคู่แสดงว่าผีไม่ยอมให้หาย หมอเหยาจะต้องอ้อนวอนต่อไปอีก โดยผู้เข้าร่วมในพิธีจะช่วยกันพูดอ้อนวอนผีให้ยอม
จากนั้นจะทำการเสี่ยงทายด้วยดาบ โดยปักดาบลงไปในข้าวสาร ถ้าดาบนั้นตั้งอยู่บนข้าวสารได้แสดงว่าผีให้อภัยไม่โกรธแค้น หากดาบที่ปักลงบนข้าวสารแล้วล้มลง แสดงว่าผียังมีความโกรธแค้นผู้ป่วยอยู่ หมอเหยาจะทำการอ้อนวอนอีกครั้งหนึ่งพร้อมญาติและผู้เข้าร่วมพิธี จะอ้อนวอนเสี่ยงทายจนกว่าดาบนั้นตั้งอยู่บนถ้วยข้าวสารได้
ครั้นมั่นใจว่าผีให้อภัยหายโกรธแค้นแล้ว หมอเหยาจะทำการเสี่ยงทายด้วยเมล็ดข้าวสารที่โรยลงบนฝ่ามือสามครั้ง ถ้าข้าวสารมีจำนวนคี่แสดงว่าผีนั้นหายโกรธแค้นแล้ว หากผียังมีความโกรธแค้นอยู่ก็จะทำการเสี่ยงทายไปเรื่อยๆ หรือทำการตั้งดาบใหม่ เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าผียกโทษให้ และหายโกรธแค้นแล้ว
พิธีเหยา : ความเชื่อ พิธีกรรมผู้ไท EP.1
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว หมอเหยาจะกินค่าคายคือ ดื่มเหล้า และทักทายกับผู้ที่มาร่วมพิธีการเหยา จากนั้นหมอเหยาจะเสี่ยงทายปักดาบลงบนข้าวสารอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าผีคืนขวัญให้ผู้ป่วยแล้ว และจะทำการเสี่ยงทายโดยการนับเมล็ดข้าวสารในมือว่าเป็นจำนวนคี่หรือคู่ตามการเสี่ยงทาย ถ้าได้จำนวนคู่จะทำนายด้วยเมล็ดข้าวสารอีกสามครั้ง จนกระทั่งแน่ใจว่าผีให้อภัยแล้ว จากนั้นหมอเหยาจะถามผีว่าต้องการเครื่องบวงสรวง เครื่องเซ่นไหว้อะไรบ้าง
การส่งเครื่องสังเวยเซ่นไหว้แก่ผี หมอเหยาจะประกอบพิธีกรรมพร้อมการร่ายรำ ประกอบทำนองของแคนเพื่อให้แน่ใจว่าขวัญของผู้ป่วยกลับมาแล้ว พร้อมการเสี่ยงทายเมล็ดข้าวสาร และปักดาบอีกครั้งจนแน่ใจ และทำพิธีอำลาผี ขอให้ผีนั้นช่วยดูแลคนในหมู่บ้านอย่าได้หนีไปไหน ซึ่งของสังเวยเซ่นไหว้ส่วนใหญ่ประกอบด้วยกองบุญที่ญาติผู้ป่วยจะต้องเตรียมสังเวยให้ผี บุหรี่ หมาก พลู อย่างละคู่ พร้อมกับข้าวหวานที่เตรียมไว้เป็นข้าวเหนียวนึ่งสุกผสมกับน้ำตาล

หลังพิธีการเหยา
ผู้ป่วยจะต้องตั้งถาดเครื่องบวงสรวงเซ่นไหว้ผี หรือถาดเครื่องคายไว้ที่บ้านประมาณ 7-10 วันหรืออาจจะนานกว่านั้นจ นกว่าผู้ป่วยจะหายเป็นปกติ หากผู้ป่วยยังหายไม่เป็นปกติ ญาติผู้ป่วยจะตามหมอเหยามาทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีการเหมือนเดิมทุกประการจนกว่าผู้ป่วยจะหาย หากประกอบพิธีแล้วผู้ป่วยยังไม่หาย หมอเหยาจะทำพิธีกวาดออกไป ให้ผู้ป่วยนอนหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ใช้ใบไม้จุ่มเหล้าหรือสุราขาวกวาดออกไป แล้วเอาดาบกวาดออกไปอีกรอบ
เมื่อครบรอบปีของการเหยา หมอเหยาจะถูกเชิญมาทำพิธีอีกครั้งหนึ่งเพื่อต่ออายุหมอเหยา และขอขมาผีและเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชุมชนผู้ไทเอง
อาการเจ็บป่วยที่ใช้พิธีเหยาประกอบการรักษา ส่วนใหญ่เป็นอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย อันเป็นอาการทั่วไปของผู้ทำการเกษตร อาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับกระดูกและข้อซึ่งมักเป็นอาการของผู้สูงอายุ หรือเจ็บป่วยทั่วไป เป็นไข้ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง
อาการป่วยที่หาสาเหตุไม่ได้ โดยมีความเชื่อจากสิ่งเหนือธรรมชาติกระทำให้เกิดการเจ็บป่วย หรือเวลามีอุบัติเหตุเมื่อผู้ป่วยกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ญาติผู้ป่วยจะกระทำพิธีเหยาเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจให้และที่สำคัญของวิถีชีวิตแบบชุมชน คืออาการเจ็บป่วยวาระสุดท้ายของชีวิตอาทิผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย กลับมาพักที่บ้าน ก็จะพยุงใจให้สงบได้ด้วยพิธีกรรมเหยาที่ให้ความอบอุ่นและกำลังใจ
พิธีเหยา : ความเชื่อ พิธีกรรมผู้ไท EP.2
ขอบคุณข้อมูล : รวมๆ มาจากกลุ่มชาติพันธุ์หลายแหล่ง ภาพประอบสวยๆ : จาก ชายสามหยด
![]()
















