- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Isan Tour
- Hits: 492

พอดีช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้กลุ่มเพื่อนๆ มีนัดพบกันของกลุ่มเพื่อนๆ และด้วยวัยสะรุ่นแรกแย้ม(ฝาโลง)ก็เลยมีการตกลงกันว่า จะให้อาวทิดหมูนำทัวร์ไหว้พระ ๙ วัดในอุบลราชธานี เพื่อขอพรปีใหม่ให้อายุมั่นขวัญยืนกันทั้งคณะ ซึ่งการจะให้ครบ 9 วัดในเวลา 1 วันเป็นเรื่องง่ายๆ ของจังหวัดอุบลราชธานี แต่เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับวัดที่มีพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง หรือวัดที่มีความงามทางศิลปะ สถาปัตยกรรม ไม่เหมือนใคร ก็เลยจัดโปรแกรมพิเศษนี้ขึ้นที่อาจจะไม่เหมือนใครอื่นเขานัก และด้วยวัยของสมาชิกที่ค่อนข้างมาก (บางคนมีเคือง นึกว่าตนยังหนุ่มแค่ 17 ไม่ใช่ 70) ก็ไม่อยากยัดเยียดให้เดินทางรีบร้อน เลยเจรจากับเพื่อนๆ ว่า "เราน่าจะใช้เวลาสักสองวันกับหนึ่งคืน ที่จะได้พบปะพูดคุยกันถึงความหลังบ้าง" ก็เลยเกิดเป็นโปรแกรมการเดินทางครั้งนี้ขึ้น
- โปรแกรมวันแรก เช้ามืดไปตักบาตรที่วัดป่านานาชาติ ต่อด้วย วัดป่าใหญ่ วัดป่าน้อย วัดทุ่งศรีเมือง วัดศรีทอง ออกนอกเมืองไปที่วัดปากแซง พลบค่ำชมความงามยามค่ำคืนที่วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว นอนที่รีสอร์ตแถวนั้นหรือเข้ามานอนในตัวเมือง (สมาชิกตกลงกันระหว่างเดินทางได้)
- โปรแกรมวันที่สอง เริ่มที่วัดเก่าแก่พร้อมการตั้งเมืองอุบลราชธานี คือ วัดหลวง จบวัดที่ 9 เป็นวัดบูรพาราม ถ้ายังไม่จุใจก็ไปวัดอื่นๆ ได้อีก เช่น วัดพระธาตุหนองบัว วัดหนองป่าพง ฯลฯ
วันแรก
1. วัดป่านานาชาติ

วันแรกของการเดินทางไหว้พระ ตื่นแต่เช้ามืดนำเอาอาหารและอื่นๆ ที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวาน เพื่อไปตักบาตรทำบุญกันก่อนที่วัดป่านานาชาติ เดินทางจากที่พักในตัวเมืองอุบลราชธานีไปอำเภอวารินชำราบ เดินทางตามถนนหมายเลข 226 อุบลราชธานี-ศรีสะเกษ ถึงบ้านบุ่งหวายเลี้ยวขวาเข้าไปที่ลานหน้าวัดป่านานชาติ เพื่อร่วมทำบุญตักบาตรกับพี่น้องชาวบ้านและญาติธรรมจากที่อื่นๆ กัน

หลังจากตักบาตรแล้ว หากมีเวลามากพอสามารถเข้าไปร่วมกิจกรรมถวายภัตตาหาร รับฟังธรรมะและสนทนาธรรมจาก พระครูอุบลภาวนาวิเทศ (เฮ็นนิ่ง เกวลี) เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ หรือพระผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย หลังจากนั้นก็อิ่มหมีพีมันกับข้าวก้นบาตรกันต่อได้ แต่คณะเรามีเวลาน้อยก็เลยออกมารับประทานอาหารเช้าในตัวเมืองเพื่อไปวัดต่อไป
2. วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่)
วัดมหาวนาราม เดิมชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ ปี พ.ศ. 2484 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดมหาวัน หรือ วัดป่าใหญ่ และได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามสมัยนิยมเรียกว่า วัดมหาวนาราม ความหมายของชื่อวัดก็ยังคงเป็นเช่นเดิมคือแปลว่า ป่าใหญ่ ชาวบ้านจึงนิยมเรียกกันว่า วัดป่าใหญ่ เป็น พระอารามหลวง เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่บนถนนหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

ปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยลักษณะศิลปะแบบลาว (ล้านช้าง) ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3 เมตร สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 5 เมตร ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง บางทีก็จะมีคนเรียกวัดนี้ในอีกชื่อว่า วัดพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง ตามชื่อพระประธานที่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์

ประวัติการสร้าง
พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง ศิลปะแบบลาว มีทั้งหมด 3 องค์ องค์แรกประดิษฐานอยู่ที่วัดอินแปลงมหาวิหาร นครเวียงจันทน์ มีอายุพันกว่าปี องค์ที่สองประดิษฐานอยู่ที่วัดอินทร์แปลง จังหวัดนครพนม และองค์สุดท้ายคือ พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง วัดป่าใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี มีอายุกว่า 200 ปีมาแล้ว
ตามประวัติการสร้างนั้น หลังจากสร้างวัดหลวงแล้ว พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ได้นิมนต์พระธรรมโชติวงศา ซึ่งเป็นพระมหาเถระสายวิปัสสนากรรมฐาน พร้อมด้วยสามเณรมาพำนักอยู่ที่วัดหลวง ด้วยความที่วัดหลวงเป็นวัดบ้าน ไม่เหมาะแก่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงได้เสาะหาที่ปฏิบัติธรรมแห่งใหม่ เห็นว่าป่าดงอู่ผึ้ง มีหนองนํ้าสระพัง เป็นสถานที่วิเวก เหมาะแก่การตั้งสำนัก จึงได้ก่อตั้งสำนักสงฆ์ขึ้น และให้ชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ แต่ยังไม่ทันก่อสร้างเสร็จ พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ ก็ได้ถึงแก่นิจกรรมลง เมื่อปี 2323 เจ้าเมืองคนที่ 2 คือ พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ จึงมาก่อสร้างวิหารต่อจนเสร็จ และยกให้เป็นวัดประจำเมือง ให้ชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติ แต่ชาวบ้านก็นิยมเรียกว่า วัดสระพัง ตามชื่อหนองนํ้าที่อยู่ใกล้เคียง และพระมหาราชครูศรีสัทธรรมวงศาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ท่านจึงได้สร้างพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง เพื่อเป็นพระประธานประจำวัดขึ้น และเปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดมหาวัน ต่อมาเปลี่ยนตามสมัยนิยมอีกครั้งเป็น วัดมหาวนาราม จนถึงปัจจุบัน เมื่อก่อสร้างพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงเสร็จก็ได้รับความศรัทธาจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก เมื่อมีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้นก็จะพากันมาสาบานต่อหน้าพระ ใครที่ผิดคำสาบานก็มีมีอันเป็นไปต่างๆ นอกจากนี้ยังมีคนมาบนบานในการสอบไล่ หน้าที่การงาน หรือให้มีความสุขสวัสดิ์ในครอบครัว ข้าราชการที่มาดำรงตำแหน่งใหม่ที่จังหวัดอุบลราชธานี จะเดินทางมาสักการะขอพรเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นปราศจากอุปสรรคต่างๆ

คติความเชื่อและประเพณีที่เกี่ยวข้อง
ในวันเพ็ญเดือน 5 หรือ เทศกาลวันสงกรานต์ จะมีงานนมัสการพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง ภายในงานจะมีการทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์มหาชาติ และสรงนํ้าปิดทองพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงเป็นประจำทุกๆ ปี
3. วัดมณีวนาราม (วัดป่าน้อย)
วัดมณีวนาราม หรือ วัดป่าน้อย เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2322 ผู้สร้างคือ อุปฮาดก่ำ โอรสของเจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง ณ อุบล) มีพระอริยวงศาจารย์ (สุ้ย) เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก เป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของเมืองอุบลราชธานีในอดีต วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2518

วัดมีปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ พระแก้วโกเมน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร สร้างด้วยแก้วโกเมน (สีแดงเข้ม) ขนาดหน้าตักกว้าง 4 นิ้ว สูงประมาณ 5 นิ้ว สันนิษฐานว่าเป็นศิลปะล้านนา มีตำนานเล่าว่า พระแก้วโกเมนอุบัติมารพร้อมกับพระแก้วบุษราคัม ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีอุบลรัตนาราม ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยมีสงครามกับเวียงจันทน์ ผู้รักษาการบ้านเมืองและทายกทายิกา ได้พากันนำพระแก้วโกเมนมาประดิษฐานไว้ ณ วัดมณีวนาราม ซึ่งเจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดเก็บรักษาไว้เป็นความลับต่อกันมา โดยทำผอบไม้จันทน์ครอบพระแก้วนั้นไว้ ที่เรียกกันว่า งุม ในช่วงประเพณีสงกรานต์ของชาวอุบลราชธานี จะอัญเชิญพระแก้วโกเมนลงมาเพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำด้วย

4. วัดทุ่งศรีเมือง
วัดทุ่งศรีเมือง เป็นวัดเก่าแก่ในจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันออกของทุ่งศรีเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดอุบลราชธานี ก่อตั้งโดยพระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสัมฆปาโมกข์ (สุ้ย) ในช่วงปลายรัชสมัยของพระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดมีปูชนียวัตถุสำคัญหลายอย่าง เช่น
- พระเจ้าใหญ่องค์เงิน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ ขนาดหน้าตัก 89 เซนติเมตร สูง 1.45 เมตร หล่อด้วยเงินฮาง (เงินโบราณของอีสาน) กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 24 เป็นศิลปะแบบพื้นถิ่นอีสานหรือศิลปะล้านช้าง แต่เดิมปิดทองทับทั้งองค์ จึงทำให้เข้าใจกันมาโดยตลอดว่าเป็นพระปูนปั้น ทราบกันภายหลังว่าองค์พระเป็นเนื้อเงิน เนื่องจากต้องมีการปิดทองใหม่ในปี พ.ศ. 2547

- รอยพระพุทธบาทจำลอง ที่ได้จำลองแบบมาจากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 65 เซนติเมตร ยาว 1.65 เมตร การจัดสัญลักษณ์มงคลอยู่ในแผนผังจักรวาลมิติ ยกเว้นในส่วนของมหาพรหมโลกทั้ง 16 ชั้น ลายมงคลไม่ครบทั้ง 108 ประการ และปรากฏลวดลายที่มิได้อยู่ในมงคล 108 อาทิ นกหัสดีลิงค์ สุกร ค้างคาว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ โดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 112 ตอนที่ 59 ง. เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2538

- หอไตรวัดทุ่งศรีเมือง หรือ หอพระไตรปิฎก ถูกสร้างขึ้นในช่วงราวปี พ.ศ. 2384 -2385 บางแหล่งอ้างว่าอาจสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. 2360 ซึ่งตรงกับช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และพระเจ้าพรหมราชวงศา (กุทอง สุวรรณกูฏ) เจ้าเมืองอุบลราชธานีคนที่ 3 เพื่อใช้เก็บรักษาพระไตรปิฎกซึ่งทำจากใบลาน ไม่ให้ถูกทำลายโดยมด ปลวกและแมลงต่างๆ โดยถูกสร้างขึ้นจากไม้ทั้งหลัง ตั้งอยู่กลางสระน้ำ เพื่อให้ความชื้นจากสระน้ำช่วยไม้ให้ใบลานเปราะแตกหักง่ายจากความร้อน จึงช่วยยืดอายุการใช้งานคัมภีร์ใบลานเหล่านั้นได้นานมากขึ้น โดยมีผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหน้ามีสะพานไม้ทอดสู่ฝั่ง ตัวอาคารเป็นเรือนไม้เครื่องสับขนาดสี่ห้อง กว้าง 8.2 เมตร ยาว 9.85 เมตร สูงจากระดับพื้นน้ำถึงยอดหลังคาประมาณ 10 เมตร แปลนรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ตกแต่งด้วยฝาไม้กระดาน บานหน้าต่างและประตูเขียนลายน้ำรูปเทวดา (ทวารบาล) โครงสร้างอาคารทั้งหมดถูกยึดต่อกันด้วยการเข้าเดือย ลักษณะพิเศษของหอพระไตรปิฎกแห่งนี้คือ ถูกสร้างขึ้นด้วยการผสมผสานระหว่างศิลปะจาก 3 สกุลช่าง คือ ไทย พม่า และลาว

กล่าวคือ ช่อฟ้า ใบระกา ถูกสร้างขึ้นตามแบบศิลปะไทยภาคกลาง หลังคาเป็นชั้นลด มีไขราปีก และไขราจั่ว ส่วนอิทธิพลศิลปกรรมแบบพม่านั้นถูกส่งผ่านมาทางศิลปะลาวล้านช้าง ปรากฏที่ชั้นหลังคาทรงจั่วซ้อนกัน หน้าบันแกะสลักลวดลายเป็นพันธุ์ไม้ มีรูปลิงและนกแทรกอยู่ทางด้านตะวันออก ระหว่างชั้นลดของหน้าบันสลักลายไทย ได้แก่ ลายกระจังรวน และลายประจำยามก้ามปู คันทวยด้านซ้ายและขวาของประตูทางเข้าถูกสลักเป็นรูปเทพพนม ส่วนคันทวยอื่นๆ รอบอาคารถูกสลักเป็นรูปพญานาค บริเวณกรอบล่างของฝาปะกนมีลวดลายสลักโดยรอบ ซึ่งเป็นลวดลายที่เกี่ยวกับชาดก สัตว์หิมพานต์ และปริศนาธรรมพื้นบ้านอีสาน เช่น หาบช้างซาแมว ส่วนภายในหอไตรส่วนกลางซึ่งเป็นห้องเก็บพระไตรปิฎก มีการสร้างยกฐานสูงขึ้นอีกหนึ่งชั้น มีบันไดขึ้นทางทิศตะวันออก ผนังห้องด้านนอกตกแต่งลวดลายไทยลงรักปิดทอง

ด้วยเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของ หอไตรวัดทุ่งศรีเมือง ประกอบกับการบำรุงรักษาบูรณะซ่อมแซมที่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้ ทำให้ได้หอไตรแห่งนี้เป็นหนึ่งใน ศาสนสถานที่ได้รับรางวัลสำหรับการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น จาก สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชนูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2527 และยังถือเป็น 1 ใน 3 สิ่งปลูกสร้างทางวัฒนธรรม ที่มีความโดดเด่นทางด้านศิลปะมากที่สุดของเมืองอุบลราชธานี ซึ่งประกอบไปด้วย พระบทม์วัดกลาง พระบางวัดใต้ และหอไตรวัดทุ่ง ยิ่งไปกว่านั้น กรมศิลปากร ยังได้มีประกาศขึ้นทะเบียนหอไตรวัดทุ่งศรีเมือง ให้เป็นหนึ่งในรายชื่อโบราณสถานของชาติ ตามราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 98 ตอนที่ 104 วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2524
5. วัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง)
วัดศรีอุบลรัตนาราม เดิมชื่อว่า วัดศรีทอง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง คือ พระแก้วบุษราคัม วัดตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี (หลังเก่า) บนถนนอุปราช ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอุบลราชธานี วัดนี้มีพระอุโบสถที่สวยงาม สร้างตามแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

วัดศรีอุบลรัตนาราม เคยเป็นที่บรรพชาอุปสมบทของพระเถระผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายคันธุระและวิปัสนาธุระหลายรูป มี พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท), สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส), พระอาจารย์ทา โชติปาโล, พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล, พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต, พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ), สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สนั่น จนฺทปชฺโชโต), พระพรหมมุนี (บู่ สุจิณฺโณ) เป็นต้น
ต่อมาในปี พ.ศ. 2511 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาประกอบพิธีฉลองสมโภชฝังลูกนิมิตร และยกช่อฟ้าพระอุโบสถวัดศรีอุบลรัตนาราม จึงได้ทูลเกล้าถวายพระอุโบสถหลังนี้ ให้อยู่ในพระอุปถัมภ์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เปลี่ยนชื่อจาก วัดศรีทอง เป็น "วัดศรีอุบลรัตนาราม" ตามนามขององค์อุปถัมภ์

ประวัติการสร้างพระแก้วบุษราคัม
พระแก้วบุษราคัม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปกรรมสมัยเชียงแสน แกะสลักจากแก้วบุษราคัม ขนาดหน้าตักกว้าง 3 นิ้ว สูง 5 นิ้ว เป็นสมบัติของเจ้าปางคำ ราชวงศ์จากเมืองเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า ที่แตกหนีพวกฮ่อมาจากเมืองเชียงรุ้ง และมาสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (จังหวัดหนองบัวลำภู)
การมีพระแก้วบุษราคัมมีความเกี่ยวเนื่องกับพระแก้วมรกต เนื่องด้วย สมัยพระเจ้าพรหมมหาราช แห่งโยนกเชียงแสนนครเงินยาง มีพระแก้วมรกตไว้ในพระนคร ทำให้เจ้านายตามเมืองต่างๆ แสวงหาแก้วมณีมีค่ามาสร้างเป็นพระพุทธปฏิมากรไว้ในนคร เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาที่ประกอบด้วยแก้ว 3 ประการ คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ ดังนั้นในดินแดนสิบสองปันนา ล้านนา ล้านช้าง ซึ่งมีลำธารที่อุดมด้วยรัตนชาติหลากสี จึงมีพระพุทธรูปสร้างด้วยแก้วมณี อาทิ พระเสตังคมณี นครลำปาง, พระแก้วขาว นครเชียงใหม่ และพระแก้วสีเหลืองที่เรียกว่า พระแก้วบุษราคัม
ต่อมาพระแก้วบุษราคัมได้ตกทอดมาถึง พระเจ้าตา ผู้เป็นลูกเจ้าปางคำ และปี 2314 นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบานถูกเจ้าสิริบุญสารแห่งเวียงจันทน์ยกทัพมาตี พระเจ้าตาถึงอสัญกรรมในสนามรบ พระเจ้าวอ และท้าวคำผง จึงอพยพหนีศึกมาสร้างบ้านที่บ้านดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมอัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาด้วย และขออยู่ในขันธสีมาเจ้ากรุงธนบุรี โดยสร้างวัดหลวงใช้ประดิษฐานพระแก้วบุษราคัม
จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูปการปกครอง ได้มีการส่งข้าหลวงมากำกับดูแลงานตามหัวเมือง ทำให้เจ้าราชบุตรหนูคำ เจ้าเมืองสมัยนั้น เกรงว่า ข้าหลวงจะแสวงหาของสำคัญของบ้านเมืองไปเป็นของตน จึงนำพระแก้วบุษราคัมออกจากวัดหลวงไปซ่อนไว้ที่บ้านวังกางฮุง กระทั่ง พระอุปฮาดโท สร้างวัดศรีทองขึ้น มีญาท่านเทวธัมมี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ความเคารพนับถือ เป็นเจ้าอาวาส พระอุปราชโทจึงไปอัญเชิญ พระแก้วบุษราคัม มาถวายเป็นพระพุทธปฏิมาประดิษฐานประจำวัด และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สักการะพระแก้วบุษราคัมเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น แต่เมื่อมีการจัดระเบียบใหม่ จึงสามารถเปิดให้ประชาชนได้สักการะบุชาทุกวัน

คติความเชื่อและประเพณีที่เกี่ยวข้อง
พระแก้วบุษราคัม ถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทางราชการได้ประกอบพิธีถือนํ้าพระพิพัฒน์สัตยา และได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาเป็นพระประธาน ปัจจุบันในเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ชาวอุบลราชธานี จะร่วมใจกันอัญเชิญพระแก้วบุษราคัมเข้าขบวนแห่ไปรอบเมืองอุบลราชธานี เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้นมัสการกราบไหว้และสรงนํ้ากันโดยถ้วนหน้า
6. วัดปากแซง หรือวัดพระโต
เราจะออกจากตัวเมืองอุบลราชธานีเพื่อไปยังอีกวัดหนึ่งคือ วัดปากแซง หรือวัดพระโต (วัดพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ) ตามที่มีการบันทึกไว้ เป็นวัดที่อยู่ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ที่บ้านปากแซง ตำบลพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี มีอาณาเขต ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกจดหมู่บ้าน และทิศตะวันออกจดแม่น้ำโขง ภายในพระอุโบสถประดิษฐานองค์พระประธานคือ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยขอม มีขนาดหน้าตักกว้าง 2.90 เมตร สูง 4.36 เมตร

พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ หรือเดิมเรียกกันว่า พระเจ้าอินทร์ใส่โสม เป้นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างด้วยอิฐผสมปูนขาว มีความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มาก ประชาชนสองฝั่งแม่นํ้าโขงทั้งชาวไทย และเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ต่างให้ความเคารพศรัทธา มีความเลื่อมใสในพระพุทธรูปองค์นี้เป็นอย่างยิ่ง
ตามประวัติความเป็นมาของการสร้างพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อนั้น เล่าขานกันต่อมาว่า สร้างโดย พระยาแข้วเจ็ดถัน กษัตริย์ขอมองค์หนึ่ง ซึ่งได้ล่องเรือมาตามแม่นํ้าโขงในฤดูฝน และพักแรมหนึ่งคืนที่บ้านปากแซง ก่อนที่จะเสด็จกลับในรุ่งเช้าวันต่อมา พระองค์ได้พบกับเจ้ากวนของหมู่บ้าน พระยาแข้วเจ็ดถันจึงตรัสถามถึงความเป็นมาของบ้านปากแซงนี้ จึงได้ความว่า บ้านปากแซง มีหาดทรายขาวกว้างใหญ่สวยงาม เมื่อถึงฤดูแล้ง ถ้าหากปีใดที่หาดทรายโผล่ทางทิศเหนือและทิศใต้ของหมู่บ้าน ปีนั้นความแห้งแล้งจะมาเยือนประชนต่างทุกข์ร้อนลำบาก แต่หากปีใดที่หายทรายโผล่ระหว่างหมู่บ้าน ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข มีความอมดมสมบูรณ์ ข้าวปลาอาหารไม่เคยขาด เมื่อพระองค์ได้ยินดังนั้น จึงเกิดศรัทธาขึ้นในใจว่า สักวันต้องกลับมาสร้างหมู่บ้านแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป
พระยาแข้วเจ็ดถัน ได้เสด็จกลับมาบ้านปากแซง ในราวพุทธศักราช 1154 พร้อมด้วยข้าทาสบริวารจำนวนมาก และได้มอบหมายให้เจ้าแสง ซึ่งเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในสมัยนั้น เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างวัด และพร้อมกันนั้นได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่ง ซึ่งแล้วเสร็จประมาณปี 1180 ขนานนามว่า พระอินทร์ใส่โสม และต่อมาเรียกว่า พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เมื่อเจ้าแสงถึงแก่กรรม ชาวบ้านก็ได้ร่วมกันสร้างอนุสรณ์ไว้ เรียกว่า หอแสง นานเข้าวัดแห่งนี้ก็ขาดคนบูรณะจนกลายเป็นวัดร้าง ผ่านไปหลายร้อยปี ควาญช้างในหมู่บ้านจึงได้มาพบกับวัดร้างและพระพุทธรูปองค์ใหญ่ จึงได้ป่าวประกาศเชิญชวนชาวบ้านมาร่วมทำบุญบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง และจึงเรียกชื่อวัดแห่งนี้ว่า วัดพระโต ตามพระพุทธรูปที่พบ

คติความเชื่อและประเพณีที่เกี่ยวข้อง
พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สักการะของทั้งชาวไทยและพี่น้องชาวลาวทั้งสองฝั่งโขง เปรียบเสมือนจุดรวมใจของพุทธศาสนิกชนในละแวกนั้น ทุกปีทางวัดจะจัดงานนมัสการพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อขึ้น ในระหว่างวันขึ้น 9 คํ่า ถึงวันขึ้น 15 คํ่าเดือน 3 ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งจากไทยและลาว จะเดินทางมาสักการะพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเป็นจำนวนมาก
ปัจจุบัน วัดพระโต ถูกพัฒนาขึ้นจากเดิมมาก มีการปรับปรุงภูมิทัศน์และสถานที่สำหรับอำนวยความสะดวกให้กับพุทธศาสนิกชน รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ตามลำน้ำโขงที่จังหวัดอุบลราชธานี เช่น สามพันโบก บ้านสองคอน หาดสลึง และเมื่อต้นปี 2553 มีการค้นพบแหล่งท่องเที่ยวสองฝั่งโขง คือ เก้าพันโหง่น ที่เป็นเกาะแก่งหินกลางลำน้ำโขง ตั้งตระหง่านหลายพันก้อน หลายพันโหง่น และหาดทรายที่สวยงามใกล้กับวัดพระโต นับเป็นดินแดนสงบ ปลอดภัย น่าอยู่ น่าเที่ยวอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี เย็นค่ำแล้วเราจะไปชมความงามของอีกวัดกัน
7. วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว
วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดภูพร้าว บ้างเรียก วัดเรืองแสง ตามลักษณะอุโบสถ เดิมพื้นที่ตั้งวัดเป็นป่า มีหน้าผาสูง ไม่มีแหล่งน้ำ จึงไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี

จนราว พ.ศ. 2495–2498 พระอาจารย์บุญมาก ฐิติปัญโญ เดินทางจากประเทศลาวมาพักปักกลดที่ภูพร้าว และสร้างวัดมีเนื้อที่สร้างวัดประมาณ 500 ไร่ และให้ชื่อว่า "วัดภูพร้าว" ต่อมาราว พ.ศ. 2516–2517 พระอาจารย์บุญมากได้เดินทางกลับไปยังวัดภูมะโรง เมืองจำปาสัก เนื่องจากเกิดความไม่สงบทางการเมืองในประเทศลาว วัดภูพร้าวจึงถูกปล่อยร้างเรื่อยมา
เมื่อ พ.ศ. 2535 อำเภอสิรินธรได้แยกตัวออกจากอำเภอพิบูลมังสาหาร จึงได้เปลี่ยนชื่อวัดมาเป็น "วัดสิรนธรวราราม" ตามชื่ออำเภอ จน พ.ศ. พ.ศ. 2542 พระครูกมลภาวนากร เจ้าอาวาสและผู้บูรณะพัฒนาวัดภูหล่น ตำบลสงยาง อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ได้เข้ามาบูรณะวัดจนได้รับอนุญาตตั้งวัดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ในนาม "วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว" มีเนื้อที่วัดทั้งหมด 15 ไร่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2547

จุดเด่นของวัด คือ อุโบสถที่ผนังภายนอกมีงานพุทธศิลป์รูปต้นกัลปพฤกษ์เรืองแสง ออกแบบโดยคุณากร ปริญญาปุณโณ ตัวอุโบสถมีต้นแบบมาจากวัดเชียงทอง ประเทศลาว เสาแต่ละต้นลงลวดลายด้วยมือ โดยรอบนอกเป็นลายดอกบัวและสัตว์ทั้งหลายตามคติบัว 4 เหล่า ทางเข้าเป็นต้นสาละ ต้นมะขามป้อม ต้นสมอ และด้านในสุดเป็นต้นโพธิ์ เบื้องหลังพระประธานในอุโบสถ แกะสลักไม้เป็นต้นโพธิ์
ชมความงามแล้วเราก็กลับเข้าตัวเมืองเพื่อรับประทานอาหารเย็นและพักผ่อนกันหนึ่งคืน รุ่งเช้าเราจะไปชมวัดที่เหลือให้ครบ 9 วัด หรืออาจะมากกว่านั้นก็ได้เพราะอุบลราชธานีมีวัดมากมายจริงๆ แต่ละที่ก็มีประวัติอันยาวนาน มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ศาสนาคารที่ทรงคุณค่าอีกมาก
8. วัดหลวง
วัดหลวง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวัดแรกและวัดคู่บ้านคู่เมืองอุบลราชธานี ที่สร้างโดย พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) เจ้าเมืองคนแรกของเมืองอุบล (สร้างราว พ.ศ. 2337) เพื่อเป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง เป็นที่อยู่อาศัย สืบทอดพระพุทธศาสนา จึงให้พระสงฆ์ที่อพยพมาด้วย ลงมือก่อสร้าง โดยให้ช่างที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ร่วมมือกันจนสำเร็จ สถานที่ตั้งของวัดหลวงอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล เป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าใหญ่องค์หลวง พระแก้วไพฑูรย์ หนึ่งในพระแก้วสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี และหลวงพ่อปากดำ ภายในวัดจะมีวิหารวัดหลวง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่เลียนแบบมาจากวิหารของวัดเชียงทองที่หลวงพระบาง ประเทศลาว ซึ่งปัจจุบันถูกรื้อทิ้งไปแล้ว

วิหารวัดหลวง สภาพชำรุดทรุดโทรม ยากจะบูรณะได้ จึงได้รื้อไปราว พ.ศ. 2492
(ภาพโดย คุณพ่อบำเพ็ญ ณ อุบล ปราชญ์เมืองอุบลผู้ล่วงลับ)
พระเจ้าใหญ่องค์หลวง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีเรือนแก้วครอบตามแบบพระพุทธชินราช พระพุทธรูปศิลปะแบบหลวงพระบาง โดยช่างชาวเวียงจันทน์ ที่อพยพมาพร้อมกับท้าวคำผง องค์พระมีขนาดหน้าตักกว้าง 3 เมตร พุทธลักษณะปางเรือนแก้ว พระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิราบในซุ้มเรือนแก้ว พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางคว่ำบนพระชานุ นิ้วพระหัตถ์ชี้พระธรณี พุทธตำนานอธิบายความไว้ว่า ในสัปดาห์ที่ 4 หลังตรัสรู้ พระพุทธองค์เสด็จจากรัตนจงกรมเจดีย์ไปประทับในเรือนแก้ว (รัตนคฤห) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเทพยดาเนรมิตถวาย เพื่อทรงพิจารณาพุทธธรรม ในกำหนด 7 วัน จนบังเกิดเป็นประภาวลี (รัศมีที่แผ่ออกจากกายสำหรับบุคคลมีบุญญาธิการ หรือพระพุทธรูป) สถานที่ดังกล่าวจึงมีชื่อ “รัตนฆรเจดีย์” พระพุทธรูปปางนี้เป็น พระพุทธรูปประจำเดือน 7

วัดหลวง และพระเจ้าใหญ่องค์หลวง ถือเป็นวัดและพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อถึงเทศกาลวันสงกรานต์ ทางราชการจะจัดงานสมโภชสรงนํ้าพระเจ้าใหญ่องค์หลวง ก่อเจดีย์ทราย เพื่อเป็นการอุทิศผลบุญแด่บูรพาจารย์ ผู้สร้างบ้านแปลงเมือง มีการสรงนํ้าพระสงฆ์ และขอพรคนเฒ่าคนแก่ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตน แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที

พระแก้วไพฑูรย์ หนึ่งในพระแก้วสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี พุทธลักษณะปางสมาธิ พระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งสองวางหงายซ้อนทับกันบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางลงบนพระหัตถ์ซ้าย เป็นพระแก้วที่สร้างจากหินใสธรรมชาติที่มีอายุหลายร้อยปี ช่างแกะหินใสองค์นี้ไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ แต่จากหลักฐานและคำบอกเล่าทราบว่า พระพุทธรูปองค์นี้อยู่ในการปกครองของเจ้านายเมืองอุบลมานาน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ถวายเป็นสมบัติของวัดหลวงคู่กับพระแก้วบุษราคัม เมื่อเจ้านายทางกรุงเทพฯ มาปกครองเมืองอุบลฯ ในสมัยรัชกาลที่ 4 เจ้านายพื้นเมืองอุบล เกรงว่าเจ้านายจะบังคับเอาพระแก้วทั้งสองไปเป็นสมบัติส่วนตัว จึงได้นำเอาพระแก้วทั้งสององค์แยกออกจากกันไปซ่อนไว้โดยมิดชิดไม่ยอมแพร่พรายให้ใครรู้
ต่อมาเมื่อสร้างวัดศรีทอง หรือวัดศรีอุบลรัตนาราม เจ้าอุปฮาดโท บิดาของพระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล) จึงได้ไปอัญเชิญพระแก้วทั้งสององค์ออกมาจากที่ซ่อน โดยนำ พระแก้วบุษราคัม ไปถวายให้แด่ พระคุณเทวธัมมี (ม้าว) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดศรีทอง และเป็นสัทธิวิหาริกของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 มาจากกรุงเทพฯ คงมีความเกรงใจ จึงไม่กล้าที่จะขอเอาพระแก้วบุษราคัม และพระแก้วไพฑูรย์ไปจากเมืองอุบลราชธานี
ส่วน พระแก้วไพฑูรย์ นั้น ทายาทของเจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานี นำไปเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติล้ำค่าของบรรพบุรุษ ต่อมาภายหลังได้นำมาถวายแต่พระครูวิลาสกิจจาทร เจ้าอาวาสวัดหลวง จึงกลายเป็นสมบัติของวัดหลวง และประดิษฐานไว้ ณ วัดหลวง ตราบมาจนปัจจุบัน จึงนับได้ว่า พระแก้วไพฑูรย์องค์นี้ เป็นสมบัติของวัดหลวงและเจ้าเมืองอุบลราชธานีมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยแท้
พระแก้วไพฑูรย์ เป็นหนึ่งในแก้วอันเป็นรัตนชาติ ลักษณะของเนื้อองค์พระจะสีใสขุ่น หากยกองค์พระแล้วส่องดูใต้ฐาน จะมองเห็นคล้ายสายฝนหยดลงมาจากฟ้า อันเป็นนิมิตแห่งความอุดมสมบูรณ์ ฝนตกต้องตามฤดูกาล นับเป็นสมบัติล้ำค่าที่คู่ควรแก่การรักษาไว้ เพื่อเป็นมรดกให้แก่ชาวเมืองอุบล สืบต่อไปนานเท่านาน
9. วัดบูรพาราม
วัดบูรพาราม อยู่ที่ถนนเขื่อนธานี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2436 เดิมเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์สายวิปัสสนา (พระป่า) ภายหลัง กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลอีสาน ได้บริจาคทรัพย์และที่ดินสร้างวัดบูรพาราม เพื่อถวายพระสีทา ชยฺเสโน เจ้าอาวาสลำดับที่ 1 ต่อมา พ.ศ. 2458 หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้เดินทางจากวัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร มาเรียนวิปัสสนาที่วัดบูรพาราม จากประวัติวัดและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม สร้างขึ้นไม่เก่าไปกว่า พ.ศ. 2436 ในสมัยรัตนโกสินทร์ ภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่ อุโบสถ (สิม) และหอไตร

พระอุโบสถ (สิม) เป็นสิมโปร่งแบบพื้นถิ่นอีสาน คือ สิมที่ไม่ก่อผนังปิดมิดชิด ยกเว้นเฉพาะผนังด้านหลังพระประธาน เป็นอาคารขนาด 3 ห้อง หันหน้าลงทางทิศใต้ ส่วนชุดฐานบัว (เอวขัน) ก่ออิฐถือปูน ผนังเป็นโครงไม้ขึ้นรูปด้วยดินเหนียวผสมฟางข้าวสับละเอียดและแกลบข้าว ฉาบผิวด้วยน้ำปูน มีเสาไม้รองรับเครื่องหลังทรงจั่ว ในอดีตน่าจะมุงด้วยแป้นเกล็ดไม้หรือกระเบื้องดินเผา ด้านหน้ามีพาไลและบันไดทางขึ้น ใน พ.ศ. 2562 กรมศิลปากรร่วมกับวัดบูรพาราม ดำเนินการบูรณะอุโบสถ (สิม) หลังนี้ด้วยการทำหลังคาใหม่ครอบอาคารเดิมไว้ เพื่อประโยชน์การใช้งานตามความต้องการของทางวัดและชุมชน และแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2563 ภายในมีรูปหล่อของ 5 บูรพาจารย์คือ พระอาจารย์สีทา ชยเสโน, พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล, หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ (สิงห์ ขันตยาคโม) และพระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ลี ธัมมธโร) ให้ได้กราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล

หอไตร สร้างด้วยไม้ยกพื้นสูง ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า มี 2 หลัง ตั้งเรียงกัน เดิมมีชานพักเชื่อมอาคารทั้งสองหลัง โครงสร้างหอไตรแต่ละหลังใช้เสาไม้กลม 8 ต้น รับน้ำหนักหลังคาทรงจั่ว ตีฝาทึบด้วยไม้ระแนงเป็นลายก้างปลา ด้านข้างมีช่องหน้าต่าง 3 ช่อง เฉพาะด้านที่เคยมีชานพักเชื่อมไม่มีหน้าต่าง ด้านหน้าและหลังมีช่องหน้าต่าง 1 ช่อง บันไดทางขึ้นอยู่ใต้อาคาร โดยใช้วิธีเปิดบานประตูขึ้นด้านบน หอไตรได้รับการบูรณะครั้งหลังสุดในปี พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2563 มีการซ่อมบำรุงในส่วนที่ชำรุดตามสภาพ
เปนอันครบจบการเดินทางเพื่อไหว้พระ 9 วัดตามโปรแกรมนี้ ดังที่บอกไว้ในตอนต้นว่า จังหวัดอุบลราชธานีนั้นมีวัดวาอารามทางพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก สามารถเลือกกราบไหว้บูชาตามความสะดวกในการเดินทางของท่าน ตามเวลาที่อำนวยได้เลย เฉพาะในเขตตัวอำเภอเมืองอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบนี้ก็เกินกว่า 20 วัดแน่ๆ ถ้าเอ่ยชื่อออกมา แล้วแต่ว่าท่านจะชอบสไตล์ไหน เช่น สไตล์ชมวัดเก่ามีอายุมานานพร้อมการสร้างเมือง หรือจะเป็นวัดที่เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วคู่บ้านคู่เมือง

หรือจะเป็นไปกราบสักการะวัดที่บรรดาเกจิอาจารย์ชื่อดังมาจำพรรษาปฏิบัติธรรม หรือจะไปฟังพระธรรมเทศนาจากพระสายวัดป่า หรือวัดสาขาวัดหนองป่าพง ซึ่งยังคงปฏิบัติตามคำสอนระเบียบปฏิบัติของหลวงพ่อชา สุภัทโท ก็มีหลายวัดมากมายให้เลือกเพื่อความสะดวกในการเดินทางของท่าน
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Isan Tour
- Hits: 9373

การเดินทางท่องเที่ยวสายธรรมะของเพื่อนอาวทิดหมู จากทางกรุงเทพมหานครที่ขอมา คือ เส้นทางตามรอยบูรพาจารย์แห่งภาคอีสาน หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต โดยมีเวลาได้หยุดพักผ่อนมา 3 วัน 2 คืน ต้องการให้อาวทิดหมูจัดทริปให้ เพื่อจะได้ไปทำบุญในสถานที่ต่างๆ ที่เคยเป็นที่แสวงหาความสงบ สบาย ได้พิจารณาธรรมะของหลวงปู่มั่น โดยเพื่อนบอกว่า ช่วยหาพาหนะในการเดินทางให้ด้วยสำหรับกรุ๊ปทัวร์ 5 คน รวมอาวทิดหมูด้วยก็เป็น 6 คนพอดี จึงจัดตารางรถตู้ 1 คัน เพื่อการเดินทางให้เพื่อน ตามเส้นทางตามรอยบูรพาจารย์แห่งภาคอีสาน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เริ่มต้นที่ อุบลราชธานี – อำนาจเจริญ – มุกดาหาร – นครพนม – สกลนคร – อุดรธานี เผื่อจะเป็นแนวทางของท่านอื่นๆ ที่สนใจจะไปเที่ยวอีสานกันในช่วงหมดฤดูฝน ต้นฤดูหนาวกัน
สารคดีชุด “ตามรอยธุดงควัตรและปฏิปทาใน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” ตอนที่ ๑

วันที่ 1 : กทม.-อุบลฯ-มุกดาหาร
- คณะแสวงบุญออกเดินทางจาก สนามบินดอนเมือง สู่ อุบลราชธานี รถตู้ไปรับที่สนามบิน เพื่อออกมารับประทานอาหารเช้า (ก๊วยจั๊บ-โจ๊ก-เกาเหลาเลือดหมู-ไข่กระทะ-กาแฟ-ชาร้อน-น้ำส้มคั้น) ตามชอบ

- เดินทางไป วัดเลียบ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ของวัดธรรมยุตินิกาย ของจังหวัดอุบลราชธานี วัดนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2391 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ที่มาของชื่อวัดนั้นสันนิษฐานไว้ว่า น่าจะเป็นการสร้างวัดเลียบคันคูเมืองเดิม หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้ทำการปั้น “พระพุทธจอมเมือง” ขึ้น เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก 1.99 เมตร สูง 2.99 เมตร ประดิษฐานเป็นพระประธานในศาลาการเปรียญ (หอแจก) เป็นสถานศึกษาและเป็นแหล่งประสิทธิประสาทวิชาความรู้ด้านพระธรรม ที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี โดยเฉพาะยุคต้นของการสร้างวัดเลียบที่มี พระครูวิเวกพุทธกิจ (หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล) เป็นเจ้าอาวาส และเป็นผู้ฝึกอบรมการปฏิบัติธรรมในสายวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งหลวงปู่มั่นเริ่มศึกษาธรรมกับพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ณ วัดแห่งนี้
- แล้วเดินทางต่อไปที่ วัดบูรพาราม ซึ่งสร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2436-2453 เป็นวัดที่หลวงปู่มั่นเคยจำพรรษาขณะมาร่ำเรียนธรรม ที่นี่จะได้ชมสิมทึบโบราณ (โบสถ์) รูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 2 ห้อง หันหน้าออกสู่แม่น้ำมูล ภายในสิมเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อเหมือนของพระอาจารย์ด้านวิปัสสนา 5 องค์ ได้แก่ หลวงปู่สีทา ชยเสโน หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต พระญาณวิศิษฏ์ (ทอง จนฺทสิริ) และพระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ลี ธมมฺธโร)

หอไตรวัดบูรพา (หอพัก) เป็นอาคารไม้ 2 หลังคู่ยกพื้นสูงด้วยเสาไม้กลม หลังละ 8 ต้น มีชานเชื่อมตรงกลางหลังคาทรงจั่ว หน้าจั่วทำลวดลายรัศมีพระอาทิตย์ ฝาผนังไม้ลายก้างปลา ด้านข้างมีหน้าต่างข้างละ 3 บาน รองรับด้วยหย่องลายแข้งสิงห์ ทั้งสิมและหอไตร ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อ พ.ศ. 2544
- แล้วไปที่ วัดศรีอุบลรัตนาราม (ชื่อเดิมคือ วัดศรีทอง) ตามตำนานเล่าสืบกันมาว่า พระวรราชภักดีหรือพระวอ พร้อมด้วยบุตรหลานของพระตา คือ ท้าวคำผง ท้าวทิศพรหม และท้าวก่ำ บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี เป็นผู้อัญเชิญ พระแก้วบุษราคัม มาจากกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) เดิมทีพระแก้วบุษราคัม คงจะประดิษฐานอยู่ที่บ้านดอนมดแดง และได้อัญเชิญมาประดิษฐาน อยู่ที่วัดศรีอุบลรัตนารามในเวลาต่อมา โดยได้ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ที่สร้างตามแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ เป็นวัดที่หลวงปู่มั่นได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่นี่

- จากนั้นเดินทางออกจากตัวเมืองอุบลราชธานี ไปตามทางหลวงหมายเลข 2050 (อุบลราชธานี-ตระการพืชผล) แล้วเลี้ยวขวาไปทาง 2134 (ตระการพืชผล-ศรีเมืองใหม่) ถึงอำเภอศรีเมืองใหม่ แล้วตรงไป วัดศรีบุญเรือง บ้านคำบง ตำบลนาคำ อำเภอศรีเมืองใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหลวงปู่มั่น และท่านเคยบรรพชาเป็นสามเณรที่นี่
อนุสรณ์บ้านเกิดหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บ้านคำบง
ตำบลสงยาง อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี
- แล้วเดินทางต่อไป วัดภูหล่น ปฐมสมถวิปัสสนากัมมัฎฐาน หรือสถานที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมแห่งแรกของหลวงปู่มั่น ภูริทัตตะเถระ ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านเกิดของท่านด้วย ตามประวัติกล่าวว่า ในราวปี พ.ศ. 2440 หลวงปู่เสาร์ กันตะสีโล ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่าน ได้นำท่านมาอบรมสมาธิบนภูหล่นแห่งนี้ ซึ่งมีลักษณะลานหินกว้างมีเพิงหิน เต็มไปด้วยไข้ป่าและสัตว์ร้าย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (ขณะนั้นท่านยังเป็นฆราวาส) ท่านจึงได้นำชาวบ้านมาช่วยขนหิน ดินโคลน ขึ้นมาก่อเป็นถ้ำพอเป็นที่อยู่อาศัย กันสัตว์ร้ายมารบกวนเวลาทำความเพียร เคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะนั่งวิปัสสนาอยู่นั้น ได้มีเสือจะเข้ามาทำร้ายแต่ก็ไม่สามารถจะทำอะไรท่านได้ ปัจจุบันนี้ยังมีรอยเท้าเสือปรากฏอยู่ ณ สำนักสงฆ์ภูหล่นแห่งนี้ เป็นรอยเท้าเสือที่ไม่มีเล็บบนผนังเพิงพักนั้น
หลังจากหลวงปู่เสาร์ กันตะสีโล พระอาจารย์ของท่านได้อบรมจนรู้ชัดว่า กำลังสมาธิอันแน่วแน่ ได้เกิดขึ้นแล้วในหลวงปู่มั่น ท่านจึงได้เเยกจากไป หลวงปู่มั่น ท่านได้บำเพ็ญภาวนาอยู่บนภูหล่น ประมาณ 5 ปี ท่านจึงได้จากสถานที่แห่งนี้ไป หลังจากท่านได้แสดงธรรมเทศนาอบรมโยมมารดาจนเกิดศรัทธา ออกประพฤติศีลพรหมจรรย์ตามท่านไป ในราวปี พ.ศ. 2449 หลังจากนั้นท่านก็ไม่ได้ย้อนกลับมาที่ภูหล่นอีก ที่แห่งนี้จึงเป็นปฐมสมถวิปัสสนากัมมัฎฐานของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
วัดภูหล่น ตั้งอยู่ที่ตำบลสงยาง อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี
- จากนั้นเดินทางย้อนกลับมาที่อำเภอศรีเมืองใหม่ ไปตามเส้นทาง 2134 ศรีเมืองใหม่-ตระการพืชผล-พนา-ลืออำนาจ แล้วเลี้ยวขวาไปตามเส้นทาง 212 มุ่งหน้าไปพักนอนที่ จังหวัดอำนาจเจริญ วันนี้เดินทางเป็นระยะทางประมาณ 204 กิโลเมตร
วันที่ 2 : อำนาจเจริญ-มุกดาหาร-นครพนม-สกลนคร
- รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม หรือร้านอาหารเช้าตามสะดวก แล้วเดินทางตามเส้นทาง 212 มุ่งหน้าไปอำเภอนิคมคำสร้อย แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางหมายเลข 2370 ไปอำเภอคำชะอี เพื่อแวะชมสักการะ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร เป็นวัดของ หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ที่มีพระเจดีย์ปู่ทองกิตติ ข้างในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้

- จากนั้นเดินทางไปตามเส้นทาง 2042 มุ่งไปอำเภอเมืองมุกดาหาร อาจจะแวะช็อปปิ้งเล็กน้อยที่ตลาดริมโขง เมืองมุกดาหาร แล้วใช้เส้นทาง 212 อีกครั้งเพื่อเดินทางไปที่อำเภอพระธาตุพนม ก่อนถึงอำเภอพระธาตุพนมประมาณ 11 กิโลเมตรจะมีทางแยกเลี้ยวขวาไปตามเส้นทาง 3015 ไป แก่งกระเบา เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ที่นี่มีหมูหันอร่อยและอาหารปลาแม่น้ำโขง
- จากนั้นเดินทางต่อตามเส้นทาง 3015 ไป วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอพระธาตุพนม เพื่อสักการะองค์พระธาตุพนม เสริมสิริมงคล
- จากนั้นใช้เส้นทาง 223 พระธาตุพนม-นาแก-สกลนคร เดินทางไปยัง วัดป่านาคนิมิตร ตำบลหนองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่มั่นเห็นชัยภูมิเหมาะแก่การปฏิบัติภาวนาจึงดำริสร้างวัดนี้และเคยเป็นเจ้าอาวาส
- จากนั้นแวะไป วัดป่าวิสุทธิธรรม ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก ซึ่งเป็นวัดที่พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเป็นเจ้าอาวาส และได้นิมนต์หลวงปู่มั่นมาจำพรรษาเมื่อปี 2487 โดยมีพระเณรมาจำพรรษาร่วมกับท่าน ได้แก่ พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ, พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน, พระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร, พระอาจารย์หลอด ปโมทิโต (ปัจจุบันคือ พระครูปราโมทย์ธรรมธาดา วัดสิริกมลาวาส กทม. ), พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม เป็นต้น
- จากนั้นไป วัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นวัดที่ปกครองคณะสงฆธรรมยุตินิกายภาค 8 ได้แก่ จังหวัดสกลนคร อุดรธานี เลย นครพนม และมุกดาหาร ที่ซึ่งหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เคยมาปฏิบัติธรรมเป็นสถานที่วิเวกอีกแห่ง
- จากนั้นเดินทางต่อไปที่อำเภอเมือง สกลนคร แวะสักการะที่ วัดป่าสุทธาวาส เป็นวัดทีหลวงปู่มั่นละสังขารที่นี่ ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์เครื่องอัฐบริขารจัดแสดงให้ชม และเราจะพักนอนที่นี่ในตัวเมืองสกลนคร วันนี้เดินทางเป็นระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร

สารคดีชุด “ตามรอยธุดงควัตรและปฏิปทาใน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” ตอนที่ ๒
วันที่ 3 : สกลนคร-อุดรธานี
- หลังอาหารเช้าเราเดินทางไปตามเส้นทางหมายเลข 22 เพื่อแวะสักการะและเยี่ยมชมที่ วัดป่าภูริทัตตถิราวาส หรือวัดป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่มั่นเคยอยู่จำพรรษานานถึง 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2488-2492 ในอดีตองค์ท่านไม่เคยจำพรรษาซ้ำที่ไหนเป็นปีที่ 2 เลย การที่ท่านจำพรรษาที่นี่นานเป็นพิเศษนั้น ก็เพราะมีความประสงค์เพื่อให้บรรดาศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่เข้ามาศึกษา เป็นการเปิดโอกาสแก่บรรดาพระภิกษุสามเณร ให้เข้าใจในธรรมยิ่งๆ ขึ้น กับทั้งการแสดงธรรมนั้นยังความชื่นชม และแก้ความสงสัยให้อย่างไม่มีข้อแย้ง ใคร่จะสอนให้แก่บรรดาศิษย์เป็นผู้เข้าใจในธรรมอันควรที่จะพึงรู้พึงเข้าใจ สืบแทนท่านได้ เป็นหลักฐานแก่คณะกัมมัฎฐานต่อไป

- จากนั้นไปยัง วัดป่ากลางโนนภู่ สถานที่หลวงปู่มั่นอาพาธในระยะสุดท้าย ภายหลังจากออกพรรษาในปี พ.ศ. 2492 แล้ว อาการป่วยขององค์หลวงปู่มั่นหนักขึ้นทุกวัน องค์ท่านทราบถึงความเป็นไปในอนาคตแล้ว ปรารภที่จะไปมรณภาพที่ วัดป่าสุทธาวาส ในเมืองสกลนคร จึงได้มีการตระเตรียมการที่จะนำท่านไปยังวัดป่าสุทธาวาส โดยอาราธนาท่านพักบนคานหาม (สมัยนั้นเส้นทางทุรกันดาร เส้นทางเดินผ่านป่า ผ่านทุ่งนา มีทางเกวียนช่วงสั้นๆ ไม่มีถนนหนทางสะดวกอย่างทุกวันนี้) ได้แวะพักที่ศาลาหลังเล็ก วัดป่าบ้านกลางโนนภู่ ก่อนเป็นเวลา 11 วัน การที่ท่านมาพักที่วัดนี้ก็เพื่อโปรด "นายอ่อน โมราราษฎร์" ผู้สร้างวัดนี้ และยังเป็นโยมที่คอยช่วยเหลือองค์ท่านที่ วัดป่าบ้านหนองผือ ตลอดระยะเวลา 5 ปี
- จากนั้นเดินทางไป วัดถ้ำขาม ซึ่งเป็นวัดที่ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นผู้สร้าง และหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เคยจำพรรษาอยู่ที่นี่ ทั้งสองท่านล้วนเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มีเจดีย์หลวงปู่เทสก์อยู่ด้านในวัด
- ออกจากวัดใช้เส้นทาง 22 แล้วมุ่งหน้าสู่จังหวัดอุดรธานี แวะไป วัดโพธิสมภรณ์ ในเมืองอุดรธานี ซึ่งเป็นวัดสายกัมมัฏฐาน ภายในวัดมีพิพิธภัณฑ์บูรพาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานในชั้นที่ 2 จัดแสดงภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องราวปฏิปทาพระธุดงค กรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต สะท้อนภาพประวัติศาสตร์ของพระสงฆ์ในวัดโพธิสมภรณ์ที่มุ่งศึกษากัมมัฏฐาน ปฏิบัติสืบต่อตามครูอาจารย์ ภายในวัดมีพระธรรมเจดีย์หลวงปู่จูม พันธุโล ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น
- หากมีเวลาก็อาจไป วัดป่าบ้านตาด เพื่อสักการะเจดีย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ด้วยสายการบินที่มีเที่ยวบินช่วงเย็นวันนี้ (ระหว่างทำแผนการเดินทาง ยังอยู่ในสถานการณ์โควิด ที่เที่ยวบินไม่ได้มีมากเหมือนครั้งการบินเป็นปกติ โปรดตรวจสอบกับทางสนามบินอีกครั้ง)
สารคดีชุด “ตามรอยธุดงควัตรและปฏิปทาใน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” ตอนที่ ๓
เป็นอันจบทริปการเดินทาง "ตามรอยบูรพาจารย์แห่งภาคอีสาน หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต" อาวทิดหมูกับคนขับรถตู้ก็มุ่งหน้าเดินทางกลับอุบลราชธานี ตามเส้นทาง หมายเลข 2 เลี้ยวซ้ายเข้า 2023 ไปอำเภอกุมภวาปี เลี้ยวขวาไปเข้า 2031 และต่อไป 2322 อำเภอกระนวนมุ่งไปอำเภอยางตลาด 2039 เข้าจังหวัดร้อยเอ็ดและใช้เส้นทาง ถนนหมายเลข 23 ผ่านจังหวัดยโสธร ถึงอุบลราชธานี โดยสวัสดิภาพ (ด้วยรถตู้ สินะ) หอบบุญกลับบ้านครับ
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Isan Tour
- Hits: 20992

ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่คนไทยอยากออกไปท่องเที่ยวมากที่สุด เพราะธรรมชาติของป่าเขาจะสวยงาม อากาศหนาวเย็น และบรรยากาศโรแมนติก ซึ่งแน่นอนว่าอากาศเย็นเมื่อไร หลายคนมักจะนึกถึงที่ท่องเที่ยวทางภาคเหนือ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ทางแถบภาคอีสานของไทยก็มีแหล่งท่องเที่ยวหน้าหนาวที่สวยงามไม่แพ้ทางภาคเหนือเลยทีเดียว วันนี้ อีสานเกตดอทคอม จึงขอเสนอที่ท่องเที่ยวหน้าหนาวในภาคอีสานนำมาฝากกัน เพื่อเป็นตัวเลือกสำหรับการจัดทริปท่องเที่ยวหน้าหนาวใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณหลงรักภาคอีสานมากยิ่งขึ้น

การไปเที่ยวอีสานจะไปครั้งเดียวให้ครบคงเป็นไปได้ยาก จึงขอเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวทั้งแบบสั้นๆ สัก 1 คืน 2 วัน และแบบกลางๆ 3 วัน 2 คืน และแบบคนที่สามารถลาหยุดหรือมีเวลาพักผ่อนมากหน่อยอาจจะเป็น 5 - 7 วัน ก็สามารถรวมทริปสั้นๆ มารวบเป็นทริปยาวได้ ถ้าจะให้ได้ความสุขสมสัมผัสจริงๆ ก็แนะนำว่า เดินทางด้วยรถยนตร์ส่วนตัวจะดีที่สุด แต่ถ้ามีเวลาจำกัดจริงๆ การใช้การเดินทางด้วยเครื่องบินแล้วไปใช้บริการรถเช่า หรือรถตู้นำเที่ยวท้องถิ่นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ (สมมุติฐานของบทความคือ ท่านเริ่มต้นการเดินทางจากเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร ถ้าท่านเดินทางจากที่อื่นก็โปรดคำนวณระยะเวลาการเดินทางให้เหมาะสมนะครับ)
ทริปสั้นๆ 1 คืน 2 วัน
ทริปที่ 1 อีสานใต้ (อุบลราชธานี - ผามออีแดง)
วันแรก เดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยเครื่องบินตอนเช้าวันเสาร์ (มีเที่ยวบินจากหลายสายการบิน หลายเที่ยวต่อวัน) หรือเดินทางด้วยรถไฟนอนอีสานวัฒนา (กทม.-อุบลฯ) ในคืนวันศุกร์ ถึงอุบลราชธานีเช้าวันเสาร์ เช่ารถนำเที่ยว (ในอุบลราชธานีมีหลายรายครับ ติดต่อล่วงหน้าให้เขาไปรับเราที่สนามบินหรือสถานีรถไฟได้) เริ่มต้นกันที่รับประทานอาหารเช้ากันก่อน ซึ่งมีก๋วยจั๊บอุบลฯ โจ๊ก ต้มเลือดหมู ไข่กระทะ กาแฟโบราณ กาแฟสด ฯลฯ สอบถามจากคนขับรถนำเที่ยวได้ (แนะนำถ้ามาถึงเช้าๆ ก็ร้านเจียวกี่ (เจ้าเก่า เจ้าเดิมของเมืองอุบลฯ) ร้านกาแฟสามชัย และอีกหลายร้านครับ) จากนั้นแนะนำสถานที่เที่ยวในวันแรกเป็น 2 สายครับ

- สายธรรมะ เที่ยวชมวัดวาอาราม ไหว้พระทำบุญ เริ่มจากในตัวเมืองกันก่อนครับ ไหว้พระแก้วบุศราคัมที่วัดศรีอุบลรัตนาราม (อุโบสถของวัดได้รูปแบบมาจากวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ) ไปชมหอไตรกลางน้ำวัดทุ่งศรีเมือง แล้วไปไหว้พระธาตุวัดหนองบัว ก่อนออกเดินทางออกเส้นรอบเมืองไปวัดหนองป่าพง หรือจะไปวัดป่านานาชาติที่อำเภอวารินชำราบ (ตามเวลาที่มี) จากนั้นไปนั่งแพชมธรรมชาติริมน้ำที่เขื่อนสิรินธรรับประทานอาหารเที่ยง (แนะนำแพของตำรวจน้ำดี จอห์นนี่กองปราบ ครับ) จากนั้นจะข้ามไปช็อบปิ้งที่ด่านช่องเม็กก็ได้ครับ (ท่านที่มีพาสปอร์ตมาด้วยก็สะดวก แต่ถ้าไม่มีก็สามารถทำใบผ่านแดนได้ที่จุดบริการก่อนถึงด่าน ขอให้มีบัตรประชาชนตัวจริงมาด้วย)
ห้าโมงเย็นใกล้ค่ำ กลับมาชมความงามของ วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว (วัดเรืองแสง) บันทึกภาพความประทับใจในมุมต่างๆ แล้วเดินทางมาพักที่ตัวเมืองอุบลราชธานี รับประทานอาหารเย็นตามชอบครับ มีทั้งร้านข้าวต้มขึ้นชื่อ อร่อย ราคาย่อมเยาสบายกระเป๋า หรือห้องอาหารที่บริการอาหารจีน อาหารท้องถิ่นอีกมากมาย แล้วเข้าที่พักในตัวเมืองอุบลฯ หรืออำเภอวารินชำราบ (ติดกันแค่แม่น้ำมูลกั้นเหมือนกรุงเทพฯ กับธนบุรี) ซึ่งท่านสามารถหาที่พักทั้งโรงแรมชั้นหนึ่ง อพาร์ทเมนต์ หรือรีสอร์ตได้มากมายราคาไม่แพงด้วย

- สายธรรมชาติ เที่ยวชมเกาะแก่ง น้ำตก มี 2 ส้นทางให้เลือก เส้นทางที่หนึ่ง เริ่มต้นไปที่แก่งสะพืออำเภอพิบูลมังสาหาร แล้วเดินทางต่อไปชมแก่งตะนะ แม่น้ำสองสีที่อำเภอโขงเจียม รับประทานอาหารเที่ยง (อาหารประเภทปลาจากลำน้ำมูล ลำน้ำโขง) ที่ห้องอาหารริมฝั่งโขงซึ่งมีหลายร้าน อิ่มหนำสำราญแล้วไปเที่ยวอุทยานผาแต้ม ชมเสาเฉลียง และภาพเขียนยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรือจะไปเที่ยวน้ำตกในบริเวณใกล้เคียงก็ตามสะดวก
เส้นทางที่สอง เดินทางไปเส้นทางอำเภอเดชอุดม มุ่งสู่อำเภอนาจะหลวย ไปอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ไปเดินป่าเที่ยวชมน้ำตกห้วยหลวง ชมธรรมชาติความงดงามของกล้วยไม้ป่า กลับเข้าเมืองรับประทานอาหารเย็นและเข้าที่พักเหมือนกับสายธรรมะ

วันที่สอง ตื่นแต่เช้า นัดรถเดินทางตอนตีสี่ มุ่งหน้าไปอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้ทันได้ชมทะเลหมอกที่ผามออีแดง ถ่ายภาพสวยๆ เป็นที่ระลึก สายหน่อยก็ชมภาพแกะสลักนูนต่ำบนผนังหินทราย รับประทานอาหารเช้าแล้วเดินทางไปเที่ยวน้ำตกสำโรงเกียรติ (ประมาณ 10 กิโลเมตร) จะไปน้ำตกใกล้ๆ กันอีกที่ก็ได้ คือ น้ำตกห้วยจันทร์ อิ่มหนำแล้วก็เดินทางกลับอุบลราชธานี

แวะซื้อของฝากกันก่อนกลับ ไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ แหนมกระดูกหมู แหนมใบมะยม เส้นก๋วยจั๊บญวณ (เส้นจะมี 2 แบบ คือ เส้นสด เก็บได้ไม่นานต้องรีบต้มรับประทาน (ใส่ตู้เย็นเก็บได้ 3 วัน) กับ เส้นแห้ง เก็บได้นานไม่ต้องเข้าตู้เย็นก็ได้ แล้วจะมีเครื่องปรุงพวกพริกเผา กระเทียมเจียว ผงปรุงน้ำซุป ด้วยนะครับ) เค็มบักนัด เสื้อผ้ากาบบัว ผ้าฝ้าย ผ้าไหมลายเอกลักษณ์ท้องถิ่น ซื้อจำนวนมากให้เขาแพ็คลงกล่องโหลดขึ้นเครื่องได้ครับ
เที่ยวไทยไม่ตกยุค - ปลายทางแห่งความสุข เขมราฐ
ทริปที่ 2 อีสานใต้ (อุบลราชธานี - เขมราษฎร์ธานี - สามพันโบก)

วันแรก เหมือนกันกับทริปแรกตรงการเดินทางมาถึง และรองท้องด้วยอาหารเช้ากันก่อน จากนั้นเดินทางไปอำเภอเขมราฐกัน ไปได้หลายเส้นทางนะครับ แต่ขอแนะนำให้ไปตามเส้นทางอุบลราชธานี-ตระการพืชผล-เขมราฐ สะดวกและใกล้สุด (ประมาณ 105 กิโลเมตร) แนะนำไปเที่ยวกันในวันเสาร์ครับ เพราะจะมีกิจกรรมถนนคนเดินให้ท่านได้ร่วมชมศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมของชุมชนท้องถิ่น และรับประทานอาหารอร่อย
ถนนคนเดินเขมราฐ
เขมราฐ เป็นอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งที่มีความสงบร่มเย็น เงียบสงบ (ถ้าใครเคยไปเชียงคาน จังหวัดเลย บรรยากาศที่นี่ก็จะแบบนั้น) แต่ที่นี่ยังมีความสดใหม่ ไม่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ใครๆ ก็มุ่งไปอย่างเชียงคาน มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย และมีชายแดนติดริมแม่น้ำโขงความยาวเกือบ 40 กิโลเมตร เช่น หาดทรายสูง, แก่งช้างหมอบ, ภูอ่าง, แก่งพลาเหล็ก, ภูรัง, ภูพนมดี, ภูยอ และที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่คือ ถนนคนเดิน ตลาดต้องชมเขมราษฎร์ธานี ซึ่งจะมีทุกเย็นวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

ช่วงกลางวันเราสามารถไปเที่ยวไหว้พระทำบุญกันที่ "วัดบุ่งขี้เหล็ก" อยู่ห่างจากตัวเมืองเขมราฐ ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยจำนวนมาก แล้วเลยไปเที่ยวหาดทรายสูง (หาดทรายริมแม่น้ำโขง) จากนั้นไปไหว้พระขอพรกันต่อที่ "วัดพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ (วัดปากแซง)" ที่นี่มีความเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ ขอสิ่งใดได้ดั่งประสงค์ มีผู้คนมากราบไหว้ บ้างก็มาแก้บนกันเยอะทีเดียว ค่อยย้อนกลับมาถนนคนเดินและพักค้างคืนที่เขมราฐ

วันที่สอง ตื่นแต่เช้าออกเดินทางไปตามถนนทางหลวงชนบทหมายเลข อบ.4076 ไปทางอำเภอนาตาล ถึงแยกตัดกับถนนสาย 2112 ให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 12 กิโลเมตรมีทางแยกขวามือถนนลูกรังไปอีก 2 กิโลเมตร ถึง หาดชมดาว มีลักษณะใกล้เคียงกันกับสามพันโบก แต่หาดชมดาวจะมีโบกมากกว่าและใหญ่กว่า หรือที่เรียกว่า บิ๊กโบก
ท่องเที่ยวสามพันโบก อุบลราชธานี
จากนั้นเดินทางย้อนกลับตามถนนหมายเลข 2112 ไปอำเภอโขงเจียม ตามเส้นทางจะผ่านน้ำตกสร้อยสวรรค์ อุทยานผาแต้ม เขื่อนปากมูล แก่งตะนะ แวะด่านช่องเม็ก ข้ามไปเหยียบแผ่นดินเพื่อนบ้าน แล้วกลับมาผ่านเขื่อนสิรินธร แวะชมตามเวลาที่มีนะครับ เข้าแก่งสะพือ อำเภอพิบูลมังสาหาร แวะซื้อของฝากซาละเปาขึ้นชื่อ กล้วยเบรคแตก ปลาตากแห้ง ปลาส้ม ฯลฯ เดินทางกลับเข้าสู่ตัวเมืองอุบลราชธานี เพื่อเดินทางกลับตามสะดวกครับ

![]()
- Details
- Written by: เว็บมาดเซ่อ ฅนอีสาน
- Category: Isan Tour
- Hits: 11351

![]()
ปฏิทินเทศกาลงานประเพณีอีสาน | แหล่งท่องเที่ยว 20 จังหวัด | บันทึกหลังการเดินทาง

หน้านี้มีไว้เพื่อบันทึกการเดินทางของผู้เขียนเอง ได้พบเห็นอะไรที่น่าสนใจก็นำมาเล่าสู่กันฟังเป็นเรื่องๆ ไป ไม่ใช่การทำโปรโมตแหล่งท่องเที่ยวแต่เป็นความรู้สึกและข้อคิดเห็นหลังจากการได้ไปเยือนที่ต่างๆ เหล่านั้นมาครับ เผื่อท่านใดที่เดินทางผ่านไปทางนั้นจะลองแวะเยี่ยมดูบ้างก็น่าสนใจ ผมเน้นเพื่อการพักผ่อน รับประทานอาหารอร่อย และอาจมีสินค้าพื้นเมืองเป็นของฝากบ้างเล็กน้อย ตามความน่าสนใจครับ
บันทึกการเดินทางท่องเที่ยว
- หลบลมร้อนไปชิมอาหารอร่อยที่ หาดศรีภิรมย์ อุบลราชธานี
- ไปไหว้พระธาตุพนม แวะชมแก่งกะเบา ชิม "หมูหัน" กันหน่อย
- ไปดู "กุ้ง" เดินขบวนพาเหรดที่ แก่งลำดวน อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย อุบลราชธานี
- หนาวนี้จัดทริปไปเที่ยวอีสานกันดีกว่า (ผามออีแดง - เขมราษฎร์ธานี)

- อุบลราชธานี : มีที่เที่ยวที่ไหนดีๆ ที่ชิกๆ คูลๆ ลืมไม่ลงไปดูกัน
- ฝนนี้ไปเที่ยวอีสานกันเถอะ : ยลน้ำตก ดอกไม้ในธรรมชาติสุดสวย ช็อปชมชิมผลไม้ให้อิ่มหนำ
- ท่องเที่ยวตามเส้นทางตามรอยบูรพาจารย์แห่งภาคอีสาน หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต จาก จังหวัดอุบลราชธานี - มุกดาหาร - นครพนม - สกลนคร - อุดรธานี
- ไหว้พระ ๙ วัด ในอุบลราชธานี : เสริมสิริมงคลแก่ชีวิตในช่วงวันหยุดเทศกาล หรือมีโอกาสมาเยือนจังหวัดอุบลราชธานี
น้ำตกสร้อยสวรรค์ และน้ำตกแสงจันทร์ (น้ำตกรู)

วัดเรืองแสง (วัดสิรินธรวราราม ภูพร้าว)

เที่ยวน้ำตกที่ศรีสะเกษกันเถอะ

ปลายฝนต้นหนาวไปชื่นชมธรรมชาติ @ผามออีแดง
![]()
ปฏิทินเทศกาลงานประเพณีอีสาน | แหล่งท่องเที่ยว 20 จังหวัด | บันทึกหลังการเดินทาง
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Isan Tour
- Hits: 19715

ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมเรื่อยไป จนกระทั่งเดือนกันยายนของทุกปี ที่ ลานพันรู ในน้ำตกแก่งลำดวน สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งของอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี (ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า อุบลราชธานี) มี ขบวนพาเหรดกุ้ง เดินฝ่าสายน้ำอันเชี่ยวกรากมุ่งสู่ต้นน้ำของลำโดมใหญ่ ในเทือกเขาพนมดงรัก มหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่น่าชม นี่ถ้าเกิดขึ้นทุกวัน ในทุกเดือน ของทุกปี คงเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของ พาเหรดนกเพนกวิน ที่ผมถูกฝรั่งหลอก ให้นั่งหนาวรอชมในออสเตรเลียมาแล้วแน่ๆ เลย

กุ้งเดินขบวนอยู่ที่ไหน?
กุ้งเดินขบวนอยู่บริเวณลานพันรู น้ำตกแก่งลำดวน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ดูแลรับผิดชอบของ สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า อุบลราชธานี ตั้งอยู่ที่ หมู่ 5 บ้านหนองขอน ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
กุ้งมาเดินขบวนทำไม?
เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์น้ำ รับยีนส์ (Genes) และแรงผลักดันจากพ่อ/แม่ ให้เดินทางกลับสู่ต้นน้ำอันเป็นบ้านเกิด เพื่อมาสืบพันธุ์และวางไข่ การที่กุ้งเหล่านี้มาเดินบนพลาญหิน ลานพันรู มีสาเหตุมาจากการที่จะเดินทางมายังแหล่งต้นน้ำที่เป็นบ้านเกิด บนยอดเขาพนมดงรัก มันต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มากมาย นี่ก็เป็นบนพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งคือ การเดินทางผ่านน้ำตกแก่งลำดวน ซึ่งมีกระแสน้ำไหลเชี่ยว จำเป็นต้องหลบความรุนแรงของกระแสน้ำ โดยการขึ้นมาเดินบนโขดหิน จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่เห็นแล้วต้องบอกว่า ทึ่ง (Unseen Thailand) ดังกล่าว
กุ้งจะเดินขบวนช่วงเดือนไหน?
ช่วงฤดูน้ำหลากคือกลางเดือนสิงหาคมจนถึงสิ้นเดือนกันยายน ขึ้นอยู่กับระดับน้ำและความเชี่ยวของกระแสน้ำ บริเวณน้ำตกแก่งลำดวน โดยจะขึ้นมาเดินบนพลาญหิน ลานพันรู อย่างน่ามหัศจรรย์ ในเวลากลางคืน ช่วงเวลาประมาณ 19.00 - 05.00 น. ของอีกวันหนึ่ง แต่คืนไหนจะเดินขึ้นมามากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยทางธรรมชาติตามฤดูกาล ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาบนพื้นที่รับน้ำหรือลุ่มน้ำลำโดมใหญ่ ซึ่งมีต้นน้ำอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก ถ้าฝนตกหนักติดต่อกันหลายๆ วัน ป่าไม้ต้นน้ำก็จะปล่อยน้ำลงมามากส่งผลให้ระดับน้ำสูงกระแสน้ำเชี่ยว กุ้งก็จะพากันมาเดินขบวนเป็นแถวยาว

กุ้งอะไร? ที่มาเดินขบวน
กุ้งชนิดที่มาเดินขบวนที่น้ำตกแห่งนี้คือ กุ้งฝอย จัดว่าเป็นกุ้งน้ำจืดขนาดเล็ก มักอยู่รวมกันเป็นฝูง อาศัยตามผิวน้ำริมตลิ่ง แหล่งน้ำต่างๆ ชอบกินจุลินทรีย์และสัตว์น้ำขนาดเล็ก มีความยาวประมาณ 2-7 ซม. มีเปลือกห่อหุ้มตัวโดยเปลือกหุ้มแยกออกเป็นสองตอน ตอนหน้าจะห่อหุ้มหัวและอก ส่วนตอนหลังจะเป็นลำตัวกุ้ง ส่วนหนวดกุ้งจะทำหน้าที่รับความรู้สึก กุ้งจะมีขาสำหรับเดินและจับอาหาร 5 คู่ และรยางค์สำหรับว่ายน้ำอีก 5 คู่ ซึ่งรยางค์เหล่านี้ นอกจากจะใช้ว่ายน้ำแล้วตัวเมีย ยังทำหน้าที่เป็นที่เก็บไข่ผสมน้ำเชื้อและฟักไข่อีกด้วย สำหรับการหายใจนั้นกุ้งจะหายใจด้วยเหงือกและเลือดกุ้งจะไม่มีสี ที่นิยมเอามาทำกุ้งเต้นรสแซบนั่นแหละ
รู้จักกับน้ำตกแก่งลำดวนกันหน่อย
แก่งลำดวน อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย (ถูกจัดตั้งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2530) เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 53 ป่าภูจองนายอยเป็นอุทยานที่กว้างใหญ่ ติดต่อกับ 3 อำเภอได้แก่ อำเภอบุญฑริก นาจะหลวย และน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี และที่สำคัญที่ยังทำให้ป่าภูจองนายอยยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ทั้งยังถูกซ่อนเร้นจากนักท่องเที่ยว ยังรักษาความบริสุทธิ์ของสภาพได้ ก็เพราะว่ามีอาณาเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชา และประเทศลาวนั่นเอง พื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรัก มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ สภาพธรรมชาติที่สวยงาม สัตว์ป่าที่ชุกชุม เนื้อที่ประมาณ 428,750 ไร่
น้ำตกแก่งลำดวน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้นิยมมาเที่ยวมากอีกแห่งหนึ่ง มีความสวยงามของแก่งหิน และรูหิน มีความใสสะอาดของลำน้ำลำโดมใหญ่ สามารถเล่นน้ำตกได้เกือบทั้งปี ยกเว้นช่วงกุ้งเดินขบวน เนื่องจากน้ำมากและกระแสน้ำเชี่ยว จัดได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากน้ำตกแก่งลำดวน เป็นแก่งหินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ มีเกาะแก่งที่สวยงามกลางลำโดมใหญ่ ถึง 3 เกาะ

การเดินทางไปแสนสะดวก จากจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางตามทางหลวงแผ่นดินที่ 24 ไปถึงอำเภอเดชอุดม แล้วเดินทางต่อไปทางเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2192 ไปทางอำเภอน้ำยืน ถึงทางแยกทางหลวงแผ่นดิน 2171 เลี้ยวซ้ายไปเส้นทางไปอำเภอน้ำยืน ก่อนจะถึงตัวอำเภอน้ำยืนจะพบทางแยกทางหลวงหมายเลข 2248 ให้เลี้ยวซ้ายอีกที มุ่งไปตามเส้นทางเข้าสู่อำเภอนาจะหลวย ประมาณ 16 กม. จะถึงหมู่บ้านหนองขอน ให้ตรงเข้าไปยังสถานีพัฒนาและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าอุบลราชธานี และตรงไปยังน้ำตกแก่งลำดวน ระยะทางประมาณ 2.5 กม. การคมนาคมสะดวกรถยนต์ส่วนบุคลเข้าถึงสถานที่ได้โดยสะดวก
ติดต่อสอบถามเรื่องท่องเที่ยวในบริเวณนั้น/ที่พักได้ที่ สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าอุบลราชธานี ตู้ ปณ 10 บ้านหนองขอน อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โทร 0-1977-9902

ขอบคุณภาพสวยๆ จาก Choochat Banlue
![]()


















