
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม-เมษายน ของทุกปี ช่วงที่ดอกลำดวนบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมไปทั่วสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ ก็จะมีการจัดเทศกาลยิ่งใหญ่ในทุกปี คือ งาน "เทศกาลดอกลำดวนบาน สืบสานประเพณีสี่เผ่าไทศรีสะเกษ" และการแสดงแสง-สี-เสียงที่งดงามตระการตา “อารยธรรมแห่งศรัทธา มนตรา ศรีพฤทเธศวร” ซึ่งเป็นการแสดงละครอิงประวัติศาสตร์ โชว์ความงามของอาณาจักรขอมและเมืองดอกลำดวน ที่ยิ่งใหญ่งดงาม "ศรีพฤทเธศวร” เป็นการแสดงละครเพื่อบอกเล่ากล่าวขานถึงประวัติศาสตร์โบราณของจังหวัดศรีสะเกษ แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ และประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ที่เคยเจริญรุ่งเรืองมานับพันปี

ตำนานเมืองปราสาท “ศรีพฤทเธศวร” คือ การนำประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของศรีสะเกษกลับมาตีความ เล่าใหม่ ผ่านศิลปะการแสดง แสง สี เสียง และดนตรี เพื่อถ่ายทอดภาพของเมืองโบราณที่เคยรุ่งเรืองบนผืนแผ่นดินอีสานใต้ โดยมีรากฐานจากโบราณสถานและเรื่องราวเชื่อมโยงกับ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ โบราณสถานศิลปะขอม อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางศาสนาและชุมชนสำคัญ สถาปัตยกรรมและลวดลายแกะสลักสะท้อนศรัทธาและภูมิปัญญาของผู้คนในอดีต เชื่อมถึงมรดกทางวัฒนธรรมของผู้คน โดยมีการเล่าเรื่องเชื่อมโยงถึง กลุ่มชาติพันธุ์ส่วย กูย (คนเลี้ยงช้าง) ซึ่งเป็นหนึ่งในรากเหง้าของพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ แสดงให้เห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมศรีสะเกษให้เป็นอย่างทุกวันนี้
เมื่อถึงช่วงงานนี้ในทุกปีก็มักจะมีคำถามต่อการแสดง ศรีพฤทเธศวร ว่าเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เมืองศรีสะเกษหรือไม่ เพราะ "ศรีพฤทเธศวร" คือชื่อของปราสาท นั่นคือ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ที่ตั้งอยู่ในอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ทำไมต้องนำเรื่องราวของการสร้างปราสาทสระกำแพง มาเป็นเครื่องมือในการอธิบายประวัติศาสตร์ของคนศรีสะเกษ แล้วตำนานการไล่จับช้างของชนชาติที่เรียกตัวเองว่า "ชาวส่วย หรือ กูย" ที่ไล่จับช้างเผือกได้จนได้รับความดีความชอบ ได้ยศถาบรรดาศักดิ์ ได้ปกครองพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ในอดีต และกลายเป็นสถานที่ตั้งเมืองแห่งปราสาทขอมชื่อ จังหวัดศรีสะเกษ ขึ้นในปัจจุบัน ทำไมจึงมีบทบาทไม่มากนักกับคำว่า ผู้สร้างเมืองศรีสะเกษ
ตำนานสร้างปราสาท
เราจะเริ่มกันที่ ตำนานศรีพฤทเธศวร ที่เล่าขานกันมาแต่โบราณถึงความศักดิ์สิทธิ์ของ "สระน้ำ" บอกก่อนว่า ชื่อตัวละครอาจอ่านยากสักหน่อยนะ เพราะนี่เป็นชื่อในภาษาขอมนั่นเอง

ป่าธรรมชาติ น้ำตกห้วยจันทร์ ศรีสะเกษ
ศรีสุกรรมาเสตงงิ (สี-สุ-กัน-มา-สะ-เตง-งิ) ได้รับพระราชทานเมืองวิเภทะ จากพระบาทกมรเตงกันดวนอัญศรีสุริยะวรมันเทวะ (พระ-บาท-กะ-มอ-ระ-เตง-กัน-ดวน-อัน-สี-สุ-ริ-ยะ-วอ-ระ-มัน-เท-วะ หรือ พระเจ้าสุริยะวรมันที่ 1) เมื่อปีมหาศักราช 959 หรือ ปี พ.ศ. 1580 พร้อมพระราชทานชื่อเมืองให้ใหม่ว่า กุรุเกษตร ซึ่ง ศรีสุกรรมาเสตงงิ มีมเหสีนาม พระนางศรีเทวี มีบุตรีวัยแรกรุ่นนามว่า ไตภัทระ (นางสาวภัทระ)
เมื่อครองเมืองกุรุเกษตรแล้ว คราวหนึ่งได้ออกตรวจราชการและเที่ยวป่า เดินทางมาถึง สดุกอำพึล (ดงมะขามป่า) เมืองในอาณาเขตปกครอง ตั้งค่ายพักแรมข้างสระน้ำ ไตภัทระได้ไปอาบน้ำในสระแห่งนั้น และได้พบว่า น้ำในสระมีความศักสิทธิ์ ช่วยให้ผู้อาบหรือดื่มกินมีสุขภาพพลานามัยดี ผิวพรรณผดผ่องขึ้น และในช่วงเวลานี้เองได้มีราชโองการจากพระเจ้าสุริยะวรมัน ให้ ศรีสุกรรมากำเสตงงิ เดินทางเข้าเฝ้า จึงได้นำไตภัทระไปด้วย เพื่อจะถวายเป็นบาทบริจาริกา ความเรื่อง สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ เข้าถึงพระกรรณของพระเจ้าสุริยะวรมัน ทรงแปลกพระทัย จึงสั่งให้สร้างปราสาทล้อมรอบสระน้ำศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ ให้พราหมณาจารย์ทำพิธีอันเชิญมหาเทพมาสถิตย์ ณ ที่นั้น เพื่อให้ชาวเมืองสักกระบูชาบวงสรวง และให้ ไตภัทระ เป็นข้าบาทแด่มหาเทพ และพระราชทานนาม ไตภัทระ เป็น "เทวีศรีกุรุเกษตร" เพื่อเป็นพลีกรรมบวงสรวง "ศรีพฤทเธศวร" เทวรูปแห่ง "กัมมรเตงชคต ศรีพฤทเธศวร" หรือ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ในปัจจุบันนั่นเอง

ปราสาทสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพร จังหวัดศรีสะเกษ
รากฐานจากโบราณสถาน เรื่องราวเชื่อมโยงกับ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ โบราณสถานศิลปะขอมอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางศาสนาและชุมชนสำคัญ สถาปัตยกรรมและลวดลายแกะสลัก ที่สะท้อนศรัทธาและภูมิปัญญาของผู้คนในอดีต เชื่อมถึงมรดกทางวัฒนธรรมของผู้คน โดยมีการเล่าเรื่องเชื่อมโยงถึง กลุ่มชาติพันธุ์กูย ซึ่งเป็นหนึ่งในรากเหง้าของพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ แสดงให้เห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมศรีสะเกษให้เป็นอย่างทุกวันนี้

สภาพทั่วไปของปราสาทสระกำแพงใหญ่ประกอบด้วย ระเบียงคดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้าง 49 เมตร ยาว 67 เมตร ล้อมรอบกลุ่มปราสาทอิฐและบรรณาลัย รวมทั้งหมด 6 หลัง จากภาพถ่ายทางอากาศ ชี้ให้เห็นว่าปราสาทสระกำแพงใหญ่น่าจะมีชุมชนรายรอบอย่างหนาแน่น ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ห่างออกไปประมาณ 400 เมตร มีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ เรียกว่า "สระกำแพง" สันนิษฐานว่า น่าจะขุดขึ้นเมื่อครั้งสร้างปราสาท ส่วนทางทิศตะวันออกมีลำห้วยเล็กๆ ไหลผ่าน คือ ห้วยตาเหมา ซึ่งเป็นลำห้วยสาขาที่แยกออกมาจากห้วยสำราญ

ปฏิมากรรมสำริด นันทิเกศวร หรือ นันทีศวร จัดแสดงที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย
ปราสาทสระกำแพงใหญ่ สร้างขึ้นในศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธแบบมหายาน เพื่อเป็นที่ประดิษฐานเทวรูป จากการขุดแต่งบูรณปราสาทแห่งนี้ ของกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2532 ได้ค้นพบปฏิมากรรมสำริดขนาดใหญ่เฉพาะองค์สูง 140 เซนติเมตร และรวมความสูงทั้งฐาน 180 เซนติเมตร ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ให้ความเห็นว่าเป็นรูปของ นันทิเกศวร หรือ นันทีศวร ลักษณะพิเศษ คือเป็นสำริดกะไหล่ทอง เดิมอาจจะตั้งอยู่หน้าปราสาทหลังกลางภายในมุขหน้าปราสาท เพราะโดยปกติจะประจำอยู่กับเทวาลัยของพระอิศวร ปฏิมากรรมชิ้นนี้เป็นศิลปะขอมแบบบาปวนตอนปลาย สำคัญมากนับเป็นปฏิมากรรมชิ้นเอกชิ้นหนึ่งที่พบในประเทศไทย ปัจจุบันจัดแสดงที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
การแสดง อารยธรรมแห่งศรัทธา มนตรา ศรีพฤทเธศวร นี้ ได้มีการจัดแสดงมานานกว่า 2 ทศวรรษ โดยหยิบเอาเรื่องราวบางช่วงบางตอนมาเล่าเรื่อง ด้วยการผสมเอาศาสตร์และศิลป์หลายสาขา ทั้งนาฏกรรม การละคร เทคนิคระบบแสง สี เสียง รวมทั้งการพัฒนาการที่มีแนวคิดเป็นตัวกำหนดรูปแบบการแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัย ตั้งแต่การออกแบบท่ารำ การออกแบบเครื่องแต่งกาย การออกแบบดนตรีที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ให้เข้ากับเนื้อหาแต่ละตอนในช่วงเวลาที่เหมาะสม เรื่อยมา (มีหยุดการแสดงช่วงระบาดของโควิด-19) และยังคงจัดแสดงต่อมาถึงปัจจุบัน
ตำนานคนจับช้าง
ในส่วนประวัติการจัดตั้งจังหวัดศรีสะเกษนั้น มีการเล่าย้อนไปเมื่อครั้งประมาณปี พ.ศ. 1100 พวกละว้า ที่เคยมีอำนาจปกครองอาณาจักรฟูนันเสื่อมอำนาจลง ขอมเข้ามามีอำนาจแทนและตั้ง อาณาจักรเจนละ หรือ อิศานปุระ ขึ้น พวกละว้าถอยร่นไปทางเหนือ ปล่อยให้พื้นที่ภาคอีสานรกร้างว่างเปล่าเป็นจำนวนมาก เขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียง จึงถูกทิ้งให้เป็นที่รกร้างและเป็นป่าดง ขอมได้แบ่งการปกครองเป็น 3 ภาค โดยมีศูนย์การปกครองอยู่ที่ละโว้ (ลพบุรี) พิมาย (นครราชสีมา) และสกลนคร มีฐานะเป็นเมืองประเทศราช ขึ้นตรงต่อศูนย์กลางการปกครองใหญ่ที่นครวัด (Angkor Wat)

ที่มา: Facebook เพจ "สยามเทศะ โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์," วันที่เข้าถึง 05 มกราคม 2563.
ในยุคที่ขอมเรืองอำนาจ ศรีสะเกษ น่าจะเป็นดินแดนแห่งหนึ่งที่ขอมใช้เป็นเส้นทางไป-มา ระหว่างเมืองประเทศราชดังกล่าวแล้ว เพราะปรากฎโบราณสถาน/โบราณวัตถุของขอม ซึ่งกรมศิลปากรสำรวจในจังหวัดศรีสะเกษเมื่อ พ.ศ. 2512 จำนวน 15 แห่ง ไม่รวมเขาพระวิหารซึ่งเป็นเทวะสถานของขอมที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีปราสาทหินสระกำแพงใหญ่ สระกำแพงน้อย ปราสาทลุมพุก ปราสาทบ้านทามจาน (บ้านสมอ) ปราสาทเยอ ปราสาทโดนต็วล (ช่องตาเฒ่า อำเภอกันทรลักษ์) สันนิษฐานว่า โบราณสถานเหล่านี้มีอายุประมาณ 1,000 ปีเศษ มีอยู่ตามท้องที่อำเภอต่างๆ ของจังหวัดศรีสะเกษ ขอมคงสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พัก และประกอบพิธีทางศาสนาระหว่างเดินทางจาก นครวัด นครธม ข้ามเทือกเขาพนมดงรัก มาสู่ศูนย์กลางการ ปกครองภาคอีสานทั้ง 3 เมืองดังกล่าวแล้ว
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา อาณาจักรไทยกว้างขวางมาก มีชาวบ้านป่าซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย (Minority Tribe) อาศัยอยู่แถบเมืองอัตตะปือ แสนแป แคว้นจำปาสัก ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน ชนพวกนี้เรียก ตัวเองว่า ชาวข่า ชาวส่วย กวย หรือ กุย อยู่ในดินแดนของราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ (เพิ่งเสียให้ฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. 2436 หรือ ร.ศ. 112) พวกนี้มีความรู้ความสามารถในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งาน ชาวส่วย หรือ ชาวกวย ได้อพยพย้ายที่ทำมาหากินข้ามมาฝั่งขวาแม่น้ำโขง เนื่องจากชาวเมืองศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานรุกแย่งที่ทำมาหากินในแถบนั้น (จำปาสัก-อัตตะปือ)

ปราสาทวัดภู จำปาสัก ลาวใต้
ในปี พ.ศ. 2260 ชาวส่วยได้อพยพแยกออกเป็นหลายพวกด้วยกัน แต่ละพวกมีหัวหน้าควบคุมมา เช่น เซียงปุม เซียงสี เซียงสง ตากะจะ เซียงขัน เซียงฆะ และเซียงไชย หัวหน้าแต่ละคนก็ได้หาสมัครพรรคพวกไปตั้งรกรากในที่ต่างๆ กัน เซียงปุม อยู่ที่บ้านที เซียงสีหรือตะกะอาม อยู่ที่รัตนบุรี เซียงสง อยู่บ้านเมือลีง (อำเภอจอมพระ) เซียงฆะ อยู่ที่สังขะ เซียงไชย อยู่บ้านจารพัด (อำเภอศรีขรภูมิ) ส่วนตากะจะและเซียงขัน อยู่ที่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน (บ้านดวนใหญ่ปัจจุบัน)
พวกส่วยเหล่านี้อยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่ หาเลี้ยงชีพด้วยการเกษตรและหาของป่ามาบริโภคใช้สอย มีการไปมาหาสู่ติดต่อกันระหว่างพวกส่วยอยู่เสมอ มีสภาพภูมิประเทศติดต่อเขตกัมพูชา และมีเทือกเขาพนมดงรักเป็นเส้นกันเขตแดน ป่าดงเขตนี้มีฝูงสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ โขลงช้างพัง ชางพลาย ฝูงเก้ง กวาง ละมั่ง และโคแดง อยู่มากมายตามทุ่งหญ้าและราวป่า เหมาะกับการทำมาหาเลี้ยงชีพของชาวส่วยอย่างยิ่ง

ชาวส่วย กูย วิถีของคนเลี้ยงช้าง
ลุถึง พ.ศ. 2302 ปีเถาะ จุลศักราช 1181 ตรงกับสมัยแผ่นดินพระบรมราชาที่ 3 หรือพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์) กษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา พระยาช้างเผือก ของพระองค์ได้แตกออกจากโรงช้างต้นในกรุงศรีอยุธยา เดินทางมาทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โปรดให้ทหารเอกคู่พระทัยสองพี่น้อง (เข้าใจว่าเป็น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พระนามเดิม ทองด้วง และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระนามเดิม บุญมา) คุมไพร่พล 30 นาย ออกติดตามผ่านมาแขวงพิมาย ทราบจากเจ้าเมืองพิมายว่า ในเขตป่าดงริมเขาพนมดงรักมีพวกส่วยและกูยชำนาญใชการจับช้าง เลี้ยงช้าง สองพี่น้องกับไพร่พลจึงได้เดินทางไปพบ เซียงสี ที่บ้านกุดหวาย (อำเภอรัตนบุรี) เซียงสีจึงได้พาสองพี่น้องและไพร่พลไปตามหา เซียงสง ที่บ้านเมืองลีง เซียงปุ่ม ที่บ้านเมืองที เซียงไชย ที่บ้านกุดปะไท ตากะจะและเซียงขัน ที่บ้านโคกลำดวน เซียงฆะ ที่บ้านอัจจะปะนึง (เขตอำเภอสังขะ) ทุกคนร่วมออกเดินทางติดตามจับ พระยาช้างเผือก สองพี่น้องและหัวหน้าป่าดงทั้งหมดได้ติดตามอยู่หลายวัน จนล้อมจับพระยาช้างเผือกได้ที่บ้านหนองโชก จนได้คืนมาและนำส่งถึงกรุงศรีอยุธยา
ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสริยามรินทร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หัวหน้าบ้านป่าดงทั้งหลายมีบรรดาศักด์ทั้งหมด ตากะจะหัวหน้าหมู่บ้านโคกลำดวน ได้เป็น หลวงแก้วสุวรรณ เซียงขันได้เป็นหลวงปราบ ฯลฯ ต่อมาหัวหน้าหมู่บ้านป่าดงทั้ง 5 ได้พากันไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงศรีอยุธยา โดยนำสิ่งของไปทูลเกล้าฯ ถวาย คือ ช้าง ม้า แก่นสน ยางสน ปีกนก นอระมาด (นอแรด) งาช้าง ขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง เป็นการส่งส่วยตามพระราชประเพณี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ทรงพิจารณาเห็นความดีความชอบ เมื่อครั้งได้ช่วยเหลือจับพระยาช้างเผือก และเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้นำสิ่งของไปทูลเกล้าฯ ถวาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้หัวหน้าหมู่บ้านสูงขึ้นทุกคน

ซุ้มประตูแบบขอมโบราณ หรือที่เรียกว่า โคปุระ บริเวณทางเข้าสวนพระยาไกรฯ เมืองนครศรีลำดวน
ในปี พ.ศ. 2302 นี้เอง หลวงแก้วสุวรรณ (ตากะจะ) แห่งบ้านโคกลำดวน ได้บรรดาศักดิ์เป็น พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน มีพระบรมราชโองการยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน ซึ่งเดิมเรียกว่า "เมืองศรีนครลำดวน" ขึ้นเป็น เมืองขุขันธ์ แปลว่า "มืองป่าดง" ให้ พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน เป็นเจ้าเมืองปกครอง
ล่วงมาในปี พ.ศ. 2325 สมัยพระภักดีภูธรสงคราม (อุ่น) ปลัดเมืองขุขันธ์ กราบบังคมทูลขอแยกจากขุขันธ์ไปตั้งหมู่บ้านที่ บ้านโนนสามขา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยก บ้านโนนสามขา ขึ้นเป็นเมือง “ศรีสระเกศ” ต่อมาปี พ.ศ. 2328 ได้ย้ายเมืองศรีสระเกศจากบ้านโนนสามขา มาตั้ง ณ บ้านพันทาเจียงอี อยู่ในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษทุกวันนี้
พ.ศ. 2435 โปรดเกล้าฯ ให้จัดรูปการปกครองแบบมณทล ให้ เมืองศรีสะเกศ ไปขึ้นอยู่กับ มณฑลอีสาน ซื่งกองบัญชาการมณฑลตั้งอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. 2445 เปลี่ยนชื่อ มณฑลอีสาน เป็น มณฑลอุบล มีเมืองขึ้น 3 เมือง คือ อุบลราชธานี ขุขันธ์ และสุรินทร์ ไม่ปรากฎชื่อ เมืองศรีสระเกศ สันนิษฐานว่า เมืองศรีสระเกศ ถูกยุบลงเป็นอำเภอ ขึ้นกับเมืองขุขันธ์ซึ่งเป็นเมืองเก่ามาแต่เดิม

พ.ศ. 2447 ย้ายที่ตั้งเมืองขุขันธ์ (ซึ่งอยู่ที่บ้านแตระ ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ ในปัจจุบัน) มาอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า (ปัจจุบันคือ ตำบลเมืองเหนือ ในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน) และยังคงใช้ชื่อ ”เมืองขุขันธ์” ยุบเมืองขุขันธ์เดิม เป็นอำเภอห้วยเหนือ (อำเภอขุขันธ์ ในปัจจุบันนี้)
พ.ศ. 2481 มีพระราชกฤษฎีกา เปลี่ยนชื่อ จังหวัดขุขันธ์ เป็น จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องที่เป็นปัญหาถกเถียงกันว่า ทำไมจึงยกเอาเรื่องราวปราสาทสระกำแพงใหญ่ (ศรีพฤทเธศวร) มาทำเป็นละครอิงประวัติศาสตร์ของศรีสะเกษ ทั้งๆ ที่เรื่องราวการจับช้างเผือกของชาวส่วย กูย ต่างหากที่นำมาซึ่งการก่อตั้งเมืองขุขันธ์ จนมาเป็นจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน เรื่องนี้มีนักวิชาการ (ประจวบ จันทร์หมื่น นักวิชาการศูนย์ศรีสะเกษศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ) ได้ให้คำตอบว่า
เหตุที่ จังหวัดศรีสะเกษ เลือกใช้ ศรีพฤทเธศวร กับ การสร้างปราสาทสระกำแพงใหญ่ เป็นเครื่องมือในการอธิบายประวัติศาสตร์ของคนศรีสะเกษ สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะ การส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ต้องการให้เกิดภาพวัฒนธรรมแห่งเมืองปราสาทขอม ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจในระดับประเทศได้มากกว่าการเล่าเรื่องว่า มีกลุ่มชนชาติที่เรียกตัวเองว่า กูย ไล่จับช้าง และได้ความดีความชอบ จนได้สร้างบ้านแปงเมืองเป็นของตนเอง
เป็นอันยุติได้นะครับว่า การแสดงแสง-สี-เสียงที่งดงามตระการตา “อารยธรรมแห่งศรัทธา มนตรา ศรีพฤทเธศวร” นี้ เลือกหยิบเอาตำนานปราสาทมาเป็นแกนเพื่อสร้างความจดจำและยิ่งใหญ่ เหมาะแก่การส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ลืมที่จะพูดถึงผู้คนในพื้นถิ่นคือ ชาติพันธุ์เผ่าไทยในศรีสะเกษ 4 เผ่า (ลาว เขมร ส่วย และเยอ) ที่มีการดำรงชีวิตที่น่าสนใจหลากหลายเป็นเอกลักษณ์ เช่น การทอผ้า อาหารการกิน ศิลปการแสดง ในการจัดการแสดงครั้งนี้ มีการนำระบำโบราณคดีเลียนแบบการแต่งกายของนางอัปสรา หรือ นางอัปสร (ถอดแบบจากภาพจำหลักในหน้าบัน ทับหลังจากโบราณสถานปราสาทสระกำแพงใหญ่ ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทหินพิมาย) ในสมัยขอมมาผสมผสานได้อย่างสวยงาม นางอัปสรา คือนางรำผู้มีเรือนร่างอ่อนช้อย บวกกับท่าทางท่วงทีสวยงามในการร่ายรำ รับกับเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องประดับแสนสวย

นางอัปสรา หรือ นางอัปสร ถือเป็นชาวสวรรค์จำพวกหนึ่ง มีเพศเป็นหญิง อาจเรียกว่า "นางฟ้า” ก็ได้ แต่หาใช่เทวดาไม่ นางมีฐานะเป็นอมนุษย์บังเกิดขึ้นเมื่อครั้งกวนเกษียรสมุทร เพื่อนำเอาน้ำอมฤตขึ้นมา ดังปรากฏในมหากาพย์มหาภารตะของอินเดีย คำว่า "อัปสร” ประกอบขึ้นจากคำว่า "อัป” ที่หมายถึง น้ำ และ "สร” ที่หมายถึง การเคลื่อนไป อัปสร จึงหมายถึงผู้ที่เคลื่อนไปในน้ำ อันเป็นกำเนิดของนางอัปสรา
ก็ขอจบตำนานการสร้างเมืองศรีสะเกษแต่เพียงเท่านี้ แล้วอย่าลืมไปเที่ยวชมงาน "เทศกาลดอกลำดวนบาน สืบสานประเพณีสี่เผ่าไทศรีสะเกษ" และการแสดงแสง-สี-เสียงที่งดงามตระการตา “อารยธรรมแห่งศรัทธา มนตรา ศรีพฤทเธศวร” กันได้ ในช่วงเดือนมีนาคมในเวลาที่ดอกลำดวนบานเต็ม สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ กว่า 5,000 ต้น

![]()
















