
นิทานพื้นบ้านอีสาน ที่บรรดา "ลูกเขย" ทั้งหลายเล่าออกมา เพื่อระบายความกดดันจากชีวิตจริง ให้เป็นเรื่องที่ดูตลก โปกฮา การได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่ มักได้รับความนิยมบอกต่อๆ กันมา ส่วนใหญ่ "ลูกเขย" ในนิทานจะเอาชนะพ่อเฒ่า (พ่อตา) อยู่ตลอด เรื่องนี้มีภูมิหลังอยู่ว่า ในสมัยโบราณนั้นเมื่อ "แต่งดอง" (แต่งงาน) แล้ว ผู้ชายจะเป็นฝ่ายเข้าไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายหญิง ผู้ชายจึงตกอยู่ในฐานะที่โดดเดี่ยว ต้องอยู่ในความควบคุมของญาติฝ่ายหญิงทั้งพ่อตา-แม่ยาย ลุง-ป้า น้า-อา ฯลฯ และต้องฝากอนาคตของตนไว้กับความเมตตาของครอบครัวฝ่ายหญิงด้วย เพราะการจะสามารถสร้างหลักฐานที่มั่นคงให้แก่ครอบครัวได้ ก็ด้วยการอุปถัมภ์ของ "พ่อตา" เขยจะถูกจัดให้เป็นผู้ด้อยกว่าในทางพิธีกรรมทุกเรื่อง
ดังนั้น เมื่อมีการตั้งวงสนทนากันในหมู่ผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นงานโฮมบุญ ลงแขกช่วยงาน หรืองานส่วนรวมของหมู่บ้าน การสนทนาของบรรดา "ลูกเขย" ทั้งหลายที่มารวมตัวกัน จึงมีการเล่าเรื่องที่ออกรสชาติเกินจริงให้ชนะพ่อตา (ทั้งที่ในความจริงแล้วเป็น "หงอคง" คือผู้แพ้) วันนี้เว็บมาดเซ่อเลยมอบหมายให้อาวทิดหมู มักหม่วน ผู้ที่บ่เคยเป็นเขยผู้ใดมาเลย ได้รวมบรรดานิทานชวนหัวของเหล่าเขยทั้งหลายมานำเสนอบ้าง จะสนุกสนานทำให้เห็นว่า "ลูกเขย นั้นซ่อนคม มีความเก่งกล้าเพียงใด"

กะมีแต่กูกับมึงท่อนั้นตั่ว
1. ขุดส้างฮ้าง
ในชนบทอีสานบ้านเฮาแต่เก่าก่อน ยามฮ้อนนี่มันกะฮ้อนแล้งอีหลี น้ำในห้วย ในหนอง กะลดลงจนขุ่นคลัก จนเอาไปใช้อาบใช้กินบ่ได้ พ่อเฒ่ากะเลยชวนลูกเขยไปขุดส้างฮ้าง (บ่อน้ำเก่า) ข้างเถียงนา พอให้ได้มีน้ำมากินมาใช้ยามแล้งนี้ โดยมีแม่เฒ่ากับลูกสาวไปส่อยชักเชือกเอาคุใส่ขนดินออกไปถิ่ม
ส่วนพ่อเฒ่ากับลูกเขยพากันลงไปในส้าง สลับกันขุดดินใส่คุยกให้ลูกสาวกับแม่เฒ่าสาวขึ้นไปข้างบน มื้อนี้ โตพ่อเฒ่ามีอาการท้องปั่นป่วนบ่ค่อยดีปานได๋ ย้อนว่ากินถั่วต้มไปหลายเมื่อตอนค่ำมื้อวานนี้กะเป็นได้ เลยเกิดอาการอึดอัดในท้องอยากระบายลมออกมา คันสิเบ่งให้ดังปู๊ดออกมากะอายลูกเขย กะเลยค่อยๆ ระบายออกมาแบบไร้เสียง
แม้จะไร้เสียงปานใดก็ตาม แต่กลิ่นนั้นสุดแสนจะเหม็นมากมาย ขนาดพ่อเฒ่าเองกะต้องกลั้นหายใจไว้ด้วยความทรมาน ส่วนลูกเขยนั้นขุดดินจนเหงื่อหยด ฮ้อนหลายกะเลยสูดหายใจเข้าอย่างแรง สูดเอากลิ่นตุเข้าไปเต็มลำ
"โอ๊ย! หมาโตได๋ว่ะคือตดเหม็นตายแท้" ลูกเขยสบถด้วยความโมโห
"บักทิด ในนี้กะมีแต่มึงกับกู คันมึงบ่ได้ตด กะสิแม่นกูนี่ตั๋ว มึงกะอย่าสิโพดหลาย" พ่อเฒ่าจ่มด้วยความน้อยใจ
พ่อเฒ่าได้แต่แค้นอยู่ในใจ ที่ลูกเขยเรียกตนเองว่า "หมา" และก็คิดหาโอกาสแก้แค้น
จนวันหนึ่งหลังจากเสร็จจากดำนา พ่อตาก็เลยถามลูกเขยว่า "บักทิด มึงมีเงินติดโตบ่"
ลูกเขยตอบว่า "มีอยู่ แต่บ่หลายปานได๋ ดอกพ่อ"
พ่อตาเลยชวน "มาเล่นโบกกันแก้เมื่อยบ่ละ" (โบก เป็นการพนันคล้ายไฮโลว์ แต่ใช้เม็ดมะขามผ่าครึ่งเป็นอุปกรณ์หลัก ใช้ฝาก่องเข้าครอบเมล็ดมะขามในชาม เขย่า แล้วทายว่าจะออกขาวหรือดำมากกว่ากัน)
ลูกเขยตกลง ก็เลยพากันเล่นโบก เล่นไปเล่นมา ลูกเขยเสียเงินที่มีให้พ่อตาจนหมด ลูกเขยกำลังติดลมอยากเล่นต่อเอาทุนคืน เลยขอยืมพ่อเฒ่า "พ่อๆ ขอยืมตังค์จั๊กหน่อยแหน่ พอได้ต่อทุน"
พอเฒ่าก็ตอบว่า "ยืมบ่ได้หรอกบักทิด กูกะเสียคือกัน"
ลูกเขยมีความโกรธพ่อเฒ่ามาก เลยฮ้องขึ้นว่า "โอ้ย จั๊กแม่นเสียให้โคตรพ่อโคตรแม่ไผ กะเล่นกันอยู่สองคนท่อนั้น"
![]()
2. กินเข้านำกัน
ต่อมาอีกมื้อหนึ่ง พ่อตากับลูกเขยอยู่บ้านกันสองคน กะเลยต้องกินข้าวนำกัน กับข้าวที่มีก็เป็นแกงปลาค่อใหญ่ กับปิ้งกบ กินไปๆ พ่อตากะหากินเลือกแต่อันดีๆ จนเบิดก่อนลูกเขย
ลูกเขยบ่ได้กินแนวแซบกะเลยเว้าขึ้นว่า “ไผมันกินหัวปลาค่อหมดว่ะ”
พ่อตาก็นั่งเฉยๆ บ่เว้าแต่กะกินต่อไป พอลูกเขยเห็นพ่อตาบิกินขาโต้ยกบกะเว้าขึ้นอีกว่า “ไผมันกินขาโต้ยกบหมดอีกละ”
ครั้งนี้พ่อตากะอดบ่ได้ เลยเว้าสวนขึ้นว่า “ฮ้วยยยย อย่าว่าจั่งซั่นจั่งซี่เถาะ นั่งอยู่นี่กะมีตะมึงกับกูท่อนั่นล่ะบักทิด”
คำแปล "กินข้าวด้วยกัน"
วันหนึ่งพ่อตากับลูกเขยอยู่บ้านกันสองคน ก็เลยล้อมวงนั่งกินข้าวด้วยกัน กับข้าวที่มีก็เป็นแกงปลาช่อน กับปิ้งกบ กินไปๆ พ่อตาก็เลือกหากินแต่ส่วนดีๆ หมดก่อนลูกเลย
ลูกเขยเห็นก็เลยพูดขึ้นว่า “ใครมันกินหัวปลาช่อนหมด”
พ่อตาก็เฉยๆ ไม่พูดอะไรก็กินต่อไป พอลูกเขยเห็นพ่อตาหยิบกินขากบก็พูดขึ้นอีกว่า “ใครมันกินต้นขากบหมดอีกละ”
ครั้งพ่อตาก็อดไม่ได้ เลยพูดขึ้นว่า “โอ้ยยย อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลย นั่งอยู่นี่ก็มีเราสองคนเท่านั้นแหละ”

หนังแซบ
มื้อหนึ่ง ลูกเขยไปไส่เบ็ดได้ปลาดุกอุยมาโตนึง เอามาให้เมียย่าง จนเหลืองอุ่ยฮุ่ย หอมหุ่ยๆ แล้วกะเลยลงท่งไปดำนากับพ่อเฒ่า
ยามเพลขึ้นจากนาแล้ว พ่อเฒ่ากับลูกเขย กะมานั่งกินข้าวนำกัน กินกับปลาดุกย่างโตเดียวนั่นล่ะ
ลูกเขยกะฟ้าวจัดการลอกหนังปลาดุกออก จนเหมิดโต เอามากองไว้ต่อหน้าเจ้าของ พ่อเฒ่ากะบ่ว่าหยัง คึดว่าซิ้น(เนื้อ)ปลาดุกมันยังอยู่ เลากะบี๋กินแต่ซิ้นปลาดุกนั่นล่ะหวา
ฝ่ายลูกเขยกะฟ้าวกินข้าวกับหนังปลาดุกก่อน เอาคำข้าวจ้ำแจ่วนัวๆ กินกับหนังปลาดุกมันๆ หอมๆ กะแซบแฮงจนออกอาการทางสีหน้า
พ่อเฒ่าเห็นลูกเขยกินเป็นตาแซบ อดสงสัยบ่ได้ กะเลยถามว่า “ฮ่วย บักทิด เป็นหยังจั่งกินแต่หนังปลาดุกจั่งซี้ มันบ่หยาบตี้”
ลูกเขยตอบว่า “ของแซบตั้วพ่อ ซุมหมู่นี้ ของแซบมันอยู่หนังตั้ว เอ๋า ลองซิมเบิ่ง ชิ้นสุดท้ายพอดี” ว่าแล้ว กะเอาหนังปลาดุก เด่(ยื่น)ให้พ่อเฒ่า
พ่อเฒ่า เอามาโม่มเข้าปาก เอาคำข้าวจ้ำแจ่วนัว โม่มบ่าม หย่ำบ่วมๆ มันกะแซบตี้ล่ะ เลาจั่งฮู้ว่า หนังปลาดุกน่ะ มันหอมแซบดีอีหลี แต่ว่ากะสายไปซะแล้ว เพราะว่ามันเหมิดแล้ว แต่นั่นมา เลากะจำไว้ในใจเลาเด้ว่า “ของแซบมันอยู่หนัง”

มื้อต่อมา แม่เฒ่ากับลูกสาว พากันไปขุดมันข้าวก่ำมานึ่งเด้ ...พอดี พ่อเฒ่าเห็นตอนที่เขากำลังนึ่ง กะเลยฮู้ว่า แลงนี้มีมันข้าวก่ำกิน เลาจอบคองท่ามาดนแล้ว คองท่ากินหนังแซบๆ หนั่นหนา
พอมันข้าวก๋านึ่งสุกแล้ว ลูกสาวปลงหม้อนึ่งลงแล้วกะออกไปเฮ็ดเวียกอื่น เลากะฟ้าวแอบเข้าไปในครัวเด้ เข้าไปแบบเงียบๆ บ่ให้ลูกเขยฮู้โต เดี๋ยวสิมายาดกินของแซบ พะน๊า...
เห็นมันข้าวก่ำ สุกหอมฮ่วยๆ อยู่ในกะด้ง เลากะไปนั่ง ลอกเปลือกมันข้าวก่ำออก คันสินั่งกินอยู่ฮั่น กะสิบ่ทันการ เลากะเลยฟ้าวลอกเอา ลอกเอา จนวะมันข้าวก่ำ เหมิดกะด้ง กะยังว้ากะยังว่า
ลอกได้แล้ว เลากะเอาเนื้อมันข้าวก่ำ กองไว้ในกะด้งนั่นล่ะ เอาเฉพาะเปลือกมันข้าวก่ำใส่พกผ้าข้าวม้า ยิ้มย่วยๆ ย่างออกจากครัวไปหาลี้ นั่งกินอยู่ผู้เดียว
หยิบออกมาต่อนแรก ใส่ปาก โม่ม กั๊บ หย่ำเบิ่ง
“..เอ๋ ???? มันคือเป็นหยาบๆ แข็งๆ จั่งซี้ คือบ่มีรสมีชาด บ่แซบเอาจักเม็ดจักเมียง เอาโลด”
ฟ้าวขากถุยถิ่ม... เอาต่อนใหม่มาลองกิน กะบ่แซบคือเก่า ลองต่อนนั่น ต่อนนี่ แล้วกะแล้ว บ่มีต่อนได๋แซบ จ๊ากต่อน ถุย..ปึ่ด ถุย..ปึด ถิ่ม ..... “เอ.. ไสว่าของแซบมันอยู่หนังวะ มันคือบ่แซ๊บ..”
พอค่ำมา แม่เฒ่าเข้าไปในครัว สิเอามันข้าวก่ำมาสู่กันกิน กะไปเห็นมันข้าวก่ำ ถืกปอกเปลือกไว้ เรียบร้อยเหมิดแล้ว พร้อมกินอย่างง่ายๆ โดยบ่ต้องเสียเวลาปอกเปลือก กะยกออกมา กะมาถามลูกสาวว่า “อีนาง มึงเป็นคนปอกเปลือกหัวมันติ”
ลูกสาวเว้าตอบว่า “บ่ตั้วแม่ ข้อยบ่ได้ปอก”
แม่เฒ่าหันไปทางลูกเขย “บักทิดติ เป็นคนปอก”
ลูกเขยตอบเสียงดังว่า “บ่ตั้วแม่ ลูกบ่ได้ปอก”
แม่เฒ่าเริ่มงงว่าไผล่ะปอก “เอ้าบ่มีไผปอกจักคน ...อ้าว แล้วผู้ได๋ล่ะเป็นคนปอก คือซ่างมาดีคักแท้ ปอกไว้กะดีคือกัน ตอนกินสิได้กินง่าย บ่ต้องเสียเวลาปอกเปลือกถิ่ม”
“เปลือกมันข้าวก่ำหนิ มันบ่แซบติ คือต้องปอกถิ่ม” พ่อเฒ่าถาม
“ไผเขาพากินล่ะเฒ่า กะย่อนว่ามันบ่แซบ เขาเลยบ่พากันกิน เลยพากันปอกถิ่ม” แม่เฒ่าตอบ
“ขยอน.. ขยอน.. มันบ่แซบคือเจ้าว่านั่นล่ะเฒ่า” พ่อเฒ่าอ้อมแอ้มเว้าขึ้น
พ่อเฒ่าอุตส่าห์ สิหลอยกินของแซบ มันผัดบ่แซบ แถมเป็นการปอกออก ให้ผู้อื่นกินได้ง่ายๆ ซะอีก แพ้ทางบักทิดลูกเขยแล้วล่ะบาดนี้

ตัดต้นไม้คนละเคิ่ง
มื้อหนึ่ง พ่อเฒ่าชวนลูกเขยไปตัดต้นตาลที่อยู่หัวนา มันหงำบังแดดต้นข้าวบ่ได้แสง มันใหญ่ช้า พอไปฮอดต้นตาลกะเลยบอกลูกเขยว่า "เอ้อ บักทิด เฮามาแบ่งกันตัดคนละเคิ่งเนาะ ทิดเนาะ"
ลูกเขยกะเลยบอกว่า "ได้เลยพ่อ แต่ตอนนี้ลูกมาปวดท้องขี้แฮงแท้ล่ะ ให้พ่อตัดเคิ่งแรกไปก่อน ขอไปขี้สาก่อน เคิ่งหลังลูกสิตัดเองดอก"
ฝ่ายพ่อเฒ่าก็พยักหน้า แล้วหันไปจับขวานมาตัดตรงโคนต้นตาล เสียงดังปั้ง ปั้ง กะต้นตาลเปลือกมันแข็งน้อ เลากะฟันบากไปรอบต้นจนเหงื่อย้อย ส่วนลูกเขยนั้นบ่ได้ปวดขี้อีหลีดอก ขี้คร้านตัดเปลือกแข็งๆ ของต้นตาล กะเลยทำท่าไปหลบอยู่ในพุ่มไม้ใกล้ๆ กัน พอเห็นว่าพ่อเฒ่าออกแฮงบากเปลือกแข็งรอบต้นเบิดแล้วจั่งก่องก้อยออกมา ทำท่าใจดีเห็นพ่อเฒ่าเส่างาบๆ อยู่กะเลยบอกว่า "เป็นจั่งได๋พ่อ คือมาเป็นตาเมื่อยแท้ มาๆ สิซ่อย"
ลูกเขยกะทำท่าขึงขังจับขวานเงื้อฟันจึ๊ก จึ๊ก บ่ทันพอคราวต้นตาลกะขาดล้มลง กะต้นตาลมันบ่มีแก่นแช็งทางในเนาะ เบิดเปลือกแข็งแล้ว เลยฟันง่ายๆ
พ่อเฒ่าเลยถามลูกเขยว่า "เอ... บักทิด ไปกินหยังมาคือแฮงดีแท้หว่า ฟันเอา ฟันเอา คราวเดียวกะขาดเลย"
"บ่ได้กินหยังมาดอกพ่อ หม่องกลางๆ มันอ่อนตั้ว มันบ่แข็งคือเปลือกได๋ มันเลยฟันง่าย" ลูกเขยตอบ
พ่อเฒ่าฮู้โตแล้วว่าเสียฮู้ให้ลูกเขย ได้แต่เก็บความแค้นไว้คิดบัญชีภายหลัง มึงเด้อบักลูกเขยกูสิเอาคืนแบบจังๆ เบิ่ง ฮึ่มๆ
มื้อต่อมา พ่อเฒ่าต้องการเอาคืนลูกเขย เลยชวนลูกเขยไปตัดต้นไม้อีก แต่ต้นตาลอยู่หัวนากะมีต้นเดียวแล้วกะตัดไปแล้ว เลยพาลูกเขยออกไปไฮ่ ไปพ้อต้นกุงใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง เลยบอกลูกเขยว่า "มื้อนี้สิตัดต้นกุงนี่หล่ะ สิเอาไปซ่อมคันฮั้วอยู่เฮือน"
"มื้อนี้กะตัดคนล่ะเคิ่งคือเก่าน้อพ่อ พ่อสิตัดก่อน หรือสิให้ลูกตัดก่อน" ลูกเขยหันมาถามพ่อเฒ่า
พ่อเฒ่าจำต้นตาลได้ดี สิบ่ยอมเสียเปรียบลูกเขยอีก กะเลยบอกว่า "ได้ๆ แต่โอย.. พ่อคือปวดขี้แท้หวา เอ้าโตตัดไปก่อนพ่อสิออกไปป่าทางนั้น แล้วสิมาส่อยเด้อ" ว่าแล้วก็ทำท่าฟ้าวฟั่งไปทางพุ่มไม้ถัดไป บ่ได้ขี่อีหยังดอก จอบเบิ่งลูกเขยตัดต้นกุงด้วยความสะใจ
ลูกเขยก็ตั้งท่ายกขวานขึ้นฟัน ถากเปลือกโดยรอบออก ทำท่าทางว่าฟันยากเอากะด้อกะเดี้ย ยกผ้าขาวม้ามาปาดเหงื่อไป พ่อเฒ่าผู้จอบเบิ่งด้วยความสะใจ เห็นว่าลูกเขยถากเอาเปลือกรอบต้นออกเบิดแล้ว กะเลยอย่างกระแอมกระไอมาทางหลัง พร้อมฮ้องทักไปว่า
"เป็นจั่งได๋บักทิด เมื่อยบ่ มาพ่อสิส่อยบาดนี้" พ่อเฒ่าเว้าแล้วกะถือขวานมาฟัน จึ๊ก จึ๊ก จนแขนสั่นยึกๆ แก่นต้นกุงมันบ่อ่อนยวบคือแก่นตาลซั้นแหล่ว สิเซากะย้านขายหน้าอายลูกเขย กะกัดแข้วยุ้มดากตัดจนต้นกุงขาดล้มลง
ส่วนลูกเขยกะนั่งหัวอยู่ยุ้มๆ ที่พ่อเฒ่าหลงกลอีกแล้ว เสียทีให้บักทิดอีกจนได้

หยุดๆ บักทิด บ่ต่อกะแตนล่ะหวา
เรื่องราวชวนหัวของพ่อเฒ่ากับลูกเขยอีกเรื่อง เป็นตอนที่พ่อเฒ่าชวนลูกเขยออกไปถางไฮ่ไว้ปลูกข้าวโพด มื้อนั้นพ่อเฒ่เล่านุ่งผ้าขาวม้า ใส่เสื้อม่อฮ่อมถือพร้าเดินนำหน้า ส่วนลูกเขยสะพายก่องเข้า ถือกอกยาสูบเดินตามหลัง
พ้นจากหัวนาออกไปทางไฮ่กะมีขอนไม้วางขวาง กันงัวควายบ่ให้ผ่านเข้ามาในไฮ่ได้ พ่อเฒ่ากะยกขาก้าวข้ามขอนไป ขอนมันกะสูงเติบหนึ่ง ต้องขยับโตยกขาขึ้นสองเทื่อ เทื่อแรกลูกเขยตามมาห่างๆ แนมไปเห็นไข่หำพ่อเฒ่า ด้วยความคะนองกะเลยสูบยาจนไฟแดงวาบ
พอพ่อเฒ่ายกขาเทื่อที่สอง ลูกเขยกะเลยเอาไฟกอกยาจี้ไปที่ไข่นั้นทันที
"โอ๊ย! หยุดๆ บักทิด หยุดก่อน" พ่อเฒ่าหันมาตะโกนบอกลูกเขยให้หยุดระวังโต "หยุดก่อน มึงอย่าฟ้าวข้วมขอนมา กูหว่า บ่ต่อ กะแตน ล่ะโวย มันตอดหำกูนี่"
ลูกเขยกะได้แต่หัวยุ้มๆ ได้แกล้งพ่อเฒ่าสะใจคัก

![]()

















