• ธรรมะในดินแดนอีสาน

    ๑๒-๑๗ มกราคม ของทุกปี ร่วมปฏิบัติธรรม 'อาจริยบูชา' ถือศีลแปด รำลึกถึงหลวงปู่ชา สุภัทฺโท

  • งานไหว้พระธาตุพนม

    วันขึ้น 8 ค่ำเดือน 3 ถึงแรม 1 ค่ำเดือน 3 ไปร่วมงานเทศกาลนมัสการองค์พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม

  • แห่มาลัยข้าวตอก

    Unseen Thailand งานเทศกาลแห่มาลัยข้าวตอก 26 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม 2569 ณ บ้านฟ้าหยาด มหาชนะชัย จังหวัดยโสธร

  • ธรรมชาติงดงามบนภูกระดึง

    ความสุขที่คุณเดินได้ให้จดจำว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยพิชิตภูกระดึง

  • สามพันโบก

    รุ่งอรุณ ณ สามพันโบก มหัศจรรย์ลานหินกลางลำน้ำโขง

  • รุ่งอรุณ ณ ผาแต้ม

    ตะวันขึ้นก่อนใครในสยามประเทศ @ผาแต้ม อุบลราชธานี

  • เขาใหญ่

    ไปเที่ยวชื่นชมธรรมชาติมรดกโลก @อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นครราชสีมา

  • ผามออีแดง

    ปลายฝนต้นหนาวไปชมทะเลหมอก @ผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ

  • อีสานธรรมชาติสวยงามหลากหลาย

    ภาคอีสานมีธรรมชาติสวยงาม น้ำตก เสาหิน และมหัศจรรย์ธรรมชาติกุ้งเดินขบวน

  • เทศกาลดอกลำดวนบาน

    11-15 มีนาคม 2569 เทศกาลดอกลำดวนบาน สืบสานประเพณีสี่เผ่าไท ศรีสะเกษ ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์

: Our Sponsor

adv200x300 2

: My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net
e mail

ไทตาด

tai thad header

ไทตาด เป็นกลุ่มชนที่ถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มชนชาติไท หรือชาติพันธุ์ไทสาขาหนึ่ง ซึ่งกลุ่มชนชาติไทนับเป็นกลุ่มชนพื้นเมืองขนาดใหญ่ มีหลากหลายกลุ่มย่อย อาศัยตามลุ่มน้ำทางตอนใต้ของประเทศจีน หรือทางเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำแดง แม่น้ำสาละวิน เป็นต้น เมื่อพิจารณาจากลักษณะกายภาพเบื้องต้น ชาวไทตาด เป็นกลุ่มคนชาวเอเชียผิวเหลือง ใช้ภาษาในตระกูลไทลาว หรือไท-กะได (Tai–Kadai) คล้ายสำเนียงลาวนครพนม (เขตอำเภอเมือง) แต่มีความแตกต่างที่สามารถแยกได้ว่าเป็นอีกกลุ่มชนชาติพันธุ์

tai thad 09

ชาวจ้วง ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน

ไทตาด นอกจากจะเป็นกลุ่มชนในตระกูลไท ยังถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่ม พวกไทใหญ่ ที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่แถบมณฑลยูนนานของจีนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของคนเผ่าไทหลากหลายกลุ่มในเขตตอนใต้ของจีน (เขตกวางสี ยูนนาน กวางเจา เสฉวน ฮูหนาน) เป็นบริเวณที่มีการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชนชาติโบราณ ที่รัฐบาลจีนในปัจจุบัน เรียกรวมๆ ว่า "ชาวจ้วง" เก่าแก่ไม่น้อยกว่า 2,000 ปี ทั้งยังพบหลักฐานทางโบราณคดีของชนเผ่านี้ที่สำคัญ เช่น กลองมโหระทึก นักวิชาการจีนยังเชื่อว่า กลุ่มชนชาติดังกล่าวตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ แม้จีนจะเรียกพวกเขาว่า จ้วง ที่ปัจจุบันมีประชากรมากกว่าสิบล้านคน ในความเป็นจ้วง ยังมีอีกหลากหลายกลุ่ม มีชื่อเรียกหรือเรียกตัวเองแตกต่างกัน เช่น ผู้หล่าว ผู้ไต ผู้นูงหรือไทนุง เป็นต้น ซึ่งก็คือ กลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไท

สนับสนุนคลิกดูโฆษณาของเราสักวันละครั้ง เพื่อให้เรามีแรงสร้างงานต่อไป ขอบคุณครับ

 

ชนชาติจ้วง มีลักษณะภาษาและวัฒนธรรมประเพณีที่คล้ายคลึงกับ "คนไท" และมีสานึกเป็นคนไท นักวิชาการจีน ได้กล่าวถึงชาวจ้วงว่า "จ้วง – ไท -ไทย เป็นชนชาติที่มีวัฒนธรรม และประเพณีที่เหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกัน สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ เนื่องจากมีภาษาแม่ร่วมกัน เกิดจากเชื้อสายเดียวกัน" ในขณะที่นักวิชาการไทย กล่าวว่า จ้วง เป็นกลุ่มชนชาวไท มีวัฒนธรรมเก่าแก่อย่างสืบเนื่องมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย อย่างน้อยกว่าราว 2,300 -2,400 ปี และเป็นพี่น้องเผ่าไทยเก่าแก่ที่สุด

tai thad 10

"ชาวจ้วง" เครือญาติบรรพบุรุษคนไทยเมื่อพันปีก่อน

ที่กล่าวมามิได้จะพยายามชี้ให้เห็นว่า ไทตาด เป็นกลุ่มเดียวกับพวกจ้วง แต่น่าจะยอมรับได้ว่าบริเวณทางใต้ของจีนในแถบกวางสี ยูนนาน เป็นแหล่งที่อยู่เดิมของกลุ่มชนเผ่าไท และขณะเดียวกันกลุ่มไทตาดที่เรากำลังกล่าวถึงก็เป็นชาวไท มีลักษณะภาษาและวัฒนธรรมเป็นแบบไทชัดเจน การอพยพออกจากแถบสิบสองปันนาทางตอนใต้ของจีนของชาวไทตาดไม่ปรากฏชัดว่า อพยพออกมาเมื่อปี พ.ศ.ใด แต่ในประวัติศาสตร์ชุมชนไทใหญ่ในงานของ พรพิมล ตรีโชติ (2542) พบว่า นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ชาวไทใหญ่อพยพออกมาจากบริเวณตอนใต้ของประเทศจีนเมื่อประมาณศตวรรษที่ 7 โดยบางกลุ่มก็อาศัยอยู่ในบริเวณที่ราบ ร่วมกับชาวพม่าและชาวมอญในขณะที่บางพวกแยกตัวขึ้นไปอยู่บริเวณที่ราบสูงและได้แบ่งแยกดินแดนออกเป็น 33 แคว้น เช่นเดียวกับประวัติชุมชนไทตาด คุณตาแดง สีคะ (2544) ปราชญ์ชุมชนไทตาด กล่าวว่า "ได้แตกแยกหนีจากประเทศจีน หนีเข้ามาอยู่ในประเทศพม่า มาอยู่เมืองอังวะ-หงสาวดี เมืองพม่า พ.ศ. ไม่รู้.." ชาวไทตาดเริ่มมีความชัดเจน ในการสร้างอัตลักษณ์หรือความเป็นกลุ่มชน เมื่อเข้ามาอยู่ในเขตแดนรัฐพม่า และน่าจะเริ่มสร้างอัตลักษณ์ที่มีความเป็นตัวของตัวเองว่าเป็นพวกไตหรือไท เมื่อมาสัมพันธ์หรืออยู่ใกล้ชิดกับคนต่างชนเผ่าอย่างพม่า

tai thad 11

แผนที่แสดงการอพยพของกลุ่มชนไทตาด

การตั้งถิ่นฐานในเขตประเทศพม่าไม่ได้มีรายละเอียดอะไรมากนัก และช่วงระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในแถบลุ่มน้ำสาละวิน-อิรวดี นานกี่ปี ไม่มีหลักฐานหรือคำบอกเล่าที่ชัดเจน จนกระทั่งเกิดความขัดแย้ง กับกลุ่มชนพม่าหรือผู้มีอำนาจในเขตนั้น จึงต้องอพยพโยกย้ายลงมาตามแม่น้ำโขงจากตะวันตกมาสู่ตะวันออก เข้าสู่บริเวณเมืองหลวงพระบาง ของลาว โดยที่ประวัติความขัดแย้งช่วงนี้ ไทตาด ได้กล่าวเอาไว้เป็นเรื่องเล่าประจำกลุ่มชนว่า เมื่อชาวไทตาดตั้งถิ่นฐานอยู่เมืองอังวะ-หงสาวดี ประเทศพม่า เป็นชนกลุ่มน้อยของเมืองนั้น โดยมีผู้นำชุมชนคือ ตาผ้าขาว อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัต เจ้าเมืองอังวะหงสา จัดทาบุญที่สงบไม่มีเหล้ายา แต่ขณะเดียวกันในชุมชนของกลุ่มไทตาดกลับทำการฉลองกินเหล้าอย่างสนุกสนาน ทำให้เหล่าข้าราชบริพาร หรือทหารของพระเจ้าอังวะหงสาไม่ได้ร่วมทำบุญ เพราะมัวแต่ไปสนุกสนานกับชาวไทตาด

tai thad 12ฉะนั้น จึงทำให้เจ้าเมืองของชนเผ่าพม่า ที่เรื่องเล่าชาวไทตาดระบุว่าชื่อ พรหมทัต ไม่พอใจเจ้าผ้าขาว หรือพระขาว ผู้นำไทตาด ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยหรือคนละกลุ่มชนกัน หลังจากนั้นจึงหากลอุบายเพื่อที่จะให้ไทตาดออกไปจากแผ่นดินของตัวเอง

เพิ่นจัดให้มีการสร้างบั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน แล้วให้ตาผ้าขาวกับพระเจ้าพรหมทัตแข่งกันว่า บั้งไฟสองลำที่สร้างขึ้นว่าบั้งไฟลำใดสิบ่ขึ้น เมื่อตาผ้าขาวไปเหยียบหรือจับบั้งไฟ ปรากฏว่าบั้งไฟที่ตาผ้าขาวผู้นำไทตาดเหยียบนั้น พอทั่งหมดมื้อบั้งไฟกะบ่ขึ้น แต่บั้งไฟที่เจ้าพรหมทัตจับหางปรากฏว่าบั้งไฟขึ้น แสดงหว่าพระเจ้าพรหมทัตแพ้ตาผ้าขาว”

เจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองอังวะ-หงสาวดีของคนพม่า ได้ไล่ให้ชาวตาดออกไปจากแผ่นดินชาวพม่า ชาวตาดจึงต้องอพยพเคลื่อนย้ายล่องลงไปตามแม่น้ำโขง มาอาศัยอยู่แถวหลวงพระบาง ดินแดนลุ่มน้ำโขงทางฝั่งซ้าย และในระหว่างอาศัยอยู่ที่หลวงพระบาง เชื่อว่าได้ร่วมสร้าง "พระบาง" ที่เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองขึ้น พร้อมทั้งมีการทำบุญฉลองพระบาง โดยไทตาดนิยมทำตุงหรือธงเป็นผืนยาวสวยงาม เอาไปปักเพื่อเป็นการบูชาต่ออายุ

tai thad 13

พระบาง พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร เป็นพระพุทธรูปสำคัญของอาณาจักรล้านช้าง

ต่อมา เมื่อเกิดสงครามขัดแย้งในหลวงพระบาง (ช่วงนี้ไม่ชัดเจนนักว่า เกิดสงครามหรือความขัดแย้งในเรื่องอะไร) ผู้นำชนเผ่าจึงได้ทำบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการเสี่ยงหาทิศที่จะอพยพไปอยู่แห่งใหม่ พอจุดบั้งไฟก็ลอยขึ้นไปทางทิศใต้ จึงได้พากันอพยพย้ายจากหลวงพระบางลงมาสู่บริเวณที่เป็นเมืองท่าแขก หรือแขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในปัจจุบัน ตรงข้ามกับเมืองนครพนม คนละฝั่งลำน้ำโขง มาตั้งบ้านเรือนและทำมาหากินอยู่บริเวณนั้นอย่างสงบ หลังจากนั้นประมาณ 30 ปี (พ.ศ. ช่วงนี้ไม่ชัดเจน บางครั้งก็ว่า ช่วง พ.ศ. 2369) จึงได้พากันอพยพ ข้ามแม่น้ำโขงมาอาศัยอยู่ บริเวณท่าวัดโอกาส เขตเมืองนครพนม หลังจากนั้นจึงได้พากันโยกย้ายออกไปหาทำเลที่ตั้งบ้านเรือน เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมดั้งเดิมที่ไทตาดยึดถือปฏิบัติมา นั่นคือ การทำนา โดยคนไทตาดกลุ่มใหญ่มาตั้งชุมชนอยู่บริเวณบ้านผึ้ง ส่วนหนึ่งอยู่ชุมชนบ้านหนองบัว ตำบลนาราชควาย ส่วนหนึ่งไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านนาคากลาง ตาบลนาทราย อำเภอเมือง ในขอบเขตจังหวัดนครพนม

กลุ่มชนไทใหญ่กับการเรียกตัวเองว่าเป็น “ไทตาด”

การที่กลุ่มชนเหล่านี้ ถูกเรียกว่า ไทตาด หรือเรียกตัวเองว่าเป็น ไทตาด น่าจะเป็นชื่อที่เรียกตัวเองมากกว่าการที่กลุ่มชนอื่นตั้งให้ เพราะจากการเข้าไปสำรวจในหมู่บ้านไทยแถวลุ่มน้ำโขง ประชาชนในกลุ่มชนได้พยายามแสดงออกถึงความภูมิใจในความเป็นชาวไทตาด อย่างมิได้ขัดเขินและความหมายของคำว่า ไทตาด ก็มิได้มีความหมายไปในเชิงถูกเหยียดหยามเช่นเดียวกับคำว่า ส่วย หรือ ข้า หรือ ผีตองเหลือง ที่บางกลุ่มชาติพันธุ์ถูกกล่าวด้วยสายตาที่หมิ่นแคลน และจากรากศัพท์ของคำว่า "ไท" ในภาษาตาด หรือภาษากลุ่มไท-กะได หมายถึง "คน" เช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่นิยมเรียกตัวเองว่า "คน" เช่น คาว่า "ขมุ" หรือ "มละบริ"

tai thad 03

นอกจากนี้ การเพิ่มคำว่า ตาด ต่อท้ายกับคาว่า "ไท" หากคำว่า ไทตาด ถูกเรียกหรือเรียกตัวเองเมื่อลงมาสู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว น่าจะมีมูลเหตุมาจาก

  • ประการหนึ่ง กลุ่มชนนี้ลักษณะทางภาษาและวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะตัว ที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากกลุ่มชนตระกูลอื่น แม้กระทั่งในกลุ่มเผ่าไทด้วยกันเอง หรืออาจใกล้เคียงหากมองผิวเผิน อาจคิดว่า เป็นพวกญ้อ หรือลาว แต่หากสืบ วิเคราะห์อย่างใกล้ชิดแล้ว จะพบว่า กลุ่มคนพวกนี้มีลักษณะเฉพาะตัวต่างไป
  • ประการที่สอง เมื่อเป็นเช่นนี้ คนตาด จึงพยายามสร้างสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเพื่อแยกขาดไม่ปนกับสิ่งอื่น หรือวัฒนธรรมอื่น ทั้งโดยตั้งใจและมิตั้งใจ และเมื่อคนเหล่านี้มีความแตกต่างทั้งทางประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน ภาษาและวัฒนธรรมย่อยบางประการจากกลุ่มอื่น จึงถูกมองว่าเป็นพวกอื่น และมองตัวเองว่าเป็นพวกอื่น เมื่อชาวไทกลุ่มนี้นิยมการทำ ตาด หรือไม้กวาดไม้ไผ่ขนาดใหญ่ เพื่อกิจการทางพระพุทธศาสนา ฉะนั้นกลุ่มชนที่มีเอกลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรม จึงถูกมองและแบ่งแยกออกไปว่าเป็น "พวกตาด" หรือ "ไทตาด"

tai thad 07

แต่จากการเข้าไปศึกษาจากประวัติศาสตร์ของชุมชนไทตาด ในแถบนครพนม พบว่า คำว่า "ไทตาด" ผู้นำชุมชนที่เป็นกวานจ้ำ ได้กล่าวว่า ถูกเรียกมาก่อนหน้าที่จะมาอยู่ในแผ่นดินลาว กล่าวคือ ถูกเรียกตั้งแต่เคยอยู่ปะปนกับกลุ่มชนอื่นในประเทศพม่า เนื่องจากว่ากลุ่มคนเผ่าไทดังกล่าวนิยมการทำตาด (ไม้กวาดไม้ไผ่ขนาดใหญ่) ตั้งแต่ระหว่างที่อยู่แถบลุ่มน้ำสาละวิน-อิรวดี และมีอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง คำว่า "ไทตาด" นอกจากจะหมายถึงกลุ่มชนเหล่านี้เป็นกลุ่มชนตระกูลไทแล้ว ที่นิยมเรียกตัวเองว่า "ไท" มาแต่เดิม ตั้งแต่ทางตอนใต้ของจีนในแถบยูนนานหรือกวางสี คาว่า ตาด ยังขยายคำว่าไท ที่หมายถึงผู้คนหรือคนที่ชอบนิยมทำ "ตาด" (Thad)

กลุ่มชนไทตาด จึงหมายถึง กลุ่มชนตระกูลเผ่าไท ที่แต่เดิมถูกจัดว่าเป็นพวกไทใหญ่ มีรากฐานทางวัฒนธรรมแบบไท ได้เข้ามาอาศัยเป็นชนไทอีกกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย ภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองและสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งปรับตัวเป็นคนไทยในปัจจุบัน


สนับสนุนคลิกดูโฆษณาของเราสักวันละครั้ง เพื่อให้เรามีแรงสร้างงานต่อไป ขอบคุณครับ

น้ำเต้าปุง ตำนานการเกิดของคนในแถบอุษาคเนย์

เรื่องเล่า หรือ นิทาน ของกลุ่มมนุษย์ในอุษาคเนย์ที่เกิดหรือกำเนิดออกมาจาก น้ำเต้าปุง หรือเรื่อง "หมากน้ำเต้าปุง" ดูจะเป็นตำนานที่คลาสสิค เกี่ยวกับการเกิดของมนุษย์หรือชนเผ่าต่างๆ ในอุษาคเนย์เป็นอย่างดี เช่น

เรื่องราวการเกิดของชาวลาวล้านช้าง ก็ออกมาจาก หมากน้าเต้าปุง

อยู่มาปู่ลางเชิงได้ยินเสียงคนร้องก้องดังมากนักในหมากน้ำเต้านั้น จึงเอาเหล็กซีแกงชี (ไซ) คนทั้งหลายก็บุกเบียดออกมา ขุนคานเห็นดังนั้น ก็เอาซิ่วใหญ่ไป ซิ่วก้ำ ( ด้าน ) หนึ่ง คนก็ไหลบุกเบียดกันออกมาสามวันสามคืนหมด"

ชาวไทดำ เมืองแถน (เตียนเบียนฟู) ก็ออกมาจากหมากน้ำเต้าปุง

ผลน้ำเต้าตกจากฟ้าลงมาบนภูเขาแห่งหนึ่งใกล้เมืองแถง เมื่อผลน้ำเต้าแตก ข่าจะออกมาก่อน ไทดำ ออกมาเป็นที่สอง ลาวพุงขาว ออกมาเป็นที่สาม ฮ่อ ออกมาเป็นที่สี่ แกว (ญวน) ออกมาเป็นที่ห้า"

ส่วน ตำนานไทขาว ก็มิได้มีที่มาที่ต่างไปจากไทดำ

แต่ก่อนฟ้าดินอยู่ใกล้กัน ต่อมาน้ำท่วมโลก แถนให้ย่าบมย่าบายลงมายังเมืองสุ่ม (โลก) ย่าบมย่าบายเอาดินมาปั้นเป็นตัว คน ต้นไม้ และสัตว์ แล้วเอาใส่หมากเต้าปุง แถนจี้หมากเต้าปุง คนรุ่นแรกออกมาเป็น ข่า ขมุ ต่อมาเป็น ญวน ลาว ไทลื้อ..."

ส่วนการกำเนิดของกลุ่มชนชาวไทตาด มิได้ต่างไปจากกลุ่มชนหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ มากนัก ในตำนานชาวไทตาดกล่าวว่า (คุณตาแดง สีคะ; กวานจ้ำทิดแดง)

ชาวไทตาด ออกมาจากหมากน้ำเต้าปุง มีน้ำเต้าปุงเป็นผู้ให้กำเนิดหรือพ่อ สิบสองชายอ้ายน้อง เป็นคนที่สามของพี่น้อง สิบสองคน พวกโส้หรือช่าเป็นอ้ายคนใหญ่หรือพี่คนโต เพราะออกมาคนแรก แกวหรือบักแก้ว (ญวน) เป็นน้องชายคนสุดท้อง สิบสองชายอ้ายน้องที่ออกมาจากหมากน้ไเต้า มี พวกโส้ ผู้ไท พวน กะเลิง ลาว ฌ้อ ไทตาด อังกฤษ รัสเซอร์ (รัสเชียร์) เยอรมัน เจ๊ก (จีน) และแกว (ญวน) เมื่อออกมาแล้วพ่อก็แต่งเรือให้ 2 ลำ ลำละ 6 คนเป็นเรือหนังและเรือคำ (ทอง) เพื่อให้สิบสองชายอ้ายน้องออกไปทำมาหากิน... "

ນິທານລາວ​ເລືອງ​ໝາກນຳ້ເຕົ້າປຸງ - นิทาน​ลาว​เรื่อง​หมากน้ำเต้าปุง​ : ສາວລາວເລົ່ານິທານລາວ

ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงการเกิดของชาวไทตาดแล้ว จะพบว่า มีนิทานและตำนานมิได้ต่างไปจากผู้คนในอุษาคเนย์เท่าใดนัก คือชีวมนุษยชาติชนออกมาจาก "น้ำเต้าปุง" เหมือนกันหมด แต่บทบันทึกประวัติศาสตร์ชาวไทตาด กลับมีความหมายที่มีเพียงแต่ว่า ชาวอุษาคเนย์เท่านั้นที่ออกมาจากน้ำเต้าปุงอันเดียวกัน และเป็นพี่น้องกัน โดยมีชาวโส้ (โซ่) เป็นพี่ใหญ่

แต่กลับรวมผู้คนทั้งหมดในชีวาลัย (Biosphere) มาจากที่เดียวกันและเป็นพี่น้องกัน "สิบสองชายอ้ายน้อง มีทั้งโส้ ผู้ไท ลาว เจ๊ก แกว รัสเซอร์ เยอรมัน" ซึ่งอาจเป็นได้ว่า ตำนานไทตาด ได้ถูกเขียนขึ้นมา ภายหลังจากชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อกับคนแถบอุษาคเนย์แล้ว แต่กระนั้นตามตำนานหรือเรื่องเล่า เป็นสิ่งตอกย้ำว่า พวกเขามีตัวตน มีอัตลักษณ์แห่งความเป็นชนเผ่าชัดเจน

การกระจายตัวของชุมชน “ไทตาด” ในจังหวัดนครพนม

หลังการอพยพเคลื่อนย้ายจากแขวงคำม่วน สปป.ลาว มายังบริเวณท่าวัดโอกาส มาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมห้วยอันเป็นที่ตั้งบ้านผึ้งปัจจุบัน แต่เดิมชื่อ บ้านโคกคา แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น บ้านโคกดาวควัน (หลายปี) จนกระทั่งเกิดสงครามที่ทุ่งไหหิน มีนายทหารไทยที่ชื่อ "หลวงมน" ได้รับบาดเจ็บจากศึกสงครามคราวนั้น ได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านโคกดาวควัน และถูกนาตัวมารักษาที่บ้านโคกดาวควัน ต่อมาชาวบ้านโคกดาวควันจึงเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น บ้านพึ่ง (พา) และเพี้ยนกลายเป็น บ้านผึ้ง ในที่สุด ปัจจุบันราษฎรชาวไทตาดที่อาศัยอยู่ในบ้านผึ้งอันถือว่าเป็นถิ่นฐานที่ใหญ่ที่สุดของชาวไทตาด ได้แยกตัวออกไปทำมาหากินตั้งเป็นหมู่บ้านใหม่ๆ ดังนี้

tai thad 15

  • บ้านผึ้ง ประชากรชาวไทตาดราว 3,261 คน 614 หลังคาเรือน
  • บ้านหนองบัว ซึ่งนับว่าเป็นหมู่บ้านไทตาดอีกหมู่บ้านหนึ่ง ที่ยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมไทตาดไว้ แม้จะไม่สมบูรณ์เท่าบ้านผึ้ง แต่ราษฎรในหมู่บ้านกว่าร้อยละ 80 ยังถือว่าตัวเองเป็นชาวตาด มีประชากรราว 2,262 คน 290 หลังคาเรือน
  • บ้านคำกลาง นับว่าเป็นหมู่บ้านหนึ่งที่เคยอยู่ภายใต้วัฒนธรรมไทตาด แม้ในปัจจุบันอาจไม่สามารถแสดงความเป็นตาดไว้อย่างเช่นชาวบ้านผึ้ง หรือบ้านหนองบัว แต่ยังสามารถสืบความไปหาเป็นไทตาดได้ ซึ่งมีราษฎรทั้งสิ้นราว 300 คน 110 หลังคาเรือน

อัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม “ไทตาด”

ประเพณีการเลี้ยงผีใหญ่ “ไทตาด”

ประเพณีการเลี้ยงผี หากพิจารณาและเปรียบแล้ว ก็มิได้ต่างไปจากพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในระดับรัฐชาติ เช่น รัฐชาติไทย ในวันสาคัญๆ ซึ่งหมายถึงประเพณีที่แสดงออกถึงความเคารพในมหากรุณาธิคุณของผู้นำ ผู้สถาปนาชนเผ่า หมู่บ้าน หรือประเทศขึ้น เพราะความหมายของการเลี้ยงผีใหญ่ของชาวไทตาด จริงแล้วคือ การแสดงออกอย่างขอบคุณต่อเจ้าผ้าขาวในการเลี้ยงผีของไทตาด จะมีประเพณีเลี้ยงที่เรียกกันว่า "เลี้ยงใหญ่" สามปีต่อหนึ่งครั้งที่ชุมชนบ้านผึ้ง โดยมีกวานจ้ำเป็นผู้นำในการสื่อสาร ระหว่างลูกหลานไทตาดกับบรรพชน ซึ่งในงานนั้นกลุ่มชนชาวไทตาดไม่ว่าจะอยู่ชุมชนใด จะต้องส่งเสบียงอาหาร หรือไม่ก็รวบรวมเงินทองมาช่วย มีส่วนร่วมในการจัดเลี้ยง จัดพิธี ในประเพณีและพิธีกรรมดังกล่าว

tai thad 16

โดยกวานจ้ำจะเป็นคนสื่อสารระหว่างชาวบ้านกับผีบรรพชน ในที่นี้หมายถึง "เจ้าผ้าขาวและผีเครือญาติอื่นๆ" โดยมีคากล่าวในงานเลี้ยงผีใหญ่ดังนี้

คำเลี้ยงผีใหญ่ของไทตาด

เยอ (มาเยอ) เยอลูกอีตาพ่อเมือง หลานอีตาพ่อเมือง มาคบมากิน ลูกอีตาแก่นท้าว หลานอีตาแก่นท้าวมาคบมากิน กู๊กสร้างหล่อนาเพียงมาคบมากิน กู๊กบุ่งท้าวบุ่งงูมาคบมากิน กู๊กน้ำเข้าฮูภูผาแดงมาคบมากิน กู๊กบ้านขว่างเขากวางมาคบมากิน กู๊กบ้านหน่องนาโคนมาคบมากิน กู๊กกะว๊ากปากถ้ำมาคบมากิน กู๊กเอ๊าะเลาะเอ๊าะหร่อยหอยหอมมาคบมากิน กู๊กในกวนซอกนอกกวนซุงมาคบมากิน กู๊กตาเปิกตาเปิงมาคบมากิน กู๊กภูสูงภูเพ็งมาคบมากิน กู๊กท่งข้องหนองปลาดุกมาคบมากิน กู๊กทางใต้หลี่ผีทางเหนือผาใดผาด่างมาคบมากิน กู๊กก้ำซ้ายยทธิยา ก้ำขวาแดนแกวเป็นเขตมาคบมากิน

ประเพณีการแต่งงาน “ไทตาด” (ตาดกินดอง)

ปัจจุบัน ประเพณีวัฒนธรรมไทตาดเริ่มที่จะถูกกลืน และลบเลือนไปมากแล้ว อันเนื่องจากการแทรกแซงของวัฒนธรรมราชการ และต่างประเทศจากการโฆษณา และผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นลุ่มน้าโขง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พอจะเห็นเป็นร่องรอยของชาวไทตาดได้บ้างมีหลายประการเช่น สำเนียงภาษา การแต่งกายของคนรุ่นเก่า โดยเฉพาะในเรื่องการแต่งกายที่ชาวไทตาดมีเอกลักษณ์เด่นเป็นของตัวเอง ยังสามารถเห็นร่องรอยในงานประเพณีการแต่งงานของไทตาด ที่นับว่ายังรักษาประเพณีดั้งเดิมเอาไว้อยู่

tai thad 17tai thad 18

ตามประเพณีดั้งเดิมของชาวไทตาด จะช่วยเหลือกันทุกอย่าง ตั้งแต่การหาเขียง หาฟืน หาครก หาสาก หาหม้อน้ำ หาหวด หาหอย หาปลา เตรียมสถานที่ เพื่อเตรียมความพร้อมในงานแต่งงานของชาว ไทตาด ดังมีรายละเอียดที่ พ่อบัวบาน ฝ่ายเพีย อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน (2544) กล่าวไว้ดังนี้

เมื่อถึงวันงานก็จะพากันมาช่วยงาน ในพิธีแต่งงานจะมีเหล้าสี่ไห ไก่สี่ตัว เจ้าบ่าวจะนุ่งโจงกะเบน (เหน็บเตี่ยว) หรือโสล่งสีขาว เสื้อสีขาว อันเป็นชุดแต่งกายของชาวไทตาดดั้งเดิม พร้อมพายเบี่ยง มีคนกางร่มให้ มีคนสะพายถุงและสะพายดาบ โดยเจ้าบ่าวหรือผู้เป็นเขยจะทำหน้าที่ในการแจกเหล้าให้ลุงตา การแจกเหล้าผู้เป็นเขยจะนั่งคุกเข่าโจมศอก และพูดว่า "ทะนาเหล้า"

กระทำพิธีครั้งแรกจะต้องจ้ำหัวหมูถวายผีก่อน วันนี้ต้องทำบนบ้าน ต่อจากนั้นทางผู้หญิงไปจัด ไปทะนาทางเจ้าบ่าวให้มาทันกับเวลาทำเพื่อแต่งเขย ที่ไปจัดไปทะนานั้นมีจำนวนสี่คน นอกจากนั้นลุงตาฝ่ายหญิงก็ลงมา ตูบ หรือ ผาม เพื่อทาพิธีแล้วฝ่ายทางเจ้าบ่าวก็จะจัดขบวนแห่มา ทางเจ้าสาวก็ได้ทำพิธีต้อนรับทางฝ่ายเจ้าบ่าว เพื่อรองล้างเท้า เจ้าบ่าวขึ้นบนบ้านเข้าห้อง แล้วผู้เฒ่าหรือลุงตาก็ทำพิธีในตูบก่อน แล้วทำพิธีฝากสู่และฝากหัวหมู

การไขไหเหล้าครั้งแรก ลุงตาจำต้องเรียกเขย ทางผู้หญิงสองคนมาไขไหเหล้า ให้หมอบลงทั้งสองคน แล้วพูดว่า "ไหว้สาเจ้าลุงเจ้าตา สีขาดให้กะบาดอย่างใด ให้กะบาดอยากแจ้ง" แล้วให้เขยไขไหเหล้า เอาน้าเทลงในไหเหล้า

ครั้งที่สอง ก็หมอบลงอีกแล้วพูดว่า "ไหว้สาเจ้าลุงเจ้าตา มีเหล้าอยู่สี่ไห สิขาดให้กะบาด อย่างใด ให้กะบาดอยากแจ้ง" ให้เขยรินเหล้าทั้งสี่ไห

ครั้งที่สาม ให้เขยหมอบลงอีกแล้วพูดว่า "ไหว้สาเจ้าลุงเจ้าตามีเหล้าอยู่สี่ไห" ให้พูดว่า " แซบอยู่ไหหนึ่ง"

tai thad 19

แล้วให้ลุงตาฝ่ายชาย จ้ำไก่ก่อน ถ้าเจ้าบ่าวเป็นคนในหมู่บ้านหรือชุมชน หากเจ้าบ่าวเป็นคนนอกหมู่บ้านก็ไม่ต้องจ้ำไก่ หลังจากนั้นก็จุดเทียนเล็กหนึ่งเล่ม แบบง้าว ลงเอกะฉันทะ ถ้าเป็นเดือนแรมก็ว่าขึ้นเสมอไป

คำลงเอกะฉันทะ มีดังนี้

อะวะโหวิวะ สุวรรณัง ยังมีในวันหนึ่ง วัน (จันทร์,อังคาร) ขึ้น (ค่ำ) เดือน (ลาว) ได้ลงเอกะ ฉันทะ ท้าวสี่หู ภูสีหน้ามาคบมากิน ท้าวสองหางนางสองก้าวมาคบมากิน ทางใต้หลี่ผี ทางเหนือผาใดผาด่างมาคบมากิน ก้ำซ้ายยุทธิยา ก้ำขวาแดนแกวเป็นเขตมาคบมากิน"

ให้ว่าสามครั้ง แล้วเอาง้าวลง ให้เขยใส่น้ำและเหล้า แล้วผู้แบกง้าวดูดไหเหล้าก่อน แล้วให้เขยทะนาลุงตาสี่คนเข้าไหเหล้า เขยเอาน้ำและเหล้าเทลงอีก ลุงตาสี่คนนั้นต้องดูดเหล้า แล้วเรียกเขยฝากหัวหมู ตักน้ำมาเทลงไหเหล้าที่ละน้อย แล้วก็นับไปพร้อมกับเทน้ำ ให้ว่าดังนี้

"หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ขี่ม้าเลียบเมือง สี่ห้าหก จกไหเงิน ไหคำ หั้นศอก เจ็ดแปดกั้งห่มแสดพาบซาวแปดเก้า เฒ่ายื่น" (ยั่งยืน) 3 ครั้ง

แล้วเขยฝากหัวหมูทะนาลุงตาสี่คนดูดไหเหล้า เป็นการเสร็จพิธี เรื่องไหเหล้า แล้วให้เขยเอาเหล้ามาทะนาเจ้าลุง เจ้าตา แล้วสู่ขวัญตามประเพณีต่อไป พอหมอสูตรขวัญจบ พอเสร็จจากสูตรขวัญแล้วก็มีการป้อนไข่คู่บ่าวสาว การป้อนไข่นั้นก็ต้องให้เขยฝ่ายชายที่มาฝากหัวหมูเป็นคนป้อน ก็ผูกข้อมือ พร้อมกับเอาหัวคู่บ่าวสาวกระแทกเบาๆ สามครั้ง เป็นหมดพิธีแล้วก็เลี้ยงอาหาร

tai thad 20

พอรับประทานอิ่มแล้ว ผู้เฒ่าให้พรเจ้าของบ้าน ต่อจากนั้นก็ให้เขยลาลุงลาตาบอกว่า เหล้าไหก็หมด เหล้าเด็ดก็จืด เป็นอันว่าเสร็จพิธีเพียงเท่านี้

หลังจากนั้นก็มีการสมมา (พิธีการขอขมา แสดงความเคารพ และฝากเนื้อฝากตัวของเจ้าบ่าวเจ้าสาวต่อญาติผู้ใหญ่) พ่อแม่ฝ่ายชาย เช่น เสื่อสาด หมอน ซิ่น เสื้อ ผ้าห่ม ผ้าขาวม้า ทางพ่อแม่ฝ่ายชายก็ให้พรคู่บ่าวสาวอีก

การแต่งกายของชาวไทตาด

การแต่งกาย ดูจะเป็นลักษณะเด่นของชาวไทใหญ่ ที่เรียกตัวเองว่า “ไทตาด” อยู่มากคือ นิยมใส่สีขาว ผู้ชายนิยมใส่กางเกงขาต่อ มัดเกี้ยวเอา หรือกางเกงเหน็บเตี่ยว หรือโสร่ง ส่วนเสื้อนิยมที่ใช้กระดุมทั้งแขนสั้นและแขนยาว นิยมสีขาว และบางทีมีเป็นลายขั้นๆ โดยที่หากเมื่อไปงานบุญหรืองานพิธีจะใส่โสร่ง ใส่เสื้อหม้อฮ่อม มีผ้าพาดบ่า และผู้ชายทุกคนนิยมสักลาย

tai thad 02

  • เสื้อผ้า - ทามาจากหมากฝาย แล้วนำมาดีด และนำมาอิ้ว ทำเป็นเส้นเพื่อทอ
  • การทำสีผ้าหรือย้อมผ้า - นำเปลือกและใบของต้นคามมาหมักประมาณ 10 วัน แล้วกรองน้ำ จึงนำผ้าลงแช่ประมาณ 1 ชั่วโมง
  • ผ้าถุง - ทอหมัดหมี่ มีหัวผ้าถุง และตีนผ้าถุง
  • เสื้อ - เสื้อจะมีทั้งแขนยาว แขนสั้น สีขาว และสีคาม สีดา มีกระดุมเงิน
  • กางเกง - กางเกงหัวต่อ ขาก๊วย
  • ผู้หญิงไทตาด นิยมใส่ซิ่นหมี่หรือผ้าถุงสีดำ เสื้อย้อมหม้อเป็นสีครามและสีดำ ในงานบุญหรือพิธีจะใส่ผ้าถุงมัดหมี่ มีหัวมีตีนเก็บ ใส่เสื้อดำแขนยาว กระดุมเสื้อจะเป็นเงินสตางค์ และใส่แพเบี่ยงอกด้วย (สไบ) เป็นแพเต็ม หรือแพมะเขือสุก ผมจะปล่อยยาว บางคนจะมัดเป็นจุกที่หัวหรือเกล้าผม ผู้หญิงชอบใส่ต่างหูและกำไล แขนขา ในการทำงานผู้หญิงใส่ผ้าถุงสีดำ เสื้อดำแขนยาว แต่อยู่บ้านจะนิยมใส่เสื้อสีขาว

tai thad 05

ลักษณะบ้านเรือน “ไทตาด”

แต่เดิม บ้านเรือนไทตาด ในครั้งสมัยการตั้งบ้านเรือนใหม่ๆ ที่หมู่บ้านผึ้ง ตัวเรือนจะมีลักษณะ 2 ชั้น ยกพื้นขึ้น คล้ายๆ บ้านเรือนอีสานทั่วไป ฝาและหลังคามุงด้วยไม้ แต่มีลักษณะเด่นตรงบริเวณหลังคามีกาแล หรือหน้าจั่วสูง ที่เป็นไม้ไขว้ และมีลวดลายดอก บางบ้านนิยมดกระจกขนาดเล็กบริเวณจั่วและถัดลงมาตรงหน้าจั่ว เพื่อความสวยงาม เมื่อสะท้อนกับดวงพระอาทิตย์ บริเวณเชิงชายและป้านลมจะหยักคล้ายฟันเลื่อย ที่ภาษาโบราณเรียก "แข้วหมาตาย" ภายในตัวบ้านห้องนอนจะเรียกว่า "ห้องส้วม" (ห้องนอนที่กั้นไว้เพื่อให้ลูกสาวลูกเขยนอน) และจะแบ่งพื้นที่ให้ว่างให้เป็นห้องอีกห้องหนึ่งทางด้านทิศตะวันออก เรียกว่า "ห้องนอก" ห้องนี้จะห้ามผู้เป็นเขยผ่านเข้าไป หากพ่อตา แม่ยาย ไม่อนุญาต เพราะเป็นห้องที่เอาผีแจไว้หรือผีแม่ไว้

tai thad 21

ลักษณะทางภาษา “ไทตาด”

นักภาษาศาสตร์จัดภาษาในอุษาคเนย์ให้อยู่ในตระกูลใหญ่ต่างๆ กันกว่า 5 ตระกูล

  1. กลุ่มตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติค หรือ มอญ - เขมร
  2. กลุ่มตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน ที่พูดกันในหมู่เกาะอินโดนีเซีย หรือชาวเลในประเทศไทย
  3. กลุ่มตระกูลภาษาไท - กะได ที่ใช้ครอบคลุมตั้งแต่ตอนใต้ของจีนและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  4. กลุ่มตระกูลภาษาจีน - ทิเบต
  5. กลุ่มตระกูลภาษาม้ง - เย้า

ภาษาของกลุ่มไทตาด จัดว่าอยู่ในกลุ่มภาษาไท-กะได (Tai-Kadai) ซึ่งถือว่าเป็นภาษาไทตระกูลหนึ่ง แม้นอาจมีความคล้ายคลึงกับภาษากลุ่มไทอื่นๆ ที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในแถบลุ่มน้าโขง เช่น ไทญ้อ ไทลาว ญ้อผสมลาว กระนั้นก็มีลักษณะเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น ทำให้เห็นความแตกต่างไปจากกลุ่มชนเผ่าไท และคนในเผ่าอื่นๆ เป็นต้นว่า ภาษาไทตาดมักนิยมมีคาว่า เห้อ ต่อท้าย เช่น ไปไสเห้อ มาไสเห้อ และ คำว่า น่ะ เช่น บ่ไปน่ะ ในขณะที่ภาษาญ้อ มักใช้คำว่า กะเหลอ ส่วนผู้ไทก็ใช้ พะเหลอ เช่น ไปกะเหลอ ไปพะเหลอ นอกจากนี้ในภาษาของกลุ่มไทตาดดั้งเดิม ยังใช้อักษรควบ เช่น คว ขว เหมือนคำในภาษาราชการปัจจุบัน

อย่างคำว่า ขวา ในภาษาอีสานกลุ่มอื่นๆ เช่น ลาว หรือ ญ้อ มักใช้คาว่า ขัว แต่ในภาษาไทตาดกลับใช้คาว่า ขวา

รวมไปถึงคำว่า ควาย ที่ภาษาอีสานกลุ่มอื่นๆ ใช้ ควย แต่สาหรับไทตาด เรียก "ควาย" เช่นเดียวกับ ภาษาไทยราชการปัจจุบัน

การใช้คาว่า พวกตู้ ซึ่งหมายถึง พวกเรา และ พวกสู หมายถึง พวกคุณ

เมื่อเปรียบเทียบสำเนียงการพูดของกลุ่มคนไทตาดดั้งเดิม ที่ยังไม่มีการผสมผสานกับกลุ่มไทอีสานพื้นถิ่นอื่นๆ แล้วจะพบว่า มีความแตกต่างจากสาเนียงกลุ่มชนเผ่าไทกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นคนอีสานบางครั้งคล้ายคลึงกับสำเนียงภาคกลาง มากกว่า เช่นคำว่า สีแดง ในภาษาถิ่นนครพนม มักออกเสียง "หสีแหดง" ในขณะเดียวกันไทตาด กลับออกเสียง "สีแดง"

นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่ชาวไทตาดสื่อสารกันในการใช้สรรพนามเรียกตัวเองและผู้อื่น ในเรื่องของภาษาวัฒนธรรมแล้ว ไทตาดดั้งเดิมมักนิยมใช้คำว่า "มึง-กู" ในการสื่อสารระหว่างคนในสังคมทุกชนชั้นและอายุ แม้แต่เด็กกับผู้ใหญ่ก็ยังใช้มึง-กู ต่อกัน ไม่มีคำว่า เจ้า ข้อย มีแต่ กูและมึง ซึ่งเป็นคำดั้งเดิมของไทตาด โดยไม่ถือสาและถือว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นสรรพนามที่สะท้อนให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ของภาษา และความไม่แบ่งแยกชนชั้นในสังคมนัก "พ่อมึงสิไปไส" (พ่อจะไปไหน)

อาหาร “ไทตาด”

อาหารการกินของชาวไทตาดก็คล้ายๆ กันกับชาวไทกลุ่มอื่นๆ ในแถบนี้ แต่มีอาหารที่เป็นที่นิยมกันในหมู่ชาวไทตาด มักปรากฏในสำรับอาหารเสมอ เช่น

tai thad 22

เหนี่ยนหมากเขือ                                                             ซั่วไก่

 tai thad 23

หลามเอี่ยน (หลามปลาไหล)

tai thad 24

อุเบ้า (รังหรือก้อนดินกลม ที่กุดจี่ปั้นใช้ทำรังให้ตัวอ่อนอยู่อาศัยก่อนจะเป็นตัวเต็มวัย)

เครื่องจักสาน “ไทตาด”

การดำรงชีวิตของชาวไทตาดนั้น เกี่ยวข้องกับอาชีพเกษตรกรรม ทำมาหากินใกล้แม่น้ำใหญ่ เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันจึงมักจะเป็นเครื่องจักรสาน ทำมาจากไม้ไผ่ที่หาได้ง่าย เช่น

tai thad 25

เครื่องมือจับสัตว์น้ำ
  • ไซ - เครื่องมือจับปลาเล็กปลาน้อย หรือกุ้ง
  • กะหวิง - เครื่องมือสำหรับการช้อนกุ้ง ปู ปลา สานถักเป็นตาข่ายถี่
  • กะซือ - ตะแกรงที่ทำด้วยไม้ไผ่สาน ใช้สำหรับช้อนปลา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาสร้อย ปลาซิว เป็นต้น
  • ข้อง - เครื่องจักสานทำด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ปลา เรียก ข้อง มี 2 ชนิดคือ ข้องพายและข้องลอย
  • ลอบ - เครื่องมือประมงที่ใช้ดักจับสัตว์น้ำ มีส่วนที่เรียกว่า งา เป็นช่องให้สัตว์น้าเข้าภายในแต่ออกไม่ได้
  • ตุ้มกบ - เครื่องมือใช้ดักกบด้วยการจับเป็นในเวลากลางคืน
  • ตุ้มเอี่ยน - เครื่องมือดักปลาไหลและสัตว์น้ำ สานด้วยไม้ไผ่ มีงากลม เรียกว่า “งาปิด” อยู่บริเวณด้านข้างของตัวตุ้ม

tai thad 26

เครื่องใช้ในครัวเรือน
  • เขิง - สำหรับใช้ร่อนรำออก หรือร่อนปลายข้าวให้แยกออกจากเมล็ดข้าว และยังสามารถใช้เป็นที่ตากอาหาร
  • หวด มวย - สำหรับนึ่งข้าวเหนียว
  • กะโบม - ภาชนะชนิดหนึ่งทำด้วยไม้ขุดรูปวงกลมมีขอบ ด้ามสั้น สาหรับสงข้าวเหนียวที่นึ่งสุกใหม่ๆ หรือคนข้าวเหนียวนึ่งให้ลดความร้อนก่อนนาไปใส่ในกล่องข้าว
  • กะซือ - ตะแกรงที่ทำด้วยไม้ไผ่สาน ใช้สำหรับช้อนปลา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาสร้อย ปลาซิว เป็นต้น
  • กะยัง - ชื่อภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง คล้ายกะบุงแต่เล็กกว่า สำหรับใส่สิ่งของ
  • กะโด้ง - เป็นภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ที่มีรูปร่างเป็นวงกลมแบน ที่ใช้สาหรับฝัดข้าว

นำฮอยไทตาด ไทใหญ่ในอีสานใช่หรือไม่ | ใบบุญ ชาแนล

redline

isan word tip

ประตูสู่อีสานบ้านเฮา

IsanGate.com

ปณิธานของเรา :

"ชนชาติที่เป็นอารยะ ต้องมีรากเหง้า และที่มาอันยาวนาน ด้วยภาษาและขนบธรรมเนียมของตนเอง"

: Our Web Site.

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net
e mail
นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)