
โยมไม่ต้องมาบริจาคเงินให้วัด.. โยมเอาเงินไปดูแลพ่อแม่ได้บุญมากกว่าเอามาให้วัด
โยมอย่าเอาไฟฟ้าเข้าวัด เพราะจะทำให้พระต้องมีค่าใช้จ่าย พระไม่มีรายได้อยู่โดยไม่มีไฟฟ้าดีกว่า
โยมมาที่วัดขออย่าอึกทึกเสียงดัง มาอยู่วัดให้ทำสมาธิฝึกจิต ได้บุญกว่ามานั่งกราบพระน่ะ
คำสอนง่ายๆ ของ หลวงปู่ทุย หรือ พระอาจารย์ปรีดา ฉนฺทกโร เจ้าสำนักวัดป่าดานวิเวก หรือวัดดงศรีชมภู ซึ่งตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านแสงอรุณ ตำบลศรีชมภู อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ
ท่านเป็นพระธรรมยุตสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นศิษย์รุ่นน้องหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ในด้านปฏิปทาท่านเป็นพระสมถะ สันโดษ มีความเป็นอยู่เรียบง่าย น่าเลื่อมใส และเจริญรอยตามคำสอนแห่งองค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เคยกล่าวถึงท่านว่าเป็นดั่ง “เพชรน้ำหนึ่ง” ของวงการพระป่า ด้วยความเคร่งครัด สมถะ และยึดมั่นในพระธรรมวินัยอย่างไม่เปลี่ยนแปลงตามกระแสโลก
บุคลิกของหลวงปู่ทุยที่ศิษยานุศิษย์รู้จักดี คือ ความดุ เจ้าระเบียบ และความเคร่งครัด แต่จิตใจท่านมีความเมตตาต่อบรรดาลูกศิษย์ เวลาทำอะไรจะยึดถือปฏิบัติตามแบบโบราณตามที่ครูบาอาจารย์สอน ไม่ใช้เทคโนโลยี เพราะท่านเห็นว่าเทคโนโลยีเข้ามาจะเป็นผลเสีย ซึ่งเห็นได้ว่าคนสมัยนี้วิ่งเร็วเกินตัวเองไปมาก ถือเป็นเรื่องอันตราย

หลวงปู่ทุย หรือ พระอาจารย์ปรีดา ฉนฺทกโร เกิดวันที่ 4 กันยายน 2476 พื้นเพท่านเป็นชาวอุบลราชธานีโดยกำเนิด แต่ไปเติบโตที่ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุยังน้อย สมัยบวชเรียนเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เป็นรุ่นน้องของหลวงตามหาบัว ซึ่งหลวงตามหาบัวเป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ที่มีปฏิปทาของพระป่าสมัยก่อนที่ถือธุดงควัตร 13 ข้อ แน่นแฟ้น และปกปักรักษาป่าอย่างถวายชีวิต หลวงปู่ทุยเองก็ได้เจริญรอยตาม หลังจากที่หลวงตามหาบัวสร้างวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ท่านก็มาจำพรรษาอยู่ที่นี่ช่วงหนึ่ง
อุปนิสัยหลวงปู่ทุย เป็นคนรักธรรมชาติ จึงชอบสงวนที่ป่าเขาลำเนาไพร มีมากมีน้อยท่านไม่เคยทำลาย หลังจากฝึกกรรมฐานจนสำเร็จ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกองเพล จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันอยู่ในเขต จังหวัดหนองบัวลำภู) ได้แนะนำให้ท่านธุดงควัตรมาที่ดงสีชมภูนี้เมื่อปี 2509 ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่สีแดงที่คอมมิวนิสต์ยึดครองอยู่

หลวงปู่ทุยอยู่ที่นี่ได้ 2 ปี ก็ได้ตั้ง วัดป่าดานวิเวก ขึ้น ในปี 2511 ชื่อของวัดมาจากพื้นที่แห่งนี้เดิมเป็น ดานหินทราย ภายในบริเวณวัดประกอบด้วยพื้นที่ป่าหลายส่วน รวมกัน 2,500 ไร่ เฉพาะพื้นที่ของวัดเองประมาณ 14 ไร่ เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เช่าโดยถูกต้องตามกฎหมาย รวมกับพื้นที่ของกรมป่าไม้ที่ให้วัดดูแลอีก 700 ไร่ และพื้นที่ ส.ป.ก.อีก 1,400 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านปลูกมันสำปะหลัง แล้วกลายเป็นป่าเสื่อมโทรมเลยยกให้หลวงดูแล
ท่านจึงชวนชาวบ้านใน 3 ตำบล ของ อำเภอโซ่พิสัย ปลูกป่าใหม่ขึ้นมา ทั้งไม้ประดู่ ชิงชัง เต็ง รัง จนไม้เติบใหญ่ขึ้นเป็นป่าใหม่ แล้วพื้นที่ทั้งหมดนี้ท่านถวายเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติ 60 ปี ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวบ้านทุกคนจะได้ช่วยกันดูแล ทั้งยังหาแหล่งน้ำให้ชาวบ้านไว้ใช้ในการเกษตรอีกด้วย

หากใครได้เข้าไปในบริเวณวัดป่าดานวิเวก จะเห็นว่า วัดสงัดเงียบมาก ร่มรื่น เพราะเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยมากมาย แต่ถึงต้นไม้จะเยอะ ใบไม้จะร่วงหล่นลงมามากแค่ไหน ก็หาได้สู้ความขยันของพระเณรในวัดไม่ เพราะพระเณรจะช่วยเก็บกวาดและทำความสะอาดเสนาสนะทุกวัน
ขณะที่เสนาสนะหรือสิ่งปลูกสร้างในวัดมีเพียงกุฏิสงฆ์ ศาลาอเนกประสงค์ที่สร้างด้วยไม้ และเรือนปฏิบัติธรรมของฆราวาสเท่านั้น ภายในวัดไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา พระสงฆ์และเณรใช้แสงไฟจากตะเกียงและน้ำบาดาลเท่านั้น ดังนั้นวัดของหลวงปู่จึงไม่มีการบอกบุญ เรี่ยไร หรือตั้งตู้รับบริจาคใดๆ ทั้งสิ้น และข้อที่ควรรู้อย่างหนึ่งเกี่ยวกับหลวงปู่ คือ ท่านไม่ชอบให้ใครมาถ่ายรูปท่าน รวมถึงภายในวัด เพราะไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์อันใด
ว่าด้วยสมณศักดิ์ ก็เป็นสิ่งที่ท่านไม่เคยปรารถนาอยากได้ ได้ยินว่าทางหลวงปู่ทุยเคยแจ้งไปทางหน่วยงานราชการว่า "ไม่ต้องให้ยศให้ตำแหน่งหรือสมณศักดิ์แก่ท่าน" ท่านบอกว่า ขอเป็นพระธรรมดา อยู่เฉยๆ ก็พอแล้ว และทางวัดจะไม่รับกฐิน เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายจึงไม่ต้องใช้เงิน วัดแห่งนี้ ไม่มีการบอกบุญ ไม่เรี่ยไร ไม่ตั้งตู้รับบริจาค และไม่รับกฐิน ตามเจตนารมณ์ของหลวงปู่ที่เห็นว่า พระควรอยู่อย่างพอเพียง ไม่เป็นภาระต่อญาติโยม

เงินไม่สำคัญ ใจต่างหากที่ต้องรักษา”
ธรรมะที่หลวงปู่สอนเทศน์ชาวบ้านญาติโยม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องง่ายๆ แต่แสดงให้เห็นข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาอันงดงามของท่านอย่างชัดเจน เช่น “โยมไม่ต้องมาบริจาคเงินให้วัด โยมเอาเงินไปให้พ่อแม่ได้บุญมากกว่าเอามาให้วัด เรื่องเงินไม่สำคัญ ฆราวาสมีศีล 5 ก็พอ” เป็นปรัชญาสั้นๆ ที่คมลึกซึ้ง นอกจากนี้ ท่านมักจะเทศน์สอนบอกชาวบ้านว่า “โยมอย่าเอาไฟฟ้าเข้าวัด เพราะจะทำให้พระต้องมีค่าใช้จ่าย พระไม่มีรายได้ อยู่โดยไม่มีไฟฟ้าดีกว่า” หรือ “โยมมาที่วัด ขออย่าอึกทึกเสียงดัง มาอยู่วัดให้ทำสมาธิ ฝึกจิต ได้บุญกว่ามานั่งกราบพระ” เป็นต้น
ใครที่เคยมากราบ หรือสนทนาธรรมกับหลวงปู่ทุยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลวงปู่เป็นพระสมถะ เคร่งครัดในข้อวัตรปฏิบัติอย่างมาก ถึงแม้บุคลิกท่านจะดูค่อนข้างดุ เจ้าระเบียบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย กระนั้นพระเณรทั้งหลายก็อยากมาอยู่ศึกษาธรรมะกับท่าน เพราะชอบใจในข้อวัตรปฏิบัติที่หลวงปู่วางไว้และเพื่อมุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ

ยุคสมัยที่เงินทองครอบงำทุกชนชั้นวรรณะ จนหลายคนหลงลืมแก่นแท้ของชีวิตว่า ความสุขแท้จริงมันเกิดขึ้นได้อย่างไร? แม้แต่วงการศาสนาไม่วายที่หลายวัดต้องกลายเป็นพุทธพาณิชย์ บางวัดมุ่งเทศนาชวนเชื่อแต่เรื่องการบริจาคเงิน จนลืมแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา แต่สำหรับหลวงปู่ทุยแล้วยังคงเป็นพระธรรมดา สมถะ สันโดษ ตั้งมั่นในศีลาจารวัตร เป็นที่เลื่อมใสของชาวพุทธอยู่เสมอ
ปัจจุบัน องค์หลวงปู่ทุย ฉนฺทกโร มีอายุมาก และช่วงนี้หลวงปู่แพ้อากาศ การเข้ากราบองค์หลวงปู่จึงต้องมีเวลา เพื่อรักษาธาตุขันธ์องค์ท่าน ถ้าไม่มีเหตุจำเป็น หลวงปู่จะออกมารับคณะศรัทธาญาติโยมเวลาบ่าย 3 โมงทีเดียว

โอวาทธรรม หลวงปู่ปรีดา หลวงปู่ทุย ฉนฺทกโร
..ไปเที่ยวนั้นวิ่ง ไปเที่ยวนี้วิ่ง ไปดูโทรศัพท์โทรทัศน์วิ่ง ไปเที่ยวกินวิ่ง ถือใส่มือหิ้วสองข้างอือหือหนักเทกระจาด นั้นเห็นไหมกิเลสมันสอนคน วิ่งตามความอยากหาประโยชน์อะไรนั้น..”
..รักษาใจให้มีธรรม ทำใจตนให้เป็นพระ ดีที่สุด..”
..อยู่ป่าอยู่เขาไม่ค่อยมีเรื่องนะลูกหลาน
แต่ถ้าอยู่กับคนได้เรื่องนะ มีแต่ความวุ่นวาย
อยู่กับป่า กับเขา มีแต่ความร่มเย็น
ถ้าหันมาใส่คนได้เรื่อง หมายถึง คนไม่ดี
คนมีกิเลสหนา ชอบมีเรื่องวุ่นวาย
กระทบกระเทือนใจตัวเอง และ คนอื่น
ชอบหาแต่เรื่องใส่ตัวเอง หาเรื่องคนอื่น..”

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ หลวงปู่ทุย ฉันทกโร เป็น พระราชมงคลวชิรปรีดา สถิต ณ วัดป่าดานวิเวก จังหวัดบึงกาฬ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2568
ชาวอุบลราชธานีขอกราบสาธุ

โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ และชาวอุบลราชธานี ขอนอบน้อมกราบในความเมตตาของพ่อ-แม่-ครูบา-อาจารย์ องค์หลวงปู่ทุย ปรีดา ฉนฺทกโร (พระราชมงคลวชิรปรีดา) ท่านเมตตาให้ก่อสร้าง
- ห้องผ่าตัดใหม่มาตรฐานระดับสูง จำนวน 6 ห้อง พร้อมห้องพักฟื้นผู้ป่วย ให้แก่ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี
- งบประมาณการก่อสร้าง เป็นจำนวนเงิน 83,900,000 บาท (แปดสิบสามล้านเก้าแสนบาท) กำหนดแล้วเสร็จภายใน 180 วัน
🙏🏻🙏🏻🙏🏻เพื่อประโยชน์สูงสุดในการรักษาประชาชน ลูกหลานชาวจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดในเขตอีสานใต้ ขอกราบนมัสการด้วยความเคารพ สาธุ สาธุ สาธุ 🙏🏻🙏🏻🙏🏻
![]()

















