- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Dhamma
- Hits: 802

พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร หรือ หลวงปู่แบน ธนากโร แห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร มีนามเดิมว่า สุวรรณ กองจินดา เกิดเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๑ ปีมะโรง ณ บ้านหนองบัว ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายเล็ก และนางหลิม กองจินดา ครอบครัวประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ ครั้นพอถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนแล้ว โยมบิดา-โยมมารดาได้ส่งให้ท่านเข้าศึกษาในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน จนจบประถมศึกษาปีที่ ๔ ครั้นจบการศึกษาแล้ว ท่านก็ได้ช่วยบิดามารดาทำสวนทำไร่ เพราะในเขตจังหวัดจันทบุรีนั้น อาชีหลักคือการทำสวนเงาะ สวนทุเรียน
เมื่ออายุ ๒๑ ปี นายสุวรรณ กองจินดา ได้เข้าไปศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ (ภาพด้านซ้ายมือ) ณ วัดทรายงาม อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านของท่าน พอทราบถึงข้อวัตรปฏิบัติแล้ว หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ จึงได้นำท่านเข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ณ วัดเกาะตะเคียน ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โดยมี พระอมรโมลี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพัฒน์พิหารการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระเม้า เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ภายหลังจากที่ท่านบวชบวชแล้ว ก็มาอยู่ปฏิบติธรรมกับ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ที่วัดทรายงาม จังหวัดจันทบุรี และได้ติดตามครูอาจารย์คือ ท่านหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ มาอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร เป็นเวลานานหลายปี จนกระทั่งหลวงปู่กงมาได้มรณภาพลง ครั้นทำการถวายเพลิงศพของหลวงปู่กงมาแล้ว หลวงพ่อแบน ธนากโร ท่านก็ทำหน้าที่เป็น เจ้าอาวาสวัดดอยธรรมเจดีย์ ต่อจาก หลวงปู่กงมา ผู้เป็นอาจารย์ รักษาข้อวัตรปฏิบัติของครูบาอาจารย์พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ไว้อย่างเคร่งครัดเด็ดเดี่ยว รวมทั้งทำหน้าที่อบรมพระภิกษุสามเณร ญาติโยมที่มาขออยู่ปฏิบัติธรรม ให้มีศีลธรรมประจำใจ
เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จแปรพระราชฐานมาพักอยู่ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เพื่อออกเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตภาคอีสาน ทั้งสองพระองค์ และพระบรมวงศ์ จะเสด็จขึ้นไปกราบนมัสการหลวงพ่อแบน ธนากโร ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ และเยี่ยมเยียนประชาชนในแถบนั้นทุกครั้ง

ท่านเป็นเสาหลักพระกรรมฐานในเขตภาคอีสาน และภาคอื่นๆ ซึ่งพอถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา เป็นต้น คณะลูกศิษย์ทั้งพระและฆราวาสนั้นจะมาจากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเขตจังหวัดสกลนคร, นครพนม, มุกดาหาร, อุดรธานี, เลย, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ ฯลฯ จะพากันมาลงอุโบสถสามัคคีกันที่วัดดอยธรรมเจดีย์ และรับฟังธรรมโอวาท คติเตือนใจ รวมทั้งข้อธรรมอื่นๆ ในด้านการปฏิบัติจิตตภาวนาจากหลวงพ่อแบน ธนากโร และท่านก็จะให้กำลังจิตกำลังใจ ไม่ให้ท้อถอย ให้ต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย คือกิเลส ให้ยึดมั่นในหลักพระธรรมวินัย รวมทั้งให้พากันตั้งอกตั้งใจรักษาข้อวัตรปฏิบัติ และปฏิปทาที่ครูบาอาจารย์พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านพาดำเนินมา
ซึ่งในช่วงเทศกาลต่างๆ นั้น พระภิกษุที่มารวมกันลงอุโบสถนั้น มีประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ รูป ส่วนฆราวาสก็ประมาณ ๙๐๐-๑,๕๐๐ คน ในวันปวารณาเข้าพรรษานั้น องค์หลวงพ่อแบนท่านก็จะแจกวัตถุสิ่งของต่างๆ หลายอย่างให้แก่วัดที่มาร่วมลงอุโบสถสามัคคี เช่น น้ำตาล โกโก้ กาแฟ ร่ม ฯลฯ เพื่อมอบให้แก่ทางวัดได้ใช้สอยร่วมกัน และก็จะแจกถุงยังชีพให้แก่พระภิกษุสามเณร มีสบู่ ยาสีฟัน ยารักษาโรค ยากันยุง น้ำยาซักผ้า เป็นต้น

เรื่องการสงเคราะห์หมู่คณะพระเณร ญาติโยมนี้ ท่านจะทำอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่แต่เฉพาะวันสำคัญเท่านั้น ท่านจะพาลูกศิษย์ไปแจกผ้าห่ม เสื้อผ้า ข้าวปลา อาหารแห้ง ยารักษาโรค เครื่องอุปโภค บริโภคต่างๆ ให้แก่ประชาชน ในเขตอำเภอภูพาน อำเภอเต่างอย อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร อำเภอดงหลวง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม และทั่วทั้งภาคอีสาน รวมไปถึงภาคเหนือ และภาคอื่นๆ เป็นต้น
ส่วนการสงเคราะห์ตามวัดนั้น ท่านจะออกไปตรวจตรา และเยี่ยมเยียนไปตามวัดวาต่างๆ เพื่อให้กำลังจิตกำลังใจในการเจริญจิตภาวนา พร้อมทั้งนำเครื่องอุปโภค บริโภค มีน้ำตาล น้ำปลา มาม่า ปลากระป๋อง ฯลฯ ไปถวายให้วัดนั้นๆ หากเป็นฤดูกาลหน้าผลไม้ เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด ออกผลผลิต ท่านก็จะจำนำไปแจกจ่ายให้ตามวัด ครูบาอาจารย์กรรมฐานต่างๆ รวมทั้งวัดอื่นๆ ด้วย

หลวงพ่อแบน ธนากโร ท่านได้เมตตาสงเคราะห์คนหมู่มาก ทั้งพระและฆราวาส อย่างหาประมาณมิได้ องค์ท่านได้เมตตาสร้างตึกร่มฟ้า ให้แก่โรงพยาบาลจังหวัดสกลนคร พร้อมทั้งถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ และสร้างตึกร่มฉัตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตึกทั้งสองหลังนี้ เป็นตึกห้องพิเศษ วีไอพี มีอุปกรณ์ทันสมัยครบครันสมบูรณ์แบบ

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ องค์ท่านได้สร้าง ‘โรงพยาบาลพระอาจารย์แบน ธนากโร’ ที่อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวาระที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๕ รอบ ๖๐ พรรษา
หลวงพ่อแบน ธนากโร นอกจากองค์ท่านจะเมตตาสงเคราะห์แก่ประชาชนโดยทั่วไปแล้ว ท่านยังได้เมตตาสร้างวัด เพื่อเป็นสำนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานเจริญรอยตามพระบูรพาจารย์ มี หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เป็นอาทิ ให้พระภิกษุสามเณรได้มีที่อยู่ศึกษาข้อวัตร ปฏิบัติธรรม เพื่อรักษาป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร รักษาสัตว์ป่า และรักษาธรรมชาติเอาไว้ ซึ่งนับวันจะถูกบุคคลต่างๆ ทำลายลงไป

วัดที่องค์ท่านได้เมตตาสร้างนั้นมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน ดังนี้
- วัดป่าภูผาผึ้ง ตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร
- วัดป่าค้อน้อย บ้านค้อน้อย ตำบลค้อใหญ่ อำเภอกุดบาก จังหวัดมุกดาหาร
- วัดป่าวังเพิ่ม-พระภาวนา ตำบลพญาเย็น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี
- วัดที่ท่านสร้างขึ้นใหม่ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
ในช่วงนั้น หลวงพ่อแบน ธนากโร ท่านได้พำนักอยู่ที่ วัดดอยธรรมเจดีย์ ตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร หรือในบางครั้งท่านก็จะไปพักสั่งสอนศีลธรรมอยู่ที่วัดป่าวังเพิ่ม-พระภาวนา อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และวัดที่ท่านสร้างขึ้นใหม่ในจังหวัดจันทบุรี

หลวงพ่อแบน ธนากโร ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดีชอบ กอร์ปด้วยศีลและธรรม มีศีลาจาริยวัตรที่งดงาม และยังคงรักษาข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต โดยมีหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ผู้เป็นบูรพาจารย์ พาประพฤติปฏิบัติสืบทอดมา
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะ ชั้นสามัญที่ พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร
ธรรมะคำสอนของหลวงพ่อแบน ธนากโร
บุญคืออะไร
บุญ คือ การทำใจของเราให้สบาย ให้มีความสุข ให้สงบ ให้ใส ให้เย็น ให้สว่าง บุญ คือ การทำใจของเราให้สมบูรณ์ขึ้นมาด้วยศีลธรรม สิ่งใดเป็นประโยชน์แก่โลก แก่สังคมโลก อันนั้นเรียกว่าบุญได้ทั้งนั้น เพราะบุญ คือสิ่งที่สร้างสรรค์ การทำสิ่งที่สร้างสรรค์นั้นจึงเป็นการทำบุญ
สำเร็จเป็นการบุญ
เรื่องการบริจาคทาน บุญที่จะเกิดขึ้นมากน้อย ขึ้นอยู่กับจิตใจของบุคคลผู้ทำ ไม่ต้องสมมติว่ากองกฐิน ไม่ต้องสมมุติว่ากองผ้าป่า ก็สำเร็จเป็นการบุญ
บุญกุศลมหาศาล
การทานมุ่งในการเสียสละด้วยความบริสุทธิ์ใจ ๑ คือไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่ทานเพื่อมุ่งของตอบแทน ไม่ใช่ทานเพื่อมุ่งให้หน้าตาใหญ่โตอะไร ทานเพื่อเป็นการบูชา สิ่งที่เรานำไปบริจาคนั้น เป็นของที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรง คือได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ๑ แล้วก็บุคคลที่รับไทยทานของเราก็เป็นบุคคลที่มีความบริสุทธิ์ 1 ถ้าหากว่าความบริสุทธิ์สามส่วนนี้มารวมกัน ไม่ต้องเรียกว่าผ้าป่า ไม่ต้องเรียกว่ากฐิน เป็นบุญกุศลมหาศาลทั้งนั้น

ธรรมโอสถ
คนที่จะเห็นคุณค่าของข้าวปลาอาหาร คนนั้นต้องรับประทาอาหารอิ่ม คนที่จะเห็นคุณค่าของยา โรคของเจ้าของต้องหายไป ตามปรกติเราๆ เป็นโรคด้วยกันทุกคน โรครัก โรคชัง โรคอะไรต่ออะไร เป็นโรคทั้งนั้น ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมแก้โรค
ได้ประโยชน์ทั้งนั้น
ศีลธรรมของพระพุทธเจ้า เอาไปประพฤติปฏิบัติ ได้รับประโยชน์ทั้งนั้น เหมือนกับยา จะสีวรรณะใด ฝรั่งดำ ฝรั่งขาว เขมร ไทย จะสีใดๆ ก็ช่าง ยาเป็นประโยชน์เวลาป่วยไข้ได้ทั้งนั้นไม่เลือกสีสัน ไม่เลือกวรรณะ

หลวงปู่แบน ธนากโร ได้ละสังขาร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๕๕ น. ณ กุฏิวัดดอยธรรมเจดีย์ สิริอายุ ๙๑ ปี ๖ เดือน ๑๔ วัน ๗๒ พรรษา
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Dhamma
- Hits: 2671

พระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา สิริจนฺโท) เกิดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2488 ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11 ปีระกา นามเดิมว่า ศิลา นิลจันทร์ (บิน) บิดานามว่า แก่น นิลจันทร์ และมารดานามว่า น้อย นิลจันทร์ เกิดที่ บ้านเบิด ตำบลเบิด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ในช่วงนั้น ครอบครัวอพยพจากภาวะแห้งแล้งเกิดทุพภิกขภัย มาพำนักที่บ้านส้อง ตำบลธาตุ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ จากนั้น ได้ย้ายถิ่นฐานอีกครั้งในปี พ.ศ. 2494 เมื่อเด็กชายศิลามีอายุได้ 6 ปี มาอยู่อาศัย ณ บ้านเกิดของมารดา ที่บ้านธาตุประทับ (ในปัจจุบัน คือ บ้านยางกระธาตุ) อำเภอเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด
การบรรพชาเป็นสามเณร
เด็กชายศิลา ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ. 2500 ขณะที่มีอายุ 12 ปี ที่วัดธาตุประทับ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย บ้านธาตุประทับ อำเภอเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด มี หลวงพ่อพิมพ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้ติดตามพระอาจารย์ออกร่วมคณะธุดงค์ไปนมัสการ พระธาตุพนม ระหว่างเดินธุดงค์มีโอกาสได้อุปัฏฐากพระมหาเถระฝ่ายอรัญวาสี คือ พระครูสีลขันธ์สังวรณ์ (อ่อนสี สุเมโธ) ที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นพระอาจารย์ในสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และได้รับคำสอนผญาธรรม (หรือ คำสอนอีสาน) จากพระธรรมราชานุวัตร (แก้ว กันโตภาโส) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม
การอุปสมบทครั้งที่ 1
ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2509 เมื่ออายุย่าง 21 ปี ที่วัดบูรพาภิราม สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีพระสิริวุฒิเมธี (พุทธา สิริวุฑฺโฒ) อดีตเจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายานามว่า "สิริจนฺโท" และได้ลาสิกขาเมื่อปี พ.ศ. 2521
ด้วยสาเหตุได้รับการวิงวอนขอร้องจากญาติๆ ให้ลาสิกขาออกมาเป็นครูผู้ช่วยสอน ที่โรงเรียนธาตุประทับ และดูแลมารดา รวมถึงญาติผู้ใหญ่ที่กำลังป่วยหนักเป็นเวลา 1 ปี
![]()
ในปี พ.ศ. 2516 ท่านเจ้าคุณพระสิริวุฒิเมธี มีปรารภให้ พระมหาศิลา สิริจันโท (ขณะนั้น) ไปดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะอำเภอหนองพอก โดยให้ไปอยู่วัดนิคมคณาราม เพื่อสอนพระปริยัติธรรม เมื่อท่านได้ทราบปรารภของพระมหาเถระผู้ใหญ่ จึงหาทางเลี่ยง ได้ปลีกวิเวกไปอยู่จำพรรษาที่วัดหนองดู่ บ้านหนองดู่ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด ไปเป็นครูสอนปริยัติธรรมที่วัดหนองดู่นี้เอง ที่อยู่ใกล้กับวัดสันติวิหาร อันมีพระอาจารย์สมาน ธัมมรักขิตโต เป็นเจ้าอาวาส ความวิริยะอุตสาหะของ พระมหาศิลา สิริจันโท (ขณะนั้น) ท่านได้รับคำชี้แนะในการศึกษา ซึ่งตามธรรมเนียมการศึกษานอกจากเรียนพระปริยัติธรรมแล้ว ยังมุ่งศึกษาตามขนบธรรมเนียมประเพณีนิยมแบบพระสงฆ์-สามเณรในภาคอีสาน คือ การเรียนอักษรธรรม อักษรขอม อักษรไทยน้อย (อักษรโบราณ) เพื่อศึกษามูลกัจจายน์ให้แตกฉาน ความรู้ทั้งทางโลก และทางธรรม สรรพวิชาอาคม ยารักษาโรค โหราศาสตร์ล้วนถูกบันทึก ไว้ในใบลานทั้งสิ้น
![]()
หลวงปู่ศิลา สิริจินโท มีความแตกฉาน มูลกิจจายน์ ประกอบกับสรรพวิชา จนเป็นที่กล่าวขานถึงในยุคนั้น เหตุการณ์ที่วัดสันติวิหาร ทำให้ท่านป็นที่นับถือในเรื่องการบำรุงขวัญและกำลังใจแก่ศิษยานุศิษย์ คือเรื่อง ตะกรุดคอหมา (ตะกรุดปลากระป๋อง) เนื่องด้วยในยุคนั้น ระบบความคิดของสิทธิคอมมูนระบาดหนัก เครี่องรางของขลังจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อประกอบกำลังใจแก่ผู้คนในยามหวาดผวา
สิ่งสำคัญยิ่งที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2515 ที่ควรจะกล่าวถึง เพื่อแสดงถึงความกตัญญูต่อสถาบันพระกษัตริย์ หลวงปู่ศิลา สิริจันโท ได้รวบรวมสรรพวิชาที่ร่ำเรียนมาทั้งปวง เขียนบรรจุลงบนผืนผ้าจำนวน 5 ผืน และได้คัดเลือกผืนที่งามที่สุดจำนวน 2 ผืน ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ตามเอกสารทูลเกล้าฯ ผ่านกรมสื่อสารทหารอากาศดอนเมือง ลงวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2515 โดย พลอากาศเอกหม่อมราชวงศ์ เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมสื่อสารทหารอากาศเป็นผู้ลงนามหนังสือ และพลเรือเอกหม่อมเจ้ากาฬวรรณดิธ ดิสกุล เป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้าถวาย ปัจจุบัน 1 ใน 5 ผืนที่เหลือถูกขนานนามว่า "มหายันต์"
![]()
หลวงปู่ศิลา สิริจันโท ออกจาริกธุดงค์ ในช่วงลัทธิความคิดระบบคอมมูนแพร่หลายในช่วงนั้นแถบริมโขง ออกจาริกธุดงค์ในเขตนั้น พันตำรวจโทไพทูลย์ คงคูณ ได้นิมนต์หลวงปู่ศิลา สิริจันโท หนีไปอยู่หลบลัทธิคอมมูนในถ้ำฝั่งโขง แถบ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย และออกจาริกธุดงค์ต่อถึงเขต อำเภอปากชม จังหวัดเลย
การอุปสมบทครั้งที่ 2
ในช่วงปี พ.ศ. 2522 จากการทำหน้าที่ผู้อาวุโส "ครูศิลา" ทำใจไม่ได้ เมื่อต้้องใช้ไม้เรียวตีในการสอนนักเรียน ครูศิลา จึงเกิดความสลดสังเวช จนต้องหวนกลับเข้าอุปสมบทอีกครั้งในปีเดียวกัน หลังญาติผู้ใหญ่ได้เสียชีวิตลง ซึ่ง หลวงปู่ศิลา สิริจันโท ถือเป็นกำลังหลักของครอบครัวในความขัดสนตามสังคมชนบท ณ พัทธสีมา วัดมาลุคาวนาราม สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย บ้านเกษมสุข ตำบลพลับพลา อำเภอเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด มีพระสมุห์เป ปุญฺโญ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระน้อย สีลวณฺโณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดสมาน ธมฺมรกฺขิโต เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายานามว่า "สุริยจิตฺโต" หลังอุปสมบทช่วงปี พ.ศ. 2522–2539 ย้ายไปพำนักที่วัดโนนเดื่อ ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด สลับกับวัดธาตุประทับ
ปี 2539 เหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น คือ หลังมารดาเสียชีวิตไป พี่สาวของหลวงปู่ศิลา สิริจันโท ที่เป็นเสาหลักครอบครัวแทนพ่อแม่ ได้ล้มป่วยลงอย่างหนัก ประกอบกับครอบครัวของหลวงปู่ไม่ได้สมบูรณ์อย่างบุคคลทั่วไป ภาระหน้าที่สำคัญในทางโลกจึงย้อนกลับมาหาท่านอีกครั้ง การลาสิกขาครั้งนี้ เป็นเวลา 8 เดือนในการออกมาจัดการภาระต่างๆ เช่น การดูแลผู้ป่วย การหาเลี้ยงครอบครัวในยามยาก การเกี่ยวข้าวให้แล้วเสร็จ จวบจนเสร็จงานศพพี่สาวของท่าน
![]()
การอุปสมบทครั้งที่ 3
เมื่อหมดภาระหน้าที่ในครอบครัว แล้วก็ได้กลับเข้าอุปสมบทใหม่ในวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2539 อุปสมบทเป็นครั้งที่ 3 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดแสงประทีป สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตำบลหมูม้น อำเภอเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีพระครูวิธานสมณกิจ (อำนวย จนฺทสาโร) เจ้าอาวาสวัดแสงประทีป และเจ้าคณะตำบลหมูม้น เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายานามว่า "สิริจนฺโท" (ฉายาเดิมอันเดียวกับการบวชครั้งแรก) และได้พำนัก ที่วัดธาตุประทับ สลับกับการออกจาริกธุดงค์ ที่บ้านพรานเหมือน ตำบลบ้านขาว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
ในปี พ.ศ. 2565 มีการญัตติ "ทัฬหีกรรม" (นับอายุพรรษากาลอุปสมบทต่อเนื่อง) เป็นพระภิกษุสังกัดธรรมยุติกนิกาย ณ พัทธสีมาพระอุโบสถวัดบึงพระลานชัย พระอารามหลวง โดยมีพระพรหมวชิรโสภณ (ศรีจันทร์ ปุญฺญรโต) เจ้าอาวาสวัดบึงพระลานชัย พระอารามหลวง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพระอุปัชฌาย์
![]()
ในปี พ.ศ. 2559 พระเทพวัชรธรรมโสภณ ออกจาริกไปบ้านหนองแซง ตำบลแจ้ง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ และได้ออกจาริกในปี พ.ศ. 2565 เกิดอาการอาพาธด้วยโรคหัวใจขาดเลือด และพักรักษาตัวที่ กุฎีอโรคยาปรมาลาภา เสนาสนะสงฆ์ พระธาตุจอมศรีสัมมาสัมพุทธเจดีย์ จังหวัดมหาสารคาม และในปัจจุบัน พระราชวัชรธรรมโสภณพำนักอยู่ที่พักสงฆ์ธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา สิริจนฺโท ป. ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
การศึกษา
พระเทพวัชรธรรมโสภณ เริ่มเรียนหลักสูตรนักธรรม ในปี พ.ศ. 2500 ขณะอายุ 12 ปี สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี ที่สำนักศาสนศึกษาวัดธาตุประทับ จังหวัดร้อยเอ็ด และนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501–2503 สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโทและนักธรรมชั้นเอก และนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506–2515 สอบไล่ได้เปรียญธรรม 3 ประโยค ถึงเปรียญธรรม 6 ประโยค เมื่ออายุ 26 ปี ที่สำนักศาสนศึกษาวัดบูรพาภิราม อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
![]()
ศาสนกิจ
ด้านปกครองคณะสงฆ์
- ในปี พ.ศ. 2565 เป็นประธานสงฆ์ ธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา สิริจันโท ป. ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
- 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางพระสังฆาธิการเป็น เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน ประเภท วัดราษฎร์ ตำบลกุดปลาค้าว อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์
- พ.ศ. 2567 มหาเถรสมาคมมีมติเห็นชอบยกย่องพระสังฆาธิการผู้อาวุโสด้วยภูมิธรรมความรู้วัยวุฒิ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต)
- 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่อง การตั้งวัดในพระพุทธศาสนา ท่านได้สร้างวัดขึ้นในพระพุทธศาสนาอีกหนึ่งแห่ง คือ วัดสวนธรรมปีติ (ธรรมยุต) บ้านแกเปะใหญ่ หมู่ที่ 5 ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และท่านเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัด
ด้านการศึกษา
- 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ได้รับแต่งตั้งเป็น ครูสอนพระปริยัติธรรม แผนกนักธรรม-บาลี สำนักศาสนศึกษาวัดบูรพาภิราม อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักเรียนคณะจังหวัดร้อยเอ็ด
- พ.ศ. 2521 เป็น ครูผู้ช่วยสอน ที่โรงเรียนธาตุประทับ อำเภอเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด ขณะลาสิกขาบทเป็นคฤหัสถ์
![]()
ด้านสาธารณะสงเคราะห์
หลายๆ โครงการที่ หลวงปู่ศิลา สิริจันโท ได้เมตตาช่วยเหลือสร้างให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน เพื่อคนทั้งปวงได้ใช้สอยบรรเทาทุกข์ภัย ทั้งด้านการศาสนา การโรงพยาบาล การศึกษาพระเณรตลอดจนนักเรียนนักศึกษา และด้านสังคม รวมกว่าร้อยล้านบาท เช่น
- สงเคราะห์อุปกรณ์และสถานที่ทางการแพทย์หลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลสุทธาเวช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, โรงพยาบาลกาฬสินธุ์, โรงพยาบาลร้อยเอ็ด, และโรงพยาบาลธวัชบุรี การมอบรถกู้ชีพ และรถกู้ภัยให้มูลนิธิหลายแห่ง เป็นต้น
- สงเคราะห์สบทบทุนทางศาสนา เช่น สร้างสะพานเข้าหอเจ้าเฮือน 3 พระองค์ ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร สร้างพระอุโบสถวัดโพนโป่งให้แล้วเสร็จ ตำบลเวียงคุก อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย และบูรณะหลังคาพระอุโบสถวัดป่าศรีโพนทอง ตำบลแวง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด มอบเงินสมทบวิทยาลัยศาสนศาสตร์เฉลิมพระเกียรติกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นต้น
![]()
รางวัลเชิดชูเกียรติคุณที่ได้รับ
พระเทพวัชรธรรมโสภณ ได้อุทิศตนเป็นแม่แบบที่ดีผู้ทำคุณประโยชน์ในด้านต่างๆ ต่อสังคมโดยตลอด
- พ.ศ. 2564 ได้รับพระราชทานรางวัล พระธาตุนาดูนทองคำ ประจำปี พ.ศ. 2564 ประเภทบุคคลดีเด่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สาขาบำเพ็ญประโยชน์ โดย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รับพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
- พ.ศ. 2567 สภามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม มีมติอนุมัติให้ถวายปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ปร.ด.) สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค แด่ พระราชวัชรธรรมโสภณ (ศิลา สิริจนฺโท ป.ธ.๖) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จัดพิธีถวายเอง
- พ.ศ. 2567 สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีมติอนุมัติให้ถวายปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พธ.ด.) สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา แด่ พระราชวัชรธรรมโสภณ (ศิลา สิริจนฺโท ป.ธ.๖) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ โดย เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดมีพระบัญชาให้ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธ์ เขมงฺกโร) เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม คณะผู้ช่วยสนองงานในสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20 เป็นประธานในพิธีประทานปริญญาบัตร (8 ธันวาคม พ.ศ. 2567)
- พ.ศ. 2567 ได้รับพระราชทานรางวัล พระธาตุพนมทองคำ ประจำปี พ.ศ. 2567 โดย มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (18 ธันวาคม พ.ศ. 2567)
- พ.ศ. 2568 สภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มีมติอนุมัติให้ถวายปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ศศ.ด.) สาขาพัฒนาสังคม (18 เมษายน พ.ศ. 2568)
![]()
สมณศักดิ์
- พ.ศ. 2515 ได้รับพระราชทานทรงตั้งเปรียญธรรม 6 ประโยค ที่ พระมหาศิลา สิริจนฺโท ป.ธ. 6
- 29 เมษายน พ.ศ. 2564 ได้รับแต่งตั้งจากพระพรหมวชิรโสภณ (ศรีจันทร์ ปุญฺญรโต) เจ้าอาวาสวัดบึงพระลานชัย พระอารามหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด ให้ดำรงตำแหน่งฐานานุกรมพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ในฐานานุศักดิ์ที่ พระครูปลัดวชิรโสภณญาณ วิมลศีลาจารวิศิษฏ์ ไพศาลศาสนกิจจาทร
- 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชวัชรธรรมโสภณ โกศลบริหารวรกิจ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
- 2 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพวัชรธรรมโสภณ วิมลศีลาจารนิวิฐ ไพศาลศาสนกิจจาทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
![]()
ด้วยความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยและเมตตาธรรมอันยิ่งใหญ่ ท่านได้รับสมญาว่า “เกจิผู้ทรงวิทยาคมแห่งลุ่มน้ำโขง” ชื่อเสียงของท่านไม่เพียงอยู่ที่การสอนธรรมและการปฏิบัติสมาธิภาวนาเท่านั้น แต่ยังเลื่องลือในด้านเมตตามหานิยม การปลุกเสกวัตถุมงคล และการสงเคราะห์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก
![]()
- Details
- Written by: ทิดหมู มักหม่วน
- Category: Dhamma
- Hits: 2482

พระธรรมเจดีย์ นามเดิม จูม จันทวงศ์ ฉายา พนฺธุโล เป็นอดีตเจ้าคณะมณฑลอุดรธานี (ธรรมยุต) อดีตผู้ช่วยเจ้าคณะภาค 3-4-5 (ธรรมยุต) อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
ชาติกำเนิด
พระธรรมเจดีย์ นามเดิมคือ จูม จันทวงศ์ เป็นบุตรคนที่ 3 (ในจำนวนทั้งหมด 9 คน) ของนายคำสิงห์ และนางเขียว จันทรวงศ์ ครอบครัวมีอาชีพทำนาทำไร่ เด็กชายจูม จันทรวงศ์ มีอุปนิสัยเรียบร้อย สนใจในการทำบุญทำกุศลตั้งแต่เด็ก ชอบติดตามบิดามารดา หรือคุณตาคุณยายไปวัดสม่ำเสมอ จึงได้มีโอกาสพบเห็นพระภิกษุสงฆ์เป็นประจำ เกิดที่บ้านท่าอุเทน ตำบลท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2431 (ปีชวด)
อุปสมบท
หลังจากเล่าเรียนจบระดับชั้นประถมศึกษา เด็กชายจูม ได้บรรพชาเป็นสามเณร ในปี พ.ศ. 2442 เมื่ออายุ 11 ปี ท่านจำพรรษาที่วัดโพนแก้ว จังหวัดนครพนม และได้เล่าเรียนพระปริยัติธรรม รวมทั้งระเบียบปฏิบัติขนบธรรมเนียมประเพณีของวัดโพนแก้ว เป็นเวลา 3 ปี
การศึกษาเล่าเรียนของพระสงฆ์ในสมัยนั้น เป็นการเรียนอักษรสมัย คือ อักษรขอม อักษรธรรม และภาษาไทย สามเณรจูม จันทรวงศ์ สามารถเขียนอ่านได้อย่างคล่องแคล่ว มีสติปัญญาเฉียบแหลม เป็นที่รักใคร่ของครูบาอาจารย์ นอกจากนี้ ท่านยังได้ฝึกหัดเทศน์มหาชาติ (เวสสันดรชาดก) เป็นทำนองภาคอีสาน ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาญาติโยมทั้งบ้านใกล้และบ้านไกล
เมื่ออายุครบบวชแล้ว ได้อุปสมบท ที่ วัดมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู วันที่ 9 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2450 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4 ปีมะแม ณ พัทธสีมาวัดมหาชัย ตำบลหนองบัวลำภู อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี โดยมี ท่านพระครูแสง ธมฺมธโร วัดมหาชัย เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระครูสีมา สีลสมฺปนฺโน วัดจันทราราม (เมืองเก่า) อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และท่านพระอาจารย์จันทร์ เขมิโย (พระเทพสิทธาจารย์) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "พนฺธุโล"
การศึกษา
ในปี พ.ศ. 2446 ท่านได้ติดตาม พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) ไปจำพรรษาที่วัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นสำนักของ ท่านพระครูวิเวกพุทธกิจ (เสาร์ กนฺตสีโล) ได้มีโอกาส ศึกษาข้อวัตร ปฏิบัติ ในด้าน สมถวิปัสสนากรรมฐานจากท่านพระอาจารย์เสาร์ และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
ได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง จนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องวัตรปฏิบัติ และแนวทางเจริญกรรมฐานเป็นที่น่าพอใจ ท่านจึงมีอุปนิสัยยึดมั่นในพระธรรมวินัย ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ สร้างสมบารมีเรื่อยมา จนได้เป็นพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นปูชนียบุคคลของชาวอีสานในเวลาต่อมา

หลังจากที่ได้ศึกษาธรรมปฏิบัติกรรมฐานกับ พระอาจารย์เสาร์ และท่านพระอาจารย์มั่น เป็นเวลา 3 ปี พระอาจารย์จันทร์ เขมิโย ได้กราบลาพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง แล้วพาคณะสานุศิษย์เดินทางกลับจังหวัดนครพนมด้วยเท้าเปล่าเหมือนตอนเดินทางมา
หลังจากอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ในปี พ.ศ.2450 และในปีถัดมาได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ให้มีความรู้ทางด้านนักธรรมและบาลีให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในสมัยนั้นยากลำบาก ต้องอาศัยพ่อค้าหมูเป็นผู้นำทาง ผ่านจังหวัดสกลนครขึ้นเขาภูพาน และต้องนอนค้างคืนบนสันเขาภูพานถึง 2 คืน ผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น อำเภอชนบท และหมู่บ้านต่างๆ จนกระทั่งถึงจังหวัดนครราชสีมา ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นรวม 24 วัน จากนั้นจึงโดยสารรถไฟเพื่อเข้ากรุงเทพฯ เพราะในสมัยนั้นทางรถไฟมาถึงแค่เมืองโคราชเท่านั้น

แถวหน้า จากซ้าย : พระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป), พระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พนฺธุโล), พระจันโทปมาจารย์ (หลวงปู่จันโท กตปุญฺโญ)
แถวหลัง จากซ้าย : พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน), พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่สวัสดิ์ ขนฺติวิริโย), พระพ.ต.พักตร์ ญาณิสฺสโร (มีนะกนิษฐ) และจ่าคำมูล สีดาลาด นายทหารคนสนิท
พระภิกษุจูม พนฺธุโล ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกนักธรรมและบาลี ณ สำนักวัดเทพศิรินทราวาส เป็นเวลาหลายพรรษา โดยตั้งใจศึกษาด้วยความวิริยะและอุตสาหะ นอกจากนั้นท่านยังเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีผลงานด้านการปกครองคณะสงฆ์ ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมและวางรากฐานการปฏิบัติกรรมฐานโดยเฉพาะในแถบภาคอีสาน ท่านสอนปริยัติด้วยตนเอง ลูกศิษย์ของท่านสอบได้ทั้งนักธรรมและเปรียญธรรมจำนวนมาก
เรื่องเล่า “ผู้สร้างความเข้มแข็งให้พระกรรมฐาน”
หลวงปู่จูม จำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร เป็นเวลานานถึง 15 ปี จึงได้รับมอบหมายจาก สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ชื่น สุจิตโต) และพระสาสนโสภณ ให้ไปดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ซึ่งเป็นวัดคณะธรรมยุต วัดแรกในจังหวัดอุดรธานี ท่านได้สร้างผลงานไว้มากมาย ทั้งการทำนุบำรุงด้านการศึกษาและวางรากฐานการปฏิบัติกรรมฐาน

ครั้งหนึ่ง ท่านเคยอาราธนา หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อาจารย์ของท่าน ซึ่งตอนนั้นจำพรรษาอยู่ที่ทางภาคเหนือ ให้ลงมาที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อช่วยเป็นหลักในการสร้างความเข้มแข็งให้วงการพระกรรมฐาน ถือเป็นการฟื้นฟูคณะธรรมยุตครั้งใหญ่ในจังหวัดแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นอกจากการเอาใจใส่ในงานส่วนรวมแล้ว ท่านยังมีปฏิปทา ทางด้านวัตรปฏิบัติ อันมั่นคงด้วยดีตลอดมา นั่นคือ
- ฉันภัตตาหารมื้อเดียว หรือ ที่เรียกว่า "เอกาสนิกังคะ"
- ถือไตรจีวร คือ ใช้ผ้าเพียง 3 ผืน
- ปฏิบัติสมถกรรมฐาน กำหนดภาวนา "พุทโธ" เป็นอารมณ์
- ปรารภความเพียร ขยันเจริญ สมาธิภาวนา และ
- เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว ท่านก็ออกตรวจการเดินทางไปเยี่ยมเยือนพระภิกษุ สามเณร ซึ่งอยู่ในเขตปกครอง เป็นลักษณะการไปธุดงค์ตลอดหน้าแล้ง
รายนามครูบาอาจารย์ที่หลวงปู่จูมเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชให้นั้นมีจำนวนมาก เช่น หลวงตามหาบัว หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่พรหม หลวงปู่หลุย หลวงปู่เหรียญ หลวงปู่หลอด หลวงตาแตงอ่อน หลวงปู่หล้า หลวงตาพวง หลวงปู่อ่ำ และหลวงตาทองคำ เป็นต้น
ธรรมโอวาท
พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ได้แสดงความจริงในอารมณ์จิตของท่าน และหาวิธีระงับ ดับอารมณ์นั้น โดยไม่หลงใหลไปกับโลกธรรม อุบายนั้นท่านได้แสดงไว้ว่า
"จิต เป็นธรรมชาติที่กวัดแกว่งดิ้นรน กระสับกระส่าย แส่ไปตามอารมณ์ที่ใคร่ พอใจในเบญจกามคุณ ถึงกระนั้นก็ได้มี ทมะ คือความข่มจิตไว้ ไม่ให้ยินดียินร้ายไปตามอารมณ์ พร้อมทั้งมีสติประคับประคองยกย่องจิตตามอนุรูปสมัยนับว่าได้ผล คือจิตสงบ ระงับจากนิวรณูปกิเลสเป็นการชั่วคราวบ้าง เป็นระยะยาวนานบ้าง แต่ในบางโอกาสก็ควบคุมได้ยาก ซึ่งเป็นของธรรมดา สำหรับปุถุชน ต่อจากนั้นก็ได้บากบั่นทำจิตของตน ให้รู้เท่าทันสภาวธรรมนั้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตื่นเต้นไปกับโลกธรรม แต่ว่าระงับได้ ในบางขณะเช่น ความรัก ความชัง อันเป็นปฏิปักขธรรมเป็นต้น เหล่านี้ยังปรากฏมีในตนเสมอ ถึงกระนั้น ก็ยังมีปรีชา ทราบอยู่เป็นนิตย์ว่า เป็นโลกิยธรรมนำสัตว์ให้ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้ฝึกหัดดัดนิสัย พยายามถอนตน ออกจากโลกียธรรม ตามความสามารถ รู้สึกว่าสบายกายสบายใจอันแท้จริงธรรมนี้เกิดจากข้อวัตรปฏิบัติในการละ พอใจยินดีอย่างยิ่ง ในความสงบ"
และอีกคราวหนึ่ง ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ได้รับนิมนต์ให้ไปเทศน์ โดยมีพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่งติดตามไปด้วย คือ พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี วันนั้นท่านได้แสดงธรรมไว้อย่างแยบคาย พอที่จะหยิบยก เอาใจความสำคัญมากล่าวไว้ในที่นี้ดังต่อไปนี้ :-
จิตของพระอริยะเจ้าแยกอาการได้ 4 อาการคือ
- อาการที่ 1 อโสก จิตของท่านไม่เศร้าโศก ไม่มีปริเทวนา การร้องไห้เสียใจ จิตใจของท่านมีความสุขล้วนๆ ส่วนจิตใจของปุถุชน คนธรรมดายังหนาไปด้วยกิเลสเต็มไปด้วยความรัก ความโศกถูกความทุกข์ครอบงำ ความโศกย่อมเกิดจากความรักเป็นเหตุ เมื่อมีความรัก ก็มีความโศก ถ้าตัดความรักเสียแล้ว ความโศกจะมีแต่ที่ไหน
- อาการที่ 2 วิรช จิตของพระอริยเจ้าผ่องแผ้ว ปราศจากฝุ่น ไร้ธุลี คือ ปราศจากราคะ โทสะ และโมหะ คงจะมีแต่พุทธะคือ รู้ ตื่น เบิกบาน
- อาการที่ 3 เขม จิตของพระอริยเจ้ามีแต่ความเกษมสำราญ เพราะปราศจากห้วงน้ำไหลมาท่วมท้นห้วงน้ำใหญ่เรียกว่า "โอฆะ" ไม่อาจจะท่วมจิตของพระอริยะเจ้าได้
- อาการที่ 4 จิตของพระอริยะไม่หวั่นไหวไปตามอำนาจกิเลส ไม่ตกอยู่ในห้วงแห่งอวิชชา จิตของพระอริยะมีแต่อาโลโก สว่างไสวแจ่มแจ้ง ธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เคยพบเคยเห็นตั้งแต่ภพก่อนชาติก่อน และไม่เคยฟังจากใคร คราวนี้ก็แจ่มแจ้งไปเลย เพราะท่านตัดอวิชชาเสียได้

แถวหน้าสุด จากซ้าย : พระเทพสิทธาจารย์ (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย), พระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พันธุโล), พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส)
แถวกลาง จากซ้าย : หลวงปู่ขาว อนาลโย, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่กว่า สุมโน, หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต, หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ
แถวหลัง จากซ้าย : หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร, หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ, หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
คำสอน
คนเราจะได้ดีมันต้องมีหลัก ถ้ามีหลักภายนอกเรียกว่าหลักฐาน
คนที่ไร้หลักฐานก็อยู่อย่างเลื่อนลอย คือไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ทำกิน
แม้หลักฐานข้างในก็จำเป็นต้องมี คือ
ต้องให้จิตใจอยู่อย่างมีอุดมคติที่มั่นคงและแน่วแน่
อย่าให้ใจโลเลเหลาะแหละเหลวไหล…
และจะอดทนเพียรพยายามในการจำกัดราคะ โทสะ โมหะ
ให้สุดความสามารถ เพราะไหน ๆ เราก็รู้อยู่แล้วว่า
การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นทุกข์ทั้งนั้น
ต้นเหตุที่สิ่งเหล่านี้เกิดมี เพราะตัณหาดังนั้น
เมื่อรู้ตัวการที่ก่อให้เกิดทุกข์ฉะนี้แล้ว
จะมัวรีรอให้เสียชาติเกิดอยู่ทำไม
พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) อดีตเจ้าคณะมณฑลอุดรธานี (ธรรมยุต)
สมณศักดิ์
- พ.ศ. 2463 เป็นพระครูฐานานุกรมของพระสาสนโสภณ (เจริญ ญาณวโร) ในตำแหน่ง พระครูสังฆวุฒิกร
- พ.ศ. 2468 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่ พระครูชิโนวาทธำรง
- พ.ศ. 2470 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระญาณดิลก
- พ.ศ. 2473 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชเวที ตรีปิฎกภูษิต ธรรมบัณฑิต ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
- พ.ศ. 2478 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพกวี ศรีวิสุทธิดิลก ตรีปิฎกบัณฑิต ยติคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี
- พ.ศ. 2488 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมเจดีย์ กวีวงศนายก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี
มรณภาพ
พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เริ่มอาพาธมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 จนถึงเดือน มีนาคม พ.ศ. 2505 คณะแพทย์โรงพยาบาลศิริราช ได้ถวายการรักษา โดยการผ่าตัดก้อนนิ่วออก รักษาจนหายเป็นปกติแล้วเดินทางกลับวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี ต่อมาปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2505 ท่านเริ่มอาพาธอีก คณะแพทย์ซึ่งมี ศาสตราจารย์ นพ.อวย เกตุสิงห์ เป็นประธานได้นิมนต์ท่านเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ท่านเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2505 โดยมี พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ร่วมเดินทางไปด้วย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ ได้ถวายการรักษาด้วยการผ่าตัด ถุงน้ำดีมีก้อนนิ่ว 11 เม็ด อาการดีขึ้นเพียง 3 วัน ต่อจากนั้นอาการก็ทรุดลง ต้องให้ออกซิเจนและน้ำเกลือ วันที่ 9 กรกฎาคม 2505 พระธรรมเจดีย์ก็ถูกเวทนาอันแรงกล้า ครอบงำ แต่ท่านก็มิได้แสดงอาการใดๆ ให้ปรากฏ จนกระทั่ง เมื่อเวลา 15.27 น. วันที่ 11 กรกฎาคม 2505 พระธรรมเจดีย์ก็ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุได้ 74 ปี 2 เดือน 15 วัน พรรษา 55
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Dhamma
- Hits: 7820

มีชาวต่างประเทศจำนวนมากที่มีความเลื่อมใสในพระธรรมคำสอน แล้วมาบวชอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมเป็นศิษยานุศิษย์ ของ หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บ้างก็ปวารณาตัวบวชตลอดชีวิต จึงมีคำถามว่า "ศาสนาพุทธ มีดีอะไรจึงทำให้ฝรั่งต่างชาติละทิ้งอาชีพและอนาคตอันศิวิไลซ์มาบวชมากมายเช่นนี้"
ดอกบัวบานทางทิศตะวันตก (4)

ดอกบัวบานแผ่กิ่งก้านสาขาไปทุกมุมโลก
นอกจาก "พระพุทธศาสนา" จะเบ่งบานในทิศตะวันตกแล้ว ก็ยังเป็นที่ยินดีที่ “เมล็ดพันธุ์แห่งพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ได้ถูกปลูกฝังลงในดินแดนของยูกันดา ทวีปอัฟริกา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาแห่งการดูแลให้เติบใหญ่ หวังว่าเมล็ดพันธุ์ที่มีประโยชน์นี้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และเติบโตอย่างแข็งแรง แผ่ขยายไพศาลเป็นผลไม้แห่งประโยชน์ของสัตว์โลกทั้งปวง” โดยมี พระพุทธรักขิตะ หรือ สตีเว่น คาบอคโกซา (Steven Kaboggoza) ชาวอูกานดา ได้ก่อตั้งศูนย์พระพุทธศาสนาในประเทศยูกันดา ในนาม Uganda Buddhist Centre หรือ UBC ซึ่งถือเป็นจุดเกิดพระพุทธศาสนาในดินแดนกาฬทวีปแผ่นดินอัฟริกา

เมื่อแรกเริ่ม สตีเว่น คาบอคโกซา รู้จัก "พุทธศาสนา" เพียงผิวเผินตามหนังสือเรียน แต่พอรู้จักพระสงฆ์ไทยจากการเป็นเพื่อนร่วมชั้นระหว่างเรียนการบริหารที่อินเดีย ก็ทำให้ท่านสนใจในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังเรียนจบก็ได้ออกเดินทางไปยังพื้นที่กำเนิดพระพุทธศาสนา ทั้งที่ ทิเบต และเนปาล ก่อนที่จะจบลงที่ประเทศไทย ซึ่งการมาที่ไทยนอกจากมาศึกษาพระพุทธศาสนาแล้ว ก็มาประกอบอาชีพหาเงินด้วยการเป็นครูดำน้ำที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย ก่อนที่จะกลับไปบ้านเกิดอีกครั้งหลังจากห่างบ้านไปท่องโลกนาน 7 ปี พอไปถึงที่บ้านญาติๆ ของท่านก็ไม่ค่อยชอบใจที่ท่านนำหนังสือธรรมะและชุดดำน้ำกลับไปด้วย เพราะคาดคิดว่า จะได้พบท่านในฐานะนักธุรกิจ นักบริหารที่ร่ำรวย โดยถึงขั้นจะเผาหนังสือและชุดดำน้ำทิ้ง และให้หันกลับไปนับถือศาสนาคริสต์ตามครอบครัว ท่านจึงตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง
ท่านได้เดินเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อไปศึกษาธรรมะโดยเฉพาะ จนกระทั่งปี 2002 ท่านจึงตัดสินใจบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ หลังได้พบกับ ท่านปัณณาธิภา (Pannadipa) ณ ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนาตถาคต (Tathagata) ทีเอ็มซี – TMC – Tathagata Meditation Centre ในเมืองซาน โฮเซ่ (San Jose) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California) โดยมีพระอาจารย์ คือ ท่านซายาดอว์ ยู สิละนันทะ (Sayadaw U. Silananda)
พระพุทธรักขิตะ หลังจากท่านได้ศึกษาพระพุทธศาสนา และบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านจึงตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่อูกานดา เพื่อทำตามปณิธานที่ตั้งไว้ว่า “จะต้องกลับไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ยูกันดาให้จงได้” ซึ่งฟังดูอาจจะดูเหมือนง่าย แต่หากพอทำจริงมันยากมาก เพราะชาวบ้านยังไม่เชื่อใจ บ้างก็ว่าท่านถูกมนต์ดำ (ต้องเข้าใจว่า ในอัฟริกานั้นผู้คนยังเชื่อในเรื่องสิ่งลึกลับ ภูติผี เจ้าป่า เจ้าเขา ผู้วิเศษที่ลี้ลับอยู่) บ้างก็ว่าท่านวิกลจริต (บ้าไปแล้ว) เดินเข้ามาแกล้งสารพัด จนเป็นที่ตลกขบขัน แต่ด้วยวัตรปฏิบัติของท่านที่เรียบง่าย และงดงาม ไม่เคยถือโทษโกรธผู้ใด แต่ไขข้อสงสัยให้แก่ผู้ที่เข้ามาตั้งคำถามอย่างใจเย็น จนเป็นที่น่าประทับใจ ทำให้ผู้คนเปิดใจให้กับท่านมากขึ้น จนสามารถก่อตั้งศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ดังกล่าว ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

ดาราและคนดังต่างชาติที่สนใจในพุทธศาสนา
ยังมีชาวต่างชาติอีกจำนวนมากที่มีความสนใจ และเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เช่น เหล่าบรรดาเซเลปที่มีชื่อเสียง ศิลปิน ดาราดังในฮอลลีวู๊ด นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นักปรัชญา และนักคิดนักเขียน แม้จะไม่ได้มาบวชเป็นพระสงฆ์ แต่ก็ยังคงใช้ชีวิตตามหลักพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อย ได้กล่าวถึงพุทธศาสนาในแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น

อาร์เธอร์ โชเพนเฮาว์ นักปรัชญาชาวเยอรมัน (ค.ศ.1788-1860) กล่าวว่า “ถ้าข้าพเจ้าจะถือเอาผลแห่งปรัชญาของข้าพเจ้าว่า เป็นมาตรฐานแห่งความจริง ข้าพเจ้าก็ควรมีข้อผูกพันที่ต้องยอมรับพระพุทธศาสนาว่า "เด่นเป็นพิเศษเหนือศาสนาที่เหลือ" อย่างไรก็ตาม ก็จะต้องเป็นที่น่ายินดีสำหรับข้าพเจ้าที่ได้พบว่า คำสอนของข้าพเจ้าเข้ากันได้อย่างใกล้ชิดกับศาสนาซึ่งมนุษย์ส่วนมากนับถือ การเข้ากันได้นี้ต้องเป็นที่น่าพอใจมาก เพราะในการคิดปรัชญานั้น ข้าพเจ้ามิได้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของศาสนานั้น (พระพุทธศาสนา) อย่างแน่นอน”
ศาสตราจารย์ทางนิรุกติศาสตร์ ชาวเยอรมัน แมกซมึลเลอร์ (ค.ศ.1823-1900) ผู้นำในการศึกษาความรู้เกี่ยวกับตะวันออก กล่าวว่า “ประมวลศีลธรรมของพระพุทธเจ้า สมบูรณ์มากที่สุดที่โลกเคยรู้จักมา”
เอช. จี. เวลส์ นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ และนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ (ค.ศ.1866-1946) ผู้ริเริ่มการเขียนนวนิยายทางวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า “พระพุทธศาสนาได้กระทำไว้มาก ยิ่งกว่าอิทธิพลอื่นใดที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพื่อความก้าวหน้าแห่งอารยธรรมของโลก และวัฒนธรรมที่แท้จริง”
เบอร์ทรันด์ รัสเซล นักปรัชญา นักเขียน นักคณิตศาสตร์ และนักต่อสู้คัดค้านอาวุธนิวเคลียร์ ชาวอังกฤษ (ค.ศ.1872-1970) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในปี 1950 กล่าวว่า “พระพุทธศาสนาเป็นการรวมกันของปรัชญาแบบพินิจความจริง กับวิทยาศาสตร์ ศาสนานั้นสนับสนุน วิธีการทางวิทยาศาสตร์ และติดตามวิธีการนั้นจนถึงที่สุด ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นศาสนาแห่งเหตุผล ในพระพุทธศาสนาเราจะได้พบคำตอบที่น่าสนใจ เช่น จิตใจกับวัตถุคืออะไร? ระหว่างจิตใจกับวัตถุนั้นอย่างไหนสำคัญมากกว่ากัน? เอกภพเคลื่อนไปหาจุดหมาย ปลายทางหรือไม่? พระพุทธศาสนาพูด ถึงเรื่องที่วิทยาศาสตร์ยังหานำทางไปได้ไม่ เพราะความจำกัดแห่งเครื่องมือ ของวิทยาศาสตร์ ชัยชนะของพระพุทธ ศาสนาเป็นชัยชนะทางจิตใจ”
ศาสตราจารย์คาร์ล กุสตาฟ จุง (ค.ศ.1875-1961) นักจิตวิทยา ชาวสวิสเซอร์แลนด์ กล่าวว่า “ในฐานะเป็นนักศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สมบูรณ์มากที่สุดที่โลกเคยพบเห็นมา ปรัชญาของพระพุทธเจ้า ทฤษฎีวิวัฒนาการและกฎแห่งกรรม (ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว) ยิ่งใหญ่เหนือลัทธิอื่นอย่างห่างไกล”
อัลแบร์ต ชไวเซอร์ (ค.ศ.1875-1965) แพทย์นักสอนศาสนาชาวฝรั่งเศส นักเทววิทยา และนักดนตรี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปี 1952 (พ.ศ. 2495) บอกว่า “พระองค์ (พระพุทธเจ้า) ได้ทรงแสดงออกซึ่งสัจธรรมอันมีคุณค่าเป็นนิรันดร และได้ทำให้จริยธรรมมิใช่ของอินเดียเท่านั้น แต่ของมนุษยชาติก้าวหน้าไป พระพุทธเจ้าเป็นผู้หนึ่งในบรรดาอัจฉริยมนุษย์ทางศีลธรรมที่โลกเคยได้มา”
อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ (ค.ศ.1879-1955) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ กล่าวว่า “ศาสนาในอนาคตจะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา (คืออ้างเทวดา เป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนความสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจ อย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย "พระพุทธศาสนา" ตอบข้อกำหนดนี้ได้ ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา”
อัลดัส ฮักซลี่ย์ (ค.ศ.1894-1963) นักเขียนนวนิยายชาวอังกฤษ กล่าวว่า “ในบรรดาศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของโลกทั้งหมด "พระพุทธศาสนา" เป็นเพียงศาสนาเดียว ที่ดำเนินไปโดยปราศจากการเบียดเบียนทางศาสนา การตรวจควบคุม และการซักถามสอบสวน (ซึ่งมีลูกขุนหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินการ เพื่อจะเอาผิด หรือควบคุมผู้ไม่นับถือ) ในแง่เหล่านี้ทั้งหมด ประวัติของพระพุทธศาสนายิ่งใหญ่มาก เหนือศาสนาอื่นซึ่งดำเนินไปในระหว่างประชาชน ผู้ติดอยู่กับระบบทหาร”
เจ.โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ นักฟิสิกส์ ชาวอเมริกัน (ค.ศ. 1904-1976) ผู้นำในการพัฒนาระเบิดปรมาณู กล่าวว่า “ขอยกตัวอย่าง เช่นเราถามว่า ฐานะของอิเล็กตรอนเป็นอันเดียวกันใช่หรือไม่? เราจะต้องตอบว่าไม่ ถ้าเราถามว่า ฐานะของอิเล็กตรอนเปลี่ยนไปพร้อมกับกาลเวลาใช่หรือไม่? เราจะต้องตอบ ว่าไม่ ถ้าถามว่า อิเล็กตรอนหยุดพักใช่หรือไม่? เราจะต้องตอบว่าไม่ ถ้าเราถามว่ามันเคลื่อนไหวใช่หรือไม่? เราจะต้องตอบว่าไม่ พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานคำตอบเช่นเดียวกัน เมื่อทรงได้รับคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของตัวตนของมนุษย์ภายหลังความตาย แต่คำตอบเหล่านั้นมิใช่คำตอบที่คุ้นกับจารีตประเพณีของวิทยาศาสตร์ สมัยศตวรรษที่ 17และ 18”
สำหรับซุปเปอร์สตาร์ที่คนทั่วโลกชื่นชอบ และคลั่งไคล้กันนั้น การที่เขาสนใจ และบางรายถึงกับเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ พร้อมอุทิศตนทำงานเพื่อช่วยจรรโลงพุทธศาสนานั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า "หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึกของพวกเขาได้อย่างแท้จริง"
ริชาร์ด เกียร์ (Richard Gere) ดาราชื่อก้องชาวอเมริกัน ได้ชื่อว่าเป็นดาราหนุ่มที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งในปี 1980-1990 ภาพยนต์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากก็คือ Pretty Woman(1990) และเมื่อปี 2546 ที่ผ่านมา เขาก็คว้ารางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 60 ในฐานะดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนต์เรื่อง "ชิคาโก"

ริชาร์ด เกียร์ หันมาสนใจศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง จนพบว่า ศาสนาพุทธให้คำตอบกับชีวิตของเขาได้ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และใช้เวลานอกจอช่วยเหลืองานขององค์ทะไลลามะ ในการเผยแผ่ศาสนา และเมื่อครั้งที่มีการประกาศรางวัลออสการ์ปี 1993 ท่ามกลางสายตาของผู้ชมนับล้านๆ คู่ ริชาร์ด เกียร์ ก็ใช้เวทีนี้เรียกร้องความรักและสัจธรรมให้กับมวลมนุษย์ และในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ (เหตุการณ์ Nine-one-one) เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2545 นั้น ริชาร์ด เกียร์ ให้สัมภาษณ์ว่า เขากำลังศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่ที่รัฐแมสซาชูเซตส์
เกียร์เคยพูดว่า "เราต้องคิดว่า บรรดาผู้ก่อการร้ายนั้นได้ก่อความเลวร้ายให้กับชีวิตภายหน้าของพวกเขาไว้แล้ว เรียกว่า สร้างกรรมชั่ว และเราจะต้องมองให้กว้างไกลว่า เราทุกคนต่างเกี่ยวโยงกับการกระทำครั้งนี้เช่นกัน" เขาย้ำว่า "เราต้องให้ความรักและเมตตากับทุกคน ไม่เว้นแม้พวกที่ก่อการร้าย ถ้าเราทั้งหลายสามารถที่จะมองพวกผู้ก่อการร้าย ด้วยความคิดว่าเขาเหล่านั้นคือ ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา ยาที่จะรักษาพวกเขาได้ก็คือ ความรักและเมตตานั้นเอง ไม่มีอะไรจะดีกว่านั้นอีกแล้ว"
สตีเว่น ซีกัล (Steven Seagal) พระเอกนักบู๊ชื่อดังของฮอลลีวู้ด ชาวอเมริกัน โด่งดังขึ้นมาในฮอลลีวู้ดในฐานะพระเอกหนังแอ๊คชั่น หนังเรื่องล่าสุดของเขา คือ "Exit Wounds" ซีกัลได้ศึกษา และปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งมีลามะในทิเบตบางรูปพูดถึงเขาว่า "เขาเป็นอดีตลามะองค์สำคัญที่กลับชาติมาเกิดทีเดียว"
โรเแบร์โต บาจโจ (Roberto Baggio) นักฟุตบอลชื่อดังชาวอิตาลี หันมาสนใจพุทธศาสนา หลังผ่าตัดเข่าข้างขวา และต้องหยุดเล่นนานถึง 2 ปี ช่วงนี้เขาต้องฝึกกายภาพ ด้วยความหวังที่เลือนลางและไม่มีความสุข หงุดหงิด อารมณ์เสียบ่อยครั้ง เมาริซิโอ โบลดรินี เจ้าของร้านขายแผ่นซีดี ซึ่งโรแบร์โตเป็นลูกค้าประจำที่ร้าน จึงได้แนะนำให้เขาสวดมนต์
โรเแบร์โต บาจโจ รู้สึกดีขึ้นมากและหันมาสนใจศึกษาพุทธศาสนา จนนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง กระทั่งอาการบาดเจ็บที่เข่าของเขาค่อยทุเลาลง และสามารถกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง บาจโจ บอกไว้เมื่อ พ.ศ. 2539 ว่า "แม้จะปฏิบัติธรรมได้เพียง 8 ปีเท่านั้น แต่บุญกุศลที่ได้รับนั้นมากมายเกินกว่าจะกล่าวได้หมด"
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ โรเแบร์โต บาจโจ ก็คือได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติของตนเอง เพราะก่อนหน้าที่จะหันมาปฏิบัติธรรมนั้น เขาเป็นคนที่จะต้องคิดในรูปแบบที่ตัวเองวางกรอบหรือกำหนดไว้แล้ว หรือไม่ก็ตัดสินสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยใช้ความคิดของตนเองเป็นหลัก และคิดว่าการกระทำเช่นนี้ของตนถูกต้องเสมอ แต่หลังการปฏิบัติธรรมแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากมายในชีวิตจิตวิญญาณของตัวเอง ซึ่งต้องใช้สติปัญญาในการตัดสินใจ แม้จะเป็นเรื่องที่ยาก เพราะบางครั้งจิตใจก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางกาย บาจโจ บอกว่าสำหรับชาวอิตาเลียนแล้ว พุทธศาสนานั้นอยู่ห่างไกลและไม่เกี่ยวข้องอะไรกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และชาวอิตาเลียนจะมีความเชื่อในความคิดเห็นของตนเองมาก และไม่ต้องการศึกษาเรียนรู้ หรือเข้าใจปรัชญาอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากที่พวกเขาเคยรับรู้มา แต่จะตัดสินสิ่งต่างๆ ตามความคิดเห็นของตนเอง สำหรับเขาแล้วการตัดสินใจหันมานับถือพุทธศาสนา ไม่รู้สึกว่าขาดความเชื่อมั่น และไม่แคร์ว่าใครจะพูดว่าอย่างไร เพราะเป้าหมายของตนคือ "ต้องการจะเป็นบุคคลที่มีความสุขที่สุด"

Russian President Vladimir Putin promised “100-percent support” for Russian Buddhists
on Thursday during a visit to the country’s Buryatia republic, where about 20 percent of the population is Buddhist.
เคยมีฝรั่งบอกผมว่า ที่ รัสเซีย ก็มีชาวพุทธเป็นจำนวนมาก ที่ Buryatia มีชาวพุทธเกือบ 20 %
วัดอมราวดี ประเทศอังกฤษ : วิถีพระวัดป่าในโลกตะวันตก
ไม่เพียงแต่บรรดาคนดังเหล่านี้ ที่หันมาสนใจและประพฤติปฏิบัติตามหลักพุทธธรรมเท่านั้น ยังมีชาวตะวันตกอีกมากมายที่มุ่งหน้าค้นหาสัจธรรมของชีวิต เดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นทิเบต ภูฐาน ศรีลังกา พม่า หรือประเทศไทย เพื่อการศึกษาหลักธรรมคำสอนและปฏิบัติกันอย่างจริงจัง คอร์ส อบรม วิปัสสนา ที่วัดหรือหน่วยงานบางแห่งในบ้านเราจัดขึ้น สำหรับชาวต่างชาตินั้น ได้รับความสนใจมีผู้สมัครเข้าร่วมอย่างล้นหลาม

ดอกบัวบานทางทิศตะวันตก : ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4
![]()
- Details
- Written by: ครูมนตรี โคตรคันทา
- Category: Dhamma
- Hits: 10527

ศาสนาพุทธ มีดีอะไร? จึงทำให้ฝรั่งต่างชาติละทิ้งทั้งอาชีพและอนาคตอันศิวิไลซ์ มาบวชในพุทธศาสนามากมายเช่นนี้ "
หลังจากที่ พระเทพญาณวิเทศ (หลวงพ่อสุเมโธ) พระฝรั่งรูปแรกที่มาเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อชา สุภัทโท แห่ง วัดหนองป่าพง ก็ได้มีชาวต่างชาติอีกมากมายที่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา รวมทั้งปฎิปทาจริยาวัตรอันสม่ำเสมอของหลวงพ่อชา ได้หลั่งไหลเข้ามาบวช มาศึกษา ปฎิบัติจำนวนมากขึ้น จนกระทั่ง พ.ศ. 2518 วัดหนองป่าพงมีพระสงฆ์ทั้งพระไทยและพระต่างชาติ จำพรรษาอยู่เป็นจำนวนมาก กระทั่งหลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านเห็นว่า ควรจะได้สร้างสำนักสงฆ์สำหรับให้ศึกษา บวชเรียนสำหรับอาคันตุกะชาวต่างชาติ โดยมอบหมายให้ พระอาจารย์สุเมโธ เป็นหัวหน้าสำนัก ดูแล ฝึกอบรมชาวต่างชาติด้วยกัน กลายเป็นวัดป่านานาชาติในปัจจุบัน ณ บ้านบุ่งหวาย ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

ในปี พ.ศ. 2528 เริ่มสร้างวิหาร (พระอุโบสถ) ในตำแหน่งที่พบเสมาเก่า เพื่อให้พระสงฆ์ใช้สวดทำสังฆกรรมต่างๆ ซึ่งสร้างเสร็จในอีกสองปีถัดมา เป็นพระอุโบสถขนาดเล็กเพียงพอต่อการทำสังฆกรรมในสมัยนั้น จากความเลื่อมใสศรัทธาทั้งจากญาติโยมชาวไทยเอง และผู้คนจากหลายๆ เชื้อชาติ ศาสนา ที่มีความเลื่อมใสเข้ามาศึกษาวัตรปฏิบัติต่างๆ ในฐานะอาคันตุกะ จนหลายๆ คนได้ละทิ้งความเชื่อดั้งเดิมของตนเอง มุ่งมั่นมาขอบวชเป็นพระภิกษุในแต่ละปีมีจำนวนมากเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี สถานที่ในการประกอบศาสนกิจ สังฆกรรมใหญ่ๆ เริ่มไม่สามารถกระทำได้ในพระอุโบสถหลังนี้ เช่น การทำพิธีบวชพระ เณร ในช่วงก่อนเข้าพรรษา ต้องไปอาศัยใช้พระอุโบสถของวัดหนองป่าพง ซึ่งไม่สะดวกมากนัก

พระครูอุบลภาวนาวิเทศ (เฮ็นนิ่ง เกวลี) เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ รูปปัจจุบัน ซึ่งท่านเป็นพระชาวเยอรมัน ที่ได้สอบผ่านเป็น "พระอุปัชฌาย์" ในระบบสงฆ์ไทย ตามกฎมหาเถรสมาคม เป็นรูปแรก สามารถบวชให้กับชาวต่างชาติที่มีความสนใจจะบวชเป็น "พระ-เณร" ในพระพุทธศาสนา ได้ปรารภกับญาติโยมในการที่จะทำการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้น ให้กว้างขวางเพียงพอต่อการทำสังฆกรรมดังกล่าว

ภาพในอดีตของ "สิมวัดหลวง" ที่เป็นต้นแบบสำหรับพระอุโบสถวัดป่านานาชาตื

พระอุโบสถหลังใหม่นี้ออกแบบโดย คุณณรงค์ฤทธิ์ ทองแสง โดยใช้รูปแบบของ สิมแบบล้านช้าง อันมีต้นแบบแนวคิดจาก ภาพถ่ายเก่าของสิมวัดหลวง เมืองอุบลราชธานี ซึ่งหมายถึง การให้ความเคารพต่อรากเหง้าศิลปะวัฒนธรรมประจำถิ่น ผสมผสานกับรูปแบบสิมอีสานพื้นถิ่น และแบบภาคกลางเจือกลิ่นอายเล็กๆ แต่ปรับให้เรียบง่าย พอประมาณ ใช้สอยได้ดีตามความเหมาะสม ให้สอดคล้องกับความที่เป็น "วัดป่านานาชาติ" วัดสาขาของวัดหนองป่าพง จึงคงเรียบง่ายเต็มไปด้วยประโยชน์ใช้สอย เป็นพระอุโบสถที่ไม่มีผนังกั้นเพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก โดยมี "พระพุทธสุเมธคุณ" พระพุทธรูปแกะสลักด้วยหินทรายเป็นองค์พระประธานในพระอุโบสถหลังนี้



การดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถได้เสร็จสิ้นเรียบร้อย และได้กระทำพิธียกยอดสัตตบริภัณฑ์ อันเป็นส่วนยอดของหลังคาเป็นส่วนที่สูงที่สุดของสิม มักแกะสลักด้วยไม้เป็นลักษณะคล้ายปราสาท (ผาสาด) หรือฉัตร ตั้งลดหลั่นซ้อนกันขึ้นไป บนสันหลังคาตรงส่วนกลางของหลังคาสิม นับเป็นส่วนสำคัญที่ชี้บอกถึงความเป็นอีสาน ปัจจุบันยังพอมีสิมที่ก่อสร้างใหม่บางหลังที่ยังคงเอกลักษณ์ของ “ช่อฟ้า” ส่วนนี้ไว้ แม้จะทำเป็นคอนกรีตไปแล้วก็ตาม ดังเช่นพระอุโบสถหลังนี้

สัตตบริภัณฑ์คีรี เป็นชื่อภูเขาในตำนานพุทธศาสนา เชื่อว่าตั้งอยู่กลางป่าหิมพานต์ มีเทือกเขา 7 เทือก ประกอบด้วย เขายุคนธร เขาอิสินธร เขากรวิก เขาสุทัส เขาเนมินธร เขาวินตกะ เขาอัสกรรณ แต่ละเขาจะเรียงเป็นชั้นๆ ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ และจะมีแม่น้ำสีทันดร อีกเจ็ดสายคั่นเขาแต่ละเทือกไว้ ยอดเขาพระสุเมรุตรงใจกลางนี้ ท่านว่าเป็นที่ตั้งของดาวดึงส์สวรรค์

พิธียกยอดสัตบริภัณฑ์ ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 09.59 น. วันที่ 31 กรกฎาคม 2565 โดยมี พระเทพวชิรญาณ (หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง พระครูอุบลภาวนาวิเทศ (หลวงพ่อเกวลี) เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ พระธรรมพัชรญาณมุนี (ท่านพระอาจารย์ชยสาโร) สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี จังหวัดนครราชสีมา ถือสายยึดโยงกับยอดสัตบริภัณฑ์ปิดทองอร่าม ก่อนถูกยกขึ้นไปติดตั้งเหนือหลังคาพระอุโบสถเป็นที่เรียบร้อย ท่ามกลางการอนุโมทนาสาธุของญาติโยมที่หลั่งไหลมาร่วมงานอย่างคับคั่ง

ทางวัดได้กำหนดให้มีพิธีผูกพัทธสีมา ปิดทองฝังลูกนิมิต อุโบสถวัดป่านานาชาติ ในระหว่างวันที่ 25-27 ธันวาคม 2565 นี้ จึงขอเรียนเชิญญาติธรรมได้มาร่วมทำบุญโดยทั่วกัน

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธี ตัดหวายลูกนิมิตอุโบสถ ณ วัดป่านานาชาติ ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ในวันอังคารที่ 27 ธันวาคม 2565 เวลา 17.00 น.
กำหนดการพิธีผูกพัทธสีมา ปิดทองฝังลูกนิมิต อ่านที่นี่
แนวปฏิบัติของวัดป่านานาชาติ
- แนวทางการปฏิบัติ คือ วิปัสสนากรรมฐาน เจริญสติปัฏฐาน เน้นให้มีสติสัมปชัญญะสม่ำเสมอ ฝึกสมาธิแบบอานาปานสติ แบบภาวนาพุทโธตามแนวปฏิบัติของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และอานาปานสติแบบไม่มีคำภาวนา กำหนดสภาวะความรู้สึกตัวล้วนๆ อย่างเดียวแบบพระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท) สำหรับผู้มาปฏิบัติธรรมชั่วคราว ถือศีล 8 เน้นให้ปฏิบัติด้วยตนเอง ไม่มีคอร์ส (สำหรับผู้เคยผ่านคอร์สอานาปานสติ 16 ขั้นสายสวนโมกข์ สามารถนำมาใช้ร่วมได้) และไม่มีผู้นำปฏิบัติ ให้ปฏิบัติส่วนตัวกันเอง จึงเหมาะสำหรับผู้มีพื้นฐานการปฏิบัติอยู่แล้ว ทางวัดไม่ถึงกับให้ปิดวาจา แต่ก็ไม่ควรจับกลุ่มคุยกันหรือชวนใครพูดด้วย อันเป็นการรบกวนการปฏิบัติธรรมของผู้อื่น
- การแต่งกาย ผู้ชาย (อุบาสก) สวมเสื้อและกางเกงสีขาวทั้งชุด ผู้หญิง (อุบาสิกา) เสื้อสีขาว ผ้าถุงสีดำ ทางวัดมีให้ยืม แต่ควรเตรียมไปเองจะดีกว่า
- ภาษา ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร และสวดมนต์ แต่อย่างไรก็ตาม พระภิกษุหลายรูปสามารถพูดภาษาไทยกลาง และไทยอีสานได้ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาในการสื่อสาร
- ที่พัก มีทั้งกุฏิเดี่ยวและกุฏิรวมอยู่ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มีน้ำ ไฟ ห้องน้ำ พัดลม มีที่ซักผ้า ตากผ้า สำหรับผู้หญิง ที่พักแบ่งออกเป็น 2 โซน โซนที่ 1 กุฏิจะอยู่ใกล้กัน มีเสาไฟเปิดตอนกลางคืน โซนที่ 2 กุฏิจะอยู่ห่างกันแทบมองไม่เห็นกัน ตอนกลางคืนจะมืดมากเพราะไม่มีเสาไฟเปิด ส่วนผู้ชายส่วนใหญ่จะนอนรวมกันที่ชั้น 2 ของโรงครัว หรือกุฏิเดี่ยวหากมีกุฏิว่าง สำหรับผู้ที่พักระยะสั้นก็ให้พักศาลารวม แต่ผู้ที่พักอยู่ระยะเวลานานก็จะได้อยู่กุฏิแยกเป็นส่วนตัว
- การรับประทานอาหาร รับประทานอาหารวันละ 1 มื้อ จะมีภาชนะที่เป็นเหมือนกะละมังเล็กๆ ให้ตักอาหาร อาหารมีทั้งอาหารท้องถิ่น และทางฝั่งประเทศตะวันตก เช่น ขนมปัง แซนด์วิช ปะปนกันไปหลากหลายมาก และทานน้ำปานะพร้อมกันอีกครั้งในเวลา 16.00 น.
- สิ่งของจำเป็นที่ควรนำติดตัวไปขณะไปปฏิบัติธรรม ได้แก่ ไฟฉาย ยาทากันยุง เนื่องจากเป็นวัดป่าที่มีต้นไม้ใหญ่มาก มียุง แมลง และมดคันไฟมาก คนที่แพ้ยุง แมลง มด ก็ควรหายาเตรียมยาไปด้วย ของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ยาสระผม ยารักษาโรคประจำตัว เนื่องจากหน้าวัดไม่มีร้านขายของชำใกล้ๆ วัด ดังนั้น ควรจัดเตรียมของใช้ส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางเข้าไปในวัด
- การเปิด-ปิดประตูวัด ทางวัดมีเวลาปิดประตูวัดประมาณ 18.00-05.00 น. ดังนั้น ควรเดินทางมาถึงวัดก่อนเวลาดังกล่าว

ตารางกิจวัตรประจำวัน ของวัดป่านานาชาติ
- เวลา 03.00 น. ตีระฆัง สวดมนต์ทำวัตรเช้า และนั่งสมาธิร่วมกันที่ศาลา
- เวลา 05.00 น. ภิกษุเตรียมตัวออกบิณฑบาต ส่วนอุบาสก อุบาสิกา ทำความสะอาดโบสถ์ และเก็บกวาดใบไม้-ใบหญ้าบริเวณรอบๆ ที่พักและศาลา โรงครัว
- เวลา 07.00 น. หากประสงค์ก็สามารถไปช่วยจัดอาหารที่โรงครัวได้ เนื่องจากที่วัดไม่มีแม่ชีประจำ ไม่มีการทำครัว ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเอาอาหารมาร่วมทำบุญ หรือเอาวัตถุดิบมาปรุงอาหารในเช้าวันนั้นเลย
- เวลา 08.00 น. รับประทานอาหาร
- เวลา 15.00 น. ตีระฆัง กวาดลานวัด
- เวลา 16.00 น. ดื่มน้ำปานะ
- เวลา 18.15 น. ตีระฆัง นั่งสมาธิ สวดมนต์ทำวัตรเย็นและฟังธรรม ร่วมกันที่ศาลา
- เวลา 21.00 น. เข้าที่พักเพื่อนอนพักผ่อน
เวลาที่เหลือจะทำกิจวัตรส่วนตัว และปฏิบัติธรรมด้วยตัวเอง
Ajahn Kevali: Balance in Meditation
สำหรับท่านที่มีญาติ มิตร เพื่อนฝูง ชาวต่างชาติ ที่สนใจจะขอเข้ามาศึกษาปฏิบัติธรรมกับทางวัดป่านานาชาตินั้น มีข้อควรทราบที่จะต้องแจ้งให้ทางวัดได้ทราบล่วงหน้า ดังนี้

การขอเข้าปฏิบัติธรรม ณ วัดป่านานาชาติ
- เขียนจดหมายขออนุญาตต่อ Guest monk (พระผู้ดูแลแขก) ล่วงหน้า แจ้งชื่อ ที่อยู่ ให้ทราบว่า เป็นใคร มาจากไหน ปฏิบัติแนวไหน จะพักกี่วัน (เป็นภาษาอังกฤษ) ส่งไปตามที่อยู่วัด แล้วรอจดหมายตอบรับก่อน
ที่อยู่ในการติดต่อทางวัด คือ The International Forest Monastery, Bahn Bung Wai, Warin Chamrab, Ubon Rachathani, 34310, Thailand. - ถ้าไม่สะดวกจริงๆ ในการจะขออนุญาตล่วงหน้า ก็สามารถเดินทางไปที่วัดก่อน แล้วค่อยขออนุญาต Guest monk ก็ได้ เพราะโดยปกติท่านก็มักจะให้การอนุญาตอยู่แล้ว
- ผู้ชาย อยู่ได้ไม่เกิน 3 วัน ถ้าจะอยู่เกิน 3 วัน ต้องโกนผม (คือ เป็น 'อนาคาริก' สวมชุดขาว ถือศีล 8 โกนผม) เพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาพัก เพราะต้องการประหยัดค่าที่พัก สำหรับ ผู้หญิง อยู่ได้นานเท่าไหร่ก็ได้ ตามแต่เจ้าอาวาสจะอนุญาต มีที่พักแยกอยู่ต่างหาก

กราบสาธุ
วันที่ 29 ธันวาคม 2565 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ความว่า "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร รามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูรกิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระครูอุบลภาวนาวิเทศ วัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีนามว่า พระภาวนาวัชราจารย์"

การสัมภาษณ์ พระครูอุบลภาวนาวิเทศ
ในงานผูกพัทธสีมาวัดป่านานานชาติ ๒๕-๒๗ ธ.ค. ๒๕๖๕
เรื่องที่เกี่ยวข้อง : วัดหนองป่าพง | วัดป่านานาชาติ | ฝรั่งกับการนับถือพุทธศาสนา
![]()

















