• ธรรมะในดินแดนอีสาน

    ๑๒-๑๗ มกราคม ของทุกปี ร่วมปฏิบัติธรรม 'อาจริยบูชา' ถือศีลแปด รำลึกถึงหลวงปู่ชา สุภัทฺโท

  • ประเพณีสงกรานต์

    มาม่วนซื่นโฮแซวกับประเพณีสงกรานต์อีสานบ้านเฮา เมษายน ของทุกปี

  • บุญบั้งไฟยโสธร

    บุญเดือนหกของชาวอีสานจุดบั้งไฟถวายแถนขอฝนพรำตามฤดูกาลก่อนเริ่มทำนา

  • ธรรมชาติงดงามบนภูกระดึง

    ความสุขที่คุณเดินได้ให้จดจำว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยพิชิตภูกระดึง

  • สามพันโบก

    รุ่งอรุณ ณ สามพันโบก มหัศจรรย์ลานหินกลางลำน้ำโขง

  • รุ่งอรุณ ณ ผาแต้ม

    ตะวันขึ้นก่อนใครในสยามประเทศ @ผาแต้ม อุบลราชธานี

  • เขาใหญ่

    ไปเที่ยวชื่นชมธรรมชาติมรดกโลก @อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นครราชสีมา

  • ผามออีแดง

    ปลายฝนต้นหนาวไปชมทะเลหมอก @ผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ

  • อีสานธรรมชาติสวยงามหลากหลาย

    ภาคอีสานมีธรรมชาติสวยงาม น้ำตก เสาหิน และมหัศจรรย์ธรรมชาติกุ้งเดินขบวน

  • เทศกาลดอกลำดวนบาน

    11-15 มีนาคม 2569 เทศกาลดอกลำดวนบาน สืบสานประเพณีสี่เผ่าไท ศรีสะเกษ ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์

: Our Sponsor

adv200x300 2

: Follow Us

FB Fanpage IsanGate

: My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net
e mail

ไหว้พระ ๙ วัดในอุบลราชธานี

wai pra9wat ubon

พอดีช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้กลุ่มเพื่อนๆ มีนัดพบกันของกลุ่มเพื่อนๆ และด้วยวัยสะรุ่นแรกแย้ม(ฝาโลง)ก็เลยมีการตกลงกันว่า จะให้อาวทิดหมูนำทัวร์ไหว้พระ ๙ วัดในอุบลราชธานี เพื่อขอพรปีใหม่ให้อายุมั่นขวัญยืนกันทั้งคณะ ซึ่งการจะให้ครบ 9 วัดในเวลา 1 วันเป็นเรื่องง่ายๆ ของจังหวัดอุบลราชธานี แต่เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับวัดที่มีพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง หรือวัดที่มีความงามทางศิลปะ สถาปัตยกรรม ไม่เหมือนใคร ก็เลยจัดโปรแกรมพิเศษนี้ขึ้นที่อาจจะไม่เหมือนใครอื่นเขานัก และด้วยวัยของสมาชิกที่ค่อนข้างมาก (บางคนมีเคือง นึกว่าตนยังหนุ่มแค่ 17 ไม่ใช่ 70) ก็ไม่อยากยัดเยียดให้เดินทางรีบร้อน เลยเจรจากับเพื่อนๆ ว่า "เราน่าจะใช้เวลาสักสองวันกับหนึ่งคืน ที่จะได้พบปะพูดคุยกันถึงความหลังบ้าง" ก็เลยเกิดเป็นโปรแกรมการเดินทางครั้งนี้ขึ้น

  • โปรแกรมวันแรก เช้ามืดไปตักบาตรที่วัดป่านานาชาติ ต่อด้วย วัดป่าใหญ่ วัดป่าน้อย วัดทุ่งศรีเมือง วัดศรีทอง ออกนอกเมืองไปที่วัดปากแซง พลบค่ำชมความงามยามค่ำคืนที่วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว นอนที่รีสอร์ตแถวนั้นหรือเข้ามานอนในตัวเมือง (สมาชิกตกลงกันระหว่างเดินทางได้)
  • โปรแกรมวันที่สอง เริ่มที่วัดเก่าแก่พร้อมการตั้งเมืองอุบลราชธานี คือ วัดหลวง จบวัดที่ 9 เป็นวัดบูรพาราม ถ้ายังไม่จุใจก็ไปวัดอื่นๆ ได้อีก เช่น วัดพระธาตุหนองบัว วัดหนองป่าพง ฯลฯ

วันแรก

1. วัดป่านานาชาติ

wai pra9wat 01

วันแรกของการเดินทางไหว้พระ ตื่นแต่เช้ามืดนำเอาอาหารและอื่นๆ ที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวาน เพื่อไปตักบาตรทำบุญกันก่อนที่วัดป่านานาชาติ เดินทางจากที่พักในตัวเมืองอุบลราชธานีไปอำเภอวารินชำราบ เดินทางตามถนนหมายเลข 226 อุบลราชธานี-ศรีสะเกษ ถึงบ้านบุ่งหวายเลี้ยวขวาเข้าไปที่ลานหน้าวัดป่านานชาติ เพื่อร่วมทำบุญตักบาตรกับพี่น้องชาวบ้านและญาติธรรมจากที่อื่นๆ กัน

wai pra9wat 02

หลังจากตักบาตรแล้ว หากมีเวลามากพอสามารถเข้าไปร่วมกิจกรรมถวายภัตตาหาร รับฟังธรรมะและสนทนาธรรมจาก พระครูอุบลภาวนาวิเทศ (เฮ็นนิ่ง เกวลี) เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ หรือพระผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย หลังจากนั้นก็อิ่มหมีพีมันกับข้าวก้นบาตรกันต่อได้ แต่คณะเรามีเวลาน้อยก็เลยออกมารับประทานอาหารเช้าในตัวเมืองเพื่อไปวัดต่อไป

2. วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่)

วัดมหาวนาราม เดิมชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ ปี พ.ศ. 2484 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดมหาวัน หรือ วัดป่าใหญ่ และได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามสมัยนิยมเรียกว่า วัดมหาวนาราม ความหมายของชื่อวัดก็ยังคงเป็นเช่นเดิมคือแปลว่า ป่าใหญ่ ชาวบ้านจึงนิยมเรียกกันว่า วัดป่าใหญ่ เป็น พระอารามหลวง เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่บนถนนหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 

wai pra9wat 03

ปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยลักษณะศิลปะแบบลาว (ล้านช้าง) ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3 เมตร สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 5 เมตร ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง บางทีก็จะมีคนเรียกวัดนี้ในอีกชื่อว่า วัดพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง ตามชื่อพระประธานที่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์

wai pra9wat 04

ประวัติการสร้าง

พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง ศิลปะแบบลาว มีทั้งหมด 3 องค์ องค์แรกประดิษฐานอยู่ที่วัดอินแปลงมหาวิหาร นครเวียงจันทน์ มีอายุพันกว่าปี องค์ที่สองประดิษฐานอยู่ที่วัดอินทร์แปลง จังหวัดนครพนม และองค์สุดท้ายคือ พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง วัดป่าใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี มีอายุกว่า 200 ปีมาแล้ว

ตามประวัติการสร้างนั้น หลังจากสร้างวัดหลวงแล้ว พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ได้นิมนต์พระธรรมโชติวงศา ซึ่งเป็นพระมหาเถระสายวิปัสสนากรรมฐาน พร้อมด้วยสามเณรมาพำนักอยู่ที่วัดหลวง ด้วยความที่วัดหลวงเป็นวัดบ้าน ไม่เหมาะแก่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงได้เสาะหาที่ปฏิบัติธรรมแห่งใหม่ เห็นว่าป่าดงอู่ผึ้ง มีหนองนํ้าสระพัง เป็นสถานที่วิเวก เหมาะแก่การตั้งสำนัก จึงได้ก่อตั้งสำนักสงฆ์ขึ้น และให้ชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ แต่ยังไม่ทันก่อสร้างเสร็จ พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ ก็ได้ถึงแก่นิจกรรมลง เมื่อปี 2323 เจ้าเมืองคนที่ 2 คือ พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ จึงมาก่อสร้างวิหารต่อจนเสร็จ และยกให้เป็นวัดประจำเมือง ให้ชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติ แต่ชาวบ้านก็นิยมเรียกว่า วัดสระพัง ตามชื่อหนองนํ้าที่อยู่ใกล้เคียง และพระมหาราชครูศรีสัทธรรมวงศาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ท่านจึงได้สร้างพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง เพื่อเป็นพระประธานประจำวัดขึ้น และเปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดมหาวัน ต่อมาเปลี่ยนตามสมัยนิยมอีกครั้งเป็น วัดมหาวนาราม จนถึงปัจจุบัน เมื่อก่อสร้างพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงเสร็จก็ได้รับความศรัทธาจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก เมื่อมีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้นก็จะพากันมาสาบานต่อหน้าพระ ใครที่ผิดคำสาบานก็มีมีอันเป็นไปต่างๆ นอกจากนี้ยังมีคนมาบนบานในการสอบไล่ หน้าที่การงาน หรือให้มีความสุขสวัสดิ์ในครอบครัว ข้าราชการที่มาดำรงตำแหน่งใหม่ที่จังหวัดอุบลราชธานี จะเดินทางมาสักการะขอพรเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นปราศจากอุปสรรคต่างๆ

wai pra9wat 05

คติความเชื่อและประเพณีที่เกี่ยวข้อง

ในวันเพ็ญเดือน 5 หรือ เทศกาลวันสงกรานต์ จะมีงานนมัสการพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง ภายในงานจะมีการทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์มหาชาติ และสรงนํ้าปิดทองพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงเป็นประจำทุกๆ ปี

3. วัดมณีวนาราม (วัดป่าน้อย)

วัดมณีวนาราม หรือ วัดป่าน้อย เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2322 ผู้สร้างคือ อุปฮาดก่ำ โอรสของเจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง ณ อุบล) มีพระอริยวงศาจารย์ (สุ้ย) เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก เป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของเมืองอุบลราชธานีในอดีต วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2518

wai pra9wat 06

วัดมีปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ พระแก้วโกเมน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร สร้างด้วยแก้วโกเมน (สีแดงเข้ม) ขนาดหน้าตักกว้าง 4 นิ้ว สูงประมาณ 5 นิ้ว สันนิษฐานว่าเป็นศิลปะล้านนา มีตำนานเล่าว่า พระแก้วโกเมนอุบัติมารพร้อมกับพระแก้วบุษราคัม ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีอุบลรัตนาราม ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยมีสงครามกับเวียงจันทน์ ผู้รักษาการบ้านเมืองและทายกทายิกา ได้พากันนำพระแก้วโกเมนมาประดิษฐานไว้ ณ วัดมณีวนาราม ซึ่งเจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดเก็บรักษาไว้เป็นความลับต่อกันมา โดยทำผอบไม้จันทน์ครอบพระแก้วนั้นไว้ ที่เรียกกันว่า งุม ในช่วงประเพณีสงกรานต์ของชาวอุบลราชธานี จะอัญเชิญพระแก้วโกเมนลงมาเพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำด้วย

wai pra9wat 07

4. วัดทุ่งศรีเมือง

วัดทุ่งศรีเมือง เป็นวัดเก่าแก่ในจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันออกของทุ่งศรีเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดอุบลราชธานี ก่อตั้งโดยพระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสัมฆปาโมกข์ (สุ้ย) ในช่วงปลายรัชสมัยของพระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดมีปูชนียวัตถุสำคัญหลายอย่าง เช่น

  • พระเจ้าใหญ่องค์เงิน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ ขนาดหน้าตัก 89 เซนติเมตร สูง 1.45 เมตร หล่อด้วยเงินฮาง (เงินโบราณของอีสาน) กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 24 เป็นศิลปะแบบพื้นถิ่นอีสานหรือศิลปะล้านช้าง แต่เดิมปิดทองทับทั้งองค์ จึงทำให้เข้าใจกันมาโดยตลอดว่าเป็นพระปูนปั้น ทราบกันภายหลังว่าองค์พระเป็นเนื้อเงิน เนื่องจากต้องมีการปิดทองใหม่ในปี พ.ศ. 2547

wai pra9wat 08

  • รอยพระพุทธบาทจำลอง ที่ได้จำลองแบบมาจากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 65 เซนติเมตร ยาว 1.65 เมตร การจัดสัญลักษณ์มงคลอยู่ในแผนผังจักรวาลมิติ ยกเว้นในส่วนของมหาพรหมโลกทั้ง 16 ชั้น ลายมงคลไม่ครบทั้ง 108 ประการ และปรากฏลวดลายที่มิได้อยู่ในมงคล 108 อาทิ นกหัสดีลิงค์ สุกร ค้างคาว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ โดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 112 ตอนที่ 59 ง. เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2538

wai pra9wat 09

  • หอไตรวัดทุ่งศรีเมือง หรือ หอพระไตรปิฎก ถูกสร้างขึ้นในช่วงราวปี พ.ศ. 2384 -2385 บางแหล่งอ้างว่าอาจสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. 2360 ซึ่งตรงกับช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และพระเจ้าพรหมราชวงศา (กุทอง สุวรรณกูฏ) เจ้าเมืองอุบลราชธานีคนที่ 3 เพื่อใช้เก็บรักษาพระไตรปิฎกซึ่งทำจากใบลาน ไม่ให้ถูกทำลายโดยมด ปลวกและแมลงต่างๆ โดยถูกสร้างขึ้นจากไม้ทั้งหลัง ตั้งอยู่กลางสระน้ำ เพื่อให้ความชื้นจากสระน้ำช่วยไม้ให้ใบลานเปราะแตกหักง่ายจากความร้อน จึงช่วยยืดอายุการใช้งานคัมภีร์ใบลานเหล่านั้นได้นานมากขึ้น โดยมีผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหน้ามีสะพานไม้ทอดสู่ฝั่ง ตัวอาคารเป็นเรือนไม้เครื่องสับขนาดสี่ห้อง กว้าง 8.2 เมตร ยาว 9.85 เมตร สูงจากระดับพื้นน้ำถึงยอดหลังคาประมาณ 10 เมตร แปลนรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ตกแต่งด้วยฝาไม้กระดาน บานหน้าต่างและประตูเขียนลายน้ำรูปเทวดา (ทวารบาล) โครงสร้างอาคารทั้งหมดถูกยึดต่อกันด้วยการเข้าเดือย ลักษณะพิเศษของหอพระไตรปิฎกแห่งนี้คือ ถูกสร้างขึ้นด้วยการผสมผสานระหว่างศิลปะจาก 3 สกุลช่าง คือ ไทย พม่า และลาว

wai pra9wat 10

กล่าวคือ ช่อฟ้า ใบระกา ถูกสร้างขึ้นตามแบบศิลปะไทยภาคกลาง หลังคาเป็นชั้นลด มีไขราปีก และไขราจั่ว ส่วนอิทธิพลศิลปกรรมแบบพม่านั้นถูกส่งผ่านมาทางศิลปะลาวล้านช้าง ปรากฏที่ชั้นหลังคาทรงจั่วซ้อนกัน หน้าบันแกะสลักลวดลายเป็นพันธุ์ไม้ มีรูปลิงและนกแทรกอยู่ทางด้านตะวันออก ระหว่างชั้นลดของหน้าบันสลักลายไทย ได้แก่ ลายกระจังรวน และลายประจำยามก้ามปู คันทวยด้านซ้ายและขวาของประตูทางเข้าถูกสลักเป็นรูปเทพพนม ส่วนคันทวยอื่นๆ รอบอาคารถูกสลักเป็นรูปพญานาค บริเวณกรอบล่างของฝาปะกนมีลวดลายสลักโดยรอบ ซึ่งเป็นลวดลายที่เกี่ยวกับชาดก สัตว์หิมพานต์ และปริศนาธรรมพื้นบ้านอีสาน เช่น หาบช้างซาแมว ส่วนภายในหอไตรส่วนกลางซึ่งเป็นห้องเก็บพระไตรปิฎก มีการสร้างยกฐานสูงขึ้นอีกหนึ่งชั้น มีบันไดขึ้นทางทิศตะวันออก ผนังห้องด้านนอกตกแต่งลวดลายไทยลงรักปิดทอง

wai pra9wat 11

ด้วยเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของ หอไตรวัดทุ่งศรีเมือง ประกอบกับการบำรุงรักษาบูรณะซ่อมแซมที่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้ ทำให้ได้หอไตรแห่งนี้เป็นหนึ่งใน ศาสนสถานที่ได้รับรางวัลสำหรับการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น จาก สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชนูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2527 และยังถือเป็น 1 ใน 3 สิ่งปลูกสร้างทางวัฒนธรรม ที่มีความโดดเด่นทางด้านศิลปะมากที่สุดของเมืองอุบลราชธานี ซึ่งประกอบไปด้วย พระบทม์วัดกลาง พระบางวัดใต้ และหอไตรวัดทุ่ง ยิ่งไปกว่านั้น กรมศิลปากร ยังได้มีประกาศขึ้นทะเบียนหอไตรวัดทุ่งศรีเมือง ให้เป็นหนึ่งในรายชื่อโบราณสถานของชาติ ตามราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 98 ตอนที่ 104 วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2524

5. วัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง)

วัดศรีอุบลรัตนาราม เดิมชื่อว่า วัดศรีทอง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง คือ พระแก้วบุษราคัม วัดตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี (หลังเก่า) บนถนนอุปราช ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอุบลราชธานี วัดนี้มีพระอุโบสถที่สวยงาม สร้างตามแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

wai pra9wat 12

วัดศรีอุบลรัตนาราม เคยเป็นที่บรรพชาอุปสมบทของพระเถระผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายคันธุระและวิปัสนาธุระหลายรูป มี พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท), สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส), พระอาจารย์ทา โชติปาโล, พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล, พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต, พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ), สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สนั่น จนฺทปชฺโชโต), พระพรหมมุนี (บู่ สุจิณฺโณ) เป็นต้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2511 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาประกอบพิธีฉลองสมโภชฝังลูกนิมิตร และยกช่อฟ้าพระอุโบสถวัดศรีอุบลรัตนาราม จึงได้ทูลเกล้าถวายพระอุโบสถหลังนี้ ให้อยู่ในพระอุปถัมภ์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เปลี่ยนชื่อจาก วัดศรีทอง เป็น "วัดศรีอุบลรัตนาราม" ตามนามขององค์อุปถัมภ์

wai pra9wat 13

ประวัติการสร้างพระแก้วบุษราคัม

พระแก้วบุษราคัม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปกรรมสมัยเชียงแสน แกะสลักจากแก้วบุษราคัม ขนาดหน้าตักกว้าง 3 นิ้ว สูง 5 นิ้ว เป็นสมบัติของเจ้าปางคำ ราชวงศ์จากเมืองเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า ที่แตกหนีพวกฮ่อมาจากเมืองเชียงรุ้ง และมาสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (จังหวัดหนองบัวลำภู)

การมีพระแก้วบุษราคัมมีความเกี่ยวเนื่องกับพระแก้วมรกต เนื่องด้วย สมัยพระเจ้าพรหมมหาราช แห่งโยนกเชียงแสนนครเงินยาง มีพระแก้วมรกตไว้ในพระนคร ทำให้เจ้านายตามเมืองต่างๆ แสวงหาแก้วมณีมีค่ามาสร้างเป็นพระพุทธปฏิมากรไว้ในนคร เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาที่ประกอบด้วยแก้ว 3 ประการ คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ ดังนั้นในดินแดนสิบสองปันนา ล้านนา ล้านช้าง ซึ่งมีลำธารที่อุดมด้วยรัตนชาติหลากสี จึงมีพระพุทธรูปสร้างด้วยแก้วมณี อาทิ พระเสตังคมณี นครลำปาง, พระแก้วขาว นครเชียงใหม่ และพระแก้วสีเหลืองที่เรียกว่า พระแก้วบุษราคัม

ต่อมาพระแก้วบุษราคัมได้ตกทอดมาถึง พระเจ้าตา ผู้เป็นลูกเจ้าปางคำ และปี 2314 นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบานถูกเจ้าสิริบุญสารแห่งเวียงจันทน์ยกทัพมาตี พระเจ้าตาถึงอสัญกรรมในสนามรบ พระเจ้าวอ และท้าวคำผง จึงอพยพหนีศึกมาสร้างบ้านที่บ้านดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมอัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาด้วย และขออยู่ในขันธสีมาเจ้ากรุงธนบุรี โดยสร้างวัดหลวงใช้ประดิษฐานพระแก้วบุษราคัม

จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูปการปกครอง ได้มีการส่งข้าหลวงมากำกับดูแลงานตามหัวเมือง ทำให้เจ้าราชบุตรหนูคำ เจ้าเมืองสมัยนั้น เกรงว่า ข้าหลวงจะแสวงหาของสำคัญของบ้านเมืองไปเป็นของตน จึงนำพระแก้วบุษราคัมออกจากวัดหลวงไปซ่อนไว้ที่บ้านวังกางฮุง กระทั่ง พระอุปฮาดโท สร้างวัดศรีทองขึ้น มีญาท่านเทวธัมมี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ความเคารพนับถือ เป็นเจ้าอาวาส พระอุปราชโทจึงไปอัญเชิญ พระแก้วบุษราคัม มาถวายเป็นพระพุทธปฏิมาประดิษฐานประจำวัด และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สักการะพระแก้วบุษราคัมเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น แต่เมื่อมีการจัดระเบียบใหม่ จึงสามารถเปิดให้ประชาชนได้สักการะบุชาทุกวัน

wai pra9wat 14

​คติความเชื่อและประเพณีที่เกี่ยวข้อง

พระแก้วบุษราคัม ถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทางราชการได้ประกอบพิธีถือนํ้าพระพิพัฒน์สัตยา และได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาเป็นพระประธาน ปัจจุบันในเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ชาวอุบลราชธานี จะร่วมใจกันอัญเชิญพระแก้วบุษราคัมเข้าขบวนแห่ไปรอบเมืองอุบลราชธานี เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้นมัสการกราบไหว้และสรงนํ้ากันโดยถ้วนหน้า

6. วัดปากแซง หรือวัดพระโต

เราจะออกจากตัวเมืองอุบลราชธานีเพื่อไปยังอีกวัดหนึ่งคือ วัดปากแซง หรือวัดพระโต (วัดพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ) ตามที่มีการบันทึกไว้ เป็นวัดที่อยู่ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ที่บ้านปากแซง ตำบลพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี มีอาณาเขต ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกจดหมู่บ้าน และทิศตะวันออกจดแม่น้ำโขง ภายในพระอุโบสถประดิษฐานองค์พระประธานคือ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ  เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยขอม มีขนาดหน้าตักกว้าง 2.90 เมตร สูง 4.36 เมตร

wai pra9wat 16

พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ หรือเดิมเรียกกันว่า พระเจ้าอินทร์ใส่โสม เป้นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างด้วยอิฐผสมปูนขาว มีความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มาก ประชาชนสองฝั่งแม่นํ้าโขงทั้งชาวไทย และเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ต่างให้ความเคารพศรัทธา มีความเลื่อมใสในพระพุทธรูปองค์นี้เป็นอย่างยิ่ง

ตามประวัติความเป็นมาของการสร้างพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อนั้น เล่าขานกันต่อมาว่า สร้างโดย พระยาแข้วเจ็ดถัน กษัตริย์ขอมองค์หนึ่ง ซึ่งได้ล่องเรือมาตามแม่นํ้าโขงในฤดูฝน และพักแรมหนึ่งคืนที่บ้านปากแซง ก่อนที่จะเสด็จกลับในรุ่งเช้าวันต่อมา พระองค์ได้พบกับเจ้ากวนของหมู่บ้าน พระยาแข้วเจ็ดถันจึงตรัสถามถึงความเป็นมาของบ้านปากแซงนี้ จึงได้ความว่า บ้านปากแซง มีหาดทรายขาวกว้างใหญ่สวยงาม เมื่อถึงฤดูแล้ง ถ้าหากปีใดที่หาดทรายโผล่ทางทิศเหนือและทิศใต้ของหมู่บ้าน ปีนั้นความแห้งแล้งจะมาเยือนประชนต่างทุกข์ร้อนลำบาก แต่หากปีใดที่หายทรายโผล่ระหว่างหมู่บ้าน ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข มีความอมดมสมบูรณ์ ข้าวปลาอาหารไม่เคยขาด เมื่อพระองค์ได้ยินดังนั้น จึงเกิดศรัทธาขึ้นในใจว่า สักวันต้องกลับมาสร้างหมู่บ้านแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

​พระยาแข้วเจ็ดถัน ได้เสด็จกลับมาบ้านปากแซง ในราวพุทธศักราช 1154 พร้อมด้วยข้าทาสบริวารจำนวนมาก และได้มอบหมายให้เจ้าแสง ซึ่งเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในสมัยนั้น เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างวัด และพร้อมกันนั้นได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่ง ซึ่งแล้วเสร็จประมาณปี 1180 ขนานนามว่า พระอินทร์ใส่โสม และต่อมาเรียกว่า พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เมื่อเจ้าแสงถึงแก่กรรม ชาวบ้านก็ได้ร่วมกันสร้างอนุสรณ์ไว้ เรียกว่า หอแสง นานเข้าวัดแห่งนี้ก็ขาดคนบูรณะจนกลายเป็นวัดร้าง ผ่านไปหลายร้อยปี ควาญช้างในหมู่บ้านจึงได้มาพบกับวัดร้างและพระพุทธรูปองค์ใหญ่ จึงได้ป่าวประกาศเชิญชวนชาวบ้านมาร่วมทำบุญบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง และจึงเรียกชื่อวัดแห่งนี้ว่า วัดพระโต ตามพระพุทธรูปที่พบ

wai pra9wat 15

​คติความเชื่อและประเพณีที่เกี่ยวข้อง

พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สักการะของทั้งชาวไทยและพี่น้องชาวลาวทั้งสองฝั่งโขง เปรียบเสมือนจุดรวมใจของพุทธศาสนิกชนในละแวกนั้น ทุกปีทางวัดจะจัดงานนมัสการพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อขึ้น ในระหว่างวันขึ้น 9 คํ่า ถึงวันขึ้น 15 คํ่าเดือน 3 ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งจากไทยและลาว จะเดินทางมาสักการะพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบัน วัดพระโต ถูกพัฒนาขึ้นจากเดิมมาก มีการปรับปรุงภูมิทัศน์และสถานที่สำหรับอำนวยความสะดวกให้กับพุทธศาสนิกชน รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ตามลำน้ำโขงที่จังหวัดอุบลราชธานี เช่น  สามพันโบก  บ้านสองคอน  หาดสลึง  และเมื่อต้นปี  2553  มีการค้นพบแหล่งท่องเที่ยวสองฝั่งโขง  คือ  เก้าพันโหง่น  ที่เป็นเกาะแก่งหินกลางลำน้ำโขง ตั้งตระหง่านหลายพันก้อน  หลายพันโหง่น  และหาดทรายที่สวยงามใกล้กับวัดพระโต นับเป็นดินแดนสงบ  ปลอดภัย  น่าอยู่  น่าเที่ยวอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี เย็นค่ำแล้วเราจะไปชมความงามของอีกวัดกัน

7. วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว

วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดภูพร้าว บ้างเรียก วัดเรืองแสง ตามลักษณะอุโบสถ เดิมพื้นที่ตั้งวัดเป็นป่า มีหน้าผาสูง ไม่มีแหล่งน้ำ จึงไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี

wai pra9wat 17

จนราว พ.ศ. 2495–2498 พระอาจารย์บุญมาก ฐิติปัญโญ เดินทางจากประเทศลาวมาพักปักกลดที่ภูพร้าว และสร้างวัดมีเนื้อที่สร้างวัดประมาณ 500 ไร่ และให้ชื่อว่า "วัดภูพร้าว" ต่อมาราว พ.ศ. 2516–2517 พระอาจารย์บุญมากได้เดินทางกลับไปยังวัดภูมะโรง เมืองจำปาสัก เนื่องจากเกิดความไม่สงบทางการเมืองในประเทศลาว วัดภูพร้าวจึงถูกปล่อยร้างเรื่อยมา

เมื่อ พ.ศ. 2535 อำเภอสิรินธรได้แยกตัวออกจากอำเภอพิบูลมังสาหาร จึงได้เปลี่ยนชื่อวัดมาเป็น "วัดสิรนธรวราราม" ตามชื่ออำเภอ จน พ.ศ. พ.ศ. 2542 พระครูกมลภาวนากร เจ้าอาวาสและผู้บูรณะพัฒนาวัดภูหล่น ตำบลสงยาง อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ได้เข้ามาบูรณะวัดจนได้รับอนุญาตตั้งวัดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ในนาม "วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว" มีเนื้อที่วัดทั้งหมด 15 ไร่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2547

wai pra9wat 18

จุดเด่นของวัด คือ อุโบสถที่ผนังภายนอกมีงานพุทธศิลป์รูปต้นกัลปพฤกษ์เรืองแสง ออกแบบโดยคุณากร ปริญญาปุณโณ ตัวอุโบสถมีต้นแบบมาจากวัดเชียงทอง ประเทศลาว เสาแต่ละต้นลงลวดลายด้วยมือ โดยรอบนอกเป็นลายดอกบัวและสัตว์ทั้งหลายตามคติบัว 4 เหล่า ทางเข้าเป็นต้นสาละ ต้นมะขามป้อม ต้นสมอ และด้านในสุดเป็นต้นโพธิ์ เบื้องหลังพระประธานในอุโบสถ แกะสลักไม้เป็นต้นโพธิ์

ชมความงามแล้วเราก็กลับเข้าตัวเมืองเพื่อรับประทานอาหารเย็นและพักผ่อนกันหนึ่งคืน รุ่งเช้าเราจะไปชมวัดที่เหลือให้ครบ 9 วัด หรืออาจะมากกว่านั้นก็ได้เพราะอุบลราชธานีมีวัดมากมายจริงๆ แต่ละที่ก็มีประวัติอันยาวนาน มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ศาสนาคารที่ทรงคุณค่าอีกมาก

8. วัดหลวง

วัดหลวง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวัดแรกและวัดคู่บ้านคู่เมืองอุบลราชธานี ที่สร้างโดย พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) เจ้าเมืองคนแรกของเมืองอุบล (สร้างราว พ.ศ. 2337) เพื่อเป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง เป็นที่อยู่อาศัย สืบทอดพระพุทธศาสนา จึงให้พระสงฆ์ที่อพยพมาด้วย ลงมือก่อสร้าง โดยให้ช่างที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ร่วมมือกันจนสำเร็จ สถานที่ตั้งของวัดหลวงอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล เป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าใหญ่องค์หลวง พระแก้วไพฑูรย์ หนึ่งในพระแก้วสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี และหลวงพ่อปากดำ ภายในวัดจะมีวิหารวัดหลวง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่เลียนแบบมาจากวิหารของวัดเชียงทองที่หลวงพระบาง ประเทศลาว ซึ่งปัจจุบันถูกรื้อทิ้งไปแล้ว

wai pra9wat 19

วิหารวัดหลวง สภาพชำรุดทรุดโทรม ยากจะบูรณะได้ จึงได้รื้อไปราว พ.ศ. 2492
(ภาพโดย คุณพ่อบำเพ็ญ ณ อุบล ปราชญ์เมืองอุบลผู้ล่วงลับ)

พระเจ้าใหญ่องค์หลวง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีเรือนแก้วครอบตามแบบพระพุทธชินราช พระพุทธรูปศิลปะแบบหลวงพระบาง โดยช่างชาวเวียงจันทน์ ที่อพยพมาพร้อมกับท้าวคำผง  องค์พระมีขนาดหน้าตักกว้าง 3 เมตร พุทธลักษณะปางเรือนแก้ว พระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิราบในซุ้มเรือนแก้ว พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางคว่ำบนพระชานุ นิ้วพระหัตถ์ชี้พระธรณี พุทธตำนานอธิบายความไว้ว่า ในสัปดาห์ที่ 4 หลังตรัสรู้ พระพุทธองค์เสด็จจากรัตนจงกรมเจดีย์ไปประทับในเรือนแก้ว (รัตนคฤห) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเทพยดาเนรมิตถวาย เพื่อทรงพิจารณาพุทธธรรม ในกำหนด 7 วัน จนบังเกิดเป็นประภาวลี (รัศมีที่แผ่ออกจากกายสำหรับบุคคลมีบุญญาธิการ หรือพระพุทธรูป) สถานที่ดังกล่าวจึงมีชื่อ “รัตนฆรเจดีย์” พระพุทธรูปปางนี้เป็น พระพุทธรูปประจำเดือน 7

wai pra9wat 20

วัดหลวง และพระเจ้าใหญ่องค์หลวง ถือเป็นวัดและพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อถึงเทศกาลวันสงกรานต์ ทางราชการจะจัดงานสมโภชสรงนํ้าพระเจ้าใหญ่องค์หลวง ก่อเจดีย์ทราย เพื่อเป็นการอุทิศผลบุญแด่บูรพาจารย์ ผู้สร้างบ้านแปลงเมือง มีการสรงนํ้าพระสงฆ์ และขอพรคนเฒ่าคนแก่ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตน แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที

wai pra9wat 21

พระแก้วไพฑูรย์ หนึ่งในพระแก้วสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี พุทธลักษณะปางสมาธิ พระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งสองวางหงายซ้อนทับกันบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางลงบนพระหัตถ์ซ้าย เป็นพระแก้วที่สร้างจากหินใสธรรมชาติที่มีอายุหลายร้อยปี ช่างแกะหินใสองค์นี้ไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ แต่จากหลักฐานและคำบอกเล่าทราบว่า พระพุทธรูปองค์นี้อยู่ในการปกครองของเจ้านายเมืองอุบลมานาน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ถวายเป็นสมบัติของวัดหลวงคู่กับพระแก้วบุษราคัม เมื่อเจ้านายทางกรุงเทพฯ มาปกครองเมืองอุบลฯ ในสมัยรัชกาลที่ 4 เจ้านายพื้นเมืองอุบล เกรงว่าเจ้านายจะบังคับเอาพระแก้วทั้งสองไปเป็นสมบัติส่วนตัว จึงได้นำเอาพระแก้วทั้งสององค์แยกออกจากกันไปซ่อนไว้โดยมิดชิดไม่ยอมแพร่พรายให้ใครรู้

ต่อมาเมื่อสร้างวัดศรีทอง หรือวัดศรีอุบลรัตนาราม เจ้าอุปฮาดโท บิดาของพระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล) จึงได้ไปอัญเชิญพระแก้วทั้งสององค์ออกมาจากที่ซ่อน โดยนำ พระแก้วบุษราคัม ไปถวายให้แด่ พระคุณเทวธัมมี (ม้าว) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดศรีทอง และเป็นสัทธิวิหาริกของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 มาจากกรุงเทพฯ คงมีความเกรงใจ จึงไม่กล้าที่จะขอเอาพระแก้วบุษราคัม และพระแก้วไพฑูรย์ไปจากเมืองอุบลราชธานี

ส่วน พระแก้วไพฑูรย์ นั้น ทายาทของเจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานี นำไปเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติล้ำค่าของบรรพบุรุษ ต่อมาภายหลังได้นำมาถวายแต่พระครูวิลาสกิจจาทร เจ้าอาวาสวัดหลวง จึงกลายเป็นสมบัติของวัดหลวง และประดิษฐานไว้ ณ วัดหลวง ตราบมาจนปัจจุบัน จึงนับได้ว่า พระแก้วไพฑูรย์องค์นี้ เป็นสมบัติของวัดหลวงและเจ้าเมืองอุบลราชธานีมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยแท้

พระแก้วไพฑูรย์ เป็นหนึ่งในแก้วอันเป็นรัตนชาติ ลักษณะของเนื้อองค์พระจะสีใสขุ่น หากยกองค์พระแล้วส่องดูใต้ฐาน จะมองเห็นคล้ายสายฝนหยดลงมาจากฟ้า อันเป็นนิมิตแห่งความอุดมสมบูรณ์ ฝนตกต้องตามฤดูกาล นับเป็นสมบัติล้ำค่าที่คู่ควรแก่การรักษาไว้ เพื่อเป็นมรดกให้แก่ชาวเมืองอุบล สืบต่อไปนานเท่านาน

9. วัดบูรพาราม

วัดบูรพาราม อยู่ที่ถนนเขื่อนธานี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2436 เดิมเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์สายวิปัสสนา (พระป่า) ภายหลัง กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลอีสาน ได้บริจาคทรัพย์และที่ดินสร้างวัดบูรพาราม เพื่อถวายพระสีทา ชยฺเสโน เจ้าอาวาสลำดับที่ 1 ต่อมา พ.ศ. 2458 หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้เดินทางจากวัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร มาเรียนวิปัสสนาที่วัดบูรพาราม จากประวัติวัดและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม สร้างขึ้นไม่เก่าไปกว่า พ.ศ. 2436 ในสมัยรัตนโกสินทร์ ภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่ อุโบสถ (สิม) และหอไตร 

wai pra9wat 22

พระอุโบสถ (สิม) เป็นสิมโปร่งแบบพื้นถิ่นอีสาน คือ สิมที่ไม่ก่อผนังปิดมิดชิด ยกเว้นเฉพาะผนังด้านหลังพระประธาน เป็นอาคารขนาด 3 ห้อง หันหน้าลงทางทิศใต้ ส่วนชุดฐานบัว (เอวขัน) ก่ออิฐถือปูน ผนังเป็นโครงไม้ขึ้นรูปด้วยดินเหนียวผสมฟางข้าวสับละเอียดและแกลบข้าว ฉาบผิวด้วยน้ำปูน มีเสาไม้รองรับเครื่องหลังทรงจั่ว ในอดีตน่าจะมุงด้วยแป้นเกล็ดไม้หรือกระเบื้องดินเผา ด้านหน้ามีพาไลและบันไดทางขึ้น ใน พ.ศ. 2562 กรมศิลปากรร่วมกับวัดบูรพาราม ดำเนินการบูรณะอุโบสถ (สิม) หลังนี้ด้วยการทำหลังคาใหม่ครอบอาคารเดิมไว้ เพื่อประโยชน์การใช้งานตามความต้องการของทางวัดและชุมชน และแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2563 ภายในมีรูปหล่อของ 5 บูรพาจารย์คือ พระอาจารย์สีทา ชยเสโน, พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล, หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ (สิงห์ ขันตยาคโม) และพระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ลี ธัมมธโร) ให้ได้กราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล

wai pra9wat 23

หอไตร สร้างด้วยไม้ยกพื้นสูง ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า มี 2 หลัง ตั้งเรียงกัน เดิมมีชานพักเชื่อมอาคารทั้งสองหลัง โครงสร้างหอไตรแต่ละหลังใช้เสาไม้กลม 8 ต้น รับน้ำหนักหลังคาทรงจั่ว ตีฝาทึบด้วยไม้ระแนงเป็นลายก้างปลา ด้านข้างมีช่องหน้าต่าง 3 ช่อง เฉพาะด้านที่เคยมีชานพักเชื่อมไม่มีหน้าต่าง ด้านหน้าและหลังมีช่องหน้าต่าง 1 ช่อง บันไดทางขึ้นอยู่ใต้อาคาร โดยใช้วิธีเปิดบานประตูขึ้นด้านบน หอไตรได้รับการบูรณะครั้งหลังสุดในปี พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2563 มีการซ่อมบำรุงในส่วนที่ชำรุดตามสภาพ

เปนอันครบจบการเดินทางเพื่อไหว้พระ 9 วัดตามโปรแกรมนี้ ดังที่บอกไว้ในตอนต้นว่า จังหวัดอุบลราชธานีนั้นมีวัดวาอารามทางพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก สามารถเลือกกราบไหว้บูชาตามความสะดวกในการเดินทางของท่าน ตามเวลาที่อำนวยได้เลย เฉพาะในเขตตัวอำเภอเมืองอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบนี้ก็เกินกว่า 20 วัดแน่ๆ ถ้าเอ่ยชื่อออกมา แล้วแต่ว่าท่านจะชอบสไตล์ไหน เช่น สไตล์ชมวัดเก่ามีอายุมานานพร้อมการสร้างเมือง หรือจะเป็นวัดที่เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วคู่บ้านคู่เมือง

wai pra9wat 24

หรือจะเป็นไปกราบสักการะวัดที่บรรดาเกจิอาจารย์ชื่อดังมาจำพรรษาปฏิบัติธรรม หรือจะไปฟังพระธรรมเทศนาจากพระสายวัดป่า หรือวัดสาขาวัดหนองป่าพง ซึ่งยังคงปฏิบัติตามคำสอนระเบียบปฏิบัติของหลวงพ่อชา สุภัทโท ก็มีหลายวัดมากมายให้เลือกเพื่อความสะดวกในการเดินทางของท่าน

lilred

backled1

isan word tip

ประตูสู่อีสานบ้านเฮา

IsanGate.com

ปณิธานของเรา :

"ชนชาติที่เป็นอารยะ ต้องมีรากเหง้า และที่มาอันยาวนาน ด้วยภาษาและขนบธรรมเนียมของตนเอง"

: Our Web Site.

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net
e mail
นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)