
ขอให้พี่น้องป้องผายทั้งหลาย 'ม้ม' ปีใหม่นี้ไปแบบหม่อนๆ เด้อ
ผ่านพ้นปีใหม่จุดพลุเฉลิมฉลอง ฮ้องเพลงผิดคีย์มาหลายมื้อแล้วเป็นจั่งใด๋แหน่ครับ ปีนี้วางแผนไว้ว่าสิเฮ็ดแนวใด๋แหน่มันจั่งสิม้ม สิกาย ประสบผลสำเร็จได้ดั่งหวังเด้อครับเด้อ ได้แต่ภาวนาส่อยกันครับ มีเงินมีทองกะเก็บกำไว้ดีๆ อย่าสิหน้าใหญ่ใจโตเลี้ยงหมู่ดะไป บัดปลายปีสิหน้าเหี่ยวได้ เศรษฐกิจปีนี้บ่ได้มีแนวโน้มว่าสิพุ่งจ๊วดๆ แบบในอดีตอีกแล้ว ตามคำพยากรณ์ของบรรดาเซียนเศรษฐกิจทั้งหลาย สู้ๆ กันต่อไปครับ เป็นกำลังใจให้กันและกันต่อไป
สงสารกะแต่เพื่อนข้างกายผมนี่แหละ (อาวทิดหมู มักหม่วน) ภาวนามาหลายปีแล้ว บนบานศาลกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใครๆ ก็บอกว่า 'มูสุดยอดแห่งการให้' กะบ่ปรากฏว่ามีสาวใดยิ้มเป้ยๆ มาให้จักเทื่อ ชวนมาฮ้องเพลงเคาท์ดาวน์ปีใหม่นำกันกะบ่มา เพิ่นงอลล์ ว่าบ่มีไผมานั่งข้างบ่ไปดอก ว่าซั้น! เป็นตาหลูโตนคักน้อ ประกาศๆๆๆ ย้ำอีกครั้งว่า "ถ้าสาวใดสงสาร เห็นใจผู้บ่าวอาวทิดหมู ตกลงปลงใจไปลองกินตำบักหุ่งนำกันในวันเด็กที่จะฮอดนี้ เว็บมาดเซ่อ ยินดีเป็นเจ้ามือให้เต็มที่ กินได้บ่อั้นเลย มาๆๆ เด้อ อีนางหล้าเอย"
มารับพรปีใหม่นำกัน
พรปีใหม่ ๒๕๖๙ | พระอาจารย์ชยสาโร
ปี 2568 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกปั่นป่วนมากมายด้วยการกร่างของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่ใช้นโยบาย America First อเมริกาต้องมาก่อนด้วยการตั้งกำแพงภาษีมหาโหดกับสินค้าจากทั่วโลก ทำให้ความสงบสุขทางการค้าเสรีที่เคยมีมาล้มคว่ำคะมำหงาย วุ่นวายไปทั้งโลก ประเทศเล็ก หรือประเทศใหญ่มีขนาดเศรษฐกิจเท่าใดก็โดนหมด ประเทศไทยเราก็ปั่นป่วนไปมิใช่น้อย เพราะตลาดสินค้าไทยในอเมริกานั้นมีมากมายมหาศาลทีเดียว ทั้งที่เป็นสินค้าอาหารนำเข้า สินค้าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอื่นๆ โชคดีที่ช่วงปลายปีเราได้ "นารีขี่ม้าขาว" หญิงเก่งคนหนึ่งมาช่วยดึงขึ้นไว้ได้

พอพูดถึงเรื่องการบริหารบ้านเมืองในภาวะคับขันเช่นนี้ ทำให้คนไทยได้มองออกว่า "การเมืองไทย" ในระบบเดิมๆ ที่ผ่านมานั้น เรามีรัฐมนตรีมากมายที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นมาเป็นเจ้ากระทรวงแล้ว 'ไม่เคยมีผลงานอันใดที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง' เพราะนักการเมืองเหล่านี้จะมองแต่ผลประโยชน์ของพวกพ้อง และคนที่เป็นทุนหนุนหลังให้เขามานั่งเก้าอี้เท่านั้น หากเรามองย้อนกลับไปที่ยุคที่มี 'นายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ' อย่างท่านนายกอานันท์ ปันยารชุน ที่ไม่มีนักการเมืองหนุนหลัง มีแบ็คที่เป็นกลุ่มทหารที่มายึดอำนาจ ปฏิวัติ รัฐประหาร แต่เลือกท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้อิสระแก่ท่านในการจัดสรรคนมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ยุคนั้นมีนักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ที่เราเรียกว่า 'กลุ่มเทคโนแครต' ทำให้การบริหารบ้านเมืองผ่านพ้นมาได้อย่างประสบผลสำเร็จ
เมื่อมีการเลือกตั้ง ได้รัฐบาลจากพรรคการเมืองเข้ามาบริหารหลายคณะ เศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ก็หยุดกึกไม่มีการพัฒนาอะไร โครงการพัฒนาบ้านเมืองเต็มไปด้วยโครงการใหญ่ๆ นับแสนนับหมื่นล้านบาท ที่เปิดช่องนิดๆ ให้กลุ่มผู้สนับสนุน (นายทุนพรรคการเมือง) เข้ามากอบโกยเอาผลประโยชน์กันเหมือนเกลือที่หลายเป็นหนอนคอยกัดกร่อนเศรษฐกิจไทย จนกระทั่งมาถึงทางตันที่ต้องมีรัฐบาลเฉพาะกิจ (ขัดตาทัพ) อีกครั้ง มีรัฐบาลมาบริหารก่อนยุบสภาภายใน 4 เดือน ทำให้มีการเลือกเอาเทคโนแครตด้านเศรษฐกิจ การคลัง การต่างประเทศเข้ามาบริหาร แล้วผลก็ออกมาให้ประชาชนไทยได้ปรบมือแซ่ซ้องสรรเสริญกันอีกครั้ง ทำให้เราพึ่งรู้ว่า รัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์เป็นนักบริหารตัวจริงเป็นเช่นไร ให้ภาพบบรยายแทนดีที่สุดครับ

8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จะมีการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจมอบสิทธิในการบริหารชาติบ้านเมือง ไม่ทราบผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นเช่นไร ใครจะได้โอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล ผลออกมาเช่นใดมันก็จะสะท้อนว่า คนในชาติผู้เลือกเป็นคนอย่างไร? คนไทยจะเลือกนักกินเมืองมาเขมือบภาษีที่เราเป็นผู้จ่ายไปอยู่ในกระเป๋าพวกพ้องของเขา เพราะเราผู้เลือกมองแค่คำสัญญาลมๆ แล้งๆ ที่เขาบอกว่าจะให้ประโยชน์แก่ประชาชน โดยไม่บอกว่า สิ่งที่จะเอามาแจกมันมีที่ไปที่มาอย่างไร เอามาจากภาษีเรา 100 จ่ายให้แค่ 20 ส่วนอีก 80 พวกเขาแอบเอาเข้ากระเป๋าไป
ไปเลือกตั้งกันเถอะครับ เลือกพรรคที่จะมาสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง การคลังที่ทำให้ชาติเข้มแข็ง มีทรัพย์ใช้จ่ายเพียงพอในการพัฒนาประเทศ ปลดหนี้ที่ทำให้งบประมาณขาดดุลย์มาทุกปี มีสวัสดิการที่ดีจากรายได้ที่หามาจากการค้าขายกับโลก รัฐบาลที่ดีต้องมีความร่วมมือกันทุกกระทรวง ทบวง กรม ช่วยกันทำมาหากิน ทำให้ประเทศไทยไปยืนบนเวทีโลกด้วยความสง่างาม ไม่ใช่เป็นไอ้กระจ๋องที่ต้องไปคอยเลียมหาอำนาจใดๆ เราต้องทำให้เหล่ามหาอำนาจต้องมาหามาชวนให้มายืนเคียงข้างในแถวหน้าให้ได้ คิดดีดีก่อนจะเลือกใคร

ข้อมูลจากกรมการปกครองชี้ชัด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 53.06 ล้านคน ไม่ได้กระจายอำนาจเท่ากัน โดยกลุ่มวัยทำงาน Gen X (44-59 ปี) และ Gen Y (28-43 ปี) รวมกันกว่า 30.9 ล้านเสียง หรือเกือบ 60% ของทั้งประเทศ กลายเป็น “เสียงข้างมากเชิงโครงสร้าง” ที่มีบทบาทกำหนดทิศทางรัฐบาล นโยบายเศรษฐกิจ และเสถียรภาพทางการเมืองในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่หลายพรรคขับเคลื่อนด้วยกระแสและสัญลักษณ์ การเลือกตั้งปี 2569 บังคับให้พรรคการเมืองต้องตอบโจทย์ชีวิตจริงของวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นรายได้ หนี้สิน ค่าครองชีพ ภาษี และความมั่นคงในอาชีพ หากนโยบายไม่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจครัวเรือน โอกาสพ่ายแพ้ในเขตแข่งขันสูงจะเพิ่มขึ้นทันที

ระหว่างปี 2566-2569 ประเทศไทยจะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกประมาณ 3.2–3.4 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม Gen Z ตอนต้น (18–20 ปี) กลุ่มนี้ไม่ยึดติดพรรคแบบดั้งเดิม และตัดสินใจจากภาพอนาคตมากกว่าอดีต ทำให้กลายเป็นตัวแปรสำคัญในเขตที่ผลแพ้ชนะต่างกันเพียงหลักพันเสียง แม้ความสนใจจะจับจ้องไปที่คนรุ่นใหม่ แต่กลุ่ม Baby Boomer ยังคงมีเกือบ 12 ล้านเสียง และเป็นกลุ่มที่ออกมาใช้สิทธิสูงสม่ำเสมอ การเลือกตั้ง 2569 จึงเป็นการบริหารสมดุลของ 3 กลุ่มเสียงหลัก ได้แก่ วัยทำงานที่เป็นเสียงข้างมาก คนรุ่นใหม่ที่เป็นเสียงชี้ขาด และ Boomer (บ่อยากบอกว่า ซุมเฒ่า) ที่เป็นฐานเสียงมั่นคง ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญของสมการอำนาจใน 4 ปีถัดไป
อำนาจในการเลือกตั้งอยู่ในมือของประชาชน ประเทศชาติจะล้มหรือจะลุกอยู่ที่ปลายปากกาของคุณแล้ว ไปเลือกตั้งกันครับ
















