
ปีที่แล้วเราก็ว่ากันว่าโลกร้อน (Global Warming) แต่ตอนนี้ปีนี้กำลังจะเข้าสู่ภาวะโลกเดือด (Global Boiling) คือยุคที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและวิกฤตยิ่งกว่า "ภาวะโลกร้อน" ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรง เช่น คลื่นความร้อนน้ำท่วมและไฟป่า ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ และเป็นยุคที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนที่สุด
องค์การสหประชาชาติ(UN) จึงได้ออกมาประกาศว่าเราเข้าสู่ยุคโลกเดือด (Global Boiling Era) อย่างเป็นทางการแล้ว โดยภาวะดังกล่าวได้ส่งผลกระทบรุนแรงอย่างเป็นวงกว้างไปทั่วทุกทวีป อาทิ
- การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแบบสุดขั้ว แม้อากาศจะร้อนจัดจนเกิดภัยแล้งและไฟไหม้ป่าที่รุนแรง แต่บางพื้นที่กลับมีฝนตกหนักจนเกิดเป็นอุทกภัย รวมถึงดินถล่มแม้กระทั่งทะเลทรายก็มีน้ำท่วม บางส่วนของโลกพบกับความหนาวเหน็บอุณหภูมิลดลงระดับ -40 องศาเซลเซียส มีหิมะตกมากจนคลุมพื้นดินหนา 2-3 เมตร ก็มี
- ปัญหาด้านสุขภาพ ภาวะโลกเดือดส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย และจิตใจของมนุษย์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดากระทั่งวัยชรา กล่าวคือ อากาศที่ร้อนจัดและมลภาวะทางอากาศ ทำให้เด็กในครรภ์คลอดก่อนกำหนด และทำให้ผู้สูงอายุเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร ซึ่งในระยะยาวยังส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก และมีแนวโน้มก่อให้เกิดโรคเครียดและซึมเศร้าอย่างรุนแรง นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังระบุว่า ภาวะโลกเดือดเป็นสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังการแพร่ระบาดของไวรัส เช่น ไข้เลือดออกไวรัสซิกา และโรคชิคนกุนยาหรือโรคไข้ปวดข้อยุงลาย ที่ระบาดอยู่ทั่วโลก และยังทำให้ หิวาตกโรค ไข้เลือดออก อาหารเป็นพิษ ระบาดหนักและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกด้วย
- ระดับและอุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้น โลกเดือดทำให้ภูเขาน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้น 6-7 เท่า เทียบกับเมื่อ 25 ปีก่อน ส่งผลให้ระดับและอุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้น ท่วมที่อยู่อาศัยของประชากรบริเวณชายฝั่ง และส่งผลกระทบต่อชีวิตของสัตว์ทะเล รวมถึงก่อให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวอีกด้วย
- สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศและภูมิศาสตร์อย่างรุนแรง และรวดเร็ว ทำให้สิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ทั้งแมลง พืช และสัตว์ ที่ปรับตัวไม่ทันต่างก็ตายและสูญพันธุ์ลงไปรวดเร็วอย่างน่าตกใจ
- ความยากจน การขาดแคลนอาหาร และการย้ายถิ่นฐานของประชากรโลก ภัยพิบัติก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย และชีวิต รวมถึงพื้นที่ทางการเกษตร ประมง และปศุสัตว์ อันเป็นแหล่งผลิตอาหารของมนุษย์ อีกทั้งความร้อนยังเป็นอุปสรรคต่อการทำงานกลางแจ้งและการอยู่อาศัยในชุมชนแออัด คาดการณ์ว่าในปี 2050 ประชากรโลกกว่า 1,000 ล้านคนอาจต้องย้ายถิ่นฐาน เนื่องจากภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศและความล้มเหลวในการแก้ปัญหา
ไม่เพียงแต่ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเท่านั้นที่ทำให้โลกร้อน มนุษย์ ก็เป็นต้นตอของปัญหาเช่นเดียวกันและสร้างความรุนแรงได้ไม่แพ้กัน ด้วยการพัฒนาอาชีพ ชีวิตและความเป็นอยู่ ในอดีตมนุษย์เรานั้นแผ้วถางป่าเพื่อการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ สร้างเครื่องมือดำรงชีพจากขวานหิน หลาวไม้แหลม มาเป็นมีด พร้า ขวาน จนกระทั่งมาถึงยุคอุตสาหกรรม ที่เรามีเครื่องจักรเครื่องยนต์ จากเครื่องจักรไอน้ำ สู่เครื่องจักรสันดาปที่ใช้เชื้อเพลิงแก๊ส น้ำมัน ยุคปัจจุบันด้วยความขัดแย้งด้านทรัพยากร ดินแดน ก็มีการทะเลาะเบาะแว้งเกิดเป็นการปะทะ สงครามต่อกัน อย่างเพื่อนบ้านที่ไม่น่ารักทางสามนาฬิกานี่ก็ชวนไทยเราทะเลาะ สู่ไม่ได้ก็ตอดเล็กตอดน้อย ด้วยวิธีการโบราณคือ เผาป่า หวังว่าไฟจะลุกลามข้ามพรมแดนมายังฝั่งตรงกันข้าม แต่ด้วยความรู้น้อยไม่ทันคิดว่า ฝั่งตนนั้นมีพื้นที่ต่ำกว่าทางภูมิประเทศ ลมกระโชกจากความร้อนของไฟป่าจึงเปลี่ยนทิศเข้าไปทำลายตนเอง
เวรกรรมมาเร็ว! เขมรเผาป่าแต่ลมหวนไหม้ป่าโอร์เสม็ดวอด | ข่าวอรุณอมรินทร์ | 02/03/69
และที่โลกเดือดมากที่สุดในช่วงนี้ คือ กองทัพอิสราเอลโดยการสนับสนุนของกองทัพอเมริกาได้ทำการโจมตีอิหร่าน แบบ “ป้องกันตัวเองล่วงหน้า” แล้ว พร้อมกันนี้ รัฐบาลอิสราเอลยังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ โดยสำนักข่าวฟาร์สรายงานว่า ขีปนาวุธหลายลูกตกในเขตของเมืองหลวงอิหร่าน และมีการโจมตีเมืองอิสฟาฮาน กอม คาราจ และเคอร์มานชาห์ ด้านอิหร่านตอบโต้กลับเช่นเดียวกัน

ทันทีที่ขีปนาวุธพุ่งจากอิสราเอลลงที่กรุงเตหะราน อิหร่าน โศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นมากมาย
ผลติดตามที่ตามมาทันทีคือ เกิดความตึงเครียดในประเทศแถบตะวันออกกลางที่อยู่โดยรอบ เพราะอิหร่านไม่ได้โต้ตอบด้วยการยิงขีปนาวุธไปยังอิสราเอลเท่านั้น แต่กองกำลังอิหร่านได้ตั้งเป้าหมายของขีปนาวุธไปยังฐานทัพอเมริกาที่ตั้งอยู่ในประเทศตะวันออกกลางใกล้เคียงอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นในซีเรีย อิรัก จอร์แดน ซาอุดิอารเบีย คูเวต บาห์เรน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน ดังแผนที่ด้านล่างนี้

ผลกระทบในทันทีคือ ประเทศเหล่านี้ต้องประกาศปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินทุกชนิดบินผ่านเข้า-ออก ทำให้เครื่องบินโดยสารจากหลายๆ สายการบินที่ต้องบินเข้าไปยังประเทศตะวันออกกลางต้องหยุดให้บริการ หรือเปลี่ยนเส้นทางบินไปทางอื่น มีผลกระทบกับประเทศไทยเราเหมือนกันเพราะมีผู้โดยสารตกค้างที่สนามบินสุวรรณภูมิ ภูเก็ต เชียงใหม่ ที่มีสายการบินตะวันออกกลางอย่าง Qatar Airway, Emiratess, Etihad Airways, El Al Israel Airlines เป็นต้น ไม่สามารถทำการบินไปยังสนามบินกาตาร์ สนามบินดูไบ ที่เป็นศูนย์การบินหลักๆ ในตะวันออกกลาง เพราะมีผลกระทบหรือลูกหลงลงในบริเวณรอบๆ สนามบินนั่นเอง

ระเบิดดังสนั่นในดูไบ! ศูนย์กลางการเงินโลกสั่นสะเทือนจากสงครามอิหร่าน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจทั่วโลกเกิดขึ้นทันทีจากผลของสงคราม ตลาดทองคำผันผวน (คนเริ่มเก็บตุนมากกว่าเก็บเงินสด) ตลาดการค้าน้ำมันโลกปั่นป่วนทันทีที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นจุดผ่านของน้ำมันเกือบหนึ่งในห้าของการบริโภคทั่วโลกในแต่ละวัน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามจนกระทบต่อ “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบพลังงานโลก ขณะที่บริษัทเดินเรือ ผู้ค้าพลังงาน และบริษัทประกันภัยทางทะเลเริ่มปรับแผนรับมือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น หากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกจำกัดหรือหยุดชะงักจริง อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

จากภาพข้างบนนี้ เรามาดูเครื่องบินโดยสารทั่วโลกเขาพาเหรดบินหลบขีปนาวุธเหนือน่านฟ้าอิหร่านที่ว่างเปล่า สงครามครั้งนี้ทำให้โลกปั่นป่วน ร้านขายทองคำในไทยถึงกับปิดการซื้อขายชั่วคราว ในขณะที่ทองคำดำ (น้ำมัน) มีแนวโน้มสูงขึ้นแน่ เพราะอิหร่านปิดช่องทางส่งออกในช่องแคบฮอร์มุชที่เป็นเส้นทางลำเลียงของเรือบรรทุกน้ำมันในตะวันออกกลาง (ในวงกลมสีแดง) (ภาพนี้ผมแคบไว้ ณ เวลา 07.40 : 1/3/2026 จากแผนที่การสัญจรทางอากาศในเว็บไซต์ Flightradar24.com )
ณ ตอนนี้เครื่องบิน Airbus A380 ของสายการบิน Emirates ต้องหยุดให้บริการมากถึง 111 ลำ จาก 116 ลำ ซึ่งจอดกระจายอยู่ในประเทศต่างๆ และได้มีการยกเลิกเที่ยวบินมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะตอนนี้ที่มีผู้โดยสารตกค้างอยู่ที่สนามบินดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากกว่า 2 หมื่นคน ยังไม่รวมสายการบินอื่นๆ อย่าง Qatar Airways, Etihad Airways, Gulf Air, Air Arabia, Flydubai, Kuwait Airways etc. และท่าอากาศยานต่างๆ ยังคงปิดให้บริการจนถึงตอนนี้ คือ
- Dubai International (DXB) CLOSED
- Abu Dhabi (AUH) CLOSED
- Ben Gurion, Tel Aviv (TLV) CLOSED
- Bahrain International (BAH) CLOSED
- Hamad International, Qatar (DOH) CLOSED
- Kuwait International (KWI) CLOSED
- Queen Alia, Amman (AMM) CLOSED
- Baghdad International (BGW) CLOSED
- Erbil International (EIA) CLOSED
- Beirut International (BEY) CLOSED
- All Iranian airports CLOSED
- Multiple Saudi airports RESTRICTED
สำหรับผู้โดยสารที่ต้องเดินทางไปแถบตะวันออกกลาง หรือต้องไปเปลี่ยนเครื่องยังสนามบินดังกล่าว ยังคงต้องคอยติดตามสถานการณ์ และประกาศจากทางสายการบินเป็นระยะนะครับ (ในความโกลาหลครั้งนี้ก็ยังมีโชคดีอยู่บ้าง คือลูกชายผมที่เป็นหัวหน้าลูกเรือในสายการบิน Emirates ได้ลาพักร้อนกลับมาไทยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โล่งใจไปนิดหนึ่ง)
มาต่อที่ข่าวความรุ่มร้อนทางอากาศบ้านเรา
ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน ฉบับที่ 3 (10/2569)
ในช่วงวันที่ 3 – 6 มีนาคม 2569 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยเริ่มจากด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครปริมณฑล และภาคเหนือ จะได้รับผลกระทบ ในระยะต่อไป โดยจะมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ ทั้งนี้เนื่องจากจะมีบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน ประกอบกับคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจะเคลื่อนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย

ความร้อนบ้านผม หมู่บ้านสาริน 7 วารินชำราบ 2 มีนาคม 2569
















