foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
ช่วงนี้ เศร้า หดหู่ วิตกกังวล สมองไม่แล่นจนไม่อยากเขียนบทความใดๆ เลยครับ สถานการณ์โรคระบาดจากพยาธิโควิดครั้งนี้รุนแรงมาก คนติดกันเยอะ ตายกันแยะเป็นใบไม้ร่วง แต่ก็ยังมีพวกที่เอาแต่สนุก เย้วๆ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวการระบาด ไปมั่วสุมทั้งในแหล่งการพนัน โบก ไพ่ ไฮโล สนุกเกอร์ ตลอดจนการกินดื่มร่วมกันแบบไม่ระวังตัว จนระบาดกลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ สงสารคนเฒ่าคนแก่อยู่บ้านที่พลอยติดไปกับลูกหลานขี้ดื้อหลายเด้อพี่น้อง เป็นตาซังแท้สู 🙏🙏🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

No. of Page View

paya supasit

ju juใจบ่โสดาด้วยเว้าแม่นกะเป็นผิด ใจบ่โสดาดอมเว้าดีกะเป็นฮ้าย

        ## แม้นไม่สบอารมณแล้วจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางถูกใจได้ @รักกันไว้เถิด ##

pachit oraphim header

“ท้าวปาจิต-นางอรพิม” เป็นนิทานหรือเรื่องเล่าแบบมุขปาฐะ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในท้องถิ่นอีสาน นำมาจากชาดกนอกนิบาตเรื่อง “ปาจิตตกุมารชาดก” ใน “ปัญญาสชาดก” เนื้อเรื่องแบ่งเป็นการเล่าแบบสอนศาสนา และเล่าเป็นแบบนิทานชาวบ้าน ผนวกการอธิบายชื่อบ้านนามเมือง “ปาจิต-อรพิม” จึงมีความสำคัญต่อการศึกษาความเป็นมาของคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะในบริเวณอีสานใต้ ซึ่งใช้อธิบายที่มาของ "ชื่อบ้านนามเมือง" แถบปราสาทหินพิมาย และสถานที่หรือหมู่บ้านในท้องถิ่นได้อย่างชัดเจนที่สุด

ที่มาแห่งนิทานหรือเรื่องเล่า

จากเอกสาร “ปาจิตตกุมารกลอนอ่าน” ฉบับตัวเขียนในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พ.ศ. 2316, ฉบับหลวงบำรุงสุวรรณ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสำนวนแต่งคล้ายคลึงกับในสมัยกรุงธนบุรี, “ปาจิตต-อรพินท์” ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2436 โดยหลวงระงับประจันตคาม และนิทานธรรมเรื่องนางอรพิน ฉบับจารึกใบลาน วัดบ้านยาง อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม และการเล่าเรื่องของประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ รวมทั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดบ้านยางในจังหวัดมหาสารคาม และวัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ล้วนมีเรื่องเล่าที่คล้ายคลึงกัน

แผ่นดินอีสานใต้เป็นส่วนหนึ่งของที่ราบสูงโคราช มีเทือกเขาพนมดงรักหรือเขาไม้คาน พาดผ่านเป็นแนวยาวจากดงพญาเย็นเขาใหญ่ผ่านเทือกเขาบรรทัด แดนลาว แนบชิดกับภูค่าวซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดพูในเขตจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เทือกเขาพนมดงรักเป็นกำแพงธรรมชาติที่กั้นระหว่างไทยและเขมร เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญ เช่น แม่น้ำมูล ทำให้เกิดลำน้ำสาขามากมาย เช่น ลำมาศ ลำจักราช ซึ่งไหลผ่านแหล่งอารยธรรมที่สำคัญในบริเวณนี้ มีภูเขาไฟที่ดับแล้วหลายลูก ซึ่งคนโบราณได้ใช้ประโยชน์จากกายภาพของธรรมชาติ ผนวกกับความเชื่อทางศาสนาก่อสร้างสถาปัตยกรรมทางศาสนาสำคัญๆ ในบริเวณนี้ ความอุดมสมบูรณ์จากความคดเคี้ยวของแม่น้ำและลำน้ำสาขา ก่อให้เกิดดินตะกอนเหมาะแก่การเพาะปลูก จึงทำให้คนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ลาว เขมร ส่วยหรือกูย จีน ฯลฯเข้ามาตั้งถิ่นฐาน เกิดการอพยพย้ายถิ่นตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน

เรื่องนี้มีตำนาน : ตามรอยเมืองพิมายในนิทานปาจิต-อรพิม

คนทางภาคกลางยกเรื่อง "ปาจิต-อรพิม" ไว้ในปัญญาสชาดกในเรื่อง “ปาจิตตกุมารชาดก” ส่วนคนลาวทางอีสานจารึกคำประพันธ์ไว้ในรูปใบลาน ด้วยตัวอักษรธรรมลาวเรียกว่า “นิทานคำกลอนเรื่องนางอรพิน” และพบว่า การประพันธ์ในเชิงสอนธรรมในรูปปัญญาสชาดก ไม่มีบทว่าด้วยการเล่าเรื่องชื่อบ้านนามเมือง และรักษาขนบของชาดกเคร่งครัดกว่าในนิทานกลอนอ่าน เห็นได้ชัดจากโครงเรื่องที่ผู้ประพันธ์ชาดกจะให้บทบาท "ผู้ฆ่า" เป็นของ "นางอรพิม" แทน "ท้าวปาจิต" ดังเช่น อรพิมเป็นผู้ฆ่าพรหมทัต พรานป่า และสามเณร ในขณะที่ฉบับกลอนอ่าน ปาจิตเป็นผู้ลงมือฆ่าพรหมทัต และพรานป่า

ดังนั้นกลอนอ่านจึงเป็นเรื่องของชาวบ้าน ซึ่งน่าจะเป็นคนลาวที่อยู่กระจายตัวอยู่ในเขตต่างๆ ของภาคอีสานเป็นผู้เล่าเรื่อง ซึ่งมีการอธิบายเรื่องราวในท้องถิ่นของตนในเขตพิมาย บุรีรัมย์ และสุรินทร์ และจากหลักฐานเอกสารและเรื่องเล่าของคนในท้องถิ่นพิมาย ยังมีด้วยกันอีกหลายสำนวน ทั้งที่เกี่ยวข้องกับตำนานชื่อบ้านนามเมืองของคนแถบเมืองพิมาย และเมืองที่เกี่ยวข้อง กับฉบับของคนแถบพนมรุ้งเมืองต่ำ และสุรินทร์ ซึ่งเป็นการเล่าชื่อบ้านนามเมืองซึ่งสอดคล้องกับภาษาเขมร ที่ใช้ตั้งชื่อบ้านนามเมืองในบริเวณนั้น

pachit oraphim routes

และยังมีความแตกต่างกันในตำแหน่งที่ตั้งบ้านของปาจิตและอรพิม ในตำนานของคนพิมายบอกว่าบ้านนางอรพิมอยู่ที่บ้านสัมฤทธิ์ ส่วนวังของปาจิตอยู่ที่นครธม แต่ทางฝั่งบุรีรัมย์บอกว่าอยู่ที่เมืองต่ำจากการเนรมิตของปาจิต มีพระราชวังอยู่ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง การทิ้งขันหมากของปาจิตในที่ต่างๆ ทางบุรีรัมย์ก็มีชื่อบ้าน เช่น ถ้ำเป็ดทองซึ่งอยู่ที่อำเภอปะคำ ส่วนบ้านตาจรู๊ค เป็นที่ปาจิตทิ้งขันหมากที่เป็นหมูบริเวณนี้ เนื่องจากคำว่า จรู๊ค เป็นภาษาเขมรแปลว่า หมู ฯลฯ

ปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย (ท้าวปาจิต – นางอรพิม)

“ปาจิตตกุมารชาดก” นี้เป็นนิทานชาดกเรื่องหนึ่งใน “ปัญญาสชาดก” อันเป็นเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ที่ได้เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้ เพื่อบำเพ็ญบุญบารมีให้ครบถ้วน 30 ทัศน์ (บารมี 30 ทัศน์) ในการที่จะได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

แต่ที่น่าสนใจและน่าตั้งข้อสังเกตก็คือว่า เรื่องราวของชาดกนี้ตรงกันกับเรื่อง “ท้าวปาจิต-นางอรพิม” ซึ่งเป็นตำนานของ “เมืองพิมายปุระ” (อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช ของไทยในปัจจุบัน) ซึ่งเกิดขึ้นในยุคขอมเรืองอำนาจในสุวรรณภูมิทวีปแห่งนี้ ราวๆ พุทธศตวรรษที่ 15-16 (ยุคนั้นยังไม่มีราชอาณาจักรสยาม หรือประเทศไทยของเราแต่อย่างใด) ซึ่งยังพอมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้สามารถศึกษาค้นคว้าได้จนถึงทุกวันนี้ และเรื่องนี้ก็มีการบอกต่อและเล่าเป็นตำนานและเป็นนิทานพื้นบ้านสืบต่อมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

นิทานพื้นบ้าน : ท้าวปาจิต - นางอรพิม

นืทานเรื่อง ท้าวปาจิต-นางอรพิม

ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ในดินแดนสุวรรณภูมินี้ ซึ่งมี “ท้าวปาจิต” ได้เกิดเป็นโอรสของ “พระเจ้าอุทุมราช” กับพระอัครมเหสี "สุวรรณเทวี" กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองนครธม แห่งราชอาณาจักรขอมอันยิ่งใหญ่และเกรียงไกรมากที่สุดในยุคนั้น เมื่อเจริญวัยเป็นหนุ่ม (พระชันษาประมาณ 15 ปี) พระบิดาก็ให้เลือกคู่ครอง โดยการให้ทหารไปประกาศเรียกหญิงสาวบรรดามีในมหานคร และหัวเมืองประเทศราชทั้งหลายนั้น มาให้ท้าวปาจิตเลือกเป็นคู่ครอง

pachit oraphim 03

ประตูทางเข้านครธม (สภาพเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่ผู้เขียนไปเที่ยวมา)

สาวๆ ที่มานั้นมีทั้งลูกสาวเสนา อำมาตย์ ข้าราชการ ลูกพ่อค้า ชาวนา ชาวไร่ มากันจนหมดเมือง แต่ท้าวปาจิตก็ไม่สนใจเลยแม้สักคนเดียว จึงมิได้คล้องมาลัยให้สาวคนไหนแต่อย่างใด พระเจ้าอุทุมราชทรงกลุ้มพระทัย จึงได้รับสั่งให้โหรหลวงมาทำนายโชคชะตาราศี และเนื้อคู่แก่พระโอรส เมื่อโหรหลวงได้ตรวจดูดวงชะตา ตามวันเดือนปีเกิดแล้วกราบทูลว่า

เนื้อคู่ของท้าวปาจิตยังไม่เกิด ขณะนี้อยู่ในครรภ์หญิงชาวนาผู้หนึ่ง ในเขตเมืองพิมาย อันเป็นเมืองประเทศราชของนครธม ซึ่งอยู่ทางทิศพายัพของพระนครธม โดยท้าวปาจิตจะต้องเดินทางไปหาหญิงผู้นั้น และอภิบาลครรภ์ ตลอดจนอบรมและเลี้ยงดูกุมารีด้วยพระองค์เอง ซึ่งจะสามารถสังเกตได้ง่ายว่าหญิงคนนั้นกำลังมีครรภ์ และมีเงากลดกางกั้นอยู่เหนือศรีษะ ไม่ว่าจะเดินไปไหนและทำอะไรอยู่กลางแจ้งก็ตาม "

ท้าวปาจิต เมื่อทราบดังนั้นก็ไม่รอช้า รีบเร่งเสด็จออกเดินทางไปตามคำทำนายของโหรหลวง จนกระทั่งมาถึงเขตเมืองพิมาย ท้าวปาจิตไม่แน่ใจจึงกางแผนที่ออกดู ที่ตรงนั้นถูกเรียกในภายหลังว่า บ้านกางตำรา และเพี้ยนเป็น บ้านจารตำรา ท้าวปาจิตข้ามถนนเพื่อเข้าเขตเมือง บริเวณนั้นเรียกว่า บ้านถนน แล้วเดินมาตามทางถึงหมู่บ้านหนึ่งมีต้นสนุ่นมาก ได้ชื่อว่า บ้านสนุ่น เลยบ้านสนุ่นก็มาถึงท่าน้ำใหญ่ ปัจจุบันเรียก บ้านท่าหลวง

แต่ปรากฎว่า เป็นเส้นทางผิด จึงออกไปอีกทิศทางหนึ่งถึง บ้านสำริด พบหญิงครรภ์แก่ชื่อ “ยายบัว” กำลังดำนาอยู่ เหนือศรีษะของนางมีเงาคล้ายกลดกั้นอยู่ ท้าวปาจิตก็แน่ใจว่า ใช่ตามคำทำนาย จึงเข้าไปแสดงตัวว่าเป็นใคร มีความประสงค์อะไร และแสดงความตั้งใจว่า จะอยู่ช่วยทำนาให้ จนกว่าจะคลอดลูก หากลูกคลอดออกมาเป็นชายจะยกย่องให้เป็นน้องชาย แต่ถ้าเป็นหญิงจะขอนำไปเป็นมเหสี

pachit oraphim 01

ซึ่งยายบัวและสามีชื่อ “นายมี” ก็ตอบตกลง และพระองค์ได้ขอร้องไม่ให้เปิดเผยตัวตนของพระองค์ให้ใครทราบ แม้แต่ลูกที่กำลังจะคลอดออกมาก็ตาม ท้าวปาจิตอาศัยอยู่กับยายบัวและนายมีเรื่อยมา โดยช่วยทำงานหนักทุกอย่าง ทั้งๆ ที่พระองค์เกิดมาเป็นลูกกษัตริย์ พระองค์ไม่เคยตกระกำลำบากและลงมือทำเองให้เหนื่อยเช่นนี้มาก่อนเลย เช่น ทั้งดำนา เลี้ยงโคกระบือ เกี่ยวข้าว นวดข้าว เป็นต้น

จนยายบัวครบกำหนดคลอด จึงได้ไปตามหมอตำแยมาทำคลอด (หมู่บ้านนั้นจึงได้ชื่อว่า บ้านตำแย ในปัจจุบันนี้) ทารกในครรภ์ของยายบัวก็คลอดออกมาเป็นทารกเพศหญิง ตรงตามคำทำนายของโหร ยายบัวตั้งชื่อให้ว่า “อรพิน” แต่ในภาษาท้องถิ่นอีสานจะเรียกว่า “อรพิม” ทารกหญิงนั้นมีหน้าตาน่ารัก สวยงาม และมีผิวพรรณผ่องใส เป็นที่พอใจแก่ท้าวปาจิตยิ่งนัก

ท้าวปาจิตต้องทำงานหนักและช่วยดูแล ตลอดจนอบรมสั่งสอนนางตั้งแต่เป็นเด็ก จนกระทั่งโตเป็นสาวแสนสวยโสภายิ่งนัก ครั้นนางเจริญวัยเป็นสาวสวยก็ได้ผูกสมัครรักใคร่กับท้าวปาจิตเช่นเดียวกัน จนในวันหนึ่งท้าวปาจิตได้บอกถึงฐานะและตัวตนของพระองค์ให้นางทราบ และขออนุญาตนางบัว นายมี และนางอรพิมว่า ตนจะกลับไปบ้านเกิดเมืองนอนของตน เพื่อยกขันหมากจากพระนครธม มารับนางอรพิมไปอภิเษกสมรสตามราชประเพณีที่พระนครธมต่อไป

เมื่อมาถึงนครธม ท้าวปาจิต ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระเจ้าอุทุมราชพระราชบิดา และพระราชมารดา พระองค์จึงให้จัดให้มีขบวนขันหมากอย่างดี และมีจำนวนรี้พลมากมาย เดินทางไปเมืองพิมาย โดยที่หารู้ไม่ว่า บัดนี้ได้เกิดเหตุร้ายขึ้นกับนางอรพิม

pachit oraphim 02

ปราสาทหินพิมาย และรูปสลักพระเจ้าพรหมทัต

นั่นคือ “พระเจ้าพรหมทัต” กษัตริย์ผู้ครองเมืองพิมายได้ทราบข่าวความงามของนาง จึงได้ให้ “พระยาราม” และเหล่าทหารไปนำตัวนางมาไว้ในพระราชวัง นางอรพิมสุดที่จะขัดขืนได้ จำต้องมา แต่นางได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า "ถ้ามิใช่ท้าวปาจิตแล้ว ผู้ใดแตะต้องตัวนางก็ขอให้กายนางร้อนเหมือนไฟ" ดังนั้นพระเจ้าพรหมทัตจึงแตะต้องตัวนางมิได้ โดยพระเจ้าพรหมทัตพยายามเอาอกเอาใจต่างๆ นาๆ และจะพยายามเข้าใกล้นางอรพิม แต่เมื่อเข้าใกล้ตัวนางเมื่อใหรก็รู้สึกร้อนเป็นไฟ จึงได้ถามนางอรพิม นางได้กราบทูลว่า ให้รอพี่ชายมาถึงเสียก่อน

กระบวนขันหมากของท้าวปาจิต ยกออกจากนครธมมาหลายคืนหลายวัน จนมาถึงลำน้ำแห่งหนึ่ง (อยู่ในตำบลงิ้ว ปัจจุบันนี้) ท้าวปาจิตให้ทหารหยุดกระบวนขันหมาก เพื่อให้ทหารและสัตว์พาหนะได้พักและบริโภคน้ำ ชาวบ้านเห็นผู้คนมากันมากมายจึงเข้ามาไต่ถามว่า มาทำไมและจะไปไหน พวกทหารตอบว่า จะไปบ้านสำริด เพราะพระโอรสกษัตริย์แห่งเมืองขอมจะแต่งงานกับสาวบ้านนี้ ชาวบ้านจึงถามชื่อหญิงคนนั้น ทหารบอกว่าชื่อ นางอรพิม ชาวบ้านจึงเล่าให้ฟังว่า พระเจ้าพรหมทัตได้นำตัวนางเข้าไปไว้ในปราสาทเมืองพิมายเสียแล้ว

ซึ่งทั้งพระเจ้าอุทุมราชและท้าวปาจิต ทรงตกพระทัยเป็นยิ่งนัก โดยเฉพาะท้าวปาจิต โกรธมากถึงกับโยนทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ และขันหมากทิ้งลงแม่น้ำหมด (ที่ตรงนั้นเรียกว่า “ลำมาศ” หรือ “ลำปลายมาศ” ที่ไหลไปสู่ลำน้ำมูลจนทุกวันนี้) ส่วนรถทรงก็ตีล้อ ดุมรถ และกงรถ จนหักทำลายหมด ชาวบ้านนำมากองรวมกันไว้จนที่เรียกว่า บ้านกงรถ

pachit oraphim 04

ลำมาศและทุ่งนา ที่จินตนาการถึงสมัยที่ท้าวปาจิตมาพบนางบัวตอนมีครรภ์แก่

จนเมื่อพระทัยเย็นลงแล้ว ท้าวปาจิต ก็ได้ขออนุญาตพระบิดาไปตามนางกลับคืนมาตามลำพังด้วยพระองค์เอง ดังนั้นพระเจ้าอุทุมราชและข้าทหารทั้งหลายจึงเดินทางกลับนครธมไปก่อน ส่วนท้าวปาจิตรีบไปพบยายบัว และนายมี แล้วปลอบโยนทั้งคู่ว่า พระองค์จะใช้สติปัญญา นำนางอรพิมออกมาให้ได้อย่างปลอดภัย และได้มอบทรัพย์จำนวนหนึ่ง และม้าให้นางบัว และนายมีหลบไปอยู่ที่อื่นสักพักหนึ่งก่อน เพื่อความปลอดภัย

แล้วพระองค์ก็ปลอมตัวเป็นลูกชายยายบัว เพื่อเข้าไปตามหาน้องสาวชื่อ อรพิม โดยได้ไปบอกนายประตูเมืองพิมายว่า จะขอเข้าไปเยี่ยมน้องสาว นายประตูถามว่า จะพบใคร ท้าวปาจิตตอบว่า นางอรพิม ซึ่งจะเป็นพระมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตในไม่ช้านี้ นายประตูจึงพาไปพบนางอรพิม

ครั้นเมื่อนางอรพิมพบหน้าท้าวปาจิต นางก็ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก จนนางร้องออกมาว่า “อ้อ! พี่มา!...” 3 ครั้ง (คำนี้เพี้ยนเป็น “พิมาย” อันเป็นชื่อเมืองหรืออำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช ของประเทศไทยของเราในปัจจุบันนี้นั้นเอง)

พระเจ้าพรหมทัตเสด็จมาหานางอรพิม และได้มาพบเห็นท้าวปาจิตอยู่กับนางอรพิม จึงถามว่าเป็นใคร? นางตอบว่า เป็นพี่ชายของนางเอง พระเจ้าพรหมทัตถามว่า ทำมาหากินอะไร? ทำไร่ทำนา หรือค้าขายอะไร? ท้าวปาจิตตอบว่า ค้าขายทางไกล ทราบว่าน้องสาวจะอภิเษกสมรสเป็นพระมเหสีของพระองค์ จึงมาอวยพรให้ และอยากรู้จักกับพระองค์และให้พระองค์รู้จักตนด้วย

pachit oraphim 05

พระเจ้าพรหมทัตดีใจอย่างมาก เพราะนางอรพิมจะได้ยอมเป็นพระมเหสี อย่างที่เคยลั่นวาจาไว้เสียที จึงสั่งให้หาเหล้ายา อาหาร มาเลี้ยงดูท้าวปาจิตอย่างดี ท้าวปาจิตจึงดื่มเพียงเล็กน้อย แต่พระเจ้าพรหมทัตถูกนางอรพิมมอมเหล้าเสียจนเมามาย จนเสียสติจนถึงขั้นลวนลามนางอรพิมต่อหน้าต่อตาท้าวปาจิต ท้าวปาจิตจึงใช้พระขรรค์ฟันคอพระเจ้าพรหมทัตขาดสิ้นพระชนม์อยู่ ณ ที่นั้น แล้วจึงอุ้มนางอรพิมหนีออกมาทางประตูลับ

ท้าวปาจิตและนางอรพิมบุกป่าฝ่าดงอย่างทุลักทุเล และยากลำบากจนเดินทางมาถึงป่าใหญ่แห่งหนึ่ง พอดีเป็นเวลารุ่งสว่างได้พบนายพรานคนหนึ่งชื่อ “พรานนกเอี้ยง” ซึ่งออกมาเที่ยวล่าเนื้ออยู่ พรานนกเอี้ยงเห็นนางอรพิมสวยงามมากก็นึกรักนาง จึงใช้หน้าไม้ยิงท้าวปาจิตถึงแก่ตายแล้วก็ฉุดพานางไป นางจึงทำเล่ห์กลว่า มีกำลังน้อยเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยมาก จะเดินทางไปไม่ไหว ถ้ามีรถ หรือเกวียน หรือช้างม้าให้นางนั่งไป นางก็ยินดีจะไปด้วย

พรานหลงเชื่อจึงไปหากระบือมาให้นางขี่ ตัวนายพรานจึงนั่งข้างหน้าคอยบังคับกระบือ ส่วนนางอรพิมนั่งข้างหลัง พอได้โอกาสนางก็ใช้พระขรรค์ของท้าวปาจิตแทงนายพรานตาย แล้วนางจึงรีบกลับมาที่ศพของท้าวปาจิต นางร่ำไห้คร่ำครวญอย่างน่าสมเพชทุกขเวทนายิ่งนัก จน “พระอินทร์” เกิดความสงสารจึงได้ชวนเอา “พระเวสสุกรรม” แปลงกายเป็น “งู” กับ “พังพอน” มาสู้กันให้นางได้เห็น

สู้กันจนถึงเมื่อพังพอนตาย งูก็ไปกัดเปลือกไม้ชนิดหนึ่งมาเคี้ยว แล้วพ่นใส่บาดแผลพังพอน พังพอนจึงฟื้นขึ้นมาแล้วก็ต่อสู้กันต่อไป ครั้นงูตายพังพอนก็ทำเช่นเดียวกัน สัตว์ทั้งสองผลัดกันตายผลัดกันฟื้นเช่นนี้เป็นเวลาพอสมควรแล้วหายไป นางอรพิมซึ่งเฝ้าสังเกตอยู่ เห็นหนทางที่จะทำให้ท้าวปาจิตฟื้น จึงไปเอาเปลือกไม้นั้นมาเคี้ยวพ่นใส่บาดแผลท้าวปาจิตเช่นกัน ท้าวปาจิตจึงฟื้นขึ้นมาได้อีก แล้วทั้งคู่ก็ได้ช่วยกันเก็บเปลือกไม้นั้นติดตัวไปเท่าที่จะนำไปได้แล้วออกเดินทางต่อไปยังนครธม

หลังจากรอนแรมกันมาเป็นเวลาพอประมาณ ก็มาถึงฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่งซึ่งกว้างใหญ่มาก ไม่มีเรือแพหรือขอนไม้จะข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้ จึงนั่งปรึกษาหาหนทางอยู่ ขณะนั้นมีเถรคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียก “เถรเรือลอย” เพราะเถรลงเรือไปบิณฑบาตตามแม่น้ำเป็นประจำ เถรพายเรือผ่านมา ท้าวปาจิตขอร้องให้ช่วยส่งข้ามฟากให้ด้วย เถรเห็นนางอรพิมสวยงามมาก ก็คิดจะพานางไปกับตน จึงบอกว่าเรือลำนี้ขึ้นได้ครั้งละ 2 คนเท่านั้น มิฉะนั้นเรือจะล่ม ท้าวปาจิตจำต้องให้นางอรพิมไปกับเถรก่อน

เถรเจ้าเล่ห์พานางลอยน้ำไปเรื่อยๆ ท้าวปาจิตจะเรียกอย่างไรก็มิได้หยุด จึงต้องพลัดพรากกันอีกครั้งหนึ่ง นางอรพิมจำต้องคิดอุบายหนีจากเถรให้ได้ จนกระทั่งมาพบต้นมะเดื่อต้นหนึ่ง ซึ่งสูงมากและมีลูกดกเต็มต้นและมีผลงามๆ น่ากินทั้งนั้น นางบอกเถรว่า อยากกินมะเดื่อ ให้เถรปีนขึ้นไปเก็บมาให้เลือกเอาลูกที่งามที่สุดอร่อยที่สุดสุกที่สุด ซึ่งจะอยู่บนยอดสูงๆ เถรหลงเชื่อปีนต้นไม้ไปหาลูกมะเดื่อที่นางต้องการ นางจึงรีบเอาหนามมากองสุมไว้โคนต้นมะเดื่อนั้น เพื่อไม่ให้เถรสามารถลงมาได้นั้นเอง แล้วนางก็รีบลงเรือพายหนีไปตามหาท้าวปาจิต ก่อนไปนางได้สั่งไว้เป็นวาจาสิทธิ์ว่า ให้เถรอยู่บนต้นมะเดื่ออย่าไปไหน เถรจึงตายอยู่บนต้นมะเดื่อนั่นเอง ก่อนเถรตายได้แช่งให้มีแมลงหวี่มาเกิดในลูกมะเดื่อทุกลูกไป (จึงปรากฏว่าว่าลูกมะเดื่อมีแมลงหวี่อยู่จนทุกวันนี้)

นางอรพิมพายเรือกลับมาหาท้าวปาจิตแต่ไม่พบ จึงจอดเรือแล้วขึ้นฝั่งเที่ยวตามหาท้าวปาจิตตามสถานที่ต่างๆ อย่างยากลำบากและตัวคนเดียว จนพระอินทร์เกิดความสงสาร จึงลงมาประทานแหวนให้วงหนึ่ง พร้อมกับบอกนางว่า ถ้าสวมไว้ที่นิ้วชี้จะกลายร่างเป็นชาย แต่ถ้าถอดออกสวมนิ้วอื่นจะกลายเป็นหญิงดังเดิม นางอรพิมดีใจมาก จึงได้ควักนมทั้งสองข้างออกมาแล้วปาเข้าป่ากลายเป็นต้น "นมนาง" จากนั้นนางจึงจิกแก้มอันอวบอิ่มจิ้มลิ้มเป็นพวง แล้วเหวี่ยงทิ้งไปกลายเป็นต้น "แก้มอ้น" และควักโยนีขึ้นปาเข้าป่ากลายเป็นต้น "โยนีปีศาจ"

yoni peesad

ลำต้นและผลของพันธุ์ไม้ "โยนีปีศาจ" ในตำนาน

นางจึงสวมแหวนที่นิ้วชี้จึงกลายร่างเป็นชาย แล้วเดินติดตามท้าวปาจิตต่อไป พบใครที่ไหนก็สอบถามว่า เห็นใครรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ไหม? รู้จักคนชื่อท้าวปาจิตไหม? สอบถามจนทั่วแล้วก็ไม่มีผู้ใดรู้จักหรือเห็นเลย นางจึงร่อนเร่ไปโดยอยู่ในเพศชายตามลำพัง จนกระทั่งมาถึงเมืองหนึ่ง ชื่อ “เมืองครุฑราช” ซึ่งมีลูกสาวชื่อ “แตงโม” เป็นหญิงสาวสวยงามและนิสัยดีของเศรษฐีคนหนึ่ง พึ่งจะเสียชีวิตลง รักษาอย่างไรก็ไม่หาย นางอรพิมจึงขออาสารักษา และก็สามารถทำให้นางฟื้นขึ้นมาได้ เศรษฐีและภรรยาดีใจมาก จะยกสมบัติและให้แต่งงานกับลูกสาวของตน

แต่นางอรพิม (ในร่างชาย) ไม่ยอมขอเดินทางตามหาญาติต่อไป ซึ่งลูกสาวเศรษฐีก็ขอติดตามไปด้วย จนกระทั่งมาถึง “เมืองจัมปากนคร” โดยที่เมืองจัมปากนครที่นางอรพิมมาถึงนี้ พระมหากษัตริย์ผู้ปกครองเมืองมีพระราชธิดาสวยงามมากชื่อ “ปทุมวดี” แต่ไม่ทราบว่าเป็นอะไรตาย หมอคนใดก็ช่วยไว้ไม่ได้ ชาวเมืองพากันร้องไห้อาลัยรักนางอยู่

นางอรพิมรู้เข้าก็อยากจะลองช่วยนางดู จึงให้คนพาไปเฝ้าพระมหากษัตริย์ทูลขออนุญาตรักษา เมื่อพระองค์อนุญาต นางอรพิมได้ใช้เปลือกไม้ที่ได้จากป่า คราวรักษาท้าวปาจิตมาเคี้ยวพ่นใส่พระราชธิดาจนฟื้นขึ้น พระมหากษัตริย์และพระญาติทั้งหลายดีใจมาก ปรึกษากันว่าจะให้นางอรพิมอภิเษกกับพระธิดา แต่นางอรพิมบ่ายเบี่ยงว่า ขอเวลาสักปีหรือสองปีให้ได้บวชเรียนและศึกษาศิลปศาสตร์ให้จบก่อน พระมหากษัตริย์จำต้องยอมตามใจนาง

นางอรพิมจึงขอลาไปตามหาท้าวปาจิต ด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง ว่าคงจะไม่พบกันเป็นแน่แล้ว นางได้ไปบวชเป็นพระอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย จนมีความรู้แตกฉานมาก พระในวัดและลูกศิษย์ตลอดจนชาวบ้านต่างก็ยกให้เป็นพระสังฆราช (น่าจะเป็นตำแหน่งเจ้าอาวาสในปัจจุบัน) ซึ่งนางอรพิมได้ให้สร้างโบสถ์ขึ้นหลังหนึ่ง แล้วเขียนภาพเล่าเรื่องของนางกับท้าวปาจิตที่ฝาผนังโบสถ์ไว้ เริ่มตั้งแต่แต่ท้าวปาจิตได้อาศัยอยู่กับยายบัว จนถึงตอนนางมาบวชอยู่ที่วัดนี้ ซึ่งแต่ละตอนละเอียดครบถ้วนกระบวนความ และนางยังสั่งไว้ว่า หากมีผู้ใดที่มาดูภาพเขียนฝาผนังแล้วร้องไห้ ก็ให้คนเฝ้าโบสถ์รีบไปบอกให้ตนรู้ทันที

วันหนึ่ง ท้าวปาจิตเดินทางรอนแรมมาจนถึงเมืองนี้ ได้ขอเข้าพักอาศัยในโบสถ์ แล้วนอนหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ครั้นตื่นขึ้นมาก็มองไปรอบๆ เห็นภาพเขียนบนฝาผนังโบสถ์ จึงได้ลุกขึ้นไปเดินดูโดยรอบ ก็รู้ว่าเป็นเรื่องราวของตนกับนางอรพิม จึงทรุดลงร่ำไห้อยู่ตรงนั้น คนเฝ้าโบสถ์เห็นดังนั้นจึงรีบนำความไปเล่าให้พระสังฆราชรู้ พระสังฆราชจึงให้นำท้าวปาจิตไปพบ ท้าวปาจิตได้สอบถามความเป็นมาของรูปเขียน พระสังฆราชตื่นเต้นดีใจและมีความสุขมากแต่ข่มใจไว้

pachit oraphim 06

วัดขุนก้อง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีตำนานเกี่ยวกับความรักของท้าวปาจิต-นางอรพืม

จึงได้เล่าความจริงให้ฟังและบอกว่าตนคือ นางอรพิม จากนั้นก็ได้ถอดแหวนออกจากนิ้วชี้แล้วสวมที่นิ้วนางแทน แล้วก็กลายรูปเป็นหญิงตามเดิม ทั้งสองต่างโผเข้าสวมกอดกันร่ำไห้ด้วยความยินดีและตื้นตันใจเป็นที่สุด แล้วนางอรพิมก็บอกความจริงกับทุกคน และขอลาชาววัดและชาวบ้านเดินทางกลับพระนครธม

ตลอดจนได้ขออนุญาตจากเจ้าเมืองจัมปากนคร และเศรษฐีเมืองครุฑราช ให้ยกลูกสาวให้กับท้าวปาจิตแทน ซึ่งทุกคนต่างก็ตกลงและยินดียกให้เป็นมเหสีของท้าวปาจิต ผู้ซึ่งเป็นองค์รัชทายาทแห่งราชอาณาจักรขอมนครธมนั้นเอง

เมื่อกลับถึงนครธมพระเจ้าอุทุมราชและพระราชมารดา ตลอดจนพระประยูรญาติและชาวพระนครทั้งหลายต่างปลื้มปิติ และมีความยินดีเป็นอย่างมาก จึงจัดให้มีพระราชพิธีอภิเษกสมรสให้กับท้าวปาจิตและพระมเหสีทั้งสาม หลังจากนั้น ท้าวปาจิตและพระมเหสีทั้งสามก็ได้มาปกครองที่เมืองพิมายปุระ อันเป็นหัวเมืองประเทศราชของนครธม แทนพระเจ้าพรหมทัตที่พึ่งจะสิ้นพระชนม์ไป

โดยพระองค์ได้จัดให้มีพิธีพระราชทานเพลิง และจัดให้สร้างปราสาทไว้เป็นอนุสรณ์แก่พระเจ้าพรหมทัตที่สวรรคตแล้วนั้นด้วย โดยพระองค์ได้ทำการปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม และนำความร่มเย็นเป็นสุขให้กับเมืองพิมายอยู่เป็นเวลาหลายปี ครั้นเมื่อพระเจ้าปทุมราชพระราชบิดาของพระองค์เสด็จสวรรคต พระองค์ก็ได้เสด็จกลับพระนครธม และได้รับการอภิเษกให้ขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรขอมแทน โดยพระองค์และพระมเหสีทั้งสามได้ทำการปกครองและทำนุบำรุงบ้านเมืองและประเทศราชทั้งหลายให้มีความร่มเย็นเป็นสุขและอยู่ดีกินดีกันโดยทั่วหน้าสืบมาจนสิ้นอายุขัย

บทส่งท้าย

ท้าวปาจิต-นางอรพิม นั้นมีมากมายหลายสำนวน ตั้งแต่แบบล้านช้าง ล้านนา มาจนถึงอีสานทางตอนบนและตอนใต้ ที่มีเรื่องลาวต่างๆ คล้ายคลึงกัน และดูจะเข้าทีกับสำนวนนิทานทางอีสานใต้มากที่สุด เพราะมีชื่อบ้านนามเมือง เส้นทางเดินในอดีตสอดคล้องมากที่สุด จนกลายเป็นตำนานเมืองพิมายปุระที่ใช้แสดงในงานเทศกาลเที่ยวพิมาย ณ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ในปัจจุบัน

กงรักพรหมทัต เดอะมิวสิคัล 2558

redline

backled1

isan thai words

ภาษาพูดของผู้คนในภาคอีสานนั้นมีหลายสำเนียงที่แตกต่างกันไป ไม่มี "ภาษาอีสาน" นะครับ มีแต่เป็นภาษาพูดดั้งเดิมของชนเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ซึ่งมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ [ เรื่องที่เกี่ยวข้อง : ชาติพันธุ์ชนเผ่าไทยในอีสาน ] ดังนั้น เมื่อท่านเดินทางไปท่องเที่ยวอีสาน ท่านจะได้ฟังสำเนียงเสียงพูดที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละจังหวัด คำที่เสนอในที่นี่รวบรวมมาจากที่กระผมอาวทิดหมู มักหม่วน ได้ตอบไว้ใน Facebook Fanpage มาแล้วแต่ค้นหาย้อนหลังยาก ท่านเว็บมาดเซ่อเลยขอร้องแกมบังคับให้นำมารวบรวมไว้ที่นี่อีกครั้งหนึ่ง แฟนนานุแฟนที่ต้องการทราบความหมายของคำ หรือประโยคใดก็สอบถามเพิ่มเติมมาได้นะขอรับ ยินดีนำมาตอบให้ทราบทั้งในเว็บไซต์และเฟซบุ๊คต่อไป

หน้าที่ : 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13

redline

คำที่น่าสนใจนำมาเสนอในวันนี้คือ...

แก่กล้า-ขิว-เบิด-เงิก-เท้อเล้อ-หมูบ-หมอบ-เหมบ

แก่กล้า

ภาษาอีสานวันละคำ มื้อนี้ขอเสนอคำว่า "แก่กล้า"

ากสถานการณ์โควิดระบาด เฮ็ดให้หนุ่ม-สาวที่หนีไปขายแรงงานยังต่างถิ่น ได้หวนกลับมาบ้านมาทำนา ทำไร่ ทำการเกษตรที่บ้านเกิด สัปดาห์นี้มีฝนตกจากอิทธิพลพายุ "โคะงุมะ" ก็เลยได้เวลาปักดำ คนที่ทำนาหว่านก็ดีใจ เปิดน้ำให้ขังในทุ่งนาเพื่อให้ท่วมยอดหญ้าให้มันตายไป เหลือเพียงต้นข้าวที่จะชูยอดพ้นน้ำ ส่วนผู้ทำนาดำก็ได้โอกาสถอน "ต้นกล้าข้าว" มาปักดำ ยังไม่ทันเพลอีพ่อก็บอกลูกชายหล้าว่า "บักหล้าแก่กล้ามาอีกแหน่ สิได้ดำนาให้เบิดงานนี้ จั่งขึ้นเมือไปกินเข้า" อาวทิดหมูบอกผมแหน่ว่า "แก่กล้า" มันคืออีหยัง บ่เข้าใจเลย

แก่ ว. เฒ่า, นาน คนที่เกิดนานเรียก คนแก่ อย่างว่า ย่านี้เถ้าแก่แล้วเนื้อเหี่ยวหนังยาน หูตาเสียบ่คือยังน้อย ตีนมือเศร้าตนโตเหลืองหล่า ตาบ่แจ้งหูนั้นกะบ่ใส (ย่า). old, long time.

แก่ ว. ใหญ่, มีอำนาจ, มีวาสนา อย่างว่า ทั้งสองข้างหิมพานต์ขงเขตเฮานี้ ใผบ่มีแก่แท้เสมอด้ามดั่งเดียว (เชตพน). large, potent.

แก่ ก. ลาก, เข็น ลากเกวียน เรียก แก่เกวียน อย่างว่า เฮือคาแก้งเกวียนเห็นให้เกวียนแก่ บาดห่าฮอดแม่น้ำเฮือชิได้แก่เกวียน (ย่า). to drag, pull along.

เหอๆ อย่าเข้าใจผิดว่า "อีพ่อว่าเฮาเฒ่า (แก่ชรา) หรือเฮาเก่ง (เหี้ยมหาญ คงกระพัน)" แต่ที่พ่อบอกก็คือ "ลูกไปขนต้นกล้าข้าวมาเพิ่มอีกหน่อย เพื่อปักดำในงานนานี้ให้เสร็จก่อนขึ้นไปกินข้าวเที่ยง" นั่นเอง มาจากคำ 2 คำ แก่+กล้า ซึ่ง แก่ ก็คือ การไปลาก ไปขนมา นั่นเอง ส่วน "กล้า" ก็คือ ต้นกล้าข้าวที่พร้อมจะนำมาปักดำในนา คงเข้าใจนะอธิบายตามภาพเลย

kae kla 1

ขิว

ภาษาอีสานวันละคำ มื้อนี้ขอเสนอคำว่า "ขิว"

อาวทิดหมูเบิ่งเฟซบุ๊คหมู่หลายๆ คนที่ฮักแพง เพิ่นพากันโพสต์แต่ภาพหวานแหววกับคนฮัก หวานหยาดเยิ้ม ออดอ้อนมีความสุข กะได้แต่รู้สึก "ขิว" กับบรรดาแคปชั่น (คำคม) ทั้งหลายที่พร่ำพรรณาแล้ว ก็มีความเป็นตาซัง ปนความอิจฉาหลายแฮง จนเกิดอาการ "เหม็นขิวปานจี่เกิบ" เอาโลด เลยเป็นที่มาของคำอีสานน่าฮู้ในมื้อนี้

kiew

ขิว ว. เหม็นเขียว กลิ่นเหม็นชนิดหนึ่งเช่น กลิ่นเผาหนังแห้งหรือใบไม้สด จะมีกลิ่นเหม็น เรียก เหม็นขิว. sharp, unpleasant odor, e.g. burning green leaves or dry leather.

เหม็นขิว ว. เหม็นเขียว มีกลิ่นเหม็นคล้ายๆ กลิ่นหญ้าที่ถูกตัดสดๆ เรียก เหม็นขิว. to smell bad like sharp smell of some fresh cut green plants.

จี่ ก. เผา ทำให้สุกด้วยไฟ เรียก จี่ เช่น จี่ปลา จี่ชิ้น อย่างว่า คราวเมื่อเว้าหมายชิเอามาจี่ บาดห่ามาฮอดแล้วสังบ่ปิ้งจี่กิน (ผญา). to roast over open flame.

เกิบ น. รองเท้า รองเท้าของคนธรรมดาเรียก เกิบ ของพระราชามหากษัตริย์เรียก เกิบแก้ว. shoes.

จากภาพประกอบก็คงจะดูออกว่า อาวทิดหมูมีความรู้สึกเช่นไร มันมีความรู้สึกอิจฉาตาร้อน ขุ่นเคืองในหัวใจที่มีต่อภาพบาดตาเหล่านั้น จนเกิดอาการที่ว่า เหม็นเขียว หรือ ขิวมาก นั่นเอง ขนาดไหนก็ลองหารองเท้าแตะเก่าๆ มาเผาไฟดูก็ได้เด้อ ค้นไปค้นมา พบว่ามีเป็นเพลงด้วยหนา "ขิวปานจี่เกิบ" ฉบับแรกของ แม่นกน้อย อุไรพร แห่งคณะหมอลำเสียงอีสาน

ขิวปานจี่เกิบ - นกน้อย อุไรพร

ส่วนอีกฉบับหนึ่งเป็นแบบร็อคๆ จักหน่อย เนื้อหาเพลงบ่คือกัน แต่ความหมายที่ได้เหมือนกันจาก บิ๊กเสี่ยว ดอกจานบันเทิงศิลป์

ขิวปานจี่เกิบ - บิ๊กเสี่ยว ดอกจานบันเทิงศิลป์

เบิดเท้อเล้อ

ภาษาอีสานวันละคำ มื้อนี้ขอเสนอคำว่า "เบิดเท้อเล้อ"

ได้รับปี้น้อยๆ จากผู้บ่าวแถวกระท่อมน้อยอาวทิดหมูนี่หล่ะ เพิ่นเป็นลูกชายกกข้าราชการจากทางภาคกลาง พ่อย้ายมารับราชการทางอีสาน สงสัยสิไปหลงมักสาวแถวนี้ผิดหวัง นางบ่เว้านำ เลยถูกเพื่อนที่วิทยาลัยล้อเลียนมาว่า "กูว่าแล้วมึงสิเบิดเท้อเล้อ ปานหมาแมวเห่าปลากระป๋อง" งงๆๆ เลยฟ้าวฟั่งมาถามอาวทิดหมูแต่เดิกเลย เฮียนออนไลน์บ่เข้าใจถ้าบ่ไขปัญหานี้ให้ เอ้า! ฟังเด้อ

เบิด ก. แหงนหน้าดู อย่างว่า อย่าได้เบิดเท้อเล้อมันชิล้าเมื่อยคอ (ย่า). to lookup at.

เท้อเล้อ ว. เงย แหงน คนที่เงยหน้าขึ้นสูงเรียก เบิดเท้อเล้อ. with head back, with head held high.

เงิก ก. ยกขึ้น เงยขึ้น แหงนขึ้น อย่างว่า พอเมื่ออินทร์แลฮ้องกลองยามทัดเที่ยง เหมือยหมอกข้อนดาวช้างเงิกเงย (ฮุ่ง). to lift, raise head, look upward.

"เบิดเท้อเล้อ" ก็คือ ยาจกหมายปองดอกฟ้าได้แต่ชะแง้แหงนหน้าดู ที่เพื่อนว่า "หมาเห่าเครื่องบิน" ยังได้เห็นได้เห่า โชคดีเจ้าของอาจจะพาขึ้นนั่งได้ (ฝัน) แต่หมาเห่าปลากระป๋องนี่ ได้แต่เห่าบ่ได้กินเปิดไม่เป็น ความหมายเดียวกับคำว่า "เบิดเท้อเล้อ" หรือ "เงิกเท้อเล้อ" นี่ล่ะบักหล่าเอย ปลงๆ มันซะคือ อาวทิดหมู นี่ เงิกเท่อเล่อจนหัวหงอกแล้วกะยังบ่จื่อ บ่จำอยู่

berd terler

หมูบ-หมอบ-เหมบ

ภาษาอีสานวันละหลายคำ วันนี้เสนอคำว่า "หมูบ-หมอบ-เหมบ"

ช่วงนี้เห็นมีการถามไถ่ในสื่อโซเชียลกันมากกับคำภาษาอีสาน 4 คำ คือ "แหมบ-หมูบ-หมอบ-เหมบ" ว่า คำใดแสดงว่า "ต่ำ" ที่สุด ซึ่งถ้าเป็นคนอีสานแท้ๆ ก็จะรู้ได้ว่าทั้งสี่คำนี้ "ไม่เข้าพวกกัน" เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ตรงๆ แม้ในความหมายของคำจะแสดงถึง "ความต่ำ" ของสิ่งต่างๆ เช่นกัน โดยแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ ลักษณะที่ต่ำของสิ่งของหรือส่วนของร่างกาย คือ "แหมบ" ได้ให้ความหมายไว้แล้ว คลิกไปดูได้เลย ส่วน "หมูบ, หมอบ, เหมบ" ใช้เทียบเคียงความสูงของอากัปกริยาของคนได้ ดังนี้

ตูบหมูบ ก. นั่งทับส้นเท้าทั้งสองเรียก นั่งตูบหมูบ. to sit with ones legs folded directly under oneself.

tob mob

ตอบหมอบ ว. อาการนั่งพับเพียบ เรียก นั่งตอบหมอบ นั่งตอบหมอบตอบขา ก็ว่า. sitting on floor in respectful position with legs folded to one side under body.

เจบเพบ ว. อาการนอนพังพาบ เรียก เหมบเจบเพบ. prostrate.

teb meb

คงจะพอเป็นแนวทางได้ว่า ภาษาอีสานนั้นบรรยายลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ทำความเข้าใจก็จะมองภาพออกว่าเป็นอย่างไร ความหมายของคำในยุคปัจจุบันก็แปรเปลี่ยนไปมาก เช่น หมอบ ในสมัยก่อนคือความมีสัมมาคารวะ นอบน้อม แต่ตอนนี้เอาไปใช้กับพวกสายซิ่ง สายแว๊นซ์ไปแล้ว ส่วน เหมบ นี่แสดงถึงความสบาย ปลอยไปตามอารมณ์และความคิดได้เลย

 

หน้าที่ : 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13

redline

backled1

khun tueng header

Khun tueng 01“ขุนทึง” หรือ “ขุนทึงขุนเทือง” เป็นชื่อวรรณคดีลาว–อีสาน อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ประเด็นที่น่าสนใจมีหลายเรื่อง แต่ในที่นี้ขอเสนอจุดเดียวคือเรื่องเกี่ยวกับ เมืองนาค ซึ่งความเชื่อเรื่อง “นาค” หรือ พญานาค (ดั้งเดิมคือ “เงือก”) นี้ฝังลึกในวัฒนธรรมลาว-อีสานมาเนิ่นนาน จึงมีเรื่องเล่าหรือนิทานที่เกัยวกับ "นาค" หรือ "พญานาค" มากมายหลายเรื่อง รวมทั้งมีการนับถือบูชา สักการะ หรือนำเอาความเชื่อนี้ มาเป็นกุศโลบายในการก่อสร้างศาสนสถานต่างๆ มากมายในแถบสองฝั่งโขงนี้ ซึ่งท่านจะพบได้ทั่วไปทั้งทางฝั่งไทยและฝั่ง สปป.ลาว

ขุนทึง - ขุนเทือง

ปริวรรตจาก อักษรธรรม ๔ ผูก วัดอาภาราม อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี

ยังมีนครแห่งหนึ่งชื่อ เชียงเงื้อม หรือ เชียงใหญ่ มีกษัตริย์ปกครองนามว่า ขุนเทือง และมีมเหสีชื่อ นางบุสดี ได้ปกครองบ้านเมืองมีความร่มเย็น ไพร่ฟ้าประชาชีล้วนอญู่อย่างเป็นสุข เมื่อกาลต่อมา ขุนเทือง มีความปรารถนาจะออกเดินทางท่องเที่ยวป่า จึงได้ออกเดินทางจากบ้านเมืองไปในป่าใหญ่ประมาณ 2 เดือน จนไปถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสวนของพญานาค ที่สวยงดงามดังคำกลอนที่ว่า

เป็นที่อัศจรรย์แท้         อุทิยานสวนดอก
หอมฮ่วงเฮ้า                ใผเข้าบ่อยากหนี ได้แล้ว
ฮสทะฮ่วงเฮ้า              เท้าทั่วอุทิยาน
บาคราญพระ               ล่ำดูใจสะอื้น
อันนี้เมืองใดสร้าง        อุทิยานสวนดอก ไว้นี้
อยู่ขอกน้ำ                  ชัยกว้างแม่ชะเล นี้เด
มีดอกไม้                    หลายส่ำนานา
มาลาหลาย                จ่อจีเจือก้าน
บางพ่องบานเหลือต้น  จูมจีหอมอ่อน
ทองเทศอ้วน              เขียวอ้วนอ่อนหอม "

แล้วขุนเทืองก็ได้พบกับลูกสาวพญานาค ชื่อว่า นางแอกใค้ ซึ่งขณะนั้นนางได้จำแลงกายมาเป็นหญิงสาวงาม ดังบทกวีบรรยายว่า

ตาคมค้อม          คอคางคิ้วก่อง
งามล้องค้อง      สองแก้มดั่งคำ
ย่องย่องเนื้อ      ขาวเกิ่งฟองสมุทร
สอยวอยสุด       ยอดญิงตรองไว้
แสนแวนหน้า     งามดีเสมอแว่น
แขนก่องส้วย       ขาวแจ้งแจ่มพระจันทร์
งามอ้อนแอ้น      แมนหล่อเหล่าโฉม
ตระโนมพรรณ     ฮูปคำซาวเบ้า

ทั้งสองเกิดความรักใคร่กัน ขุนเทือง จึงได้ติดตามนางลงไปยังเมืองบาดาล และอยู่ที่นั่นยาวนานถึง 2 ปีกว่า จนกระทั่งคราวหนึ่งนางนาคลืมตัว ไปเล่นน้ำ จนต้องถูกเตือนเพราะโลกเกิดความแห้งแล้ง มนุษย์และสัตว์ประสบความเดือดร้อน เมื่อขุนเทืองเห็น "นาค" เล่นน้ำในช่วงสงกรานต์ จึงตระหนักว่าตนเป็นคน ไม่น่าจะอยู่กับนาค ประกอบกับในขณะที่ขุนเทืองไม่อยู่ในบ้านเมืองนี้ นางบุสดี เป็นห่วงจึงได้เรียกหาหมอมอ (โหร) มาทำนายทายทักดูว่า ขุนเทืองไปอยู่ที่ใด เมื่อได้รู้ว่า ขุนเทืองอยู่ที่เมืองพญานาคกับลูกสาวพญานาค นางบุสดีจึงทำการบนบานให้พวกผีต่างๆ เช่น ผีน้ำ ผีเสื้อ ผีตายาย (บรรพบุรุษ) ผีเมือง เป็นต้น ตามไปบอกท้าวขุนเทืองกลับมาบ้านเมืองของตน ขุนเทืองจึงได้ลานางแอกใค้และพญานาคเจ้าเมืองบาดาลเพื่อจะกลับเมืองมนุษย์

Khun tueng 02

นางแอกใค้ได้มาส่งขุนเทืองถึงท่าน้ำ ก่อนจะลาจากกัน นางได้ล้วงเอาลูกในท้องออกแล้วเอาใบตองทึงห่อ ให้ขุนเทืองตอนกลับเมืองเพื่อเอาไปเลี้ยงดู เมื่อมาถึงเมืองแล้วนางบุสดีไม่พอใจจึงพยายามหาเรื่อง เพื่อทำอันตรายต่างๆ นานา ขุนเทือง เห็นท่าไม่ดี จึงให้เสนาอำมาตย์เอาลูกชายชื่อ "ขุนทึง" ไปปล่อยไว้ในป่า ขุนทึง อยู่ในป่าอย่างสุขสบาย เพราะมีเทวดาและเหล่าสัตว์ต่างๆ มาดูแลรักษาเลี้ยงดู ต่อมาประมาณ 1 ปี ขุนเทือง คิดถึง "ขุนทึง" ผู้เป็นลูกชาย จึงให้พวกอำมาตย์ออกไปสืบหาว่า ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เมื่อทราบว่ายังมีชีวิตอยู่จึงไปเชิญกลับเข้ามาอยู่ในเมือง

ขุนทึง เมื่อโตเป็นหนุ่มขึ้น ต้องการอยากจะพบแม่ที่แท้จริง จึงไปถามพ่อถึงที่อยู่ของแม่ พอทราบว่าแม่นั้นเป็น "นาค" อยู่ที่เมืองบาดาล จึงอำลาพ่อเพื่อที่จะไปเยี่ยมเยียนถามข่าวคราวแม่ แล้วออกเดินทางไปตามที่พ่อบอกจนถึงท่าน้ำ แล้วเอาไม้ตีน้ำเรียกพวกนาคให้มาหา พวกนาคถามดูรู้ว่า "เป็นลูกของนางแอกใค้" จึงพาขุนทึงไปเมืองบาดาล ขุนทึงได้พบแม่ ตา และยาย แล้วอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานพอสมควร จึงได้ลาแม่เพื่อกลับเมืองเชียงเงื้อมของพ่อ นางแอกใค้แนะนำให้ลาตาแล้วขอของวิเศษ เพื่อเป็นเครื่องติดตัวในการเดินทาง

Khun tueng 03

เมื่อขุนทึงไปลาตา ได้ให้ของที่วิเศษ 3 อย่าง มี หม้อทองแดง ดาบ และของ้าว และได้มาถามวิธีใช้กับแม่ นางแอกใค้ จึงบอกวิธีใช้ว่า

  • หม้อ นั้นมีของทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใน ถ้าต้องการอยากได้อะไรให้ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วเคาะเบาๆ ของที่ต้องการนั้นจะออกมา
  • ดาบนั้นใช้ในการต่อสู้กับข้าศึกศัตรู
  • ส่วนของ้าวนั้นให้ลากไปอย่าแบกหรือถือไป ขณะที่ลากนั้นถ้าไม่เกี่ยวอะไรก็ให้เดินทางไปเรื่อยๆ ห้ามนอน แม้จะกี่วันก็ตาม แต่ถ้าง้าวไปเกี่ยวกับอะไรแล้วจึงหยุดนอน

ขุนทึงเมื่อแม่มาส่งถึงท่าน้ำแล้วก็เดินทางต่อไป โดยปฏิบัติตามคำบอกของแม่ ใช้เวลาเดินอยู่หลายวันจึงถึงแม่น้ำใหญ่แห่งหนึ่ง ของ้าวได้เกี่ยวหยุดอยู่กับที่ จะดึงอย่างไรก็ไม่ไปจึงหยุดนอน ณ ที่นั้น พอเมื่อตื่นขึ้นที่นั้นกลายเป็นเมืองใหญ่ ชื่อว่า "ศรีสัตนาคนหุต" (อ่านว่า สี-สัด-ตะ-นา-คะ-นะ-หุด) "เป็นชื่ออาณาจักรล้านช้าง (ลาว: ອານາຈັກລ້ານຊ້າງ) เป็นอาณาจักรของชนชาติลาวซึ่งตั้งอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง มีอาณาเขตอยู่ในบริเวณประเทศลาวทั้งหมด ตลอดจนพื้นที่บางส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยมีความเจริญรุ่งเรืองทั้งการเมืองการปกครอง ด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนพระพุทธศาสนา ที่มีพัฒนาการเคียงคู่มาพร้อมกันอาณาจักรอื่นๆ ใกล้เคียง ทั้งล้านนา สยาม พม่า และเขมร" ดังนั้น ขุนทึงจึงตั้งจิตอธิษฐานเคาะหม้อทองแดง เพราะอยากได้เพื่อนมาอยู่ด้วย แล้วก็มีหญิงสาวออกมา 2 คน ชื่อ "ทำ" และ "ทอง" จึงอภิเษกเป็นมเหสีทั้งสองคน แล้วขุนทึงก็ครองกรุงศรีสัตนาคนหุตต่อมาอย่างมีความสุข

นิทาน​ลาว​เรื่อง ขุนทึง​ ขุน​เทือง​ - ນິທານລາວ​ເລື່ອງ​ ຂຸນທຶງ​ຂຸນ​ເທືອ​ງ 1

ต่อมาครั้งหนึ่งขุนทึงออกไปเที่ยวป่าคนเดียว เดินทางไปประมาณ 15 วัน ถึงป่าหิมพานต์ ได้พบ "นางชะนี" ที่อยู่ใกล้กับอาศรมพระฤาษี นางชะนีได้แปลงกายเป็นคน แล้วใส่ยาเสน่ห์ในผลไม้ที่นำมามอบให้เพื่อให้ขุนทึงรัก ขุนทึงได้หลงเสน่ห์ของนางชะนีแล้ว ได้อยู่กับนางชะนีที่ถ้ำในป่าหิมพานต์นั้น ประมาณ 3 ปี ได้ลูกชายคนหนึ่งชื่อ อำคา หรือ อู่แก้ว ต่อมาขุนทึงได้ลานางชะนีกลับมาเมืองศรีสัตตนาคนหุต พร้อมกับท้าวอำคา ลูกชาย และได้ให้สัญญากับนางชะนีว่า จะมารับไปอยู่ในเมือง นางทำและนางทองต่างก็ดีใจ และรัก "ท้าวอำคา" เหมือนลูกตนเอง

เมื่อขุนทึงกลับถึงเมืองเรียบร้อยแล้ว จึงแต่งขบวนแห่มาเอานางชะนีไปอยู่ในเมืองตามสัญญา และสั่งชาวเมืองทุกคนให้ผูกสุนัขไว้ให้ดี อย่าให้เพ่นพ่าน แต่พอขบวนเข้าไปถึงเมือง นางทำ นางทอง มเหสีสองพี่น้องได้ปล่อยหมาให้ไล่กัดนางชะนีแปลงเป็นคนมานั้น นางชะนีได้วิ่งหนีออกจากเมืองกลับไปอยู่ป่าหิมพานต์ตามเดิม

 ลำสั้น ขุนทึงเดินดง โดย หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน

อยู่มาไม่นานขุนทึงเกิดเจ็บป่วยไม่สบาย จึงให้ท้าวอำคาไปขอยาวิเศษจากต้นมณีโคตรกับนางชะนีผู้เป็นแม่มาให้กิน และบอกให้เอามามากๆ เพื่อที่จะได้แจกจ่ายชาวเมืองด้วย แต่นางชะนีให้ยามาเพียงนิดหนึ่ง เพราะนางโกรธที่นางทำ นางทอง ปล่อยหมาไล่นางออกจากเมืองแทบเอาชีวิตไม่รอด ขุนทึงได้กินยาแล้วก็หายเป็นปกติ

ต่อมา ขุนทึงได้ทำพิธีอภิเษกให้ท้าวอำคาขึ้นครองราชย์แทนตน และอยู่มาอีกนาน ขุนทึงไม่สบายอีกหน จึงให้ท้าวอำคาไปขอยากับนางชะนีมากินอีก แต่ท้าวอำคาไปในครั้งนี้ไม่พบนางชะนีอีก เพราะนางชะนีได้ตายไปแล้ว จึงกลับมามือเปล่า ขุนทึงเมื่อไม่ได้ยากินก็ตายไปอีกคน ส่วนท้าวอำคานั้นได้ครองเมืองเป็นสุขต่อมา

นิทาน​ลาว​เรื่อง ขุนทึง​ ขุน​เทือง​ - ນິທານລາວ​ເລື່ອງ​ ຂຸນທຶງ​ຂຸນ​ເທືອ​ງ 2

เกร็ดเกี่ยวกับ 'ต้นมณีโคตร'

ต้นมณีโคตร หรือ มณีโครธ หรือ มะนีโคด (ภาษาลาว) ในตำนานที่คนสองฝั่งโขงเชื่อว่ามีอยู่นั้นคือ ต้นไทร ที่มีลักษณะของ “ไทรกร่าง” ซึ่งรากและลำต้นแข็งแรงยืนหยัดคงทนสูงใหญ่ ใบแข็งหนาแผ่กิ่งก้านมณฑลสาขาได้เป็นอาณาบริเวณกว้างมาก

ต้นไม้ที่ว่านี้ “พระอินทร์” นำมาจากสวรรค์เอามาปลูกไว้ที่กลางน้ำตก “หลี่ผีสีทันดร” ลำน้ำโขงแห่งนี้ ตำนาน “ขุนทึง ขุนเทือง” ก็เล่าไว้ว่าเดิมนั้นเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์แห่งสรวงสวรรค์ ที่ขึ้นอยู่ริมสระอโนดาตในป่าหิมพานต์เท่านั้น มิใช่สมบัติของชาวดินที่จะเชยชมกันได้ง่ายๆ ไม้นี้มีเพียง 3 กิ่งใหญ่ และมีความศักดิ์สิทธิ์ คือ

  • กิ่ง 1 ทอดเอนชี้ไปก้ำ(ทาง)ตะวันออก แม้นใครกินผลมณีโครธจากกิ่งนี้เข้าไปจะกลายเป็น ลิง
  • กิ่ง 2 ทอดเอนไปก้ำ(ทาง)ตะวันตก แม้นใครกินผลมณีโครธจากกิ่งนี้เข้าไปจะกลายเป็นนกกระเจาหรือ นกกระยางขาว
  • กิ่ง 3 ชี้ตรงขึ้นเมืองฟ้า(บนฟ้า) แม้นใครกินผลมณีโครธจากกิ่งนี้เข้าไป จะกลายเป็นคนวัยหนุ่มสาวงามนัก เป็นผู้ดี และมีศักดิ์สูง อายุนั้นจะยืนยาวมั่นแข็งแรงไม่แก่ไม่เฒ่า

เชื่อกันว่าผู้ที่ได้ไปถึงก็มีแต่ “สมเด็จลุน” เพียงผู้เดียวเท่านั้น ส่วนในมิติโลกมนุษย์เราที่นักท่องเที่ยวไปชมและกราบไหว้กันก็มีอยู่จริง

Khun tueng 04

ทุกวันนี้ มีคนไปเที่ยว คอนพะเพ็ง ใน สปป.ลาว และได้เห็น ต้นมณีโคตร ซึ่งถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง มีคำกล่าวเล่าขานกันว่า

ในวันธรรมดาทั่วๆ ไปนั้น นกที่บินมาจับต้นมณีโคตรจะเป็นนกสีดำ (หรืออาจจะมีสีอื่นๆ บ้างผู้เขียนก็ฟังไม่แน่ชัด) แต่ในวันศีลวันพระ (วันโกณวันพระ) นั้น นกที่บินมาจับจะเป็นนกสีขาว "

ข่าวล่าสุด : เมื่อปี 2555 ต้นมณีโคตร นี่ได้โค่นล้มลงแล้ว อ่านเพิ่มเติมที่นี่

 

redline

backled1

 

isan thai words

ภาษาพูดของผู้คนในภาคอีสานนั้นมีหลายสำเนียงที่แตกต่างกันไป ไม่มี "ภาษาอีสาน" นะครับ มีแต่เป็นภาษาพูดดั้งเดิมของชนเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ซึ่งมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ [ เรื่องที่เกี่ยวข้อง : ชาติพันธุ์ชนเผ่าไทยในอีสาน ] ดังนั้น เมื่อท่านเดินทางไปท่องเที่ยวอีสาน ท่านจะได้ฟังสำเนียงเสียงพูดที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละจังหวัด คำที่เสนอในที่นี่รวบรวมมาจากที่กระผมอาวทิดหมู มักหม่วน ได้ตอบไว้ใน Facebook Fanpage มาแล้วแต่ค้นหาย้อนหลังยาก ท่านเว็บมาดเซ่อเลยขอร้องแกมบังคับให้นำมารวบรวมไว้ที่นี่อีกครั้งหนึ่ง แฟนนานุแฟนที่ต้องการทราบความหมายของคำ หรือประโยคใดก็สอบถามเพิ่มเติมมาได้นะขอรับ ยินดีนำมาตอบให้ทราบทั้งในเว็บไซต์และเฟซบุ๊คต่อไป

หน้าที่ : 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13

redline

คำที่น่าสนใจนำมาเสนอในวันนี้คือ...

สิ้ง-โต้น-คอน-หาบ-ยาบยาบ-ซาบลาบ-ลาบซาบ-ซง

สิ้ง

ภาษาอีสานวันละคำ มื้อนี้ขอเสนอคำว่า "สิ้ง"

ได้รับจดหมายก้อม (e-mail) มาจากน้องสาวทางเมืองกรุง บอกว่า ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดแล้วคุณยาย บอกว่า "อีนางเอยเป็นสาวเป็นนางแล้วไปไสมากะให้ระวังผู้ชายแหน่ เบิ่งมันสิ่งตาน้อยบ่เป็นตาไว้ใจ" อาวทิดหมูบอกนางแหน่ "สิ้งตาน้อย" มันเป็นแนวใด๋ นางบ่เข้าใจเลย ขอบคุณค๊า

สิ้ง ก. มองดูด้วยไม่เต็มตา เรียก สิ้ง มองดูด้วยหางตา เรียก สิ้งตาน้อย มองตาม เรียก สิ้งตานำ อย่างว่า โต๋ต่งโต๋นารีโต่งโต้น โต๋ต่งโต้นผู้สาวขี้งอยโพน ก้อนขี้กลิ้งผู้สาวสิ้งตานไ หักไม้แก้งแม่นไม้หนามคอม หนามคอมเกาะเต้นเดาะเต้นด่อง (กลอน) บุพเพท้าวนำมาปางก่อน ทรงเครื่องสิ้งขุนฟ้าฟากพรหม (ฮุ่ง). to peep at, watch discretely, watch out of the corner of ones eye, to follow with ones eye.

sing tanoi

คำโบราณคักน้อยายเอย หลานสาวงงหลายกับคำเก่าๆ "สิ้งตาน้อย" สมัยนี้ก็ต้องบอกว่า "แอบมองด้วยหางตา" นั่นเอง หนุ่มคงจะชอบที่เราสวย แต่ยายคงจะหวงหลานสาวเอามาก เลยเกิดอาการไม่ไว้ใจไอ้หนุ่มพวกนั้น ก็ระวังด้วยแล้วกันนะจ๊ะ อย่าฟ้าวให้เบอร์ ให้ไลน์เด้อ

โต้น

ภาษาอีสานวันละคำ มื้อนี้เสนอคำว่า "โต้น"

คือเก่านั่นหล่ะสาวส่ำน้อยลูกอีสานไปอยู่ไทดน (นาน) กลับมายามบ้านแล้วอีแม่ให้ไปเอาถุงบักม่วงแผ่นอยู่ในครัว หาบ่เห็นเลยถืกแม่ฮ้ายไปว่า "จั่งแม่นมึงบาจาวน้อ กะห้อยอยู่ "โอ้นโต้" ข้างกกเสานั่นเด" นางบ่เข้าใจกะเลยส่งปี้น้อยมาถามอาวทิดหมูให้อธิบายให้เลาฟังว่า "โอ้นโต้น" เป็นจั่งใด๋

โต้น น. ลูกตุ้มสำหรับใส่เครื่องชั่งจีน เรียก หมากโต้นชิง. weights for Chinese balance scale.

โต้น น. นมที่ใหญ่กว่าปกติ เรียก นมโต้น อย่างว่า สาวนมโต้นลงโพนอย่าชะแล่น บาดเจ้าคาดลาดล้มนมชิโต้นกว่าหลัง (บ.). large breasts.

โต่งโต้น ว. ลักษณะของสิ่งของที่ใหญ่แขวนแกว่งไปมา เรียก ห้อยโต่งโต้น ถ้าของขนาดเล็กเล็ก เรียก ห้อยต่องต้อน. swinging (of large hanging object).

tone

อธิบายได้ตามคำข้างบนนี่หล่ะสาวเอย "ห้อยโอ้นโต้น" กะสิแม่นยายเลาเอาถุงก็อบแก็บใส่บักม่วงแผ่นถุงบักใหญ่ ห้อยไว้อยู่เสาครัว ลักษณะอาการนี้เอิ้นว่า "ห้อยโอ้นโต้น" คันแม่นถุงน้อยๆ กะสิเป็น "ห้อยอ้อนต้อน" นั่นล่ะอีนางเอย ความหมายตามภาพโลด

มีคำที่อาจจะได้เรียกว่าใกล้เคียงกัน มีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น ต้อนแต้น, ต่องต้อน

ต้อนแต้น ว. ของเล็กกลม ห้อยแขวนแกว่งไปมา เรียก ห้อยต้อนแต้น ถ้าใหญ่เรียก ห้อยโต้นเต้น. small, round and dangling back and forth.

ต่องต้อน ว. ลักษณะของสิ่งของเล็กๆ ห้อยอยู่เรียก ห้อยต่องต้อน ถ้าสิ่งใหญ่เรียก ห้อยโต่งโต้น. hanging, dangling (of small thing).

คอน

ภาษาอีสานวันละคำ มื้อนี้ขอเสนอคำว่า "คอน"

มีคำถามมาจากหนุ่มผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ข้องใจหลายๆ อยากฮู้ความหมายที่ผู้เฒ่าผู้แก่เพิ่นมักอวยพรให้บ่าว-สาวที่แต่งงานใหม่ว่า "ให้ฮักกันมั่นแก่น ผัวหาบ-เมียคอน" คำว่า "หาบ" นี่พอเห็นและฮู้จักความหมาย แต่ "คอน" นี่มันคืออีหยังครับ อาวทิดหมู

คอน น. กิ่งไม้ที่นกหรือไก่จับ เรียก คอน อย่างว่า นกเขาเข้าอยู่ตุ้มเหงาหง่วมทนทุกข์ แม่นชิงอยคอนเงินคอนคำก็บ่ลืมคอนไม้ (กลอน). perch (of bird).

คอน ก. การใช้ไม้คานหาบของปลายข้างหนึ่งมีสิ่งของ อีกข้างหนึ่งไม่มี ลักษณะเช่นนี้เรียก คอน ต่างกับหาบ เพราะหาบมีสิ่งของทั้งสองข้างเท่าๆ กัน อย่างว่า หาบดีกว่าคอน นอนดีกว่านั่ง (ภาษิต). to carry load on pole over shoulder with hand balancing other end.

hab kon 2

หาบ ก. เอาของห้อยปลายคาน 2 ข้างแล้วแบกกลางคาน เรียก หาบ อย่างว่า หาบช้างชาแมว (ภาษิต) หาบฝุ่นใส่นาขุน (ภาษิต) หาบดีกว่าคอน นอนดีกว่านั่ง (ภาษิต). to carry loads suspended from both ends of a pole with middle of pole supported by shoulder.

หาบ น. ชื่อมาตราชั่งน้ำหนักแบบโบราณ 50 ชั่งเป็น 1 หาบ มาตราชั่งน้ำหนักปัจจุบัน 60 กิโลกรัมเป็น 1 หาบ. unit of weight equal to 60 kg.

ผัวหาบเมียคอน หมายความว่า ช่วยกันทํามาหากินทั้งผัวทั้งเมีย หรือ ชายหาบหญิงคอน ก็ว่า หมายถึง สามีภรรยาที่ช่วยกันทำงาน ทำมาหากินอย่างขยันขันแข็งนั่นเอง สะสมทรัพย์เพื่ออนาคตข้างหน้า

hab kon

การหาบ ต่างจาก การคอน ที่ การหาบ (หญิงสาว) จะมีน้ำหนักถ่วงที่ปลายไม้คานทั้งสองข้างเท่าๆ กัน จะเป็นตะกร้า กระบุง หรือถังน้ำ ที่มีขนาดเท่าๆ กัน หรือถ้าขนาดไม่เท่ากันน้ำหนักทั้งสองข้างจะเท่ากัน คนหาบจะอยู่กึ่งกลางของไม้คาน ส่วน การคอน (จากภาพยายทั้งสอง) นั้น ปกติจะหมายถึงการเอาไม้พาดบ่าเพื่อเอาสิ่งของห้อยที่ปลายไม้ด้านหลังผู้คอน แต่ก็อาจหมายถึง การหาบที่ไม่สมดุลด้วยน้ำหนักที่ปลายไม้สองข้างไม่เท่ากันด้วยก็ได้ ผู้คอนจะให้บ่าอยู่ใกล้สิ่งที่มีน้ำหนักมากกว่าอีกด้านที่เบากว่า (ตัวอย่างจากภาพ ยายคนซ้ายมือตะกร้าเบา ก่องข้าวหนัก บ่าจึงมาทางด้านหน้า ส่วนยายคนขวา ตะกร้าหนักกว่า บ่าจึงมารับน้ำหนักตะกร้าด้านหลัง)

ยาบยาบ

ภาษาอีสานวันละคำ มื้อนี้เสนอคำว่า "ยาบยาบ"

ภาษาเว้าฅนอีสานโบราณนานมามีหลายคำที่คนรุ่นนี้แทบจะไม่เข้าใจ อย่างสาวน้อยผู้นี้ถามมาว่า "เมื่อวานทางบ้านนางหล้าใกล้ด่านช่องเม็กมีฝนตกลมแรง ฟ้าแลบแปรบปราบ เลยออกมาเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้หลังบ้าน อีแม่ฮ้องเสียงดังมาว่า 'อีนางเอ้ย ฟ้าวๆ แหน่บ่เห็นบ้อว่าฟ้าเหลื่อมอยู่ยาบยาบพุ้นนะ' นางกะบ่เข้าใจว่ามันเป็นจั่งได๋ อาวทิดหมูบอกนางแหน่ค่า"

ยาบยาบ ว. เคลื่อนไปเป็นแถว เดินไปเป็นกระบวน เรียก ย่างยาบยาบ อย่างว่า ยาบยาบพร้อมพลพวกมุนตรี ภูธรทรงพานคำหย่อนเชิงชำย้าย มุนตรีพร้อมโยธาทวนย่าง ค้ายไพร่ฟ้ามวลพร้อมพร่ำไป (ฮุ่ง) ยาบยาบย้ายเจียระจากพระวิหาร แยงคาเมค่อยไปเป็นถ้อง (สังข์). movinf in rows, marching in procession.

ยาบยาบ ว. แพรวพราว ระยิบระยับ เช่น ฟ้าเหลื้อมยาบยาบ มาบมาบ ก็ว่า อย่างว่า ทันที่ยาบยาบเหลื้อมทุงแกว่งไกวปลิว เรียกชื่อเชียงฟองวงหมู่ฉางเยียผ้า ทิวทิวกว้างสุดผอมผายฮาบ พอขวบเข้าระดูฟ้าแจกทาน (ฮุ่ง). sparkling, flashing.

คำว่า "ฟ้าเหลื้อมยาบยาบ" ก็คือ สายฟ้าที่กระพริบระยิบระยับ มาพร้อมเสียงเปรี้ยงปร้างนี่แหละ คุณแม่กลัวว่า "ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ" แล้ว "ฟ้าจะผ่า" ลงมาให้ลูกสาวมีอันตราย ให้รีบเก็บเสื้อผ้าเข้าในบ้านโดยเร็ว หรือแม้แต่ชุดแต่งตัวของหมอลำ ลิเก ที่ปักเพชรพลอยแพรวพราวโดนแสงไฟส่องบนเวที ก็เรียกว่า "ชุดเหลื้อมยาบยาบ" เช่นกัน

yab yab 2

ส่วนอีกความหมายหนึ่ง นั้นหมายถึงการเดินไปเป็นแถว เป็นแนวมีระเบียบ อย่างเช่น การเดินสวนสนามของทหาร ลูกเสือ ก็เรียก "ย่างยาบยาบ"

yab yab 1

ซาบลาบ

แถมให้อีกคำหนึ่งที่อาจจะได้ยินอีกคือ "ซาบลาบ, ซะลาบ" กับ "ลาบซาบ"

ซาบลาบ ว. ต้นไม้สูงใหญ่เรียงกันเป็นทิวแถว เรียก ซาบลาบ อย่างว่า ตั้งซาบลาบเลียนกัน ดูเป็นถันแถวถี่ อยู่ที่ใกล้สระน้ำมุจลินท์ (เวส) ซาบลาบพร้อมหอราชมณเทียร พลหลวงมวลมี่นันคุงฟ้า เมื่อนั้นภูธรให้ไปเวียนวังน่าง ย้ายหมู่ช้างทังม้าล่วงไป (ฮุ่ง). (trees) towering in a row.

ซะลาบ ว. ตั้งเรียงราย เป็นแถวแนว ต้นไม้ที่เรียงราย มองดูมากมายก่ายกอง เรียก ซะลาบ ซาบลาบ ก็ว่า อย่างว่า ซะลาบพร้อมสุภราชทัวระพี ยนยนประดับหลั่งไปเป็นถ้อง แต่นั้นดูจวนย้ายภูมีเสด็จยาตร กองลูกท้าวแดงเหลื้อมหลั่งไป (ฮุ่ง). upright in rows in tremendous numbers.

ลาบซาบ ว. ลักษณะของสิ่งของที่แขวนเรียงกันเป็นแถวเป็นแนว เรียก เรียงลาบซาบ เลียนซาบลาบ ก็ว่า. describes objects hanging in rows.

yab yab 3

ความหมายก็ดูตามภาพจะได้เห็นความชัดเจนเด้อน้องหล้าเอย มีคำอื่นๆ ที่ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจชัดเจนก็สอบถามกันเข้ามาได้

ซง

ภาษาอีสานวันละคำ มื้อนี้ขอเสนอคำว่า "ซง"

ได้รับคำถามมาจากน้องสาวหล้าทางเมืองโคราชย่าโม ถามมาว่า ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดคุณพ่อที่เมืองอำนาจเจริญ ได้ยินคุณย่าพูดกับพ่อว่า "คือซงบ่คือแท้ เป็นจั่งใด๋แหน่ลูกหล้า" อาวทิดหมูบอกนางแหน่ "ซงบ่คือแท้" มันเป็นแนวใด๋ นางบ่เข้าใจเลย ขอบคุณค๊า

ซง น. รูปร่าง ทรวดทรง. shape, apperance, figure.

ซง ว. ซึม เงียบเหงา ไม่สดชื่น การแสดงอาการหงอยเหงาไม่มีใจเบิกบาน เรียก ซง อย่างว่า แม่นว่าสัพพะสิ่งช้างม้ามิ่งในนคร ก็บ่กินเกียงหยุดอยู่ซงสลอนพร้อม กับทั้งเนื้อนกเลี้ยงประหิดเหียนหงษ์เหิบ ก็บ่กินเหยื่อหญ้าคอยเยี้ยมอยู่เหงา (สังข์). depressed, sad.

ซงมง ว. นั่งคอตกไม่พูดจาเรียก นั่งซงมง อย่างว่า นั่งซงมงซงตาตาย ป่านกะบ่ทอ ปอกะบ่ลอก ส่องปล่องเอี้ยมถ่มน้ำลายปิ๊ดปิ๊ด เฮ็ดโค็ยสั้นสะมิกิ (บ.). downcast, with head down and not speaking.

song

คุณย่าคงจะสังเกตอาการของคุณพ่อได้ว่า "ไม่สดชื่น มีเรื่องทุกข์ใจ หรือกลุ้มใจ แต่ไม่บอกใคร" จึงได้ถามว่า "ท่าทางไม่สบายใจ เป็นยังไงบ้างบอกแม่มาสิ" นั่นเอง ความทุกข์ใจ กลุ้มใจอาจจะมาจากสถานการณ์โควิด หรือมีหนุ่มใดๆ มาติดพันลูกสาวแล้วพ่อไม่ชอบหรือเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจนะลองถามพ่อดูเลยดีกว่า โรคซึมเศร้า หรืออาการซึมเศร้านั้นต้องการความรัก ความเห็นใจ การเอาใจใส่ของผู้ใกล้ชิด

 

หน้าที่ : 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13

redline

backled1

siton manorah header

รรณกรรมอีสานเรื่อง "ท้าวสีทน" ก็คือเรื่อง "พระสุธน-มโนราห์" ที่แพร่กระจายไปทั่วในทุกภาคของประเทศไทย การกระจายไปยังท้องถิ่นต่างๆ จึงทำให้เกิดการประพันธ์ขึ้นด้วยภาษาถิ่นนั้นๆ และฉันทลักษณ์ในแบบของท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ในภาคเหนือก็ประพันธ์เป็น "คร่าวซอ" ชื่อว่า "เจ้าสุธน" ภาคกลางประพันธ์เป็น "บทละครนอก" ชื่อว่า "นางมโนราห์" แต่แต่งได้ไม่จบเรื่อง พระยาอิสรานุภาพ จึงได้ประพันธ์เป็นคำฉันท์ชื่อว่า "พระสุธนคำฉันท์" ส่วนภาคใต้ก็ประพันธ์เป็น "กลอนสวด" (กาพย์ยานี กาพย์ฉบัง กาพย์สุรางคนางค์) ชื่อว่า "มโนราห์รานิบาต" และมีสำนวนที่ใช้แสดงมโนห์รา หรือโนราอีกหลายสำนวน

ส่วนในภาคอีสานแต่งเป็น "โคลงสาร" ซึ่งบางคนเรียก "กลอนลำ" ชื่อว่า “ท้าวสีทน” หรือ "ท้าวสีทนต์" หรือ "สีทนมโนราห์" และยังพบว่า มีชาวไทยในสิบสองปันนา รัฐคุนหมิง ของประเทศจีน ก็มีวรรณกรรมเรื่อง พระสุธนมโนราห์ ด้วย แต่จะเรียกอีกชื่อว่า “นางมโนราห์” ซึ่งเมื่อครั้งที่ผู้เขียนไปเที่ยวเมืองสิบสองปันนาก็ได้ชมชุดการแสดงที่ศูนย์การแสดงชื่อ "พาราณสี" ที่มีการแสดงเรื่องราวต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือ ชุดระบำนกยูง (สิบสองปันนา เมืองแห่งนกยูง มีสวนสัตว์นกยูงให้เราได้ชมด้วย) เมื่อสอบถามรายละเอียดจากไกด์ได้ความว่า เป็นการแสดง "ร่ายรำของเหล่ากินรี" ซึ่งก็คือ "นางมโนราห์" แบบจีนที่อ่อนช้อยสวยงามนั่นเอง

siton manorah 05

ส่วนต้นฉบับเรื่อง "ท้าวสีทน" ฉบับภาคอีสานแพร่กระจายอยู่ทั่วไป ลักษณะการประพันธ์เป็นโคลงสาร หรือกลอนลำ ซึ่งพระภิกษุนิยมนำมาเทศน์ เพราะชาวอีสานถือว่าเป็น "ชาดก" (คือชาดกนอกนิบาต) เพราะในต้นฉบับกล่าวว่า ท้าวสีทน (หรือ พระสุธน) เป็นชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า และตอนจบเรื่องก็มีการประมวลชาดกที่กล่าวว่า ตัวละครตัวใดบ้างกลับชาติมาเป็นพระพุทธเจ้าพระชาติในปัจจุบัน ที่ภาคอีสานเรียกกันว่า “ม้วนชาดก” เรื่อง "ท้าวสีทนมโนราห์" ฉบับภาคอีสาน ที่แพร่กระจายอยู่ทั่วไปนั้น ต้นฉบับที่ใช้เรียบเรียงก็คือ การถอดมาจากต้นฉบับใบลานมาเป็นอักษรไทย ที่ได้มีการพิมพ์เผยแพร่ เมื่อปี พ.ศ. 2513 ก็คือ งานปริวรรตของ พระอริยานุวัตร เขมจารี (2513) เป็นหนังสือที่พิมพ์ต้นฉบับภาคอีสานเรื่อง “สีทน มะโนราห์” เป็นสำนวนวรรณคดีเก่าแก่ที่นักปราชญ์แต่ก่อนได้แต่งเป็นค้ากลอนเอาไว้ เพียงแต่ไม่ทราบว่าแต่งขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้แต่ง แต่มีการสันนิษฐานว่า อาจแต่งในต้นสมัยอาณาจักรล้านช้าง เพราะมีทั่วๆ ไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางฉบับสำนวนจะแตกต่างกันบ้างแต่ก็เล็กน้อย เพราะอาจเกิดจากจากคัดลอกต่อๆ กันมา รวมทั้งชื่อตัวละครที่อาจจะเขียนไม่เหมือนกัน แต่ท้ายที่สุดก็สรุปความอย่างเดียวกัน

Dai Lue Movie : เจ้าสุธุน - นางมโนรา
เป็นภาพยนตร์เรื่องราวของ "ท้าวสุทน-นางมโนรา" สำนวนไตลื้อ

ในบทความที่จะเล่าต่อไปนี้ จะนำเสนอเพียง 2 สำนวน คือ สีทน-มโนราห์ ฉบับปริวรรตจากอักษรธรรม 4 ผูก วัดบ้านแดงหม้อ กับอีกสำนวนหนึ่งจากการศึกษาวิจัยเรื่อง ท้าวสีทน-มโนราห์ : ชาดกพื้นบ้านอีสานกับการสร้างพื้นที่ทางสังคมในชุมชนลุ่มน้าโขง ดังนี้

สำนวนที่ 1 สีทน-มโนราห์

ปริวรรตจาก อักษรธรรม 4 ผูก วัดบ้านแดงหม้อ ตำบลแดงหม้อ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
จาก การศึกษา รวบรวม และจัดสร้างฐานข้อมูลใบลานจังหวัดอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ยังมีนครเป็งจาล (เปงจาน) มีกษัตริย์ชื่อ ท้าวอาทิตราช พระโพธิสัตว์ได้จุติในครรภ์พระเทวีของพระองค์ เมื่อประสูติแล้วทรงพระนามว่า "สีทนต์" ในตอนประสูติมามี "ธนู" อาวุธประจำพระองค์ติดตัวมาด้วย แสดงถึงความเป็นผู้มีบุญบารมี

มีนายพรานคนหนึ่งไปล่าสัตว์ที่ป่าหิมพานต์ ไปช่วยกิตตินาคราชให้พ้นจากการคุกคามของยักษ์ นายพรานไปพบนางกินรี ชื่อ มโนราห์ และพี่ของนางรวม 7 คน มาเล่นน้ำในสระริมเขาไกรลาส นายพรานจึงยืมเอา "บ่วงบาศ" จากพระยานาคที่ตนช่วยชีวิตไว้ แล้วนำนางไปถวายท้าวสีทนต์ ท้าวสีทนต์ยกนางไว้ในตำแหน่งมเหสี

ต่อมามีโจรมารุกรานนอกเมือง ท้าวสีทนต์จึงลานางมโนราห์ไปปราบโจร ท้าวอาทิตราชได้พระสุบินว่า ไส้ได้ไหลออกจากท้อง จึงให้หมอโหรมาทายดู หมอโหรทายว่า จะต้องเอาเนื้อนางมโนราห์เซ่นผีบ้านผีเมือง นางจึงทำอุบายขอปีกหางจะรำให้ดู แล้วนางก็บินหนีไปยังเขาไกรลาส เมืองภูเงิน

siton manorah 06

ท้าวสีทนต์ไปปราบโจร 3 เดือน จึงสำเร็จ กลับมาไม่พบนางมโนราห์จึงออกตามหา ท้าวสีทนต์ไปตามหานางด้วยความยากลำบาก ไปพบพระฤาษีที่นางมโนราห์ฝากแหวนไว้ พระฤาษีชี้ทางไป และแนะนำเช่น การกินผลไม้ให้กินตามนก จะพบเส้นทางยากลำบาก ให้ปราบด้วยมะนาวเสก ต่อมาพบยักษ์สูงเจ็ดชั่วลำตาลให้ใช้ปืนยิง และข้ามแม่น้ำที่มีงูจงอาง งูเหลือม งูทำทาน เป็นแม่น้ำที่มีพิษ พ้นจากตรงนั้นจะต้องเกาะหลังนกอินทรีย์ ไปจนกว่านกอินทรีย์จะพนบินไปถึงป่าหิมพานต์ของนาง ในที่สุดท้าวสีทนต์ก็ได้พบกับนางมโนราห์ดังปรารถนา

siton manorah 11

สำนวนที่ 2 จากนิทานชาดกลุ่มน้ำโขง

จากงานวิจัย : ท้าวสีทน-มโนราห์ : ชาดกพื้นบ้านอีสานกับการสร้างพื้นที่ทางสังคมในชุมชนลุ่มน้าโขง
วิทยานิพนธ์ ของ ประณิตา จันทรประพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

มืองอุดรจัญจาล มี ท้าวอาทิจจวงศ์ เป็นผู้ครองเมือง มีมเหสีนามว่า จันทาเทวี มีพระโอรส 1 องค์ นามว่า สุธนกุมาร เมื่อสุธนกุมารเจริญวัยได้ศึกษาศิลปศาสตร์จนเชี่ยวชาญ ทิศตะวันตกของเมืองอุดรปัญจาลมีพญานาคชื่อ ชมพูจิตร อาศัยอยู่ในสระใหญ่ และเป็นที่สักการะของชาวเมือง เพราะเชื่อว่าด้วยอำนาจของพญานาคจึงทำให้บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ปราศจากอันตราย

siton manorah 09

เมืองมหาปัญจาล อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองอุดรปัญจาลได้เกิดเภทภัยแห้งแล้ง ชาวเมืองจึงพากันอพยพไปอยู่ที่เมืองอุดรปัญจาล ทำให้กษัตริย์ของเมืองมหาปัญจาลเกิดความสงสัย จากนั้นจึงทราบว่าต้นเหตุนั้นมาจาก พญานาคชมพูจิตร ที่ชาวเมืองเชื่อกันว่า เหตุที่ปัญจาลนครอุดมสมบูรณ์เป็นเพราะอำนาจของพญานาค จึงได้ประกาศหาพราหมณ์ผู้มีเวทมนตร์ไปฆ่าพญานาคชมพูจิตร

เมื่อเมืองมหาปัญจาลส่งพราหมณ์ผู้มีเวทมนตร์มาที่อุดรปัญจาล ก็ทำพิธีเพื่อฆ่าพญานาคชมพูจิตร ฝ่ายพญานาคชมพูจิตรก็ทนอยู่เมืองบาดาลไม่ได้จึงแปลงกายเป็นพราหมณ์ แล้วไปซ่อนตัวอยู่ที่ขอบสระ จากนั้นได้เจอกับ พรานบุณฑริก และเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟัง และขอให้พรานบุณฑริกช่วยเหลือตนให้พ้นจากเวทมนตร์ของพราหมณ์แห่งเมืองมหาปัญจาล

siton manorah 04

ขณะที่พราหมณ์แห่งเมืองมหาปัญจาลทำพิธี เพื่อจะจับพญานาคชมพูจิตร พรานบุณฑริกจึงยิงพราหมณ์ด้วยธนู จากนั้นจึงบังคับให้คลายมนตร์ และฆ่าพราหมณ์ ณ ที่นั่น หลังจากที่พรานบุณฑริกได้ฆ่าพราหมณ์แล้ว พญานาคชมพูจิตรก็พานายพรานไปยังเมืองบาดาล และบำรุงบำเรอให้มีความสุข พรานบุณฑริกอยู่ที่เมืองบาดาลได้เพียง 7 วันก็ลากลับ พญานาคชมพูจิตรจึงตอบแทนด้วยแก้วแหวนเงินทองจำนวนมาก พร้อมกับสั่งว่า หากพรานบุณฑริกต้องการความช่วยเหลือก็ให้มาบอก

วันหนึ่ง นายพรานบุณฑริกไปล่าสัตว์ในป่า ได้พบกับ พระกัสสปฤษี ซึ่งมีอาศรมอยู่ใกล้สระน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง และทราบจากฤาษีว่า ในวันขึ้น 15 ค่่ำ จะมีบรรดานางกินรีมาอาบน้ำในสระ เมื่อนายพรานทราบเช่นนั้นจึงไปแอบซุ่มดูอยู่ที่ริมสระ ฝ่ายนางกินรีทั้ง 7 ธิดาท้าวทุมราช พร้อมบริวารก็พากันมาอาบน้ำในสระ จนบ่ายคล้อยจึงบินกลับ นายพรานเมื่อเห็นรูปร่างของนางกินรีก็คิดพาอยากจะได้ไปถวายพระสุธน จึงกลับมาปรึกษาพระฤาษี พระฤาษีจึงแนะนำว่า มีแต่นาคบาศของพญานาคเท่านั้นที่จะจับกินรีได้

siton manorah 03

นายพรานไปอ้อนวอนขอยืมบ่วงนาคบาศจากพญานาคชมพูจิตร ด้วยเหตุที่นายพรานเคยช่วยชีวิตตนเอาไว้ จึงให้บ่วงนาคบาศแก่นายพราน เมื่อได้บ่วงนาคบาศจากพญานาคมาแล้ว ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เหล่านางกินรีพาอาบน้ำที่สระแห่งนั้นอีก พรานบุณฑริกจึงแอบซุ่มอยู่ริมสระ จากนั้นเมื่อได้โอกาสจึงปล่อยบ่วงนาคบาศไปคล้องนางมโนราห์ ทำให้บรรดากินรีนางอื่นๆ แตกตื่นบินหนีกลับเมืองไกรลาศ และทูลเท้าทุมราชและนางเทพกินรีให้ทราบเหตุ เมื่อนางเทพกินรีทราบเช่นนั้นก็พาบริวารออกตามหานางมโนราห์

กล่าวถึงพรานบุณฑริกเมื่อเก็บปีกและหางนางมโนราห์แล้ว ก็เปลื้องนาคบาศจากตัวนาง และพานางเดินจากป่าหิมพานมาจนถึงเมืองอุดรปัญจาล ขณะนั้นเป็นเวลาที่พระสุธนเสร็จประพาสอุทยาน พระสุธนทอดพระเนตรเห็นนางมโนราห์ก็เกิดความรักใคร่ จากนั้นจึงเรียกนายพรานมาถาม พรานเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระสุธนฟัง และถวายนางแก่พระสุธน หลังจากที่พระสุธนรับนางมโนราห์ไว้ ได้ให้คนสนิทไปทูลบิดามารดาให้ทรงทราบ เมื่อบิดามารดาทราบเช่นนั้นจึงเสร็จออกไปจัดพิธีอภิเษกให้ ณ ตำหนักอุทยาน แล้วรับพระสุธนกับนางมโนราห์กลับเข้าพระนคร

siton manorah 07

มเหสีท้าวทุมราชและบริวารบินตามหานางมโนราห์มาจนถึงสระโบกขรณี พบแต่แหวนที่นางถอดวางไว้ จึงเก็บกลับไปเมืองไกรลาศ

ในราชสำนักของพระสุธนมีพราหมณ์ผู้หนึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระสุธน พระสุธนได้ให้คำมั่นสัญญากับพราหมณ์ว่า เมื่อพระองค์ได้ครองราชย์จะให้พราหมณ์ผู้นั้นดำรงตำแหน่งปุโรหิต เป็นเหตุให้ปุโรหิตที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงอาฆาตพระสุธน ถึงขั้นใส่ความว่า พระสุธนคิดกบฏ แต่ท้าวอาทิจจวงศ์ไม่เชื่อ

มีข้าศึกยกมาตีเมืองอุดรปัญจาล ปุโรหิตยุยงท้าวอาทิจจวงศ์ให้พระสุธนไปรบ พระสุธนสารารถปราบฆ่าศึกและได้ชัยชนะ ในวันที่พระสุธนได้รับชัยชนะนั้น ท้าวอาทิจจวงศ์ทรงพระสุบินว่า พระอันตะไหลออกมากองรอบจักรวาลได้ 3 รอบ แล้วหดหายเข้าไปในพระอุระดังเดิม

ท้าวอาทิจจวงศ์ให้ปุโรหิตมาทำนายความฝัน ปุโรหิตเห็นโอกาสที่จะแก้แค้นพระสุธนจึงทำนายว่า เป็นฝันร้ายจะเกิดภัยอันตรายใหญ่หลวง และทูลให้ทำพิธีบูชายัญด้วยสัตว์ 2 เท้าและสัตว์ 4 เท้า รวมทั้งนางกินรี และทูลว่า ต้องนำตัวนางมโนราห์มาบูชายัญด้วย แต่เท้าอาทิจจวงศ์ไม่ยอม ปุโรหิตจึงกราบทูลถึงความจำเป็นโดยอ้างเหตุผลต่างๆ จนท้าวอาทิจจวงศ์ต้องยอม เมื่อนางมโนราห์ทราบข่าวร้ายจากสาวใช้ก็ตกใจ รีบไปทูลนางจันทาเทวีให้ช่วย นางจันทาเทวีจึงทูลทัดทานท้าวอาทิจจวงศ์แต่ก็ไม่เป็นผล

siton manorah 02

เมื่อใกล้ถึงเวลาทำพิธีนางมโนราห์คิดอุบายขอปีกหางและเครื่องประดับ อ้างว่าจะทำการร่ายรำถวาย เมื่อนางจันทาเทวีดูจนเพลิน ขณะนั้นราชบุรุษจะเข้ามาจับตัวนาง นางก็บินหนีออกไปทางช่องพระแกล นางมโนราห์บินไปถึงป่าหิมพานต์ก็แวะไปหากัสสปฤษี แล้วสั่งความไว้ว่า ถ้าพระสุธนตามถึงที่นี่ให้ทัดทานไว้ เพราะหนทางข้างหน้าทุระกันดารเต็มไปด้วยภัยอันตราย นางจึงฝากภูษาและธำรงค์ไว้ให้พระสุธน

จากนั้นเมื่อนางนึกได้ว่า พระสุธนคงไม่ฟังคำทัดทานและจะออกติดตามหานางให้จงได้ นางจึงบอกทางแก่ฤาษีให้บอกพระสุธนว่า ทางไปเมืองไกรลาศนั้นเต็มไปด้วยภัยอันตรายต่างๆ พร้อมวิธีแก้ไขโดยละเอียดว่า เมื่อพ้นทางที่มนุษย์จะไปได้แล้วจะถึงป่าไม้ที่มีผลเป็นพิษให้พระสุธนจับลูกวานรไปด้วย เพื่อจะได้เลือกกินผลไม้ที่ไม่เป็นพิษ จากนั้นจะถึงป่าหวายทึบให้พระสุธนใช้ภูษาคลุมกาย และนอนให้ "นกหัสดีลิงค์" มาโฉบข้ามป่าไป เมื่อข้ามไปได้แล้วให้ทำเสียงดังให้นกตกใจบินหนี และเดินทางต่อไปจะพบช้างสารต่อสู้กันขวางทางอยู่ ให้พระสุธนใช้ผงยาทาให้ทั่วกายแล้วร่ายมนตร์เดินลอดระหว่างขาช้างไป จากนั้นจะถึงภูเขา 2 ลูก โน้มยอดกระทบกัน ให้พระสุธนใช้มนตร์เพื่อภูเขาจะได้แยกเป็นช่อง แล้วให้รีบเดินผ่าน จากนั้นจะผ่านไปถึงที่อยู่ของหมู่ผีเสื้อน้ำ ให้ร่ายมนตร์ก็จะผ่านไปได้ เมื่อเดินทางต่อไปจะผ่านป่าหญ้าคา ภูเขาทอง ภูเขาเงิน ป่าหญ้า ป่าไม่ไผ่ ป่าดงอ้อ และจะถึงป่าทึบที่มีสระน้ำลึกเต็มไปด้วยงูพิษ ริมสระนั้นก็เป็นภูเขายากที่จะผ่านไปได้ แต่ถ้าพระสุธนผ่านไปได้ก็จะถึงดงดอนใหญ่ที่นั่นจะมียักษ์สูงใหญ่ ให้พระสุธนใช้ยาผงโรยที่ลูกศรยิงให้ถูกอกยักษ์ เมื่อยักษ์ล้มให้เดินไปทางหัวยักษ์ก็จะพบแม่น้ำ ที่มีงูเหลือมทอดกายเหมือนสะพานทอดข้ามแม่น้ำ จากนั้นก็ถึงป่าหวายจะมีพญานกทำรังอยู่บนต้นไม้ใหญ่ในป่าหวาย ให้พระสุธนไปซ่อนอยู่ในรังนก เพื่อจะได้อาศัยเกาะขนนกพามาจนถึงเมืองไกรลาศ เมื่อสั่งความทุกสิ่งอย่างแล้ว นางมโนราห์ก็จดมนตร์ลงบนใบไม้ฝากไว้พร้อมกับห่อยา และนางก็ลาพระกัสสปฤษีบินกลับเมืองไกรลาศ

ฝ่ายพระสุธนเมื่อมีชัยแก่ฆ่าศึกก็ยกทัพกลับอุดรปัญจาล เมื่อถึงพระนครก็ทรงทราบเรื่องราวจากนางจันทาเทวีว่า นางมโนราห์จะถูกจับบูชายัญนางจึงบินหนีไป พระสุธนให้นายพรานบุณฑริกนำทางไปที่อาศรมฤาษี เมื่อถึงอาศรมแล้วให้นายพรานกลับ ส่วนพระองค์เองเข้าไปถามถึงนางมโนราห์ กัสสปฤษีมอบธำรงและภูษาที่นางมโนราห์ฝากไว้แก่พระสุธน พร้อมบอกความตามที่นางสั่งห้ามไม่ให้ตามไป แต่พระสุธนยังยืนยันที่จะติดตาม ฤาษีจึงบอกอุบายแก้ภัยอันตรายต่างๆ และมนตร์ที่นางมโนราห์ฝากและจดไว้ให้พระสุธน ดังที่นางบอกไว้ทุกประการ จากนั้นฤาษีมอบยาแล้วชี้เส้นทางที่นางไป เมื่อทราบความสิ้นแล้วพระสุธนจึงจับลูกวานรมาตัวหนึ่ง แล้วลากัสสปฤษีเดินทางตามเส้นทางและสถานที่ต่างๆ ที่นางบอกไว้

siton manorah 01

พระสุธนได้เดินทางตามทางทุรกันดารพบภัยอันตรายต่างๆ และสามารถรอดพ้นด้วยอุบายที่นางมโนราห์บอกไว้ทุกประการ พระสุธนใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นเป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน และ 7 วัน พระสุธนเดินทางถึงป่าหวายที่มีหนามแหลมคม จึงห้อยโหนขึ้นไปบนต้นไม้ที่อยู่ระหว่างป่าหวาย ขณะนั้นเป็นเวลาพลบค่ำ ไม่รู้ว่าจะเดินทางต่อไปแห่งหนใด ก็เกิดความรันทดท้อพระทัยนึกถึงตนเองที่ได้ละทิ้งบิดามารดา จึงต้องมาทนทุกข์ยากลำบาก เพราะหลงรักผู้หญิงจึงรำพันออกมาว่า “เราอาศัยอีผู้หญิงจึงมาละทิ้งบิดามารดาผู้มีบุญคุณได้มาเสวยทุกข์ลำบากอย่างใหญ่คราวนี้ เราจะไปทางไหนได้"

ขณะพระสุธนกันแสงอยู่ ก็ได้ยินเสียงพญานกซึ่งอาศัยอยู่บนต้นไม้พูดคุยกันว่า "พรุ่งนี้ ที่เมืองไกรลาศจะมีพิธีชำระมลทินล้างกลิ่นสาบมนุษย์ให้แก่นางมโนราห์ เนื่องจากถึงกำหนดวันคำรบ 7 ที่นางหนีกลับมาจากเมืองมนุษย์ จะมีงานสมโภชทำขวัญนาง เราจะพากันไปกินเครื่องพลีกรรมในเมืองนั้น" เมื่อพระสุธนได้ยินเช่นนั้น ก็คลานเข้าไประหว่างซอกขนพญานก ผูกตนไว้กับขนปีกอย่างมั่นคง และคอยอยู่จนรุ่งเช้าพญานกก็พากันบินไปเมืองไกรลาศ เมื่อใกล้จะถึงเมืองไกรลาศก็ร่อนลงยังขอบสระใหญ่ พระสุธนได้โอกาสรีบแก้มัดออกแล้วแอบเข้าไปซ่อนตนอยู่ริมสระแห่งนั้น

สาวใช้ของนางมโนราห์พากันมาตักน้ำที่สระและสนทนากัน พระสุธนซึ่งแอบอยู่ริมสระได้ยินเข้าก็ปรารถนาจะทราบเรื่อง จึงอธิษฐานว่า ขออย่าให้นางกินรีคนสุดท้ายยกหม้อน้ำขึ้นได้ ด้วยอำนาจแรงอธิษฐานทำให้กินรีนางสุดท้ายไมสามารถยกหม้อน้ำขึ้นได้ เมื่อเหลียวมาพบพระสุธนจึงขอความช่วยเหลือ พระสุธนจึงไต่ถามจึงทราบว่า นางมาตักน้ำเพื่อจะไปสรงนางมโนราห์ชำระกลิ่นสาบมนุษย์ พระสุธนจึงถอดธำรงค์หย่อนลงในหม้อน้ำ แล้วยกให้นางกินรีผู้นั้นรับไป

ฝ่ายนางมโนราห์ถึงเวลาเข้าที่สรง ก็รับหม้อน้ำมารด ครั้นถึงหม้อที่มีธำรงค์สาวใช้ได้รดลงที่ศีรษะนางมโนราห์ พระธำรงค์ก็เลื่อนมาสวมอยู่ที่นิ้วก้อยของนาง นางจึงรู้ว่า พระสุธนติดตามมาถึงแล้ว

siton manorah 06

เมื่อเสร็จพิธีสรง ก็เรียกนางสาวใช้มาถาม สาวใช้ก็ทูลให้ทราบ นางมโนราห์จึงจัดผ้าทรงกับเครื่องกระยาหารให้นำไปถวายพระสุธน แล้วนางมโนราห์ก็ไปทูลนางมารดาและบิดาให้ทราบ ท้าวทุมราชผู้เป็นบิดาทราบเรื่องราวจึงรับสั่งถามถึงพระสุธน นางมโนราห์ทูลถึงความเก่งกล้าสามารถของพระสุธน ท้าวทุมราชจึงถามด้วยความสงสัยว่า ทำไมนางจึงหนีมา นางมโนราห์ก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทรงทราบ ท้าวทุมราชจึงถามต่อว่า หากพระสุธนเป็นผู้ที่มีความเก่งกล้าสามารถจริง เหตุใดจึงไม่ติดตามนางมา นางมโนราห์จึงได้โอกาสทูลว่า ขณะนี้พระสุธนได้ติดตามมาถึงเมืองไกรลาศแล้ว ท้าวทุมราชจึงให้ไปรับพระสุธนเข้ามาในเมือง และถามถึงการเดินทาง พระสุธนก็เล่าถวายให้ทรงทราบทุกประการ

ท้าวทุมราชให้ประชุมเทวดาและคนธรรพ์แล้วให้พระสุธนทดลองธนูฤทธิ์ โดยยิงธนูทะลุผ่านเครื่องกีดขวาง คือ ต้นตาล กระดานไม้มะเดื่อ เสาหิน แผ่นเหล็ก แผ่นทองแดง และเกวียนบรรทุกทราย ที่วางซ้อนกัน 7 ระยะ และให้ยกศิลาแท่งใหญ่ ซึ่งบุรุษพันหนึ่งจะยกไหว พระสุธนก็สารารถกระทำได้ พวกเทวดา คนธรรพ์ กินนร ที่มาประชุมก็แซ้ซ้องสาธุการชมฤทธิ์พระสุธน ท้าวทุมราชก็ประสงค์จะลองใจพระสุธน จึงให้แต่งธิดาทั้ง 7 องค์ มานั่งเรียงกัน และให้พระสุธนเข้าไปชี้ว่า มเหสีของพระองค์คนไหน หากเลือกถูกจะให้อภิเษก พระสุธนเมื่อเห็นรูปร่างนางทั้ง 7 เหมือนกันหมดจึงไม่อาจเลือกได้

ด้วยอ้านาจความสัตย์ของพระสุธนร้อนถึงพระอินทร์ พระอินทร์จึงจ้าแลงเป็นแมลงวันทองมาจับที่ผมของนางมโนราห์ พระสุธนจึงชี้ตัวถูก ท้าวทุมราชจึงจัดงานอภิเษกให้ อยู่มาวันหนึ่งพระสุธนปรารถนาจะกลับไปยังเมืองอุดรปัญจาล นางมโนราห์จึงขอติดตามไปด้วย จึงได้ไปกราบทูลท้าวทุมราชให้ทราบ ท้าวทุมราชก็ใคร่จะไปยังโลกมนุษย์ด้วย

siton manorah 10

ท้าวทุมราชจัดเตรียมไพร่พลเหาะไปยังอุดรปัญจาล เมื่อไปถึงก็ตั้งพลับพลาใกล้อุดรปัญจาล ฝ่ายท้าวอาทิจจวงศ์ครั้งเห็นพลับพลาและไพร่พลมากมายเช่นนั้นก็คิดว่า มีข้าศึกมาล้อมเมือง จึงตกพระทัยไม่รู้จะคิดอ่านอย่างไร พระสุธนเกรงว่า พระบิดาจะเข้าพระทัยผิด จึงพาบริวารเข้าไปกราบทูลให้ผู้เป็นพ่อทรงทราบทั้งหมด ตลอดจนพานางมโนราห์กลับมา

หลังจากที่ท้าวทุมราชลากลับไปยังนครไกรลาศแล้ว ท้าวอาทิจจวงศ์ก็มอบราชสมบัติแก่พระสุธน ส่วนพระองค์เองเสด็จออกบรรพชาเป็นดาบส พระสุธนก็ครอบครองราชย์สมบัติเป็นสุขสืบต่อมา เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วก็ขึ้นไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตเทวโลก

thongkam pengdee 05

นอกจาก 2 สำนวนนี้ก็มีสำนวนอื่นๆ อีกหลายสำนวนซึ่งมีเค้าโครงเรื่องเหมือนกัน แต่ชื่อเมือง ตัวละคร อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง อาจจะคล้ายคลึงแต่ก็เขียนแตกต่างกัน สำหรับผู้เขียนเองนั้นชินกับสำนวนที่เป็นหมอลำของคณะดังแห่งภาคอีสาน คือ หมอลำคณะรังสิมันต์ ของพระเอกทองคำ เพ็งดี และนางเอกฉวีวรรณ ดำเนิน และนางเอกบานเย็น รากแก่น มากกว่าครับ

หมอลำคณะรังสิมันต์ - ศรีธนมโนห์รา

new1234สนใจกลอนลำยาวศรีธนมโนห์รา คลิกไปอ่านที่นี่ครับnew1234

redline

backled1

 

หมวดหมู่รอง

รวมผญา สุภาษิต และคำสอย

กลอนลำ

song word

เพลงลูกทุ่งอีสาน มาเข้าใจความหมายของคำภาษาอีสานในเพลงลูกทุ่ง

ภาษาอีสานแยกตามหมวดอักษร

กลอน ภาษิตโบราณอีสาน

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)