foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
คงคลายความกังวลไปได้ในระดับหนึ่ง จากการระบาดของโควิด-19 จนทางรัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ในการป้องกันโรคไปเป็นระยะที่ 5 แล้ว ที่สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจได้ผ่อนคลายมากขึ้น สามารถเดินทางข้ามจังหวัดไปเยี่ยมยามถามข่าวญาติมิตรได้ทั่วไทย รวมทั้งการเดินทางไปท่องเที่ยวในเมืองไทยเฮา เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัว การงานมีเพิ่มขึ้น แม้จะไม่เท่าเดิมแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขอให้พ่อ-แม่พี่น้องสุขซำบายดีเด้อครับ

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

: Number of Page View ::

08846208
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
1192
8553
36413
7689960
53919
280300
8846208

Your IP: 3.235.107.209
2020-08-07 02:54
paya supasit

ju juความตายนี้แขวนคอทุกบาดย่าง ไผก็แขวนอ้อนต้อน เสมอด้ามดังเดียว

        ## ความตาย ติดตามเหมือนเงาตามตัว ไม่มีผู้ใดหลุดพ้นได้ดอกพ่อเอย @โควิด-19 ##

art local people

ารผสมผสานดนตรีทั้งสองแนวคือ แนวเพลงลูกทุ่ง และ หมอลำ เข้าด้วยกันในช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2510 ได้เปิดเส้นทางสู่ดวงดาวให้กับนักร้องมากมาย เช่น ศักดิ์สยาม เพชรชมภู นักร้องชาวมหาสารคาม ดาว บ้านดอน นักร้องชาวยโสธร และ “ศรชัย เมฆวิเชียร” นักร้องชาวนครราชสีมา

แต่กระแสวัฒนธรรมอีสานก็เริ่มฟื้นคืนอย่างจริงจัง จนกระทั่งในยุคทศวรรษ พ.ศ. 2520 นักร้องลูกอีสานได้หลั่งไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมลูกทุ่งจำนวนมาก นักร้องที่เป็นที่รู้จักในยุคนี้ เช่น สรเพชร ภิญโญ และนักร้องคู่ขวัญ น้องนุช ดวงชีวัน

various artist isan

ยังมีนักร้องลูกอีสานมากความสามารถคนอื่นๆ ในเดียวกันยุคนี้ ได้แก่ เฉลิมพล มาลาคำ จากสุรินทร์ พิมพา พรศิริ จากชัยภูมิ ทองมี มาลัย จากยโสธร เจ้าของบทเพลงดัง ชมรมแท็กซี่ เนื้อหาบทเพลงบอกเล่าชีวิตคนขับรถแท็กซี่ชาวอีสานในกรุงเทพฯ นักร้องคนอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆ คือ “ขวัญชัย เพชรร้อยเอ็ด” จากร้อยเอ็ด อรอุมา สิงห์ศิริ และ “เย็นจิตร พรเทวี” จากขอนแก่น และอีกคนที่สำคัญ “หงษ์ทอง ดาวอุดร” จากอุดรธานี

นักร้องลูกทุ่งจากอีสานในยุคนี้ ต่างเรียนรู้และได้รับการอบรมการร้องเพลงจากครูเพลงคนอีสานรุ่นเก่า อย่าง สุรินทร์ ภาคศิริ” “สุมทุม ไผ่ริมบึง” และ ดอย อินทนนท์ ซึ่งเป็นชาวส่วยหรือชาวกูยจากจังหวัดสุรินทร์

ดอย อินทนนท์ ถือว่าเป็นครูเพลงคนสำคัญ ที่ช่วยสร้างเส้นทางอาชีพนักร้องให้กับ “ศรชัย เมฆวิเชียร” นักร้องดาวรุ่งในยุคนั้น และ “หงษ์ทอง ดาวอุดร” ด้วยการผสมเอาเครื่องดนตรีไฟฟ้ามาเรียบเรียงใช้กับเพลงหมอลำและลูกทุ่ง

supan cc 01ด้วยความสามารถของครูเพลงรุ่นเก่าเหล่านี้ ล้วนเป็นแรงผลักดันนักร้องนักดนตรีจากอีสาน เดินทางเข้าสู่อุตสาหกรรมเพลงลูกทุ่งมากขึ้นเรื่อยๆ พอถึงยุคที่ “สุพรรณ ชื่นชม” เขียนเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง โบว์รักสีดำ ให้กับ ศิริพร อำไพพงษ์ ครูเพลงจากภาคอีสานก็ได้กลายเป็นผู้นำวงการนักเขียนเพลง ของวงการอุตสาหกรรมเพลงและมีปลุกปั้นนักร้องนักดนตรีจากภูมิภาคนี้อย่างมากมาย

สุพรรณ ชื่นชม

นายสุพรรณ ชื่นชม เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 1 เดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2495 หมู่บ้านหนองฮาบแห่ ตำบลลุมพุก อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เมื่อปีพุทธศักราช 2507

นายสุพรรณ ชื่นชม เป็นเกษตรกร และนักประพันธ์กลอนลำ เคยได้รับเลือกตั้งให้ตำแหน่ง "ผู้ใหญ่บ้าน" หมู่บ้านหนองฮาบแห่ ได้ฝึกแต่งกลอนลำตั้งแต่ปี 2513 จนมีความเชี่ยวชาญและมีความรู้ความสามารถในการคิดค้นกลอนลำต่างๆ เช่น ทำนองอุบล ขอนแก่น กาฬสินธุ์ หรือลำภูไท จนเกิดความแตกฉาน จนกล่าวได้ว่า เป็นผู้ประพันธ์กลอนลำอมตะให้กับศิลปินอีสานหลายผลงาน

ที่สร้างชื่อเสียงเป็นพิเศษ อาทิ กลอนลำเพลินชุด “บักสองซาว” ให้ หมอลำทองมี มาลัย นำมาขับร้องจนประสบผลสำเร็จ และมีชื่อเสียงโด่งดัง แล้วตามมาด้วยชุด ชมรมแท็กซี่ และชุดอื่นๆ ต่อมา

สร้างชื่อให้ราชินีหมอลําแห่งเมืองร้อยเอ็ด พิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย ชุด “สายตาพิฆาต” ประพันธ์กลอนลำทำนองขอนแก่นให้กับ สุบิน นิลวรรณ ในชุด “เมาหนักเพราะรักติ๋ม” เขียนกลอนลำเดิน ลำซิ่ง ให้กับ หมอลำประสาน เวียงสิมา ในกลอน “เมาอุตลุด” จนศิลปินเหล่านั้น ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก รวมไปถึงแต่งกลอนลําซิ่งให้กลับ รจนา สารคาม เป็นต้น

supan cc 02

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงอีกผลงานหนึ่งที่รู้จักโดยทั่วไป คือกลอนลำ โบว์รักสีดำ ที่ขับร้องโดย ศิริพร อำไพพงษ์ เช่นเดียวกับที่แต่งกลอนลำให้กับ รจนา สารคาม ในชุด “เมียผู้ใหญ่บ้าน” จนได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ในปัจจุบันเป็นเจ้าของวงดนตรีหมอลำชื่อ วีรพล ชื่นชม กล่าวได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญของศิลปินหมอลำ ที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน

ทั้งยังให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการต่างๆ ของจังหวัดยโสธร ในการแต่ง "กลอนลำต่อต้านยาเสพติด" ทั้งยังทำงานเพื่อชุมชน โดยการเข้ารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านนองฮาบแห่ กล่าวได้ว่า เป็นผู้มีผลงานที่มีคุณค่า สร้างศิลปินที่มีชื่อเสียง และสร้างคุณประโยชน์ให้กับบ้านเกิดมาจนถึงปัจจุบัน

supan cc 03

นายสุพรรณ ชื่นชม จึงได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็น "ศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์" ประเภทประพันธ์กลอนลำ ประจำปีพุทธศักราช 2552 จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

redline

backled1

 

art local people

ผู้สร้างตำนานลำเพลินให้โด่งดังคับกรุงเทพฯ ในกลอนลำชุด ชมรมแท็กซี่ ที่ดังสะเทือนไปทุกหย่อมหญ้า เป็นที่ชื่นชอบของมิตรหมอแคน แฟนหมอลำ ที่พอได้ยินเสียง "เดิน เดิน ชม เจอะชมรมแท็กซี่เจ้าเก่า ดื่มเหล้านั่งอยู่ในร้าน ภัตตาคาร ที่ขาประจำ..." เป็นต้องลุกขึ้นมาฟ้อน ใช่แล้วครับ ผู้ลำกลอนนี้คือ ทองมี มาลัย นั่นเอง

thongmee malai 02นายทองมี มาลัย

นายทองมี มาลัย ฉายา "ตำนานราชาลำเพลิน" ผู้ยิ่งใหญ่ในวงการหมอลำอีสานอีกคนหนึ่ง ถือกำเนิดเกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2487 ที่บ้านเลขที่ 2 หมู่ 9 บ้านหนองเลิง ตำบลดงแคนใหญ่ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร

เล่าเรียนระดับประถมศึกษาจาก โรงเรียนวัดบ้านหนองเลิง ในหมู่บ้าน จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่บ้านมีอาชีพทำนาเป็นหลักก็ได้ช่วยทางบ้านทำนา แต่มีความสนใจในการร้องลำมากเป็นพิเศษ

ในวัยหนุ่มได้หันมาประกอบอาชีพหมอลำ โดยเป็นพระเอกหมอลำใน คณะอัศวินสองดาว (ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2510-2515) โดยรับบทการแสดงเป็น "ขุนแผน" ในลำนิทานพื้นบ้านเรื่อง "ขุนช้าง ขุนแผน" มีชื่อเสียงจนชาวบ้านขนานนามว่า "ราชาลำเพลิน" ต่อมาได้หันเหสู่วงการเพลงลูกทุ่งหมอลำ โดยยังคงใช้ลีลาการลำเพลินอันเป็นเอกลักษณ์ของตน สร้างผลงานออกมาโด่งดังเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะกับ "กลอนลำเพลิน" ซึ่งประพันธ์โดยครูกลอนลำแห่งอีสาน ครูสุพรรณ ชื่นชม เช่นชุด บักสองซาว ทำให้มีชุด บักสี่ไห ตามมา ชุด ชมรมแท็กซี ก็โด่งดังเป็นพลุแตกไม่ว่าบ้านนอกในกรุง แม้แต่สถานีวิทยุในกรุงเทพฯ หรือเจขตภาคกลางก็ยังนำมาเปิดกัน เรียกว่าตามตู้เพลง ห้องอาหาร ปั๊มน้ำมันที่รวมพลของเหล่าบรรดาคนขับแท็กซี่ทั่วกรุง ต้องได้ยินเพลงนี้กันไม่ขาดระยะ จนมีชุด ชมรมแม่ค้า ออกมาติดๆ ให้เหล่าแม่ค้าลาบ ส้มตำ และซุปหน่อไม้ ได้ร้องกันครื้นเครง

thongmee malai 01

จนได้ฉายาว่า "ศิลปินกินคน" ซึ่งมีการสัมภาษณ์ออกอากาศในสถานีวิทยุสมัยนั้น โด่งดังแค่ไหน เอ๊ะกินคนอย่างไร? เลยถอดบทสัมภาษณ์นั้นมาให้ได้อ่านกันพอสังเขป

ผู้สัมภาษณ์ : กี่ศพแล้วครับ
ทองมี : ไม่เท่าไหร่ นับยังไม่ครบสิบหรอก
ผู้สัมภาษณ์ : เป็นไง อร่อยไหม?
ทองมี : แฮ่... แฮ่...
ผู้สัมภาษณ์ : หญิงหรือชาย
ทองมี : ไม่เลือก
ผู้สัมภาษณ์ : เด็กหรือผู้ใหญ่
ทองมี : ได้ทั้งนั้น
ผู้สัมภาษณ์ : ที่ไหน
ทองมี : ทั่วไป
ผู้สัมภาษณ์ : แม้แต่ในกรุงเทพฯ ?
ทองมี : ครับ แต่ที่กรุงเทพฯ ผมเพียงพยายาม ยังไม่ได้กินเข้าไป
ผู้สัมภาษณ์ : อ้าว... แล้วถิ่นไหนบ้างล่ะที่คุณกินเข้าไป
ทองมี : ก็มีที่ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และขอนแก่น
ผู้สัมภาษณ์ : เจ้าหน้าที่ที่นั่นเขาไม่เล่นงานคุณหรือ
ทองมี : ไม่หรอก เพราะมันไม่ผิดกฎหมาย
ผู้สัมภาษณ์ : ฮ้า...! พูดเป็นเล่นไป
ทองมี : อ้าว!... ไม่งั้นผมจะมาคุยอยู่กับคุณ๊ได้ไง
ผู้สัมภาษณ์ : แล้วญาติพี่น้องเขาล่ะ
ทองมี : เขาเต็มใจ
ผู้สัมภาษณ์ : เป็นไปไม่ได้?
ทองมี : อย่าว่าแต่ญาติพี่น้องเลย ตัวของเขาเองก็ยังเต็มใจที่จะให้กิน
ผู้สัมภาษณ์ : ที่ไม่เต็มใจล่ะ...
ทองมี : ไม่มี และผมไม่ยินดีที่จะกินพวกนั้นด้วย
ผู้สัมภาษณ์ : ทำไมน๊า เขาจึงปล่อยชีวิตเป็นผักเป็นปลาอย่างนั้น
ทองมี : ก็เพราะมันสุขนะซี
ผู้สัมภาษณ์ : สุข! ความตายเป็นสุข!
ทองมี : ใช่
ผู้สัมภาษณ์ : รู้ว่าจะไปตาย ไปเป็นเหยื่อคุณก็ยังสุข?
ทองมี : ใช่
ผู้สัมภาษณ์ : มีหรือในโลกนี้
ทองมี : คุณเคยฟังเพลง "จูบฉันแล้วจงตายเสีย" ไหม?
ผู้สัมภาษณ์ : นั่นมันเพลง ในชีวิตจริงของสัตว์โลกผู้หวงแหนชีวิตมีหรือ?
ทองมี : คุณเคยรู้เรื่อง นางพญาผึ้ง และผึ้งผสมพันธุ์ ไหม
ผู้สัมภาษณ์ : ทำไม
ทองมี : เมื่อนางพญาบินสู่ฟ้า ผึ้งผู้หมู่หนึ่งก็บินไล่หมายเผด็จศึก
ผู้สัมภาษณ์ : ก็มันสุขนี่
ทองมี : ทั้งๆ ที่รู้ตัวว่า ตัวผู้เข้มแข็งได้เผด็จสวาทนางพญาแล้วจะต้องตายไปตามกฎของมัน แต่ทำไม...
ผู้สัมภาษณ์ : อือม์....
ทองมี : ก็นั่นนะซิ
ผู้สัมภาษณ์ : คุณเป็นราชินีผึ้ง?
ทองมี : ก็เกือบอย่างนั้น
ผู้สัมภาษณ์ : งานของคุณ
ทองมี : ศิลปินพื้นบ้าน ที่มีแคนกับคณะและลูกคอที่พลิกกระดิกดิ้นได้หลายตลบ
ผู้สัมภาษณ์ : และนั่นคือโยงใยล่อเหยื่อของคุณ
ทองมี : แน่นอน
ผู้สัมภาษณ์ : กลอนลำของคุณเป็นสื่อ
ทองมี : ใช่
ผู้สัมภาษณ์ : เขาคงยื้อแย่งกันเพื่องานของคุณ
ทองมี : ก็ใช่อีก
ผู้สัมภาษณ์ : และเมื่อเขารู้ว่างานของคุณมีตาย เขาก็หน่ายหนี
ทองมี : อะไร! เขายิ่งทวีจำนวนอีกไม่ว่า
ผู้สัมภาษณ์ : มาทำไมให้โง่ เดี๋ยวก็เป็นเหยื่อคุณ
ทองมี : ก็บอกแล้วไงว่า ความสุขสนุกสนานอยู่ที่ไหน เขาไม่สนใจหรอกความตาย
ผู้สัมภาษณ์ : คุณมีให้มันอย่างพร้อมมูล
ทองมี : แน่นอน
ผู้สัมภาษณ์ : แล้วคุณอาศัยช่วงไหนฆ่าเขาล่ะ
ทองมี : ก็ตอนที่เขากำลังฟังกลอนลำของผมอยู่นั่นแหละ
ผู้สัมภาษณ์ : ยังไง
ทองมี : ผมก็เขย่าลูกคอให้เข้าไส้ ใส่เนื้อหาให้แสบซึ้งดึงอารมณ์เขาให้เริ่ด
ผู้สัมภาษณ์ : แล้วไง
ทองมี : คุณต้องเข้าใจพื้นฐานของคนทางอีสานประเทศเสียก่อน
ผู้สัมภาษณ์ : ทำไม
ทองมี : เขาจะปล่อยอารมณ์สุดขีด ด้วยการหวีดร้อง กระทืบเท้า เป่าปาก และกระโดโลดเต้นอย่างไม่ยั้งรั้งอารมณ์ให้หยุด เมื่อเขาสนุกสุขใจอยู่กับการละเล่น
ผู้สัมภาษณ์ : แล้วมันเกี่ยวอะไรกับงานเพลงของคุณ
ทองมี : อ้าว... ก็ตอนที่ผมเติมอารมณ์ระดมลูกเล่นลงไปนั่นนะ คุณไม่รู้อะไร
ผู้สัมภาษณ์ : คุณเลยใช้ช่วงเผลอเก็บเขามาเป็นเหยื่อ
ทองมี : บ้า... ผมจะได้เสวยตะรางหัวโตประไร
ผู้สัมภาษณ์ : อ้าว... แล้วเขาตายยังไง
ทองมี : เมื่อผมดึงอารมณ์โลดเล่นเผ่นโผนเขาก็เสร็จ
ผู้สัมภาษณ์ : หัวใจวาย
ทองมี : ไม่เพียงเท่านั้น เขาพรูกรูเกรียวยื้อแย่งกันที่จะสัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งของผมบนเวที เพื่อขยี้อารมณ์เริดของเขาให้สงบ
ผู้สัมภาษณ์ : เหมือนผึ้งผู้กรูเกรียวใส่นางพญา
ทองมี : นั่นแหละ
ผู้สัมภาษณ์ : แล้วคนที่สัมผัสคุณแล้วก็ตาย
ทองมี : ใครบอกคุณล่ะ
ผู้สัมภาษณ์ : อ้าว!... ไม่ใช่กฎของคุณหรือ?
ทองมี : บ้า... ผมไม่ใช่นางพญาผึ้งนี่
ผู้สัมภาษณ์ : แล้วเขาตายอย่างไร
ทองมี : แหม... ไม่น่าสงสัย ในสภาพอย่างนั้นก็มีอย่างเดียว คือ เหยียบกันตาย
ผู้สัมภาษณ์ : คุณยิ่งใหญ่ถึงขนาดนั้น
ทองมี : แน่นอน
ผู้สัมภาษณ์ : แล้วคุณก็เลยเอาศพนั้นไปลาบ หรือว่าผัดเผ็ด ต้มยำกันล่ะ
ทองมี : ใครจะกินเข้าไปลง
ผู้สัมภาษณ์ : อ้าว!... ก็เห็นว่าคุณเป็น "ศิลปินกินคน"
ทองมี : ที่นี่เมืองไทยนะ ไม่ด้อยพัฒนาป่าเถื่อนเหมือนอูกานดา จะได้กินตับไตไส้พุงได้เหมือนอีดี้ อามิน
ผู้สัมภาษณ์ : แล้ว "กินคน" ของคุณล่ะ หมายความว่าอย่างไร
ทองมี : ก็หมายถึง ความยิ่งใหญ่ในฝีมือของผมที่สามารถระดมอารมณ์แฟนๆ ให้เริ่ดจนลืมตายได้นะสิ
ผู้สัมภาษณ์ : โธ่!... คุณหัดมันมาจากไหนล่ะ
ทองมี : ครูพัน รุ่งศิลป์ ที่บ้านคำเขื่อนแก้ว ยโสธร โน่น
ผู้สัมภาษณ์ : เออ... คนอีสานที่ชอบเรียกตัวเองว่า "คนไทยอีสาน" ทำไมจึงชอบสนุกสนานกันจนสุดฤทธิ์อย่างนั้น
ทองมี : เพราะเขาถือว่าชึวิตต้องแสวงหาความสุข หนักกับงานมามาก เมื่อเขาอยากจะสุขก็ต้องเต็มคราบ
ผู้สัมภาษณ์ : เรียกว่าสนุกกันหมดตัว
ทองมี : ใช่
ผู้สัมภาษณ์ : เฮ้อ!
ทองมี : ถ้าเขาไม่อย่างนั้น คุณก็ไม่ได้ "ศิลปินกินคน" ไปเขียนหากินนะสิ 555

 thongmee malai 03

ทองมี มาลัย โลดแล่นด้วยชื่อเสียงหมอลำเพลินในวงการหลายสิบปี กับการสังกัดค่ายเพลงหลายค่ายในสมัยนั้น ประกบกับหมอลำดังในยุคนั้นมากมายหลายคน ออกอัลบั้มยอดฮิตมาหลายชุด ร่วมกับหมอลำดังอย่าง บานเย็น รากแก่น, ประสาน เวียงสีมา, ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม เป็นต้น มีหมอลำที่เลียนแบบลีลาท่าทาง รวมทั้งมีกลอนลำสไตล์เดียวกันสร้างชื่อ อย่างเช่น ทองมัย มาลี เป็นต้น

ทองมี มาลัย ได้เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2545 ในวัย 58 ปี จากโรคภัยประจำตัว ก้านสมองอักเสบ

thongmee malai 04

ผลงานดีเด่น

  • เป็นหมอลำยุคบุกเบิกที่ ทำให้วงการบันเทิงได้รู้จักหมอลำ อย่างกว้างขวาง
  • เป็นอาจารย์หมอลำ ต้นแบบให้กับคณะหมอลำหลายคณะ
  • เป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมไทย ด้านศิลปการแสดง (หมอลำ)
  • เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม ปี 2540 จาก สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

ชมรมแท็กซี่ชมรมแท็กซี่ โดย ทองมี มาลัย - ประสาน เวียงสิมา - ป.ฉลาดน้อย

thongmee malai 05

 

redline

backled1

 

art local people

นักเรียบเรียงเสียงประสาน ผู้สร้างสรรค์แนวทางดนตรีพื้นบ้านอีสานให้ปรากฏต่อสาธารณชน ด้วยการประยุกต์เอาเครื่องดนตรีอีสานที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างเช่น พิณ ซอ ให้มีกลิ่นไอของเพลงลูกทุ่งอีสานปรากฎในดนตรียุคปัจจุบันจนเป็นที่ยอมรับในฝีมือ

หนุ่ม ภูไท (ดนตรีพื้นบ้าน พิณ)

noom puthai 01หนุ่ม ภูไท

ถ้าเอ่ยถึง นายเรวัฒน์ สายันเกณะ อาจจะมีคนรู้จักน้อยไปนิด แต่ถ้าเอ่ยถึงชื่อ “หนุ่ม ภูไท” แล้ว ในวงการเพลงลูกทุ่งต้องรู้จักกันดีว่า เป็นหนึ่งใน "ตำนานมือพิณ" และนักเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีลูกทุ่ง ที่มีเอกลักษณ์และกลิ่นไอของลูกทุ่งอีสานชนิดไม่ต้องบอกกล่าวว่า "นี่คือดนตรีอีสาน" อย่างแน่นอน

หนุ่ม ภูไท เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2491 ที่บ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอบัวขาว คือ อำเภอกุฉินารายน์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ในปัจจุบัน เป็นลูกชาวนา คนที่ 4 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 5 คน เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไปบวชเป็นสามเณรอยู่ 2 ปี ครั้งเป็นเด็กมีความหลงใหลในดนตรีพื้นบ้านอีสานทุกประเภท รวมถึงพิณที่เป็นเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวในเวลาต่อมา

โดยมีแรงบัลดาลใจจากพี่ชายที่เป็นนักดนตรีมือพิณ ทั้งจากการเรียนโดยตรงจากพี่ชาย และจากปู่ที่เป็นหมอแคน ศึกษาแบบครูพักลักจำในการดีดพิณจากคนเล่นพิณในพิธีการ "รำเลี้ยงผีฟ้า" ของชาวผู้ไท ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญมาเป็นลำดับ ได้รับเล่นตามงานต่างๆ ทั้งได้เงินและไม่ได้เงิน เพื่อเป็นการหาประสบการณ์ สนใจดนตรีพื้นเมืองจากการชมแสดงหมอลำเพลิน ได้พบการเล่นกีตาร์ที่มีสายมากกว่าพิณ (พิณยุคนั้นมีแค่ 2 สาย กีตาร์มี 6 สาย) มีความอยากได้มาก จึงเอ่ยขอเงินจากพี่เขยเพื่อจะไปซื้อกีตาร์ พี่เขยบอกไม่มีเงินเพียงพอต้องมาช่วยกันทำไร่ปอ เพื่อนำปอไปขาย ได้เงินไปซื้อกีตาร์ตัวแรกด้วยการเดินทางไปซื้อที่กรุงเทพฯ กับคณะรำวงในหมู่บ้าน ที่เขาไปหาซื้อเครื่องดนตรีที่เวิ้งนครเขษม ในราคา 1,540 บาท (แพงมากในสมัยนั้น)

ต่อมาได้เข้าเป็นสมาชิกคณะรำวง “คณะดอกฟ้าเพชรภูไท” (ที่ติดตามไปซื้อเครื่องดนตรี) ได้ค่าตัวในการดีดพิณคืนละ 15 บาท เมื่อเล่นกีตาร์เป็นทางวงเลยเพิ่มค่าตัวให้เป็นคืนละ 25 บาท (เล่นจาก 2 ทุ่มถึงตี 2) ด้วยความรักในเสียงดนตรี จึงออกเดินทางแสวงหาความรู้เพิ่มเติม โดยในช่วงแรกได้ไปใช่ชีวิตเล่นดนตรีอยู่ที่เวียงจันทน์ ประเทศลาวเป็นเวลา 2 ปี หลังจากนั้นได้เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร ในระหว่างที่หาประสบการณ์เล่นดนตรีที่ต่างๆ ก็ได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในด้านดนตรีไปด้วย ได้มีโอกาสเล่นดนตรีในห้องอาหาร (แทนนักดนตรีที่ลาออกไป) ได้เงินเดือนครั้งแรกเดือนละ 1,500 บาท

noom puthai 02

จนได้มีโอกาสพบและทำเพลงร่วมกับ สรเพชร ภิญโญ ในชุดแรกๆ เป็นหมอลำ ที่ ห้องบันทึกเสียงคิงส์ซาวด์ และต่อมาได้ทำดนตรีชุด "ศัณสนีย์หนีช้ำ" ขับร้องโดย น้องนุช ดวงชีวัน-สรเพชร ภิญโญ และถึงชุดที่ 3 กับบทเพลงที่เป็นรู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมืองคือชุด “หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ” ซึ่งในสมัยนั้นได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงอย่างท่วมท้น ดังระเบิดระเบ้อทั่วบ้านทั่วเมือง และได้ชื่อ "หนุ่ม ภูไท" จากคุณครูอำนวย ปากเป็ด หลังจากดังในการเรียบเรียงดนตรีชุดนี้

noom puthai 06

หลังจากนั้นได้เข้ามาเป็นผู้ผู้อยู่เบื้องหลังการทำดนตรีในห้องบันทึกเสียง สำหรับศิลปินดังหลายท่านที่ต้องการนำเครื่องดนตรีอีสานมาใช้ประกอบ หลายบทเพลงที่โด่งดังในอดีตก็มาจากฝีมือของ หนุ่ม ภูไท นี้เอง จนมีผู้รู้จักชื่อเสียง หนุ่ม ภูไท ในฐานะผู้ทำดนตรีมือหนึ่งของภาคอีสาน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแตกต่างจากในอดีต ด้วยการสอดแทรกเสียงของเครื่องดนตรีอีสานเข้ามาในบทบาทเพลงลูกทุ่ง เช่น แคน พิณ โปงลาง โดยเฉพาะพิณ ที่ท่านถนัด ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากศิลปินอีสานมากที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัยนั้น โดยเฉพาะเสียงเพลงใน ชุดอมตะเงินล้าน โดย หยาด นภาลัย เช่นเพลง โนรี, กุหลาบเวียงพิงค์ จะได้ยินผลงานของ หนุ่ม ภูไท ได้ชัดเจน

noom puthai 03

เพลง "เอียงแก้มคอย" ของ น้ำอ้อย พุ่มสุข เพลง "น้ำตาหล่นบนที่นอน" ให้ ฮันนี่ ศรีอีสาน เพลง "โบว์รักสีดำ" ให้ ศิริพร อำไพพงษ์ และหลายๆ เพลงให้กับ เฉลิมพล มาลาคำ, อ้อยใจ แดนอีสาน, ไหมไทย ใจตะวัน, จินตหรา พูนลาภ, สายัณห์ สัญญา ในชุด "บัวตูบัวบาน และยอดรัก สลักใจ อีกหลายเพลง แม้ปัจจุบันก็ยังมีงานไม่ขาดมือ ที่โด่งดังเช่น เพลง "สั่งนาง" ของ มนต์สิทธื์ คำสร้อย มีผลงานเรียบเรียงเสียงประสานมากกว่า 1,000 เพลง

noom puthai 04

2 ตำนานมือพิณอีสาน หนุ่ม ภูไท กับ ทองใส ทับถนน

ปัจจุบัน “หนุ่ม ภูไท” ได้สร้างห้องบันทึกเสียง “บ้านไผ่สตูดิโอ” ที่หมู่บ้านสมหวัง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เพื่อสนับสนุนศิลปินในท้องถิ่น เช่น แสง สกุลโพน ในชุด “บ่าวผู้ไทยพ่ายรัก” สายัณห์ วันรุ่ง ในชุด “สายเดี่ยวสายสิญจญ์” เอื้อ อาทร ในชุด “ตำนานเมืองหนองสูง” รวมทั้งยังจัดทำวิซีดีนิทานพื้นบ้านอีสาน และยังมีห้องบันทึกเสียง "หนุ่ม ภูไท สตูดิโอ" ที่กรุงเทพฯ สำหรับการทำงานเพลงให้กับค่ายเพลงต่างๆ ในปัจจุบัน

noom puthai 05

เกียรติประวัติ

  • ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน การเรียบเรียงเสียงประสาน เพลง หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามราชกุมารี
  • ได้รับสร้างสรรค์บทเพลง “แผ่นดินพ่อ” ถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ในปีพุทธศักราช 2540 และ
  • ได้รับรางวัลพระพิฆเนศทองคำ จากเพลง สั่งนาง
  • ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน พิณ) ประจำปีพุทธศักราช 2550 จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เรวัฒน์ สายันเกณะ "หนุ่มภูไท" - ฐานข้อมูลศิลปินมรดกอีสาน

 

redline

backled1

 

art local people

ศิลปินพื้นบ้าน "กันตรึม" ที่มีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะในแถบอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ผู้มีผลงานด้านการประพันธ์ การแสดงศิลปะดนตรีพื้นบ้าน เป็นครูผู้สอนวิชานาฏศิลป์พื้นบ้าน วิทยากรบรรยายและสาธิตเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมอยู่เนืองๆ ให้กับโรงเรียน และสถาบันการศึกษาต่างๆ

น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์

nampueng 01น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์

หรือชื่อจริง นางสำรวม ดีสม เกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2513 ณ บ้านเลขที่ 186 หมู่ 6 บ้าปราสาทเบง ตำบลกาบเชิง อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เป็นบุตรีของนายรี ซ่อนกลิ่น และนางเรียม ซ่อนกลิ่น ด้วยความชอบการแสดงตั้งแต่ในวัยเด็ก เนื่องจากในเขตหมู่บ้านนั้น นิยมการละเล่นกันตรึม จึงทำให้น้ำผึ้งมีความสนใจและมีใจรักในด้านกันตรึม และได้ฝึกร้องกันตรึมตั้งแต่เป็นเด็ก โดยอาศัยการถามและจำจากผู้ใหญ่ แล้วนำมาฝึกหัดขับร้องเองโดยมีพ่อเป็นครูผู้ฝึกสอนให้อย่างใกล้ชิด เมื่ออายุ 9 ขวบได้เริ่มฝึกร้องกันตรึมพอคล่องและเก่งแล้ว พ่อจึงเริ่มพาไปเล่นด้วยตามสถานที่ต่างๆ เช่น ร้องเพลงเชียร์ในงานกีฬาในระดับอำเภอ และจังหวัด และเริ่มได้รับเชิญให้ไปช่วยงานต่างๆ

น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ นามอันเป็นที่รู้จักกันดีในแถบอีสานใต้ ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะ หวานเสนาะหู ลีลาการวาดฟ้อนร่ายรำที่เป็นเอกลักษณ์ และปฏิภาณในการด้นเพลงร้องสดในงานต่างๆ เป็นเอกลักษณ์ของกันตรึมแห่งอีสานใต้ เรียนรู้ ฝึกฝนจนมีผลงานอัลบั้มเป็นของตนเอง เข้าประกวดในเวทีต่างๆ ได้รับชนะเลิศมาโดยตลอด ด้วยน้ำเสียงที่หวานจับจิตดั่งน้ำผึ้งเดือนห้า จึงเป็นที่มาของนาม "น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์"

หลังจากที่สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านปราสาทเบงแล้ว น้ำผึ้งได้หยุดพักการเรียน และเริ่มฝึกร้องกันตรึมอย่างจริงจังจากผู้รู้ท่านอื่นๆ อาทิ พ่อ ปู่ ย่า ตา ยาย และบุคคลอื่นที่มีความรู้ในด้านนี้ โดยน้ำผึ้งได้รู้อีกว่า "กันตรึมไม่ใช่การถ่ายทอดกันเฉพาะแบบปากต่อปาก หรือการท่องจำ แต่เราสามารถแต่งเองได้ จากการมองเห็นสิ่งต่างๆ เช่น ธรรมชาติ ต้นไม้" ซึ่งน้ำผึ้งได้อาศัยหลักการนี้ในการเริ่มหัดแต่งเพลงกันตรึม นำสิ่งที่เห็นมาเรียบเรียงเป็นบทกลอนให้สัมผัสกัน ในช่วงนี้น้ำผึ้งได้มีโอกาสได้แสดงกันตรึมทั้งร้องและรำเองกับ "วงสมรชัย" ซึ่งเป็นวงที่หมู่บ้านเดิมของตัวเอง โดยเป็นตัวเอกของวงร้องกันตรึมคนเดียว ไม่มีใครช่วย

nampueng 03

น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ ได้กลับเข้าศึกษาเล่าเรียนอีกครั้งในปี 2531 และได้สำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุด ระดับปริญญาตรี วิชาเอกเอกนาฏศิลป์ เมื่อปี พ.ศ. 2538 จากสถาบันราชภัฏสุรินทร์ (มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ในปัจจุบัน)

ชีวิตครอบครัว

ปัจจุบันสมรสกับ นายโฆษิต ดีสม ซึ่งเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนบ้านดงมัน ตำบลคอโค อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กหญิงพิมพ์วลี ดีสม และเด็กชายมฆวี ดีสม

ชีวิตการทำงานในวงกันตรึมของน้ำผึ้ง เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ผ่านความสำเร็จและความล้มเหลวมาหลายครั้ง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2530 เดือนพฤศจิกายนได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่ "ศูนย์วัฒนธรรมหมู่บ้านดงมัน" ซึ่งในจังหวะนั้นตรงกับการจัดเทศกาลงานช้างของจังหวัดสุรินทร์พอดี การย้ายเข้ามาครั้งนี้ถือเป็นการเข้าสู่วงการอย่างเต็มตัว ได้ตระเวนไปแสดงที่ต่างๆ แทบทุกจังหวัด นับตั้งแต่ปี 2530 - 2533 มีการแสดงนับพันครั้ง

nampueng 04

วงกันตรึมบ้านดงมัน ได้พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ ทั้งด้านการแสดงและการแต่งกาย และในปี พ.ศ. 2535 ได้ทำการบันทึกเทปชุดแรกกับ บริษัทไพโรจน์ซาวด์ ที่ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ มีชื่อชุดว่า "มรดกกันตรึม" และนำไปจำหน่ายด้วยทุกครั้งเมื่อมีการแสดง ซึ่งได้รับผลตอบรับทั้งด้านดีและไม่ดีมากมาย เพื่อนำมาใช้ปรับปรุงการแสดงให้สอดรับกับความต้องการของผู้ชม และพัฒนามาจนกระทั่งประสบความสำเร็จ เป็นวงกันตรึมในระดับแนวหน้า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา และที่นี่เองได้สร้างทายาทด้านศิลปดนตรีกันตรึมขึ้นมากมาย รวมทั้งสาวกันตรึมที่ชื่อ เจน สายใจ ให้มาสืบทอดวงการนักร้องกันตรึมให้คงอยู่กับแผ่นดินอีสานต่อไป

รายการทีวีชุมชน : Queen of กันตรึม : น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์

การถ่ายทอดและอนุรักษ์

ด้วยความสามารถที่หาตัวจับยาก จึงทำให้ได้รับรางวัลประกวดกันตรึมมากมายนับสิบรางวัลจาก จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อีกทั้งการเสียสละตน เพื่อการถ่ายทอดงานศิลปวัฒนธรรมแขนงนี้ ทำให้ น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ ได้รับเชิญให้มาสอน วิชานาฏศิลป์พื้นบ้าน สาขานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และยังได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายและสาธิตเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมอยู่เนืองๆ ให้กับสถาบันการศึกษาต่างๆ รวมทั้งเปิดบ้านของตนเองให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้สืบทอดศิลปวัฒนธรรมอีสานใต้ต่อไปไม่ให้สิ้นสูญ

nampueng 06

สำหรับวงกันตรึมคณะที่น้ำผึ้งแสดงอยู่นั้น ปัจจุบันมีชื่อว่า "ดงมันรักกันตรึม" โดยเริ่มแรกเป็นดนตรีบรรเลงประกอบในพิธีกรรม การเข้าทรง รักษาไข้ และบรรเลงกล่อมหอแต่งงาน ต่อมาได้พัฒนารูปแบบอย่างหลากหลาย ทั้งแนวพื้นบ้านโบราณ แนวประยุกต์ทันสมัย ความโดดเด่น อยู่ที่ความไพเราะของปี่อ้อ ความหวานของซอกันตรึม และการขับร้องประกอบการบรรเลง นอกจากนั้นก็จะมีการฟ้อน จากการประดิษฐ์ท่าฟ้อนรำ ให้เหมาะสมกับเอกลักษณะของท้องถิ่น

น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ : ฐานข้อมูลศิลปินมรดกอีสาน

ผลงานเพลง

  • ชุดดการแสดงพื้นบ้าน
  • ชุดพระคุณแม่(เปรียรกุนแม)
  • ชุดเด็กขแมร์ ขี้คุย และผลงานอื่นๆ อีกมากมาย

การแสดงในต่างประเทศ

  • 2529 ร่วมแสดงพื้นบ้านนานาชาติ ณ ประเทศเกาหลีใต้
  • 2538 ร่วมการแสดงพื้นบ้าน ณ ประเทศลาว
  • 2543 ร่วมการแสดงที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน
  • 2544 ร่วมการแสดงพื้นบ้าน ณ สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 33 วัน

nampueng 05

รางวัลและเกียรติประวัติ

  • ชนะเลิศตะโพนทอง ปี 2527 จาก ฯพณฯ ชวน หลีกภัย
  • ชนะเลิศระดับจังหวัด สุรินทร์ หลายสมัย
  • ชนะเลิศภาคอีสาน ปี 2543 ที่ จังหวัดร้อยเอ็ด
  • ชนะเลิศระดับจังหวัด ที่จังหวัดศรีสะเกษ
  • ชนะเลิศถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันแม่แห่งชาติ ปี 2547
  • รางวัลสื่อพื้นบ้านดีเด่นแห่งชาติ ปี 2539-40
  • ศิลปินอีสานแห่งชาติ ปี 2545
  • ศิลปินดีเด่นระดับจังหวัดสุรินทร์ ปี 2546
  • สุดยอดศิลปินอีสาน ปี 2547
  • รางวัลพระธาตุนาดูนทองคำ (ราชาทำนุบำรุงวัฒนธรรม) ปี 2547 จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • รางวัลศิลปินมรดกอีสาน ปี 2558 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

กันตรึม น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ : ปกา มวน

redline

backled1

 

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1