foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
ปีนี้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวไปทั่วโลก และเมื่อมีสถานการณ์ COVID-19 ระบาดก็ยิ่งซ้ำเติมหนักเข้าไปอีกไม่เฉพาะแต่ประเทศจีนเท่านั้น ทุกประเทศต่างก็ได้รับผลกระทบไปทั่วตั้งแต่การจัดส่งสินค้าไม่ได้ สินค้าการเกษตรได้รับผลไปเต็มๆ เพราะเน่าเสียหายไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน การท่องเที่ยวหยุดชะงักเพราะความกลัวในโรคระบาด อุตสาหกรรมการเดินทางท่องเที่ยวโดนไปเต็มๆ ทั้งทางบก เรือ อากาศ อยู่บ้านเฉยๆ ก็ต้องระวังด้วยนะครับ ทำตามที่ทางการแนะ นำขอทุกคนให้ม้มไปแบบหม่อนๆ เด้อ

Our Sponsor

adv200x300 2

Facebook Likebox

Administrator

mail webmaster

My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

Number of Page View

07114624
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
1766
11953
26285
5945502
267254
370348
7114624

Your IP: 35.173.57.84
2020-02-26 05:17
paya supasit

ju juใจบ่โสดาด้วยเว้าแม่นกะเป็นผิด ใจบ่โสดาดอมเว้าดีกะเป็นฮ้าย

        ## แม้นไม่สบอารมณแล้วจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางถูกใจได้ ##

art local people

นักเรียบเรียงเสียงประสาน ผู้สร้างสรรค์แนวทางดนตรีพื้นบ้านอีสานให้ปรากฏต่อสาธารณชน ด้วยการประยุกต์เอาเครื่องดนตรีอีสานที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างเช่น พิณ ซอ ให้มีกลิ่นไอของเพลงลูกทุ่งอีสานปรากฎในดนตรียุคปัจจุบันจนเป็นที่ยอมรับในฝีมือ

หนุ่ม ภูไท (ดนตรีพื้นบ้าน พิณ)

noom puthai 01หนุ่ม ภูไท

ถ้าเอ่ยถึง นายเรวัฒน์ สายันเกณะ อาจจะมีคนรู้จักน้อยไปนิด แต่ถ้าเอ่ยถึงชื่อ “หนุ่ม ภูไท” แล้ว ในวงการเพลงลูกทุ่งต้องรู้จักกันดีว่า เป็นหนึ่งใน "ตำนานมือพิณ" และนักเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีลูกทุ่ง ที่มีเอกลักษณ์และกลิ่นไอของลูกทุ่งอีสานชนิดไม่ต้องบอกกล่าวว่า "นี่คือดนตรีอีสาน" อย่างแน่นอน

หนุ่ม ภูไท เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2491 ที่บ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอบัวขาว คือ อำเภอกุฉินารายน์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ในปัจจุบัน เป็นลูกชาวนา คนที่ 4 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 5 คน เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไปบวชเป็นสามเณรอยู่ 2 ปี ครั้งเป็นเด็กมีความหลงใหลในดนตรีพื้นบ้านอีสานทุกประเภท รวมถึงพิณที่เป็นเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวในเวลาต่อมา

โดยมีแรงบัลดาลใจจากพี่ชายที่เป็นนักดนตรีมือพิณ ทั้งจากการเรียนโดยตรงจากพี่ชายและจากปู่ที่เป็นหมอแคน ศึกษาแบบครูพักลักจำในการดีดพิณจากคนเล่นพิณในพิธีการ "รำเลี้ยงผีฟ้า" ของชาวผู้ไท ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญมาเป็นลำดับ ได้รับเล่นตามงานต่างๆ ทั้งได้เงินและไม่ได้เงิน เพื่อเป็นการหาประสบการณ์ สนใจดนตรีพื้นเมืองจากการชมแสดงหมอลำเพลิน ได้พบการเล่นกีตาร์ที่มีสายมากกว่าพิณ (พิณยุคนั้นมีแค่ 2 สาย กีตาร์มี 6 สาย) มีความอยากได้มาก จึงเอ่ยขอเงินจากพี่เขยเพื่อจะไปซื้อกีตาร์ พี่เขยบอกไม่มีเงินเพียงพอต้องมาช่วยกันทำไร่ปอ เพื่อนำปอไปขาย ได้เงินไปซื้อกีตาร์ตัวแรกด้วยการเดินทางไปซื้อที่กรุงเทพฯ กับคณะรำวงในหมู่บ้าน ที่เขาไปหาซื้อเครื่องดนตรีที่เวิ้งนครเขษม ในราคา 1,540 บาท (แพงมากในสมัยนั้น)

ต่อมาได้เข้าเป็นสมาชิกคณะรำวง “คณะดอกฟ้าเพชรภูไท” (ที่ติดตามไปซื้อเครื่องดนตรี) ได้ค่าตัวในการดีดพิณคืนละ 15 บาท เมื่อเล่นกีตาร์เป็นทางวงเลยเพิ่มค่าตัวให้เป็นคืนละ 25 บาท (เล่นจาก 2 ทุ่มถึงตี 2) ด้วยความรักในเสียงดนตรี จึงออกเดินทางแสวงหาความรู้เพิ่มเติม โดยในช่วงแรกได้ไปใช่ชีวิตเล่นดนตรีอยู่ที่เวียงจันทน์ ประเทศลาวเป็นเวลา 2 ปี หลังจากนั้นได้เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร ในระหว่างที่หาประสบการณ์เล่นดนตรีที่ต่างๆ ก็ได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในด้านดนตรีไปด้วย ได้มีโอกาสเล่นดนตรีในห้องอาหาร (แทนนักดนตรีที่ลาออกไป) ได้เงินเดือนครั้งแรกเดือนละ 1,500 บาท

noom puthai 02

จนได้มีโอกาสพบและทำเพลงร่วมกับ สรเพชร ภิญโญ ในชุดแรกๆ เป็นหมอลำ ที่ ห้องบันทึกเสียงคิงส์ซาวด์ และต่อมาได้ทำดนตรีชุด "ศัณสนีย์หนีช้ำ" ขับร้องโดย น้องนุช ดวงชีวัน-สรเพชร ภิญโญ และถึงชุดที่ 3 กับบทเพลงที่เป็นรู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมืองคือชุด “หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ” ซึ่งในสมัยนั้นได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงอย่างท่วมท้น ดังระเบิดระเบ้อทั่วบ้านทั่วเมือง และได้ชื่อ "หนุ่ม ภูไท" จากคุณครูอำนวย ปากเป็ด หลังจากดังในการเรียบเรียงดนตรีชุดนี้

noom puthai 06

หลังจากนั้นได้เข้ามาเป็นผู้ผู้อยู่เบื้องหลังการทำดนตรีในห้องบันทึกเสียง สำหรับศิลปินดังหลายท่านที่ต้องการนำเครื่องดนตรีอีสานมาใช้ประกอบ หลายบทเพลงที่โด่งดังในอดีตก็มาจากฝีมือของ หนุ่ม ภูไท นี้เอง จนมีผู้รู้จักชื่อเสียง หนุ่ม ภูไท ในฐานะผู้ทำดนตรีมือหนึ่งของภาคอีสาน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแตกต่างจากในอดีต ด้วยการสอดแทรกเสียงของเครื่องดนตรีอีสานเข้ามาในบทบาทเพลงลูกทุ่ง เช่น แคน พิณ โปงลาง โดยเฉพาะพิณ ที่ท่านถนัด ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากศิลปินอีสานมากที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัยนั้น โดยเฉพาะเสียงเพลงใน ชุดอมตะเงินล้าน โดย หยาด นภาลัย เช่นเพลง โนรี, กุหลาบเวียงพิงค์ จะได้ยินผลงานของ หนุ่ม ภูไท ได้ชัดเจน

noom puthai 03

เพลง "เอียงแก้มคอย" ของ น้ำอ้อย พุ่มสุข เพลง "น้ำตาหล่นบนที่นอน" ให้ ฮันนี่ ศรีอีสาน เพลง "โบว์รักสีดำ" ให้ ศิริพร อำไพพงษ์ และหลายๆ เพลงให้กับ เฉลิมพล มาลาคำ, อ้อยใจ แดนอีสาน, ไหมไทย ใจตะวัน, จินตหรา พูนลาภ, สายัณห์ สัญญา ในชุด "บัวตูบัวบาน และยอดรัก สลักใจ อีกหลายเพลง แม้ปัจจุบันก็ยังมีงานไม่ขาดมือ ที่โด่งดังเช่น เพลง "สั่งนาง" ของ มนต์สิทธื์ คำสร้อย มีผลงานเรียบเรียงเสียงประสานมากกว่า 1,000 เพลง

noom puthai 04

2 ตำนานมือพิณอีสาน หนุ่ม ภูไท กับ ทองใส ทับถนน

ปัจจุบัน “หนุ่ม ภูไท” ได้สร้างห้องบันทึกเสียง “บ้านไผ่สตูดิโอ” ที่หมู่บ้านสมหวัง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เพื่อสนับสนุนศิลปินในท้องถิ่น เช่น แสง สกุลโพน ในชุด “บ่าวผู้ไทยพ่ายรัก” สายัณห์ วันรุ่ง ในชุด “สายเดี่ยวสายสิญจญ์” เอื้อ อาทร ในชุด “ตำนานเมืองหนองสูง” รวมทั้งยังจัดทำวิซีดีนิทานพื้นบ้านอีสาน และยังมีห้องบันทึกเสียง "หนุ่ม ภูไท สตูดิโอ" ที่กรุงเทพฯ สำหรับการทำงานเพลงให้กับค่ายเพลงต่างๆ ในปัจจุบัน

noom puthai 05

เกียรติประวัติ

  • ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน การเรียบเรียงเสียงประสาน เพลง หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามราชกุมารี
  • ได้รับสร้างสรรค์บทเพลง “แผ่นดินพ่อ” ถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ในปีพุทธศักราช 2540 และ
  • ได้รับรางวัลพระพิฆเนศทองคำ จากเพลง สั่งนาง
  • ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน พิณ) ประจำปีพุทธศักราช 2550 จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เรวัฒน์ สายันเกณะ "หนุ่มภูไท" - ฐานข้อมูลศิลปินมรดกอีสาน

 

redline

backled1

 

art local people

ศิลปินพื้นบ้าน "กันตรึม" ที่มีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะในแถบอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ผู้มีผลงานด้านการประพันธ์ การแสดงศิลปะดนตรีพื้นบ้าน เป็นครูผู้สอนวิชานาฏศิลป์พื้นบ้าน วิทยากรบรรยายและสาธิตเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมอยู่เนืองๆ ให้กับโรงเรียน และสถาบันการศึกษาต่างๆ

น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์

nampueng 01น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์

หรือชื่อจริง นางสำรวม ดีสม เกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2513 ณ บ้านเลขที่ 186 หมู่ 6 บ้าปราสาทเบง ตำบลกาบเชิง อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เป็นบุตรีของนายรี ซ่อนกลิ่น และนางเรียม ซ่อนกลิ่น ด้วยความชอบการแสดงตั้งแต่ในวัยเด็ก เนื่องจากในเขตหมู่บ้านนั้น นิยมการละเล่นกันตรึม จึงทำให้น้ำผึ้งมีความสนใจและมีใจรักในด้านกันตรึม และได้ฝึกร้องกันตรึมตั้งแต่เป็นเด็ก โดยอาศัยการถามและจำจากผู้ใหญ่ แล้วนำมาฝึกหัดขับร้องเองโดยมีพ่อเป็นครูผู้ฝึกสอนให้อย่างใกล้ชิด เมื่ออายุ 9 ขวบได้เริ่มฝึกร้องกันตรึมพอคล่องและเก่งแล้ว พ่อจึงเริ่มพาไปเล่นด้วยตามสถานที่ต่างๆ เช่น ร้องเพลงเชียร์ในงานกีฬาในระดับอำเภอ และจังหวัด และเริ่มได้รับเชิญให้ไปช่วยงานต่างๆ

น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ นามอันเป็นที่รู้จักกันดีในแถบอีสานใต้ ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะ หวานเสนาะหู ลีลาการวาดฟ้อนร่ายรำที่เป็นเอกลักษณ์ และปฏิภาณในการด้นเพลงร้องสดในงานต่างๆ เป็นเอกลักษณ์ของกันตรึมแห่งอีสานใต้ เรียนรู้ ฝึกฝนจนมีผลงานอัลบั้มเป็นของตนเอง เข้าประกวดในเวทีต่างๆ ได้รับชนะเลิศมาโดยตลอด ด้วยน้ำเสียงที่หวานจับจิตดั่งน้ำผึ้งเดือนห้า จึงเป็นที่มาของนาม "น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์"

หลังจากที่สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านปราสาทเบงแล้ว น้ำผึ้งได้หยุดพักการเรียน และเริ่มฝึกร้องกันตรึมอย่างจริงจังจากผู้รู้ท่านอื่นๆ อาทิ พ่อ ปู่ ย่า ตา ยาย และบุคคลอื่นที่มีความรู้ในด้านนี้ โดยน้ำผึ้งได้รู้อีกว่า "กันตรึมไม่ใช่การถ่ายทอดกันเฉพาะแบบปากต่อปาก หรือการท่องจำ แต่เราสามารถแต่งเองได้ จากการมองเห็นสิ่งต่างๆ เช่น ธรรมชาติ ต้นไม้" ซึ่งน้ำผึ้งได้อาศัยหลักการนี้ในการเริ่มหัดแต่งเพลงกันตรึม นำสิ่งที่เห็นมาเรียบเรียงเป็นบทกลอนให้สัมผัสกัน ในช่วงนี้น้ำผึ้งได้มีโอกาสได้แสดงกันตรึมทั้งร้องและรำเองกับ "วงสมรชัย" ซึ่งเป็นวงที่หมู่บ้านเดิมของตัวเอง โดยเป็นตัวเอกของวงร้องกันตรึมคนเดียว ไม่มีใครช่วย

nampueng 03

น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ ได้กลับเข้าศึกษาเล่าเรียนอีกครั้งในปี 2531 และได้สำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุด ระดับปริญญาตรี วิชาเอกเอกนาฏศิลป์ เมื่อปี พ.ศ. 2538 จากสถาบันราชภัฏสุรินทร์ (มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ในปัจจุบัน)

ชีวิตครอบครัว

ปัจจุบันสมรสกับ นายโฆษิต ดีสม ซึ่งเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนบ้านดงมัน ตำบลคอโค อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กหญิงพิมพ์วลี ดีสม และเด็กชายมฆวี ดีสม

ชีวิตการทำงานในวงกันตรึมของน้ำผึ้ง เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ผ่านความสำเร็จและความล้มเหลวมาหลายครั้ง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2530 เดือนพฤศจิกายนได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่ "ศูนย์วัฒนธรรมหมู่บ้านดงมัน" ซึ่งในจังหวะนั้นตรงกับการจัดเทศกาลงานช้างของจังหวัดสุรินทร์พอดี การย้ายเข้ามาครั้งนี้ถือเป็นการเข้าสู่วงการอย่างเต็มตัว ได้ตระเวนไปแสดงที่ต่างๆ แทบทุกจังหวัด นับตั้งแต่ปี 2530 - 2533 มีการแสดงนับพันครั้ง

nampueng 04

วงกันตรึมบ้านดงมัน ได้พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ ทั้งด้านการแสดงและการแต่งกาย และในปี พ.ศ. 2535 ได้ทำการบันทึกเทปชุดแรกกับ บริษัทไพโรจน์ซาวด์ ที่ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ มีชื่อชุดว่า "มรดกกันตรึม" และนำไปจำหน่ายด้วยทุกครั้งเมื่อมีการแสดง ซึ่งได้รับผลตอบรับทั้งด้านดีและไม่ดีมากมาย เพื่อนำมาใช้ปรับปรุงการแสดงให้สอดรับกับความต้องการของผู้ชม และพัฒนามาจนกระทั่งประสบความสำเร็จ เป็นวงกันตรึมในระดับแนวหน้า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา และที่นี่เองได้สร้างทายาทด้านศิลปดนตรีกันตรึมขึ้นมากมาย รวมทั้งสาวกันตรึมที่ชื่อ เจน สายใจ ให้มาสืบทอดวงการนักร้องกันตรึมให้คงอยู่กับแผ่นดินอีสานต่อไป

รายการทีวีชุมชน : Queen of กันตรึม : น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์

การถ่ายทอดและอนุรักษ์

ด้วยความสามารถที่หาตัวจับยาก จึงทำให้ได้รับรางวัลประกวดกันตรึมมากมายนับสิบรางวัลจาก จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อีกทั้งการเสียสละตน เพื่อการถ่ายทอดงานศิลปวัฒนธรรมแขนงนี้ ทำให้ น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ ได้รับเชิญให้มาสอน วิชานาฏศิลป์พื้นบ้าน สาขานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และยังได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายและสาธิตเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมอยู่เนืองๆ ให้กับสถาบันการศึกษาต่างๆ รวมทั้งเปิดบ้านของตนเองให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้สืบทอดศิลปวัฒนธรรมอีสานใต้ต่อไปไม่ให้สิ้นสูญ

nampueng 06

สำหรับวงกันตรึมคณะที่น้ำผึ้งแสดงอยู่นั้น ปัจจุบันมีชื่อว่า "ดงมันรักกันตรึม" โดยเริ่มแรกเป็นดนตรีบรรเลงประกอบในพิธีกรรม การเข้าทรง รักษาไข้ และบรรเลงกล่อมหอแต่งงาน ต่อมาได้พัฒนารูปแบบอย่างหลากหลาย ทั้งแนวพื้นบ้านโบราณ แนวประยุกต์ทันสมัย ความโดดเด่น อยู่ที่ความไพเราะของปี่อ้อ ความหวานของซอกันตรึม และการขับร้องประกอบการบรรเลง นอกจากนั้นก็จะมีการฟ้อน จากการประดิษฐ์ท่าฟ้อนรำ ให้เหมาะสมกับเอกลักษณะของท้องถิ่น

น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ : ฐานข้อมูลศิลปินมรดกอีสาน

ผลงานเพลง

  • ชุดดการแสดงพื้นบ้าน
  • ชุดพระคุณแม่(เปรียรกุนแม)
  • ชุดเด็กขแมร์ ขี้คุย และผลงานอื่นๆ อีกมากมาย

การแสดงในต่างประเทศ

  • 2529 ร่วมแสดงพื้นบ้านนานาชาติ ณ ประเทศเกาหลีใต้
  • 2538 ร่วมการแสดงพื้นบ้าน ณ ประเทศลาว
  • 2543 ร่วมการแสดงที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน
  • 2544 ร่วมการแสดงพื้นบ้าน ณ สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 33 วัน

nampueng 05

รางวัลและเกียรติประวัติ

  • ชนะเลิศตะโพนทอง ปี 2527 จาก ฯพณฯ ชวน หลีกภัย
  • ชนะเลิศระดับจังหวัด สุรินทร์ หลายสมัย
  • ชนะเลิศภาคอีสาน ปี 2543 ที่ จังหวัดร้อยเอ็ด
  • ชนะเลิศระดับจังหวัด ที่จังหวัดศรีสะเกษ
  • ชนะเลิศถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันแม่แห่งชาติ ปี 2547
  • รางวัลสื่อพื้นบ้านดีเด่นแห่งชาติ ปี 2539-40
  • ศิลปินอีสานแห่งชาติ ปี 2545
  • ศิลปินดีเด่นระดับจังหวัดสุรินทร์ ปี 2546
  • สุดยอดศิลปินอีสาน ปี 2547
  • รางวัลพระธาตุนาดูนทองคำ (ราชาทำนุบำรุงวัฒนธรรม) ปี 2547 จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • รางวัลศิลปินมรดกอีสาน ปี 2558 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

กันตรึม น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ : ปกา มวน

redline

backled1

 

mp3

เจน สายใจ (Jane Saijai)

ไทยและกัมพูชา มีปัญหาระหองระแหงกันมาตลอด ไม่ต่างกับลิ้นกับฟันที่กระทบกระทั่งกันในฐานะบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ก็ยังมีเรื่องน่ายินดี ที่มีคนเขมรจำนวนไม่น้อย ชื่นชมยินดีกับคนไทย ชนิดเทคะแนนโหวตให้แบบถล่มทลายในฐานะ "นักร้องเพลงกันตรึมในดวงใจ"

jen saijai 03มีผลสำรวจทางออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้ จัดทำโดย เว็บไซต์ อังกอร์ ธม พบว่า ชาวเขมรที่ท่องอินเทอร์เน็ตพากันโหวตคะแนนให้กับนักร้องกันตรึมสาวไทย เจน สายใจ อย่างท่วมท้น และที่ไม่น่าเชื่อคะแนนที่เธอได้รับครั้งนี้มากกว่า เอื้อน สเรย์มัม นักร้องสาวคนดังชาวเขมรเสียอีก แม้ว่าเธอจะออกเสียงภาษาเขมรเพี้ยนไปบ้าง เพราะเป็นคนไทยแต่ก็ชนะใจชาวเขมรไปได้

ไม่น่าเชื่อเธอเคยได้รับเชิญไปร้องเพลงที่ กรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา เพียงครั้งเดียวในราวปลายปี 2551 ไปกับแดนเซอร์ 6 ชีวิต ได้ค่าเหนื่อย 7 หมื่นบาท แล้วก็ไม่ได้เข้าไปแสดงอีกเลย แต่เธอก็ได้รับเสียงโหวตให้ท่วมท้น ทั้งนี้เป็นเพราะซีดีเพลงของเธอกลายเป็นที่นิยมในเขมร ประกอบกับการไปเปิดการแสดงตามจังหวัดแนวชายแดนของไทยมีคนเขมรเข้ามาดูกันมาก ทำให้เพลงของเธอกลายเป็นที่รู้จัก

สำเนียงการร้องของ เจน สายใจ สามารถเข้าใจได้ในหลายจังหวัดของกัมพูชา เช่น เสียมราฐ พระตะบอง อุดร เมียนเจย และบันเตีย เมียนเจย หรือ บันทาย มีชัย จะมีก็เพียงชาวเขมรที่อาศัยอยู่ทางใต้เท่านั้น ที่ไม่ค่อยเข้าใจสำเนียงของเธอมากนัก

หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก คุณเจน สายใจ ศิลปินชาวไทย ที่ร้องเพลง “กันตรึม” เพลงพื้นถิ่นในแถบอีสานใต้ของไทย แต่เพลงของเธอได้รับความชื่นชมอย่างมากจากชาวกัมพูชา ล่าสุดเธอได้รับเชิญให้เดินสายแสดงคอนเสิร์ตในชุมชนชาวกัมพูชา ตามรัฐต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา ติดต่อกันมาหลายเดือน จนทำให้เพลงกันตรึม ภาษาเขมรที่เป็นเอกลักษณ์แบบขแมร์สุรินทร์ กลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนไทยและเขมร ในต่างแดนได้อย่างน่าประทับใจ

บทเพลง "สาวไทยไร้คู่” หรือ ชื่อเพลงในภาษาเขมร คือ “ปุจขแมร์ โดจชเนียร์” ผลงานของศิลปิน เจน สายใจ นักร้องเพลงกันตรึมสาวชาวไทยจากจังหวัดสุรินทร์ คือหนึ่งในบทเพลงภาษาเขมรแนวกันตรึม ที่กำลังได้รับความนิยมจากชาวกัมพูชา ในหลายประเทศทั่วโลก และทำให้เธอได้รับเชิญเป็นแขกพิเศษจาก Voice of America (VOA) ภาคภาษาเขมร ได้เดินทางสัมภาษณ์ และร้องเพลงบันทึกเทปรายการโทรทัศน์ในสตูดิโอที่กรุงวอชิงตันส่งออกอากาศไปทั่วโลก

เจน สายใจ เป็นใครมาจากไหน??? ผม (อาวทิดหมู) ก็เพิ่งจะรู้จักเธอ ตอนทำประวัติของนักร้องชื่อ เหลือง บริสุทธิ์ ที่ร้องเพลง "คืนลับฟ้า" เพราะว่า เจน สายใจ คือผู้ขับร้องเพลงแก้กับ เหลือง บริสุทธื์ ในเพลงชื่อเดียวกัน "คืนลับฟ้า" เวอร์ชั่นผู้หญิงร้องข้างล่างนี่เอง

คืนลับฟ้า ร้องแก้โดย เจน สายใจ

เจน สายใจ ชื่อจริงของเธอคือ น.ส. สายใจ คุณมาศ อายุ 45 ปี เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2518 ที่บ้านเสม็ด หมู่ 10 ตำบลตระแสง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยมีประวัติความเป็นมาบนเส้นทาง"ถนนสายกันตรึมสุรินทร์" ด้วยการเริ่มร้องเพลงกันตรึมตั้งแต่วัยเด็ก ชีวิตในวัยเด็กเธอค่อนข้างลำบากมาก ทางบ้านมีฐานะยากจน พ่อแม่มีอาชีพทำนา ลูกทุกคนต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน ตื่นแต่เช้าต้องไปดำนา เกี่ยวข้าว และเลี้ยงควาย ก่อนไปเรียนหนังสือ

เจน สายใจ มีความสามารถในด้านการร้องเพลงมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ถนัดร้องเพลงแนวลูกทุ่งของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ทั้งที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็อาศัยวิธีการฟังและจดจำเอาจากวิทยุ ช่วงเรียนชั้นประถมศึกษา ก็มักจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของโรงเรียน เพื่อไปประกวดร้องเพลงอยู่เสมอๆ ในขณะที่พ่อของเธอก็สนับสนุนลูกสาวด้วยการตระเวนพาไปร้องเพลงตามงานวัด และงานตามหมู่บ้านใกล้เคียง จนมีชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักของคนในละแวกนั้น

jen saijai 01

ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้เข้าไปอยู่วงกันตรึม ของ โรงเรียนบ้านดงมัน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของจังหวัดสุรินทร์ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในขณะนั้น มี อาจารย์โฆษิต ดีสม และ อาจารย์น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ (ศิลปินมรดกอีสาน 2558) เป็นผู้ฝึกซ้อมการร้องกันตรึมให้ ที่แห่งนี้นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นการเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว

เจน สายใจ บอกว่า สิ่งที่ภูมิใจสูงสุดในชีวิต คือ มีโอกาสได้แสดงต่อหน้าพระพักตร์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯ มาจังหวัดสุรินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2530 และแสดงต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในงานสวนอัมพร เมื่อปี พ.ศ. 2533

ขณะเดียวกัน เธอก็เรียนหนังสือควบคู่ไปกับการแสดงกันตรึม เมื่อได้เงินค่าเหนื่อยมาจะมอบให้แม่เก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายภายในบ้าน จนกระทั่งเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 มีโอกาสได้ออกอัลบั้มเพลงลูกทุ่ง 2 ชุด คือ น้ำตาลูกแม่ย่า และ หมดรักหมดอารมณ์ เป็นแนวเพลงลูกทุ่งผสมแขมร์ใช้ชื่อว่า ลูกทุ่งสาว 2 สไตล์ เจน สายใจ แต่เธอก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ในปี 2538 พ่อป่วยด้วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพฤกษ์ ทำให้เธอต้องกลับมาอยู่บ้านดูแลพ่อ แต่ก็ยังร้องเพลงและเรียนไปด้วยในระดับปริญญาตรี ที่ สถาบันราชภัฏสุรินทร์

อย่างไรก็ตาม ในปี 2545 ได้ออกอัลบั้มเพลงกันตรึมชุดแรกกับ บริษัท ไพโรจน์ซาวน์ (PR. SOUND) ในชื่อชุด อาใยโดนตา ชุดนี้ถือว่าประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เพลงที่โด่งดังคือ อาใยโดนตา และ โกนปะซาน็องแมกะเมก จากนั้นก็ได้ก่อตั้งวงดนตรีของตนเองขึ้นมาชื่อว่า วงดนตรีลูกทุ่งกันตรึมอีสานใต้ เจน สายใจ จนได้รับฉายา ลูกทุ่งกันตรึมสาวดาวดวงเด่น

จุดนี้เองชีวิตของเธอก็ไปได้สวย ได้เดินสายออกแสดงไปในหลายจังหวัดแถบชายแดนไทย-กัมพูชา ชื่อเสียงก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นเป็นวงกว้าง จนกระทั่งได้ออกอัลบั้มถึงปัจจุบัน 15 ชุดแล้ว ราคาค่างวดในการแสดงถ้าเต็มวงพร้อมแดนเซอร์ตกอยู่ประมาณ 3.5 - 5 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับระยะทาง แต่ถ้าแสดงใน จังหวัดสุรินทร์ ราคาก็ลดลงมาโดยสตาร์ทที่ราคา 3 หมื่นบาท อัลบั้มล่าสุดคือ สวรรค์บ้านนา และกำลังมีผลงานเพลงในสังกัด บริษัท ท็อปไลน์ไดมอนด์ โดยการชักชวนของ สัญลักษณ์ ดอนศรี

เจน สายใจ เคยรับการคัดเลือกเป็นตัวแทนศิลปินกันตรึมของจังหวัดสุรินทร์ ไปร่วมสืบสานเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทย - กัมพูชา หลายครั้ง และมีโอกาสเดินทางไปเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมในประเทศเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี โปแลนด์ เกาหลีใต้ และโมร็อกโค เป็นต้น มีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์สถานี Voice of America (VOA) ณ กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา

  • ปัจจุบัน เป็นศิลปินสังกัด บริษัท ไพโรจน์ซาวน์ จังหวัดสุรินทร์ และ บริษัท ทอร์น โปรดัคชั่น (Town Production) กัมพูชา
  • ปี 2543 จบ ปริญญาตรี เอกเศรษฐศาสตร์และสหกรณ์ คณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภัฏสุรินทร์
  • ปี 2556 ศึกษาต่อ ระดับ ปริญญาโท สาขาวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จบการศึกษา ปริญญาโท เมื่อปี 2560

jen saijai 04

เจน สายใจ มีผลงานกับค่ายเพลง บริษัท ทอร์น โปรดัคชั่น (Town Production) ของกัมพูชา คือเพลง “พ่อฉันเป็นตำรวจจราจร” ที่โด่งดังมากในประเทศกัมพูชา และอีกหลายบทเพลง ที่กำลังมีซิงเกิ้ลใหม่ๆ ไล่ตามกันมา ถือว่าเป็นศิลปินกันตรึมคนไทยจากจังหวัดสุรินทร์ คนแรก ที่ไปดังที่ประเทศกัมพูชา และถือว่าเป็นฑูตศิลปวัฒนธรรม ที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธไมตรีของบ้านพี่เมืองน้องทั้ง 2 ประเทศ คือไทยและกัมพูชาได้เป็นอย่างดี

เจน สายใจ ศิลปินเพลงกันตรึมพื้นบ้านสุรินทร์ กล่าวว่า "ตนเองพึ่งจบ ปริญญาโท สาขาวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ใช้เวลาศึกษา 5 ปี ส่วนเรื่องของการแบ่งเวลาในการเรียนและศึกษา เนื่องจากตนเองเป็นศิลปินต้องเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ หลายๆ ประเทศ แต่ว่าต้องพยายามปลีกเวลามาเรียนให้ได้ เพราะช่วงปีแรกถึงปีครึ่ง ต้องมาเรียนกับอาจารย์ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นเวลาเกือบสองปี มีการบ้าน มีส่งงาน ก็ทำปกติ

หลังจากนั้น 3 ปีหลังเป็นเรื่องของการทำวิจัย ซึ่งต้องจัดสรรเวลา หากมีเวลาว่าง จะต้องพยายามลงพื้นที่ งานวิจัยของตนคือทำเรื่อง การคงอยู่ของเพลงพื้นบ้านเจรียงเบริน (จะ-เรียง-บะ-เริน) เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ จะต้องลงไปวิจัยในพื้นที่จริง ไปศึกษาจากบรมครูเจรียงเบริน ผู้รู้ ปราชญ์ชาวบ้าน นักดนตรีท้องถิ่นที่มีความรู้ในด้านนี้ ต้องลงไปสัมภาษณ์ ถามประวัติเก็บเกี่ยวบันทึกความเป็นมาตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า เจรียงเบรินมาจากไหน มีองค์ประกอบอะไรบ้าง มีการคงอยู่อย่างไร ถึงสามารถคงอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน เพราะว่า มีการละเล่นพื้นบ้านต่างๆ ของสุรินทร์หลายอย่างที่สูญหายไปแล้ว แต่ว่าเจรียงเบรินยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะอะไรจึงยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้

jen saijai 05

สำหรับสาขาที่ตนเองเรียน มีความเกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน จึงสนใจเรียนด้านนี้ ซึ่งขณะนี้ตนอยู่สังกัดค่าย บริษัททอร์น โปรดัคชั่น (Town Production) ของกัมพูชา มีเพลงที่กำลังดังขณะนี้คือเพลง คุณพ่อของฉันเป็นตำรวจจราจร, เพลงชีวิตกรรมกร และอีกหลายเพลง มีร้องกับพี่คงคย กันตรึมร็อคก็มี ซึ่งเป็นศิลปินกันตรึมร็อคอีกท่านที่เป็นชาว จังหวัดสุรินทร์ และยังมีซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดที่กำลังออกอากาศอยู่ก็มีอยู่อีกหลายเพลงที่กำลังจะวางแผงในช่วงสงกรานต์ ถือว่าได้รับการตอบรับจากพี่น้องชาวกัมพูชาอย่างดีมากๆ

พี่น้องแฟนเพลงชาวกัมพูชาให้การต้อนรับในฐานะที่เจนเป็นศิลปินสุรินทร์ ที่เป็นเหมือนพี่น้องชาวกัมพูชา ให้ความรักให้ความอบอุ่นกับตนเองเหมือนพี่น้องในฐานะที่เราพูดภาษาเขมรเหมือนกัน ตนขอฝากขอบคุณกำลังใจจากครอบครัว จากพ่อแม่ ถึงแม้ท่านไม่อยู่แล้วก็ตาม เพราะท่านเป็นบุคคลที่จุดประกาย อยากให้ตนเองมีความรู้ เรียนสูงๆ ก็เลยพยายามเรียนให้จบ ขอบคุณครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ตั้งแต่เรียนประถม มัธยม ปริญญาตรีและปริญญาโท ตลอดจนบรมครูเพลงพื้นบ้าน พี่ๆ น้องๆ ศิลปิน พี่น้องสื่อมวลชนทุกแขนง และแฟนเพลงที่ติดตามให้กำลังใจผลงานตนเองด้วยดีตลอดมา" เจน สายใจ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมกล่าวขอบคุณแฟนเพลงชาวกัมพูชาเป็นภาษาเขมรอีกด้วย

เธอยึดถือคติ ความพยายามอยู่ที่ไหน...ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แม้ว่าจะมีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก แต่เธอมองว่าต้องมีพรแสวงด้วย คือ แสวงหาความรู้และประสบการณ์ใส่ตัวเอง แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่

เจน สายใจ บอกว่า ดีใจกับผลสำรวจที่คนเขมรเทคะแนนให้ ครั้งแรกที่รู้ข่าวก็รู้สึกภูมิใจและดีใจมาก แต่สิ่งที่ภูมิใจมากกว่า คือ บทเพลงกันตรึมที่ขับร้องได้เป็นตัวแทนในการถ่ายทอดความรู้สึก เรื่องราว ตลอดจนวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม ของคนไทยไปถึงชาวกัมพูชา ที่พูดภาษาเขมร หรือ แขมร์ ถึงแม้สำเนียงอาจจะผิดเพี้ยนหรือแตกต่างไปบ้าง แต่ก็หวังว่าเพลงกันตรึมจะเป็นสื่อสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีระหว่าง “พี่น้อง บองปะโอน ไทย-กัมพูชา” ให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และกลับมารักใคร่กันเหมือนเดิม

jen saijai 06

 ติดตาม เจน สายใจ ได้ทาง Facebook Jane Saijai

ภูมิตำแร็ย คืนลับฟ้า โดย เจน สายใจ

redline

backled1

 

art local people

thong lomwongทอง ล้อมวงศ์

ศิลปินมรดกอีสาน (หัตถกรรมทองเหลือง)

นายทอง ล้อมวงศ์ เกิเมื่อวันที่ 14 เมษายน พุทธศักราช 2468 ที่บ้านปะอาว ตำบลหนองขอน (ปัจจุบันเป็นตำบลปะอาว) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนบ้านปะอาว นอกจากประกอบอาชีพหลักคือ การทำนา ตามบรรพบุรุษเหมือนกับคนทั่วไปแล้ว เด็กขายของกับมีความมุ่งมั่นที่จะเป็น ช่างหล่อทองเหลือง เพื่อสืบทอดเจตนารมย์ของผู้เป็นปู่ ผู้ที่ได้ชื่อว่ามีความสามารถในวิชาหล่อทองเหลืองฝีมือดีที่สุดของบ้านปะอาวในสมัยนั้น

นายทอง ล้อมวงศ์ จึงเริ่มต้นการเรียนรู้วิชาช่างหล่อทองเหลืองอย่างจริงจัง โดยมีปู่เป็นผู้ถ่ายทอดทั้งการออกแบบ การแกะลวดลาย จนมีความชำนาญและมีประสบการณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นวิชาที่ไม่มีในตำรา แต่เป็นการสืบทอดจากตัวบุคคลจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งต้องแสวงหาความรู้และประสบการณ์จากการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง จนมีความสามารถมาเป็นลำดับ สามารถพัฒนาต่อยอดผลงานขึ้นจากในอดีต จนเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ทำให้งานทองเหลืองเป็นที่นิยมขึ้นมาอีกครั้ง

baan pa ao 02
เครื่องทองเหลืองหัตถกรรมชุมชนบ้านปะอาว มีมากมายหลายรูปแบบ

นับจากนั้นเป็นต้นมา ด้วยความรู้ความสามารถในงานหัตถกรรมช่างทองเหลือง ท่านได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง เริ่มต้นจากในครอบครัวโดยถ่ายทอดให้บุตรชาย (นายบุญมี ล้อมวงศ์) จนมีความชำนาญ จากนั้นขยายไปยังเพื่อนบ้านที่สนใจในหมู่บ้านปะอาว ที่เข้ามาเรียนและทำงานร่วมกัน จนกระทั้งมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ มีลูกศิษย์ลูกหามาขอมาเรียนรู้ด้วยจำนวนมาก จนทำให้ท่านได้รับการยกย่องเป็นปราชญ์พื้นบ้าน ในด้านหล่อทองเหลืองของชุมชน และของจังหัดอุบลราชธานี ผลจากความทุ่มเทดังกล่าวทำให้ท่านได้รับการยกย่องจาก สำนักงานคณะกรรมการมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี อีกด้วย

พ่อใหญ่ทอง หรือครูทอง ล้อมวงศ์ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ถ่ายทอดความรู้ในการทำเครื่องทองเหลืองแบบโบราณ จนเป็นอัตตลักษณ์ชุมชนของตำบลปะอาว ลูกหลานในชุมชนได้รับการถ่ายทอดยังคงอนุรักษ์ไว้อย่างเหนียวแน่น บ้านปะอาวจึงได้ชื่อว่าเป็น หมู่บ้านหัตถกรรมทองเหลือง และได้รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้าน OVC (OTOP Village Champion) ในปี พ.ศ. 2549 ประเภท หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงหัตถกรรม

thong lueng 01
กรรมวิธีการหล่อทองเหลืองแบบโบราณที่สืบทอดกันมานานจากอดีตสู่ปัจจุบัน

นายทอง ล้อมวงศ์ เสียชีวิตลง เมื่อปีพุทธศักราช 2546 ด้วยวัย 78 ปี ซึ่งผลงานของท่าน ทั้งการอนุรักษ์และพัฒนาขบวนการหล่อทองเหลืองของบ้านปะอาว ได้เป็นคุณูปการต่อชาวอีสานทั้งมวล ส่งผลให้ภูมิปัญญาการหล่อทองเหลือง เป็นมูนมรดกตกทอดถึงอนุชนรุ่นหลังให้ได้สืบต่อไป

ตำดินปั้นเบ้าใส่เตาสุม  ฟืนรุมไฟโรมเข้าโหมเบ้า
ไม้ซากสุมก่อเป็นตอเตา  ลมเป่าเริงเปลวข้นปลิวลม
แม่เตาหลอมตั้งกลางไฟเรือง  ทองเหลืองละลายทองก็นองหลาม
สูบไฟโหมไฟไล้ทองทาม  น้ำทองเหลืองอร่ามเป็นน้ำริน
รินทองรองรอบนบ่อเบ้า  ลูกแล้วลูกเล่าไม่สุดสิ้น
ต่อยเบ้าทองพร่างอยู่กลางดิน  สืบสานงานศิลป์สง่าทรง
ลงลาบสลักลายจนพรายพริ้ง  ลายอิ้งหมากหวายไพรระหง
ดินน้ำลมไฟละลายลง  หลอมธาตุทรนงตำนานคน

รำลึกถึงพ่อใหญ่ทอง ล้อมวงศ์ โดยกวีซีไรท์ "เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์"

นายทอง ล้อมวงศ์ จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาทัศนศิลป์ (หัตถกรรมทองเหลือง) เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี 2550 จากสำนักวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่น

thong lueng 02
หัตถกกรมทองเหลืองบ้่านปะอาวประกอบฉากภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง

 

redline

backled1

 

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1