foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
กรมอุตุเพิ่นประกาศว่า "เข้าสู่หน้าหนาวแล้ว" ทางใด๋ได้สัมผัสความหนาว ไอหมอกยามเช้า ได้อวดเสื้อกันหนาวสีสวยๆ กันก็ยินดีด้วยครับ ส่วนทางบ้านอาวทิดหมูนั่น นำ้หัวกะลดลง ถิ่มไว้แต่ขยะพลาสติกไว้ให้แยงเต็มท่ง ลมบ่ทันอ่วยมาเลยครับ หลูโตนเสื้อกันหนาวอยู่บ่ฮู้ว่ามื้อใด๋สิได้ออกมาโชว์นำหมู่ ส่วนเรื่องข้าวในนาบ่ต้องเว้าเถิง "เน่าตายเรียบ" ขอรับ ย้านได้ไปหาลำขอเข้าเพิ่นกินอยู่ปีนี้ ไผมีพอกินกะแบ่งมาทางนี้แหน่เด้อจักสอบ สองสอบ ปลูกบ่ทันดอก น้ำไหลลงโขงเบิดแล้ว...

Our Sponsor

adv200x300 2

Facebook Likebox

Administrator

mail webmaster

My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

Number of Page View

05768772
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
2666
8827
2666
4640356
214888
244008
5768772

Your IP: 34.236.216.93
2019-10-21 09:06
paya header

ju ju  เกลี้ยงแต่นอกทางในเป็นหมากเดื่อ หวานนอกเนื้อในส้มดั่งหมากนาว

        ## เทียบกับสุภาษิตภาคกลางก็คือ สวยแต่รูป จูบไม่หอม   ##

art local people

วันนี้นำเสนอศิลปินนักวาดภาพการ์ตูนสักคนครับ ด้วยเป็นเรื่องร่วมสมัยกับผมด้วย คือเป็นแฟนคลับการ์ตูนภาพสวยๆ ในยุคนั้น สถานที่เรียนของศิลปินและทำงานอยู่ในช่วงแรกๆ ก็อยู่แถวๆ ข้างบ้านที่ผมมาอยู่เพื่อเล่าเรียนเขียนอ่านช่วงประถมศึกษา ที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี นั่นเอง (ผมเรียนที่ เทศบาลวารินวิชาชาติ ตอนประถม มาต่อมัธยมที่โรงเรียนสงเคราะห์ศึกษา ใกล้ๆ กับโรงเรียนสิทธิธรรมวิทยาศิลป์ ประมาณ 500 เมตร ผมเดินผ่านทุกวัน) เขาผู้นั้นคือ

triam chachumpon 00เตรียม ชาชุมพร

ผู้เขียนภาพประกอบแบบเรียน ชุด มานะ มานี ปิติ ชูใจ

เตรียม ชาชุมพร เกิดที่ บ้านหนองหวาย อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 ได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนบ้านหนองหวาย แล้วไปศึกษาต่อชั้นมัธยมที่ โรงเรียนสิทธิธรรมวิทยาศิลป์ (ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว) อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จนสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.ศ. 3)

ระหว่างที่เรียนในช่วงปลาย ม.ศ. 3 เตรียมก็ได้รู้จักกับ จุลศักดิ์ อมรเวช (หรือ จุก เบี้ยวสกุล "น้าหมู") นักเขียนการ์ตูนชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ โรงเรียนสิทธิธรรมวิทยาศิลป์ ที่เขาเรียนอยู่ จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของจุก เบี้ยวสกุล กระทั่งเมื่อจบ ม.ศ.3 แล้ว เตรียมจึงได้ทำงานเป็นครูผู้ช่วยสอน และสอบได้วาดเขียนโท โดยเขาสอนหนังสือและเขียนการ์ตูนไปด้วย

คุณอำพล เจน (นักเขียนการ์ตูนร่วมสมัยกับ เตรียม) เล่าว่า "พูดแบบลุกทุ่งก็คือ เตรียม ชาชุมพร เป็นคนที่ถูกปั้นขึ้นมาด้วยมือด้วยตีนของ ครูจุก เบี้ยวสกุล (น้าหมู)

สมัยที่น้าหมูยังอยู่โรงเรียนสิทธิธรรม วารินฯ เตรียมก็มาอยู่ด้วย หัดเรียนเขียนวาดจนเป็นนักเขียนการ์ตูนเต็มตัวแล้ว (วาดการ์ตูนส่ง ท้อปป๊อบ) น้าหมูเห็นว่า เตรียมยังมีเวลาว่างอยู่มากก็ให้เตรียมไปเป็นครูสอนวาดเขียนให้เด็กๆ ในโรงเรียนเป็นงานอดิเรกด้วย

triam chachumpon 02
นักวาดการ์ตูน "กลุ่มเบญจรงค์" จากซ้าย พี่โอม พี่สมชาย พี่เตรียม พี่พล พี่เฉลิม

เมื่อใดที่ผมว่างจากงานที่กรุงเทพฯ ได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่อุบลฯ ก็จะตรงไปหาน้าหมู และเตรียมที่โรงเรียนสิทธิธรรมทุกครั้ง เตรียมกำลังสอนเด็กๆ อยู่หน้ากระดานดำ เหลือบเห็นผมเดินผ่านหน้าห้องจะตรงไปหาน้าหมู ก็จะรีบปุบปับกุลีกุจอประกาศเสียงดัง ชนิดที่ว่าหูตึงๆ แบบผมยังได้ยินชัดแจ๋ว"

“นักเรียนเอากระดาษดินสอขึ้นมาวาด..(อะไรสักอย่าง) ครูจะไปธุระ”

แล้วก็โดดร่มออกมาหาผม ไปกินก๊วยเตี๋ยวเที่ยวกันทั้งวัน “ไม่กลัวน้าหมูตัดเงินเดือนเรอะ” ผมถามแล้วเตรียมตอบกลับมา “กูไม่มีเงินเดือนให้ตัดอยู่แล้วโว้ย”

เมื่อฝีมือการวาดเขียนใช้ได้ จุก เบี้ยวสกุล จึงนำงานการ์ตูนของเตรียมไปเสนอให้ทีมงานหนังสือการ์ตูน "ท้อปป๊อป" ซึ่งเป็นหนังสือการ์ตูนแนวนิยายภาพ พิจารณาตีพิมพ์ เตรียม ชาชุมพร จึงได้เปิดตัวครั้งแรกในหนังสือ "ท้อปป๊อป" ด้วยเรื่อง "มังกรผยอง" นิยายภาพแนวเรื่องจีนซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในเวลานั้น แต่ได้ลงพิมพ์เพียงตอนเดียวเท่านั้น เนื่องจาก "ท้อปป๊อป" ได้ปิดตัวเองลงในเวลาต่อมา

triam chachumpon 03
พี่เตรียม พี่สมชาย พี่เฉลิม พี่โอม

เมื่อน้าหมูอพยพโยกย้ายเข้ากรุงเทพฯ ก็ทิ้งเตรียมไว้ที่อุบลฯ โดยน้าหมูลงมือทำหนังสือ "หนุ่ม 74" ให้กับสำนักพิมพ์จักรวาล (สี่แยกพิชัย..ซอยนรอุทิศ) ได้สักพักใหญ่ๆ เตรียมซึ่งทนอยู่อุบลฯ ตามลำพังไม่ได้ ก็ตามมาหาน้าหมูถึงกรุงเทพฯ มาที่ออฟฟิศ หนุ่ม74 เลยครับ การเข้ากรุงในครั้งนั้น เตรียมไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง หวังพึ่งน้าหมู แต่น้าหมูไม่เล่นด้วย ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า ท่านบอกกับเตรียมสั้นๆ ว่า “ปีกกล้าขาแข็งแล้วให้บินเอง”

เตรียมนั่งซึมอยู่ที่โซฟารับแขกในออฟฟิศจนเลิกงาน ทุกคนทยอยกลับบ้านกันหมด รวมทั้งน้าหมูด้วย เหลือแค่ผม (อำพล เจน) คนเดียวที่ยังต้องทำงานเร่งด่วนต่ออีกหน่อย ผมเลยถามว่า “มึงจะไปนอนที่ไหนล่ะวะ“ เตรียมตอบสั้นๆ เหมือนพึมพำในลำคอว่า “บ่ฮู้”

ผมก็ยังงงๆ เลยถามต่อ “บ่ฮู้นี่แปลว่าอะไรวะ” เตรียมกล่าวเศร้าๆ ว่า “ว่าจะมาอยู่กับน้าจุก..”

สถานการณ์ตอนนั้นบีบบังคับให้ผมต้องเป็นที่พึ่งให้เตรียมแล้วครับ “กูนอนอยู่บ้านพี่สุนทร (ผู้จัดการโรงพิมพ์จักรวาล) มึงนอนกะกูได้บ่ล่ะ”

บ้านพี่สุนทรที่ผมอาศัยอยู่นั้น อยู่ริมคลองแถวๆ สามเสน พี่สุนทรยกเรือนคนใช้ให้ผมอยู่อาศัยโดยไม่เสียเงิน แต่มีเงื่อนไขให้ผมต้องดูแลหมาโดเบอร์แมนตัวหนึ่ง เอามันมานอนด้วย ผูกไว้กับขาเตียง พอเช้าก็พามันไปขี้เป็นการแลกเปลี่ยนกับที่ซุกหัวนอน เตรียมก็เลยต้องมานอนดมเยี่ยวหมาอยู่กับผม ..ผลัดกันจูงหมาไปขี้กับสลับกับผม ถือเป็นกิจที่ต้องทำระหว่างนอนพักอยู่บ้านริมคลองนั้น

ในที่สุดผมก็เห็นว่า ที่นี่ไม่เหมาะสำหรับเตรียม... จะทำงานหรือทำอะไรส่วนตัวไม่สะดวกอย่างยิ่ง จึงชวนเตรียมออกไปหาบ้านเช่าอยู่ด้วยกัน

triam chachumpon 04

ผมพาเตรียมไปเช่าหอพักอยู่ในซอยวัดสังกัจจายน์ฝั่งธนฯ ถิ่นเก่าของผม และยังมีเพื่อนเรียนเพาะช่างอีกหลายคนเช่าอยู่หอเดียวกันนั้น พอให้เตรียมคลายเหงา ระหว่างนั้นเตรียมจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องหารายได้ ต้องมีงานทำ โดยการนำผลงานของเขาไปเสนอต่อ อาจ่รย์วิริยะ สิริสิงห ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้จัดทำนิตยสาร “ชัยพฤกษ์ ฉบับวิทยาศาสตร์” ของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช อาจารย์วิริยะ จึงมอบหมายให้เตรียมเขียนนิยายภาพแนววิทยาศาสตร์ โดยอาศัยการ์ตูนคอมมิคของต่างประเทศเป็นต้นแบบ และใช้นามปากกาว่า “ตรี นาถภพ” ต่อมา ณรงค์ ประภาสะโนบล (พี่รงค์) จึงได้ดึงตัวไปช่วยงานที่ “ชัยพฤกษ์การ์ตูน” และ “ตู๊นตูน” ซึ่งเป็นหนังสือในเครือสำนักพิมพ์เดียวกัน

ที่ “ชัยพฤกษ์การ์ตูน” แห่งนี้เอง ที่ศักยภาพของเตรียมได้เปล่งประกายออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้ฝีมือของเตรียมก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนสามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าของวงการนักวาดการ์ตูนในยุคนั้น

triam chachumpon 06

กับการ์ตูนเรื่องแรกหรือจะเรื่องที่สอง ผมก็จำไม่ได้แม่น อาจเขียนไปก่อนแล้วสักเรื่องสองเรื่องก็ได้ แต่ไม่ประสพความสำเร็จเท่าที่ควร เตรียมก็หันหน้ามาปรึกษาผม ผมเลยแนะนำว่า

“กูมีอยู่เรื่องหนึ่งที่อยากให้มึงเขียน จะเหมาะกับหนังสือชัยพฤกษ์ด้วย”
“เรื่องอิหยังล่ะหวา”
“เรื่องนี้นะ.. กูเองอยากเขียนใจแทบขาด แต่กูไม่มีปัญญาเขียนดอก มันบ่ใช่สไตล์กู เรื่องนี้กูว่ามึงคนเดียวที่เหมาะสมสุดๆ”
“เรื่องอิหยังหวา”

ผมพาเตรียมไปวงเวียนใหญ่ จำได้ว่าเคยเห็นหนังสือพ้อคเก็ตบุ้คที่มีเรื่องดังกล่าวนี้ ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือนั้นวางขายอยู่เล่มหนึ่ง เป็นหนังสือ "รวมเรื่องสั้นของ มน เมธี" คลับคล้ายคลับคลาว่าชื่อ ”น้ำใจไหลเชี่ยว” นึกลุ้นว่า จะมีใครชิงซื้อตัดหน้าไปก่อนหรือเปล่า

มน เมธี เป็นนามปากกาของ มานี ศุกรสูยานนท์ เป็นนักเขียนรุ่นเดียวกับ สุวรรณี สุคนธา น่าเสียดายที่ท่านกินยานอนหลับฆ่าตัวตายไปตั้งแต่ปี 2512 ก็ไปรื้อๆ ค้นๆ ที่ร้านขายหนังสือเก่าข้างวงเวียนใหญ่ ค้นแค่เดี๋ยวเดียวก็เจอ หนังสือเล่มนั้นมีเรื่องสั้นชื่อว่า..”รุ่นกระทง” ปนอยู่กับอีกหลายๆ เรื่อง

ผมบอกเตรียมว่า... “มึงเขียนเรื่องนี้เลย”

เตรียมเชื่อผม หยิบเอา "รุ่นกระทง" ไปเขียนขึ้นเป็นนิยายภาพ แต่เปลี่ยนชื่อใหม่ตามกระแสหนังดังตอนนั้น คือหนังที่เกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างเพื่อน หนังชื่อ Melody ซึ่งมี แจ็ค ไวลด์, มาร์ค เลสเตอร์, และเทรซีย์ ไฮด์ เป็นดารานำแสดง

triam chachumpon 09

หลังจากเรื่อง ”เพื่อน” ตีพิมพ์ เตรียม ชาชุมพร ก็ดังขึ้นมาทันที ราวกับสวรรค์วางแผนไว้ให้ ต่อจากนั้นเตรียมเริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ไม่เหงา และเริ่มคุ้นเคยกับกรุงเทพฯ ผมก็หมดหน้าที่พี่เลี้ยงไป

ต่อมาเมื่อนิยายภาพเรื่อง “เพื่อน” ได้ตีพิมพ์ใน "ชัยพฤกษ์การ์ตูน" (นิยายภาพเรื่องนี้ เตรียมเขียนโดยใช้ชื่อ-นามสกุลจริง) ชื่อเสียงของเตรียมก็ยิ่งเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยนิยายภาพชุดนี้มีเค้าโครงมาจากเรื่องสั้นชื่อ “รุ่นกระทง” ของ “มน เมธี” เนื้อหาว่าด้วยเรื่องราว ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กชายชาวชนบทกับเด็กหญิงชาวกรุง ที่มีโอกาสได้รู้จักกัน และได้ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ร่วมกันท่องไปในธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของท้องไร่ท้องนา ก่อนจะจากกันในท้ายที่สุด จุดเด่นของนิยายภาพชุดนี้คือ บรรยากาศชนบทที่เตรียมรังสรรค์ได้อย่างงดงาม ชวนประทับใจ จากประสบการณ์ที่อยู่ในชนบทมาตั้งแต่วัยเด็ก และกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาในเวลาต่อมา โดยเฉพาะช่วงปี 2520 - 2521 นับเป็นยุคทองของ เตรียม ชาชุมพร อย่างแท้จริง งานของเขาไปปรากฏอยู่ในหนังสือการ์ตูนมากมาย หลากหลายหัว ไม่เว้นแม้แต่บนปกการ์ตูนเล่มละบาท ที่สำนักพิมพ์หวังขายชื่อของ "เตรียม ชาชุมพร" ตามกระแสนิยม

triam chachumpon 07

ดำรงค์ แนวสีนาค กล่าวถึง เตรียม ชาชุมพร ในตอนที่เขียนการ์ตูนเรื่อง "โสนน้อย" ว่า "พี่เตรียม เขียนภาพประกอบเรื่องนี้ แกไปถ่ายชีวิตชาวเรือแถวใต้สะพานพระราม 6 ไปเจอเด็กผู้หญิงน่ารักมาก ชื่อ "น้องปู" แกเอามาเป็นแบบวาดตัวนางเอก และไม่รู้แกนึกยังไง เอาผมมาเป็นแบบตัวพ่อ...ซะงั้น" ู้เขียนเรื่อง โสนน้อย คือ แม้นมาส ชวลิต เขียนภาพประกอบโดย เตรียม ชาชุมพร

triam chachumpon 08

ในระยะหลังงานของ เตรียม ชาชุมพร เริ่มพัฒนาไปสู่นิยายภาพแนวสะท้อนสังคม โดยเตรียมนำเรื่องราวที่เขียนมาจากข่าวสารที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เกี่ยวกับคนยากจน สุดชายขอบของสังคมเมือง ชะตากรรมอันน่าสลดใจ และความไร้มนุษยธรรมที่กลายเป็นข่าวแทบไม่เว้นวัน มีข้อสังเกตว่า เตรียมใกล้ชิดอยู่กับการงานของมูลนิธิเด็ก และบรรดาอาสาสมัครผู้ทำงานเพื่อสังคม ดังนั้น ข้อมูลของเขาหรือผู้ให้ข้อมูลแก่เขา จึงมาจากคนทำงานกลุ่มนี้ ทั้งนี้ นิยายภาพของเตรียม 4 เรื่องในแนวนี้ ได้แก่ "ยายจ๋า, ตากับหลาน, เพื่อนบ้านใหม่" และ "ตุ๊กตาขาด้วน" ได้รับการรวมพิมพ์เป็นเล่ม และได้รับการยกย่องจากคณะผู้วิจัยของ สกว. ให้เป็น "หนึ่งใน 100 ชื่อเรื่องหนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน"

จากผลงานอันโดดเด่น ในการสะท้อนภาพชีวิตชนบทได้อย่างน่าประทับใจนี่เอง ทำให้ "เตรียม ชาชุมพร" ได้รับเลือกให้เป็นผู้วาดภาพประกอบในหนังสือ "แบบเรียนภาษาไทย" ชุด มานะ-มานี-ปิติ-ชูใจ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เล่ม 1 และภาพประกอบใน "เรื่องสั้นชุดชีวิตชนบท" ซึ่งเป็นหนังสือส่งเสริมการอ่าน สำหรับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ของกรมวิชาการ จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2521 โดย องค์การค้าของคุรุสภา เนื้อหาเป็นเรื่องราวการใช้ชีวิตอันรื่นเริง สดใสของบรรดาเด็กๆ ในชนบทภาคใต้ จากปลายปากกาของ "มานพ แก้วสนิท" นักเขียนผู้ถนัดเรื่องราวชีวิตชนบทเป็นพิเศษ

triam chachumpon 01

หมายเหตุ : ผู้วาดภาพในแบบเรียน มานะ-มานี-ปิติ-ชูใจ มีดังนี้ คือ

  • เตรียม ชาชุมพร ชั้น ป. ๑ เล่ม ๑ (รวมทั้งภาพแผนที่)
  • ปฐม พัวพิมล ชั้น ป. ๑ เล่ม ๒
  • พินิจ มนรัตน์ ชั้น ป. ๒ เล่ม ๑ และ ๒
  • ส่วนชั้นอื่นๆ เป็นผลงานของ คณะทำงาน จากกระทรวงศึกษาธิการ

ท่านที่สนใจ หนังสือแบบเรียนภาษาไทย ชุด มานะ มานี ปิติ ชูใจ สามารถดาวน์โหลดไฟล์แบบ PDF ได้ที่นี่ [ คลิกเลย ]

triam chachumpon 05

เตรียม ชาชุมพร ได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุรถประจำทางปรับอากาศ พุ่งชนเขา เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2533 รวมอายุได้ 38 ปี

triam chachumpon 10

 

redline

backled1

 

mp3

lueng borisood 01เหลือง บริสุทธิ์

เหลือง บริสุทธิ์ หรือ ชื่อจริง นายสายทอง ไกลถิ่น หรืออีกชื่อในวงการเพลง พนมกร พรประชา เกิดวันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2504 ภูมิลำเนาเดิม บ้านหนองบัวบัลลังค์ ตำบลโพธิ์ศรี อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ

นายสายทอง ไกลถิ่น เข้าสู่วงการเพลงลุกทุ่ง เมื่อปีพุทธศักราช 2521 ขณะนั้นไปเป็นลูกวงในวงดนตรีลูกทุ่งคณะ “สกาวหงส์เหิร” ทำงานทุกหน้าที่ในวงดนตรีอยู่ประมาณ 2 ปี ถึงได้มีโอกาสร้องเพลงหน้าเวที โดยการร้องเพลงแนวเสียงของ ยอดรัก สลักใจ และต่อมาได้รู้จัก อาจารย์มนต์ เมืองเหนือ ครูเพลง ผู้สร้างนักร้องประดับวงการลูกทุ่งไทย และเปลี่ยนชื่อให้ใหม่เป็น “เหลือง บริสุทธิ์” และนำไปบันทึกแผ่นเสียงเพลงแรกในชีวิตคือ เพลง “คืนลับฟ้า” ผลงานการประพันธ์เพลงของ เสน่ห์ มนต์อีสาน ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และเป็นนักร้องที่สังกัดวงดนตรี ชาตรี ศรีชล ขุนพลเพลงลูกทุ่งไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้น เพลง “คืนลับฟ้า” ได้รับความนิยม และมีชื่อเสียงในวงการเพลงลูกทุ่งไทยในเวลาต่อมา นอกจากนั้นยังมีผลงานเพลงดังอื่นๆ ตามมาอีกหลายเพลง เช่น “หัวใจอันตราย” เป็นต้น

เหลือง บริสุทธิ์ เป็นนักร้องที่ร้องเพลงเสียงสูง มีแก้วเสียงใสกังวาน ร้องเพลงหวานได้ดี จึงทำให้เพลงที่ร้องโด่งดังในเวลารวดเร็ว และออกมาตั้งวงดนตรีเป็นของตนเอง อยู่ได้ 2 ปี ก็ยุบวงดนตรี ในปีพุทธศักราช 2526 หลังจากเลิกวงดนตรีก็ไปอาศัยร้องเพลงอยู่กับวงดนตรี พุ่มพวง ดวงจันทร์ ราชินีลูกทุ่งไทย อยู่ไม่นานก็ออกจากวงดนตรีพุ่มพวง ดวงจันทร์ และมาใช้ชีวิตร้องเพลงตามห้องอาหารในจังหวัดขอนแก่น

จนกระทั่งปีพุทธศักราช 2527 หลังจากกลับมาสู่อีสาน เหลือง บริสุทธิ์ ก็มีโอกาสออกอัลบั้มใหม่ในแนวเพลงสร้างสรรค์สังคม โดยการสนับสนุนของนักจัดรายการวิทยุในจังหวัดขอนแก่น คือ “จะเด็ด แดนอุดร” และอาจารย์รุ่ง ระพีพรรณ ครูเพลง นักประพันธ์เพลงลูกทุ่งที่ให้การสนับสนุน ออกผลงานเพลงชุดใหม่ ชื่อชุด “หัวใจอันตราย” และชุด “เป่าแคนเลาะโขง”

ผลงานขับร้องเพลงลูกทุ่งที่ได้รับการบันทึกเสียง และออกเผยแพร่ไม่น้อยกว่า 100 เพลง ผลงานยุคหลังบทเพลงส่วนใหญ่เนื้อหาสะท้อนทางสังคม และวัฒนธรรมสองฝั่งโขงอย่างเด่นชัด นับว่า นายสายทอง ไกลถิ่น เป็นบุคคลผู้สืบทอดและอนุรักษ์บทเพลงทีมีคุณค่า ที่สะท้อนความเป็นอัตลักษณ์ของอีสานเป็นอย่างดี นอกจากนั้นก็ยังได้ขับร้องบทเพลงที่สร้างสรรค์ให้แก่องค์การต่างๆ มากมาย สมควรได้รับเกียรติยกย่องในคุณความดีที่กระทำ

lueng borisood 02

เหลือง บริสุทธิ์ เป็นนักร้องที่มีอัธยาศัยไมตรี สุภาพ มีสัมมาคารวะต่อผู้มีพระคุณ จึงครองใจแฟนเพลงจนมาถึงยุคปัจจุบัน ถึงแม้จะเคยเป็นหัวหน้าวงดนตรีมาก่อนก็ตาม ยังเป็นคนที่ให้เกียรติคนอื่นเสมอ เป็นคนเรียบง่าย เป็นกันเองกับทุกคน ยินดีรับใช้ตามที่บอกกล่าวขอร้อง ทำตัวเสมอต้นเสมอปลายกับแฟนเพลงที่ไปให้กำลังใจ จึงทำให้เขาเป็นที่รักของทุกคน ปัจจุบันก็ยังหาเลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพร้องเพลงที่เขาถนัด

จากเกียรติคุณในการถ่ายทอดบทเพลงลูกทุ่ง โดยเฉพาะบทเพลงลูกทุ่งอีสานจนเป็นที่ยอมรับ นายสายทอง ไกลถิ่น (เหลือง บริสุทธิ์) จึงสมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องลูกทุ่ง) ปีพุทธศักราช 2560 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นเกียรติประวัติ สืบไป

lueng borisood 03

ที่มา : ฐานข้อมูลศิลปินมรดกอีสาน ศูนย์วัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ถ้าใครเคยได้ยินเพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่ง ซึ่งมีท่อนที่ร้องว่า "คืนหนึ่ง... ม่วงบานตระการย้อยกิ่ง..." ก็คงจะอดคิดไม่ได้ว่า "ม่วงบาน" นี่คือดอกอะไรกันหรือ?

ดังเช่นผมก็เคยเข้าใจผิดมานาน จินตนาการไปถึงโน่น "ดอกตะแบก" ซึ่งมีดอกสีม่วง เมื่อเวลาบานจะสะพรั่งเต็มกิ่งย้อยของมัน ผมก็เลยคิดไปไกลว่า กลีบดอกพวกนี้ต้องร่วงลงไปบนตักของหญิงสาว ที่นั่งรออยู่ตรงระเบียงโล่งของบ้าน ที่มีต้นตะแบกทอดโน้มกิ่งเข้ามาแน่นอน

แต่ความจริงแล้ว "ม่วงบาน" ในที่นี้ก็คือ ต้นมะม่วง ซึ่งออกช่อจนบานไสวย้อยกิ่ง (ม่วง คือคำเรียก "ต้นมะม่วง" ของ ภาษาไทยเขมร แถบศรีสะเกษ สุรินทร์) สีม่วงที่เคยอยู่ในจินตนาการก็พลันเปลี่ยนไป เป็นสีน้ำตาลแทน อาจจะรู้สึกเสียอรรถรสในบรรยากาศของเพลงไป เมื่อรู้ความหมาย เพลงที่ว่านี้คือ "คืนลับฟ้า" ของ เหลือง บริสุทธิ์ นี่เอง

เพลง "คืนลับฟ้า" คำร้องโดย เสน่ห์ มนต์อีสาน ศิลปินผู้ขับร้องคือ เหลือง บริสุทธิ์ เป็นเพลงที่ใช้ทำนองเพลงเขมร จากต้นฉบับภาษาเขมรนั้นใช้ชื่อเพลงว่า Chnam Mun (แปลว่า ปีก่อน) ซึ่งเป็นเพลงอมตะเพลงหนึ่งของชาวเขมรเลยทีเดียว โดย เสน่ห์ มนต์อีสาน มาเขียนเนื้อร้องเป็นภาษาไทยสำเนียงเขมรอีสานใต้ (เพลงนี้มีการเอาทำนองมาใส่เนื้อร้องไทยให้นักร้องไทยร้องมากมายในหลายชื่อเพลงด้วยนะ) เนื้อหาของเพลง แม้ว่าเนื้อความของภาษาเขมร และภาษาไทยในแต่ละท่อนจะไม่ตรงกันซะทีเดียว แต่ก็มีความต่อเนื่องและสามารถเดาความหมายได้ (แบบว่า ตรงๆ นะ ทิดหมูก็แปลไม่ออก)

ชื่อเพลง: คืนลับฟ้า (Chnam Mun)
ศิลปิน: เหลือง บริสุทธิ์

Chnam mun bong ban juab nueng own madong
(ชะนำ มุ่น-บอง บาน-จู๊บ นึง โอน-มะนอง)

Charoen cae gun long, bong ban juab tae srai pow
(เจริญ แค-กันลอง-บอง บาน-จู๊บ แต่-ไซร เปรา)

Tud pnet soka, rompueng dolna ei loew
(ตึก พะเน้ โซ กา-รำพึง-เอลนา-เฮย เลา)

Bong jam mer plao, bud sone man doi pia sonnya
(บองจำ เมอเพลา-บัดโซ-มัน-โดยเปี๊ย-สันยา)

คืนหนึ่ง ม่วงบานตระการย้อยกิ่ง
คิดถึงจริงๆ อยากอิงหนุนตักคนงาม
คำรัก รักพี่ ไม่มีไกลจากความจำ
ไฉนใยเธอไม่จำ ลืมคำที่บอกรักกัน

* Yob ei yob yuan, bong uan mer tae ploew srai
(ยวบเอย-ยวบยวน-บองอวน-เมอแต่ เพลาไซร)

Kanong pram pree ria trai, bong saen alai snaeha
(กนอง กำปรี เรียไตร-บองแสน อาลัย เสน่หา)

Yob ei yob bud sngad song sa
(ยวบเอย-ยวบบัด-สงัด-ส่องสา)

Oi khyom rompueng nona, Kliad juntra kliad chngai
(ออยขยอม-รำปึง นอนา-เกลียดจันทรา-เกลียดชงาย)

** เดือนดับ ลับลง พี่คงคอยเก้อ
คอยหาเพียงเธอ อยากเจอล้นเอ่อดวงใจ
จะร้ายก็ช่าง ไม่ชังแม้เป็นเดนใคร
พี่รัก รักเธอกว่าใคร ต้องตายถ้าไม่มีเธอ

               (ซ้ำ *,** )

lueng borisood 04

ถือว่าเป็นเพลงที่สร้างชื่อให้กับ เหลือง บริสุทธิ์ เป็นอย่างมากเป็นเพลงดังในอดีต ทีหยิบมาฟังเท่าไรก็ไม่รู้สึกเบื่อ และช่วงหลังๆ ก็มีศิลปินรุ่นน้องๆ ได้หยิบผลงานเพลงนี้ไปขับร้องกันหลายคน เช่น เอกราช สุวรรณภูมิ และ ใหมไทย ใจตะวัน แต่ก็ยังถือว่ายังร้องได้ไม่ดีนัก และบางคำอาจจะเพี้ยนไปจากเดิมบ้าง อาจจะเป็นเพราะว่าศิลปินเหล่านั้นไม่ค่อยเข้าใจภาษาเขมรบางคำเท่าที่ควร แต่ก็ยังถือว่าถ่ายทอดออกมาได้ดี แต่ทิดหมูก็ยังชอบเพลงที่ เหลือง บริสุทธิ์ ขับร้องมากกว่าครับ

ตามไปหาเพลงต้นฉบับภาษาเขมร โดยนักร้องเขมร คืนลับฟ้า ภาษาเขมร Chnam Mun ชนำมุน (ปีก่อน) ขับร้องโดย อิม ซง เซิม เชิญรับฟังครับ

ว่าแล้วเชียว จะมีคนสงสารทิดหมู ทางเว็บสุรินทร์ออนไลน์เลยเมตตาส่งคำแปลมาให้ (เฉพาะท่อนภาษาเขมร) ดังนี้

ชะนำมุ่น-บองบาน-จูบเนียงโอน-มะนอง     เจริญแค-กันลอง-บองบาน-จูบแต่-ไซรเปรา
(ปีก่อน-พี่ได้-จูบน้องสาว-1 ครั้ง)               (หลายเดือน-ผ่านมา-พี่ได้-จูดแต่-น้องนาง)

ตึกเพนกโซรกา-รำพึง-อยนา-เฮยเลา      บองจำมือเพลา-บัดโสร-โดจเปียก-สันยา
(น้ำตานองหน้า-รำพึง-เป็นยังไงหนอเรา) (พี่คอย (มองทาง)-จากไป-จนลืมสัญญา)

ยวบเอย-ยวบยวน-บองซวน-มือแต่เพลาไซร                           กนองกำปรีเรียไตร-บองแสนอาลัยเสน่หา
(ค่ำมืด-ดึกดื่น-พี่ครวญ-มองหาแต่นาง (มองทางที่น้องจะมา))   (นั่งในกระท่อมหาปลา-พี่แสนอาลัยเหน่หา)

ยวบเอย-ยวบบัด-สงัด-ส่องตา     ออยขยอม-รำปึงนอนา-เปรียจันทรา-เปรียชงาย
(คำ่มืด-ดึกดื่น-เงียบ-เหงา)         (ให้ผม-รำพึงถึงเมื่อไร-พระจันทร-มันแสนไกล)

ถ้ายังคิดถึง เหลือง บริสุทธิ์ ก็ไปติดตาม-พูดคุยได้ทาง Facebook เหลืองบีสุทธิ์ กันได้นะครับ

 

เพลงแก้ คืนลับฟ้า ร้องโดย เจน สายใจ ซึ่งน่าฟังมากครับ

 

redline

backled1

 

art local people

tepbutr satirodchompoo 04เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์

เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ หรือ เทพบุตร สติรอดชมภู ชื่อนี้สำหรับคนติดตามเส้นทางของความเป็น "หมอลำ และลูกทุ่งอีสาน" ท่านเป็นเหมือน "เจ้าของค่ายเพลงอีสานยุคแรก" แม้ในวันนั้นคำว่า "ค่าย" จะยังไม่ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นผู้ก่อตั้งคณะหมอลำ "รังสิมันต์" ที่ดังลั่นทั่วภาคอีสานไปจนถึงภาคกลาง มีการบันทึกเสียงลำเรื่องต่อกลอนที่โด่งดังหลายเรื่อง เป็นทั้งผู้สร้างและผลักดันนักร้องดังมากมาย เช่น ศักดิ์สยาม เพชรชมพู, เทพพร เพชรอุบล, ดาว บ้านดอน เป็นต้น

นับว่าเป็นข่าวที่สร้างความเสียใจอย่างมากให้กับวงการบันเทิง เมื่อ เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ อดีตสามีของหมอลำศิลปินแห่งชาติ บานเย็น รากแก่น และเป็นคุณพ่อของศิลปินหมอลำ แคนดี้ รากแก่น และนักแสดงชื่อดัง โทนี่ รากเเก่น ที่ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 หลังรักษาอาการป่วยโรคมะเร็งตับและท่อน้ำดี

ถึงแม้จะไม่มีผลงานในวงการบันเทิงเหมือนกับอดีตภรรยา และบุตรชายกับบุตรสาว แต่ เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ ก็เป็นนักธุรกิจชาวออสเตรเลีย ที่มีเชื้อสาย เวียดนาม-ฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญของวงการเพลงหมอลำ หลังได้ก่อตั้งวงหมอลำ และปลุกปั้นหลายๆ ศิลปินลูกทุ่งชื่อดังมากมาย

เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ เป็นโฆษกและนักจัดรายการวิทยุ รวมถึงเป็นเจ้าของบริษัท สำนักงานสยามธุรกิจบันเทิง โดยเขามีส่วนในการเข้าไปเป็นผู้จัดการวงของคณะหมอลำเรื่องต่อกลอน คณะรังสิมันต์ ในช่วงปี พ.ศ. 2510 ซึ่งมีสมาชิกอย่าง ฉวีวรรณ ดำเนิน ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2536 สาขาศิลปะการแสดง เป็นนางเอก และมีพระเอกหมอลำชื่อดัง ทองคำ เพ็งดี รวมถึงได้หมอลำสาวแสนสวยดาวรุ่ง บานเย็น รากแก่น มาร่วมอยู่ในคณะด้วย

rangsimant 01

คณะรังสิมันต์ เป็นคณะหมอลำที่ลำทำนองอุบล (วาทอุบล) ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างมาก หลังการลำออกอากาศทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ โดยมีการถ่ายทำการแสดงดังกล่าวบันทึกเทปโทรทัศน์ด้วย คณะรังสิมันต์ ได้มีพัฒนาการการแสดงเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะเริ่มต้น พ.ศ. 2504 เป็นการรวมกลุ่มของหมอลำกลอน ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งเป็นคณะหมอลำเรื่องขึ้นเปิดรับงานทั่วไป มีการเช่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจากคณะลิเกในจังหวัดนครราชสีมา
  • ระยะที่ 2 พ.ศ. 2508-2509 สร้างความนิยมด้วยการปรับปรุงการแสดง เพื่อแข่งขันกับวงดนตรีลูกทุ่ง มีการร้องเพลงลูกทุ่ง มีหางเครื่องเต้นประกอบก่อนการแสดงเข้าเรื่อง
  • ระยะที่ 3 พ.ศ. 2513-2524 มีสมาชิกเพิ่มขึ้น ประยุกต์เครื่องแต่งกายเลียนแบบลิเกของภาคกลาง นำเครื่องแต่งกายแบบชุดไทยพระราชนิยมมาประกอบการแสดง มีการนำเอาเครื่องดนตรีสากลมาประยุกต์ใช้ในการแสดง ลักษณะการแสดงที่สำคัญของการแสดง มีการกล่าวนำ ดำเนินเรื่อง และช่วงกล่าวอำลา

การแสดงจะเริ่มต้นในเวลา 20.00 ไปจนถึง 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น เรื่องที่แสดง ได้แก่ วรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน เช่น จำปาสี่ต้น ท้าวก่ำกาดำ นางแตงอ่อน แต่เรื่องที่มีชื่อเสียงที่สุดของคณะรังสิมันต์ คือ เรื่อง ศรีธน-มโนห์รา (พระสุธน-มโนราห์) ลักษณะของกลอนลำใช้ทำนองวาทอุบล ในการดำเนินเรื่องและแทรกทำนองลำอื่นๆ เช่น ลำเต้ย ลำเพลินในจังหวะสนุกสนาน หมอลำเรื่องนั้นเป็นการแสดงที่นักแสดงต้องร้องกลอนลำ สลับกับการเจรจาเป็นการดำเนินเรื่องไปจนจบ ช่วงท้ายจะมีนักแสดงอาวุโส หรือนักแสดงตัวเอกมาร้องกลอนลำลา เพื่ออวยพรให้ผู้ชมเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ (ข้อมูลจาก แม่ฉวีวรรณ ดำเนิน)

sak siam 02

นอกจากวงหมอลำแล้ว เทพบุตร ยังเป็นผู้ผลักดันศิลปินลูกทุ่งอีสาน ศักดิ์สยาม เพชรชมภู (บุญชื่น เสนาราช) ผู้ถ่ายทอดเพลง "ทุ่งกุลาร้องไห้, อ.ส.รอรัก, ตามน้องกลับมหาสารคาม" และ "คักใจเจ้าแล้วบ่" รวมถึง ดาว บ้านดอน (เทียม เศิกศิริ) ศิลปินลูกทุ่งเจ้าของเพลง "คนขี่หลังควาย" ที่ได้รับรางวัล เสาอากาศทองคำพระราชทาน ปี พ.ศ. 2519

dao bandon 02

เทพบุตร สติรอดชมภู ได้บันทึกถึงเรื่องราวของ "คณะหมอลำรังสิมันต์" และบานเย็น รากแก่น ไว้ในเฟซบุ๊คส่วนตัว เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2558 ไว้ว่า

ตำนานคณะหมอลำเรื่องต่อกลอน รังสิมันต์

"ราชินีหมอลำบานเย็น รากแก่น บนเส้นทางของลำเรื่องต่อกลอน "คณะรังสิมันต์" ขอถือโอกาสรวบรัดตัดตอนถึงในวันสุดท้ายของ บานเย็น รากแก่น ที่มีโอกาสได้แสดงร่วมกับหมอลำ คณะรังสิมันต์ ที่จังหวัดนครราชสีมา ในตันปี พุทธศักราช 2517 ผมรับงานแสดงของวงรังสิมันต์ ซึ่งมี บานเย็น รากแก่น เป็นตัวชูโรงสำคัญที่สุด เจ้าภาพทางภาคกลาง ขอให้ได้เพียง บานเย็น รากแก่น มาแสดงเพียงคนเดียวก็พอใจ ผมรู้ว่า สาคร ทุมมี (ผู้ดูแลวงรังสิมันต์ร่วมกับผม) ที่รับงานคณะรังสิมันต์ไว้ที่จังหวัดนครราชสีมา ทับซ้อนกับงานที่ผมรับไว้ที่ซอยบุปผาสวรรค์ ก่อนหน้านี้ที่ภาคกลาง

ผมจึงให้ สุพจน์ พรเจริญ (ช่วงนั้นทำวงดนตรี เรียม ดาราน้อย อยู่) นำวงดนตรีทั้งหมดเตรียมไว้ที่งาน และให้แสดงรอ บานเย็น รากแก่น ซึ่งจะเดินทางจากจังหวัดนครราชสีมา ไปถึงงานประมาณ 6 ทุ่ม หรือ ตี 1 ให้ชาวคณะเล่นรอ บานเย็น รากแก่น จะมาปรากฎตัว ส่วนผมขับรถไปรับ บานเย็น และแม่เหมือย รากแก่น แม่ของ บานเย็น ที่จังหวัดนครราชสีมา และได้บอกกับ สาคร ทุมมี ว่าจะนำ บานเย็น รากแก่น ไปแสดงอีกงานที่รับไว้แล้ว

banyen 06

ณ วันนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต ของ บานเย็น รากแก่น เป็นวันสุดท้ายที่มีโอกาสได้อยู่กับคณะรังสิมันต์ ผมก็ตั้งสำนักงาน "วงดนตรีลูกทุ่งสาว บานเย็น รากแก่น" ขึ้นที่ ซอยบุปผาสวรรค์ รับงานในนามวงดนตรี บานเย็น รากแก่น งานแสดงเต็มยาวเหยียดไปถึงปีหน้า บุคคลสำคัญที่มาอยู่ร่วมวง ก็มี สุพจน์ พรเจริญ, ใหญ่ อยุธยา, เปี๊ยก บ้านโป่ง, พรหมศร พรสวรรค์, ดิ่ง วินศิริ โดยมอบหมายให้ พี่อมรฤทธิ์ วิมลชัยฤกษ์ เป็นผู้ดูแล วงดนตรีลูกทุ่งสาว บานเย็น รากแก่น ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ส่วนคณะหมอลำรังสิมันต์ ผมก็วางมือให้ สาคร ทุมมี บริหารเองทั้งหมด (สาเหตุในปี พุทธศักราช 2516 ผมมีคดีความถูกตัดสินจำคุกตลอดปี จึงไม่ได้มาบริหารวงหมอลำรังสิมันต์เลย เมื่อผมออกมาจากคุก จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่) เมื่อตั้งวงดนตรีให้กับ บานเย็น รากแก่น ก็ดังสุดขีด ตั้งแต่เป็นศิลปินมา ไปแสดงที่ไหน? คนแน่นทุกที่ แสดงถึงความดัง ความฮิต ความสนใจ ความสวย ของ บานเย็น รากแก่น

ส่วนวงหมอลำเรื่องต่อกลอน คณะรังสิมันต์ ในยุคที่บริหารโดย สาคร ทุมมี ซึ่งมีพระเอก หมอลำทองคำ เพ็งดี และสุมาลี ป้องเขต เป็นนางเอก ก็ถึงจุดอวสาน ไม่นานก็ต้องยุบวงไปโดยปริยาย เสียดายเหมือนกัน 9 ปี ของหมอลำเรื่องต่อกลอน คณะรังสิมันต์ ที่ผมมีส่วนร่วมจำเป็นต้องสลายตัว แยกย้ายกันไปคนละทาง ผมเองก็มีความเศร้าใจเป็นที่สุด ไม่นึกว่าผมวางมือ ให้ สาคร ทุมมี มาบริหารเป็นหัวหน้าคนเดียวแล้วจะยุบวงเร็วขนาดนี้ จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมไม่มีโอกาสได้พบกับ ทองคำ เพ็งดี อีกเลย จนทราบข่าวว่าเขาเสียชีวิต

ส่วน สาคร ทุมมี ไปอยู่บ้านเสียมกับภรรยาเก่า ผมมีโอกาสไปเยี่ยม ส่วน สุมาลี ป้องเขต ก็ไปอยู่กับลูกที่บ้านยาง อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ผมก็มีโอกาสไปเยี่ยม เทพพร เพชรอุบล อยู่ขอนแก่นเสียชีวิตแล้ว ศักดิ์สยาม เพชรชมภู อยู่บ้านนานกเขียน จังหวัดมหาสารคาม บานเย็น รากแก่น อยู่อุบลราชธานี ส่วนผม เทพบุตร สติรอดชมภู มีถิ่นที่อยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ที่เอ่ยนามมานี้ไม่ได้พบกันเลยตั้งแต่ยุบวงมา ถ้าได้มีโอกาสพบกันน้ำตาคงจะท่วมจอ มันซาบซึ้งในการอยู่ร่วมกันมาอย่างอบอุ่น เมื่อจากกันโดยไม่ได้ร่ำลากันเอยมันเศร้า

ทั้งหมดนี้คือ ตำนานหมอลำเรื่องต่อกลอน คณะรังสิมันต์ คณะเดียวในประวัติศาสตร์ เป็นยอดหมอลำต้นตำรับลำเรื่องต่อกลอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ที่ไม่มีใครลบสถิติต่างๆ ได้ เหลือไว้แต่ตำนานเล่าขานสืบไป และความทรงจำที่ดีตลอดกาลฯ..."

ชีวิตครอบครัว

เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ สมรสกับ บานเย็น รากแก่น มีบุตรด้วยกัน 3 คน เป็นหญิง 2 คน ชาย 1 คน คือ แอนนี่, แคนดี้ และ โทนี่ รากแก่น แต่ก็แยกทางกับภรรยาตั้งแต่ลูกทั้ง 3 คนยังเล็กๆ ด้วยปัญหาที่ไม่เข้าใจกันบางประการในช่วงที่ บานเย็น รากแก่น ไปเดินสายทัวร์ในอเมริกาและยุโรป ส่วนตัวเทพบุตรเองไปๆ มาๆ ประเทศไทยและออสเตรเลีย เพื่อทำธุรกิจหลายอย่าง โดยนำลูกทั้ง 3 คนไปเล่าเรียนและอยู่อาศัยที่ออสเตรเลีย

tepbutr satirodchompoo 01

ในบรรดาลูกทั้ง 3 คน แคนดี้ รากแก่น เป็นลูกสาวคนกลาง จบปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต แต่มีอาชีพเป็นศิลปิน ทั้งจัดรายการทางสถานีวิทยุ และทำวงดนตรีพื้นบ้านอีสานร่วมกับ ผู้เป็นแม่ ตั้งชื่อวงว่า แคนดี้ แฟมิลี่ (candy family) โดยบานเย็น รากแก่น จะร้องและฟ้อนแบบอีสาน ส่วนลูกสาวจะออกไปในแนวหมอลำซิ่ง และลีลาการเต้นสมัยใหม่

tepbutr satirodchompoo 02

ก่อนหน้านี้ แคนดี้ รากแก่น ไม่ได้ชื่นชอบการแสดงภาคอีสาน แต่ผู้เป็นแม่ก็พยายามค่อยๆ อธิบาย และค่อยๆ ฝึกสอนจนแคนดี้ได้พัฒนามาตามลำดับ จนสามารถโชว์การฟ้อนและการเต้นสมัยใหม่ รับงานการแสดงคู่กับแม่บานเย็น รากแก่น สร้างความสุขให้กับผู้ชม

ก่อนหน้าที่จะเสียชีวิต เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ ได้ใช้ชีวิตอยู่ระหว่างประเทศไทย และออสเตรเลีย กับครอบครัว โดยถึงแม้ว่าจะจากไปแล้ว แต่สำหรับหลายๆ คนแล้วเขาคือปูชนียบุคคลสำคัญของวงการเพลงหมอลำและลูกทุ่งไทย ที่สร้างศิลปินไว้ประดับวงการมากมายตลอดไป

tepbutr satirodchompoo 03

นายเทพบุตร สติรอดชมพู ได้รับรางวัลรางวัล ผู้ที่มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมสัมพันธ์ สาขาสื่อสารวัฒนธรรม จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี พ.ศ. 2554

เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ จากไปอย่างสงบ ด้วยวัย 76 ปี หลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ท่อน้ำดีและบริเวณตับ เป็นระยะเวลาเกือบ 2 เดือน ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และทางครอบครัวได้เคลื่อนย้ายร่างมา ณ ศาลาสิงหเสนี วัดธาตุทอง ท่ามกลางความอาลัยรักของคนในครอบครัวที่ยังอยู่ในอาการโศกเศร้ สำหรับกำหนดสวดพระอภิธรรมจะมีไปจนถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2562 และทางครอบครัวได้กำหนดพิธีฌาปนกิจในวันที่ 7 สิงหาคม 2562 เวลา 17.00 น. ณ เมรุหน้าวัดธาตุทอง

tepbutr satirodchompoo 05

ครูสลา คุณวุฒิ นักแต่งเพลงลูกทุ่งชื่อดัง ได้โพสต์อาลัยลงในอินสตราแกรมส่วนตัวว่า

"..อาลัยยิ่ง.."

"..ทราบข่าวการจากไปของ คุณพ่อเทพบุตร สติรอดชมพู ด้วยความอาลัยยิ่ง พ่อเทพบุตร (คุณพ่อของน้องแคนดี้ รากแก่น) ชื่อนี้ สำหรับคนติดตามเส้นทางของความเป็น "ลูกทุ่งอีสาน" ท่านเป็นเหมือน "เจ้าของค่ายเพลงอีสานยุคแรก" แม้ในวันนั้น คำว่า "ค่าย" จะยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ปักหลักอยู่ที่ จังหวัดมหาสารคาม แต่มีส่วนนำพาศิลปิน หรือขุนพลเพลงอีสานยุคบุกเบิกสู่บัลลังค์ความดัง ความสำเร็จ คนแล้วคนเล่า ทั้งในฐานะคนแต่งเพลง และหรือคนอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น ศักดิ์สยาม เพชรชมพู เทพพร เพชรอุบล ดาว บ้านดอน ฯลฯ

ในช่วงปี 2512 - 2530 ท่านคือหนึ่งในเสาหลักแห่งวงการเพลง&หมอลำอีสาน เป็นอีกคน ที่นำ "คำอีสาน" มาอยู่ในบทเพลง อย่างเป็นทางการ วันนี้..วันเวลา ได้นำพาพ่อจากไปขอแสดงความเสียใจ กับลูกหลานและญาติมิตร ในฐานะที่เป็นอีกคนหนึ่ง ที่ได้อาศัย "ทุ่งนาเพลง" ที่พ่อถากทางเส้นทางไว้ ผม "สลา คุณวุฒิ" ขอคารวะและรำลึกถึงและ..ขอให้พ่อสู่สุคติ ครับ"

 

art local people

ศิลปินพื้นบ้าน คือ ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันหลากหลาย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเราชาวอีสาน จึงขอประกาศเชิดชูคุณูปการของท่านเหล่านั้นให้ลูกหลานได้รู้จัก เพื่อเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง ผู้จัดทำเว็บไซต์ไม่อาจทำความรู้จักกับศิลปินพื้นบ้านทุกท่านได้ ก็ได้แต่หวังว่าจะได้รับคำแนะนำจากท่านผู้รู้ในท้องถิ่นต่างๆ ได้ช่วยชี้แนะกันมา ยินดีรับข้อมูลและภาพประกอบของศิลปินชาวอีสานทุกท่านนำมาเสนอ ณ ที่นี้ ติดต่อได้ที่ webmaster(@)isangate.com ขอบพระคุณทุกๆ ท่านครับ

ampon 00นายอัมพร ขันแก้ว

ปราชญ์พื้นบ้านผู้เป็นครูเพลงหมอลำ และยาสมุนไพร เป็นผู้ผลิต "พิณ-ซุง" ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีอีสาน ประเภทดีด ที่ชาวอีสานรู้จักกันดีมาช้านาน โดยนำมาบรรเลงควบคู่กับแคน ประสานเสียงกับบทเพลงหมอลำได้อย่างลงตัว ด้วยท่วงทำนองที่เร้าร้อน คึกคัก ตามแบบฉบับชาวอีสาน ใครได้ฟังจะต้องขยับแข้งขยับขาตามไปแบบไม่รู้ตัว เพราะมีความมันในอารมณ์

จากความเชี่ยวชาญสู่การอนุรักษ์และถ่ายทอดวิชาความรู้ ในเรื่องการผลิต และการเล่นอย่างถูกวิธี สู่รุ่นลูก รุ่นหลานให้คงอยู่สืบไป ทำให้เด็กและเยาวชนในหมู่บ้าน ได้มีงานทำ มีอาชีพติดตัว เป็นศิลปินบรรเลงกับคณะหมอลำ ที่สำคัญทำให้เยาวชนในหมู่บ้านห่างไกลจากยาเสพติดอีกด้วย

นายอัมพร ขันแก้ว อายุ 69 ปี มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 89 หมู่ที่ 13 บ้านสร้างถ่อใน ตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นครูเพลงหมอลำซึ่งคร่ำหวอดอยู่กับคณะหมอลำ ได้แต่งเพลงให้นักร้องหมอลำมานานหลายปี มีความต้องการที่จะอนุรักษ์เครื่องดนตรีพื้นเมือง ประเภทดีด คือ พิณและซุง ไม่ให้สูญหาย จึงได้เปิดสอนให้เด็กนักเรียนและเยาวชนในพื้นที่เข้ามาศึกษา ฝึกหัดการดีดพิณและซุง สามารถเล่นเป็นเพลงได้และประสบผลสำเร็จไปแล้วหลายรุ่น

นายอัมพร ขันแก้ว เล่าว่า บิดา เป็นศิลปินพื้นบ้าน(หมอลำ) สามารถเล่นได้ทั้งพิณและซุง รวมถึงทำการผลิตเครื่องดนตรีชนิดนี้ให้กับคณะหมอลำต่างๆ อยู่เป็นประจำ บางครั้งก็ถูกว่าจ้างให้ไปเล่นเดี่ยวพิณ เดี่ยวซุง ในงานพิธีมงคลต่างๆ ทั่วภาคอีสาน ซึ่งตนก็ได้ติดตามบิดาไปทุกหนทุกแห่ง ระหว่างที่ได้ติดตามบิดาไปเล่น ก็ได้มีการศึกษาเรียนรู้ควบคู่กันไปด้วย จึงมีความเชี่ยวชาญทั้งการเล่นบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดนี้ รวมทั้งการผลิตพิณและซุงได้เป็นอย่างดี

ampon 02

จนกระทั่งบิดาเสียชีวิต ตนเองก็ได้มีการสืบทอดเจตนารมณ์ของบิดาในการเล่นและผลิตเครื่องดนตรีชนิดนี้ มานานกว่า 40 ปี เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปะดนตรีแบบโบราณนี้ไว้ ที่ผ่านมาตนก็ได้เปิดสอนเด็กนักเรียน เยาวชนในหมู่บ้านให้ได้เรียนรู้ จนจบไปหลายรุ่นแล้ว โดยสอนวิธีการเล่นพิณและซุงอย่างถูกต้อง ทำให้เด็กที่จบออกไปนำเอาความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพกับคณะหมอลำ หรือไม่ก็ไปรับจ้างเล่นตามงานพิธีมงคล หรืองานวัดต่างๆ เรียกว่า มีงานเล่นตลอดเวลาเป็นอาชีพเสริมจากการทำนา

นายอัมพร ได้บอกเล่าถึงวิธีผลิตพิณและซุงให้พอเข้าใจโดยสังเขปว่า ไม้ที่ใช้ทำพิณและซุงนั้นที่นิยมมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ ไม้หมากมี้ (ขนุน) ไม้ประดู่ และไม้พยุง โดยจะใช้ไม้ที่มีความยาว 1 เมตร หน้ากว้าง 10 เซนติเมตร มาทำการตกแต่งแปรรูปเป็นตัวพิณและซุง แล้วใช้ตัวคอนแท็ค (ของกีตาร์ เป็นตัวรับเสียง) และมีตัวคีย์ (เฟรช) ขั้นระดับเสียง 11 ตัว จากนั้นใส่สาย 2 เส้น 3 เส้น หรือ 4 เส้นตามความต้องการ (ของผู้เล่น) แล้วทำการปรับเทียบเสียงให้เข้ากับเสกลโน้ตสากล เมื่อปรับเทียบเสียงได้ถูกต้องแล้ว ก็จะทำการตกแต่ง แกะสลักลวดลายต่างๆ ทั้งบนตัวลำตัวพิณ และปลายคอให้เป็นลวดลายต่างๆ อย่างสวยงาม เช่น ลายกนก ลายมังกร และลายพญานาค รวมทั้งสลักคำ ข้อความ หรือชื่อเจ้าของลงไปตามที่ลูกค้าต้องการ จากนั้นจึงลงแลคเกอร์เคลือบทับเพื่อความสวยงาม

ampon 01

สำหรับราคาจำหน่ายพิณและซุงที่ผลิตขึ้นนั้น จะเริ่มตั้งแต่ราคา 500 - 5,000 บาท ก็ขึ้นอยู่กับชนิดเนื้อไม้ที่ใช้ทำ รูปร่างและขนาดของตัวพิณ บวกกับความต้องการของลูกค้าว่าจะต้องการรูปแบบไหนอย่างไร ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังคงผลิตพิณและซุงจำหน่ายให้กับผู้สนใจทั่วไป สถานศึกษา วงดนตรีพื้นเมือง และคณะหมอลำต่างๆ บางครั้งก็แต่งบทเพลงหมอลำแถมให้ด้วย เพื่อเป็นการเผยแพร่ศิลปะพื้นเมืองของชาวอีสานให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ข้อแตกต่างระหว่างพิณและซุง

electric pin isan
พิณไฟฟ้า

พิณ ตัวพิณทำจากไม้ที่มีความบาง แบนทึบตัน (เหมือนกีตาร์ไฟฟ้า) และจะใช้สายกีตาร์เป็นตัวดีดให้เสียง ซึ่งเมื่อดีดจะมีเสียงแหลม เพราะตัวพิณไม่มีลำตัวภายในโปร่งเป็นโพรง แต่จะเจาะเป็นรูเท่านั้น การดีดพิณจะมีการดีดทีละสาย คล้ายการเล่นกีตาร์ไฟฟ้าโซโล่เป็นทำนอง ซึ่งจะดีดคู่กับเสียงร้องเพลงหมอลำผู้หญิง เล่นกับหมอลำซิ่งกันมากในปัจจุบัน

electric sung isan
ซุงไฟฟ้า

ซุง จะทำจากไม้มีลำตัวที่หนากว่า เจาะเป็นโพรงภายในเหมือนกับกีตาร์โปร่ง แต่ใช้สายลวดของเบรกรถจักรยาน ซึ่งเป็นเกลียวที่แข็งแรงกว่าสายกีตาร์ เมื่อดีดแล้วจะให้เสียงทุ้มกังวาน จากโพรงภายในตัวซุง ส่วนใหญ่จะเล่นกับคณะหมอลำยุคเก่า การบรรเลงเดี๋ยว ส่วนการดีดซุงจะดีดพร้อมทุกสายเป็นจังหวะเหมือนกับกีตาร์คอร์ด คนที่เล่นเก่งๆ จะเล่นพลิกแพลงใส่ทำนองไปพร้อมกับการดีดคุมจังหวะไปด้วย (เหมือนการเล่นกีตาร์แบบ Fingerstyle) นั่นคือข้อแตกต่างของเครื่องดนตรีทั้ง 2 ชิ้นนี้

ภูมิปัญญาพื้นบ้าน

นอกจากนี้ นายอัมพร ขันแก้ว ยังเป็นปราชญ์พื้นบ้านด้านพืชสมุนพรอีกด้วย โดยบริเวณหลังบ้านได้กั้นพื้นที่จำนวน 2 งาน สำหรับปลูกพืชสมุนไพรหลากหลายชนิด เพื่อทำเป็นยารักษาโรค ทั้งแบบต้มรับประทาน หรือแบบเคี้ยวกินสด ก็มีไว้บริการแก่ผู้สนใจแบบฟรีๆ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรหญ้ารีแพร หมามุ่ยญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อขนถูกร่างกายจะไม่คันเหมือนหมามุ่ยไทย มีสรรพคุณเพิ่มพลังทางเพศ ว่านชมจันทร์นำไปต้มกิน 1 หม้อ จะทำให้ร่างกายไม่หย่อนยาน เป็นยาระบาย ส่วนถั่วดาวอินคา มีสรรพคุณแก้เหน็บชาตามมือ ตามเท้า เป็นต้น

ampon 03

หากท่านใดมีความสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือต้องการยาสมุนไพรรักษาโรค ก็ติดต่อไปที่ นายอัมพร ขันแก้ว บ้านเลขที่ 89 หมู่ที่ 13 บ้านสร้างถ่อใน ตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ได้ทุกวัน

 

redline

backled1

 

dee load header

พระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด นนฺตโร พ.ศ. 2389 - 2485) เป็นผู้สืบทอดงานพระศาสนาต่อจาก พระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย) และเป็นเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี รูปแรก ในการปกครองแบบประชาธิปไตย

พระครูวิโรจน์รัตโนบล (ที่คนเมืองอุบลฯ หรือคนที่นับถือท่านทั่วไปมักเรียกท่านว่า พระครูดีโลด ญาคูดีโลด หลวงปู่ดีโลด หรือ หลวงปู่รอด) แห่งวัดทุ่งศรีเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี พระเถราจารย์ยุคเก่าเมืองอุบลราชธานี ผู้มีตบะบารมีแก่กล้า มากด้วยอิทธิคุณและบุญฤทธิ์ พระเถราจารย์ใหญ่ผู้เป็นตำนานแห่งศรัทธาของชาวเมืองอุบล ทั้งยังเป็นองค์สังฆเถระนำพาหมู่สงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย บูรณะปฎิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม เมื่อประมาณ พ.ศ. 2444

ประวัติพระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด นนฺตโร)

dee load 01พระครูวิโรจน์รัตโนบล มีนามเดิมว่า รอด นามสกุล สมจิตร เกิด เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2389 ตรงกับวันขึ้น 5 ค่ำเดือนยี่ ปีเถาะ จุลศักราช 1217 ที่บ้านแต้เก่า ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โยมบิดาชื่อ นายบุดดี สมจิตร โยมมารดา ชื่อ นางกา สมจิตร ตรงกับปลายรัชกาลที่ 4 โดยท่านเป็น สหธรรมมิก กับพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท พ.ศ. 2399-2475) เนื่องจากเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ครั้งเป็นฆราวาส

อุปสมบท เมื่อ พ.ศ. 2421 ที่วัดป่าน้อย (วัดมณีวนาราม) เจ้าอธิการจันลา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์คำ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ดี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “นนฺตโร” แปลว่า “ผู้มีความเมตตาแผ่กว้างออกไปไม่มีขอบเขตขีดกั้น” ภายหลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านถูกส่งให้ไปประจำอยู่ที่วัดทุ่งศรีเมือง ซึ่งเป็นแหล่งการศึกษาที่สำคัญของเมืองอุบล ในสมัยนั้น

วัดทุ่งศรีเมือง เป็นวัดที่สร้างโดย พระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมลอุบลสังฆปาโมกข์ พระเถระที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มากำกับดูแลการพระศาสนาในหัวเมืองอีสาน และท่านได้จัดการศึกษาในหัวเมืองอีสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้ตั้งสำนักสอนหนังสือไทยอย่างภาคกลางขึ้นหลายแห่ง ทั้งในตัวเมืองและนอกเมือง ขณะนั้นอยู่ช่วงปลายรัชกาลของพระองค์ เมื่อพระอริยวงศาจารย์ฯ ละสังขารในปลายสมัยรัชกาลที่ 4 จากนั้นพระครูวิโรจน์รัตโนบลจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น เจ้าอาวาสครองวัดทุ่งศรีเมือง เป็นผู้สืบทอดงานพระศาสนาและงานการศึกษาต่อมา

ขณะพำนักอยู่ที่วัดทุ่งศรีเมือง พระครูวิโรจน์รัตโนบล ได้มีโอกาสศึกษาพระปริยัติธรรม วิชาการช่าง ตลอดจนข้อวัตรปฏิบัติ และปฏิปทาอย่างพระสงฆ์ จากบูรพาจารย์ที่วัดทุ่งศรีเมือง ซึ่งสืบทอดต่อมาจากพระอริยวงศาจารย์ฯ จนท่านมีความชำนาญงานช่างต่างๆ ซึ่งปรากฎในเวลาต่อมาว่า งานศิลป์ที่เกิดจากการสร้างของท่านมีความงดงามเป็นเลิศ

พระครูวิโรจน์รัตโนบล ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจาก สำนักราชบรรเทา วิชาที่เรียนได้แก่ เล่าเรียนท่องบทสาธนายสวดมนต์น้อย สวดมนต์กลาง ได้แก่ เจ็ดตำนาน สองตำนาน สวดมนต์ปลาย ได้แก่ ปาฏิโมกข์ สัททสังคสูตร เรื่องมูลกัลป์จายน์ อักษรขอม อักษรธรรม อักษรไทยน้อย ซึ่งเป็นที่นิยมเรียนกันในสมัยนั้น และอักษรไทยในปัจจุบัน และเรียนศิลปศาสตร์ คือ วิชาช่างแต้ม ช่างเขียน ตลอดจนวิชาการช่างอื่นๆ (ช่างปั้น เขียน แกะสลัก) จากสำนักราชบรรเทา อาจารย์เดียวกันกับที่สอนหนังสือเบื้องต้น

dee load 04

ส่วนวิชาศาสตราคมของท่าน มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ ไม่แพ้ความชำนาญด้านช่างศิลป์ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ท่านเรียนมาจาก ครูบาธรรมวงศ์ (ราว พ.ศ. 2338-2469) ที่วัดผาแก้ว ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพระอาจารย์เพียงรูปเดียวที่มีชื่อเสียงปรากฎว่า เป็นอาจารย์ทางด้านคาถาอาคมของพระครูวิโรจน์รัตโนบล

พ.ศ. 2434 อันเป็นพรรษาที่ 13 ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะแขวงอุตตรูปลนิคม ปัจจุบัน ได้แก่ เจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบ และได้รับพระราชทานสมณะศักดิ์เป็น “พระครูอุดรพิทักษ์คณะเดช” เป็นเจ้าคณะอำเภออยู่ 12 ปี

พ.ศ. 2445 พรรษาที่ 25 ได้รับแต่ตั้งให้เป็นเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี รูปแรกตาม พระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ขณะนั้นเรียก “เจ้าคณะเมือง”

พ.ศ. 2446 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ในราชทินนามที่ “พระครูวิโรจน์รัตโนบล” นอกจากพระครูวิโรจน์รัตโนบล จะเป็นพระที่หนักแน่นในกรรมฐานตามแบบอย่างพระอริยวงศ์ศาจารย์ ญาณวิมลอุบลสังฆปาโมกข์ และครูบาธรรมวงศ์ผู้เป็นบูรพาจารย์แล้ว ท่านยังเป็นช่างวิจิตศิลป์ที่ชำนาญในการออกแบบอีกด้วย ท่านได้นำประชาชนบูรณะถาวรวัตถุไว้หลายแห่ง เช่น การปฏิสังขรณ์วิหารและพระเหลาเทพนิมิต พระพุทธรูปสำคัญของอำเภอพนานิคม (ปัจจุบัน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ)

amnat wat pra lao tep nimit

ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัย เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก โดยมีศิษย์ของท่าน 3 คน คือ ท้าวศรีนาม ท้าวคำอาษา และท้าวแก้ว ดวงตา ซึ่งเป็นเจ้านายในกรุงเวียงจันทน์ มีบรรดาศักดิ์ชั้นเพี้ย เป็นผู้สร้าง ตามประวัติเล่าว่า ครั้นเวียงจันทน์เกิดจลาจล ได้มีประชาชนอพยพติดตามท่านพระครูโพนสะเม็กมาจำนวนมาก เมื่อมาถึงนครจำปาศักดิ์ เพี้ยทั้ง 3 ได้ลาอาจารย์นำครอบครัว และพรรคพวกประมาณ 30 ครัวเรือน ไปตั้งบ้านพระเหลาขึ้น และได้สร้างวัดขึ้นที่นั่นเรียกว่า "วัดศรีโพธิยาราม"

แล้วไปอาราธนาพระครูทิ ซึ่งเป็นศิษย์เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กรูปหนึ่ง จากวัดบ้านหม้อมาครองวัด พระครูทิ่ได้สร้างวิหารและพระพุทธรูปใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 3 เมตร สูง 3.50 เมตรเศษ ขึ้นไว้ประจำวัด เพราะพระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะงดงามมาก ชาวบ้านจึงขนานนามว่า “พระเหลา” ภายหลัง พ.ศ. 2440 พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เจ้าคณะมณฑลอีสานขณะนั้น มาตรวจการคณะสงฆ์ ได้เห็นพระพุทธรูปองค์นี้ลักษณะงดงาม จึงได้เสริมนามว่า “พระเหลาเทพนิมิตร” (งดงามดังพระอินทร์สร้าง) สืบมา

นอกจากนี้ พระครูวิโรจน์ฯ ยังได้เป็นกรรมการสร้างอุโบสถวัดสุปัฏนาราม และนำประชาชนหล่อพระพุทธรูปสำคัญของเมืองอุบลฯ 3 องค์ คือ พระมิ่งเมือง พระศรีเมือง และ พระสัพพัญญู ซึ่งในปัจจุบันเป็นพระประธานในพระอุโบสถ วัดสุปัฏนาราม ได้นำพระประธานปูนปั้นในวัดร้างต่างๆ มาบูรณะขึ้นใหม่ให้งดงามเหมือนเดิม และยังได้นำประชาชนสร้างพระพุทธรูป โบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญทั้งในเมืองและนอกเมืองอีกหลายแห่ง

พระครูวิโรจน์รัตโนบล เป็นพระเถระที่ได้ทุ่มเทชีวิตให้กับงานพระศาสนาอย่างมุ่งมั่น สถาปัตยกรรมที่เด่นชัดและงดงามที่สุด ซึ่งเกิดจากการบูรณะด้วยจิตที่วิจิตร บ่งบอกถึงความชำนาญในวิจิตรศิลป์ของพระครูวิโรจน์รัตโนบล คือ การบูรณะพระธาตุพนม อันเป็นเจดีย์สถานที่เก่าแก่ที่สุดในลุ่มแม่น้ำโขง

dee load 03

เกียรติประวัติของท่านพอสรุปได้ดังนี้

  • งานปกครองคณะสงฆ์ พระครูวิโรจน์รัตโนบล ปกครองสงฆ์โดยใช่พระคุณเป็นหลัก มีเมตตาธรรมสูงมากองค์หนึ่ง ชอบสงเคราะห์ผู้เดือดร้อน ใครก็ตามที่เข้ามาปรึกษาปัญหาหรือขอพึ่งพระบารมี หลวงปู่จะตอบว่า “ดี” หลวงปู่ท่านจะอนุเคราะห์ ทุกอย่างที่ให้ได้ จึงเป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั่วไป และได้รับคำชมเชยว่า “หลวงปู่ดีโลด” หรือ ดีโรจน์ คือ ดีทุกอย่าง (ดีโลด หมายถึง ดีมาก)
  • สมณศักดิ์ พ.ศ. 2434 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวงอุดร หรือ อำเภออุตตรูปรนิคม (อำเภอม่วงสามสิบ) และได้รับพระราชทานเป็น พระครูอุดรพิทักษ์คณะเดช แต่ยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง พ.ศ. 2446 ได้รับแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2447 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูวิโรจน์รัตโนบล” จนถึงอายุ 75 ปี ได้ยกขึ้นเป็นกิตติมศักดิ์ เมื่อปี พ.ศ. 2470 รวมเวลาเป็นเจ้าคณะบริหารคณะสงฆ์รวม 37 ปี
  • การสาธารณูปการ เนื่องจากท่านเป็นช่างศิลป์ ท่านได้รับอาราธนาให้ดำเนินการปฏิสังขรณ์และสร้างถาวรวัตถุที่สำคัญดังนี้
  • ปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม (เมื่อ พ.ศ. 2444)
  • ปฏิสังขรณ์วิหารพระเหลาเทพนิมิต
  • เป็นกรรมการสร้างอุโบสถวัดสุปัฏนารามวรวิหาร (หลังปัจจุบัน)
  • เป็นประธานหล่อพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี (พระสัพพัญญูเจ้า พระมิ่งเมือง พระศรีเมือง พระประธานวัดสุปัฎนารามวรวิหาร พระประธานวัดท่าบ่อ พระประธานวัดบ้านหนองไหล)
  • เกียรติคุณทางวิทยาอาคม ในปี พ.ศ. 2483 เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในอินโดจีน จนเกิดเป็น “สงครามอินโดจีน” กองทหารได้บุกเข้ายึดนครจำปาศักดิ์ ประเทศลาว โดยตั้งฐานบัญชาการอยู่ที่อุบลราชธานี พ.ต.อ.พระกล้ากลางสมรภูมิ ข้าหลวงประจำจังหวัดอุบลฯ ขณะนั้น ได้นิมนต์ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล เป็นผู้ประสาทพรแก่ทหารเพื่อความปลอดภัย และ ขุนบุรัสการบดี ผู้แทนราษฎรสมัยนั้น ได้นำเอารูปถ่ายของท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล ไปทำเป็นเหรียญแจกจ่ายแก่ทหาร ปรากฏว่าทหารรุ่นนั้น ปลอดภัยเป็นส่วนใหญ่ เหรียญรุ่นนั้นได้ปรากฏความขลัง จึงเป็นที่ต้องการแพร่หลายในปัจจุบัน เกียรติคุณด้านวิทยาคมที่โด่งดังก็คือ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่กล่าวได้ว่า สามารถกำราบพวกภูมิผีต่างๆ เช่น ผีปอบ โดยมีลูกศิษย์ท่านหลายคนกล่าวว่า เพียงได้ยินชื่อท่านเท่านั้น พวกผีทั้งหลายก็เผ่นหนีแล้ว จึงไม่แปลกใจเลยว่า หลวงปู่พระครูวิโรจน์รัตโนบล จึงเป็นที่เคารพศรัทธาของสาธุชนโดยทั่วไป

การฟื้นฟูทำนุบำรุงพระธาตุพนม

พระธาตุพนม นั้นมีความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เกรงกลัว และเป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านชาวเมืองอยู่เป็นอย่างยิ่ง เพราะถือกันว่า มีเทพาอารักษ์มีมเหศักดิ์คุ้มครองพิทักษ์รักษา ผู้ใดๆ จะกล้ำกลายเข้าไปใกล้องค์พระธาตุ โดยการขาดสัมมาคารวะต่อองค์พระธาตุมิได้ จะได้รับโทษทันตาเห็น แม้แต่ต้นไม้ต้นหญ้าซึ่งขึ้นอยู่ที่องค์พระธาตุนั้น ก็จะไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องได้

dee load 06

ภาพพระธาตุพนมองค์เก่า (Vue du monument de Peunom) วาดโดย Louis Marie Joseph Delaporte
นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ประมาณปีค.ศ. 1870-1875 สมบัติของพิพิธภัณฑ์ Guimet

ครั้งต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2444 ท่านพระครูสีทา วัดบูรพา ท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และท่านอาจารย์หนู พร้อมด้วยคณะได้เดินธุดงค์มาถึงพระธาตุพนมแห่งนี้ ได้เห็นความเลื่อมโทรมขององค์พระธาตุแล้ว ก็เกิดความสังเวชสลดใจใคร่ที่จะซ่อมแซม จึงได้แนะนำให้ทายกทายิกาชาวเมืองธาตุพนม ให้ลงไปอาราธนาหลวงปู่ท่านพระครูวิโรจน์ฯ วัดทุ่งศรีเมือง ขึ้นมาเป็นหัวหน้าคณะดำเนินการบูรณะซ่อมแซมองค์พระธาตุพนม หลวงปู่ท่านพระครูวิโรจน์ฯ ก็ยินดีรับอาราธนาขึ้นมายังพระธาตุพนม ตามประสงค์

พอท่านขึ้นไปถึง แล้วท่านก็ได้ให้มีการประชุมหัวหน้าของชาวบ้าน ชาวเมือง ในการที่จะดำเนินการบูรณะซ่อมแซม ชาวบ้านบอกว่า "ให้ท่านพาปูลานพระธาตุเพียงอย่างเดียว พอได้เป็นที่กราบไหว้บูชาก็พอแล้ว ไม่ยอมให้แตะต้ององค์พระธาตุโดยเด็ดขาด" ท่านก็บอกชาวบ้านไปว่า "ถ้าท่านไม่ได้ไปบูรณะซ่อมแซมตั้งแต่พื้นดินถึงยอดองค์พระธาตุแล้ว ท่านจะไม่ทำ" ชาวบ้านคัดค้านโดยประการต่างๆ นานา หาว่าท่านไม่ได้ตั้งอยู่ในศีลธรรม เพราะจะไปรื้อเจดีย์ ตัดโพธิ์ศรี ลอกหนังพระเจ้าเป็นบาปหนัก และกล่าวว่าถ้าปล่อยให้ท่านทำตามที่ท่านต้องการแล้ว เทพาอารักษ์ที่พิทักษ์รักษาองค์พระธาตุ ก็จะโกรธแค้นทำให้ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนต่างๆ นานา ท่านก็ได้ให้เหตุผลโดยประการต่างๆ ชาวบ้านชาวเมืองก็ไม่ยอม ท่านจึงแจ้งให้ทราบว่า "ถ้าไม่ยอมให้ท่านทำ ท่านก็จะกลับจังหวัดอุบลฯ"

ชาวบ้านก็เรียนท่านว่า "จะกลับก็ตามใจ" แล้วก็พากันเลิกประชุมกลับบ้านไป ในขณะที่ชาวบ้านกำลังกลับจากประชุมที่วัดนั้น บางคนก็ยังกลับไม่ถึงบ้านของตนด้วยซ้ำไป ปรากฏว่ามีหญิงคนหนึ่งชื่อ นางเทียม ได้ถูกเจ้าเข้าสิงตัว ได้บ่นว่าดุด่าอาฆาตมาดโทษหัวหน้าชาวบ้าน ผู้ขัดขวางคัดค้านไม่ให้หลวงปู่ท่านพระครูวิโรจน์ฯ ซ่อมแซมพระธาตุ เช่นว่า “อ้ายคนใดบังอาจขัดขวางเจ้ากู มิให้ท่านซ่อมแซมพระธาตุ กูจะหักคอมัน ท่านจะทำก็ปล่อยให้ท่านทำเป็นไร สูจะไปขัดขืนท่านทำไม แม้กูเองก็ยังเกรงกลัวพระบารมีของท่าน” ดังนี้เป็นต้น

ฝ่ายชาวบ้านมี เฒ่ามหาเสนี เป็นอาทิ เมื่อเห็นเป็นเหตุการณ์วิปริตไปเช่นนั้นก็พากันเกิดความสะดุ้งตกใจกลัวว่า จะมีภัยอันตรายมาถึง จึงได้พากันรีบกลับวัด ไปกราบไหว้วิงวอน ขอขมาลาโทษท่านหลวงปู่ และกราบนิมนต์ท่านไว้มิให้กลับไปเมืองอุบลฯ พร้อมทั้งอาราธนาให้ท่านเป็นผู้นำกระทำการทุกอย่าง สุดแต่ท่านจะประสงค์ พวกตนก็จะปฏิบัติตามทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านก็รับนิมนต์อยู่ปฏิบัติงานต่อไป

dee load 05

ภาพพระธาตุพนม จากบันทึกในช่วง พ.ศ. 2409-11 โดย Louis Delaporte

ในสมัยนั้นบ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะสงคราม มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลายด้าน ฝรั่งเศสได้เข้ามายึดแผ่นดินทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง การเงินชาวบ้านไม่ดี เกิดปัญหาที่จะระดมทุนมาบูรณะพระธาตุพนม แต่ท่านก็กล้าเสี่ยงทำงานใหญ่ด้วยหวังต่อคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ในวันแรก พระครูวิโรจน์ฯ นำพระเณรที่มาจากอุบลฯ 40 รูป ตั้งเครื่องสักการะ ทำการสัมมาคารวะพระรัตนตรัย แล้วให้พระเณรที่ติดตามทั้ง 40 รูปนั้น เอาไม้พาดเจดีย์ทำความสะอาด ชาวบ้านและพระเณรในวัดไม่มีใครกล้าช่วย แต่พระครูวิโรจน์ก็ทำงานต่อไปทุกวัน ในช่วงแรกมีเพียงเฒ่าชัยวงศา ผู้ใหญ่บ้านดอนกลาง ที่มารับใช้ให้ความช่วยเหลือ

ครั้นผ่านไป 7 วัน ก็เริ่มมีชาวบ้านละแวกพระธาตุพนม มายืนสังเกตการณ์ดูอยู่ห่างๆ ต่อมาได้ 15 วัน ผู้คนก็หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาแม่น้ำโขง เจ้าเมืองท่าแขก ได้ยกหินปูนที่ภูเขาเหล็กไฟให้ทั้งลูก พร้อมเกณฑ์คนเป็นพันคนช่วยขนหินปูนจากเชิงเขาถึงฝั่งแม่น้ำโขง เป็นทางยาว 4 กิโลเมตร โดยยืนเรียงแถวรับส่งหินต่อกันมา เจ้าเมืองสกลนครและหนองคายปวารณาให้ช้างมาใช้ลากเข็นจากริมโขงมายังองค์พระธาตุพนม ประชาชนทั้งหลาย รวมทั้งพระภิกษุสามเณร ผู้เฒ่าแก่ หนุ่มสาวหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมด้วยช่วยกัน

พระครูวิโรจน์รัตโนบลได้บูรณะองค์พระธาตุพนม โดยการขูดกะเทาะปูนเก่าออก แล้วโบกเข้าไปใหม่ ทาน้ำปูนพระธาตุ ประดับแก้วปิดทองส่วนบน ติดดาวที่ระฆัง แผ่แผ่นทองคำหุ้มยอด ปูลานพระธาตุ ซ่อมแซมกำแพงชั้นใน ชั้นกลาง จนแล้วเสร็จ ได้ฉลององค์พระธาตุ โดยพระครูวิโรจน์รัตโนบลได้กำหนดให้มีงานชุมนุมไหว้พระธาตุเป็นประจำทุกปี ในช่วงวันมาฆะบูชาเป็นประเพณีสืบต่อมาถึงปัจจุบัน

nakon panom 1

พระครูวิโรจน์รัตโนบลใช้เวลาซ่อมพระธาตุพนมอยู่นานราว 3 ปี จากนั้นก็ใช้เวลาบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ เพิ่มเติม ท่านต้องเทียวขึ้นลงระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับนครพนมหลายเที่ยว ตลอดระยะเวลา 38 ปี ช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของพระครูวิโรจน์ฯ ท่านอุทิศให้กับการบูรณะพระธาตุพนม และในปี พ.ศ. 2482 เป็นการเดินทางสู่พระธาตุพนม ครั้งสุดท้ายของท่าน

พระครูวิโรจน์รัตโนบล เป็นเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีมาจนชราภาพ ครั้นอายุ 75 ปี เกิดความขัดแย้งขึ้นในคณะสงฆ์ มีคำสั่งให้เผาทำลายคัมภีร์ใบลานตามวัดต่างๆ ของอีสาน แต่ท่านไม่ยอมปฏิบัติตาม ยังคงรักษาใบลานในหอไตรวัดทุ่งศรีเมืองไว้ตามเดิม ต่อมาท่านก็ถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี โดยยกขึ้นเป็นกิตติมศักดิ์ ในปี พ.ศ. 2470 แม้เป็นกิตติมศักดิ์ ท่านก็ยังอุตส่าห์เป็นพระอุปัชฌาย์ให้การบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา เอาธุระสั่งสอนพระภิกษุสามเณรและชาวบ้านให้อยู่ในศีลธรรม และเป็นภาระในการปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมถาวรวัตถุอยู่เช่นเดิม ตลอดจนอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นช่างปั้น ช่างแกะลวดลาย ช่างเขียน ตลอดจนช่างเงินทองต่างๆ จนเกิดตระกูลช่างศิลป์ ที่มีความวิจิตรงดงามเฉพาะอุบลสืบต่อมา

แม้ท่านจะชราภาพมากแล้ว หากหมู่บ้านใดเกิดเดือดร้อนไม่ค่อยอยู่ดี ชาวบ้านมานิมนต์ ท่านก็ยังไปรดน้ำมนต์ทำมงคลให้บ้านเมืองเกิดความสงบร่มเย็น ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึง บุญญาภินิหารอันสูงส่งของท่านหลวงปู่ได้เป็นอย่างดียิ่ง ความเป็นผู้ทรงคุณธรรมทางด้านความศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับเวทมนต์ และคาถาอาคมต่างๆ ย่อมเป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีและกว้างขวางในสมัยนั้นว่า หลวงปู่ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล เป็นอาจารย์ผู้มีเวทมนต์และ คาถาอันศักดิ์สิทธิ์และแก่กล้า สามารถที่จะกำจัดปัดเป่าความทุกข์ร้อนของประชาชน ผู้ที่ถูกคุณไสยถูกใส่ ถูกทำ ถูกผีเข้าเจ้าสิงต่างๆ ได้อย่างดียิ่ง ท่านสามารถใล่ปัดรังควานและเสนียดบ้านเสนียดเมืองให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข บ้านใดเมืองใดเกิดเดือดร้อนมีเหตุภัยต่างๆ บ้านเมืองนั้นจะนิมนต์ท่านไปทำพิธีปัดเสนียดจัญไรระงับความเดือดร้อนและเหตุเภทภัยต่างๆ เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขสืบไปอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ท่านยังสามารถรักษาผู้เจ็บไข้ได้ทุกข์ต่างๆ ให้หายได้เป็นอย่างดี เช่น คนที่แขนหักขาหักกระดูกแตกเหล่านี้ ท่านก็สามารถทำน้ำมนต์ให้ทาที่เจ็บที่หักให้ติดต่อกันหายสนิทดีได้ด้วยอำนาจบุญญาภินิหาร และด้วยเวทมนต์คาถาอาคมอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านเอง

dee load 07

สำหรับงานที่สำคัญอีกอย่างของ พระครูวิโรจน์รัตโนบล คือ การบูรณะหอไตร วัดทุ่งศรีเมือง สร้างมาตั้งแต่ครั้ง พระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ สมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งทรุดโทรมไปมากตามกาลเวลา เนื่องจากไม่มีใครเป็นช่างที่มีความชำนาญพอที่จะบูรณะได้ ท่านจึงได้นำพาญาติโยมบูรณปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมให้มีสภาพเช่นเดิม เพื่อเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนิกชนและของชาติบ้านเมืองสืบไป

ชาวเมืองอุบลราชธานีรวมทั้งคนทั่วๆ ไปเรียกท่านอีกชื่อหนึ่งว่า "ท่านพระครูดีโลด ญาคูดีโลด ญาท่านดีโลด หรือหลวงปู่ดีโลด" เพราะท่านจะพูดอะไรกับใครๆ หรือฟังใครพูด เวลาเขาเหล่านั้นพูดจบหรือเล่าจบ ท่านมักรับคำของเขาว่า "ดีๆ" ใครจะพูดร้ายหรือพูดดีกับท่าน ท่านก็จะพูดว่า "ดีๆ" เวลามีอารมณ์ชนิดไหนก็ตาม ท่านก่อนจะพูดอะไรก็ชอบเปล่งอุทานว่า "ดีๆ" เขาจึงถวายนามพิเศษว่า "หลวงปู่ดีโลด ญาคูดีโลด ญาท่านดีโลด หรือ ท่านดีโลด" คำว่า "โลด" เป็นคำพื้นเมือง แปลว่า "เลย" คำว่า "ดีโลด" ก็หมายความว่า "ดีเลย" นั่นเอง

nok hasadee link 12

พระครูวิโรจน์รัตโนบล หรือ หลวงปู่รอด นันตโร มรณภาพเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2485 รวมอายุได้ 88 ปี 64 พรรษา โดยเป็นเจ้าคณะปกครองพระสงฆ์อยู่ 37 พรรษา คือ เป็นเจ้าคณะอำเภออยู่ 13 พรรษา เป็นเจ้าคณะจังหวัด 24 พรรษา ศิษยานุศิษย์และญาตโยมทั้งหลายได้จัดพิธีฌาปนกิจถวายหลวงปู่รอดเป็นการมโหฬารยิ่ง เมื่อเดือนเมษายน 2485 สมเด็จมหาวีรวงศ์ ได้เป็นผู้อุปถัมภ์นำศพท่านบรรจุไว้ใน หีบไม้ลงรักปิดทองแบบโบราณ ตั้งบนหลังนกหัสดีลิงค์ภายใต้เมรุอันวิจิตรตระการตา สมเกียรติคุณงามความดีของท่านพระครูดีโลดทุกประการ

 

redline

backled1

 

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1