foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกในช่วง 5-10 กรกฎาคม นี้ เกษตรกรที่เฝ้ารอฟ้าฝนก็คงจะใจขึ้นมาบ้าง ใครที่มีความคิดไม่เชื่อว่า อีสานมันจะแล้ง ก็คงได้คิดแล้วมั๊งว่า เชื่อเทวดาไม่ได้ การขุดบ่อน้ำ การเก็บกักน้ำ การปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาในไร่นามีความจำเป็นจริงๆ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หรือการทำเอาหน้า แต่เกษตรทฤษฎีใหม่คือความจริงที่พิสูจน์ได้ ให้ประโยชน์และเป็นการสร้างสุขระยะยาวของเกษตรกรไทยได้จริงๆ จงลงมือทำตั้งแต่วันนี้เสียเถิด 🙏🙏🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

: Number of Page View ::

11885799
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
293
10580
59735
10698802
229492
252312
11885799

Your IP: 35.172.136.29
2021-07-25 00:34
paya supasit

ju juใจบ่โสดาด้วยเว้าแม่นกะเป็นผิด ใจบ่โสดาดอมเว้าดีกะเป็นฮ้าย

        ## แม้นเขาไม่สบอารมณแล้ว เราจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางถูกใจเขาได้ @อย่าโกรธ-เกลียดกันเลย ##

kong kao noi header

นิทานพื้นบ้านอีสาน เรื่อง “ก่องข้าวน้อย” หรือบางทีเรียกว่า “ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” เป็นนิทานเล่าถึงตำนานของการสร้างศาสนสถาน คือ "พระธาตุก่องข้าวน้อย" ซึ่งเป็นศิลปะแบบขอม ตั้งอยู่กลางทุ่งนาบ้านตาดทอง ตำบลตาดทอง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร นิทานเรื่องนี้มีทั้งประเภทมุขปาฐะ (เล่าต่อๆ กันมา) และลายลักษณ์ (จารในใบลานและพิมพ์ในหนังสือ) เชื่อว่า มาจากเรื่องที่เกิดจากเหตุการณ์จริง ทั้งนี้คำว่า “ก่องข้าว” หรือ กล่องข้าว เป็นเครื่องจักสานที่ใช้เป็นภาชนะบรรจุข้าวเหนียวนึ่งของชาวอีสาน ซึ่งสานด้วยไม้ไผ่สองชั้นแข็งแรง รูปทรงคล้ายกระบุงหรือตะกร้ามีฝาปิด ส่วนฐานทำด้วยไม้ลักษณะปีกกา มีความทนทานกว่ากระติบข้าว [ อ่านเพิ่มเติม : กระติบข้าวและก่องข้าว ภูมิปัญญาชาวอีสาน ]

นิทาน 'ก่องข้าวน้อย'

กาลครั้งหนึ่ง เมื่อหลายร้อยปีผ่านมาแล้ว ที่บ้านตาดทอง มีแม่ลูกยากจนคู่หนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ชายทุ่ง มีอาชีพทำนา ลูกชายเจริญวัยแล้วได้ช่วยแม่ทำนาและประกอบสัมมาชีพต่างๆ เลี้ยงดูมารดาซึ่งชราภาพมากแล้ว ลูกชายเป็นคนขยันขันแข็งในการงาน พยายามที่จะกอบกู้ฐานะของครอบครัว ในฤดูฝนก็มีการเตรียมปักดำกล้าข้าว ทุกครอบครัวจะออกไปไถนาเตรียมการเพราะปลูก ชายหนุ่มชื่อ "ทอง" คนนี้ กำพร้าพ่อ ก็ออกไปปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกันกับทุกวัน

วันนี้เขาออกไถนาแต่เช้าตรู่อยู่นานจนสาย ตะวันขึ้นสูงแล้วรู้สึกเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลียมากกว่าปกติ และหิวข้าวมากกว่าทุกวัน ปกติแล้วแม่ผู้ชราจะมาส่งก่องข้าวให้ทุกวัน แต่วันนี้กลับมาช้าผิดปกติ

kong kao noi 01

ใบปิดภาพยนตร์ ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ : Cr. Thai Movie Poster

เขาจึงหยุดไถนาเข้าไปนั่งพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ ปล่อยเจ้าทุยไปกินหญ้า สายตาเหม่อมองไปทางบ้าน รอคอยแม่ที่จะมาส่งข้าวตามเวลาที่ควรจะมา ด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ ยิ่งสายตะวันขึ้นสูง แดดก็ยิ่งร้อน ความหิวกระหายยิ่งทวีคูณขึ้นมาก

ทันใดนั้น เขามองเห็นแม่เดินเลียบมาตามคันนาพร้อมก่องข้าวน้อยๆ ห้อยต่องแต่งอยู่บนสาแหรกคาน เขาเริ่มมึความรู้สึกไม่พอใจ ที่แม่เอาก่องข้าวน้อยนั้นมาช้ามาก ด้วยความหิวกระหายจนตาลาย อารมณ์พลุ่งพล่าน เขาคิดว่าข้าวในก่องข้าวน้อยนั้นคงกินไม่อิ่มเป็นแน่

จึงเอ่ยต่อว่าแม่ของตนว่า "อีแก่ มึงไปทำอะไรอยู่จึงมาส่งข้าวให้กูกินช้านัก ก่องข้าวก็เอามาแต่ก่องน้อยๆ กูจะกินอิ่มหรือ?"

ผู้เป็นแม่เอ่ยปากตอบลูกว่า "ถึงก่องข้าวจะน้อย ก็น้อยแต่ก่อง ส่วนเข้าแน่นในดอกลูกเอ๋ย ลองกินเบิ่งก่อน"

ความหิว ความเหน็ดเหนื่อย ความโมโห หูอื้อตาลาย ไม่ยอมฟังเสียงใดๆ เกิดบันดาลโทสะอย่างแรงกล้า คว้าได้ไม้แอกน้อยเข้าตีแม่ที่แก่ชราจนล้มลง แล้วก็เดินไปกินข้าว เมื่อกินข้าวจนอิ่มแล้วแต่ข้าวยังไม่หมดกล่อง จึงรู้สึกผิดชอบชั่วดี รีบวิ่งไปดูอาการของแม่และเข้าสวมกอดแม่ อนิจจา... แม่สิ้นใจตายจากไปเสียแล้ว..

kong kao noi 02

ชายหนุ่มร้องไห้โฮ สำนึกผิดที่ฆ่าแม่ของตนเองด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ ไม่รู้จะทำประการใดดี จึงเข้ากราบนมัสการสมภารวัดในหมู่บ้าน เล่าเรื่องให้ท่านฟังโดยละเอียด ปรึกษาท่านว่าจะทำอย่างไรดี

สมภารสอนว่า "การฆ่าบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าของตนเองนั้นเป็นบาปหนัก เป็น "มาตุฆาต" ต้องตกนรกอเวจี ตายแล้วไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเป็นคนอีก มีทางเดียวจะให้บาปเบาลงได้ ก็ด้วยการสร้างธาตุก่อกวมกระดูกแม่ไว้ ให้สูงเท่า "นกเขาเหิน" จะได้เป็นการไถ่บาปหนักให้เป็นเบาลงได้บ้าง"

ไอ้ทองเกิดความรู้สึกเสียใจที่ตนได้ทำร้ายแม่จนถึงขั้นมาตุฆาต จึงได้ทำการปลงศพแม่ของตน แล้วได้ปั้นอิฐก่อเป็นธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ไว้ ในภายหลังผู้คนจึงเรียกเจดีย์นี้ว่า "พระธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่" มาจนถึงบัดนี้

ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ - เทพพร เพชรอุบล

จากนิทานสู่... การค้นหาความจริง

ปัจจุบันได้มีการค้นพบ "ธาตุเก่าแก่" ที่ วัดทุ่งสะเดา บ้านสะเดา ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร ซึ่งกรมศิลปากรได้สันนิษฐานว่า ธาตุดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับนิทานพื้นบ้านเรื่อง "ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่" ที่เล่ากันในพื้นถิ่นอีสานว่า ลูกชายคนหนึ่งได้ฆ่าแม่ของตน เพราะความหิวและความโกรธที่แม่นำข้าวมาส่งช้าและน้อยเกินไป แต่เมื่อความหิวและความโกรธคลายลง ประกอบกับข้าวที่แม่นำมาส่งที่ตนคิดว่ามีปริมาณน้อยนั้น ยังเหลืออยู่ จึงเกิดความรู้สึกผิดที่ได้กระทำบาปกับแม่ จึงได้สร้างเจดีย์ขึ้นในบริเวณที่แม่เสียชีวิตเพื่อเป็นการไถ่โทษ ปัจจุบันชาวบ้านเรียกเจดีย์องค์นี้ว่า "ธาตุลูกฆ่าแม่" ตั้งอยู่ภายในวัดทุ่งสะเดา นิทานพื้นบ้านที่มีเนื้อหาในลักษณะเช่นนี้ ยังถูกใช้เล่าประกอบประวัติ "พระธาตุตาดทอง" ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ธาตุก่องข้าวน้อย

kong kao noi 03

โบราณสถานสำคัญภายในวัดทุ่งสะเดา ประกอบด้วยเจดีย์ก่ออิฐถือปูน จำนวน 2 องค์ ตั้งอยู่ใกล้กัน องค์แรกมีสภาพสมบูรณ์ องค์ที่สองเหลือเพียงส่วนฐาน จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบฐานแท่นบูชาของเจดีย์องค์ที่สองยื่นเข้าไปใต้ฐานเจดีย์องค์แรก อันเป็นหลักฐานว่า เจดีย์องค์ที่เหลือเพียงฐานนั้น ได้สร้างขึ้นมาก่อน ภายหลังพังทลายไปจึงมีการสร้างเจดีย์องค์ที่สองทับลงไปบนส่วนฐานของเจดีย์ นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2525 ชาวบ้านยังได้ขุดพบโบราณวัตถุในไห จำนวน 4 ไห ใต้ฐานเจดีย์องค์แรก เป็นพระพุทธรูปไม้แกะสลัก พระพุทธรูปบุเงิน พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระพุทธรูปสำริด พระพุทธรูปตะกั่ว พระพุทธรูปดินเผาสีแดงชาดปิดทอง พระพุทธรูปปางสมาธิ พระพิมพ์ เศษกระดูก กล้องยาสูบ และเครื่องถ้วยจีน ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่ วัดทุ่งสะเดา

ลักษณะสถาปัตยกรรมของเจดีย์ที่มีสภาพสมบูรณ์นั้น เป็นทรงบัวเหลี่ยมในผังแปดเหลี่ยม ตามแบบศิลปะพื้นถิ่นอีสาน กำหนดอายุในพุทธศตวรรษที่ 23 มีส่วนฐานเป็นชั้นหน้ากระดานขนาดเล็กเรียงลดหลั่นกัน รับฐานบัว และมีชั้นคล้ายบัวหงายขนาดใหญ่ ถัดขึ้นมาเป็นบัวแปดเหลี่ยมรับปลียอดและฉัตร อันเป็นลักษณะเจดีย์ที่นิยมสร้างในเมืองหลวงพระบางและเวียงจันทน์ด้วยเช่นเดียวกัน

เอกลักษณ์ของเจดีย์วัดทุ่งสะเดา หรือ ธาตุลูกฆ่าแม่ คือ การผูกนิทานพื้นบ้านให้เข้ากับประวัติความเป็นมาของเจดีย์ กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานธาตุก่องข้าวน้อย วัดทุ่งสะเดา ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 27 กันยายน 2479 โดยเจดีย์องค์ที่มีสภาพสมบูรณ์(องค์ลูก)ได้รับการบูรณะครั้งหลังสุดในปี พ.ศ. 2555 ส่วนเจดีย์องค์ที่เหลือเพียงส่วนฐาน(องค์แม่)ได้รับการบูรณะครั้งหลังสุดในปี พ.ศ. 2537

ดังนั้นจึงสันนิษฐานใหม่ว่า ธาตุวัดทุ่งสะเดา น่าจะเป็น "ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่" ตามตำนานเล่าขาน เพราะมีขนาดเล็ก คนๆ เดียวสามารถสร้างได้ ส่วน "ธาตุก่องข้าวน้อย" หรือ "พระธาตุตาดทอง" ที่บ้านตาดทองนั้น มีขนาดใหญ่พอๆ กับพระธาตุอานนท์ วัดมหาธาตุ ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะตัว บุคคลคนเดียวไม่มีความรู้เรื่องช่างไม่สามารถทำได้ จึงสมควรเรียกขาน "ธาตุก่องข้าวน้อย" ที่บ้านตาดทองเสียใหม่ว่า พระธาตุตาดทอง หรือ พระธาตุถาดทอง

ธาตุก่องข้าวน้อย หรือที่นิยมเรียกกันว่า พระธาตุถาดทอง หรือ พระธาตุตาดทอง ตั้งอยู่ในกลางทุ่งนาของบ้านตาดทอง ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 9 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 23 (สายยโสธร-อุบลราชธานี) กิโลเมตรที่ 194 เลี้ยวซ้ายไปอีก 1 กิโลเมตร

'พระธาตุถาดทอง' มีที่มาอย่างไร

บ้านตาดทอง เป็นชุมชนโบราณตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มาจนถึงสมัยทวาราวดี ตามตำนานอุรังคนิทาน (พระธาตุพนม) มีข้อความว่า ชาวสะเดาตาดทอง (ภาษาพื้นถิ่น เรียก บ้านกะเดาตาดทอง) ได้นำสิ่งมีค่าของมาช่วยในการบูรณะพระธาตุพนม พบหลักฐานการอยู่อาศัยเป็นแหล่งฝังศพ และมีเศษภาชนะแบบที่พบในทุ่งกุลาร้องไห้ คือมีเนินดินขนาดราว 500 X 650 เมตร รูปวงรี มีคูน้ำล้อมรอบ แต่ปัจจุบันทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 23 ตัดผ่านกลางเนินจนแบ่งออกเป็นสองฟาก และมีบ้านเรือนตั้งอยู่อย่างหนาแน่น

kong kao noi 04

พระธาตุตาดทอง เมื่อดูจากรูปแบบสถาปัตยกรรมแล้ว น่าจะสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 24 และอาจจะมีความเกี่ยวเนื่องกับนิทานพื้นบ้าน ที่เล่าสืบกันมาว่า

เมื่อผู้คนชาวบ้านในแถบอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ได้ทราบข่าว "องค์พระธาตุพนมล้ม" และมีการบูรณะพระธาตุพนมขึ้นใหม่ จึงพร้อมใจกันรวบรวมวัตถุมงคล สิ่งของมีค่า (เงิน ทองคำ) เพื่อนำไปบรรจุไว้ในพระธาตุพนม แต่เมื่อเดินทางถึงบ้านสะเดาตาดทองก็ได้พบกับชาวบ้านสะเดาตาดทอง ที่เดินทางกลับมาจากการไปช่วยบูรณะพระธาตุพนมเดินทางกลับมาบ้าน เพราะการบูรณะพระธาตุพนมได้เสร็จสิ้นแล้ว ผู้คนจากรัตนบุรีเหล่านั้นจึงพร้อมใจกันสร้างเจดีย์บรรจุของมีค่าที่ตนนำมา และชาวบ้านสะเดาก็นำเอา "ถาดทอง" ที่ใช้อัญเชิญของมีค่านำไปบรรจุในพระธาตุพนมมารองรับของมีค่าที่ชาวอำเภอรัตนบุรี ตั้งใจนำมาเพื่อจะไปบรรจุไว้ในพระธาตุพนม มาบรรจุในเจดีย์ที่กำลังสร้างขึ้น จึงเรียกเจดีย์พระธาตุนี้ว่า "พระธาตุถาดทอง" หรือ "พระธาตุตาดทอง"

เอกลักษณ์ของ "พระธาตุตาดทอง" คือ การออกแบบรูปทรงเจดีย์ที่สวยงาม และเป็นพระธาตุแห่งหนึ่งที่อาจจะเกี่ยวข้องนิทานเรื่อง "ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่" อีกทั้งมีประวัติอ้างอิงเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การสร้าง "พระธาตุพนม" กรมศิลปากร จึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน พระธาตุตาดทอง ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 27 กันยายน 2479 และประกาศกำหนดเขตที่ดิน ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 15 มกราคม 2552 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 59 ตารางวา โบราณสถานแห่งนี้ได้รับการบูรณะครั้งหลังสุดในปี พ.ศ. 2545

นอกจากนี้แล้ว บริเวณโดยรอบองค์พระธาตุตาดทอง กรมศิลปากรได้ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ บริเวณแห่งนี้คาดว่า "เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของไทย และภาพเขียนสียุคเดียวกับโบราณสถานบ้านเชียงด้วย" อนึ่งชื่อที่ถูกต้องของธาตุองค์นี้ ควรจะเรียกว่า "ธาตุก่องข้าวน้อย" มากกว่า "พระธาตุก่องข้าวน้อย" เพราะภายในบรรจุอัฐิบุคคลธรรมดา มิใช่เป็นอัฐิพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนเช่นพระธาตุ หรือพระบรมธาตุทั่วไป

นิทาน 'ก่องข้าวน้อย' ฉบับผูกเรื่องใหม่

มีผู้ที่พยายามผูกเรื่องราวของ "พระธาตุถาดทอง" มาให้เป็น "ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่" ให้ได้ ด้วยการผูกเรื่องราวเพิ่มเติมต่อจากนิทานฉบับเดิม มาเพิ่มเนื้อหาใหม่ในตอนท้ายว่า

"หลังจากสำนึกบาปในการทำมาตุฆาต ก็ได้มอบตัวต่อเจ้าเมืองเพราะกระทำความผิด แต่ก็ได้ขอต่อเจ้าเมืองว่า ขอทำเจดีย์ครอบกระดูกของแม่ก่อน และขอบวชจนตลอดชีวิตเพื่อไถ่โทษ เจ้าเมืองก็อนุญาต ไอ้ทองก็จัดการปลงศพแม่พร้อมทำเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ จากนั้นจึงบวชอุทิศส่วนกุศลให้แม่ตามสัญญา เมื่อบวชก็ได้ปฏิบัติเคร่งครัดในวินัย จนชาวบ้านตลอดจนเจ้าเมืองเลื่อมใสมาก จึงถวายไม้กวาดลานวัดทำด้วยด้ามทองคำ ภายหลังจึงเรียกชื่อหมู่บ้านนั้นว่า “บ้านตาดทอง” พระภิกษุรูปนี้ได้เจริญภาวนาเป็นที่เลื่อมใสของคนทั่วไป ทั้งประชาชนที่อยู่หมู่บ้านอื่นๆ ต่อมาท่านได้ตั้งจิตที่จะสร้างพระธาตุเจดีย์ให้มีความสูงเท่านกเขาเหิน เพื่อไถ่บาปแก่แม่ของตน ประชาชนทราบข่าวเรื่องนี้ ต่างก็มาช่วยกันสร้างพระธาตุเจดีย์สูงชั่วลำตาลจนสำเร็จ แล้วเรียกว่า “พระธาตุก่องข้าวน้อย” สืบมาจนทุกวันนี้"

ลำล่อง "ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่" โดย ป. ฉลาดน้อย ส่งเสริม - อังคนางค์ คุณไชย

จะเป็นสำนวนใดจริงแท้ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจนัก แต่ "ธาตุก่องข้าวน้อย" เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ดังปรากฏในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น หมอลำเรื่องต่อกลอน ลิเกของภาคกลาง ละครซอทางภาคเหนือ หนังตะลุง เพลงลูกทุ่ง เพลงแหล่ เทศน์แหล่แบบอีสาน บทสวดสรภัญญะ ลำซิ่ง ภาพยนตร์ ภาพจิตรกรรม และการ์ตูนแอนนิเมชั่น ซึ่งล้วนมีการนำเอาโครงเรื่องนิทาน "ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่" มาสร้างสรรค์ดัดแปลงเป็นข้อมูลทั้งสิ้น เรื่องเล่าเหล่านี้คือ นิทานพื้นบ้าน ความจริงจะเป็นอย่างไรก็ไมทราบได้ แต่ก็ให้ข้อคิดในเรื่องของ "สติ" "การมีคุณธรรม" และ "ความกตัญญูรู้คุณต่อบุพการี" ที่เราควรใส่ใจเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่

 

redline

backled1

 

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)