foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
บ่ทันพอได๋หันใจถิ่มกะฮอดปลายปีแล้วเด้อพี่น้อง ทั้งบักพยาธิโควิด-19 ที่บ่ทันจางไป แถวบ้านอาวทิดหมูยังติดอันดับ 10 ของประเทศอยู่เลย หลังจากหมดพายุฟ้าฝนผ่านไปแล้ว ตอนนี้กะฮอดยามหนาววอยๆ มาอีกปี นอนผู้เดียวเปลี่ยวอุราคือเก่า สาวๆ สำใหญ่ส่ำน้อยเพิ่นกะแนมกายอาวทิดหมูคนผู้ฮ้ายไปเบิด แม่ฮ้างแม่หม้ายเพิ่นกะว่าแต่ผู้ข้าสิตั๋วสิต้ม กะเลยบ่ชายตามาหา กะคือสิได้นอนหนาวกอดผ้าห่มอยู่กระท่อมน้อยฮิมมูล หาปูปลาเลี้ยงปากเจ้าของผู้เดียวนี่หล่ะ สู้ๆๆ ต่อไปเด้ออาว!

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

No. of Page View

paya supasit

ju juทุกข์บ่มีเสื้อผ้า ฝาเฮือนเพกะพออยู่ ทุกข์บ่มีข้าวอยู่ท้อง นอนลี้อยู่บ่เป็น

        ## ความทุกข์เพราะขาดแคลนเสื้อผ้าที่อาศัยพอทนได้ แต่ท้องกิ่วนี่นอนหลับไม่ได้จริงๆ @ความจนทนไม่ไหว ##

philosopher header

chalee 01นายชาลี มาระแสง

ปราชญ์พื้นบ้านผู้พลิกแผ่นดินนาแล้งสู่ความอุดมสมบูรณ์

นายชาลี มาระแสง ปราชญ์ชาวบ้านผู้ปลูกป่า และทำการการเกษตรแบบผสมผสาน เป็นเกษตรกรผู้กว้างขวาง มีจิตสาธารณะ ชอบบำเพ็ญประโยชน์ และสร้างกิจกรรมต่างๆ มากมาย จากการที่ในวัยเด็กเคยอยู่กับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อยู่ร่วมกับสัตว์ป่าน้อยใหญ่อย่างสมดุล ธรรมชาติได้สอนให้นายชาลีมีความฉลาดในเรื่องการทำมาหากิน ทำให้เป็นคนที่มีความอดทนสู้งานหนัก จนกระทั่งบวชเรียนจบนักเรียนธรรมชั้นตรี ในปี 2491 หลังจากสึกออกมา นายชาลีมีแนวคิดที่จะทำงานหาเงิน

จึงตัดสินใจเดินทางไปขายแรงงานในภาคกลาง โชคดีที่มีมีคนรับไปทำงานในสวนส้ม สวนละมุด ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ทำงานหนักเท่าไหร่ก็สู้ แต่ถูกดูหมิ่นถากถางอาชีพลูกจ้างจากบรรดาลูกเจ้าของนายจ้างอยู่บ่อยครั้ง ก็เลยหนีไปทำงานขุดร่องวางสายโทรศัพท์ในกรุงเทพฯ จากนั้นไปเป็นลูกจ้างขุดบ่อเลี้ยงปลาที่บางนา ต่อมาไปเป็นลูกจ้างทำนาที่นครนายก เป็นลูกจ้างในสวนมะพร้าว สวนมะม่วง และสวนกล้วยที่ชลบุรี จนกระทั่งปี 2495 จึงคิดหวนกลับคืนสู่บ้านเกิดที่ บ้านกุดซวย ตำบลคำพระ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ

ยังไม่ถึงบ้านได้แวะไปหาพี่สาวที่ตัวเมืองอำนาจเจริญ โชคพาให้ไปพบนายช่างใหญ่ หัวหน้าคนงานก่อสร้างชลประทาน จึงได้ทำงานหาประสบการณ์ด้านชลประทานอยู่ถึง 2 ปี พ่อ-แม่ตามให้กลับบ้านไปแต่งงานกับสาวที่สู่ขอไว้ให้ ขัดใจไม่ได้เลยต้องแต่งงาน แต่ก็อยู่กันได้เพียง 6 เดือนก็เลิกรา จนกลับไปหาคนรักเก่าที่เคยชอบพอกัน แต่พ่อ-แม่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ถูกใจ จึงหอบผ้าหนีไปอยู่ด้วยกัน ด้วยความสงสารเห็นใจจากแม่ฝ่ายหญิงที่สงสารลูกสาว จึงขอร้องให้กลับมาด้วยกันโดยยกที่นาโคกให้ 64 ไร่ แต่สามารถทำนาข้าวได้เพียง 4 ไร่เพราะไม่มีน้ำเพียงพอ ด้วยนิสัยรักสนุก ชอบเที่ยวเตร่ ดื่มสุราหนัก จึงทำให้หนุ่มชาลีกับเมียต้องอาศัยข้าวแม่ยายกิน

ยิ่งขุดยิ่งเจอทางสว่าง - พ่อชาลี มาระแสง

ความทุกข์ยากนี้วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งวันหนึ่ง นายช่างชลประทานใหญ่มาเยี่ยมได้เห็นที่นาแห้งแล้งเช่นนั้น จึงให้คำแนะนำว่า "ต้องขุดดินกั้นพื้นที่ให้สูงไม่ต่ำกว่า 4 เมตร ยาว 160 เมตร คันดินกว้าง 1-2 เมตร เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้" ลุงชาลีครุ่นคิดวางแผนในการทำงาน แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือ จนอีกขวบปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ลุงชาลีได้ออกไปที่ทุ่งนากอบดินวางเทินไว้บนศีรษะ พร้อมตั้งสัตย์ปฏิญาณต่อแม่พระธรณีว่า "ข้าฯ จะขอขุดบ่อน้ำ ทำคันดิน กักน้ำทำนา เลี้ยงปลา ปลูกผักผลไม้ให้มีกินให้จงได้ และจะไม่ตัดโกนหนวดเคราจนกว่าจะกระทำได้สำเร็จ"

จากวันนั้น ตั้งแต่ตีสี่ ตีห้าของทุกวัน ลุงชาลีก็ตื่นออกมาขุดสระทำคันดินที่ทุ่งนาทุกๆ วัน จนมือทั้งสองข้างแตกเป็นร่องลึกไม่สามารถวักน้ำล้างหน้าได้ ต้องใช้หลังมือแทน ฝ่ามือแตกด้านหนาไม่เคยย่อท้อเป็นเวลานานถึง 18 ปีจึงสำเร็จผลตามที่ตั้งปณิธานไว้ สิ่งที่ลุงชาลีกล่าวถึงปณิธานนี้ว่า "หลักคิดไม่มีอะไรมาก เพียงใช้ศีล สมาธิ ปัญญา คือศีลนี้ไม่ได้มากมายก่ายกองอะไร คือไม่ต้องหลอกลวง ไม่โกหกตัวเองและโกหกผู้อื่น เวลาบอกคนอื่น บอกภรรยาว่า ไปขุดบ่อปลา ปลูกต้นไม้ ผมก็ไปทำอย่างนั้นจริงๆ ส่วนสมาธิก็ให้หยุดคิดก่อนจะทำอะไรลงไป เรามีปัญญาที่จะกระทำได้มากน้อยแค่ไหน พอหยุดคิด สงบ ระลึกได้ ปัญญาก็เกิด ทำอะไรได้ผลสำเร็จ เท่านั้นเอง"

หลักคิดและการใช้ชีวิต

จากประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมานานหลายปี นายชาลี ได้ตั้งปณิธานอันแรงกล้า ที่จะร่วมทำบุญถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) เมื่อครั้งพระองค์ทรงออกผนวช ในปี 2500 จึงนำประสบการณ์ที่เคยออกไปทำงานในที่ต่างๆ หันมาทำการเกษตรที่บ้านเกิด ด้วยความมุ่งมั่นที่จะ "ออมน้ำ" นายชาลี จึงบากบั่นขุดบ่อ สร้างคันดินจนสำเร็จ ใช้เวลานานถึง 18 ปี จนได้แหล่งเก็บน้ำที่สมบูรณ์ในปี 2524 ที่มีคันดินสูง 5 เมตร ความกว้าง 14 เมตร ความยาว 280 เมตร จนทำให้ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีสวนผลไม้ มีรายได้เพิ่ม

chalee 02กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง กลายเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง "เกษตรแบบผสมผสาน" แทบจะทุกวัน อาศัยทุนทางสังคม ทุนทางสิ่งแวดล้อมหันมาออมน้ำ ออมดิน ออมต้นไม้ โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านมาเชื่อมต่อกับวิถีชีวิต สร้างชุมชนเข้มแข็ง เรียนรู้การเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน

ได้มีการจัดตั้ง "ศูนย์เรียนรู้การเกษตรทฤษฎีใหม่ จัดตั้งมหาวิชชาลัยภูมิปัญญาไทยอีสานคืนถิ่น" เป็นเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ที่มีส่วนร่วมในการเริ่มต้นก่อตั้ง "ภาคีพันธมิตรเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านใน 5 จังหวัดภาคอีสาน" ได้แก่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา อำนาจเจริญ และขอนแก่น และมีเจตนาอย่างแรงกล้า ที่จะร่วมสร้างเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านอีสานให้ครบทุกจังหวัด เพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขและพึ่งตนเองได้

แนะนำให้รู้จักพ่อชาลี มาระแสง (ฉบับเต็ม) คลิกเลย!

ความสามารถอันโดดเด่น

1. การทำปุ๋ยหมักชีวภาพสูตรสำหรับปรับสภาพดินในนาข้าว

วัตถุดิบส่วนผสม :

  • แกลบดำ จำนวน 10 กิโลกรัม
  • แกลบดิบ จำนวน 10 กิโลกรัม
  • มูลสัตว์ จำนวน 10 กิโลกรัม
  • รำอ่อน จำนวน 20 กิโลกรัม
  • น้ำหมักชีวภาพ (ฮอร์โมนสูตรแม่) จำนวน 10 ลิตร
  • หัวเชื้อจุลินทรีย์ EM จำนวน 1 ฝา
  • กากน้ำตาล จำนวน 5 ลิตร
  • น้ำเปล่า จำนวน 100 ลิตร

ขั้นตอน/วิธีการทำ :

  • กองวัสดุทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ยกเว้นรำอ่อน(ใส่ในขั้นตอนสุดท้าย) ผสมวัตถุดิบทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • ผสมน้ำหมักชีวภาพ (ฮอร์โมนสูตรแม่) + หัวเชื้อจุลินทรีย์ EM + กากน้ำตาล และน้ำเปล่า คนละลายให้เข้ากัน แล้วนำไปราดบนกองปุ๋ย จนได้ความชื้นที่เหมาะสม กำดูเนื้อปุ๋ยจับกันเป็นก้อนไม่มีน้ำไหลออกจากง่ามนิ้วมือ
  • เกลี่ยกองปุ๋ยให้เสมอกัน แล้วโรยด้วยรำอ่อน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน รดน้ำไปเรื่อยๆ จนกว่ารำอ่อนจะหมดทั้ง 20 กิโลกรัม ให้เนื้อปุ๋ยคลุกเคล้าเข้ากันดี ให้ได้ความชื้นที่เหมาะสม
  • เกลี่ยกองปุ๋ยให้เสมอกันในที่ร่ม จากนั้นก็หาพลาสติกมาคลุมให้มิดชิด กลับกองทุก 2 วัน ใช้เวลาในการหมัก 15 วัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

การนำไปใช้งาน :

  • ใส่ปุ๋ยในนาข้าวครั้งแรกในขั้นตอนการเตรียมดิน อัตรา 300 กิโลกรัม/ไร่
  • ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ก่อนย้ายต้นกล้าไปปักดำ อัตรา 100 กิโลกรัม/ไร่

ประโยชน์จากปุ๋ย :

  • ดินที่แข็งกระด้างจะเริ่มมีความร่วม ซุย ขึ้น ข้าวจะเจริญเติบโตได้ดี เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยเคมีได้น้อยลง ต้นทุนการผลิตลดลง แต่ได้ปริมาณผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นในปีถัดๆไป

chalee 04

2. การทำสารสกัดสมุนไพรขับไล่แมลง

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม :

  • สะเดา จำนวน 3 กิโลกรัม
  • บอระเพ็ด จำนวน 3 กิโลกรัม
  • ข่า จำนวน 1 กิโลกรัม
  • ตะไคร้หอม จำนวน 1 กิโลกรัม
  • หางไหล จำนวน 1 กิโลกรัม (หรือสาบเสือ,หนอนตายหยาก)
  • ผลไม้สุก จำนวน 6 กิโลกรัม
  • ยาฉุน จำนวน 2 กิโลกรัม
  • น้ำตาลทรายแดงหรือกากน้ำตาล จำนวน 4 กิโลกรัม
  • น้ำสะอาด จำนวน 40 ลิตร
  • หัวเชื้อจุลินทรีย์ จำนวน 10 ช้อนแกง

ขั้นตอน/วิธีการหมัก :

  • หั่นหรือสับวัตถุดิบทั้งหมดใส่ลงในถังหมัก
  • ผสมน้ำตาลทรายแดงหรือกากน้ำตาลกับน้ำใส่ลงในถังหมัก
  • ใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ลงในถังหมัก แล้วคนวัตถุดิบส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
  • จัดหาวัสดุมาทับไม่ให้วัตถุดิบลอยตัว ปิดฝาถังหมักให้สนิท ตั้งเก็บไว้ในที่ร่มใช้ระยะเวลาในการหมัก 1 เดือน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

การนำไปใช้งาน :

  • ใช้น้ำหมักสมุนไพร 3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นเพื่อป้องกันและขับไล่แมลงศัตรูพืชตอนเช้ามืด หรือตอนค่ำ

chalee 03

3. การทำน้ำหวานหมักจากพืชและผลไม้

การทำน้ำหวานหมักจากพืชสีเขียว (น้ำแม่) :

ส่วนประกอบ :

  • ผักบุ้ง 2 กิโลกรัม
  • หน่อกล้วย 2 กิโลกรัม
  • หน่อไม้ 2 กิโลกรัม
  • ผักใบเขียวตระกูลถั่วต่างๆ 2 กิโลกรัม
  • กากน้ำตาล 4 กิโลกรัม
  • หัวเชื้อจุลินทรีย์ 10 ช้อนแกง

การทำน้ำหวานหมักจากผลไม้ (น้ำพ่อ) :

ส่วนประกอบ :

  • กล้วยน้ำว้าสุก 2 กิโลกรัม
  • มะละกอสุก 2 กิโลกรัม
  • ฟักทองแก่ 2 กิโลกรัม
  • กากน้ำตาล 3 กิโลกรัม
  • หัวเชื้อจุลินทรีย์ 10 ช้อนแกง

การหมัก :

  • น้ำส่วนผสมทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน (แยกกันหมักแต่ละสูตรคนละถังหมัก) ระยะเวลาในการหมัก 7-15 วัน จึงนำมาใช้ประโยชน์

การผสมน้ำหวานหมักเพื่อใช้ให้ตรงกับการเจริญเติบโตของพืช :

  • สูตรที่ 1 : ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช ใช้น้ำแม่ 10 ส่วน + น้ำพ่อ 1 ส่วน
  • สูตรที่ 2 : ช่วงเร่งการออกดอกของพืช ใช้น้ำแม่ 5 ส่วน + น้ำพ่อ 5 ส่วน
  • สูตรที่ 3 : ช่วยเร่งผล ราก และหัว ใช้น้ำแม่ 1 ส่วน + น้ำพ่อ 10 ส่วน

การนำไปใช้งาน :

  • หัวเชื้อน้ำหมักที่ผสมกันแล้ว 1 ส่วน ผสมน้ำเปล่า 500 ส่วน ฉีดพ่นตามช่วงอายุการเจริญเติบโตของพืช

ปราชญ์ชาวบ้าน - พ่อชาลี มาระแสง ตอนที่ 1

เกียรติประวัติและผลงาน

  • เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • วิทยากรบรรยายเรื่องการเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรแบบผสมผสาน
  • ปราชญ์ชาวบ้านผู้พลิกฟื้นผืนป่า
  • รางวัลเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ปี 2551

ปราชญ์ชาวบ้าน - พ่อชาลี มาระแสง ตอนที่ 2

redline

backled1

 

philosopher header

dab vichai 01ดาบวิชัย สุริยุทธ

ฉายา 'คนบ้าปลูกต้นไม้' ผู้ตั้งปณิธานแน่วแน่ "ผมจะปลูกต้นไม้จนวันตาย เพื่อสานต่อปณิธานของพ่อหลวง"

วิชัย สุริยุทธ เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ที่อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนทั้งหมด 6 คน บิดา-มารดามีอาชีพชาวนา ฐานะทางบ้านจึงยากจน ขณะเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มารดาก็เสียชีวิต บิดาเขาจึงต้องทำนาเพียงคนเดียวตามลำพัง ทำให้เขาจึงต้องรับจ้างทำงานสารพัด ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรก่อสร้าง, จับกัง กระทั่งจบชั้นมัธยมต้นที่ โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย

หลังจากจบชั้นมัธยมต้น จึงไปสอบเข้าเรียน โรงเรียนพลตำรวจ 3 จังหวัดนครราชสีมา ในปี พ.ศ. 2511 ซึ่งเป็นการศึกษาต่อที่ไม่ต้องเดือดร้อนเงินทองจากทางบ้าน เมื่อจบก็ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ ประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองศรีสะเกษ

ต่อมาในปี พ. ศ.2513 ย้ายมาปฏิบัติงานประจำที่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอปรางค์กู่ ทำงานที่นี่จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ในปี พ.ศ. 2549 ขณะดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรอำเภอปรางค์กู่

ช่วง พ.ศ. 2548 ดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ ได้รับพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ เป็น "ร้อยตำรวจตรี" จากการอุทิศตนต่อประเทศชาติ

ความเป็นมาของ "คนบ้าปลูกต้นไม้"

จากข้อมูลของ กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า "อำเภอปรางค์กู่เป็นอำเภอที่ยากจนที่สุดในจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศไทย" มีการปล้นชิงลักขโมยเป็นคดีความมากมาย ดาบวิชัย ในฐานะผู้เติบโตมาในพื้นที่ และเจ้าพนักงานสอบสวนได้รับรู้ถึงปัญหานี้มาตลอด จึงเกิดความคิดที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ให้ดีขึ้น จากความคิดของเขา ทำให้เขาตัดสินใจปลูกต้นไม้ เนื่องจากเห็นว่า ผลที่จะตามมาจะเป็นผลที่ยั่งยืน เป็นประโยชน์ไปถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลาน

dab vichai 02

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา ทุกเช้าและหลังเลิกงานของวัน ดาบวิชัยจะขับจักรยานยนต์ ตระเวนปลูกต้นไม้ไปตามพื้นที่ต่างๆ ในอำเภอปรางค์กู่ โดยในระยะแรก ในสายตาชาวบ้าน เขาถูกมองว่า "เป็นคนบ้า" แม้ว่าจะถูกสังคมมองไปในทางเช่นนั้น เขาก็ยังคงปลูกต้นไม้อยู่เรื่อยไป

พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา สังคมเริ่มเห็นผลจากการปลูกต้นไม้ของเขา เกิดโครงการปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะ เพื่อส่วนรวมเกิดขึ้น ได้แก่ รณรงค์ปลูกต้นยางนา เพื่อเอาไว้สร้างบ้านเรือน รณรงค์ปลูกต้นตาล ซึ่งเป็นพืชสารพัดประโยชน์ รณรงค์ปลูกต้นคูน ต้นไม้ประจำภาคอีสานและประจำชาติไทย และ รณรงค์ให้เปลี่ยนการทำนาปีเป็นไร่นาสวนผสม จนอำเภอปรางค์กู่กลายเป็นอำเภอที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งต้นไม้ที่เขาปลูกนั้นสามารถสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านในอำเภอได้

dab vichai 03

พ.ศ. 2543 ประชาคมอำเภอปรางค์กู่ทั้ง 10 ตำบล ได้พร้อมใจกันลงมติให้ใช้ 4 โครงการรณรงค์ดังกล่าว เป็นคำขวัญของอำเภอปรางค์กู่ ที่ว่า “ปรางค์กู่อยู่ในป่ายาง กลางดงตาล บานสะพรั่งดอกคูน บริบูรณ์ไร่นาสวนผสม”

...ผมว่าโลกของวัตถุเป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้นแหละครับ ความสุขที่แท้จริง ก็อยู่กับธรรมชาติ และรู้จักเคารพธรรมชาติ ต้นไม้นี่ผมจะต้องปลูก ปลูกไปเรื่อยๆ ปลูกจนกว่าจะตาย... "
                                                                                                                   — ร้อยตำรวจตรี วิชัย สุริยุทธ

... ท่ามกลางแสงตะวันสาดส่องลงกลางศีรษะ ชาวบ้านหญิงชายต่างพากันหลบหลีกแสงแดดอันแผดเผา แต่นายดาบตำรวจคนกล้ากลับแบกจอบหอบถุงปุ๋ย ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทั่วทั้งตำบล จอดตรงนั้น แวะตรงนี้ ยอมอดทนหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ปลูกต้นไม้ไม่รู้จักหยุดหย่อน และเขาคนนั้นคือ ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ ...

dab vichai 04

ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย (บ.ม.) ในปี พ.ศ. 2526 จากการทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ

จับเข่าคุยชีวิตหลังเกษียณ

ร.ต.ต.วิชัย ในวัย 70 ปี ย้อนเล่าไปเมื่อครั้งที่ตนยังหนุ่มยังแน่นว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ผมโชคดีมากๆ ที่มีโอกาสได้เข้าร่วมการอบรมใน โครงการแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง อันเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9

โครงการนี้เขาสอนผมว่า เราต้องใช้สอยทรัพยากรของท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด, เราต้องพึ่งพาตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี และความทุกข์ของชาวบ้าน คือ ภารกิจที่เราต้องร่วมแก้ไข จนในที่สุด โครงการนี้ได้กลับกลายมาเป็น 'แรงบันดาลใจสำคัญ' ที่ทำให้ผมลุกขึ้นมาปลูกต้นไม้นับล้านต้นที่อำเภอปรางค์กู่

ตอนแรกชาวบ้านในละแวกนี้ ต่างก็ติฉินนินทา หาว่าผมเป็นผีบ้าบ้างแหละ เป็นคนบ้าบ้างแหละ เพราะคนดีๆ ที่ไหนจะไปปลูกต้นไม้ในที่ดินของคนอื่น ไปปลูกทำไมตามที่ดินสาธารณะ หรือปลูกตอนนี้จะได้กินเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ บ้างก็เอาผมไว้หลอกลูกหลอกหลานจนเป็นเรื่องตลกว่า 'นั่นแหนะ! ดาบวิชัยมาแล้ว หนีให้ไกลเลยนะ ไม่งั้นแกจะเรียกไปปลูกต้นไม้กลางแดด กลางฝนไม่รู้ด้วยนะ' ก็ว่ากันไปถึงขนาดนั้น” อดีตนายตำรวจวัย 70 ย้อนเล่าเรื่องราวในอดีตอย่างไม่คิดโกรธ

dab vichai 06

"คุณรู้ไหมครับ ตอนแรกๆ ที่ยังไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่ผมทำ ชาวบ้านบางคนเขาเอารถไถมาไถ บางคนถอนต้นไม้ที่ผมปลูกจนเหี้ยน บางคนจูงวัวจูงควายมาเหยียบ บางคนเผาต้นไม้จนไหม้ตาย ผมขี่รถผ่านไปเห็นภาพพวกนี้ น้ำตามันไหลไม่รู้ตัว สิ่งที่เราสร้างด้วยหัวใจ แต่ต้องตายไปเพราะคนที่ไม่เห็นค่า” คนบ้าปลูกต้นไม้ ย้อนเล่าไปถึงคืนวันอันแสนขื่นขม

เสียงวิจารณ์นินทา หรือการกระทำอันบั่นทอนจิตใจที่เกิดขึ้นในระยะเวลายาวนานถึง 18 ปีนั้น ไม่สามารถหยุดยั้งความตั้งใจของนายดาบผู้นี้ได้ เขายังมุ่งมั่น ยอมอดทน บากบั่นทำในสิ่งที่ทุกคนไม่เชื่อถือ ไม่ศรัทธา จนในที่สุด ดินแดนปรางค์กู่ที่เคยแห้งแล้ง ก็กลับกลายเป็นผืนดินที่คลาคล่ำไปด้วยต้นไม้นานาชนิด...

“ผมปลูกต้นไม้เพื่อคนทุกคนในอำเภอปรางค์กู่ ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวผมเอง ผมกล้าพูดอย่างนั้นครับ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมปลูกต้นไม้โดยไม่หวังผลตอบแทนจากใคร แต่สักวันหนึ่ง ต้นไม้ที่ผมปลูกมันจะกลายไปเป็นผลตอบแทนให้กับทุกคน” อดีตนายตำรวจฉายา คนบ้าปลูกต้นไม้ กล่าวอย่างภาคภูมิ

dab vichai 07

ณ เวลานี้ ถ้อยคำที่ ร.ต.ต.วิชัย ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า คนบ้าปลูกต้นไม้ผู้นี้ ได้แจกจ่าย ’ผลตอบแทน’ ให้แก่ผู้คนชาวปรางค์กู่ และละแวกใกล้เคียงได้อย่างที่เขาตั้งใจ เพราะปัจจุบันต้นตาลที่ ร.ต.ต.วิชัย ปลูกเอาไว้ ชาวบ้านได้เก็บเกี่ยวส่วนต่างๆ ของต้นไปใช้ประโยชน์มากมาย ยกตัวอย่างเช่น ช่อตาล ชาวบ้านนำไปทำน้ำตาลเข้มข้นชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลปึก ส่วนลูกตาล หรือตาลสด ก็ช่วยแก้ไข้ตัวร้อน ละลายเสมหะ บรรเทาอาการไอเรื้อรัง ส่วนขาตาล ชาวบ้านหรือพ่อค้าในละแวกนั้น ก็ตัดไปทำคราด ทำไม้กวาดได้

dab vichai 08

“ต้นตาล เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย โตเร็ว ทนทาน โดนไฟเผาก็ยังไม่ตาย ส่วนต่างๆ ของต้นตาลก็ยังไปทำประโยชน์ได้อีกเยอะแยะ นอกจากต้นตาล ผมก็ยังปลูกต้นคูน เอาลำต้นไว้ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์, ยางนา เอาไว้สร้างบ้านได้, แค ใช้ทำกับข้าวได้, สะเดา ชาวบ้านเขาขายได้ราคามาก, ขี้เหล็ก ใช้ทำยาได้ สารพัดประโยชน์จากสิ่งที่ผมปลูก ชาวบ้านสามารถเอาไปใช้ได้เลย ผมไม่หวง ผมปลูกเอาไว้ให้แล้ว”

“จะปลูกไปอีกนานแค่ไหน?” เราเอ่ยถามชายวัย 70 ที่อยู่ตรงหน้า เขากล่าวอย่างแช่มช้าว่า “ผมจะปลูกไปจนตายนั่นแหละครับ ผมจะปลูกต้นไม้ไปทุกวันแบบนี้ จนสังขารมันจะสั่งการว่าไม่ไหว"

dab vichai 05

ช่วงชีวิตหลังเกษียณอายุราชการของ ร.ต.ต.วิชัย นั้น ไม่ใช่การพักผ่อนนอนสบายอยู่กับบ้าน ไม่ใช่การออกไปท่องเที่ยวหาความสุข แต่ชายชราวัย 70 ปีผู้นี้ กลับออกตระเวนปลูกต้นไม้ (เพื่อคนอื่น) อยู่เช่นเดิม วันแล้ว วันเล่า เขายังแบกจอบหอบเมล็ด ขุดตรงนั้น ฝังตรงนี้ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

"ถ้าเราลองนึกๆ ย้อนดูนะครับ สิ่งที่ผมทำมาตลอด 30 ปี ปลูกต้นไม้ไป 3 ล้านต้น สิ่งที่ผมทำยังไม่ได้เพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อพวกเราคนไทยเลยนะครับ ถ้าคุณนึกภาพออกว่าผมเหนื่อยขนาดไหน แล้วพระองค์ท่านล่ะครับ พระองค์ท่านจะเหน็ดเหนื่อยกว่าพวกเรามากมายหลายร้อยเท่าเพียงใด

ผมยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นต้นแบบในการดำรงชีวิตเสมอมา ผมเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า การปลูกต้นไม้เป็นการทำบุญที่ง่ายที่สุด เป็นการทำบุญที่สามารถเห็นผลได้ในชาตินี้ และนับเป็นคุณูปการอย่างสูงต่อผืนแผ่นดินเกิด” ร.ต.ต.วิชัย คนบ้าปลูกต้นไม้ 3 ล้านต้น น้ำตาคลอ พร้อมยกมือขึ้นพนมท่วมหัว...

คนของแผ่นดิน "คนบ้าปลูกต้นไม้" - ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ThaiPBS

ทุกวันนี้ เราสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของดาบวิชัย คนบ้าปลูกป่า เพื่อร่วมชื่นชม หรือไปร่วมกิจกรรมการปลูกป่าของเขากับชุมชน กับเยาวชนหนุ่มสาว รวมทั้งเด็กๆ ได้ที่ Facebook : ดาบวิชัย คนบ้าปลูก

 

redline

backled1

 

philosopher header

ปราชญ์ผู้รอบรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสาน คือ ผู้ค้นพบวิถีแห่งภูมิปัญญาในด้านการทำมาหากิน ประกอบอาชีพในแขนงต่างๆ เป็นมรดกตกทอดมาสู่ลูกหลานชาวอีสาน จึงขอประกาศเชิดชูคุณูปการของท่านเหล่านั้นให้ลูกหลานได้รู้จัก เพื่อเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง ผู้จัดทำเว็บไซต์ไม่อาจทำความรู้จักกับปราชญ์ ผู้รู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านทุกท่านได้ ก็ได้แต่หวังว่าจะได้รับคำแนะนำจากท่านผู้รู้ในท้องถิ่นต่างๆ ได้ช่วยชี้แนะกันมา ยินดีรับข้อมูลและภาพประกอบของศิลปินชาวอีสานทุกท่านนำมาเสนอ ณ ที่นี้ ติดต่อได้ที่ webmaster (@t) isangate.com ขอบพระคุณทุกๆ ท่านครับ

Maha Yoo sm

พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย

ปราชญ์ชาวบ้านเกษตรผสมผสาน

boonleng sm

นายบุญเหล็ง สายแวว

ปราชญ์ชาวบ้านเกษตรพอเพียง

dab vichai sm

ดาบวิชัย สุริยุทธ

ตำรวจที่ได้ฉายา 'คนบ้าปลูกต้นไม้'

chalee sm

นายชาลี มาระแสง

kamduang sm

นายคำเดื่อง ภาษี

pai sroysaklang sm

นายผาย สร้อยสระกลาง

Liam sm

นายเลี่ยม บุตรจันทา

Parinya sm

นายปริญญา นาเมืองรักษ์

tad krayom sm

นายทัศน์ กระยอม

Kampan Laowong sm

นายคำพันธ์ เหล่าวงษี

Chokdee sm

นายโชคดี ปรโลกานนท์

Jantee sm

นายจันทร์ที ประทุมภา

รงบันดาลใจจากอัตประวัติของปราชญ์พื้นบ้านเหล่านี้ คือ ผู้สร้างคุณประโยชน์แนวทางในการดำรงชีวิต ต้นแบบแห่งเกษตรกรผู้หลุดพ้นจากวังวนหนี้สิน การทำมาหากินด้วยวิถีเดิมๆ ค้นคิด วางแนวทาง สาระอันเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน เพื่อสร้างอีสานให้อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร สร้างดิน สร้างป่า แหล่งน้ำให้ฟื้นคืนมาอีกครั้ง ขอกราบคารวะทุกๆ ท่านจากใจจริงของทีมงาน เว็บไซต์ประตูสู่อีสาน ขอรับกระผม

ฝากไว้ให้ได้คิด

อ่านใน Facebook ของเพื่อนบางท่านบอกว่า "เดี๋ยวเกษียณแล้วไปทำไร่นา พร้อมโชว์รูปไร่นาสวนผสม ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง" ซึ่งบางเพจก็ตอบสนองทันทีโดยการลงรูปกระท่อมปลายนา มีแปลงผักและต้นไม้เขียวขจี เพื่อขายให้คนมีกะตังค์ผู้สนใจหลังเกษียณ พ่อผมเป็นครู และ ทำสวนมาตลอดชีวิต สอนผมไว้ว่า

อย่าคิดทำอะไรหลังเกษียณ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น จะไปโรงพยาบาล ก็ต้องให้ลูกพาไป ไปเองยังไม่ได้เลย ดังนั้น ถ้าอยากทำ ให้ทำตอนมีเรี่ยวแรง  "

small house

เพราะ ชีวิตหลังเกษียณต้องดูแลสุขภาพตัวเอง หรือบางทีต้องหาคนมาดูแลด้วยซ้ำ และที่เน้นมาตลอดก็คือ "ที่อยู่ตอนแก่ไม่ใช่กระท่อมปลายนา แต่ต้องเป็นบ้านที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ตั้งอยู่ในที่ที่รถกู้ภัยเข้าถึงได้ และมีสัญญานโทรศัพท์ กรณีฉุกเฉินโทร 1669 ได้ อย่าฝันหวาน ตามโลกโซเชียลกันเลย นะครับ"

Cr. Namom Thoongpoh

เกษตรกรรมอาชีพแห่งอนาคต

จากสถานการณ์ของการระบาดไวรัสโควิด-19 ไปทั่วโลกในครั้งนี้ ทำให้มองเห็นได้ว่า "อาชีพที่มั่นคงที่สุด คือ ผู้ผลิตอาหาร" นั่นคือ อาชีพเกษตรกรรม เพราะสามารถพึ่งพาตนเองได้ดีที่สุด เพราะการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ อาหารและน้ำ ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตสิ่งเหล่านี้ได้เองและเพียงพอ โดยเฉพาะการทำการเกษตรผสมผสาน พอเพียง ตามหลักทฤษฎีการเกษตรสมัยใหม่ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่ได้พิสูจน์มาแล้วเป็นเวลาหลายสิบปี

depression june 2021 12

สิ่งที่ต้องการให้เกษ๋ตรกรบ้านเราร่วมกันสร้าง ร่วมกันทำมากที่สุดในเวลานี้คือ "การสร้างแหล่งเก็บกักน้ำและปลูกป่า" ในพื้นที่ทำกินของตนเอง เพื่อให้มีระบบนิเวศน์ที่เหมาะสมต่อการทำการเกษตรมากที่สุด ในช่วง 30 ปีให้หลังมานี้ เราได้พบกับภาวะฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนมาแทบทุกปีแน่นอน เกิดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปมาก การตัดไม้ทำลายป่าให้หมดไปจนดินขาดความชุ่มชื้น เมื่อขาดป่าการเกิดฝนก็ยิ่งมีน้อยลงทุกวัน เกษตรกรต้องสร้างแหล่งเก็บกักน้ำไว้ให้มาก เพื่อบรรเทาการขาดน้ำของพืชผล

ต้นไม้และป่าไม้ เป็นองค์ประกอบหนึ่งในกระบวนการเกิดฝน การเกิดฝนเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่ต้องมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน จนถึงจุดที่ไอน้ำกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ และตกลงมาเป็นฝน ทำไมพื้นที่หนึ่งฝนไม่ตกแต่อีกพื้นที่หนึ่งฝนตกทั้งๆ ที่เมฆที่ปกคลุมบนท้องฟ้าเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน นั่นแสดงว่า พื้นที่ที่ฝนไม่ตกยังมีองค์ประกอบไม่เพียงพอที่จะทำให้ไอน้ำกลั่นตัวเป็นฝนได้ แต่พอเมฆลอยไปอีกพื้นที่หนึ่งก็ตกลงมาเป็นฝน แสดงว่าอีกพื้นที่นึงมีองค์ประกอบเพียงพอที่จะทำให้ไอน้ำกลั่นตัวลงมาเป็นฝนได้ ฉะนั้นลองสำรวจสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราในบริเวณที่เราอาศัยอยู่ว่า มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตบ้าง ก่อนที่จะตีโพยตีพายว่า ทำไมฝนไม่ตก?

“ของขวัญจากดิน” ศาสตร์พระราชา “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “เกษตรทฤษฎีใหม่”
โดยศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล

redline

backled1

philosopher header

พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย

ในช่วงทศวรรษ 2520 ในขณะที่หลายฝ่ายต่างกำลังมองหาแนวทางเกษตร ที่น่าจะสามารถแก้ปัญหา อันสั่งสมมาจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่เน้นแค่ผลผลิต เพื่อการค้า คนทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนทางภาคอีสานก็ได้พบกับ "มหาอยู่ สุนทรธัย" ชาวนาสามัญชนผู้หนึ่ง ซึ่งมีแนวทางการทำเกษตรของตนเองที่น่าสนใจโดยขนานนามแนวทางเกษตรแบบนี้ว่า “เกษตรผสมผสาน” นั่นคือการทำหลายอย่างในพื้นที่เดียวกัน ไม่ได้ปลูกพืชเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเลี้ยงสัตว์อย่างหนึ่งอย่างใด เหมือนที่เกษตรกระแสหลักกำลังแห่ทำกันไปตามนโยบายส่งเสริมการเกษตรของภาครัฐในขณะนั้น

รู้จักกับพื้นฐานเดิมของพ่อมหาอยู่

Maha Yoo 01พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย เป็นบุตรคนที่ 3 ของนายคำชู และนางเม็ง สุนทรธัย เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2463 ที่บ้านตะแบก ตำบลสลักได อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จบการศึกษาระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนสุรวิทยาคม หลังเรียนจบแล้ว ได้มาช่วยพ่อแม่ทำนาอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วจึงบวชเรียนที่ วัดจุมพลสุทธาวาส จังหวัดสุรินทร์ ต่อมาจึงย้ายไปอยู่ที่ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ กรุงเทพมหานคร จนสอบได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม 3 ประโยคในปี พ.ศ. 2486 เมื่อกลับมาเยี่ยมโยม พ่อโยมแม่ ที่จังหวัดสุรินทร์ พบว่า ท่านชราภาพมากแล้ว ยังต้องลำบากตรากตรำทำงาน จึงเกิดความสงสารและได้ตัดสินใจสึกออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา 4 ปี

ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 ญาติผู้ใหญ่จึงได้ไปสู่ขอคุณแม่สุมาลี บุตรสาวสมุหบัญชี อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ในขณะนั้นมาเป็นคู่ครอง และอยู่กินกันมาอย่างมีความสุข มีลูกสืบตระกูลด้วยกัน 5 คน โดยลูกๆ กลับมาอยู่ใกล้ๆ พ่อแม่หมด ปัจจุบันพ่อมหาอยู่ สุนทรธัย และครอบครัวอยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 4 บ้านตะแบก ตำบลสลักได อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

บนพื้นที่ทำกิน จำนวนประมาณ 60 ไร่ ของพ่อมหาอยู่ นอกจากที่นาสำหรับปลูกข้าวแล้ว ยังหลากหลายไปด้วยต้นไม้ต้นไร่ ตั้งแต่ระดับเรี่ยดินไล่ไปจนสูงแหงนคอตั้งบ่า มีทั้งพืชตระกูลถั่วเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน พืชผักสวนครัวอย่างพริกข่า ตะไคร้ มะกรูด มะนาว กะเพรา โหระพา แมงลัก ไม้ผลจำพวกกล้วย มะละกอ น้อยหน่า ขนุน มะพร้าว ฯลฯ หรือไม้ยืนต้นอื่นๆ เพื่อนำเนื้อไม้มาใช้สอย เช่น สะเดา สัก ไผ่ เหล่านี้ เป็นต้น แล้วยังเลี้ยงประดาสัตว์น้อยใหญ่ วัว หมู เป็ด ไก่ ปลา เพื่อเอื้อประโยชน์กันและกัน

ก่อนที่พ่อมหาอยู่จะพบทางสายเกษตรของตนเอง ได้ผ่านการทำเกษตรตามแนวทางของพ่อแม่ดั้งเดิมมาก่อน คือ การทำเกษตรแบบชาวบ้านอีสานทั่วไป ทำแค่พออยู่พอกินในแต่ละปี และไม่มีการจัดการอะไรมากนัก บางฤดูที่ฝนขาดช่วง พื้นดินภาคอีสานที่ไม่ใคร่อุ้มน้ำอยู่แล้วจึงยิ่งแห้งแล้ง ผลผลิตที่ได้ไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วย พ่อมหาอยู่ เล็งเห็นความยากลำบากของการทำเกษตรโดยไม่มีแหล่งน้ำของตนเอง จึงคิดหาวิธีให้มีน้ำอยู่ในพื้นที่ทำกินของตัวเอง เริ่มด้วยการใช้แรงกายและสองมือขุดสระทำฝายกั้นน้ำ ทำไปเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อยตามกำลังที่มี กระทั่งขยายใหญ่ออกไปอีกหลายสระจนสามารถเก็บน้ำใช้สอยได้ตลอดปี

Maha Yoo 02

เมื่อในดินมีน้ำอุดมสมบูรณ์ จะปลูกต้นไม้อะไรก็งอกงาม สัตว์เลี้ยงหรือสัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติอย่างพวกนก หนู กบ เขียด รวมทั้งหมู่แมลงต่างๆ ก็ได้มาอาศัย เกิดเป็นความหลากหลายทางชีวภาพที่สามารถพึ่งพิงกันเองได้ ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้คงหาได้ยากในการทำเกษตรเชิงเดี่ยว พ่อมหาอยู่มักจะพูดเสมอว่าแนวทางปฏิบัติต่างๆ ล้วนมีที่มาจากคำสอนของพ่อแม่ ที่สอนให้ลูกหลานเคารพแม่คงคา แม่ธรณี และรุกขเทวดา คือ น้ำ ดิน และต้นไม้ใหญ่น้อยนั่นเอง แล้วนำแนวคิดเดิมมาปรับใช้กับความรู้ใหม่ที่ได้มา โดยช่วงที่ได้มาอยู่บวชเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้มีโอกาสพบเห็นสวนผลไม้แถบฝั่งธนบุรี ปลูกพืชผลแบบยกร่อง ในท้องร่องเต็มไปด้วยน้ำและดินโคลน ใบไม้ร่วงโรยเน่าเปื่อยทับถมกันอยู่ในท้องร่อง ก็ลอกขึ้นมาเป็นปุ๋ยธรรมชาติได้อย่างดี

พ่อมหาอยู่วางแผนการทำเกษตรไปพร้อมกับมองถึง "ระบบการขายผลผลิต" ด้วย เพราะยังอยู่ในยุคที่เกษตรกรมิอาจหลีกเลี่ยงการขายผลผลิต เพื่อนำเงินมาใช้สอยสิ่งของจำเป็น โดยเฉพาะชาวบ้านเกษตรกรที่มีลูก ต้องเลี้ยงดู ส่งเสียให้ได้ร่ำเรียนหนังสือ ครั้นคิดถึงการตลาด บทเรียนของเกษตรกรที่ไม่สามารถกำหนดราคาผลผลิตเองได้ ทำให้พ่อมหาอยู่คำนึงว่า ทางออกคือเกษตรกร "ต้องเป็นผู้ขายเอง" โดยไม่ผ่านผู้ค้าคนกลาง และการปลูกพืชหลายอย่างก็เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยพยุงวิถีชีวิต ให้มีทางเลือก

ยกตัวอย่าง เช่น หากปีนั้นข้าวราคาไม่ดี ก็ยังมีเป็ดไก่ได้ขายไข่ และยังได้ปุ๋ยใส่ต้นไม้ หรือเลี้ยงหมูเอาไว้ก็ได้ขายหากจำเป็น ทั้งยังได้ขี้หมูให้ปลากิน เรียกว่ามีแต่ได้ไม่มีเสีย เพราะข้าวที่เหลือก็เผื่อถึงหมู เป็ด ไก่ มูลสัตว์เหล่านี้ให้ปลา ปลาก็เอื้อกลับคืนเป็นอาหารและเป็นรายได้อีกที ปลาเป็นผู้ให้สุดท้ายโดยมีมูลเป็นตัวเชื่อมหมุนเวียนกันไปอย่างนี้ไม่สิ้นสุด หลักคิดนี้เกษตรกรอื่นๆ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม และวิถีวัฒนธรรมของตนเองได้ต่อไป

Maha Yoo 04

ลักษณะการทำเกษตรและแนวคิดของพ่อมหาอยู่ ในช่วงเวลานั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับ "เกษตรกร" ทางภาคอีสานเลยทีเดียว ซึ่งหลังจากมีการเผยแพร่แนวทางเกษตรผสมผสานของพ่อมหาอยู่ออกสู่วงกว้าง ก็ปรากฏว่า มีชาวบ้านให้ความสนใจ และกลับไปปรับเปลี่ยนการทำเกษตรของตัวเองกันไม่น้อย จึงพอจะกล่าวได้ว่า พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย เป็นผู้บุกเบิกเกษตรผสมผสานแห่งภาคอีสาน

ทุกครั้งที่มีคนรุ่นหลังมาขอวิชาความรู้ พ่อมหาอยู่ก็ยังไม่เคยมีท่าทีเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด พร้อมที่จะพูดคุย หรือแม้แต่ต้องเดินทางไกลไปตามคำเชิญก็ตาม ความสุขสงบเช่นนี้คงจะมีที่มาจากครอบครัวอบอุ่น สภาพแวดล้อมที่ดี อาหารพอเพียงที่มีให้เลือกเก็บกิน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นบำนาญแห่งชีวิตที่ พ่อมหาอยู่ มักจะบอกเสมอว่า ล้วนได้มาจากการออมน้ำ ออมดิน ออมต้นไม้ในเส้นทางสายเกษตรผสมผสานมาแต่ต้น

หลักคิดและทางรอดของเกษตรกรอีสาน

1. ต้องศรัทธาในแนวคิดการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง พ่อมหาอยู่ได้กล่าวย้ำทุกครั้งว่า หากจะพัฒนาอะไร ต้องเตรียมสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้อง เช่น

จะปลูกพืชอะไร ต้องเตรียมดิน
จะกินอะไร ต้องเตรียมอาหาร
จะพัฒนาการ ต้องเตรียมประชาชน
จะพัฒนาคน ต้องเตรียมที่จิตใจ
จะพัฒนาใครเขา ต้องเตรียมที่ตัวเราก่อน

ดังนั้นการที่ใครจะพัฒนาตนเองและครอบครัวให้พึ่งตนเองและพึ่งพากันเองได้จะ ต้องเตรียมความคิด และความศรัทธาในการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเองก่อนเสมอ โดยเรียนรู้และเชื่อมโยงให้ครบ

2. ต้องออมน้ำ ออมดิน ออมต้นไม้ใหญ่ ออมเงิน และสั่งสมภูมิปัญญาในการแก้ปัญหา พ่อมหาอยู่ ได้อาศัยหลักคิดของบรรพบุรุษ ที่สร้างแนวคิดให้ลูกหลาน รักและเคารพน้ำให้เป็นแม่ คือ แม่คงคา รักและเคารพดินให้เป็นแม่คือ แม่ธรณี ยกให้ต้นไม้ใหญ่เป็นรุกขเทวดา รวมทั้งเรียนรู้เท่าทัน มีภูมิปัญญาในการแก้ปัญหาและออมเงิน มาสร้างทุนทางสิ่งแวดล้อม เหล่านี้เป็นบำนาญชีวิต ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • ตลอดชีวิตที่ผ่านมา พ่อมหาอยู่ ได้ประสบความแห้งแล้งมาตลอด ต้องเดินทางไปหาบน้ำจากที่ไกลๆ เพื่อหาน้ำมาใช้ เมื่อเกิดภาวะแห้งแล้งมากๆ จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะสู้ความแห้งแล้ง และได้ตั้งปณิธานมุ่งมั่นขุดบ่อ ทำฝายกั้นน้ำ โดยใช้กำลังของตนเอง จนมีสระน้ำจำนวนมาก สามารถกักเก็บน้ำไว้ตลอดปี
  • น้ำเป็นที่มาของสิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ การทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวจะไม่ได้ออมน้ำไว้ใช้ เพราะเน้นว่าที่ดินทุกตารางนิ้วมีไว้ปลูกพืชเพื่อขาย เมื่อเกิดการแปรปรวนของปริมาณน้ำฝน เกษตรกรจึงทุกข์ยากมากและเป็นหนี้สินเหมือนในปัจจุบัน เมื่อพ่อมหาอยู่ ขุดสระเก็บน้ำไว้ได้ สิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็เริ่มกลับมาอยู่ด้วย ในเนื้อที่ 100 ไร่จึงมีทั้งกล้วย มะม่วง มะพร้าว ขนุน ไม้สัก ไม้สะเดา ไม้ไผ่ และต้นไม้หลากหลายพันธุ์นับร้อยชนิด รวมทั้งหมู เห็ด เป็ด ไก่ วัว ควาย และปลาอีกจำนวนมาก และในยามนี้ลูกหลานก็กลับมาร่วมชื่นชม และอยู่ปรนนิบัติคุณพ่อคุณแม่ การออมน้ำของพ่อมหาอยู่จึงได้สร้างชีวิตจำนวนมาก รวมทั้งชีวิตครอบครัวที่มีความสุข พึ่งตนเองได้
  • ช่วงที่บวชเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้พบเห็นชาวสวนแถวๆ ฝั่งธนบุรีและนนทบุรี ปลูกพืชแบบยกร่อง มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด เกิดความร่มรื่น ใบไม้ที่ร่วงผุ และเน่าเปื่อยเป็นปุ๋ย ขี้โคลนที่ลอกขึ้นมาจากท้องร่อง นำมากลบโคนต้นไม้ กลายเป็นปุ๋ยอย่างดี กลายเป็นการออมความอุดมสมบูรณ์ของดิน ช่วยให้ไม่มีรูรั่วไปซื้อปุ๋ยเคมี พ่อมหาอยู่ได้ออมต้นไม้ใหญ่นับร้อยชนิด จำนวนหลายพันต้น ทั้งผัก ผลไม้ และไม้ใช้สอย โดยระยะเริ่มต้นจะใช้กล้วยเป็นพืชพี่เลี้ยง และตามด้วยต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ ผลของการออมต้นไม้ใหญ่ทำให้มีปัจจัย 4 ครบทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยาสมุนไพรรักษาโรค นอกจากนี้ยังทำให้สัตว์ต่างๆ เช่น นก งู กบ เขียด มีที่พักอาศัย และที่สำคัญต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ได้กลายเป็นบำนาญชีวิต ที่ช่วยต่ออายุของผู้เฒ่า ทั้งสามีภรรยาให้มีความสุขทั้งกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ
  • การเงินดี เป็นคาถาสำคัญที่พ่อมหาอยู่คอยบอกผู้มาเยือน ว่า หากรู้จักออมเงิน นอกจากเงินจะกลายเป็นบำนาญชีวิตแก่ผู้ที่ออมมันไว้แล้ว เงินยังช่วยให้เราสามารถสร้างทุนทางสิ่งแวดล้อม เช่น จ้างรถแมคโครมาขุดสระออมน้ำ ใช้เงินซื้อที่ดินเพิ่ม เป็นการออมที่ดิน ซื้อต้นไม้พันธุ์ดีมาเปลี่ยนยอดพันธุ์พื้นเมืองให้ได้ผลผลิตดีไว้กิน ไว้แจก มีเหลือขายได้อีกด้วย และที่สำคัญยังสามารถเปลี่ยนเงินเป็นทุนทางปัญญา เช่น ใช้เป็นค่ารถให้สมาชิกมานั่งคุยกัน หรือไปศึกษาดูงาน เป็นต้น ดังนั้นพ่อมหาอยู่จึงได้พาเครือข่ายตั้งกลุ่มออมทรัพย์ จนได้รับประกาศเกียรติคุณ “ผู้นำกลุ่มสมาชิกที่ระดมเงินฝากโครงการออมทรัพย์วันละนิดเพื่อชีวิต สหกรณ์ดีเด่น” ประจำปี 2531 จาก สหกรณ์การเกษตรเมืองสุรินทร์ จำกัด

Maha Yoo 03
ถ่ายภาพกับลูกสาวผู้มารับช่วงสืบสานการทำเกษตรพอเพียงต่อจากผู้เป็นพ่อ

หลักการสร้างปัญญา

พ่อมหาอยู่ อาศัยหลักการสร้างปัญญาไว้ 3 ทาง คือ

  1. สุตมยปัญญา ได้แก่ ปัญญาเกิดจากการสดับ การเล่าเรียน
  2. จินตามยปัญญา ได้แก่ ปัญญาเกิดจากการพิจารณาเหตุผล
  3. ภาวนามยปัญญา ได้แก่ ปัญญาเกิดจากการฝึกอบรมลงมือปฏิบัติ

โดยวิธีสร้างปัญญาดังกล่าวร่วมกับการครองตนด้วยธรรมะข้ออื่นๆ อีกหลายข้อที่ยึดถือปฏิบัติอยู่เป็นนิตย์ทำให้พ่อมหาอยู่กลายเป็นผู้ทรง ภูมิปัญญา เป็นผู้เฒ่าที่มีคุณค่าและชราอย่างมีความสุข

3. ต้องผสมผสานด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพจะช่วยให้เราลดรายจ่ายด้านอาหาร การกินลงได้อย่างชัดเจน เพราะเราปลูกและเลี้ยงทุกอย่างที่ต้องกินและต้องใช้ เมื่อมีเหลือก็แจกญาติสนิทมิตรสหาย ทำให้รักใคร่และพึ่งพากันเองได้ เหลือกินเหลือใช้ เหลือแจกก็ขายช่วยให้มีรายได้เพิ่ม ปลดเปลื้องหนี้สินได้ และมีเงินออม ทั้งออมเงินในรูปของแม่ธรณี แม่คงคา แม่มัจฉา แม่โพสพ และรุกขเทวดา รวมความว่า ความหลากหลายทางชีวภาพช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น และยังช่วยให้ระบบนิเวศน์ดีขึ้น เพราะใบไม้ของต้นไม้ชนิดหนึ่งย่อยสลายแล้ว กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ของอีกชนิดหนึ่ง การมีต้นไม้หลากหลายทำให้มีแมลงที่หลากหลาย และควบคุมกันเอง มีสัตว์กินแมลง เช่น นก กบ เขียด มาอาศัยอยู่เพราะมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ตามมาด้วยงู กระรอก กระแต มาอยู่ร่วมกันได้ เพิ่มปุ๋ยคอกแก่ต้นไม้ด้วย การเป็นอาหารของกันและกัน พร้อมควบคุมกันเอง ทำให้ห่วงโซ่อาหารครบวงจร เกิดความยั่งยืน รวมทั้งไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า และสารเคมีฆ่าแมลง ช่วยให้พึ่งตนเอง และพึ่งพากันเองได้ นอกจากนั้น การใช้ไม้พันธุ์พื้นเมืองยังช่วยให้ได้ต้นไม้และสัตว์ที่ทนโรคทนแล้ง และเมื่อต้องการพันธุ์ดีก็นำกิ่งดีๆ มาติดตาต่อกิ่งหรือเปลี่ยนยอดได้

ปราชญ์ - พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย ตอนที่ 1

ความสุขที่สัมผัสได้

เมื่อถามถึงความสุขพ่อมหาอยู่ตอบทันทีว่า คือ

  • อารมณ์ดี หมายถึง มีอยู่มีกิน ไม่มีหนี้ ครอบครัวมีสุข
  • อากาศดี หมายถึง สิ่งแวดล้อมดีๆ
  • อาหารดี หมายถึง อาหารพอเพียงครบทุกหมวดหมู่ สะอาด และปลอดภัยจากสารพิษ
  • สมุนไพรดี หมายถึง มีสมุนไพรเป็นทั้งอาหารในชีวิตประจำวัน และเป็นยารักษาโรคอย่างพอเพียง
  • การเงินดี หมายถึง ดูแลดีไม่มีรูรั่ว และออมเป็น

วิธีการได้มาซึ่งความสุข ใช้หลักการมีศีล คือ

  • สีเลนะ สุคะติง ยันติ (ศีลทำให้เกิดความสุขตลอดไป)
  • สีเลนะ โภคะสัมปะทา (ผู้มีศีลจะถึงพร้อมด้วยสมบัติ)
  • สีเลนะ นิพพุติง ยันติ (ศีลทำให้ได้พระนิพพาน คือสงบจากกิเลส)
  • ตัสมา สีลัง วิโสธเย (ดังนั้นจงรักษาศีลให้บริสุทธิ์เถิด จะทำอะไรต้องใช้ศีลควบคุมตนเองและแนวทางโครงการเสมอ)

การขยายความคิดและเครือข่ายหนึ่งล้านครอบครัวในอีสาน ตลอด 40 ปีเศษ ของความสำเร็จที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พ่อมหาอยู่ได้ขยายความคิดออกไปอย่างกว้างขวาง โดยรับดูงานทั้งชาวบ้าน ผู้นำชาวบ้าน นักพัฒนาภาครัฐ นักพัฒนาภาคเอกชน นักวิชาการ นักธุรกิจ และสื่อมวลชนรวมทั้งผู้สนใจนับได้ไม่หวาดไม่ไหว และพ่อมหาอยู่ได้ปวราณาตัวที่จะรับใช้แผ่นดินไทยจนกว่าชีวิตจะหาไม่ให้ได้ หนึ่งล้านครอบครัวในภาคอีสานที่พึ่งตนเอง และพึ่งพากันเองได้ถวายในหลวง โดยร่วมขบวนการใน 3 เครือข่ายใหญ่ๆ ดังนี้ คือ

  1. เครือข่ายภูมิปัญญาชาวบ้านและพหุภาคีภาคอีสาน
  2. เครือข่ายขุดสระตามทฤษฎีใหม่จังหวัดสุรินทร์
  3. เครือข่ายจัดสวัสดิการเร่งด่วน เพื่อผู้ยากไร้ของกองทุนเพื่อสังคม

ซึ่งทั้ง 3 เวทีเครือข่าย จะพบพ่อมหาอยู่เสมอ รวมทั้งศูนย์เรียนรู้ของท่านยินดีต้อนรับผู้ดูงานที่สนใจ

Maha Yoo 05

แก่เกษตรผสมผสาน ยิ่งแก่ยิ่งมัน

หลายคนไปเรียนถามพ่อมหาอยู่ว่า ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างหรือไร อายุมากถึงปานนี้ยังเดินทางไปที่ต่างๆ เพื่อขยายความคิด พ่อมหาอยู่ได้ตอบไปว่า ความแก่มีมากมายหลายประเภท เช่น

- แก่หูหวาย - แก่ได้ดอก - แก่หยอกหลาน - แก่กระดูก (ไฮโล)
- แก่กระดาษ (ไพ่) - แก่แดด (ตากแดด) - แก่แรด (ยิงสัตว์) - แก่ฟักแก่แฟง

แต่ผมแก่เกษตรผสมผสาน ยิ่งแก่ยิ่งมันส์ เพราะมีทั้งบำนาญชีวิต มีร่างกายและจิตใจที่แข็งแกร่งกว่าวัยเดียวกันหลายเท่า มีครอบครัวที่อบอุ่น มีชุมชนที่เข้มแข็ง มีสิ่งแวดล้อมดี มีอิสรภาพไร้หนี้ปลอดสิน มีความภาคภูมิใจได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ แก่ลูกหลานและผู้สนใจไม่รู้เบื่อ และที่สำคัญคือ มีปัญญาเรียนรู้ธรรมะ และธรรมชาติ เห็นสัจธรรมของความยั่งยืนจากความสมดุลระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม

ปราชญ์ - พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย ตอนที่ 2

ความสำเร็จอยู่ที่การเตรียมตัว

พ่อมหาอยู่ได้ให้คาถาของความสำเร็จในปัจจุบันเพิ่มเติมจากอิทธิบาท 4 ว่าต้องวางแผน กล่าวคือ คนเราจะต้องเตรียมตัวดังนี้

- เตรียมตัวก่อนตาย - เตรียมกายก่อนแต่ง - เตรียมน้ำก่อนแล้ง - เตรียมแรงก่อนทำงาน

ซึ่งทั้งหมดนี้รวมเป็น “พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย” ปราชญ์ชาวบ้านอาวุโสของภาคอีสานที่มีความสุข ซึ่งพวกเรารักและเคารพ

Maha Yoo 06

พ่อมหาอยู่ ท่านเสียชีวิตด้วยโรคชรา เมื่อเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2550 อายุ 89 ปี ด้วยอาการสงบ หลังจากท่านตรากตรำทำงานหนัก แบบไม่เคยหยุดพัก ในเครือข่ายเกษตรผสมผสานมาตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

 

redline

backled1

 

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)