foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
ฝนยังไม่หมดแต่ก็เบาบางลงนะครับ หลังจากช่วงก่อนเข้าพรรษาฟ้ารั่วหลายแห่ง หลายจังหวัด จนได้ข่าวว่าที่หว่านข้าวในนาไปโดนน้ำพัดหายไปมากเหมือนกัน เห็นทีจะต้องทำนาดำแทนก็มี ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นก็ฝายน้ำล้นพังเกิดความเสียหาย น้ำท่วมบ้าน ท่วมไร่นาไปก็มาก ฝนอาจจะทิ้งช่วงไปในช่วงนี้ในบางพื้นที่ ใครมีสระกักเก็บน้ำก็คงจะช่วยบรรเทาไปได้บ้าง ขอเป็นกำลังให้พี่น้องบ้านเฮาเด้อครับ ช่วยกันปลูกป่า ปลูกต้นไม้เสริมตามหัวไร่ปลายนากันเถอะ ...😭🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

e mil

No. of Page View

paya supasit

ju juคันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มเป็นพระยา อย่าได้ลืมคนทุกข์ผู้ขี่ควายคอนกล้า

        ## ถ้าได้ดิบได้ดีหรือได้เป็นใหญ่แล้ว ก็อย่าได้ลืมผู้คนรอบข้าง @อย่าลืมบุญคุณคนที่เคยเอื้อเฟื้อเรา ##

pra farang

มีชาวต่างประเทศจำนวนมากที่มีความเลื่อมใสในพระธรรมคำสอน แล้วมาบวชอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมเป็นศิษยานุศิษย์ ของ หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บ้างก็ปวารณาตัวบวชตลอดชีวิต จึงมีคำถามว่า "ศาสนาพุทธ มีดีอะไรจึงทำให้ฝรั่งต่างชาติละทิ้งอาชีพและอนาคตอันศิวิไลซ์มาบวชมากมายเช่นนี้"

วิถีพระป่าฝรั่ง ศิษยานุศิษย์ชาวต่างชาติ (3)

siri panyo 02พระอาจารย์สิริปันโน (Ajahn Siripanyo)

ข่าวที่เรียกได้ว่า กำลังเป็นที่ฮือฮาในหมู่ Social Network อย่างยิ่งทีเดียว มีการแชร์กันไปมากมาย สำหรับเรื่องราวของพระชาวมาเลเซียรูปหนึ่ง ที่รู้สึกซาบซึ้งในรสพระธรรม จนถึงขนาดยอมทิ้งทรัพย์สมบัติอันมหาศาล ถึง 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.85 แสนล้านบาท) เพื่อขอบวชศึกษาพระธรรมภายใต้ร่มกาสาวพักตร์

อาจารย์สิริปันโน (Ajahn Siripanno) หรือชื่อเดิมคือ เว็น สิริปัญโญ (Ven Siripanyo) เป็นลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐี ที. อนันดา กริชนัน (Tan Sri Ananda Krishnan) เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญสุนทานชาวศรีลังกา เชื้อสายทมิฬ ซึ่งนิตยสาร Forbes จัดอันดับความร่ำรวยเป็นอันดับ 2 ของมาเลเซีย และอันดับ 4 ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับที่ 93 ของโลก (2nd richest man in Malaysia, 4th in Southeast Asia and 93th in the world according to Forbes in 2012) และ ม.ร.ว.สุพินดา จักรพันธุ์ (คุณหญิงใหญ่) มารดาซึ่งเป็นคนไทย

ครอบครัวนี้มีลูกสาว 2 คน และมีลูกชายเพียง 1 คน คือ อาจารย์สิริปันโน ท่านจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ และสามารถพูดได้ถึง 8 ภาษา ท่านสิริปันโน เคยมาศึกษาธรรมกับ อาจารย์ชยสาโร ที่วัดป่านานาชาติอยู่ 3 เดือน จนเมื่อท่านเรียนจบและทำงานได้ราวหนึ่งปี ก็ตัดสินใจบวชอีกครั้งและไม่สึกตลอดชีวิต

ท่านได้เลือกที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อ 24 ปีที่แล้ว (นับถึงปี พ.ศ. 2561) โดยเป็นลูกศิษย์สาย พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) แห่งวัดหนองป่าพง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และท่านไม่เคยมองย้อนกลับไป อยากใช้ชีวิตฆราวาสอีก

ท่านปฏิเสธโอกาสที่จะทำงาน เพื่อเข้ามาดูแลและขยายอาณาจักรธุรกิจของบิดา รวมทั้งปฏิเสธที่จะรับมรดกของครอบครัว ซึ่งมีมูลค่าราว 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ($9.5 billion -2011) แต่กลับเลือกที่เดินบนเส้นทางของการเจริญสมาธิภาวนา ตามแนวปฏิบัติสายพระป่าแห่งวัดหนองป่าพงตลอดชีวิต

พวกเราชาวพุทธ ไม่ควรพูดถึงพระด้วยการเน้นชูพื้นเพชีวิตของท่านก่อนบวช (ว่าเรียนจบอะไร, ครอบครัวทำอะไร เป็นต้น) เพราะนั่นไม่สำคัญ ไม่ว่าใครจะเรียนจบอะไร พ่อแม่ทำอาชีพอะไร อยู่ในสังคมแบบไหน ก็ไม่สำคัญ เพราะว่าเมื่อ “...วรรณะ ๔ จำพวก คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิม ถึงการนับว่าพระสมณศากยบุตรทั้งนั้น เปรียบเหมือนแม่น้ำใหญ่ๆ คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี แม่น้ำเหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิมหมด ถึงการนับว่ามหาสมุทรนั่นเองฉะนั้น...” พวกเราจึงควรจะพูดถึงท่านที่ธรรมะและปฏิปทามากกว่า

siri panyo 03
ท่านสิริปันโน กับโยมพ่อ มหาเศรษฐี ที. อนันดา กริชนัน

พระอาจารย์สิริปันโน (Ajahn Siripanno) ท่านเป็นพระที่เล่าถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ โดยไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (กล่าวคือ ไม่เอาชื่อเสียงเกียรติคุณของพ่อแม่ครูบาอาจารย์มาเป็นฐานเพื่อเสริมตัวเองขึ้น เพื่อยกตัวเองขึ้น) แต่มุ่งเน้นให้ความสำคัญที่ธรรมะและปฏิปทาของพ่อแม่ครูบาอาจารย์เป็นหลัก นี่คือสิ่งที่เราควรชูขึ้น คือ ธรรมะ ปฏิปทา การปฏิบัติตน เราควรทำอย่างนี้เหมือนกัน ใช้ตรงนี้เป็นแบบอย่าง

siri panyo 01

ปัจจุบันท่านจำพรรษาอยู่ที่ สำนักสงฆ์เต่าดำ จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นสาขาของวัดป่านานาชาติ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

siri panyo 04
ภาพท่านสิริปัญโญ กับโยมมารดา (คุณหญิงใหญ่ ม.ร.ว.สุพินดา จักรพันธุ์)

มองพระพุทธศาสนา โดย พระอาจารย์สิริปัญโญ

ดอกบัวบานแผ่กิ่งก้านสาขาไปทุกมุมโลก

อกจาก "พระพุทธศาสนา" จะเบ่งบานในทิศตะวันตกแล้ว ก็ยังเป็นที่ยินดีที่ “เมล็ดพันธุ์แห่งพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ได้ถูกปลูกฝังลงในดินแดนของยูกันดา ทวีปอัฟริกา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาแห่งการดูแลให้เติบใหญ่ หวังว่าเมล็ดพันธุ์ที่มีประโยชน์นี้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และเติบโตอย่างแข็งแรง แผ่ขยายไพศาลเป็นผลไม้แห่งประโยชน์ของสัตว์โลกทั้งปวง” โดยมี พระพุทธรักขิตะ หรือ สตีเว่น คาบอคโกซา (Steven Kaboggoza) ชาวอูกานดา ได้ก่อตั้งศูนย์พระพุทธศาสนาในประเทศยูกันดา ในนาม Uganda Buddhist Centre หรือ UBC ซึ่งถือเป็นจุดเกิดพระพุทธศาสนาในดินแดนกาฬทวีปแผ่นดินอัฟริกา

african budhist

เมื่อแรกเริ่ม สตีเว่น คาบอคโกซา รู้จัก "พุทธศาสนา" เพียงผิวเผินตามหนังสือเรียน แต่พอรู้จักพระสงฆ์ไทยจากการเป็นเพื่อนร่วมชั้นระหว่างเรียนการบริหารที่อินเดีย ก็ทำให้ท่านสนใจในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังเรียนจบก็ได้ออกเดินทางไปยังพื้นที่กำเนิดพระพุทธศาสนา ทั้งที่ ทิเบต และเนปาล ก่อนที่จะจบลงที่ประเทศไทย ซึ่งการมาที่ไทยนอกจากมาศึกษาพระพุทธศาสนาแล้ว ก็มาประกอบอาชีพหาเงินด้วยการเป็นครูดำน้ำที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย ก่อนที่จะกลับไปบ้านเกิดอีกครั้งหลังจากห่างบ้านไปท่องโลกนาน 7 ปี พอไปถึงที่บ้านญาติๆ ของท่านก็ไม่ค่อยชอบใจที่ท่านนำหนังสือธรรมะและชุดดำน้ำกลับไปด้วย เพราะคาดคิดว่า จะได้พบท่านในฐานะนักธุรกิจ นักบริหารที่ร่ำรวย โดยถึงขั้นจะเผาหนังสือและชุดดำน้ำทิ้ง และให้หันกลับไปนับถือศาสนาคริสต์ตามครอบครัว ท่านจึงตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง

ท่านได้เดินเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อไปศึกษาธรรมะโดยเฉพาะ จนกระทั่งปี 2002 ท่านจึงตัดสินใจบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ หลังได้พบกับ ท่านปัณณาธิภา (Pannadipa) ณ ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนาตถาคต (Tathagata) ทีเอ็มซีTMC – Tathagata Meditation Centre ในเมืองซาน โฮเซ่ (San Jose) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California) โดยมีพระอาจารย์ คือ ท่านซายาดอว์ ยู สิละนันทะ (Sayadaw U. Silananda)

พระพุทธรักขิตะ หลังจากท่านได้ศึกษาพระพุทธศาสนา และบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านจึงตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่อูกานดา เพื่อทำตามปณิธานที่ตั้งไว้ว่า “จะต้องกลับไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ยูกันดาให้จงได้” ซึ่งฟังดูอาจจะดูเหมือนง่าย แต่หากพอทำจริงมันยากมาก เพราะชาวบ้านยังไม่เชื่อใจ บ้างก็ว่าท่านถูกมนต์ดำ (ต้องเข้าใจว่า ในอัฟริกานั้นผู้คนยังเชื่อในเรื่องสิ่งลึกลับ ภูติผี เจ้าป่า เจ้าเขา ผู้วิเศษที่ลี้ลับอยู่) บ้างก็ว่าท่านวิกลจริต (บ้าไปแล้ว) เดินเข้ามาแกล้งสารพัด จนเป็นที่ตลกขบขัน แต่ด้วยวัตรปฏิบัติของท่านที่เรียบง่าย และงดงาม ไม่เคยถือโทษโกรธผู้ใด แต่ไขข้อสงสัยให้แก่ผู้ที่เข้ามาตั้งคำถามอย่างใจเย็น จนเป็นที่น่าประทับใจ ทำให้ผู้คนเปิดใจให้กับท่านมากขึ้น จนสามารถก่อตั้งศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ดังกล่าว ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

rakita african monk

ดาราและคนดังต่างชาติที่สนใจในพุทธศาสนา

ยังมีชาวต่างชาติอีกจำนวนมากที่มีความสนใจ และเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เช่น เหล่าบรรดาเซเลปที่มีชื่อเสียง ศิลปิน ดาราดังในฮอลลีวู๊ด นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นักปรัชญา และนักคิดนักเขียน แม้จะไม่ได้มาบวชเป็นพระสงฆ์ แต่ก็ยังคงใช้ชีวิตตามหลักพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อย ได้กล่าวถึงพุทธศาสนาในแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น

hollywood

อาร์เธอร์ โชเพนเฮาว์ นักปรัชญาชาวเยอรมัน (ค.ศ.1788-1860) กล่าวว่า “ถ้าข้าพเจ้าจะถือเอาผลแห่งปรัชญาของข้าพเจ้าว่า เป็นมาตรฐานแห่งความจริง ข้าพเจ้าก็ควรมีข้อผูกพันที่ต้องยอมรับพระพุทธศาสนาว่า "เด่นเป็นพิเศษเหนือศาสนาที่เหลือ" อย่างไรก็ตาม ก็จะต้องเป็นที่น่ายินดีสำหรับข้าพเจ้าที่ได้พบว่า  คำสอนของข้าพเจ้าเข้ากันได้อย่างใกล้ชิดกับศาสนาซึ่งมนุษย์ส่วนมากนับถือ การเข้ากันได้นี้ต้องเป็นที่น่าพอใจมาก เพราะในการคิดปรัชญานั้น ข้าพเจ้ามิได้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของศาสนานั้น (พระพุทธศาสนา) อย่างแน่นอน”

ศาสตราจารย์ทางนิรุกติศาสตร์ ชาวเยอรมัน แมกซมึลเลอร์ (ค.ศ.1823-1900)  ผู้นำในการศึกษาความรู้เกี่ยวกับตะวันออก กล่าวว่า “ประมวลศีลธรรมของพระพุทธเจ้า สมบูรณ์มากที่สุดที่โลกเคยรู้จักมา”

เอช. จี. เวลส์ นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ และนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ (ค.ศ.1866-1946) ผู้ริเริ่มการเขียนนวนิยายทางวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า “พระพุทธศาสนาได้กระทำไว้มาก ยิ่งกว่าอิทธิพลอื่นใดที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพื่อความก้าวหน้าแห่งอารยธรรมของโลก และวัฒนธรรมที่แท้จริง”

เบอร์ทรันด์ รัสเซล นักปรัชญา นักเขียน นักคณิตศาสตร์ และนักต่อสู้คัดค้านอาวุธนิวเคลียร์ ชาวอังกฤษ (ค.ศ.1872-1970) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในปี 1950 กล่าวว่า “พระพุทธศาสนาเป็นการรวมกันของปรัชญาแบบพินิจความจริง กับวิทยาศาสตร์ ศาสนานั้นสนับสนุน วิธีการทางวิทยาศาสตร์ และติดตามวิธีการนั้นจนถึงที่สุด ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นศาสนาแห่งเหตุผล ในพระพุทธศาสนาเราจะได้พบคำตอบที่น่าสนใจ เช่น จิตใจกับวัตถุคืออะไร? ระหว่างจิตใจกับวัตถุนั้นอย่างไหนสำคัญมากกว่ากัน? เอกภพเคลื่อนไปหาจุดหมาย ปลายทางหรือไม่? พระพุทธศาสนาพูด ถึงเรื่องที่วิทยาศาสตร์ยังหานำทางไปได้ไม่ เพราะความจำกัดแห่งเครื่องมือ ของวิทยาศาสตร์ ชัยชนะของพระพุทธ ศาสนาเป็นชัยชนะทางจิตใจ”

ศาสตราจารย์คาร์ล กุสตาฟ จุง (ค.ศ.1875-1961) นักจิตวิทยา ชาวสวิสเซอร์แลนด์ กล่าวว่า “ในฐานะเป็นนักศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สมบูรณ์มากที่สุดที่โลกเคยพบเห็นมา ปรัชญาของพระพุทธเจ้า ทฤษฎีวิวัฒนาการและกฎแห่งกรรม (ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว) ยิ่งใหญ่เหนือลัทธิอื่นอย่างห่างไกล”

อัลแบร์ต ชไวเซอร์ (ค.ศ.1875-1965) แพทย์นักสอนศาสนาชาวฝรั่งเศส นักเทววิทยา และนักดนตรี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปี 1952 (พ.ศ. 2495) บอกว่า “พระองค์ (พระพุทธเจ้า) ได้ทรงแสดงออกซึ่งสัจธรรมอันมีคุณค่าเป็นนิรันดร และได้ทำให้จริยธรรมมิใช่ของอินเดียเท่านั้น แต่ของมนุษยชาติก้าวหน้าไป พระพุทธเจ้าเป็นผู้หนึ่งในบรรดาอัจฉริยมนุษย์ทางศีลธรรมที่โลกเคยได้มา”

albert eistineอัลเบิร์ต ไอนสไตน์ (ค.ศ.1879-1955) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ กล่าวว่า “ศาสนาในอนาคตจะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา (คืออ้างเทวดา เป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนความสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจ อย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย "พระพุทธศาสนา" ตอบข้อกำหนดนี้ได้ ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา”

อัลดัส ฮักซลี่ย์ (ค.ศ.1894-1963) นักเขียนนวนิยายชาวอังกฤษ กล่าวว่า “ในบรรดาศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของโลกทั้งหมด "พระพุทธศาสนา" เป็นเพียงศาสนาเดียว ที่ดำเนินไปโดยปราศจากการเบียดเบียนทางศาสนา การตรวจควบคุม และการซักถามสอบสวน (ซึ่งมีลูกขุนหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินการ เพื่อจะเอาผิด หรือควบคุมผู้ไม่นับถือ) ในแง่เหล่านี้ทั้งหมด ประวัติของพระพุทธศาสนายิ่งใหญ่มาก เหนือศาสนาอื่นซึ่งดำเนินไปในระหว่างประชาชน ผู้ติดอยู่กับระบบทหาร”

เจ.โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ นักฟิสิกส์ ชาวอเมริกัน (ค.ศ. 1904-1976) ผู้นำในการพัฒนาระเบิดปรมาณู กล่าวว่า “ขอยกตัวอย่าง เช่นเราถามว่า ฐานะของอิเล็กตรอนเป็นอันเดียวกันใช่หรือไม่? เราจะต้องตอบว่าไม่ ถ้าเราถามว่า ฐานะของอิเล็กตรอนเปลี่ยนไปพร้อมกับกาลเวลาใช่หรือไม่? เราจะต้องตอบ ว่าไม่ ถ้าถามว่า อิเล็กตรอนหยุดพักใช่หรือไม่? เราจะต้องตอบว่าไม่ ถ้าเราถามว่ามันเคลื่อนไหวใช่หรือไม่? เราจะต้องตอบว่าไม่ พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานคำตอบเช่นเดียวกัน เมื่อทรงได้รับคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของตัวตนของมนุษย์ภายหลังความตาย แต่คำตอบเหล่านั้นมิใช่คำตอบที่คุ้นกับจารีตประเพณีของวิทยาศาสตร์ สมัยศตวรรษที่ 17และ 18”

สำหรับซุปเปอร์สตาร์ที่คนทั่วโลกชื่นชอบ และคลั่งไคล้กันนั้น การที่เขาสนใจ และบางรายถึงกับเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ พร้อมอุทิศตนทำงานเพื่อช่วยจรรโลงพุทธศาสนานั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า "หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึกของพวกเขาได้อย่างแท้จริง"

ริชาร์ด เกียร์ (Richard Gere) ดาราชื่อก้องชาวอเมริกัน ได้ชื่อว่าเป็นดาราหนุ่มที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งในปี 1980-1990 ภาพยนต์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากก็คือ Pretty Woman(1990) และเมื่อปี 2546 ที่ผ่านมา เขาก็คว้ารางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 60 ในฐานะดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนต์เรื่อง "ชิคาโก"

richard gear

ริชาร์ด เกียร์ หันมาสนใจศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง จนพบว่า ศาสนาพุทธให้คำตอบกับชีวิตของเขาได้ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และใช้เวลานอกจอช่วยเหลืองานขององค์ทะไลลามะ ในการเผยแผ่ศาสนา และเมื่อครั้งที่มีการประกาศรางวัลออสการ์ปี 1993 ท่ามกลางสายตาของผู้ชมนับล้านๆ คู่ ริชาร์ด เกียร์ ก็ใช้เวทีนี้เรียกร้องความรักและสัจธรรมให้กับมวลมนุษย์ และในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ (เหตุการณ์ Nine-one-one) เมื่อวันที่ 11 กันยายน  2545 นั้น ริชาร์ด เกียร์ ให้สัมภาษณ์ว่า เขากำลังศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่ที่รัฐแมสซาชูเซตส์

เกียร์เคยพูดว่า "เราต้องคิดว่า บรรดาผู้ก่อการร้ายนั้นได้ก่อความเลวร้ายให้กับชีวิตภายหน้าของพวกเขาไว้แล้ว เรียกว่า สร้างกรรมชั่ว และเราจะต้องมองให้กว้างไกลว่า เราทุกคนต่างเกี่ยวโยงกับการกระทำครั้งนี้เช่นกัน" เขาย้ำว่า "เราต้องให้ความรักและเมตตากับทุกคน ไม่เว้นแม้พวกที่ก่อการร้าย ถ้าเราทั้งหลายสามารถที่จะมองพวกผู้ก่อการร้าย ด้วยความคิดว่าเขาเหล่านั้นคือ ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา ยาที่จะรักษาพวกเขาได้ก็คือ ความรักและเมตตานั้นเอง ไม่มีอะไรจะดีกว่านั้นอีกแล้ว"

สตีเว่น ซีกัล (Steven Seagal) พระเอกนักบู๊ชื่อดังของฮอลลีวู้ด ชาวอเมริกัน โด่งดังขึ้นมาในฮอลลีวู้ดในฐานะพระเอกหนังแอ๊คชั่น หนังเรื่องล่าสุดของเขา คือ "Exit Wounds" ซีกัลได้ศึกษา และปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งมีลามะในทิเบตบางรูปพูดถึงเขาว่า "เขาเป็นอดีตลามะองค์สำคัญที่กลับชาติมาเกิดทีเดียว"

roberto baggioโรเแบร์โต บาจโจ (Roberto Baggio) นักฟุตบอลชื่อดังชาวอิตาลี หันมาสนใจพุทธศาสนา หลังผ่าตัดเข่าข้างขวา และต้องหยุดเล่นนานถึง 2 ปี ช่วงนี้เขาต้องฝึกกายภาพ ด้วยความหวังที่เลือนลางและไม่มีความสุข หงุดหงิด อารมณ์เสียบ่อยครั้ง เมาริซิโอ โบลดรินี เจ้าของร้านขายแผ่นซีดี ซึ่งโรแบร์โตเป็นลูกค้าประจำที่ร้าน จึงได้แนะนำให้เขาสวดมนต์

โรเแบร์โต บาจโจ รู้สึกดีขึ้นมากและหันมาสนใจศึกษาพุทธศาสนา จนนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง กระทั่งอาการบาดเจ็บที่เข่าของเขาค่อยทุเลาลง และสามารถกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง บาจโจ บอกไว้เมื่อ พ.ศ. 2539 ว่า "แม้จะปฏิบัติธรรมได้เพียง 8 ปีเท่านั้น แต่บุญกุศลที่ได้รับนั้นมากมายเกินกว่าจะกล่าวได้หมด"

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ โรเแบร์โต บาจโจ ก็คือได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติของตนเอง เพราะก่อนหน้าที่จะหันมาปฏิบัติธรรมนั้น เขาเป็นคนที่จะต้องคิดในรูปแบบที่ตัวเองวางกรอบหรือกำหนดไว้แล้ว หรือไม่ก็ตัดสินสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยใช้ความคิดของตนเองเป็นหลัก และคิดว่าการกระทำเช่นนี้ของตนถูกต้องเสมอ แต่หลังการปฏิบัติธรรมแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากมายในชีวิตจิตวิญญาณของตัวเอง ซึ่งต้องใช้สติปัญญาในการตัดสินใจ แม้จะเป็นเรื่องที่ยาก เพราะบางครั้งจิตใจก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางกาย บาจโจ บอกว่าสำหรับชาวอิตาเลียนแล้ว พุทธศาสนานั้นอยู่ห่างไกลและไม่เกี่ยวข้องอะไรกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และชาวอิตาเลียนจะมีความเชื่อในความคิดเห็นของตนเองมาก และไม่ต้องการศึกษาเรียนรู้ หรือเข้าใจปรัชญาอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากที่พวกเขาเคยรับรู้มา แต่จะตัดสินสิ่งต่างๆ ตามความคิดเห็นของตนเอง สำหรับเขาแล้วการตัดสินใจหันมานับถือพุทธศาสนา ไม่รู้สึกว่าขาดความเชื่อมั่น และไม่แคร์ว่าใครจะพูดว่าอย่างไร เพราะเป้าหมายของตนคือ "ต้องการจะเป็นบุคคลที่มีความสุขที่สุด"

ไม่เพียงแต่บรรดาคนดังเหล่านี้ ที่หันมาสนใจและประพฤติปฏิบัติตามหลักพุทธธรรมเท่านั้น ยังมีชาวตะวันตกอีกมากมายที่มุ่งหน้าค้นหาสัจธรรมของชีวิต เดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นทิเบต ภูฐาน ศรีลังกา พม่า หรือประเทศไทย เพื่อการศึกษาหลักธรรมคำสอนและปฏิบัติกันอย่างจริงจัง คอร์ส อบรม วิปัสสนา ที่วัดหรือหน่วยงานบางแห่งในบ้านเราจัดขึ้น สำหรับชาวต่างชาตินั้น ได้รับความสนใจมีผู้สมัครเข้าร่วมอย่างล้นหลาม

 

 ดอกบัวบานทางทิศตะวันตก (1) | ดอกบัวบานทางทิศตะวันตก (2) | ดอกบัวบานทางทิศตะวันตก (3)

redline

backled1

thai isan language

ภาษาอีสาน เป็นภาษาที่มีความเป็นมาเป็นของตนเองโดยแนบแน่นมากับภาษาลาว มีตัวอักษร อักขรวิธี คำ และความหมายของคำเป็นของตัวเอง มีรูปแบบการเขียน การพูด การเล่า การร้อง การลำเป็นของตนเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบ การพูด การเล่า การร้อง การลำนั้น นับว่าแพร่หลายมากในห้วงเวลาที่คนอ่านออกเขียนได้มีจำนวนจำกัด การสื่อความหมาย การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในหัวเมืองลาวเหล่านี้ ก่อนที่ระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ของกรุงเทพฯ จะเข้ามานั้น ส่วนใหญ่จะสื่อความหมายกันทางปาก นั่นคือ การพูด การเล่า การร้อง การลำในรูปแบบต่างๆ เช่น เล่านิทาน ลำตำนานประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผญา นิทานก้อม เป็นต้น

kwai 01

ภายหลังการเข้าจัดการปกครองหัวเมืองลาวโดยฝ่ายกรุงเทพฯ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ระบบการศึกษาแบบใหม่ของกรุงเทพฯ ก็เข้ามาเผยแพร่ในหัวเมืองเหล่านี้ การระบาดของภาษาตามแบบกรุงเทพฯ ดำเนินไปอย่างเข้มข้น พร้อมกับการขยายการศึกษาภาคบังคับ การขยายตัวของเส้นทางคมนาคมขนส่ง (ทางรถไฟ) และการขยายตัวของระบบสื่อสารมวลชน (มีโทรเลข วิทยุ) แม้ว่าจะมีความพยายามอย่างมากที่จะแทนที่ภาษาท้องถิ่นหัวเมืองลาวด้วยภาษาไทยกลาง แต่ความพยายามดังกล่าวก็ยังไม่บรรลุผลสมบูรณ์แบบ ความปนเปกันระหว่างภาษาไทยกลางกับภาษาอีสานนั้นมีนัยะให้น่าศึกษาอยู่

tum kaopoon

การตำแป้งขนมจีนด้วยครกกระเดื่อง ภาษาอีสานเรียก ตำเข้าปุ้นด้วยครกมอง

ด้วยความจำกัดในด้านความรู้และด้านเวลาของผู้เขียน จึงขอนำเสนอลักษณะความปนเปหรือความเกี่ยวพันสัก 2 ลักษณะ

'บักลาอิ่มข้าวหลาม'

1. คำที่เขียนอย่างเดียวกัน อ่านออกเสียงอย่างเดียวกัน แต่มีความหมายทั้งที่เหมือนกันและต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น

คำว่า “อิ่ม” ในความหมายภาษาไทยกลาง หมายถึง การได้กระทำในสิ่งที่ต้องการทำอย่างเพียงพอ การได้ดูอย่างเพียงพอ การได้พูดอย่างเพียงพอ การได้ฟังอย่างเพียงพอ คือได้กระทำอย่างจุใจก็เรียกว่า “อิ่ม” เช่น กินจนอิ่ม ดูจนอิ่ม พูดจนอิ่ม ฟังจนอิ่ม เป็นความสมหวังตามสิ่งที่ต้องการอยากทำ มีความหมายในเชิงบวก

ส่วนคำว่า “อิ่ม” ในภาษาอีสานนั้น นอกจากจะมีความหมายอย่างเดียวกันกับภาษาไทยกลางแล้ว ยังมีความหมายที่ลึกลงไปกว่านั้นอีก คือมีความหมายยิ่งกว่าเบื่อหน่าย ยิ่งกว่าเอือมระอา ยิ่งกว่าคำว่า “เซ็ง” เป็นความหมายในเชิงลบ

bug la im kaolam

มีเรื่องเล่าของชาวอีสานอยู่เรื่องหนึ่ง คือเรื่อง “บักลาอิ่มข้าวหลาม” (บัก หมายถึง นาย เป็นคำนำหน้านามเพศชาย) หากจะพูดและหมายความตามภาษาไทย (กลาง) ก็คือ “นายลาอิ่มข้าวหลาม” จะต้องหมายความว่า "นายลารับประทานข้าวหลามมากจนอิ่ม และไม่อยากรับประทานข้าวหลามอีก" แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เป็นอย่างไรหนอ...

เรื่องมีอยู่ว่า

นายลาไปทำงานรับจ้างที่กรุงเทพฯ พอเก็บเงินได้บ้างเล็กน้อยก็เดินทางกลับบ้านโดยขบวนรถไฟ มาถึงสถานีรถไฟโคราช นายลารู้สึกหิวข้าวมาก จึงตัดสินใจซื้อข้าวหลาม ในขณะที่รถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานีอย่างช้าๆ นายลาไม่มีเงินย่อยจึงเอาธนบัตรใบละร้อยบาทซื้อ (เงินร้อยบาทในสมัยนั้นเป็นจำนวนที่สูงมาก) ปรากฏว่า คนขายข้าวหลามไม่ยอมเดินตามรถไฟเพื่อทอนเงินให้นายลา นายลาต้องซื้อข้าวหลามราคาท่อนละร้อยบาท

railway korat

ปรากฏว่านายลาไม่ยอมแตะต้องข้าวหลามนั้นเลย (แม้จะหิวมาก) นายลากินข้าวหลามไม่ลง นายลาอิ่มข้าวหลาม แม้เมื่อนายลากลับมาถึงบ้านนายลาก็ไม่ยอมกินข้าวหลามเลยตลอดชีวิตของนายลา เมื่อมีคนเรียกนายลากินข้าวหลาม นายลาจะบอกปฏิเสธ พร้อมกับบอกว่า “อิ่ม”

บ้างก็ว่า ความอิ่มของบักลานี้มากถึงขั้นเดินทางผ่านป่าไผ่ แล้วมองเห็นยอดไผ่ไหวโอนไปมาทำเอา "บักลาฮากแตกย้อนคึดฮอดข้าวหลามบั้งละร้อยบั้งนั้น มิรู้ลืม"

คำว่าอิ่มตามความหมายของนายลานั้น มากกว่าเบื่อ มากกว่าแหนงหน่าย มากกว่าเอือมระอา มากกว่าเซ็ง ความรู้สึก “อิ่ม” ไม่เกิดเฉพาะกับอาหารหรือสิ่งของอื่นๆ เท่านั้น แต่อาจจะเป็นความรู้สึกที่บุคคลมีต่อบุคคลก็ได้ เช่น สามีที่เจ้าชู้ ชอบมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น นอกใจภรรยาอยู่เสมอก็อาจจะถูกภรรยา “อิ่ม” ได้เช่นเดียวกัน

บักลาอิ่มบั้งข้าวหลาม ลำโดย สังวาลย์น้อย ดาวเหนือ

'นายอำเภอหัวฆวยมาก'

2. คำที่ออกเสียงเหมือนกัน แต่มีความหมายต่างกัน ซึ่งบางครั้งอาจจะทำให้การสื่อความหมายผิด ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้เรื่องของความกระด้างกระเดื่อง อวดดี จองหอง ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง เช่น

คำว่า “ฆวย” คำที่ออกเสียงอย่างนี้ในภาษาอีสานมี 2 ความหมาย คือ

  1. เป็นคำนาม หมายถึง "กระบือ" หรือ "ควาย" ที่เลี้ยงไว้ไถนา คนอีสานออกเสียงเป็น "ฆวย" (เลี่ยงตัวอักษรเพื่อให้ไม่หยาบโลนในภาษาไทยกลาง นะขอรับ คอมเมนต์โดย อาวทิดหมู)
  2. เป็นคำกริยา หมายถึง สั่น, คลอน, สั่นคลอน เช่น หลักไม้ที่ตอกหรือฝังไม่แน่น สามารถโยกได้คลอนได้ ภาษาอีสานจะบอกว่าหลักนั้น “ฆวย” หรือฟันที่กำลังจะหลุดซึ่งเรียกว่า ฟันโยก ภาษาอีสานก็เรียกว่า ฟันฆวย

road in bannok
ถนนหนทางในชนบทยุคหนังเรื่อง "ครูบ้านนอก" ปี 2521

มีเรื่องเล่าว่า

ครั้งหนึ่ง ท่านนายอำเภอเดินทางไปตรวจราชการในหมู่บ้านชนบทอีสาน แต่เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวกดังเช่นปัจจุบัน หนทางเป็นหลุมเป็นบ่อมาก กำนันจึงให้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเอาเกวียนเทียมโคเป็นพาหนะไปรับท่านนายอำเภอ ปรากฏว่า จากสภาพหนทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อมาก ทำให้ท่านนายอำเภอนั่งหัวสั่นหัวคลอนมาตลอดเส้นทาง พอเดินทางมาถึงหมู่บ้าน กำนันก็รีบถามด้วยความเป็นห่วงท่านนายอำเภอกับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านว่า "การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง ผู้ช่วย?"

ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตอบเสียงดังฟังชัดขึ้นทันทีเลยว่า “การเดินทางแย่ เพราะนายอำเภอหัวฆวยมาก”

kwian 01

คัดลอกส่วนหนึ่งจากบทความ “ภาษาไทย (กลาง) ในภาษาอีสาน” เขียนโดย ชุมพล แนวจำปา 
นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ธันวาคม ๒๕๓๓

สภาพถนนหนทางเมื่อ 40 ปีก่อน คลิปสั้นจาก "ครูบ้านนอก 2521"

 

redline

backled1

 

attalak isan

ฟ้อนภูไท

ฟ้อนภูไท เป็นฟ้อนที่งดงามและเก่าแก่ ถือว่าเป็นนาฏศิลป์ที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของชาวภูไท เนื่องจากชาวภูไทอาศัยกระจัดกระจายหลายพื้นที่ในอีสาน จึงจำแนกประเภทการฟ้อนภูไทตามพื้นที่ เช่น การฟ้อนภูไทของเขตจังหวัดสกลนคร การฟ้อนภูไทเขตเรณูนคร (รำภูไทภูพาน รำภูไทสามเผ่า) การรำภูไทของเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะมีลีลาการฟ้อนที่แตกต่างกัน การฟ้อนภูไทจะฟ้อนในงานมงคลและงานบุญ เช่น บุญมหาชาติ ในการทำบุญแต่ละครั้งหลังวันทำบุญจะมีการแห่ปัจจัยไปวัด การแห่ขณะไปทำบุญและการแห่หลังทำบุญนี้เองที่ทำให้เกิดฟ้อนภูไทขึ้น

ลักษณะเด่นเชิงรูปธรรม ผู้ฟ้อนแต่งกายชุดพื้นเมืองของชาวภูไท คือนิยมนุ่งห่มดำ สีเข้ม หรือสีคราม เป็นผ้าที่ทอด้วยฝ้ายพื้นเมือง แขนยาว เครื่องตกแต่งร่างกายอาจจะแตกต่างกันเล็กน้อยตามกลุ่มต่างๆ ของชาวภูไท

ลักษณะเด่นเชิงนามธรรม เป็นการฟ้อนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและการทำบุญ

fon poo tai

ชาวผู้ไท เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย แต่เดิมนั้นชาวผู้ไทตั้งบ้านเรือนอยู่แถบสิบสองจุไทย คือ บริเวณลาวตอนเหนือ บางส่วนของเวียตนามเหนือ และทางตอนใต้ของจีน มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองไล เมืองแถง เรียกว่า ผู้ไทดำ ชาวผุ้ไทสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ถึงแม้จะมีผู้แบ่งเป็นกลุ่มผู้ไทแดงและผู้ไทลาย แต่ก็ไม่มีประวัติชัดเจน (ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ. 2526 : 2) ชาวผู้ไทยที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่มาจากเมืองวัง และเมืองตะโปน ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองสวันเขต ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน และแยกย้ายกันตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณเทือกเขาภูพานในเขต 3 จังหวัด คือ

  • ชาวผู้ไทจังหวัดกาฬสินธุ์ อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเขาวง อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอสหัสขันธุ์ อำเภอคำม่วง
  • ชาวผู้ไทจังหวัดสกลนคร อยู่ในอำเภอพรรณานิคม อำเภอวาริชภูมิ
  • ชาวผู้ไทจังหวัดนครพนม อยู่ในอำเภอเรณูนคร อำเภอคำชะอี อำเภอหนองสูง

fon poo tai renu 6

การฟ้อนผู้ไทนั้น เริ่มมีมาในสมัยที่เริ่มสร้างพระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร ผู้ไทเป็นชนเผ่าที่รับอาสาที่จะเป็นผู้ปฏิบัติรักษา หาเครื่องสักการะบูชาพระธาตุทุกๆ ปีเมื่อถึงฤดูข้าวออกรวงกำลังแก่ จะมีการเก็บเกี่ยวข้าวบางส่วนมาทำข้าวเม่า ชาวผู้ไทจะนำข้าวเม่ามาถวายสักการะบูชาพระธาตุเชิงชุม การนำข้าวเม่ามาถวายพระธาตุนั้น เรียกว่า "แห่ข้าวเม่า" จะมีขบวนฟ้อนรอบๆ พระธาตุ ผู้ฟ้อนเป็นหญิงล้วน ผู้หญิงแต่งตัวพื้นเมือง ใส่เล็บยาว ผู้ชายเล่นดนตรี เช่น กลองเส็ง กลองยาว ตะโพน รำมะนา ฉิ่งฉาบ เป็นต้น (พนอ กำเนิดกาญจน์. 2519:38)

fon poo tai renu 4

การฟ้อนภูไทกาฬสินธุ์

การฟ้อนภูไทเรณูนคร

เป็นการฟ้อนประเพณีที่มีมาแต่บรรพบุรุษ ที่สร้างบ้านแปลงเมือง การฟ้อนภูไทนี้ถือว่าเป็นศิลปะเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ประจำเผ่าของภูไทเรณูนคร ถือว่าฟ้อนภูไทเป็นการฟ้อนที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครพนม

ในคราวที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมานมัสการพระธาตุพนม ในปี พ.ศ. 2498 นั้น นายสง่า จันทรสาขา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในสมัยนั้น ได้จัดให้มีการฟ้อนผู้ไทถวาย นายคำนึง อินทร์ติยะ ศึกษาธิการอำเภอเรณูนคร ได้อำนวยการปรับปรุงท่าฟ้อนผู้ไทให้สวยงามกว่าเดิม โดยเชิญผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ในการฟ้อนผู้ไทมาให้คำแนะนำ จนกลายเป็นท่าฟ้อนแบบแผนของชาวเรณูนคร และได้ถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานสืบทอดต่อจนปัจจุบัน

ลักษณะการฟ้อนภูไทเรณูนคร ชาย-หญิงจับคู่เป็นคู่ๆ แล้วฟ้อนท่าต่างๆ ให้เข้ากับจังหวะดนตรี โดยฟ้อนรำเป็นวงกลม แล้วแต่ละคู่จะเข้าไปฟ้อนกลางวงเป็นการโชว์ลีลาท่าฟ้อน

หญิงสาวที่จะฟ้อนภูไทเรณูนครต้อนรับแขก จะได้ต้องเป็นสาวโสด ผู้ที่แต่งงานแล้วจะไม่มีสิทธิ์ฟ้อนภูไทเรณูนคร เวลาฟ้อนทั้งชายหญิงจะต้องไม่สวมถุงเท้าหรือรองเท้า และที่สำคัญคือในขณะฟ้อนภูไทนั้น ฝ่ายชายจะถูกเนื้อต้องตัวฝ่ายหญิงไม่ได้เด็ดขาด (มิฉะนั้นจะผิดผี เพราะชาวภูไทนับถือผีบ้านผีเมือง อาจจะถูกปรับไหมตามจารีตประเพณีได้)

เครื่องดนตรี แบบดั้งเดิม ประกอบด้วย แคน กลองสองหน้า กลองหาง ฆ้องโหม่ง พังฮาด และกั๊บแก๊บ ส่วนในวงโปงลาง ก็ใช้เครื่องดนตรีครบชุดของวงโปงลาง ลายเพลง ใช้ลายลมพัดพร้าว

ท่าฟ้อนภูไทเรณูนคร มี 16 ท่า ดังนี้คือ

  • ท่าโยกหรือท่าเตรียม (ท่าเตรียมโยกตัวไปมาเป็นการอุ่นเครื่องเพื่อจะไปท่าบิน)
  • ท่าบิน หรือท่านกกะทาบินเลียบ
  • ท่าเพลิน หรือท่าลำเพลิน
  • ท่าเชิด หรือ ท่ารำเชิด
  • ท่าม้วน หรือท่ารำม้วน
  • ท่าส่าย หรือท่ารำส่ายเปิด
  • ท่าลมพัดพร้าว
  • ท่ารำเดี่ยว หรือฟ้อนเลือกคู่
  • ท่าเสือออกเหล่า
  • ท่ากาเต้นก้อนข้าวเย็น
  • ท่าเสือลากหาง
  • ท่าม้ากระทืบโฮง
  • ท่าจระเข้ฟาดหาง
  • ท่ามวยโบราณ
  • ท่าถวายพระยาแถน หรือท่าหนุมานถวายแหวน
  • ท่ารำเกี้ยว

[ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : การฟ้อนพื้นบ้านภูไท ]

redline

backled1

word

"บักหำ" คำของผู้ใหญ่เรียกผู้น้อย อย่างเอ็นดู

ham 01

คำอีสานเรียก คนผู้ชาย ว่า “บัก” และเรียก ผู้หญิง ว่า “อี่” หรือ “อี” ซึ่งเป็นการเรียกเพื่อจำแนกเพศอย่างกว้างๆ เด็กผู้ชายคลอดใหม่ที่ครบอาการสามสิบสอง แน่นอน ต้องมีบัก โดยคำว่าบักนั้น มีแนวเทียบ (analogy) กับอวัยวะสืบพันธุ์ที่ติดตัวต่องแต่งมาแต่เมื่อแรกคลอด

ยุคที่ไม่มีระบอบตรวจสอบลูกในครรภ์ด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยอย่างในปัจจุบัน กว่าจะรู้ว่าลูกเป็นเพศอะไร ก็ต้องรอตอนคลอด แม้ขณะที่โผล่หัวออกมาจากช่องคลอด บางคนก็ยังจำแนกไม่ออก ด้วยว่าเป็นตัวแดงๆ มีขนติดหัวมากระหย็อมหนึ่ง ต้องดูกันจะจะก็ตรงเครื่องเพศนั่นเองว่า จะเป็น "อี" หรือเป็น "บัก"

ham 02ฐานเดิมของคำว่า "บัก" ถ้าเป็นกริยา หมายถึง บาก/ฟัน/ควั่น/ทำให้คอด/หรือทำให้กิ่วโดยรอบ เช่น เวลาจะผูกด้ายที่ปลายไม้คันเบ็ด ถ้าใช้ด้ายผูกแล้วดึงทบให้แน่นๆ ก็พอใช้การได้ แต่คนมีประสบการณ์ท่านสอนให้บักปลายคันเบ็ดเสียก่อน คือ การใช้มีดควั่นบริเวณปลายคันไม้นั้นโดยรอบ เพื่อให้เป็นร่องหรือเป็นแนวเล็กๆ เมื่อผูกด้าย จะทำให้ด้ายไม่เคลื่อนหรือเลื่อนหลุดโดยง่าย บักที่เป็นวิเศษณ์ ก็หมายถึง (สิ่ง) ซึ่งมีสภาพคอดหรือกิ่วโดยรอบ

แล้วอะไรเล่าที่ทำให้ผู้ชายได้รับการเรียกขาน ว่า บัก ในขณะที่ผู้หญิงไม่ได้รับการเรียกเช่นนั้น อีกทั้งเป็นเครื่องจำแนกเพศชายกับเพศหญิงที่เด่นชัด

คำตอบที่ทำให้เข้าใจง่ายที่สุดก็คือ "อวัยวะเพศ" นั้นแหละ

ส่วนที่จะเรียกว่า บัก หาใช่หมดทั้งพวงไม่ แต่เป็นเพียงส่วนปลายซึ่ง “มีสภาพคอดโดยรอบ” และนี่เป็นฐานความหมายพาดพิงถึงการเรียกว่า บัก ซึ่งถ้าพูดเรื่องง่ายๆ ให้ยุ่งๆ ขึ้นมาอีกนิด คำว่า บัก ในภาษาอีสานที่ใช้เรียกเพศชาย/เพศผู้ ก็ต้องแปลว่า “ผู้ซึ่งมีสภาพคอดโดยรอบ (ติดตัวมาแต่กำเนิด) นั่นเอง

จริงอยู่ มนุษย์นั้นมีส่วนที่คอดเหมือนๆ กัน คือ ที่คอบ้าง ที่ข้อมือข้อเท้าบ้าง แต่เมื่อมีแล้วไม่สามารถจำแนกหาลักษณะพิเศษที่แตกต่างอย่างเด่นชัด จึงต้องมองหาส่วนอื่นๆ เรียกว่าเป็นการจำแนกหาความต่าง

ภาษาแขกเรียกชุดเครื่องเพศชายออกเป็นสองอย่าง

ส่วนที่เป็นลำหรือท่อ หรือแท่งนั้นเรียกว่า ลิงค หรือลึงค์

ส่วนที่เป็นก้อนเหมือนกับไข่นั้น เรียกว่า อัณฑะ

คำอีสานก็มีวิธีจำแนกชุดเครื่องเพศด้วยเหมือนกัน กล่าวคือ

เรียก ลึงค์ ว่า โค็ย หรือ โคย

เรียก อัณฑะ ว่า หำ ไข่หำ หมากไข่หำ หรือไข่ลอน ก็มี

คำว่า โค็ย นี้ ความหมายหลักก็อยู่ตรงที่เป็นท่อนแท่งแห่งอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชาย หรือสัตว์เพศผู้

แล้วก็มีการใช้ในความหมายที่ขยายตัวออก หมายถึงวัตถุที่ให้สอดใส่ในช่องของวัตถุอื่น เช่น

      โค็ยกง = เดือยระวิง

      โค็ยเกวียน = เพลาเกวียน ซึ่งเป็นความหมายโดยปริยาย

การโพล่งคำว่า “โค็ย” ออกคำเดียวดังๆ ก็เป็นการผรุสวาท หรือบริภาษ รวมทั้งหมายถึงอาการแสดงความไม่พอใจอะไรบางอย่างได้ด้วย แต่คนอีสานจะบอกลูกสอนหลานว่า "หากหนุ่มคนไหนกินเหล้าเมาแอ๋ แล้วแจกอวัยวะดังว่าเสียงดังลั่น เจ็ดบ้านแปดเรือน ท่านว่าไม่ควรเอามาสืบหน่อต่อแนว ด้วยถือว่าเป็นคนไม่ดี"

ham 03

ภาพประกอบและบทกวีบรรยายทั้งหมดได้จากหนังสือ เดินทาง-บันทึก-ศึกษา “เบิ่งฮูป-แต้มคำ” ของวิโรฒ ศรีสุโร

แม้โค็ยจะแสดงออกถึงความไม่สุภาพในบางวาระ แต่คำอีสานก็มีชื่อเรียกสิ่งของอื่นๆ อีก อย่างเป็นสามัญธรรมดา เช่น โค็ยงู = ต้นควยงู, โค็ยตาล = งวงตาล, โค็ยมอน = หางไหล เป็นอาทิ

ชาวอีสานพูดคำว่า "หำ" โดยไม่กระเดียมเหนียมปาก เพราะมันเป็นคำสามัญจริงๆ เช่น เรียกปมรากที่เกิดกับเถามันป่าและมันปลูกบางชนิด ปมดังกล่าวนี้ทรงกลม บางชนิดก็แป้นเล็กน้อย ขนาดย่อมกว่าลูกปิงปอง มักเรียกกันว่า "หำมัน" สามารถนำมาเผาไฟ ต้ม หรือนึ่งกินก็ได้ นำไปปลูกก็ได้, เรียกเห็ดชนิดหนึ่ง ทรงกลม สีเหลืองๆ เนื้อเหนียวว่า เห็ดหำฟาน, เรียก ส่าขนุน หรือ ผลขนุนอ่อน ที่เพิ่งติดลูกว่า หำมี้, หำหมากมี้

ham 04

ชาวฝรั่งนำต้นมะฮอกกานีไปปลูกที่เวียงจันทน์ เป็นเพราะเหตุที่ไม่ใช่ต้นไม้ท้องถิ่นที่เคยมีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เรียกเป็นคำฝรั่งก็ไม่สะดวกปาก ชาวลาวกำหนดเรียกไม้ดังกล่าวนี้ว่า หำงัว ด้วยว่าผลของต้นมะฮอกกานี มีสัณฐานคล้ายกับอัณฑะของวัว แถมยังมีสีน้ำตาลเหมือนกับสีหนังวัวอีก เป็นการนิยามคำศัพท์ได้เด็ดขาดเฉียบคมมาก

ชื่อโรคก็มีที่พาดพิงถึงเรื่อง "หำ" คือคำว่า หำโปง หมายถึง ไส้เลื่อนลงถุง (อัณฑะ) ทำให้อัณฑะโตขึ้นและปวดหนึบๆ ทรมานสิ้นดี บางทีก็เรียกว่า "ไส้ลงหำ"

สำนวนว่า "หำหด" ใช้เรียกภาวะกลัวหรือหวาด หรือขยาดเกรงขาม เช่น การเรียกหน้าผาแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิว่า "ผาหำหด" ก็หมายถึง เมื่อใครไปยืนที่ริมหน้าผานั้นแล้ว จะเกิดอาการกลัวจนหำหด นั่นเอง

นั่นว่าด้วยเรื่องหำ

ส่วนคำว่า "บัก" ไม่จำกัดเฉพาะคนเพศชายเท่านั้น ยังใช้เรียกสัตว์เพศผู้อย่าง วัว ควาย เช่น บักคำดี บักทองคูน บักด่อน บักตู้ เรียก สุนัข ว่า บักก่าน บักดำ รวมถึงสัตว์อื่นๆ แม้หา “รอยบักที่อวัยวะเพศ” ไม่ได้ แต่ก็ถูกจำแนกให้เป็นบักไปโดยความเข้าใจ เช่น เรียกแมลงกว่างตัวผู้เขาสั้นว่า บักกิ เรียกตัวผู้ที่เขายาวว่า บักโง้ง เรียก ไก่ตัวผู้ เป็น บักโอก บักโจ้น เรียก ม้าตัวผู้ขนาดเล็ก ว่า บักจ้อน เป็นอาทิ

มีสำนวนอีสานเกิดใหม่ คือคำว่า บวชล้างบัก ใช้เรียก “เหน็บ” คนยุคสมัยหลังๆ ที่มักจะบวชกันไม่กี่วัน ไม่ทันได้ศึกษาอบรมเรื่องมารยาทหรือฝึกจิตใจในทางพุทธธรรมสักเท่าใด แล้วก็ด่วนลาสิกขาออกมา จากที่เคยเรียกบักนำหน้าชื่อ ก็เรียก "ทิด" นำหน้าแทน แต่ถ้าทำตัวเกกมะเหรกเกเรเหมือนเคย ชาวบ้านก็มักจะพูดประเทียดเอาว่า บวชล้างบัก

คำว่าบัก มีปรากฏใช้ที่หน้าคำอื่น เป็นลักษณะของการใช้พยางค์เสริมหน้า (pre syllable) เช่น

บักใหญ่ หมายถึง ใหญ่ (พิเศษ)

บักเอ้บ หมายถึง (ลักษณะรูปร่างที่ปรากฏทางสายตา) ใหญ่เป็นพิเศษ

อย่างไรก็ดีคำพ้องรูปและพ้องเสียงกับ “บัก” ที่ปรากฏในคำเรียกผลไม้ บักอึ (ฟักทอง) บักโต่น (ฟักเขียว ผลใหญ่) บักขาม บักแตง คำเหล่านี้เป็นการเลื่อนเสียงกัน ระหว่างหน่วยเสียง /m/ หรือเสียง /ม/ กับหน่วยเสียง /b/ หรือเสียง /บ/ เพราะเป็นหน่วยเสียงที่เกิดริมฝีปากทั้งสอง (เราจะออกเสียง ม หรือ บ โดยไม่เอาริมฝีปากทั้งสองแตะกันก่อนไม่ได้) คือคำว่า หมาก เลื่อนเป็น หมัก และถ้าบังคับลมไม่ให้ออกทางจมูก เสียง หมัก ก็จะเป็นเสียง บัก ได้โดยง่าย บางคนยังถนัดปากที่จะเรียก หมักอึ หมักแตง อยู่เลย คำว่า หมาก/หมัก/บัก ในที่นี้ หมายถึงผลของพรรณไม้ ไม่เกี่ยวกับรอยบัก แต่ประการใด

ham 05

ในภาษาอีสานจำแนกเพศเป็นสองอย่าง คือเพศผู้ กับเพศแม่ ต่อเมื่อมีคนประเภท “มีบัก” แต่จริตจก้านกระเดียดไปทางเพศหญิง ก็จึงเกิดมีคำว่าคนผู้แม่ (คำนี้เก่าเต็มที หาคนพูดน้อยแล้ว) ซึ่งก็หมายถึง 'กะเทย' ในความหมายที่เราสื่อความกันในปัจจุบัน หรือเช่นเรียก ไก่ตัวผู้ที่ไม่ขัน (แม้อายุของไก่จะล่วงเลยเข้าสู่วัยที่ควรขัน และไก่ลักษณะนี้ก็หายาก) ว่า ไก่ผู้แม่ เป็นต้น

บัก เมื่อใช้กับคนเพศชาย ใช้ได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ แต่จะไม่ใช้กับผู้อาวุโสกว่า เว้นเสียแต่ว่าจะใช้ในความหมายที่เป็นสามัญ และเป็นภาษาพูดไม่เป็นทางการ เช่นเรียกนักร้องชายที่เป็นซูเปอร์สตาร์ว่า บัก…(ตามด้วยชื่อ) หรือใช้ในความหมายที่ดูถูก ไม่ยำเกรง เช่น เรียกรัฐมนตรีที่มีข่าวพฤติกรรมที่โกงกินว่าบัก…(ตามด้วยชื่อ) หรือเรียกชาวตะวันตกว่า บักดังโม (ไอ้จมูกโต) เป็นต้น และมักจะเรียกในฐานะเป็น บุรุษที่สาม คือ เรียกลับหลัง ไม่ได้เรียกต่อหน้าในฐานะที่เป็นบุรุษที่สอง

ดังที่เกริ่นมาแต่ต้น คำว่า "บัก" นั้นเป็นการจำแนกผู้ชาย ซึ่งมีความต่างจากผู้หญิงแล้ว บักก็ถูกนำไปผนวกกับคำอื่น เช่น บักหำ เป็นคำที่ผู้ใหญ่เรียกเด็กชายด้วยความเอ็นดู บางคราวก็ประสมกับความเสแสร้งแกล้งใช้เด็ก เช่น ถ้าผู้ใหญ่พูดว่า “มึงไปตักน้ำให้กูสักขัน” กับ “บักหำ…ไปตักน้ำมาให้จั๊กขันแด่” ข้อความหลังนี้ นุ่มหูและน่าไปตักน้ำให้มากกว่าข้อความแรกเยอะเลย

เรียก บักหำ แค่นี้ยังไม่พอ บางคนเรียก บักหำน้อย ยิ่งระคนความน่ารักน่าเอ็นดูเจืออยู่ในน้ำคำเข้าไปใหญ่ แต่อย่าริไปพูดเอาคำว่า ใหญ่ ไปแทนคำว่า น้อย  นั่นเชียว เป็นการล้อเลียนที่ไม่น่าให้อภัย

ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2547
ผู้เขียน : วีระพงศ์ มีสถาน, สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล

redline

backled1

หมวดหมู่รอง

รวมผญา สุภาษิต และคำสอย

กลอนลำ

song word

เพลงลูกทุ่งอีสาน มาเข้าใจความหมายของคำภาษาอีสานในเพลงลูกทุ่ง

ภาษาอีสานแยกตามหมวดอักษร

กลอน ภาษิตโบราณอีสาน

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)